สอบอารมณ์

ไม่ว่าใครจะปฏิบัติหรือทำความเพียรในรูปแบบไหน

ล้วนเจอเหมือนๆกันหมด ในเรื่องของ กิเลส ที่มีเกิดขึ้นในใจ

ที่เกิดจาก ผัสสะ (สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต) เป็นเหตุปัจจัย

นี่แหละเป็นการสอบอารมณ์ที่แท้จริง

ผัสสะที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะๆ ในการดำเนินชีวิต

และขณะที่ทำความเพียร ยืน เดิน นั่ง นอน หรือขณะที่จิตเป็นสมาธิ

ที่มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

ผัสสะ

เวทนา

ตัณหา

อุปทาน

ภพ

บ่งบอกถึง รากเหง้า หรือต้นเค้า

ของภพชาติการเวียนว่ายตายเกิด ที่ยังมีอยู่

ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย

เมื่อยังไม่รู้สึกเบื่อหน่าย ภพชาติของการเกิด(การเวียนว่ายตายเกิด)

ย่อมปล่อยให้ก้าวล่วง(กาย วาจา)

มากกว่าที่จะคิดพิจรณาเพื่อจะหยุด

การสร้างเหตุปัจจัยของ ภพชาติของการเกิด

จึงมีเกิดขึ้นเนืองๆ เพราะเหตุนี้

เหตุปัจจัยจาก ความไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง

ของสิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต(ผัสสะ) ในแต่ละขณะๆ

ไม่รู้ว่าทำไม สิ่งที่เกิดขึ้น

จึงมีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

จึงหลงกระทำตามความรู้สึกนึกคิด(กิเลส)
ที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

เหตุปัจจัยจาก อวิชชา(ความไม่รู้ที่มีอยู่)

Advertisements

การสอบอารมณ์

การสอบอารมณ์มีสองชนิด

๑. การสอบอารมณ์เพื่อดูความรู้สึกตัว ขณะจิตเป็นสมาธิ ที่เรียกว่า สัมมาสมาธิ
โดยใช้เรื่องญาณ ๑๖ นำมาใช้ในการสอบอารมณ์

๒. การสอบอารมณ์เพื่อดูภพชาติของการเกิดที่ยังมีอยู่
ดูที่ผัสสะที่มีเกิดขึ้น ดูความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น
และการกระทำ ที่กระทำลงไปทางกาย วาจา

ใจ

จะอยู่แห่งหนตำบลใด

สบายหรือลำบากกาย

หนีไม่พ้นคือ ใจ

ไม่ต้องไปสอบอารมณ์ที่ไหนเลย

การสอบอารมณ์ จุดประสงค์ของการสอบอารมณ์ คือ

การตรวจดูสภาวะของผู้ปฏิบัติ ขณะจิตเป็นสมาธิ
อารมณ์ต่างๆที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ

ก่อนเกิด กำลังเกิด เกิดขึ้นแล้ว กำลังคลาย จนกระทั่งดับหายไป
การสอบอารมณ์ ต้องการดูตรงนี้ ดูความรู้สึกตัว ขณะจิตเป็นสมาธิของผู้ปฏิบัติ
เพราะเป็นเรื่องของ ผัสสะต่างๆ ที่มีเกิดขึ้นขณะจิตเป็นสมาธิ ที่มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้นร่วมด้วย(สติ สัมปชัญญะ)

ผู้สอบอารมณ์ ต้องรู้ชัดในรายละเอียดของสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง รายละเอียดต่างๆ ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ

ไม่ใช่พูดแต่เรื่องญาณนั้น ญาณนี่
หากยังมีญาณนั้น ญาณนี้ นี่คือ ความหลงของผู้ที่สอบอารมณ์(อจ.)
และผู้ที่ถูกสอบอารมณ์(ศิษย์) จึงจมแช่กับสิ่งที่ถือมั่นในสิ่งที่เรียกว่า นั่นนี่

มาไว เคลมไว

เรื่องของอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด

มาไว เคลมไวจริงๆ

มันเกิดแปบๆ แต่หากถูกสะสมเนืองๆ
โอกาสปะทุ การระเบิดอารมณ์ มีเกิดขึ้นได้ง่าย

เหมือนมีมีดมาจิ้มๆ เจ็บนิดๆ
แรกๆรำคาญ มันน่ารำคาญ
จนสะสมให้กลายเป็นความโกรธ
พอโกรธ เริ่มโมโห
ประมาณว่า จะมายุ่งอะไรกันนักหนา
โมโหมากๆ ต้องด่า
บางคนถึงขั้นลงไม้ลงมือ

ทั้งหมด เป็นเรื่องของความไม่รู้ที่มีอยู่
การที่จะระงับ ยับยั้งการกระทำได้
ขึ้นอยู่กับสติ สัมปชัญญะ สมาธิ ที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

สมาธิที่เกิดขึ้น ยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งดี
เพราะช่วยกดข่มกิเลสไปส่วนหนึ่ง
เหมือนความรู้สึกนั้นๆจะดับหายไป
แต่ไม่ได้หายไปไหนหรอก
แต่เกิดจากสมาธิที่มีเกิดขึ้น
บดบังสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นไปชั่ว ขณะหนึ่ง
ถ้าไม่รู้ชัดสภาพะรรมต่างๆ ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
อาจเป็นเหตุปัจจัยให้ หลงสภาพธรรมต่างๆได้

รู้สึกนึกคิดอย่างไร
หากยอมรับตามความเป็นจริง
เป็นปัจจัยให้รู้ชัดว่า กิเลสที่มีเกิดขึ้น มีมากน้อยแค่ไหน

ทั้งๆที่ สรุปแล้ว ทั้งหมด เป็นเรื่องของใจ
หากรู้เท่าทันต่อสิ่งที่เกิดในใจได้
สิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมจางคลายดับหายไปตามเหตุและปัจจัย

ตอนนี้ ถึงจะรู้ชัดในผัสสะ
รู้ชัดสิ่งที่เรียกว่า กิเลส ที่มีเกิดขึ้นในใจ

ถึงจะรู้ชัด แต่กำลังสติ สัมปชัญญญะ ที่มีอยู่
ยังไม่สามารถรับมือกับกิเลสที่มีเกิดขึ้น ในแต่ละขณะได้ทั้งหมด
ก็ทำให้รู้สึกเหนื่อยใจ ทำให้รู้สึกเบื่อหน่าย

บางครั้งเหมือนคนโรคจิต
อยากด่าเดี๋ยวนั้น
เหมือนบางที่ ใช้วิธีปาจาน
เสียงจานที่แตก สะใจจัง อะไรประาณนั้น

เพราะรู้ ได้แต่อดทนอดกลั้น
บางครั้ง สักนิดหนึ่งก็ยังดี
แล้วยอมรับผลที่กลับมา

ตราบใดที่ลมหายใจยังมีอยู่
ปลอบใจตัวเองเนืองๆว่า
เออน่า เพียรละ เดี๋ยวทุกสิ่งก็สงบลงเอง(ใจ)

แต่ตามความเป็นจริง วลัยพรไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป
เพราะรู้ว่า สิ่งที่รู้ ถึงจุดอิ่มตัวแล้ว
ไม่ต้องรู้อะไรอีกแล้ว

การสอบอารมณ์ที่แท้จริง

โลก คือ มหาลัย แห่งการสอบอารมณ์

จากสภาวะที่ผ่านมา เจอบททดสอบแบบ ชนิดที่ทำให้รู้ว่า สติรู้ทันปัจจุบัน ได้แค่ไหน

กลับมาครั้งนี้ เป็นการมาสงบจิตชั่วคราว ยังดีที่ยังมีโอกาส ได้สงบจิตบ้าง ไม่งั้น บางครั้ง เจอความกดดันมากๆ สติแตก หลงสร้างเหตุไปทันที

การไปครั้งนี้ เป็นการสอบอีกครั้ง สอบทานตัวเอง กับเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่ทั้งภายนอกและภายใน

 

การสอบอารมณ์ที่แท้จริง

การสอบอารมณ์ ที่เห็นตัวตนที่แท้จริง ที่ยังมีอยู่ และเป็นอยู่ ได้แก่ ผัสสะที่เกิดขึ้น แล้วเป็นเหตุให้ เกิดความรู้สึกนึกคิด ไม่ว่าจะระยะสั้น หรือระยะยาว

ถ้าคิด แล้วน้อมลงสู่ธรรม สู่ความดับ นั่นแหละคือ ความดับแห่งภพชาติปัจจุบัน ชื่อว่า เป็นผู้มีศิล สมาธิ และปัญญา(สัมมาทิฏฐิ)

ถ้าคิดแล้ว เกิดการปรุงแต่งเรื่องราวต่างๆนานา เกิดขึ้น นั่นแหละ ความเกิดแห่งภพได้เกิดขึ้นแล้ว

การปฏิบัติ

การสอบอารมณ์ โดยเน้นเรื่องรูปนามเป็นหลัก เป็นการฝึกเพื่อถ่ายถอนอุปทาน ความยึดมั่นถือมั่น ในตัวตนที่มีอยู่(สักกายะทิฏฐิ)

เส้นทางของการไปที่ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ต้องดำเนินไปทั้งสองออย่างควบคู่กัน ถ้ายัง ขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง นั่นก็แล้วแต่เหตุปัจจัย

ทำไมต้องดำเนินไปทั้งสองอย่างควบคู่กันด้วย

เหตุเพราะ ถ้าดับเหตุนอกตัวได้ ศิลย่อมสะอาด เมื่อศิลสะอาด สมาธิย่อมเกิดขึ้นได้ง่าย เหตุเพราะ ความฟุ้งซ่านไม่ค่อยมี

เมื่อจิตตั้งมั่น(เป็นสมาธิ) ได้ง่าย โอกาสที่จะรู้ชัดรูปนาม ตามความเป็นจริง ย่อมเกิดขึ้นได้ ตามเหตุปัจจัย สภาวะโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ ย่อมเกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัย

พระผู้มีพระภาค สอบอารมณ์

นี่คือ ตำราของแท้ดั้งเดิม ที่ใช้ในการสอบอารมณ์

พระผู้มีพระภาค สอบอารมณ์ พระสารีบุตร

[๗๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ สวนมะม่วงของปาวาริกเศรษฐี
เขตเมืองนาลันทา ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูล
พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาค
อย่างนี้ว่า ทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน ไม่มีสมณะหรือพราหมณ์อื่นที่จะมี
ความรู้ยิ่งไปกว่าพระผู้มีพระภาคในทางพระสัมโพธิญาณ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสารีบุตร เธอกล่าวอาสภิวาจานี้ประเสริฐแท้
เธอบันลือสีหนาทซึ่งเธอถือเอาโดยเฉพาะว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์
เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคอย่างนี้ว่า ทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน ไม่มีสมณะ
หรือพราหมณ์อื่นที่จะมีความรู้ยิ่งไปกว่าพระผู้มีพระภาคในทางพระสัมโพธิญาณ ฯ
[๗๔] ดูกรสารีบุตร เธอกำหนดใจด้วยใจ แล้วรู้ซึ่งพระผู้มีพระภาค
อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมด ซึ่งได้มีแล้วในอดีต ว่าพระผู้มีพระภาคเหล่านั้น
ได้มีศีลอย่างนี้ มีธรรมอย่างนี้ มีพระปัญญาอย่างนี้ มีวิหารธรรมอย่างนี้ มีวิมุตติ
อย่างนี้ ได้ละหรือ ฯ

 http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=11&A=2130&Z=2536

การชี้สภาวะ

คำว่า การชี้สภาวะ คืออะไร?การชี้สภาวะคือ ชี้ลงไปว่า คนนี้อยู่ในสภาวะของญาณไหน ( ญาณ ๑๖ )
นี่คือ สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งของผู้สอบอารมณ์ เพราะจะเป็นอันตรายแก่สภาวะของผู้ปฏิบัติ
ในเรื่องการเกิดการปรุงแต่งขึ้นมา แล้วสภาวะจะผิดเพี้ยนไปจากความจริง ทำให้ผู้ปฏิบัติหลงสภาวะได้โดยเฉพาะ ผู้ที่สอบอารมณ์นั้น สอบอารมณ์ด้วยการกางตำราสอบ อันตรายอย่างยิ่ง
ผู้ที่จะสอบอารมณ์ได้นั้น จะต้องอ่านสภาวะของกิเลส และ สภาวะของ สติ สัมปชัญญะได้

เพราะตัวสภาวะของกิเลสและสติ สัมปชัญญะนั้น จะบ่งบอกว่า สภาวะของผู้ปฏิบัตินั้น อยู่ตรงไหน
และควรแนะนำให้ผู้ปฏิบัติ ปรับเปลี่ยนสภาวะตามอินทรีย์ได้หรือยัง

สภาวะที่ผู้สอบอารมณ์ไม่ควรนำมาใช้กับผู้สอบอารมณ์คือ

1. ปฏิบัติถูกทางแล้ว
คำว่า ถูกทาง คือ ถูกในรูปแบบของผู้สอบอารมณ์

2. ปฏิบัติถูกต้องแล้ว
ถูกต้องคือ เป็นเรื่องของความเห็นว่าถูกหรือผิด ในความคิดของผู้สอบอารมณ์

3. ภาวนาดีแล้ว
ดีหรือไม่ดี เป็นเรื่องของความคิดผู้สอบอารมณ์

4. ทำดีแล้วนะ ก้าวหน้ามากๆเลยนะ
คำสรรเสริญ เยินยอ ไม่ควรนำมาใช้กับผู้ปฏิบัติ เพราะเท่ากับไปเพิ่มกิเลสต่างๆ
เพิ่มมานะกิเลสให้กับผู้ปฏิบัติ ทำให้ยิ่งปฏิบัติ สภาวะยิ่งแย่ลง เพราะไปยึดติดกับคำชม

5. มีที่พึ่งแล้วนะ
ตรงนี้สำคัญมากๆเลย มีหลายๆคน นำสภาวะ ” มีที่พึ่งแล้วนะ เพราะมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งแล้วนะ ”
นี่เป็นการนำสภาวะไปใช้แบบผิดๆ

สิ่งเหล่านี้ที่นำมากล่าว ล้วนก่อให้เกิดความทะยานอยากให้แก่ผู้ปฏิบัติมากกว่าเดิม
ทำให้บดบังปัญญา ไม่สามารถเห็นสภาวะที่แท้จริงได้
คือ มีแต่เป็นเหตุไปเพิ่มกิเลส แทนที่จะปฏิบัติแล้ว ลด ละ กิเลสได้

ผิดอย่างไร

คำว่า ” มีที่พึ่งแห่งตน ” มาจากคำว่า คำเต็มๆว่า

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ โก หิ นาโถ ปโร สิยา
อตฺตนา หิ สุทนฺเตน นาถํ ลภติ ทุลฺลภํ.
ขุ. ธ. ๒๕/๓๖.
ตนแล เป็นที่พึ่งของตน คนอื่น ใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้
ก็บุคคลมีตนฝึกฝนดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งที่ได้ยาก.

ทีนี้ ครูบาฯรุ่นเก่าๆ ท่านได้ขุดหลุมพรางดักกิเลสผู้ปฏิบัติเอาไว้
ท่านเลยใช้คำว่า ผู้ที่มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งนั้น คือ เป็นคนที่มีที่พึ่งแล้วนะ

นี่คือ หลุมพรางกับดักกิเลสชั้นยอด สำหรับผู้ที่อยากเป็นโสดาบัน
ท่านไว้ใช้ในการสอบอารมณ์ เวลาใครนำไปสนทนา ท่านจะจับได้ทันที
เพียงแต่ ท่านจะบอกหรือไม่บอกแก่คนนั้นเท่านั้นเอง

มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ตรงนี้หมายถึง แม้ตกตายไป ย่อมได้สวรรค์สมบัติและมนุษย์สมบัติอย่างแน่นอน
พระรัตนตรัย เรามีไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของเรา เพื่อมุ่งมั่นกระทำแต่ความความดี
ตัวอย่างที่ดีมีให้เห็น ยิ่งทำให้มุ่งมั่นทำความเพียรต่อเนื่อง ไม่ท้อถอยแต่อย่างใด

ส่วนที่กล่าวว่า ตนแล เป็นที่พึ่งแห่งตนนั้น หมายถึง ผู้นั้นได้มี สติ สัมปชัญญะ เป็นที่พึ่งแล้ว
สติ สัมปชัญญะที่นำมากล่าวนี้ เกิดจากการเจริญสติ และเป็น สัมมาสติ
คือ มีทั้ง สติ และสัมปชัญญะ ประกอบอยู่ด้วยกัน จะขาดตัวใดตัวหนึ่งไม่ได้

แนวทางการปฏิบัติ เหตุไฉนแนวสติปัฏฐานหรือการเจริญสติ จึงเป็นทางสายกลาง
เพราะเหตุว่า ไม่ว่าผู้ปฏิบัติ จะมีพื้นฐานของสมาธิหรือไม่มีเลยก็ตาม สามรถปฏิบัติได้
และไม่มีรูปแบบที่ตายตัว แต่ผู้ปฏิบัติสามารถเลือกปฏิบัติได้ ตามความถนัดของแต่ละคน
คือตามแต่เหตุที่แต่ละคนกระทำมา

ส่วนด้านกรรมฐาน ๔๐ กองนั้น อันนั้นก็เกิดจากเหตุที่แต่ละคนกระทำมา
บางคนเคยทำกรรมฐานกองไหนมา ไม่ต้องมีครูบาฯสอน ก็สามารถอ่านหนังสือและทำตามเองได้
แล้วเมื่อผลบุญกุศลหนุนนำ สามารถเจริญสติหรือยกสมถะขึ้นสู่วิปัสสนาได้

หน้าที่ของผู้สอบอารมณ์

หน้าที่ของผู้สอบอารมณ์  มีหน้าที่จริงๆคือ คอยปรับเปลี่ยนอินทรีย์ของผู้ปฏิบัติเพื่อให้เกิดความสมดุลย์
เป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกัน คอยให้ปลุกปลอบและให้กำลังแก่ผู้ปฏิบัติ ในยามที่เกิดความท้อแท้
ไม่ใช่ไปมีหน้าที่ทำนายทายทักหรือไปบอกสภาวะที่อาจทำให้ผู้ปฏิบัติหลงออกนอกเส้นทางไปได้
เดี๋ยวนี้เจอสภาวะโสดาแต่งตั้งเยอะมากๆ ทำให้คนเข้าใจผิด แทนที่จะทำ เพื่อมีสติ สัมปชัญญะ เพื่อดูกิเลสในใจตนเอง
กลับกลายเป็นว่า มีแต่การปรุงแต่งกิเลสมากขึ้น ซึ่งทำให้ไปสร้างเหตุใหม่ที่ก่อให้เกิดกิเลสหนาเตอะขึ้นไปอีก 
มีแต่สร้างเหตุอันเป็นอกุศลกรรมขึ้นไปเรื่อยๆ
ผู้ที่มีสติ สัมปชัญญะดี เขาจะเอาจิตจดจ่อดูแต่ในกายและจิตของเขา เฝ้าเก็บรายละเอียดความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในจิต
เฝ้าระวังความคิดที่ไปในทางก่อให้เกิดอกุศลกรรม ไม่ใช่ทำเพื่อที่จะคิดว่า ได้เป็นโน่น ได้เป็นนี่ นั่นผิดทางนะ
ไปบอกว่าอยู่ในสภาวะญาณโน้น ญาณนี้ ได้อย่างโน้น ได้อย่างนี้ แต่ที่มองไม่เห็นคือ กิเลส
ไปเพิ่มกิเลสความทะยานอยากให้เกิดขึ้นในใจของผู้ปฏิบัติ
สติเป็นตัวบอก สัมปชัญญะเป็นตัวรู้นะ รู้อะไร รู้ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้ถาวร
ทำให้จิตคลายความยึดมั่นถือมั่นต่อทุกๆการกระทบที่เกิดขึ้น ต่อทุกๆสรรพสิ่ง
เมื่อเข้าใจและเข้าถึงได้เช่นนี้แล้ว   สิ่งที่จะไปก่อเหตุอันเป็นอกุศลให้เกิดขึ้นในจิตนั้นจะเบาบางลงไปจนกระทั่งหมดสิ้นไปจากจิต
ทุกอย่างและทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นกิเลสที่เกิดขึ้นในใจเรานี่เอง ปรุงแต่งมันขึ้นมาเอง
เนื่องจากสติ สัมปชัญญะยังไม่ทันต่อสภาวะที่เกิดขึ้นทุกๆการกระทบ
เราจึงต้องมาเจริญสติกันเพราะเหตุนี้นี่เอง
การชี้สภาวะคือ ชี้ลงไปว่า คนนี้อยู่ในสภาวะของญาณไหน ( ญาณ ๑๖ )
นี่คือ สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งของผู้สอบอารมณ์ เพราะจะเป็นอันตรายแก่สภาวะของผู้ปฏิบัติ
ในเรื่องการเกิดการปรุงแต่งขึ้นมา แล้วสภาวะจะผิดเพี้ยนไปจากความจริง ทำให้ผู้ปฏิบัติหลงสภาวะได้
โดยเฉพาะ ผู้ที่สอบอารมณ์นั้น สอบอารมณ์ด้วยการกางตำราสอบ อันตรายอย่างยิ่ง
ผู้ที่จะสอบอารมณ์ได้นั้น จะต้องอ่านสภาวะของกิเลส และ สภาวะของ สติ สัมปชัญญะได้เพราะตัวสภาวะของกิเลสและสติ สัมปชัญญะนั้น จะบ่งบอกว่า สภาวะของผู้ปฏิบัตินั้น อยู่ตรงไหน
และควรแนะนำให้ผู้ปฏิบัติ ปรับเปลี่ยนสภาวะตามอินทรีย์ได้หรือยังสภาวะที่ผู้สอบอารมณ์ไม่ควรนำมาใช้กับผู้สอบอารมณ์คือ

1. ปฏิบัติถูกทางแล้ว
คำว่า ถูกทาง คือ ถูกในรูปแบบของผู้สอบอารมณ์
2. ปฏิบัติถูกต้องแล้ว
ถูกต้องคือ เป็นเรื่องของความเห็นว่าถูกหรือผิด ในความคิดของผู้สอบอารมณ์

3. ภาวนาดีแล้ว
ดีหรือไม่ดี เป็นเรื่องของความคิดผู้สอบอารมณ์

4. ทำดีแล้วนะ ก้าวหน้ามากๆเลยนะ
คำสรรเสริญ เยินยอ ไม่ควรนำมาใช้กับผู้ปฏิบัติ เพราะเท่ากับไปเพิ่มกิเลสต่างๆ
เพิ่มมานะกิเลสให้กับผู้ปฏิบัติ ทำให้ยิ่งปฏิบัติ สภาวะยิ่งแย่ลง เพราะไปยึดติดกับคำชม

5. มีที่พึ่งแล้วนะ
ตรงนี้สำคัญมากๆเลย มีหลายๆคน นำสภาวะ ” มีที่พึ่งแล้วนะ เพราะมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งแล้วนะ ”
นี่เป็นการนำสภาวะไปใช้แบบผิดๆ

สิ่งเหล่านี้ที่นำมากล่าว ล้วนก่อให้เกิดความทะยานอยากให้แก่ผู้ปฏิบัติมากกว่าเดิม
ทำให้บดบังปัญญา ไม่สามารถเห็นสภาวะที่แท้จริงได้
คือ มีแต่เป็นเหตุไปเพิ่มกิเลส แทนที่จะปฏิบัติแล้ว ลด ละ กิเลสได้

ผิดอย่างไร

คำว่า ” มีที่พึ่งแห่งตน ” มาจากคำว่า คำเต็มๆว่า

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ โก หิ นาโถ ปโร สิยา
อตฺตนา หิ สุทนฺเตน นาถํ ลภติ ทุลฺลภํ.
ขุ. ธ. ๒๕/๓๖.
ตนแล เป็นที่พึ่งของตน คนอื่น ใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้
ก็บุคคลมีตนฝึกฝนดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งที่ได้ยาก.

ทีนี้ ครูบาฯรุ่นเก่าๆ ท่านได้ขุดหลุมพรางดักกิเลสผู้ปฏิบัติเอาไว้
ท่านเลยใช้คำว่า ผู้ที่มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งนั้น คือ เป็นคนที่มีที่พึ่งแล้วนะ

นี่คือ หลุมพรางกับดักกิเลสชั้นยอด สำหรับผู้ที่อยากเป็นโสดาบัน
ท่านไว้ใช้ในการสอบอารมณ์ เวลาใครนำไปสนทนา ท่านจะจับได้ทันที
เพียงแต่ ท่านจะบอกหรือไม่บอกแก่คนนั้นเท่านั้นเอง
มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ตรงนี้หมายถึง แม้ตกตายไป ย่อมได้สวรรค์สมบัติและมนุษย์สมบัติอย่างแน่นอน
พระรัตนตรัย เรามีไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของเรา เพื่อมุ่งมั่นกระทำแต่ความความดี
ตัวอย่างที่ดีมีให้เห็น ยิ่งทำให้มุ่งมั่นทำความเพียรต่อเนื่อง ไม่ท้อถอยแต่อย่างใด
ส่วนที่กล่าวว่า ตนแล เป็นที่พึ่งแห่งตนนั้น หมายถึง ผู้นั้นได้มี สติ สัมปชัญญะ เป็นที่พึ่งแล้ว
สติ สัมปชัญญะที่นำมากล่าวนี้ เกิดจากการเจริญสติ และเป็น สัมมาสติ
คือ มีทั้ง สติ และสัมปชัญญะ ประกอบอยู่ด้วยกัน จะขาดตัวใดตัวหนึ่งไม่ได้

แนวทางการปฏิบัติ เหตุไฉนแนวสติปัฏฐานหรือการเจริญสติ จึงเป็นทางสายกลาง
เพราะเหตุว่า ไม่ว่าผู้ปฏิบัติ จะมีพื้นฐานของสมาธิหรือไม่มีเลยก็ตาม สามารถปฏิบัติได้
และไม่มีรูปแบบที่ตายตัว แต่ผู้ปฏิบัติสามารถเลือกปฏิบัติได้ ตามความถนัดของแต่ละคน
คือตามแต่เหตุที่แต่ละคนกระทำมา

ส่วนด้านกรรมฐาน ๔๐ กองนั้น อันนั้นก็เกิดจากเหตุที่แต่ละคนกระทำมา
บางคนเคยทำกรรมฐานกองไหนมา ไม่ต้องมีครูบาฯสอน ก็สามารถอ่านหนังสือและทำตามเองได้
แล้วเมื่อผลบุญกุศลหนุนนำ สามารถเจริญสติหรือยกสมถะขึ้นสู่วิปัสสนาได้

ธันวาคม 2017
พฤ อา
« พ.ย.    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: