พระไม่มี วัดไม่มี

จากการไปวัดครั้งนี้ เจอสภาวะที่ไม่ชอบใจ นี่เป็นเหตุในตอนนั้นนะ

ขณะเลิกปฏิบัติ มีพระรูปหนึ่ง มาจากวัดอื่น มาปฏิบัติที่นี่ สมาธิท่านมาก เกินสติ ปีิติท่านเกิดแรง ท่านนั่งในท่าขัดสมาธิ แต่กายหมุนๆตลอด เป็นระยๆ คือ มีหยุดหมุน แล้วหมุนต่อ

พอดีเป็นคนชอบศึกษาเรื่องสภาวะ พร้อมกับคำเรียกต่างๆ สภาวะตัวหมุนแบบนี้ เป็นอารมณ์ปิติแบบหนึ่ง เจ้าตัวเขารู้ดี รู้ขณะที่กำลังเกิดอยู่ แต่ไม่สามารถบังคับให้หยุดการหมุนได้ พระรูปนี้ก็เช่นเดียวกัน

พระที่เรียกว่า วิปัสสนาจารย์ เรามองอยู่นะว่า ทำไมท่านไม่แก้อารมณ์ให้ตอนที่เลิกปฏิบัติ ทำไมปล่อยให้พระรูปนั้น นั่งหมุนๆโชว์โยม อยู่แบบนั้น หรือว่า ท่านไม่รู้วิธีแก้ไขสภาวะ ท่านมีเจตนาใด ท่านย่อมรู้ตัวของท่านดี (ที่เรียกว่า วิปัสสนาจารย์รูปนี้แหละ ที่เวลาได้ยินท่านพูดเรื่องสภาวะที่ได้ ต้องกำหนด ไม่ชอบใจหนอทุกที ฮ่าๆๆๆๆๆ)

วิธีแก้น่ะมีอยู่นะ อันนี้ได้มาจากตัวเอง ตอนที่ไปปฏิบัติ ที่วัดอัมพวัน วลัยพรได้ของดีมาจากวัดอัมพวันเยอะมากเลยนะ

หากมีผู้ปฏิบัติ นั่งค้อมตัวลง เวลาเจ้าหน้าที่มาแก้สภาวะ จะใช้เสียงบอกให้ผู้ปฏิบัติรู้ตัวก่อน ก่อนที่จะถูกตัวของผู้ปฏิบัติ ใช้คำว่า เสียงหนอๆๆๆ ๓ ครั้ง คือ ส่งเสียงให้ได้ยินก่อน แล้วแต่ที่ไหล่ผู้ปฏิบัติ แบบตีเบาๆ พร้อมกับพูดว่า รู้หนอๆๆๆๆ ๓ ครั้ง ทำแบบนี้ จะทำให้ผู้ปฏิบัติรู้สึกตัว และไม่ตกใจ เป็นเหตุให้ กลับมารู้ที่กยได้ต่อ

อันนี้เป็นวิธีแก้ไข สภาวะเบื้องต้น ที่ใช้กับผู้ปฏิบัติ ที่อาจจะขาดความรู้สึกตัว ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

ถ้าตามความเป็นจริง หมายถึง ถ้าเป็นไปได้ จำนวนคนเยอะมากกว่า เจ้าหน้าที่ ไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง แต่กรณีของพระรูปนี้ ซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างของพระที่ดูแล ท่านไม่ทำแบบนั้น ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ท่านพูดสอนเรื่องสภาวะจนจบ สวดมนต์จนจบ คือ พระกำลังจะลุกออกไปแล้ว ท่านถึงไปยืนตรงหน้าพระที่ยังนั่งหลับตา ตัวหมุนๆอยู่ นั่นแหละ พระรูปนั้นถึงได้รู้สึกตัว เลิกนั่งสมาธิ

หลายๆครั้ง ที่วลัยพร อาจจะยังมีอคติอยู่บ้าง เกี่ยวกับพระที่มาดูแล ก็จะมีจิตคิดพิจรณาในเรื่องนี้ เป็นเหตุของแต่ละคน วิบากกรรมของแต่ละคน

อย่างน้อยๆ มีพระ ก็เป็นเหตุให้มีวัดเกิดขึ้น เป็นเหตุให้ คนได้สร้างกุศล ดีกว่า ไม่มีพระนะ ถ้าไม่มีพระ ก็ไม่มีวัด ทางที่เป็นกุศล ย่อมหาได้ยากขึ้น นี่แล้วแต่เหตุปัจจยจริงๆ

สาวนพระที่ดูแลผู้ปฏิบัติ หรือที่สอนโยมเยอะๆ อันนี้แล้วแต่เหตุของท่าน สภาวะของแต่ละท่าน ย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัย

เป็นเหตุให้ จิตเริ่มกำหนดว่า ไม่ชอบใจหนอ เกิดขึ้น ในครั้งนี้ มีเหตุนะ ทุกๆสภาวะ ล้วนมีเหตุ เป้นเหตุให้ เกิดสภาวะ สำรวม สังวร ระวังมากขึ้น

แม้กระทั่งกับผู้ปฏิบัติด้วยกัน ควรงดทั้งวาจาและการกระทำทางกาย ได้แก่ การจุ๊ปากกับผู้อื่น ทำนองว่า อย่าคุยกัน ไม่ควรกระทำ เพราะ สร้างเหตุอันใด ย่อมรับผลเช่นนั้น

ในเมื่อ เจ้าหน้าที่เขามี เขารับวิบากด้านนี้อยู่แล้ว ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เขา

นี่เป็นสิ่งที่สมควรทำมากที่สุด ที่ได้เรียนรู้ จากการไปวัดในครั้งนี้ ซึ่งเจอกรรม หรือกฏแห่งกรรม แบบต่อหน้าต่อตา เป็นเหตุให้ ปิดวาจาและกิริยาที่จะแสดงออกไป ได้ทันมากขึ้น ได้แค่มอง มากขึ้น เหตุอ่ะนะ ไปว่ากัน ก็มีแต่เหตุไม่รู้จบ

ยกตัวอย่างให้ฟัง ผลที่ได้รับจากการไปวัดครั้งก่อนปีใหม่ และที่ไปในครั้งนี้

มีคนเป็นหวัด ซึ่งนอนรวมห้องกับเขา เรามันประเภท ติดเชื้อง่าย ก็ติดหวัดน่ะสิ ได้พูดกับเจ้านายว่า ที่จริง เจ้าหน้าที่ ควรจะไม่ให้คนป่วยเข้าปฏิบัติ พากันติดเชื้อไปหมด

ยังมีอีกนะ มีผู้ชายเพิ่งมาใหม่ นั่นก็ทั้งไอ ทั้งจาม เราก็ถามว่า เป็นหวัดนี่นา

เขาตอบว่า ใช่ครับ

เราก็พูดอีกว่า แล้วมาทำไมคะเนี่ย ไม่รอให้หายก่อน

เขาก้บอกว่า ผมใกล้จะบวช ทั้งๆที่ป่วย ก็ต้องมา

พอกลับมาบ้าน ดันลืมซื้อยากิน อาการน้ำมูก ยังคงมีอยู่ มีเหตุนะ เสาร์ต่อมา เจ้านายได้หยุด ก็ไปวัดในเสาร์ที่ผ่านมา

วลัยพรก้ยังไม่หายจากหวัด ซื้อยามากินแล้ว และซื้อติดไปถวายพระที่ท่านเป็นหวัดอยู่เหมือนกัน

เจ้านายบอกว่า วลัยพร จำได้ไหม สร้างเหตุอะไรไว้ ทำไมเป็นแบบนี้

เราบอกว่า จำได้สิ ดันไปว่าคนอื่น ถึงแม้จะพูดแบบ ไม่มีเจตนาร้ายก็ตาม ทุกสิ่ง ส่งผลหมด ทีนี้ไม่เอาแล้ว ใครจะเป็นอะไร ยังไง เงียบดีกว่า ถ้ามียาติดกระเป๋าก็ให้เขาไป ควรช่วยแบบนี้ ไม่ใช่ไปคิดแบบนั้นหรือไปพูดแบบนั้น เหตุไม่ดีเลย

วิธีแก้ไขสภาวะ ที่ให้ผู้ปฏิบัติช่วยเหลือตัวเอง คือ ให้เพิ่มการเดิน ลดนั่ง ดูสภาวะขณะจิตเป็นสมาธิเป็นหลัก หากยังขาดความรู้สึกตัว หรือเกิดปีติ

ในกรณีแบบนี้ การปรับอินทรีย์ ระหว่าง สติกับสมาธิให้เกิดความสมดุลย์ สามารถทำได้โดยเพิ่มเดิน ลดนั่ง หรือ เดินให้มากกว่านั่ง แล้วหมั่นสังเกตุสภาวะของตัวเองว่า ขณะจิตเป็นสมาธิ สามารถรู้อยู่กับกายได้หรือไม่

หากสติกับกำลังสมาธิเกิดความสมดุลย์ ปีติแบบนี้ จะหายไปเอง จะเกิดปีติที่มีสภาวะที่ละเอียดมากขึ้น

ส่วนการสะกิดให้ผู้ปฏิบัติรู้สึกตัว ในแบบวิธีที่วลัยพรเจอที่วัดอัมพวัน อันนั้นก็เป็นเหตุนะ ทั้งดีและเสีย

ในส่วนดีคือ ถ้าผู้ปฏิบัติ ขาดความรู้สึกตัว ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ กรณีนั่งหัวงุบไปมา หรือสัปปหงก หรือหลังค้อมลงไป

ส่วนเสียคือ ในกรณีที่ผู้ปฏิบัติ ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ มีสภาวะหลังค้มหรือสัปปหงก งุบๆไปมา นั่นเป็นสภาวะของเขา ไม่ควรเข้าไปยุ่ง การที่เข้าไปสะกิด เท่ากับทำให้จิตของเขา คลายจากกำลังสมาธิที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ซึ่งก็ส่งผลต่อสภาวะของผผู้ดูแล ตัวเองจะถูกรบกวนเวลาทำสมาธิหรือขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

การจะช่วยใครก้ตาม ต้องรู้ชัดในสภาวะของผู้ปฏิบัติที่เป็นอยู่ นี่ก็ยากนะ ในกรณีที่มีผู้ปฏิบัติเยอะๆ แล้วแต่เหตุจริงๆ

สิงหาคม 2017
พฤ อา
« ก.ค.    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: