การเกิด

ข้อแรก การก้าวล่วงสู่ครรภ์มนุษย์
มีได้เพราะการประชุมแห่งเหตุ ๓ ประการพร้อมกัน
จะขาดเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งเหล่านี้ไม่ได้ คือ

๑) มารดาและบิดาในโลกมนุษย์นี้ร่วมกัน
๒) มารดามีไข่สุก
๓) มีสัตว์เข้าไปเกิด
(มหาตัณหาสังขยสูตร)

ข้อสอง หากปราศจากวิญญาณหยั่งลงในครรภ์มารดา
นามธรรมและรูปธรรมแห่งความเป็นมนุษย์
ย่อมไม่อาจบังเกิดขึ้นได้
(มหานิทานสูตร)

ข้อสาม ชีวิตมนุษย์นับเริ่มจาก “วิญญาณแรก”
มาปรากฏในครรภ์มารดา จนกระทั่งถึงมรณะ
(ตติยปาราชิกสิกขาบท)

ข้อสี่ ความเป็นมนุษย์ย่อมไม่อาจปรากฏด้วยกรรม
ที่เกิดแต่โลภะ โทสะ โมหะเลย
(ปุณณกมาณวกปัญหานิทเทส)

ข้อห้า พึงเข้าใจว่ากรรมเก่า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
อันเป็นที่ตั้งของสุขทุกข์ในปัจจุบัน
และที่ควรกล่าวว่าเป็นกรรมเก่า
ก็เพราะสิ่งเหล่านี้สร้างสำเร็จได้

ด้วยกรรมที่บุคคลเจตนากระทำ
ด้วย กาย วาจา และใจ ในอดีต
ส่วนกรรมใหม่พึงเข้าใจว่าคือกรรม
ที่บุคคลเจตนากระทำด้วย กาย วาจา และใจ ในบัดนี้
(กัมมสูตร)

Advertisements

การเกิด

ขึ้นชื่อว่า การเกิด ล้วนเป็นทุกข์

เกิดขึ้นมาพร้อมกับความไม่รู้ เมื่อยังไม่รู้ ก็หลงสร้างเหตุ เป็นเหตุให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า สุข/ทุกข์(โลกธรรม ๘) เกิดขึ้นเนืองๆ

เมื่อไม่รู้ชัดในสุข/ทุกข์ ที่เกิดขึ้น จึงเป็นเหตุให้ เกิดการอยู่ร้อนนอนทุกข์ เกิดขึ้นเนืองๆ

เหตุเพราะ ไม่มีการคบหาสัปปบุรุษ

ไม่เคยฟังพระสัทธรรม(พระธรรมคำสอน)

ไม่รู้จัก โยนิโสมนสิการ

ไม่รู้จัก การทำความเพียร(อิทธิบาท ๔) ตามเหตุปัจจัย

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=21&A=5845&Z=6072

ความน่ากลัวของการเกิด

ที่ตั้งอันเป็นรากเหง้าเค้ามูลแห่งกองทุกข์ มีอยู่ ๕ อย่าง คือ อุปปาทะ ๑ ปวัตตะ ๑ นิมิตตะ ๑ อายูหนะ ๑ ปฏิสนธิ ๑

๑. อุปปาทะ ได้แก่ ความเกิดขึ้นของขันธ์ ๕ อาศัยอดีตกรรม ถ้าไม่มีอดีตกรรม คือ กรรมเก่าที่ได้ทำไว้ในภพก่อนแล้ว ขันธ์เดี๋ยวนี้ก็จะไม่มี ขันธ์จึงเป็นของที่น่ากลัวมาก เพราะประกอบไปด้วยทุกข์นานาประการ

๒. ปวัตตะ ได้แก่ ความเป็นไปไม่ขาดสายของรูปนาม ในรูปภพ อรูปภพ เป็นของที่น่ากลัว เพราะเป็นทุกข์ ถูกทุกข์ต่างๆเบียดเบียนบีบคั้นอยู่เนืองๆ

๓. นิมิตตะ ได้แก่ รูปนามที่เป็นอดีต ปัจจุบัน เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ทนอยู่ไม่ได้ เป็นสิ่งที่บังคับบัญชาไม่ได้ ไม่อยู่ใต้อำนาจของใครๆทั้งสิ้น เป็นสิ่งว่างเปล่า ไม่มีเจ้าของ มีแต่ตายไปฝ่ายเดียว
ดังนั้น รูปนามจึงเป็นของที่น่ากลัวมากสำหรับผู้มีปัญญาพิจรณาเห็น

๔. อายูหนะ ได้แก่ กรรม(การกระทำ)เป็นเหตุให้ถือปฏิสนธิอีกต่อไป คือ กุศลกรรมนำไปเกิด ในสุคติสวรรค์ อกุศลกรรมนำไปเกิดในอบายภูมิ ๔ ดังนั้น รูปนามจึงเป็นของที่น่ากลัว

๕. ปฏิสนธิ ได้แก่ การเกิดอีก เพราะผลกรรมที่ทำไว้ดังกล่าวมานั้น เมื่อเกิดเป็นรูปนามขึ้นมาเมื่อใด ทุกข์ก็ต้องติดตามมาเมื่อนั้น ดุจเห็นหัวงู ดันดินขึ้นมาเมื่อใด ฝุ่นก็ต้องติดขึ้นมาเมื่อนั้น ดังนั้น รูปนามจึงเป็นของที่น่ากลัว

ลักษณะของจิตที่เกิดปัญญา

จิตจะมีสภาวะแจ่มใส เบิกบาน รู้ชัดในความคิดที่เกิดขึ้น ความคิดที่เกิดขึ้นจะมีแต่เรื่องราวของสภาวะ ซึ่งแล้วแต่ว่าจิตจะคิดพิจรณาเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมา เกิดเอง เป็นเอง โดยที่จะไปคาดเดาไม่ได้

ลักษณะของผู้ที่รู้เห็นตามความเป็นจริงในระดับหนึ่ง

จะมีลักษณะที่เห็นได้เด่นชัดมากๆ คือ ไม่มากล่าวว่าตัวเองได้อะไร เป็นอะไร เพราะสิ่งที่กล่าวออกมานั้น ล้วนเป็นกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ที่อยากมี อยากได้ อยากเป็นที่เกิดขึ้นอยู่ในใจ

สภาวะกิเลสตัวนี้จะมีสภาวะที่ละเอียดมากๆ หากกำลังของสติ สัมปชัญญะและสมาธิไม่มากพอ ยากที่จะมองเห็นหรือรู้ชัดในสภาวะกิเลสตัวนี้ได้

ต้องอาศัยการเจริญสติในการขัดเกลากิเลสอย่างต่อเนื่อง จึงจะรู้ชัดในสภาวะเหล่านั้นได้ หมั่นเพ่งโทษตัวเอง คอยจับจ้องกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต

จะรู้เห็นแบบนี้ได้ ต้องมีกำลังของ สติ สัมปชัญญะและสมาธิที่แนบแน่นมากพอ

ผู้ที่รู้แล้วเห็นแล้วในระดับหนึ่ง จะมุ่งแต่พระนิพพาน คือ ความดับ

ไม่มีเหตุ ไม่มีผล ไม่มีการสร้างเหตุแห่งการเกิดอีกต่อไป จึงมีแต่ความดับเพียงฝ่ายเดียว

จะดับเหตุทั้งปวงได้ ต้องดับที่ตัวเอง ต้องเรียนรู้ในตัวเองให้แจ่มแจ้ง ไม่ใช่ไปดับนอกตัว

หากยังมีการให้ค่าว่าดีหรือไม่ดี ล้วนเป็นเหตุสร้างการเกิดขึ้นมาใหม่ทั้งสิ้น เมื่อมีเกิด ต้องมีเหตุ เมื่อมีเหตุ ย่อมมีผล แล้วจะดับได้อย่างไร ในเมื่อยังสร้างเหตุของการเกิดอยู่

ทานบริสุทธิ์

ทานที่บริสุทธิ์ เป็นการทำทานที่เกิดจากการกระทำที่บริสุทธิ์

โดยสภาวะ คือ เกิดจากจิตที่ปราศจากโลภะ โทสะ โมหะ กิเลสตัณหาความทะยานอยากแต่อย่างใด เป็นจิตที่มุ่งพระนิพพาน คือ ความดับทุกข์ทั้งปวง

ทานนี้ชื่อว่า ทานบริสุทธิ์ ผลที่ได้รับ คือ ความบริสุทธิ์

โดยสภาวะ คือ ความดับ ที่เป็นผลของเหตุที่ไม่มีการกระทำให้เกิดการเกิดอีกต่อไป

ส่วนทาน ที่ตั้งใจทำโดยจิตที่ยังมีกิเลสเจือปนด้วยอามิสบูชาอยู่ เช่น ทำโดยหวังผลของลาภ ยศ สรรเสริญ ความสุขต่างๆทางกามภพ หรือ มุ่งหวังสิ่งตอบแทนที่ล้วนแต่เป็นเหตุก่อให้เกิด

ซึ่งเป็นการสร้างภพชาติใหม่ให้เกิดขึ้นเนืองๆ ทานนั้น ชื่อว่า ทานไม่บริสุทธิ์ เพราะเจือไปด้วยกิเลส ตัณหา ราคะ ความทะยานอยากต่างๆ

แต่ขึ้นชื่อว่าการให้ทานหรือทำทาน ย่อมสำเร็จโดยขณะที่จิตตั้งมั่นในการทำทานในขณะนั้นๆ

ทุกสรรพสิ่ง ไม่ว่าจะทำทานด้วยเหตุใดๆก็ตาม ล้วนเกิดจากการตั้งจิตของผู้นั้นทั้งสิ้น

การให้ทาน ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดๆก็ตาม ล้วนขึ้นชื่อว่า ดีทั้งนั้น ไม่ว่าจะเกิดจากทรัพย์ที่หามาด้วยความบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ก็ตาม เพราะเป็นเหตุให้ ผู้ให้ทานลดความตระหนี่ถี่เหนียวในจิตลงไปได้ในระดับหนึ่ง

ส่วนผลที่ได้รับ ย่อมได้รับตามสภาวะที่แท้จริง เป็นไปตามจิตที่ทำณขณะนั้นๆ

ไม่ใช่ตามความคาดเดาหรือตามความคิดที่เกิดขึ้นในการให้ค่ากับการทำทานนั้นๆแต่อย่างใด

เหตุของการเกิด

เหตุของการเกิด คือ เกิดจากยังละกิเลสอันเป็นรากเหง้าของวัฏฏะทั้งหลายไม่ได้โดยประการทั้งปวง กรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่ทำลงไป จึงเป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง วัฏฏะนั้น จึงวนเวียนไปเพราะมีกรรมและกิเลสเป็นปัจจัยด้วยประการดังกล่าว

เมื่อได้มาเจริญสติ เป็นเหตุของการทำสติที่มีอยู่แล้วให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เป็นเหตุให้ตัวสัมปชัญญะเกิด เมื่อตัวสัมปชัญญะเกิด สมาธิย่อมเกิดขึ้น สภาวะที่เกิดขึ้นคือ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เป็นเหตุให้สามารถรู้ชัดในกายและจิตได้

สิ่งแรกที่ทุกๆคนจะได้เจอเหมือนกันหมดเมื่อตัวสัมปชัญญะเกิดแล้วคือ กิเลส เจอเหมือนกันหมดทุกๆคน ทั้งๆที่ปกติแล้วกิเลสทำงานตลอดเวลา แต่ไม่สามารถรู้ชัดได้แบบนี้ มันเป็นการตอกย้ำสภาวะของกิเลสที่มีอยู่ให้เห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนมากขึ้น

กิเลสมีสองชนิด เกิดขึ้นได้โดยมีผัสสะเป็นเหตุ เป็นกิเลสชนิดหยาบ

กับเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องมีผัสสะเป็นเหตุ เป็นกิเลสชนิดละเอียด

กิเลสชนิดหยาบ อาศัยผัสสะเป็นเหตุ

กิเลสทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นโดยทางเป็นอารมณ์ เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นอดีตและอนาคตบ้าง และเพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่พระขีณาสพทั้งหลาย ที่ท่านกำหนดรู้แล้วบ้าง

เพราะกิเลสดังกล่าว ใครๆก็ละรากเหง้าของภพไม่ได้ แต่กิเลสควรรู้ทางสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะว่าขันธ์ทั้งหลายไม่ได้กำหนดรู้ด้วยการเจริญสติ เกิดขึ้นในภพใดๆ หรือในสันดานใดๆ

จำเดิมแต่การเกิดขึ้น ( ของขันธ์ทั้งหลาย ) ในภพนั้นๆหรือในสันดานนั้นๆ กิเลสที่เป็นรากเหง้าของวัฏฏะก็แทรกซึมอยู่ในขันธ์ทั้งหลายเหล่านั้นด้วย พึงทราบเถิดว่า กิเลส ( ที่แทรกซึมอยู่ ) นั้น คือ ภูมิลัทธะ ( ได้ภูมิพื้น ) โดยความหมายว่ายังละไม่ได้

กิเลสชนิดละเอียด ไม่ต้องอาศัยผัสสะ สภาวะตรงนี้ ต้องเจริญสติจนตัวสัมปชัญญะเกิดขึ้นแล้วในระดับหนึ่ง จึงจะรู้ชัดได้

นี่แหละชีวิต

มองชีวิตของตัวเอง เออ … คนเราส่วนมากชอบสนใจเรื่องชาวบ้านนะ ใครจะเป็นอะไรยังไง
ต้องคอยตามเฝ้าดู ” ละครชีวิต ”

แต่ผู้คนกลับลืมที่จะดูละครชีวิตของตัวเอง ทุกวันนี้ ในครอบครัวของตัวเองนั้น สุขสบายดีกันไหม อยู่ดีมีสุขไหม มีใครเจ็บป่วยกันบ้างไหม เงินทองที่หามาได้ล่ะ พอเลี้ยงคนในครอบครัวกันบ้างไหม วันนี้จะดูแลคนในครอบครัวให้เขาเหล่านั้นมีความสุขยังไงบ้าง ฯลฯ …..

เท่าที่เราฟังๆเขาคุยกันมา มีแต่คุยอวดความร่ำรวย อวดความยากจน อวดความพอมีพอกิน
ที่คิดว่าพอ

แต่แปลกนะ พอถามถึงคนในครอบครัวว่า รู้บ้างไหมว่าคนในครอบครัวนั้น เขาต้องการอะไรกันบ้าง เกือบจะเหมือนกันหมดนะ ตอบว่า ไม่เห็นมีอะไรนี่ ถ้ามีอะไร เขาก็จะพูดกันเอง เรานั่งนิ่งๆแล้วมองเขาเหล่านั้น

ก่อนที่เราจะเมตตาต่อคนอื่นๆได้ คนในบ้านน่ะ เมตตาทั่วถึงหรือยัง ไม่ใช่เมตตาแค่ตัวเองไปวันๆ หรือวิ่งไปทำบุญ ไปสร้างกุศลนอกบ้าน คนในบ้านน่ะเคยนึกเขากันบ้างไหม จะตักข้าวใส่ปาก เคยหันมองบ้างไหมว่า คนไหนตักกับข้าวถึงไหม …..

นี่แหละชีวิตคน คนจริงๆคนๆวนๆแต่เรื่องชาวบ้าน ส่งจิตออกนอก แต่ไม่เคยดูคนในบ้านให้ทั่วถึง เวลาไปทำบุญ โอ้โห!!!! …. ปราณีตสวยงาม อาหารต้องเลิศรส

คนในบ้านก็คนนะ เขาก็ต้องกินเหมือนๆกัน คุณค่าของความเป็นคนเท่าๆกัน ไม่แตกต่างกันเลย หมั่นทำบุญ เมตตาให้กับในบ้านให้ทั่วถึงก่อนนะ จึงค่อยไปเผื่อแผ่คนนอกบ้าน กิเลสชาวบ้านน่ะ อย่าไปใส่ใจกันนักเลย มันก็แค่ละครที่เขาเล่นไปตามวิบากกรรมของเขาแต่ละคน

เมื่อก่อนเวลาเกิดการกระทบ อารมณ์หยาบๆจะเกิดขึ้นก่อน คือ โกรธ จากความโกรธ มันจะกลายเป็นเกลียดคนๆนั้น

พอโดนกระทบมากขึ้นเรื่อยๆ สภาวะจะเปลี่ยนไปตลอดเวลา จากความเกลียดหายไป เหลือแค่ความโกรธ จากความโกรธหายไป เหลือแค่ความไม่ชอบใจ

จากกความไม่ชอบใจ เหลือรู้ว่า มันเกิดการกระทบอีกแล้ว ความไม่ชอบใจผุดขึ้นมาแว๊บหนึ่ง แล้วสงบลงไป เหลือ แค่รู้ รู้ว่าอารมณ์ประมาณนี้มีอยู่ แต่ไม่มากเท่าเมื่อก่อน มันดับได้ไวขึ้น ปฏิกิริยาที่เกิดขณะที่กระทบ มันเลยไม่เกิดขึ้นมากมายเหมือนก่อนๆ ….

เราทุกรูปทุกนาม ย่อมก่อเหตุทุกๆการกระทำ เพราะ ความไม่รู้ เพราะเราถูกครอบงำด้วยกิเลส ความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง

เราจึงต้องมาเจริญสติปัฏฐานกันเพราะเหตุนี้ เพื่อให้เห็นตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ความเป็นจริงนั้นคืออะไร คือกิเลสในใจของเรานั่นเอง

เมื่อเรารู้จักกิเลสในใจของเรา เราย่อมมองเห็นกิเลสของชาวบ้านชัดเจนมากขึ้น แล้วเราอยากจะลงไปเล่นกับกิเลสชาวบ้านเขาไหม ไม่มีเลยนะ มันไม่ลงไปเล่น จากที่เคยลงไปเล่น มันจะลงไปเล่นน้อยลง จนกระทั่งมันเลิกลงไปเล่นในที่สุด ….

กิเลสชาวบ้านเขา สิ่งที่เขาแสดงออกมา นั่นคือกิเลสของเขาเหล่านั้น แต่เพราะความไม่รู้ของตัณหาความทะยานอยากทั้งหลาย ที่มันครอบงำเราไว้ เราเลยไปเก็บเกี่ยวกิเลสชาวบ้านเขามาเป็นกิเลสเรา เอามันมาปรุงแต่งตามจริตนิสัยหรือสันดานของตัวเราเอง สันดานดิบที่ยังมีอยู่ในใจของตัวเราเอง สันดานใครสันดานมัน กิเลสมันจะแสดงตามสันดานของเจ้าของ ความหยาบคายมากน้อยของจิตใจของแต่ละคน ….

เมื่อเรามาเจริญสติปัฏฐาน จิตเราจะเห็นตามความเป็นจริงมากขึ้น ยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นหรือทุกๆที่ก่อให้เกิดการกระทบมากขึ้น ยอมรับโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

แรกๆยากนะ ยากมาก ยอมรับว่าทำใจได้ยากมากที่จะปล่อยให้คนอื่นๆมารังแกหรือทำร้ายเรา แม้จะเป็นทางด้านของจิตใจก็ตาม

จิตมันจะดิ้นรนขัดขืน ทุกข์ใจ ทรมาณใจ ขมขื่นใจมากๆนะกับสิ่งที่เราต้องเป็นฝ่ายปล่อยให้เขากระทำกับเราเพียงฝ่ายเดียว โดยที่เราต้องนิ่งไม่ตอบโต้ใดๆทั้งสิ้น สภาพเหมือนถูกมัดมือชก

ช่วงนั้นสภาพของจิตใจจะแย่มากๆ ทรมาณสุดๆเลย ทำไมต้องมาทำร้ายกันขนาดนี้ด้วย เราไปทำอะไรให้หรือ ทุกๆสภาวะที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆจะให้คำตอบแก่เรา ว่าทำไมเราต้องยอมเขา ทำไมเราต้องอดทน ถ้าไม่มาเจริญสติ ไม่มีทางรู้ได้หรอกนะ หรือถ้ารู้ก็อาจจะรู้ได้เพียงผิวเผิน แต่ไม่สามารถรู้ลึกลงไปถึงเหตุที่แท้จริง …..

ทุกๆสภาวะเปลี่ยนไป เราจะได้รับความรู้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกๆการกระทบนั่นคือการเรียนรู้ เหมือนเราเรียนหนังสือ การกระทบก็คือ ครู

แต่เรียนครั้งนี้ เราเรียนชีวิตของเรา เรียนโดยจิต ความรู้ที่ได้รับมันจะมีแต่เรื่องของเหตุที่กระทำ และเรื่องของผลที่มารองรับเหตุที่กระทำนั้นๆ มันจะเป็นข้อคิดเตือนใจให้กับเรา

เลือกเอานะ เลือกเอา ชีวิตนี้เป็นของทุกๆคน ทุกคนมีสิทธิที่จะเลือก เลือกเอานะ ก่อภพก่อชาติให้เกิดใหม่ไปเรื่อยๆ หรือ กระทำเพื่อให้ภพชาติสั้นลง จงตัดสินใจเอาเอง …

คนเราน่ะ ก่อนจะเอาดีได้ มันก็เลวมาก่อนกันทั้งนั้นแหละ สุดแต่ว่าจะเลวมากหรือน้อย ตามเหตุที่กระทำกันมา

อุปมาอุปมัย ดูเอาง่ายๆนะ ใครที่โดนคนอื่นๆกระทำให้เจ็บช้ำน้ำใจมากที่สุด หรือ โดนผู้อื่นด่าว่ามากที่สุด จงรู้ไว้ นั่นแหละคือ ตัวคุณเองในอดีต หรือจะเถียงว่าไม่จริงล่ะ ทำไมสามีมีเมียน้อย ทำไมภรรยามีชู้ ฯลฯ ทำไม?????? …….

ทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนๆนั้น นั่นคือ เหตุที่เขาเคยกระทำกับคนอื่นๆมาก่อนทั้งนั้น ทำไว้ในอดีต ซึ่งเราอาจจะระลึกได้และระลึกไม่ได้ ผลที่ได้รับในปัจจุบันเลยเป็นเช่นนี้ ทำกับเขาไว้ เขาย่อมมาทวงถาม ทวงคืนเอามั่ง

เราจึงต้องมาเจริญสติ เพื่อให้มีสติรู้อยู่กับทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเรา ไม่ไปกล่าวโทษใครหรืออะไรทั้งสิ้น เราน่ะมันเคยโง่มาก่อน ทำกับเขาไปเพราะความโง่

เรามาเจริญสติ ทำให้เราฉลาดขึ้น ทำให้เรามีสติ ทำให้เรารู้ว่า ชดใช้เขาไปนะ อดทนไว้ อย่าไปตอบโต้เขา การตอบโต้คือการก่อภพก่อชาติใหม่ให้เกิดขึ้นอีก 1 คน ต่อ 1 ชาติ เอาไหม

คนมีสติดี เขาไม่เอาหรอกนะ มีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะตอบว่าเอา เพราะการเกิดน่ะ มันมีแต่อะไร มีแต่การสร้างเหตุใหม่ไม่รู้จักจบสิ้น …..

ฤามีให้หนีกรรม กรรมก็คือการกระทำ ใครทำคนนั้นย่อมรับผล ตัวเองทำแล้วไปโยนให้คนอื่นรับงั้นหรือ ต้องโทษตัวเองนะ โทษความไม่รู้ของตัวเองที่ก่อเหตุใหม่ไม่รู้จักจบจักสิ้น

ให้หมั่นเจริญสติ จิตจะได้ฉลาดในการสร้างเหตุ จะสร้างแต่กุศลนะ อกุศลมันจะไม่แตะ มันเหมือนของร้อน แค่คิดก็ร้อนแล้ว ร้อนอกร้อนใจด้วยไฟพยาบาท เมื่อไม่ได้ดั่งใจที่ต้องการ นี่เห็นไหม อกุศล ยังไม่ทันลงมือกระทำ ผลแสดงทันที ….

การเกิดคือความไม่รู้

 
 
155-30.jpg
 
 

ในการประกอบกุศลของแต่ละคน ล้วนแตกต่างกัน ซึ่งเป็นไปตามเหตุที่แต่ละคนกระทำมา
การได้มาปฏิบัติธรรมก็เฉกเช่นเดียวกัน แล้วแต่เหตุของแต่ละคนกระทำมา
เส้นทางหรือสภาวะนั้นๆของแต่ละคนจึงแตกต่างกันไป
 
การเกิดแต่ละครั้ง คือ การเริ่มต้นด้วยความไม่รู้ และต้องนับหนึ่งใหม่ทุกๆครั้ง
เหตุที่มีการแบ่งแยกแนวทางการปฏิบัตินั้น ล้วนเกิดจากกิเลสของแต่ละคนที่มีมากน้อย แตกต่างกันไป

ฉะนั้นถ้าใครสามารถจับจุดได้ถูก เข้าใจถึงสภาวะที่แท้จริง คนนั้นย่อมได้เปรียบ
แต่ทุกอย่างไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้ หากแม้นคนที่จับจุดได้ก่อน มีวิบากที่ส่งผลรุนแรง
ก็สามารถทำให้หลุดไปจากเส้นทางนี้ได้ เหตุมี ผลย่อมมี

เราจึงต้องมาฝึกเจริญสติกันเพราะเหตุนี้
ฝึกเพื่อที่จะรู้เท่าทันกิเลส ที่จิตกำลังเสพแล้วจะกลับกลายเป็นการสร้างเหตุ
หรือสร้างภพชาติไม่รู้จักจบจักสิ้น หากยังไม่สามารถแยกแยะถูกผิดได้
 

ธันวาคม 2017
พฤ อา
« พ.ย.    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: