มาไว เคลมไว

เรื่องของอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด

มาไว เคลมไวจริงๆ

มันเกิดแปบๆ แต่หากถูกสะสมเนืองๆ
โอกาสปะทุ การระเบิดอารมณ์ มีเกิดขึ้นได้ง่าย

เหมือนมีมีดมาจิ้มๆ เจ็บนิดๆ
แรกๆรำคาญ มันน่ารำคาญ
จนสะสมให้กลายเป็นความโกรธ
พอโกรธ เริ่มโมโห
ประมาณว่า จะมายุ่งอะไรกันนักหนา
โมโหมากๆ ต้องด่า
บางคนถึงขั้นลงไม้ลงมือ

ทั้งหมด เป็นเรื่องของความไม่รู้ที่มีอยู่
การที่จะระงับ ยับยั้งการกระทำได้
ขึ้นอยู่กับสติ สัมปชัญญะ สมาธิ ที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

สมาธิที่เกิดขึ้น ยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งดี
เพราะช่วยกดข่มกิเลสไปส่วนหนึ่ง
เหมือนความรู้สึกนั้นๆจะดับหายไป
แต่ไม่ได้หายไปไหนหรอก
แต่เกิดจากสมาธิที่มีเกิดขึ้น
บดบังสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นไปชั่ว ขณะหนึ่ง
ถ้าไม่รู้ชัดสภาพะรรมต่างๆ ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
อาจเป็นเหตุปัจจัยให้ หลงสภาพธรรมต่างๆได้

รู้สึกนึกคิดอย่างไร
หากยอมรับตามความเป็นจริง
เป็นปัจจัยให้รู้ชัดว่า กิเลสที่มีเกิดขึ้น มีมากน้อยแค่ไหน

ทั้งๆที่ สรุปแล้ว ทั้งหมด เป็นเรื่องของใจ
หากรู้เท่าทันต่อสิ่งที่เกิดในใจได้
สิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมจางคลายดับหายไปตามเหตุและปัจจัย

ตอนนี้ ถึงจะรู้ชัดในผัสสะ
รู้ชัดสิ่งที่เรียกว่า กิเลส ที่มีเกิดขึ้นในใจ

ถึงจะรู้ชัด แต่กำลังสติ สัมปชัญญญะ ที่มีอยู่
ยังไม่สามารถรับมือกับกิเลสที่มีเกิดขึ้น ในแต่ละขณะได้ทั้งหมด
ก็ทำให้รู้สึกเหนื่อยใจ ทำให้รู้สึกเบื่อหน่าย

บางครั้งเหมือนคนโรคจิต
อยากด่าเดี๋ยวนั้น
เหมือนบางที่ ใช้วิธีปาจาน
เสียงจานที่แตก สะใจจัง อะไรประาณนั้น

เพราะรู้ ได้แต่อดทนอดกลั้น
บางครั้ง สักนิดหนึ่งก็ยังดี
แล้วยอมรับผลที่กลับมา

ตราบใดที่ลมหายใจยังมีอยู่
ปลอบใจตัวเองเนืองๆว่า
เออน่า เพียรละ เดี๋ยวทุกสิ่งก็สงบลงเอง(ใจ)

แต่ตามความเป็นจริง วลัยพรไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป
เพราะรู้ว่า สิ่งที่รู้ ถึงจุดอิ่มตัวแล้ว
ไม่ต้องรู้อะไรอีกแล้ว

ไม่ได้รู้สึกอะไรๆ

บางคน สำคัญผิด เรื่อง การขออโหสิกรรม

การขออโหสิกรรม เป็นเรื่องของ การสำนึกผิด ในสิ่งที่ตนได้กระทำลงไป(สร้างเหตุนอกตัว) ไม่ได้เป็นการถ่ายบาป หรือ เป็นการทำให้ กรรมที่ได้กระทำลงไปแล้ว ทำให้กรรมนั้นๆ ตกสิ้นไป คือ ไม่ส่งผล

กรรมหรือการกระทำทุกๆชนิด ไม่ว่าจะคิดเอาเองว่า บาป บุญ คุณ โทษ กุศล อกุศล ถูก ผิด ดี ชั่ว แม้กระทั่ง การกระทำที่คิดว่า เป็นการปรามาสกัน

สิ่งต่างๆ ที่เป็นคำเรียกเหล่านี้ ล้วนเกิดจาก ความถูกใจ ไม่ถูกใจ จากสังโยชน์กิเลส ที่มีอยู่

เมื่อกระทำลงไปแล้ว กรรมนั้นๆ ส่งผลกลับมาที่ผู้กระทำทั้งหมด ไม่มีข้อยกเว้น

ถ้ามีคำพูดทำนองว่า ต้องเป็นพระอรหันต์(หมดกิเลส) กรรมนั้นจะตกสิ้นไป

จงดูพระพุทธเจ้า ตลอดทั้งพระอัครสาวก เป็นตัวอย่าง พระโมคคัลลานะ ทำไมต้องยอมถูกทุบตี หลายครั้ง ทำไมไม่เหาะหนี

พระพุทธเจ้า ทำไมไม่หนี กับทุกๆกากรระทำ ที่พระเทวทัต ทำกับพระองค์

ฉะนั้น การกล่าวขออโหสิกรรม และ การกล่าวอดโทษ ไม่ล่วงเกินต่อกัน เป็นการไม่ผูกพยาบาทต่อกัน ไม่ใช่เป็นการกระทำ แบบพิธีกรรม ตามความเชื่อ ที่บอกเล่าต่อๆกันมา

มีนะ บางคนมาขออโหสิกรรมต่อการกระทำ ที่เขาได้กระทำกับวลัยพร ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

วลัยพรจะบอกว่า คุณไม่ต้องมาขออโหสิกรรมหรอก เพราะ กรรมที่คุณได้กระทำลงไป เป็นกรรมที่สำเร็จแล้ว เหตุมี ผลย่อมมี

การกล่าวคำขอโหสิกรรม เป็นเรื่องของ การฝึกละความมีตัวตน ที่มีอยู่(ความยึดมั่นถือมั่น) ฝึกที่จะไม่พยาบาท ที่เกิดจากการผูกใจเจ็บ ต่อการกระทำของอีกฝ่าย

หากมุ่งทำความเพียรต่อเนื่อง พยายามหยุดสร้างเหตุนอกตัว เวลากรรมส่งผล(ทุกๆขณะที่ผัสสะเกิด) จะได้มีสติ มีสมาธิ มีสมัปชัญญะ(ความรู้สึกตัว) จะได้ไม่ก้าวล่วงออกไปทางวจี ให้เป็นวจีกรรม ไม่ก้าวล่วงออกไปทางกาย ให้เป็นกายกรรม

ส่วนความรู้สึกนึกคิด ห้ามไม่ได้ เพราะ ยังมีกิเลสอยู่ มโนกรรม ย่อมมีอยู่ แค่รู้ แค่ยอมรับ ต่อผัสสะนั้นๆ(ที่ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด) ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

ผลที่เกิดขึ้นอย่างมาก แค่ทุกข์ใจ ทุกข์กาย

ผลของการไม่สานต่อ(ไม่ตอบโต้) เป็นเหตุให้ เหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน สั้นลง และส่งผลให้ ภพชาติ การเวียนว่าย ตายเกิด ในวัฏกสงสาร สั้นลง

จึงไม่ควรมาพร่ำกล่าวคำขออโหสิกรรม แต่จงแก้ที่ตัวเอง ในสิ่งที่ยังมีอยู่และเป็นอยู่ โดยการทำความเพียรต่อเนื่อง(แบบไหนก็ได้) และ พยายามหยุดสร้างเหตุนอกตัว(เกิดจาก ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย)

จงรู้ไว้ว่า วลัยพร ไม่ได้รู้สึกโกรธ หรือเกลียด

แต่ที่ไม่คิดข้องเกี่ยว เพราะ มองเห็นเหตุของการเกิดภพชาติ ที่เกิดขึ้นเนืองๆ หากยังเกี่ยวข้องอยู่ เลี่ยงได้ จึงเลี่ยง เลือกที่จะไม่เกี่ยวข้องด้วย

เหมือนการพูดคุย มักพูดคุยเกี่ยวกับการทำความเพียรเป็นหลัก ปัญหาทางโลก เหตุใคร เหตุมัน แก้กันเอาเอง

เมื่อก่อนเคยยุ่งเหมือนกัน ให้คำแนะนำว่า ต้องทำอย่างงัน้อย่างงี้( การทำความเพียร) แต่คนที่ได้รับคำแนะนำ บางคนเชื่อ และนำไปปฏิบัติ ผลคือ ทุกข์มีอยู่ แต่น้อยลง(ยึดน้อยลง) อันนี้เขามาเล่าให้ฟังกัน

ผิดกับคน ที่แค่ต้องการมาระบาย แต่ไม่คิดทำความเพียร และไม่พยายามระงับตัวเอง ในเรื่องการสร้างเหตุนอกตัว ผลคือ จมแช่อยู่กับความทุกข์ แล้วมาพูดทำนองว่า ทำไมทำความเพียรแล้ว เจอแต่ทุกข์

แทนที่จะกลับไย้อนทบทวนพฤติกรรมของตนเองว่า ทำไมชีวิตจึงเป็นแบบนี้ กลับมากล่าวโทษวลัยพรแทน ว่า เป็นเพราะเชื่อวลัยพร ทำความเพียร จึงมีแต่ทุกข์

กับคนประภทนี้ วลัยพรจะตัดทิ้ง แรกๆ อาจยังให้คำแนะนำอยู่ ยังเปิดโอกาสให้อยู่ แต่ทุกๆครั้ง ที่เขาเจอทุกข์ กลับโยนมาที่วลัยพรทุกครั้ง ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่เจตนา

ที่เขาเป็นแบบนี้ เกิดจาก อวิชชา ที่หนาแน่น และ เขาสร้างเหตุร่วมกับวลัยพรมาน้อย จึงทำให้ ไม่เกิดความศรัทธา ในการตั้งใจทำความเพียร และ หยุดตัวเอง ในการสร้างเหตุนอกตัว

เพื่อเป็นการช่วยตัวเอง ให้อยู่กับทุกข์ ที่เกิดขึ้นได้

เมื่อเป็นแบบนี้ เกิดซ้ำซาก วลัยพรเห็นแต่เหตุ เห็นสิ่งที่ควรทำ จึงหันมามุ่งเน้น สำหรับผู้ที่คิดกระทำ เพื่อ ดับเหตุของการเกิด(นิพาาน) จริงๆ

มากกว่า ให้คำแนะนำแบบกระเรี่ยกระรราด(ไม่เลือก) เหมือนเมื่อก่อน

การที่ให้คำแนะนำต่อผู้อื่น ครั้งละ ๑ คน แนะนำหลายๆคน เวลากรรมส่งผล ไม่ได้เจอแค่ครั้งละหนึ่ง มาแบบรวมมิตร เหมาเข่ง

ต้นทุน สติ สมาธิ มีเท่าไหร่ พอรับมือได้ไหม หากรับมือไม่ไหว ใครทุกข์ล่ะ ตัวเองทั้งนั้น ไหนจะสภาวะขณะทำความเพียรอีก โดนนิวรณ์ต่างๆ เล่นงาน แล้วมันคุ้มไหมล่ะ

เลือกสร้างเหตุกับคนที่กระทำเพื่อดับเหตุของการเกิด อย่างน้อยๆ คนกลุ่มนี้ ไม่ค่อยมีเรื่องคุย หรือ จะต้องแนะนำอะไรมากมาย คือ ช่วยตัวเองกันได้

ผิดกับกลุ่มตนอีกกลุ่ม ที่เอาแต่เรียกร้อง มีแต่การกล่าวโทษนอกตัว ที่สำคัญ ไม่พยายามทำความเพียรอีกต่างหาก

การพูดคุยแต่ละครั้ง มีแต่เรื่องทางโลก เรื่องเดมๆ ซ้ำซาก พูดไปแล้ว เหมือนเข้าหูซ้าย ทะลุหูขวา ไม่เคยจำ

พอพูดคุยอีก มีแต่เรื่องเดิมๆซ้ำซาก ไม่มีเรื่องของการทำความเพียร คนประเภทนี้ วลัยพรจะให้โอกาส ในระยะแรกๆ

จนกระทั่ง มีตัวแปรของสภาวะเข้ามาแรกแซง(เขาทำเอง เราไม่ต้องทำ) จะทำให้ คนๆนั้น กระเด็นออกไปเอง จากสภาพแวดล้อมของวลัยพร โดยที่วลัยพร ไม่ต้องคิดทำการสิ่งใด

สภาวะของวลัยพร จึงไปข้างหน้า มากกว่าถอยหลังเข้าคลอง(วังวนวัฏฏะ) เพราะ เหตุนี้

๑๖ – ๑๘ ตค. ๕๔

๑๖ ตค.

วันนี้ไปทำบุญทอดกฐินร่วมกับน้องๆ และแม่ที่บวชแม่ชี เรียกว่าแม่ไม่สึกแล้ว

อย่างฮา

ก็มีเรื่องอาๆเกี่ยวกับการปฏิบัติ อันนี้เป็นเรื่องการปฏิบัติของแม่เอง เกี่ยวกับสมาธิ คือ เรื่องบัญญัติหรือคำเรียกต่างๆ สภาวะเหล่านี้เกิดกับทุกคน เราเองก็เคยเป็นมาก่อนจึงเข้าใจในความรู้สึกเหล่านี้ดี

ฌาน

การแผ่เมตตา จะได้ผลทันตาเห็นก็ต่อเมื่อ เราต้องทำได้ก่อน การแผ่นั้นจึงจะได้ผลแบบเต็มๆ เรื่องของแม่และน้องก็เช่นกัน ทุกอย่างเริ่มต้นจากเหตุ ผลจึงเป็นเช่นนั้น และเหตุปัจจุบันที่กำลังทำขึ้นมาอีก

จากที่แม่ไม่เคยนั่งสมาธิเลย เอาแต่นอนทำสมาธิ คือ หลับอย่างเดียว ซึ่งเราได้แผ่เมตตา กรวดน้ำให้กับแม่มาตลอด รวมถึงน้องๆด้วย ต้องหาอุบายในการพูด ต้องนำสิ่งที่เขาเชื่อมาเชื่อมโยง เป็นเหตุให้ได้ปฏิบัติแบบไม่รู้ตัวกัน

ทุกอย่างล้วนมีเหตุจริงๆ

ตอนอยู่วัดพุทโธ แม่วุ่นวายอยู่กับการดูแลพระและโรงครัว ต่อมาแม่ไปประจำวัดพุทโธ สาขากลางดง หนทางลำบากมากๆ เข้าไปลึกมากๆ ห่างไกลผู้คน วัดนี้กินเจ จึงไม่ลำบากเรื่องอาหาร ผลหมากรากไม้เยอะในป่า หน่อไม้อีกมีเยอะมากๆ

จะมีชาวบ้านนำผลไม้ ตลอดจนพืชผักมาถวายพระเสมอๆ ที่วัดจึงไม่ขาดแคลนเรื่องอาหาร

เมื่อไปอยู่วัดนี้ มีแม่ชีไปอยู่ด้วยอีกคน เป็นคนดูแลเรื่องอาหาร แถมชะตาไม่ต้องกับแม่ เรียกว่าเข้ากันไม่ค่อยได้ เป็นเหตุให้แม่ไม่ต้องไปยุ่งเรื่องครัวและการทำกับข้าว แต่ไปคอยดูแลความเป็นอยู่ของพระแทน นี่เหตุมันมีนะ

เมื่อมีเวลาว่างมากขึ้น แม่จึงมีเวลานั่งสมาธิ แม่เริ่มชอบทำการสมาธิ แต่ไม่รู้ว่าชอบ เวลาแม่โทรฯมา หรือเราโทรฯไปหา แม่จะบอกว่า แม่ชอบเข้าฌานสมาบัติ เราฟังที่แรกไม่แน่ใจ ถามย้ำอีกที แม่ก็ยืนยันคำพูดเดิม ว่าแม่ชอบเข้าสมาบัติ

เออนะ …. เราฟังแล้วรู้สึกขำๆ ไม่แตกต่างกันเลย เหมือนกันหมดสภาวะนี้ ติดบัญญัติ ให้ค่าต่อสภาวะ เราเคยเป็นมาก่อน เข้าใจดี เราบอกว่าดีแล้วแม่ อนุโมทนาด้วย อย่าทิ้งการเดินจงกรมล่ะ แม่บอกว่าเดินตลอด แม่เป็นคนชอบเดิน

คนเดินจงกรม จะมีสภาวะที่เด่นชัด คือ มีสุขภาพแข็งแรง ไม่ค่อยเจ็บป่วย เป็นคนอดทน ต่อการเดินทางไกลๆ

การเดินจงกรม เดินบ่อยๆ เดินไปเรื่อยๆ เพียงรู้อยู่ที่เท้า รู้ชัดอยู่ที่อิริยาบทเคลื่อนไหวของกาย รู้ชัดในความรู้สึกนึกคิดต่างๆที่เกิดขึ้น สภาวะใดเกิดขึ้น รู้ไปตามนั้น แต่อย่าไปยึดติดในสิ่งที่รู้ เพราะสิ่งที่รู้เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ใช้เวลา

ใช้เวลามาหลายปี ในการแผ่เมตตาให้กับแม่และน้องๆ ว่าขอให้พบเส้นทางที่พาไปสู่นิพพาน เฉกเช่นเดียวกับทางที่เราเคยผ่านมา ทั้งแม่และน้องเริ่มเข้าที่เข้าทางไปทีละเล็กละน้อย แต่เขายังไม่รู้กัน มีเราเท่านั้นที่รู้ชัดในสภาวะที่เกิดขึ้นทั้งหมด

เหตุมี ผลย่อมมี

น้องๆเริ่มทำบุญทำทานมากขึ้น เพราะแม่เป็นเหตุ แม่จะเชื่อในเรื่องโชคชะตา ตำราหมอดูว่าปีไหนตกอะไร เราเองก็เคยดูแบบนั้นมาก่อน เชื่อจริงๆ เพราะตรงจริงๆ ยิ่งเชื่อ ยิ่งตรง เป็นเรื่องที่แปลกอีกหนึ่งเรื่อง ในเรื่องของความเชื่อ

ตั้งแต่แม่บวชชี น้องๆไปทำบุญบ่อย เพราะที่วัดพุทโธ จะมีการทำบุญใหญ่อยู่เรื่อยๆ น้องคนที่มีรถยนต์ หยุดเมื่อไหร่ จะชวนญาติพี่น้องไปทำบุญตามที่แม่บอกว่า แม่จะคอยดูดวงว่า ชะตาคนไหนเป็นยังไง แล้วจะโทรฯบอก

เริ่มเข้าที่เข้าทาง

น้องคนที่พูดคุยกับเราอย่างต่อเนื่อง จะค่อนข้างวิตกกังวลในสิ่งที่แม่นำมาบอก ซึ่งทุกอย่างล้วนเป็นเหตุ ในเมื่อน้องหมั่นสร้างเหตุดี มีความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ผลบุญจึงส่งผลเร็วมากๆ ทำให้น้องเข้าสู่เส้นทางการดับที่ต้นเหตุของทุกข์

เราบอกกับน้องว่า ไม่ต้องไปคิดอะไร ให้ทำเหมือนเดิมที่เราเคยแนะนำไป เวลาสวดิติปิโสมากกว่าอายุ ให้นั่งสมาธิไปด้วย เสร็จแล้วแผ่เมตตา กรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวร ตามที่มีอยู่ในแผ่เมตตาและบทกรวดน้ำ

ถ้าวันไหนเหนื่อย ไม่มีเวลา ไม่ต้องสวดมนต์ ให้นั่งสมาธินิดหนึ่งพอ กี่นาทีก็ได้แล้วแต่น้อง จะ๕ นาทีหรือไม่ถึงก็ได้ แล้วตั้งใจแผ่เมตตา กรวดน้ำไป ทำแบบที่เคยทำ แผ่ไปให้หมด ทำแบบนี้ทุกๆวัน อย่าขาด แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง

๑๗ ตค.

รอบแรก เดิน ๑ ชม. นั่ง ๓ ชม.

ขณะที่นั่งไปสักพัก รู้สึกว่าสมาธิแผ่วๆลงไป ลืมตาดูเวลา นั่งไปได้ ๑ ชม. คิดว่าแค่นี้พอแล้ว ขณะที่กำลังแผ่เมตตา กรวดน้ำ จิตเป็นสมาธิขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่อง สมาธิไม่คลายตัว ยังคงรู้สึกอย่างนั้นจนกระทั่งกรวดน้ำเสร็จ ก็นั่งต่อยังไม่ลุก

นั่งไปจนกระทั่งรู้สึกกำลังสมาธิแผ่วตัวลง จึงแผ่เมตตา กรวดน้ำใหม่อีกครั้ง นั่งไปทั้งหมด ๓ ชม. สภาวะไม่แน่นอนจริงๆ ถ้าจิตยังไม่อิ่มตัว จิตจะยังไม่ถอนตัวออกมาจากสมาธิ ถ้าอิ่มตัวแล้ว จิตจะถอนตัวออกมาเอง แม้ขณะนั้นเป็นสมาธิอยู่

รอบ ๒ เดิน ๒ ๑/๒ ชม. นั่ง ๑ ชม.

๑๘ ตค.

รอบแรก เดิน ๑ ชม. นั่ง ๑ ๑/๒ ชม.

รอบ ๒ เดิน ๓ ชม. นั่ง ๕๐ นาที

สภาวะเบื่อ

ความเบื่อที่เกิดขึ้น มี ๒ แบบ

๑. อาการเบื่อที่เกิดขึ้นเพราะไม่ได้ดั่งใจ

๒. อาการเบื่อที่เกิดขึ้น เกิดเอง เป็นเองในจิต

ความแตกต่างของสภาวะเบื่อ

อาการเบื่อที่เกิดขึ้นเพราะไม่ได้ดั่งใจ

ลักษณะที่เกิดขึ้น เมื่อมีอาการเบื่อหรือสภาวะเบื่อเกิดขึ้น ถ้ามีคนมาพูดคุยด้วย หรือเข้ามาติดต่อ จะรู้สึกหงุดหงิด รู้สึกจุกจิก เพราะพื้นฐานมีความเบื่อที่เกิดขึ้นในใจ ที่เกิดจากการไม่ได้ดั่งใจ ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดการสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้น

แม้กระทั่งชีวิตคู่ หากคู่ครองมาถูกเนื้อต้องตัว หรือกอด ถ้ามีอาการรำคาญหรือหงุดหงิด ล้วนเป็นสภาวะเบื่อที่เกิดจากการความไม่ได้ดั่งใจ ที่อาจเกิดจากขณะนั้น หรือเกิดจากเหตุอื่นๆก่อนหน้านั้นมาก่อน

สภาวะเบื่อเช่นนี้ ล้วนมีแต่เหตุของการสร้างเหตุใหม่ที่เป็นเหตุของการเกิดให้เกิดขึ้น เพราะได้มีการกระทำออกไป ถึงแม้ว่าอาจจะเป็นแค่ความคิดก็ตาม ทุกอย่างล้วนมีผลหมด

อาการเบื่อที่เกิดขึ้น เกิดเอง เป็นเองในจิต

ลักษณะที่เกิดขึ้น เมื่อมีอาการเบื่อหรือสภาวะเบื่อเกิดขึ้น ถ้ามีคนมาพูดคุยด้วย หรือเข้ามาติดต่อ จะไม่ไปรู้สึกหงุดหงิดหรือรำคาญแต่อย่างใด ยังคงใช้ชีวิตทางโลกแบบปกติ ไม่มีอาการหงุดหงิดจากเหตุภายนอก

ยังคงพูดคุยสนุกสนานเฮาฮาปาตี้เป็นปกติดี ส่วนภายในที่รู้สึกเบื่อ ยังคงมีอยู่ เรียกว่า สภาวะทั้งภายนอกและภายในแยกออกจากกัน สภาวะที่เป็นอยู่ จะไม่เป็นเหตุปัจจัยทำให้เกิดเหตุภายนอก

สภาวะเบื่อเช่นนี้ ผู้ปฏิบัติต้องหาอุบายรักษาจิตของตัวเอง โดยอาจจะนำความชอบส่วนตัวมาใช้ เช่น ชอบดูหนัง ฟังเพลง ทำงานบ้านฯลฯ เรียกว่าอะไรก็ได้ที่ชอบทำ แต่เป็นเหตุให้รู้อยู่กับภายใน ไม่ใช่นอกตัว

เมื่อมีจิตที่ตั้งมั่น สมาธิย่อมกดข่มความรู้สึกเช่นนั้นลงไปชั่วคราว เรียกว่าเป็นการเบี่ยงเบนสภาวะชั่วคราว เพราะสภาวะความเบื่อจะเพิ่มรายละเอียดของสภาวะมากขึ้นเรื่อยๆ การสร้างเหตุให้รู้อยู่ในกายและจิต จะช่วยได้มาก

เป็นเหตุให้เกิดปัญญาเห็นตามความเป็นจริง ล้วนเป็นทางไปสู่การถ่ายถอนอุปทานที่มีอยู่

บัญชีชีวิต

กำไรหรือขาดทุน ให้ดูที่การกระทำ

หากแม้นสร้างเหตุที่รู้ชัดอยู่ในกายและจิตได้เนืองๆ นี่แหละคือกำไร

หากแม้นยังมีการสร้างเหตุของการเกิด นั่นแหละ คือ ขาดทุน

๒๐ สค.๕๔

วันนี้ยังคงมาทำงานปกติ หยุดวันอาทิตย์ วันเสาร์เป็นวันที่สบายที่สุด

รอบแรก

เดิน ๑ ๑/๒ ชม. นั่ง ๑ ชม. ๑๐นาที

เดิน รู้เท้า ไม่มีการกำหนดเวลา จะดูจิตเป็นหลัก ถ้าสภาวะจิตพร้อมที่จะนั่งสมาธิ จึงจะนั่ง

ระหว่างเดินกับยืน จะมีการทำกิจกรรมอื่นๆร่วมด้วย เช่น วันนี้เขียนบันทึกเรื่อง ชำแหละพระนิพพาน ตอนที่ ๑ ทั้งปริยัติ ปฎิบัติ ปฎิเวธ จะมีทั้งหมด ๕ ตอน แยกออกตามสภาวะของปริยัติ

นั่งไม่ได้ตั้งเวลา คือ พอใจนั่งแค่ไหน นั่งไปแค่นั้น เลิกนั่งแล้ว ค่อยมาดูเวลา

นั่ง จิตเป็นสมาธิต่อเนื่อง แนบแน่นดี รู้ชัดในกายและจิตได้ตลอด จิตคิดพิจรณาเรื่องพระนิพพานที่กำลังเขียนอยู่

เรื่องของความรู้หรือตัวปัญญา บทจะเกิด เกิดเอง จะมีรายละเอียด แต่เราไม่สามารถนำมาเขียนได้ทั้งหมด คือ มันจะแค่รู้ว่ามีความรู้อะไรเกิดขึ้นบ้าง แต่นำมาเขียนไม่ได้ทั้งหมด เขียนได้แค่บางส่วน

รอบที่ ๒

เดิน ๔๐ นาที นั่ง ๑ ๑/๒ ชม.

รอบนี้จิตเป็นสมาธิตั้งแต่ยืนเล่นเกมส์ รู้สึกเย็นๆในโพรงจมูก รู้ชัดความว่างในโพรงจมูก

นั่ง นั่งที่โซฟา จิตเป็นสมาธิต่อเนื่อง โอภาสเกิดตลอด รู้ชัดในกาย การเต้นของหัวใจ การเต้นตามจุดต่างๆของชีพจร กล้ามเนื้อกระตุกเป็นระยะๆ อาการเหมือนเวลาหางตาเขม่น รอบนี้ไม่ค่อยมีความคิด มีแต่รู้กายมากกว่า

ภายนอกขาดการรับรู้ เหมือนเวลาผ่านไปแค่ป๊บเดียว เริ่มรับรู้เสียงต่างๆภายนอก โอภาสยังคงมีจนกระทั่งแผ่เมตตา กรวดน้ำเสร็จ

รอบที่ ๓

เดิน ๑ ชม. นั่ง ๑ ชม.

ระหว่างเดินกับยืน มีกิจกรรมที่ทำร่วมด้วยคือ ใช้ชิ้นส่วนของขากางเกงยีนส์ที่ไม่ได้ นำมาเย็บประกอบเป็นกระเป๋าสำหรับใส่โน๊ตบุ๊ค จิตเป็นสมาธิตั้งแต่ยืนเย็บผ้า รู้สึกจิตปลอดโปร่ง จึงกำหนดนั่ง

นั่ง มีโอภาสเกิดตลอด จนกระทั่งแผ่เมตตา กรวดน้ำจบ

ระหว่างนั่ง ช่วงที่สมาธิแรง รู้สึกชัดในสมาธิที่กำลังเกิดขึ้น จากรู้ที่กายหยาบ เป็นรู้ชัดในความว่างที่เกิดขึ้นแทนกายหยาบ เริ่มตั้งแต่รู้สึกแขน ขา กายหายไปหมด เป็นความว่างปรากฏขึ้นแทน

แต่ยังสามารถรู้ชัดในความเคลื่อนไหวของกายที่ยังมีปรากฏอยู่ในความว่างได้ รอบนี้จิตรู้อยู่ในกายมากกว่าที่จะมีความคิด คือ ความคิดมี แต่มีสั้น มีแล้วก็หาย ไม่มีความยินดีหรือพอใจในสภาวะที่เกิดขึ้น

๑๙ สค.๕๔

หงุดหงิด

พักนี้เห็นเจ้าตัวหงุดหงิดชัดเจนมากๆ เพียงแต่เราไม่ต้องไปพยายามบังคับตัวเองให้ปล่อยวางแบบก่อนๆ รู้ทันเจ้าตัวหงุดหงิดได้ไวมากขึ้น จะมีเหตุ มีผลขึ้นมาให้เห็นทุกครั้งที่เกิดความหงุดหงิด

ถ้าเป็นภาษาแบบบ้านๆ น่าจะเรียกว่าความไม่ได้ดั่งใจตัวเอง เมื่อไม่ได้ดั่งใจ จะกลายเป็นความไม่ถูกใจ ต่อมาก็เป็นความหงุดหงิดเกิดขึ้น

เช้า

เช้านี้เจอสภาวะเบื่อแต่เช้า ไม่ได้เกิดจากความหงุดหงิดหรือเบื่อใคร มันเกิดเอง สภาวะแบบนี้เราจะนั่งสมาธิไม่ได้ อารมณ์มันไม่ได้ ถ้านั่งไปก็เท่านั้น

เมื่อเรารู้จักจิตเราได้ดี อ่านจิตตัวเองออก จะจับอารมณ์ของจิตได้ชัดมากขึ้นว่า เวลาไหน สภาวะไหนที่เหมาะสำหรับการทำสมาธิ มันจะจับความรู้สึกตรงนี้ได้ชัด

เมื่อเรียนรู้จิตตัวเองบ่อยๆ จึงรู้วิธีการปรับสภาวะให้ตัวเองอยู่กับสภาวะนั้นๆได้ สภาวะเบื่อที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี่ก็เช่นกัน

วิธีปรับสภาวะ ไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัวหรือข้อห้ามอะไร สามารถใช้อุบายในการรักษาจิตได้ทุกรูปแบบ จนกว่าเรารู้ว่าจิตเริ่มเข้าที่เข้าทาง คือ เริ่มเกิดเป็นสมาธิ มันจะรู้เองถ้าทำได้โดยชำนาญแล้ว

รอบ ๑

เราอยู่ในอิริยาบทยืนตั้งแต่เช้า เล่นเกมส์ ,ดูหนังจบไปหนึ่งเรื่อง ใช้เวลาไป ๓ ชม.ครึ่งแล้วเริ่มเดินกลับไปกลับมา เดินได้สักพัก จับความรู้สึกได้ว่า จิตเริ่มเป็นสมาธิ เพียงใช้เวลาเดินไม่กี่นาที ที่รู้ว่าจิตเป็นสมาธิเพราะลมหายใจจะเย็น

โพรงจมูกจะโล่ง เบา เริ่มจับลมหายใจไม่ได้ ความว่างในโพรงจมูกปรากฏขึ้นแทนลมหายใจ เพียงรู้ไปตามนั้น รู้สึกเย็นไปหมด นี่แหละคือสภาวะจิตเป็นสมาธิแล้ว

พอมากำหนดยืน จิตเป็นสมาธิอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งนั่งลง จิตเป็นสมาธิต่อเนื่อง รู้สึกเย็นและเกิดสุข นั่งไปประมาณ ๒๐ นาที มีคนเข้ามาหา ระหว่างที่พูดคุย รู้สึกเย็นในโพรงจมูกตลอด จิตยังคงเป็นสมาธิอยู่

มีโทรฯเข้ามา คุยสักพักสมาธิคลายตัวลง คุยเสร็จไม่ได้นั่งต่อที่พื้น ไปนั่งทีโซฟา เพราะเมื่อกี้เห็นว่าตอนที่นั่งที่พื้น สมาธิมากไป รู้สึกแต่ความเย็นและสุขที่เกิดขึ้นมาก จนไม่สามารถรู้ที่กายได้ รู้ว่าว่าง แต่ไม่สามารถรู้ชัดในความว่างได้

เมื่อนั่งที่โซฟา จิตเป็นสมาธิทันที รู้ชัดที่กายได้ รู้ชัดความรู้สึกนึกคิดได้ รู้ทั่วกายได้ มีโอภาสตลอด หลังจากนั้นรู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง ภายนอกดับหมด รู้แต่ภายในเป็นพักๆ นั่งสักพักคิดว่าพอแล้ว มาดูนาฬิกา นั่งไป ๒ ชม.

สัปปายะ

โซฟาที่มีพนักสูง ที่นั่งนุ่มๆจะเป็นที่สัปปายะสำหรับเราในการทำสมาธิได้ดี เรียกว่าพอนั่งลง แค่รู้ว่านั่ง ไม่ต้องกำหนดอะไร จิตสามารถเป็นสมาธิได้ทันที สามีเราเองก็เช่นกัน สัปปายะที่ถูกจริตเขาคือโซฟาพนักสูง ที่นั่งแบบนุ่มๆ

ทุกวันนี้ที่นอนสำหรับเราและเขา คือ โซฟา ชนิดที่ปรับเอนนอนได้ตามน้ำหนักตัว ซึ่งเราและเขามีคนละตัว ใช้เป็นทั้งที่นั่งและที่นอน นอนบนโซฟาแบบนี้ดีกว่านอนบนที่นอน ได้ทั่งสมาธิและไม่เมื่อยตัวเวลาที่ตื่นขึ้นมา

ถ้าผู้ใดสนใจไปดูที่ร้านmass ชั้น ๓ ห้างเดอะมอลล์บางกะปิ ราคาตัวละ ๘๙๐๐ บาท ร้านอื่นราคา๑๓,๐๐๐ บาท

เหตุที่นอนไม่เมื่อยตัว เพราะมีเบาะรองรับน้ำหนักทั้งตัว และที่แผ่นหลังมีที่รองรับอย่างหนานุ่ม จึงนอนแล้วหลับสบาย เพราะจิตเป็นสมาธิก่อนนอน อันนี้ต้องบอกก่อนว่า สัปปายะของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

ต้องศึกษาจิตตัวเองให้ดีก่อน จะสามารถรู้ได้ว่า ทำอย่างไรจึงจึงเกิดสมาธิได้อย่างง่ายดาย เหมือนเช่นเราและสามีของเรา เขาเป็นอีกคนหนึ่งที่จิตเป็นสมาธิได้ทุกอิริยาบท เพียงแต่เขายังไม่สามารถควบคุมได้ สมาธิเขามีมากเกินสติ

อิจฉา

ตอนนี้เจอความรู้สึกนี้หลายครั้ง ไม่ใช่ความรู้สึกอิจฉาทางโลกๆ แต่อิจฉาสภาวะ ถ้าไม่เขียนเรื่องนี้คงจะแปลก

เวลาเราเห็นคุณสามีเขานั่งโซฟาแล้วจิตเขาเป็นสมาธิอย่างง่ายดาย เรามองแล้วรู้สึกอิจฉาเขา เพราะสภาวะเขาเป็นไปแบบสะดวกสบาย ไม่เหมือนเราในสมัยก่อนที่ปฏิบัติด้วยความยากลำบาก กว่าจะรู้จักสภาวะแต่ละตัว

แม้กระทั่งความเข้าใจเรื่องสมาธิ ตลอดจนสภาวะของสมาธิต่างๆ

แม้กระทั่งหมู คุณเก๊ะ ( เจ้าของร้านเกมส์ )ตลอดจนคนอื่นๆที่เราได้ให้คำแนะนำไป แล้วคนเหล่านั้น ถึงแม้ยังมีอยู่บ้างที่ยังสร้างเหตุอยู่เพราะสติยังไม่ทัน แต่อย่างน้อย ทุกคนล้วนพยายามสร้างเหตุของการไม่เกิดอีกต่อไป

ที่บอกว่าอิจฉา เพราะเรามีคิดในบางครั้งว่า ถ้าเมื่อก่อนๆๆๆๆโน้น ถ้าเรารู้วิธีการนี้ สภาวะเราคงไปได้ไกลมากๆ เหตุเพราะไม่รู้ ไม่มีใครเคยพูดเรื่องสภาวะที่แท้จริงว่าต้องทำอย่างไรให้ฟัง เราจึงได้แต่ งมหาทางอยู่คนเดียว

ความรู้สึกอิจฉานี้ไม่ได้ทำให้เกิดความทุกข์ใจแต่อย่างไร เพราะมีความรู้สึกปีติเกิดขึ้นด้วย มีความสุขใจเกิดขึ้น เมื่อมองเห็นความเพียรของเขาเหล่านั้น

ความอดทน ความอดกลั้น สำหรับบางคนที่ยังมีความอยากอยู่มาก เพราะสภาวะของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อย่างน้อยถึงจะทุกข์ แต่ทุกข์ไม่นาน เพราะรู้ชัดในทุกข์นั้นๆแล้วว่าเกิดจากอะไร จิตจึงปล่อยวางได้ไวมากขึ้น

รู้สึกชื่นชมเขาเหล่านั้น ถึงแม้ยังมีการทำผิดพลาดกันอยู่บ้าง แล้วพยายามปรับเปลี่ยนตัวเอง ยังดีกว่าผู้ที่ยังไม่รู้แล้วยังหลงสร้างเหตุของการเกิด นี่คือความรู้สึกชื่นชมที่เรามีให้กับคนเหล่านี้ผู้ที่มีความเพียรมุ่งหวังพระนิพพานเหมือนกัน

คือ มุ่งสร้างเหตุของการไม่เกิด นี่คือ นิพพานที่แท้จริง ได้แก่ การดับเหตุทั้งปวงที่เป็นต้นเหตุของการเกิดในวัฏสงสาร

รอบ ๒ เดินกับยืน ๑ ๑/๒ ชม. นั่ง ๒๐ นาที

นั่งไปได้ ๑๐ นาที สมาธิแนบแน่นดี มีพนักงานโดนเครื่องมา ทำแผลส่งรพ. ไม่ได้นั่งต่อเพราะถึงเวลาเลิกงานพอดี

ถ้าเป็นเมื่อก่อน เจอสภาวะแบบนี้ เราจะต้องบอกว่า วันนี้สภาวะห่วยแตกมากๆ แต่ตอนนี้ไม่แล้ว ทุกอย่างมันไม่เที่ยง เหตุที่พูดว่าห่วยแตกเพราะไม่ได้ดั่งใจเท่านั้นเอง

จิตปล่อยวางจากการให้ค่าสภาวะมากขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งกระทบปั๊บจะแค่รู้ ยังมีความคิดอยู่ บางครั้งแค่ดูไม่มีการให้ค่าหรือเกิดความรู้สึกนึกคิดใดๆ ตอนนี้สภาวะแค่ดูมีมากขึ้นมากกว่าแค่รู้

ชีวิตประจำวัน ๑๘ สค. ๕๔

ไม่เคยบันทึกเรื่องปฏิบัติมานานแล้ว ทุกวันนี้ยังคงทำอยู่ทุกวัน สภาวะไม่แน่นอนแปรปรวนตลอดเวลา ที่แน่ๆในช่วงนี้เจอแต่สภาวะเบื่อ แค่รู้ สุข ทั้ง ๓ สภาวะนี้จะสลับไปมา

สติเป็นตัวบอก ( รู้ตัวก่อนที่จะทำ=คิดก่อนที่จะทำ )

สัมปชัญญะเป็นตัวรู้ ( รู้สึกตัวขณะที่กำลังคิด )

สติ+สัมปชัญญะ+ความคิด = โยนิโสมนสิการ

อีกสภาวะหนึ่งที่มองเห็นได้ชัด คือ คิดก่อนที่จะทำ ช่วงนี้จิตเกิดสภาวะถาม-ตอบกับตัวเองบ่อยๆ ว่าทำไม อะไร อย่างไร เช่น

จิตชอบคิดว่า อยากไปอยู่วัด ในที่เงียบๆ อากาศเย็นๆ เหตุเพราะผัสสะที่เจอจะน้อยกว่าการอยู่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ เพราะพอเจอเหตุการณ์ต่างๆของคนรอบๆตัว เราจะมองเห็นโทษของการเกิดตลอดเวลา เรียกว่ากระทบปั๊บ รู้ทันที จิตจึงเกิดความเบื่อหน่าย

พอจิตคิดเช่นนี้ จะมีความคิดอีกตัวเกิดขึ้นทันที จะแยกแยะเหตุผลให้ฟังทีละข้อ จะมีข้อคิดขึ้นมาว่า ที่ทำงานของเรานั้น ทุกวันนี้ไม่แตกต่างจากวัด สงบเงียบ เพราะเป็นห้องส่วนตัว แอร์เย็นตลอด จะเปิดให้เย็นแค่ไหนก็ได้

เวลาเบื่อ สามารถพักจิตในสมาธิได้ตลอดเวลาหรือจะปล่อยให้นั่งหลับไปเรื่อยๆจนกว่าจะมีคนเข้ามาหาก็สามารถที่จะทำได้ ถ้าไปอยู่วัด เวลาเกิดสภาวะเบื่อขึ้นมาแล้วไปทำแบบนั้น คนที่พบเห็นย่อมคิดว่าเราไปเบียดเบียนวัด

กินข้าววัด แล้วไปอาศัยวัดนอน สารพัดที่ทำให้คนคิดเป็นอื่นไปได้ เพราะจะหาคนที่เข้าใจเรื่องสภาวะได้ยาก กลายเป็นว่า การกระทำของเรานี้ไปสร้างเหตุให้คนอื่นๆโดยไม่ได้ตั้งใจ ทั้งๆที่เป็นสภาวะของเรา

ซึ่งไม่แตกต่างจากเรื่องราวของสภาวะกิเลสที่ได้เขียนลงในบล็อก มีคนเข้ามาอ่านแต่ไม่เข้าใจเรื่องกิเลส ไม่เข้าใจเรื่องสภาวะ เป็นเหตุให้เข้ามาเพ่งโทษเรา นี่เห็นไหมมีแต่เหตุ ถึงแม้เป็นเรื่องสภาวะ เรื่องการปฏิบัติของเรา คนที่ไม่เข้าใจมีอยู่เยอะ

เขาว่าเรามา การกระทำของเขาก็ส่งผลไปรอเขาแล้ว ทั้งเรื่องการปฏิบัติและชีวิตของคนที่มาว่าเราด้วยความไม่รู้ ถ้ารู้แล้วจะไม่มีมาว่ากัน แต่หาได้ยาก จึงเป็นเหตุให้มีเหตุเกิดตลอดเวลา เนื่องจากเหตุปัจจัยยังมีต่อกันอยู่

บางวันเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทาง เนื่องจากรถติดมากๆ บางครั้งใช้เวลานั่งอยู่ในรถเป็นเวลา ๓ ชม. ไหนจะต้องนั่งรถอีกสองต่อกว่าจะถึงบ้าน บางครั้งรู้สึกเหนื่อยจริงๆ เพราะปกติแล้วเป็นคนไม่ชอบเดินทาง

แต่ที่อยู่ปัจจุบัน ต้องมีการเดินทางทั้งไปและกลับ ใช้เวลาระหว่างอยู่บนรถ ไปกลับนี่เกือบ ๖ ชม. ชีวิตคนเมืองเป็นแบบนี้นี่เอง อาจจะเป็นเฉพาะเรา แต่บางคนเดินทางระยะสั้นๆก็มี

พอเหนื่อย จิตมักจะปรุงแต่ง เนื่องจากจิตอ่อนกำลัง กิเลสเข้าแทรกได้ง่าย ทีนี้เริ่มโทษนอกตัว ไม่ทันฉุกคิดว่า เพราะใครล่ะที่ทำให้มีชีวิตแบบนี้ ตัวเองทั้งนั้น สร้างเหตุไว้อย่างไร ผลย่อมได้รับเช่นนั้น

พอสติทัน จิตจะทบทวนคิดพิจรณา มองส่วนดีในส่วนที่มองว่าไม่ดี ในดีมีเสีย ในเสียมีดี การใช้ชีวิตอยู่ในเมืองก็เช่นเดียวกัน ได้เห็นกิเลสชัดมากขึ้น

บางครั้งเห็นพระ จิตมีคิดอิจฉาพระ คิดว่าถ้าบวชเป็นพระได้คงจะดีไม่น้อย ไม่ต้องทำงาน แค่ตั้งใจปฏิบัติ และได้มีโอกาสศึกษาพระปริยัติด้วย สติเป็นตัวบอก ( รู้ตัวก่อนที่จะทำ = คิดก่อนที่จะทำ ) สัมปชัญญะเป็นตัวรู้ ( รู้สึกตัวขณะที่กำลังคิด )

พอสติทันปั๊บ อีกจิตจะบอกทันที มันไม่เที่ยงก็เห็นๆอยู่ ทุกความคิดล้วนเป็นการคาดเดาทั้งสิ้น ตัวอย่างของพระมีเยอะแยะไป เอาอะไรมาวัดว่าถ้าบวชแล้วชีวิตจะดีกว่าฆราวาส มันไม่มีอะไรดีกว่าอะไรทั้งสิ้น

ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดจากเหตุที่ทำมาต่างหาก ไม่ใช่เพราะใครมีโอกาสมากกว่าใคร นี่แหละสภาวะบ่งบอกถึงยังชอบความสบาย จึงมองหาแต่ความสบาย

รอบ ๑ เดิน ๑ ๑/๒ชม. นั่ง ๑ ชม. ๒๐ นาที

เดิน,ยืน เย็บผ้า,เขียนบันทึก

เดินรู้เท้าชัดดี ทุกๆการกระทบรู้ได้ชัดตลอด ขณะยืนเย็บผ้าจิตเป็นสมาธิดี

กำหนดยืนก่อนที่จะนั่ง จิตเป็นสมาธิแนบแน่น รู้สึกตัวในขณะที่ยืน นั่งลงจิตเป็นสมาธิอย่างต่อเนื่อง สมาธิที่เกิดขึ้นแนบแน่นดี มีโอภาส รู้ชัดในกายและจิตได้ดี ภายนอกขาดการรับรู้ เสียงต่างๆภายนอกไม่ได้ยิน แต่ภายในรู้สึกตัวและรู้ชัดตลอด

มีความคิดทบทวนสภาวะที่ผ่านๆมา มองเห็นความแตกต่างของการรู้กับไม่รู้ เหตุของความไม่รู้ การขาดคนนำทางที่รู้สภาวะ การยึดติดเพราะความไม่รู้ การให้ค่าในเรื่องรูปแบบของการปฏิบัติ แยกแยะออกมาทีละเรื่อง

เช่น การนั่ง เมื่อก่อนจะรู้แค่ว่าต้องนั่งสมาธิในท่าขัดสมาธิเท่านั้น นั่นคือความไม่รู้ในสมัยก่อน ไปทนนั่ง จะเจ็บ เมื่อย ปวดยังไงก็ต้องทน จนกว่าจะครบเวลาที่กำหนดไว้ นี่แหละโทษของความไม่รู้ และไม่เคยมีใครบอกว่าสภาวะแท้จริงทำอย่างไร

อย่างวันนี้ จิตเป็นสมาธิแนบแน่นได้ดีตลอด รู้สึกถึงกำลังที่หนักหน่วงของสมาธิ โอภาสเกิดตลอด แม้ขณะที่เกิดความเมื่อย ก็เปลี่ยนอิริยาบท ไม่มาทนนั่งปวดหรือเมือยแบบก่อนๆ เอาขาขวาลงสอดลงใต้ขาพับซ้าย ขาซ้ายยังคงอยู่ใต้ขาพับขวา

ขณะที่ปรับเปลี่ยนอิริยาบท สมาธิยังคงเกิดแนบแน่นดี โอภาสยังคงเกิดอยู่ สักพักสมาธิคลายตัว การรับรู้ภายนอกเริ่มรู้ เสียงเครื่องจักรทำงาน เสียงแอร์ เสียงตู้เย็น สักพัก สมาธิกลับมาแนบแน่นเหมือนเดิม รู้ชัดภายในต่อ เป็นอย่างนี้สลับไปมา

เมื่อคิดว่านั่งพอสมควรแล้ว แผ่เมตตา กรวดน้ำ ระหว่างแผ่เมตตา กรวดน้ำ สมาธิแนบแน่นตลอด ดูจากการรับรู้ภายนอก เพราะรู้แต่จิตที่กำลังตั้งใจแผ่เมตตา กรวดน้ำภายนอกกาย เสียงต่างๆที่กำลังดัง ไม่ได้ยินเลย

จนกระทั่งแผ่เมตตา กรวดน้ำเสร็จจึงได้ยินเสียงต่างๆดังปกติ

รอบ ๒ เดิน ๔๐ นาที นั่ง ๕๐ นาที

เดิน,ยืน,เล่นเกมส์

ขณะที่เล่นเกมส์ จิตเป็นสมาธิตลอด

ขณะที่กำหนดยืน จิตยังคงสมาธิต่อเนื่อง เมื่อนั่งลง จิตเพ่งไปที่ความว่างที่เกิดขึ้น ยังคงเป็นสมาธิแนบแน่นดี รู้ชัดทั้งภายในและภายนอก เสียงต่างๆภายนอกที่ดังอยู่ไม่มีผลต่อสมาธิ ยังคงเป็นสมาธิอย่างต่อเนื่อง

บางครั้งขาดการรับรู้ภายนอก แต่ภายในยังคงรู้ชัดได้ดี มีความคิดไม่มากเท่ารอบแรก ส่วนมากรู้ในกาย เห็นเวทนาเกิดที่ขาตั้งแต่แรกจนจบ ไม่ได้ขยับขา แค่รู้ แค่ดู ระหว่างแผ่เมตตา กรวดน้ำ จิตเป็นสมาธิตลอด มีโอภาสตั้งแต่เริ่มนั่งจนจบ

หมายเหตุ:-

คุณสามีบอกว่า ช่วงเวลาเที่ยงสี่สิบนาทีได้โทรฯเข้ามาหา แต่ไม่มีคนรับสาย เขาบอกว่าสงสัยเรากำลังนั่งสมาธิอยู่ ท่าทางสมาธิคงจะดิ่ง ถึงไม่ได้ยิน

ตอนนั้นเรากำลังนั่งสมาธิอยู่ ปกติถ้ามีโทรฯเข้ามาจะได้ยินเสียง แต่นี่ไม่ได้ยินเลย ทั้งๆที่เครื่องโทรฯวางอยู่ข้างตัว แสดงว่าตอนที่เขาโทรฯเข้ามา สมาธิของเราคงมาก ถึงไม่ได้ยินเสียงดังของโทรฯ

รอบ ๓

อยู่ในอิริบทเดินกับยืน สลับกับดูหนัง ๓ ชม.ครึ่ง นั่ง ๑๐ นาที

นั่ง จิตเป็นสมาธิแนบแน่นดี รู้ชัดในกายและจิตได้ดี

สำหรับเราแล้ว เวลาไม่ใช่เรื่องสำคัญ พอใจที่จะนั่งแค่ไหนก็นั่งไปตามนั้น เราจะดูที่จิตเป็นหลัก

อิริยาบทหลักทั้งวันสำหรับเราในวันนี้คือ เดินกกับยืน

กับดักและญาณ ๑๖

นับตั้งแต่ทุกคนที่ได้เข้าสู่เส้นทางของการปฏิบัติ ไม่ว่าจะรูปแบบไหน หรือแบบใดๆก็ตาม สิ่งที่ทุกคนจะได้เจอคือ

ความไม่เที่ยง ได้แก่ ความแปรเปลี่ยนตลอดเวลาของสิ่งที่เกิดขึ้น

ความเบื่อหน่าย เหตุเกิดจาก การไม่ได้ดั่งใจ ไม่เป็นไปตามที่คาดเดา คาดคิด คาดหวัง

ความวางเฉย เหตุเกิดจาก การคาดเดาแล้วไม่เป็นไปตามที่คิด เป็นเหตุให้เกิดความเบื่อหน่าย จนกระทั่งจิตปล่อยวางลงไปเอง

ทั้ง ๓ สภาวะนี่จะเจอตลอดเวลา แรกๆจะเห็นแบบหยาบๆ จนกระทั่่งละเอียด และ กับดักของกิเลสที่มีอยู่ตลอดเวลาในเส้นทางนี้ เพียงแต่จะมองเห็นหรือเปล่าเท่านั้นเอง

ต้องผิดพลาดก่อนที่จะรู้ จึงเป็นที่มาของคำว่า โง่ก่อนถึงจะรู้ ไม่ใช่กับใครหรืออะไรที่ไหน แต่โง่กับกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตของแต่ละคนนั่นเอง ถ้าสติไม่ทันต่อกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต จะกลายเป็นคนโง่ไปทันที

โง่แต่ไม่รู้ว่าโง่ กว่าจะรู้ตัวอีกที คือ ทำผิดพลาดไปแล้ว ต้องปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามความเป็นจริง ไปคิดแก้ไขอะไรไม่ได้ เหมือนเรื่องในอดีต ไปแก้ไขอะไรไม่ได้ ที่แก้ได้คือ ปัจจุบัน

เดิมๆซ้ำๆ

ทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้นจะเป็นสภาวะเดิมๆซ้ำๆ เพียงแต่เปลี่ยนฉาก เปลี่ยนบรรยากาศ เปลี่ยนตัวละครที่มาแสดงตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ต่อสิ่งๆนั้น

หากสภาวะนั้นๆสิ้นสุดลง สภาวะใหม่จะเกิดต่อ จะเกิดเดิมๆซ้ำๆจนกว่าสภาวะนั้นๆจะจบสิ้นลงไปด้วยตัวของสภาวะเอง คือ หมายถึงการหมดเหตุปัจจัยที่มีกับสิ่งที่เกิดขึ้น

สิ่งที่สำคัญที่สุดในญาณ ๑๖

การรู้และเข้าใจในรูป,นาม สมมุติ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

การเห็นไตรลักษณ์ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

การเห็นอนิจจานุปัสสนา ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

การเห็นนิพพาน ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

การเห็นเกิด,ดับ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

แม้กระทั่งเห็นในสัจจานุโลมิกญาณ ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

แม้กระทั่งการเห็นอริยสัจจ์ ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

ฯลฯ

เรียกว่าไม่ว่าจะรู้หรือเห็นอะไรก็ตาม ล้วนไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะสิ่งเหล่านั้น สามารถรู้ได้โดยสุตตมยปัญญา คือ การอ่าน,การฟัง

รู้จากจินตามยปัญญา โดยการน้อมเอา คิดเอาเอง

หรือแม้กระทั่งรู้โดยภาวนามยปัญญา ที่เกิดสภาวะสมุจเฉทประหาณจริงๆก็ตาม

เหตุเพราะว่า เมื่อรู้สิ่งต่างๆเหล่านี้ได้ ไม่ว่าจะรู้โดยวิธีใดก็ตาม สิ่งแรกที่ทุกคนจะต้องเจอคือ หลุมพรางของกิเลส ที่เนียนและละเอียดมาก นี่แหละสภาวะของอุปกิเลสที่แท้จริง

สภาวะนี้จะเนียนมากๆหลอกให้เชื่อและสามารถทำให้ยึดติดได้มากกว่าการเจออุปกิเลสในครั้งแรกๆ แต่ทุกคนสามารถหลุดหรือผ่านจากสภาวะอุปกิเลสนี้ไปได้ เพียงเจริญสติอย่างต่อเนื่อง อย่าหยุด ถึงแม้ว่าจะคิดว่าได้อะไร เป็นอะไรก็ตาม

คิดอะไร รู้สึกอย่างไร รู้ไปตามนั้น เพราะยังมีกิเลสอยู่ เป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะสภาวะที่คิดว่าผ่านญาณ ๑๖ หรือรู้แจ้งเห็นจริงในอริยสัจจ์ จะเป็นเรื่องของกิเลส มีแต่กิเลสล้วนๆ ไม่ได้มีเรื่องอื่นๆเลย

สิ่งใดที่คิดว่ารู้ คิดว่าถูก คิดว่าใช่ สิ่งที่รู้เหล่านั้น ล้วนเป็นการให้ค่าตามบัญญัติทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเห็นตามความเป็นจริงหรือเกิดจากการให้ค่าต่อสภาวะที่เกิดขึ้น แล้วเกิดการคาดเดาเอาเองก็ตาม

แม้กระทั่งการนำมาพูดว่ามีแต่สิ่งที่รู้และสิ่งที่ถูกรู้ก็ตาม หากยังมีการนำสิ่งต่างๆเหล่านั้นมาสร้างเหตุของการเกิด นั่นคือ ยังมีตัวความเป็นตัวตนในการให้ค่าในสิ่งที่ทั้งรู้และถูกรู้

ที่มาของคำว่า ญาณ ๑๖

เรื่องราวของญาณ ๑๖ ล้วนเป็นเรื่องของสภาวะหรือสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งจะต้องพบเจอในการปฏิบัติและในชีวิตจริง

สภาวะที่สำคัญของญาณ ๑๖

สิ่งสำคัญที่ควรรู้ไว้ว่า สภาวะที่เป็นยอดของสภาวะของญาณทั้ง ๑๖ ญาณ ที่เป็นสัญลักษณ์ว่าได้ผ่านญาณทั้ง ๑๖ มาแล้ว สิ่งนี้ต่างหากที่สำคัญ

สภาวะที่สำคัญจะมีเพียงสภาวะเดียว คือ ปัจจเวกขณญาณ ซึ่งจะเกิดขึ้น หลังจากเกิดสภาวะสมุจเฉทประหาณเท่านั้น

ในสภาวะอื่นๆจะไม่มีการเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด เพราะผู้ที่เกิดสภาวะนี้จะต้องสูญเสียทุกๆสิ่งที่มีอยู่ไปจนหมดสิ้น เปรียบเทียบง่ายๆ เช่นเป็นพระราชา แต่ต้องกลายเป็นขอทานที่ไม่มีอะไรเลย แม้แต่ผ้าปิดกาย

ถ้าพูดในแง่ของสภาวะ ได้แก่ คนที่มีกำลังของสมาธิล้นเหลือ สามารถรู้ใจผู้อื่น รู้เหตุการณ์ล่วงหน้า รู้เห็นวิเศษต่างๆมากมาย ฯลฯ สิ่งต่างๆเหล่านี้จะหายไปจนหมดสิ้น แม้กระทั่งสมาธิจะหายไปจนหมดสิ้น ไม่มีเหลือแม้แต่สักนิดเดียว

สิ่งที่เหลืออยู่จะมีเพียงกำลังของสติ สัมปชัญญะที่มีอยู่ตามความเป็นจริง และกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนมากๆ

สภาวะที่เจอนี้ อาจทำให้ทุกข์สุดๆ ทุกข์เพราะความไม่รู้ เนื่องจากยังมีการให้ค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ยังมีการยึดติดในสิ่งที่คิดว่ามีได้แก่ สมาธิและการรู้เห็นอันวิเศษต่างๆที่หายไปจนหมดสิ้น

นี่คือ สภาวะที่นำมากล่าวนี้ คือสภาวะของผู้ที่ผ่านญาณ ๑๖ เป็นครั้งแรก ซึ่งทุกๆคนที่ผ่านสภาวะญาณ ๑๖ เป็นครั้งแรก จะต้องเจอทุกคน ไม่มีข้อยกเว้นแต่อย่างใด

สภาวะที่ผ่านครั้งแรกจะไม่รู้ว่าคืออะไร เพราะไม่เคยมีใครมาบอกหรือพูดให้ฟัง ถึงแม้จะรู้ปริยัติหรือไม่รู้ปริยัติเลยก็ตาม เวลาเจอสภาวะนี้จะมีความไม่รู้เกิดขึ้นเหมือนกันหมดทุกคน

จะรู้ชัดในสภาวะนี้ได้ว่าเป็นอะไร คืออะไร ต่อเมื่อสภาวะนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ ๒ ทีนี้การปฏิบัติที่เหลือจะเป็นไปด้วยความสะดวกสบาย เพราะละทิ้งบัญญัติต่างๆไปเสียได้ คือ รู้ในบัญญัติ แต่ไม่ยึดติดในบัญญัติ จะพูดแค่สิ่งที่ควรพูด

ไม่มีการว่ากัน เพราะสิ่งต่างๆที่ทุกคนเจอ ล้วนต้องเจอเหมือนกันหมด แตกต่างแค่เหตุที่ต้องเจอเท่านั้นเอง สร้างเหตุอย่างไร ผลย่อมมาแสดงให้ได้รับในรูปของเหตุที่เกิดขึ้นในชีวิตของผู้นั้น หากเข้าใจแล้ว จะแก้ที่ตัวเอง ไม่ไปกล่าวโทษนอกตัว

เพิกถอนบัญญัติ

สภาวะการปฏิบัติ

โดยตัวสภาวะที่แท้จริงของการปฏิบัตินั้น ไม่ได้มีอะไรเลยจริงๆ ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด ไม่ต้องไปค้นหาวิธีการให้วุ่นวาย

เหตุที่ทำให้การปฏิบัติดูแตกต่าง ดูยุ่งยาก ดูวุ่นวาย ล้วนเกิดจากความไม่รู้ ไม่รู้ว่าสภาวะที่แท้จริงนั้นคืออะไร รู้แต่เพียงว่าการกระทำเช่นนี้ๆ เรียกว่า การปฏิบัติ

การปฏิบัติ

การปฏิบัติไม่ว่าจะปฏิบัติแบบไหนๆ ล้วนเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัยที่แต่ละคนได้เคยกระทำไว้ หรือได้เคยสร้างเหตุ ได้แก่การกระทำนั้นๆไว้ ผลจึงมาให้ได้รับในรูปของเหตุที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

คำว่า ” ปฏิบัติ ” ก็เป็นบัญญัติ แท้จริงแล้ว เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคนเท่านั้นเอง เพราะความที่ยังไม่รู้ชัดในเรื่องของสภาวะ จึงมีการให้ค่าลงไปว่า การกระทำเช่นนี้ๆเรียกว่า การปฏิบัติ

สภาวะ

สภาวะได้แก่ สิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อมีสิ่งที่เกิดขึ้น จึงมีการให้ค่าตามบัญญัติที่มีไว้เพื่อการสื่อสารไปในทางเดียวกัน ซึ่งอาจจะใช่หรือไม่ใช่ตามความเป็นจริงของตัวสภาวะก็ได้ เช่น

สภาวะนี้ๆเรียกว่า วิปัสสนา สภาวะนี้ๆเรียกว่าสมถะ สภาวะนี้ๆเรียกว่าเจริญสติ สภาวะนี้ๆเรียกว่าฌาน สภาวะนี้ๆเรียกว่าฯลฯ จริงๆแล้วล้วนเป็นบัญญัติทั้งสิ้น จะเข้าใจในบัญญัติเหล่านี้ได้ ต้องเพิกถอนบัญญัติทิ้งไปก่อน

ไม่ว่าเป็นสภาวะไหนๆเกิดขึ้นก็ตาม ให้ดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ให้รู้ไปในสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตมีความรู้สึกใดๆเกิดขึ้นในจิต ดูสิ่งที่เกิดขึ้น โดยไม่ต้องนำบัญญัติใดๆใส่ลงไปในสิ่งที่เกิดขึ้น หรือในสภาวะที่เกิดขึ้น

ต้นเหตุของความสงสัย

เหตุของความสงสัย ได้แก่ บัญญัติต่างๆที่มีไว้ใช้เรียกแทนสิ่งที่เกิดขึ้น คือ ตัวสภาวะ

เมื่อมีสภาวะใดๆเกิดขึ้น ย่อมมีความสงสัยว่า สภาวะนี้คืออะไร หมายถึงอะไร เรียกว่าอะไร ถูกทางหรือไม่ วิธีนี้ถูกไหม จะมีคำถามสารพัดเวลามีสภาวะใดๆเกิดขึ้น ในขณะที่มีการกระทำที่เรียกว่า ปฏิบัติ

ทั้งๆที่ในชีวิตประจำวัน มีสิ่งต่างๆเกิดขึ้นมากมาย ทำไมจึงไม่มีคำเรียกลงไปว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านั้นคืออะไร หรืออาจจะมี แต่ทำไมจึงใช้คำเรียกไม่เหมือนในเวลาที่ปฏิบัติ ทั้งๆที่เป็นเรื่องเดียวกัน คือ ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น

ความอยาก

บัญญัติเป็นต้นเหตุของความอยาก เมื่อมีสภาวะใดๆเกิดขึ้น ความอยากจะนำหน้าทันที อยากรู้ สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร เรียกว่าอะไร ต่อไปจะพบเจอกับอะไร

การที่จะละความอยากลงไปได้ ต้องละบัญญัติให้ได้ก่อน

การยึดติด

การให้ค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ให้ค่าตามบัญญัติที่ได้ยิน ได้ฟัง ได้เรียนรู้มา ล้วนก่อให้เกิดการยึดติดในสิ่งที่เกิดขึ้น

จะละการยึดติดลงไปได้ ต้องละบัญญัติให้ได้ก่อน

สะดวก สบาย

การปฏิบัติจะเป็นไปด้วยความสะดวก สบาย หากแม้นเพิกถอนบัญญัติต่างๆลงไปได้

เหตุที่ปฏิบัติสะดวกบ้าง ลำบากบ้าง ล้วนเกิดจากการให้ค่าตามบัญญัติ แล้วเป็นเหตุให้เกิดการยึดติด

หากมีการยึดติดในบัญญัติมาก

การปฏิบัติเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะมีความอยากนำหน้า ส่วนจะลำบากมากน้อยแค่ไหน ล้วนเกิดจากเหตุที่ทำมา และเหตุที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นในปัจจุบัน

การปฏิบัติเป็นไปด้วยความสะดวกสบาย

เมื่อละบัญญัติลงไปได้ ส่วนจะสบายมากน้อยแค่ไหน ล้วนเกิดจากเหตุที่ทำมา และเหตุที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นในปัจจุบัน

ชีวิตกับการปฏิบัติ

การใช้ชีวิตกับการปฏิบัติ เป็นสิ่งๆเดียวกัน เพียงแต่ถูกแบ่งแยกออกไปตามสภาวะที่เกิดขึ้นตามบัญญัติที่มีอยู่

หากเข้าใจได้ดังนี้ จะไม่ไปเครียดกับเรื่องการปฏิบัติ เพราะเป็นเรื่องเดียวกันกับการใช้ชีวิตปกติ ที่ไม่ปกติ ที่ดูแตกแยก เกิดจากการให้ค่าตามบัญญัติ

Previous Older Entries

สิงหาคม 2017
พฤ อา
« ก.ค.    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: