ความขี้เกียจ

ความขี้เกียจ เป็นเรื่องของอินทรีย์หรือพละ จัดเป็นอกุศลธรรมของอินทรีย์
ถ้าเกิดสภาวะนี้ ให้รู้ตามความเป็นจริง อย่าปฏิเสธในสิ่งที่เป็นอยู่

… ขี้เกียจก็ให้รู้ว่าขี้เกียจ ไม่ต้องไปคิดแก้ไขหรือคิดพยายามทำอะไร ให้ทำปกติ คือ เจริญสติหรือ หากทำรูปแบบอื่นอยู่ ให้ทำต่อเนื่อง

วันใด สติ สัมปชัญญะ และสมาธิมีกำลังมากพอ สภาวะที่เป็นอยู่จะดีขึ้นเอง

ไม่ควรไปวิตกกังวลหรือไปคาดหวังผลใดๆในการทำ เพียงรู้ลงไปตามความจริงที่เกิดขึ้น เพราะถ้ายิ่งเราไปพยายามแก้ไข ยิ่งรู้สึกว่า ทำไมยิ่งขี้เกียจมากขึ้นกว่าเดิม

ในความขี้เกียจ จะมีกิเลส ตัวความสุขแฝงอยู่ เพียงแต่ว่า ถ้าสติยังไม่ทัน เราจะมองไม่ออก มองไม่เห็นกิเลสตัวนี้ เป็นกิเลสของแต่ละคน

ให้ทำความเพียรต่อเนื่อง จะมากหรือน้อย ขอให้ทำ ทำแบบว่า มีหน้าที่ที่ต้องทำ
เดี๋ยวสภาวะดีขึ้นเอง

อย่าไปจดจ้อง อย่าไปคาดหวังผลใดๆในการทำ นั่นคือ ความอยาก
กิเลสนี่ ถ้าดูทันนะ จะเห็น จากตัวนี้ ไปอีกตัวแล้ว ถ้าไม่ทัน

๗ – ๙ พย.๕๔

๗ พย.

เช้า ออกจากบ้านตั้งแต่ ๖ โมงเช้า นั่งรถสองแถวมาลงที่วิน แล้วเดินต่อไปเรื่อยๆ ไม่มายืนรอรถที่จะไปต่อ ความเคยชินจากการเดินตั้งแต่แยกลำสาลี ถึง เดอะมอลล์ เมื่อต้องเดินจากเดอะมอลล์ไปลำสาลี จึงเป็นเรื่องปกติ

ดูเวลา พอดีมีรถสองแถวผ่านมา เห็นว่าไปรถได้ จึงไป เพราะรถติดไฟแดง จึงไปถึงที่รอรถไวกว่าเดิม เรียกว่าไม่เจาะจงที่จะรอรถแบบก่อนๆ ปัญญามักจะเกิดเมื่อไม่คิดเจาะจงกับสภาวะที่เป็นอยู่ เกิดเอง เป็นเองตามสภาวะ

ผลของการเดิน ถึงจะไม่มาก เมื่อมานั่งรถต่อ สมาธิเกิดขึ้นต่อเนื่อง

ชอบใจ

ระหว่างที่รอรถ ได้พูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน บ้านอยู่แถวสวนสยาม เดินลุยน้ำถึง ๖ ป้ายรถเมล์ เพื่อจะมาทำงาน ทั้งๆที่เขาสามารถหยุดได้ เนื่องจากบริษัทให้หยุดได้ เขาไม่หยุด เขาบอกว่าจะมาทั้งแบบนี้ จะดูให้ถึงที่สุด เพราะไม่ได้มีภาระหรือคนแก่ที่ต้องห่วง

เราเองก็บอกกับเขาว่า ถ้าที่นี่ท่วมแต่ยังเดินได้ ถึงไม่มีรถก็จะเดินลุยน้ำ แบบเขานี่แหละ แล้วค่อยต่อรถไปทำงาน จนกว่าจะเดินทางไม่ได้จริงๆ ถึงจะไปพักที่ปากน้ำ จนกว่าบริษัทจะประกาศหยุดทั้งบริษัท

ดีอย่างที่เขาเชื่อในเรื่องเหตุ เขาบอกว่าใครทำยังไง ย่อมได้อย่างนั้น เขาจึงคิดว่าทำให้ถึงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ต้องช่วยตัวเอง ไม่ใช่ไปเรียกร้องให้คนอื่นๆมาช่วย เรารู้สึกชอบใจในคำตอบของเขา นี่แหละเหตุสร้างมาไม่เหมือนกัน

รอบแรก เดิน ๒ ชม. นั่ง ๑ ๑/๒ ชม.

สบาย

ตราบใดที่มีคำว่า”พยายาม” แทรกอยู่ในสภาวะ นั่นคือสภาวะของกิเลส”ความอยาก”ต่างๆนั่นเอง แค่ทำเพราะรู้ ไม่ใช่ทำเพราะอยาก อยากมี อยากได้ อยากเป็นอะไรๆตามคำเรียกของบัญญัติ รู้ชัดในกายและจิตได้เนืองๆ จะรู้จักสภาวะชัดเจน

การปฏิบัติจึงเป็นไปตามเหตุ ความอยากต่างๆในบัญญัติหายไป จึงพบแต่ความสะดวกสบายในการปฏิบัติ สัปปายะกรรมจัดสรรให้ตามเหตุ ไม่ว่าจะสัปปายะแบบไหนๆ สภาวะแค่รู้มากขึ้น รู้ว่าอยู่ในอิริยาบทไหนจึงเป็นสัปปายะที่เหมาะกับสภาวะ

ทำตามสภาวะแล้วสบาย หยุดสร้างเหตุนอกตัวได้ สบาย หยุดกล่าวโทษผู้อื่นได้ สบาย มีชีวิตไม่ว่าจะแบบไหนๆ สบาย อยู่ได้ทุกสถานการณ์แบบสบายๆ ดีก็ให้ค่า ไม่ดีก็ให้ค่า ชอบเพราะถูกใจ ไม่ชอบเพราะไม่ถูกใจ ทั้งหมดล้วนมีเหตุปัจจัย

ตราบใดยังมีเหตุ ผลย่อมมมีมาในรูปของผัสสะเนืองๆ รู้ชัดในเหตุ ย่อมรู้ชัดในผัสสะ ยอมรับได้ สบายจริงๆ ฉะนั้น จึงมีแต่เมตตาต่อผู้อื่น มีแต่ให้อภัย เพราะเคยเป็นเช่นที่คนอื่นๆเป็นมาก่อน เป็นเหตุให้สำรวม ระวังการกระทำมากขึ้นเรื่อยๆ

ระวังเองโดยไม่ต้องคิดระวัง เส้นทางนี้ทุกคนต้องการกำลังใจ ไม่ใช่คำพูดที่ตัดรอน ไม่ใช่คำพูดที่แล้งน้ำใจ ไม่ใช่ถูกใจเรา แต่ไม่ถูกใจเขา ต้องไม่เบียดเบียนทั้งเขาและเรา ฉะนั้นจึงมีแต่คำว่า ” ไม่เป็นไร” เมื่อเข้าใจแล้วจึง”ไม่เป็นไร”

รอบ ๒ เดิน ๔๐ นาที นั่ง ๒๐ นาที

รอบ ๓ เดิน ๑ ๑/๒ ชม. นั่ง ๒ ชม.

สุขทางโลก เหมือนสายลมพัดมากระทบถูกกายแล้วพัดผ่านไป

สุขที่เกิดขึ้น ขณะที่รู้ชัดอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม สุขเช่นนี้จะรู้สึกถึงความอิ่มเอมใจที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน ยากที่จะบรรยายความสุขชนิดนี้ออกมาได้ “สุขจริงหนอ” เป็นเช่นนี้นี่เอง สักแต่ว่ารู้ แล้วมันก็ดับหายไปตามสภาวะเอง

๘ พย.

รอบแรก เดิน ๓๐ นาที นั่ง ๓ ๑/๒ ชม.

รอบ ๒ เดิน ๑ ๑/๒ ชม. นั่ง ๒ ๑/๒ ชม.

๙ พย.

เบื่อออหนอออ

รอบแรก เดิน ๓๐ นาที นั่ง ๑ ๑ /๒ ชม.

รอบ ๒ เดิน ๑ ชม. นั่ง ๑ ชม. ๒๐ นาที

รอบ ๓

๔-๖ พย.๕๔

๔พย.

รอบแรก เดิน ๑ ชม. นั่ง ๓ ๑/๒ ชม.

รู้ชัดอยู่ในกายและจิตมากเท่าไหร่ ตัวปัญญามักจะเกิดขึ้นเนืองๆ จิตจะมีลักษณะสดชื่น แจ่มใส เบิกบาน เหมือนคนที่ได้นอนพักแบบเต็มอิ่ม พอมาทบทวนดูแล้ว ลักษณะอาการเหมือนกับคนที่ได้นอนแบบปกตินี่แหละ แต่นอนเต็มอิ่มจริงๆ

เวลาตื่นขึ้นมา จะรู้สึกสดชื่นเบิกบาน ความคิดจะแจ่ม จะมีการวางแผนหรือคิดทบทวนในสิ่งที่กำลังทำอยู่ ลักษณะเวลารู้ชัดอยู่ในรูปนามจะค่อนข้างคล้ายคลึงกัน เแตกต่างที่เรื่องคิดพิจรณา แยกได้ชัด เรื่องทำมาหากินกับถ่ายถอนอุปทาน

จิตคิดเรื่องคำสอนของพระพุทธเจ้า ผู้ยังสร้างเหตุของการเกิด คือผู้ที่ยังมีความประมาท เดิมรู้สึกมั่นใจอยู่แล้ว ยิ่งตอกย้ำให้ชัดๆว่า มันเป็นช่นนี้นี่เอง ไม่ได้ปฏิเสธการเกิด แต่จิตมันไม่เอาเอง กลัวความพลัดพราก ความกลัวที่อยู่ส่วนลึก

จิตขุดคุ้ยความกลัวขึ้นมา ทั้งที่ไม่เคยรู้สึกว่ากลัวอะไรมากมาย ส่วนมากกลัวความเจ็บทางร่างกายมากกว่า เอาเข้าจริงแล้วมันไม่ใช่ ไม่อยากมีชีวิตซ้ำซาก มีแต่ความเบื่อหน่าย ทั้งๆที่ชีวิตไม่ได้มีเหตุให้รู้สึกเบื่อหน่าย แต่จิตเบื่อเอง

เห็นการเกิดเหมือนยาขม การเกิด ไม่แตกต่างจากคนป่วย เป็นโรคที่รักษาหายได้ยาก เพราะไม่ชอบกินยา ยามันขม การปฏิบัติก็เช่นเดียวกัน การสร้างเหตุของการไม่เกิด เหมือนกับการกินยาขม เพื่อรักษาโรคทางใจที่เป็นอยู่ จิตอาลัยกิเลส

หากไม่อาลัย คงตัดขาดจากกิเลสหมดไปนานแล้ว พญามารถึงอิ่มเอมตลอดเวลา เพราะมีแต่คนโหยหากิเลส เหตุเพราะความไม่รู้ที่มีอยู่ บดบังจิตให้มืดมิด ตัณหาท่วมท้น หลงติดทุกข์แล้วยึดว่าสุข หลงสุขในสุขจอมปลอม กินของเน่าเพราะไม่รู้

iรอบ ๒

เดิน ๒ ชม. ๒๐ นาที นั่ง ๑ ๑/๒ ชม.

ดำเนินตามพระพุทธเจ้าดีที่สุด

บทความเก่าๆที่เขียนไว้ ไม่อยากตามไปแก้ไข นึกถึงภาพเด็กที่เดินถ่ายอุจจาระเรี่ยราด สภาวะที่ผ่านๆมาเป็นอย่างนั้นจริงๆ เดินไป สำรอกกิเลสไปตลอดทาง สำรอกแต่ไม่รู้ว่าสำรอก เหตุนี้จึงไม่อยากไปแก้ไข เช็ดล้างไม่หวาดไม่ไหว เยอะมากๆ

ถ้าจะอ่านเรื่องการปฏิบัติหรือสิ่งที่ควรทำเพื่อให้ถึงที่สุดแห่งทางที่พ้นทุกข์จริงๆ อ่านบทความปัจจุบัน แต่ถ้าอยากอ่านกิเลสที่สำรอกเรี่ยราดทิ้งไว้ อ่านบทความเก่าๆ ซึ่งหลายๆคนล้วนไม่แตกต่าง แต่จะยอมรับตามความเป็นจริงหรือไม่เท่านั้นเอง

เหตุมี ผลย่อมมี ในดีมีเสีย ในเสียมีดี ๒ สิ่งนี้เกิดขึ้นตลอดเวลาในชีวิต เพียงแต่จะมองเห็นไหม หากเห็นชัด ภพชาติย่อมสั้นลง เพราะเหตุจูงใจหรือแรงผลักดันจากกิเลสภายในให้หลงสร้างเหตุของการเกิดน้อยลงไปเรื่อยๆ รู้ทันมากขึ้น

วางได้ไวมากเท่าไหร่ วางโดยไม่ต้องพยายามคิดที่จะวาง จิตเบาสบายมากขึ้นเท่านั้น ที่เคยแบกหนักๆมาแต่ไม่รู้ว่าแบก พอรู้แล้วว่าแบกอะไรไว้ จิตสลัดทิ้งออกไปเรื่อยๆ ทิ้งแล้วไม่เก็บมาแบกซ้ำซาก ซึ่งเป็นเหตุให้ชีวิตเกิดความยุ่งยาก หลงยึดทุกข์ว่าเป็นสุข

แท้จริงแค่ภาพหลอกลวง นอนกอดความหลอกลวงมาเกือบตลอดชีวิต หลงยึดติดทั้งเปลือกนอกและเปลือกใน ถ้าไม่ผิดพลาดมาก่อน คงไม่รู้จักกับสภาวะต่างๆได้มากมายขนาดนี้ ผลของความผิดพลาดทั้งนั้น จึงมาเป็นในวันนี้ได้

รู้แล้ว จบ

พอรู้แล้ว จบทันที แต่เรียนต่อ ตราบใดที่ยังมีกิเลส นั่นคือยังไม่จบ ที่จบคือไม่ต้องมาแบกอะไรเอาไว้ให้หนัก การเดินทางย่อมเบาสบายมากขึ้น ทางโล่งสะดวกสบาย ไม่ยึดแล้วสบาย แค่ดู แค่รู้ ทำตามหน้าที่เหมือนทำมาหาเลี้ยงชีพ คือ ต้องกิน

ต้องมีงานทำ ถึงจะมีเงินใช้ ไม่มีเงิน จะเอาที่ไหนมาเลี้ยงชีพ การปฏิบัติก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่ไม่ต้องไปทุ่มเทเหมือนงานประจำที่ทำ เหตุจากทำเพราะเลี้ยงชีพจริงๆ ไม่ใช่เลี้ยงกิเลส ค่าใช้จ่ายไม่มีมากมาย เลี้ยงกิเลสมีแต่เสียกับเสีย

แค่ทำตามสภาวะที่เป็นอยู่ ละความอยากไปเสียได้บ้าง เบาสบาย ความอยากทั้งหลายล้วยทำให้เกิดความทุกข์ อยากน้อย ทุกข์น้อย อยากมาก ทุกข์มาก รู้ทันความอยาก แค่ดู แค่รู้ ยอมรับว่ามี เห็นความสบายปรากฏชัด ไม่มาทุกข์แบบก่อนๆ

เดินตามทางที่พระพุทธเจ้าถ่ายทอดทิ้งไว้ สบายที่สุด ไม่ต้องไปแบกไปหาม ไปพยายามทำอะไรมากมาย ยิ่งรู้ชัดมากเท่าไหร่ ยิ่งสบาย ทำตามเหตุ ตามสภาวะมีแต่ความสบาย เพราะทางยังไงก็คือทาง ไม่หนีหายไปไหน มองเห็นได้ชัดเจน

๕ พย.

รอบแรก เดิน ๑๐ นาที นั่ง ๓๐ นาที

รอบ ๒ เดิน ๒ ชม. นั่ง ๒ ชม. ๔๐ นาที

กราบนมัสการ ขอบพระคุณในอานิสงส์ที่ใหญ่ยิ่งของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่รู้จักหรือไม่รู้จัก เมตตาแปลภาษาบาลี พร้อมทั้งมีภาษาไทยกำกับทิ้งไว้ในด้านปริยัติ เป็นเหตุให้ผู้ที่รู้โดยสภาวะ สามารถนำสภาวะมาเขียนให้เห็นเป็นรูปธรรมได้

เจตนาที่เขียนสภาวะ พร้อมทั้งตามด้วยปริยัติกำกับ เพื่อจะได้รู้ชัดในสภาวะต่างๆมากขึ้น อาจจะมีประโยชน์ต่อผู้ที่เดินทางในเส้นทางนี้ ตลอดจนผู้ที่สนใจด้านศึกษาอยู่ การปฏิบัติทุกแนวทางล้วนไม่มีถูกหรือผิด ถูก,ผิดล้วนเป็นเพียงเห็นต่าง

แนวทางที่พระพุทธองค์ทรงเผยแผ่ไว้ เรียกว่า สมถะและวิปัสสนาในสติปัฏฐาน ๔ ที่ปรากฏในพระไตรปิฎก เป็นทางตรงสั้นที่สุด เพียงแต่เหตุของแต่ละคนที่ทำมา จึงทำให้มีแนวทางผิดแผกแตกต่างกันไป เป็นไปตามเหตุปัจจัยของแต่ละคน

จิตพิจรณาสรุปสภาวะสุญญตา

๖พย.

วันหยุด หยุดแค่งานประจำ แต่การรู้ชัดอยู่ในกายและจิตไม่เคยหยุด เพียงเปลี่ยนสัปปายะท ทำเหมือนใช้ชีวิตปกติที่เป็นเรื่องปกติของการใช้ชีวิตเท่านั้นเอง ไม่ต้องไปพยายามทำให้รู้ชัด เพราะเหตุนี้ จึงมีความเบากายเบาใจในเรื่องของเหตุ

แม้กระทั่งเรื่องคู่ครอง การมีครอบครัว มองเห็นแต่ส่วนดีของการใช้ชีวิตคู่ เหตุของการมีคู่ คนใกล้ตัวนี่แหละบททดสอบกิเลสได้ดีที่สุด สร้างเหตุมาแบบไหน คู่ที่ได้อยู่ร่วมกัน จะเป็นไปตามเหตุ นับวันสภาวะก้าวหน้าไปเรื่อยๆ เห็นกิเลสชัดดี

๑-๓ พย.๕๔

๑ พย.

รอบแรก เดิน ๑ ชม. นั่ง ๓๐ นาที

สภาวธรรมเป็นเรื่องใกล้ตัว เป็นเรื่องของรายละเอียดที่เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอก ภายนอกได้แก่ ผลของเหตุที่ทำไว้ มาแสดงในรูปของเหตุที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ภายในได้แก่ กิเลสที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ

พระธรรมคำสอน จึงถูกบิดเบือนไปจากสภาวะตามความเป็นจริง ก็เพราะเหตุของคนๆนั้นที่ทำไว้ ไม่ถูกบิดเบือนไปจากความเป็นจริง ก็เพราะเหตุอีกน่ะแหละ ฉะนั้น ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย ธรรมะที่เป็นสภาวะไม่มีเสื่อมสลาย แต่จะรู้หรือไม่อยู่ที่เหตุ

รอบ ๒ เดิน ๑ ชม. นั่ง ๑ ชม.

แก้ไขอะไรไม่ได้ ทุกอย่างล้วนมีเหตุปัจจัยให้เป็นไปเช่นนั้น ตามสภาวะที่มีอยู่และเป็นอยู่จริงของทุกรูปทุกนาม ไม่มีข้อยกเว้นใดๆ มีแต่เหตุปัจจุบันที่ทุกรูปทุกนามที่ทำกันอยู่ ที่จะเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดต่อไป หรือไม่ต้องเกิดตลอดไป

บางครั้งยังอดไม่ได้ ต่อสิ่งที่ได้อ่าน ได้พบเจอมา ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านั้น สะท้อนกลับมาเหมือนกระจกเงาบานใหญ่ สะท้อนสภาวะในอดีตที่เคยพบเคยเจอมา เคยเป็นเช่นนั้นมาก่อน ต้องปล่อยวาง เหตุของเขา เขาทำกันเอง ต้องรับผลเอง

เราทำได้ดีที่สุดคือ ช่วยตามเหตุปัจจัย แผ่เมตตา ขอให้ทุกรูปทุกนามจงมีความสุข นอกเหนือจากนั้น ต้องปล่อยวางลงไป

โสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์ ทุกอย่างล้วนเป็นสมมุติบัญญัติ เพราะไม่รู้ชัดในบัญญัติ จึงตกหลุมพรางกิเลสหลุมขนาดใหญ่ ชื่อเรียกสภาวะต่างๆล้วนเป็นกับดัก เป็นเหยื่อล่อ เป็นแค่ภาพลวงตา หลอกล่อกิเลสที่มีอยู่ในใจให้ออกมาเพ่นพ่าน

กิเลสแสดงตัวออกมา แต่มองไม่เห็น เนื่องจากยึดติดในคำเรียกแต่ไม่รู้ว่ายึดติด เหตุนี้ จึงเป็นเหตุของการสร้างเหตุใหม่ต่อไปเรื่อยๆด้วยความไม่รู้

ปถุชนกับอริยะ

ปถุชนกับอริยะไม่แตกต่างเลย ล้วนเป็นคำเรียกของสมมุติบัญญัติทั้งสิ้น หากจะดู ให้ดูการกระทำ คนรู้แจ้งเห็นจริง จะมุ่งสอนแต่เรื่องเหตุของการเกิดและการดับที่ต้นเหตุของการเกิด เพราะการเกิดนั้นเป็นทุกข์ ทุกข์ตามความเป็นจริง

แค่ดู แค่รู้ แล้วทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้นจะดับสิ้นลงไปตามเหตุปัจจัยของสิ่งๆนั้นเอง หากยังมีเหตุปัจจัยต่อกันอยู่ ย่อมหมุนเวียนเกิดขึ้นมาใหม่ จนกว่าจะสร้างเหตุของการไม่เกิดอีกต่อไป นั่นแหละ เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี ดับสิ้นตรงนี้

ไม่ใช่คิดว่าได้อะไร และเป็นอะไร จะสามารถทำให้ดับสิ้นลงไปได้ หากไม่หยุดการกระทำ ซึ่งเกิดจากความรู้สึกว่าดีหรือไม่ดี แม้กระทั่งชอบ ชัง มันก็แค่ความรู้สึกนึกคิด ไม่ใช่ตามความเป็นจริงของสิ่งๆนั้น เหตุมี ผลย่อมมี

รอบ ๓ เดิน ๒ ชม. นั่ง ๑ ชม. ๔๕ นาที

๒ พย.

รอบแรก เดิน ๑ ชม. นั่ง ๓ ชม.

ช่วงนี้เจอสภาวะเบื่อ เริ่มจับรายละเอียดสภาวะได้ชัดมากขึ้น จะค่อยๆเกิดขึ้น ไม่ใช่แบบก่อนๆที่เคยเจอมา คือเกิดแล้วถึงจะรู้ตัว ตอนนี้เริ่มรู้สึกตัวตั้งแต่สภาวะเริ่มเกิด

ยอมรับว่าชอบที่สภาวะตัวเองเป็บแบบนี้ ค่อยๆย่างก้าวไปทีละสเตป ที่ละขั้นๆ เห็นรายละเอียดของสภาวะต่างๆชัดมากขึ้น ไม่ใช่แบบสภาวะครั้งก่อนๆที่ผ่านมา สภาวะก้าวกระโดแบบนั้นไม่ดีเลย รู้เร็ว ขาดความละเอียด

ในดีมีเสีย ในเสียมีดี

ส่วนดีของการก้าวกระโดดคือ รู้ผลทันที แล้วค่อยมาเรียนรู้ถึงต้นเหตุ ดีไปคนละอย่าง ที่แน่ๆคือ การสร้างเหตุน้อยลง ผิดกับเมื่อก่อน ยังมีสร้างเหตุบ่อย ทั้งๆที่ผัสสะมีตลอดเหมือนเดิม จิตมีคิดพิจรณามากขึ้น ละเอียดขึ้น

ถูกใจเรา แต่ไม่ถูกใจเขา

การตอบคำถาม ช่วยให้เห็นช่องโหว่ของสิ่งที่ควรพูด บางครั้งถึงจะเป็นความจริงก็ไม่ควรพูด ถ้าไม่ถูกใจเขา จะกลายเป็นต้นเหตุของการเกิดของตัวเขา ในเมื่อเราเข้าใจแล้ว ย่อมหยุดตัวเองได้ การปรุงแต่งยืดยาวย่อมไม่มี

ผิดกับคนที่ยังไม่เข้าใจ ปรุงแต่งยังไม่พอ มีความพยาบาทเกิดขึ้นอีก การปฏิบัติของบุคลนั้นย่อมติดขัด ฉะนั้น การตอบคำถามของผู้ที่เข้ามาถามปัญหาเรื่องสภาวะ เป็นเหตุให้คำพูดที่กล่าวออกไปเป็นกลางมากขึ้น ไม่เบียดเบียนทั้งเขาและเรา

ใครจะให้ค่ากับสภาวะที่เกิดขึ้นอย่างไรนั้น นั่นคือเหตุของเขา เพราะตราบใดที่ยังมีกิเลส ย่อมมีการให้ค่าตามบัญญัติที่อยากมี อยากได้ อยากเป็น เป็นเรื่องธรรมดา แม้แต่เราเองก็มีให้ค่า แต่การให้ค่าของเรามีแต่อุดช่องโหว่ของกิเลส ไม่ผยองตน

ทุกคนที่เดินในเส้นทางนี้ หรือทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ ต้องการกำลังใจ ไม่ใช่คำพูดที่บั่นทอนจิตใจ ถึงแม้คำพูดนั้นจะพูดตามความเป็นจริงก็ตาม ควรพูดเป็นกลางๆ ไม่ติติง แล้วแนะนำสิ่งที่เขาควรทำเพิ่ม แนะนำเพิ่มเติมลงไป

ส่วนเขาจะทำหรือไม่ นั่นก็เหตุของเขา รู้แต่เพียงว่า ทำตามเหตุแล้วเรารู้สึกสบายใจ ไม่ต้องไปคอยจ้ำจี้จ้ำไชเรื่องการปฏิบัติของผู้อื่น เพราะจะมีแต่เหตุไม่รู้จบ รู้แล้วจะมีแต่เมตตา ให้อภัยกับผู้ที่ยังรู้ไม่ชัด เพียงแนะนำเรื่องการปรับอินทรีย์และคอยชี้ช่องโหว่เกี่ยวกับการให้ค่า ผลที่ได้รับ คือ ทุกข์กับสภาวะที่เกิดขึ้นจากการให้ค่า

การปฏิบัติทั้งนอกและใน ซึ่งโดยสภาวะตามตัวสภาวะที่แท้จริงแล้วไม่มีอะไร ไม่มีอะไรจริงๆ การปฏิบัติมีเพียงการปรับอินทรีย์ให้สติกับสมาธิเกิดความสมดุลย์

ส่วนสภาวะทั้งนอกและใน แค่ดู แค่รู้ตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้นภายในและภายนอก มีความรู้สึกนึกคิดอะไรเกิดขึ้น ให้ดู, รู้ ไปตามนั้น ยอมรับไปตามนั้น แต่อย่าให้ความรู้สึกเป็นเหตุให้เกิดการสร้างเหตุออกไปเท่านั้นเอง

สิ่งที่เห็นในตอนนี้ มีหนังสือการเกี่ยวกับสภาวะต่างๆในการปฏิบัติออกมามากมาย มีการให้ค่าของสภาวะว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งล้วนมีแต่กิเลสความอยากเป็นในบัญญัติของผู้เขียน ได้แต่มอง มองแล้วมองอีก นี่แหละบัญญัติเป็นเหตุ

ยังมีนะ อ่านแล้วจิตกระเพื่อมไปในทางไม่ชอบใจ แต่หายไปไวเหมือนกัน โดยไม่ต้องกำหนด เกิดเอง หายเอง เกิดเพราะยังมีห่วงคนอื่นๆที่อ่านแล้วเชื่อ หายเองเพราะเข้าใจเรื่องเหตุ เพราะสติยังไม่ทัน กิเลสจึงเกิด แต่ไม่ได้สร้างเหตุออกไป

รอบ ๒ เดิน ๒ ชม. นั่ง ๒ ชม.

จิตมีพิจรณาเรื่องโทษของการเกิด มีแต่ความเบื่อหน่าย

๓ พย.

รอบแรก เดิน ๑ ชม. นั่ง ๒ ชม.

รอบ ๒ เดิน ๓ ชม. นั่ง ๕๐ นาที

ที่มาของคำว่า “วิปัสสนา”

คำว่า “วิปัสสนา” มาจากการตีความในพระไตรปิฎก ต้องใช้คำว่าตีความ เช่น

ตุมฺเหหิ กิจิจํ อาตปฺปํ อกฺขาตาโร ตถาคตา   ปฏิปนฺนา ปโมกิขนฺติ ฌายิโน มารพนฺธนา

ท่านทั้งหลาย จงรีบทำความเพียร   เพื่อเผากิเลสให้สิ้นไปจากขันธสันดาน เพราะพระตถาคตทั้งหลายเป็นแต่ผู้ชี้บอกทางให้เท่านั้น

เมื่อชนเหล่าใดปฏิบัติตามทางที่ตถาคตชี้บอกไว้แล้ว เพ่งด้วยฌานทั้ง ๒ คือ อารัมมนูปนิชเาน ลักขนูปนิชฌาน ได้แก่ เจริญสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน

ชนเหล่านั้น ย่อมหลุดพ้นจากเครื่องผูกแห่งมาร กล่าวคือ วัฏฏะเป็นในภูมิ ๓

ธมฺมารา ธมฺมรโต ธมฺมํ อนุวิจินฺตย  ธมฺมํ อนุสฺสรํภิกฺขุ  สทฺธมฺมา น ปริหายติ

“ภิกษุ มีธรรมคือ สมถะและวิปัสสนาเป็นที่มา ยินดียิ่งในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนา คิดถึงอยู่บ่อยๆ นึกถึงอยู่บ่อยๆ กระทำไว้ในใจบ่อยๆ อนุสรณ์ถึงอยู่บ่อยๆ

ซึ่งสมถะและวิปัสสนานั้น ย่อมไม่เสื่อมจากโพธิปักขยธรรม ๓๗ ประการ และไม่เสื่อมจากโลกุตรธรรม ๙ คือ มรร๔ ผล ๔ นิพพาน ๑

เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา วิชฺชาภาคิยา กตเม เทฺว สมโถ จ วิปสฺสนา จ

ดูก่อนท่านผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสารทั้งหลาย ธรรม ๒ ประการ เหล่านี้ เป็นเหตุให้เกิดปัญญา ธรรม ๒ ประการเป็นไฉน ธรรม ๒ ประการ คือ สมถะ ๑ วิปัสสนา ๑

สมโถ ภิกิขเว ภาวิโต กิมตฺถมนุโภติ จิตฺตํ ภาวิยติ จิติตํ ภาวิตํ กิมตฺถมนุโภติ โย ราโค โส ปหียติ

ดูก่อนท่านผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสารทั้งหลาย บุคคลเจริญสมถกรรมฐาน แล้วจะได้ประโยชน์อะไร? ได้การอบรมจิต? จิตที่บุคคลอบรมดีแล้ว จะได้ประโยชน์อะไรเล่า? ได้ประโยชน์คือ ละราคะได้

เหตุมี ผลย่อมมี

สมถะและวิปัสสนาที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ เป็นสภาวะต่อเนื่องกัน  เหตุเพราะจับแยกสภาวะใดสภาวะหนึ่งออก  นำเรื่องสมถะมากล่าวว่า เป็นเรื่องของพราหมณ์ ของโยคี แล้วจับวิปัสสนาแยกออกมา

เนื่องจากไม่รู้ชัดในสภาวะวิปัสสนาที่แท้จริงที่พระพุทองค์ทรงกล่าวถึง จึงมีตำราเกี่ยวกับวิปัสสนา ตลอดจนรูปแบบการทำแบบวิปัสสนาปรากฏขึ้นมามากมายหลายรูปแบบ ซึ่งไม่แตกต่างจากเรื่องการทำสมถะหรือการทำสมาธิให้เกิด

รู้แบบไหน เขียนแบบนั้น

ศึกษาด้านอภิธรรม เขียนวิปัสสนามาแบบอภิธรรม นำข้อความจากอภิธรรมบางส่วนมาอ้างอิงตามที่รู้ ตามที่เห็น

ศึกษาด้านพระไตรปิฎก เขียนวิปัสสนาโดยตัดข้อความบางส่วนมาอ้างอิงในเรื่องวิปัสสนา ตามที่รู้ตามที่เห็น

บ้างเป็นเรื่องของสภาวะ  แต่นำมาเรียกเองว่า วิปัสสนา  ตามคำบัญญัติที่มีอยู่

คำว่า “วิปัสสนา” ที่นอกเหนือจากวิปัสสนาในสติปัฏฐาน ๔ ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้  ล้วนเป็นรูปแบบของวิปัสสนาที่สร้างขึ้นมาใหม่ทั้งสิ้น

เพียงแต่นำข้อความในพระไตรปิฎกที่มีคำว่า”วิปัสสนา” ตลอดจนตามความรู้ ตามความเข้าใจที่ได้ศึกษามาไม่ว่าจะด้านอภิธรรมหรือด้านสภาวะ   แล้วนำมาอ้างอิงว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนวิปัสสนา

“วิปัสสนา” ที่นำมาสอนในปัจจุบันนี้ มีเหตุเกิดขึ้นมาเพราะเหตุนี้ เกิดจากการตีความในพระไตรปิฎก และการตีความในอภิธรรม  แต่ไม่ใช่โดยสภาวะที่แท้จริงที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ในเรื่องสมถะและวิปัสสนา ที่มีอยู่ในสติปัฏฐาน ๔

วิปัสสนาในสติปัฏฐาน ๔ ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ ได้แก่ การยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา ได้แก่การปรับอินทรีย์ ปรับสติกับสมาธิให้สมดุลย์ สภาวะความรู้สึกตัวทั่วพร้อมจะเกิดขึ้นมาได้ เป็นเหตุให้สามารถรู้ชัดอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม

เป็นเหตุให้สามารถรู้ชัดตามความเป็นจริงขณะที่จิตเป็นสมาธิ  ได้แก่สภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นในจิต  และ สภาวะฌานต่างๆจะดำเนินไปตามสภาวะเอง สมาธิยิ่งมาก ยิ่งรู้ชัดอยู่ในรูปนามได้นาน ยิ่งเห็นตามความเป็นจริงได้มากขึ้น

 

 

ยังไม่ได้แก้ไขบทความใหม่ กลัวว่าบทความที่เขียนไว้จะหายไปหมด จึงนำมาลงไว้ชั่วคราว ที่ต้องแก้ไขคือ การกล่าวถึงบุคคลที่ ๓ ถึงแม้มิได้คิดเพ่งโทษ แต่ตัวหนังสืออาจเป็นเหตุใหเกิดเหตุของการเพ่งโทษของผู้อื่นได้

๑๙ – ๒๑ ตค.๕๔

๑๙ ตค.

ยังเบื่อออ

รอบแรก เดิน ๑ ๑/๒ ชม. นั่ง ๒ ชม.

ปฏิจจสมุปบาท

ตราบใดที่ยังมีการสร้างเหตุตามความรู้สึกนึกคิดตามความชอบ ชังที่เกิดขึ้น  ตราบนั้นภพชาติย่อมเกิดขึ้นใหม่เนืองๆ ตามเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่ เหตุมี ผลย่อมมี  เมื่อยังมีการกระทำตามความรู้สึกนึกคิด  ย่อมมีการเกิด
การดับเหตุของการเกิด ต้องดับที่ต้นเหตุของการเกิด ได้แก่ กิเลส ซึ่งจะดับได้จนหมดสิ้น ต้องสติปัฏฐาน ๔  เรียกว่า ตัดภพตัดชาติ(สมุจเฉทประหาน)

หากยังทำไม่ได้ สามารถดับได้แบบหยาบๆ คือ หยุดการกระทำทั้งปวง ที่เกิดจากความชอบ ชังที่เกิดขึ้นในจิต
เมื่อมีสิ่งใดเกิดขึ้นให้สักแต่ว่าดู  สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น คือ ดูไปตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก และรู้ไปตามความเป็นจริงของความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นภายใน แต่อย่าได้นำความรู้สึกนั้นๆให้เป็นต้นเหตุของการกระทำออกไป

ตราบใดที่ยังมีกิเลส ความรู้สึกนึกคิดเกิดขึ้นได้ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่กับสิ่งที่มากกระทบ ความคิดห้ามไม่ได้     แค่ดู แค่รู้ตามความเป็นจริง ยอมรับในสิ่งที่มีและเป็นอยู่  ส่วนการกระทำนั้นห้ามได้ ทุกอย่างอยู่ที่ใจ
เพียงมี สติ สัมปชัญญะ ระลึกรู้ชัดอยู่ภายใน ได้แก่ รู้ชัดอยู่กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม รู้เช่นนี้เนืองๆ ย่อมเป็นเหตุให้เกิดปัญญาในการตัดภพตัดชาติอย่างแน่นอน
ถึงแม้ว่าสภาวะสมุจเฉทประหาณยังไม่เกิด ที่แน่ๆอย่างน้อยเหตุของการสร้างเหตุของการเกิดย่อมสั้นลง

รอบ ๒ เดิน ๑ ๑/๒ ชม. นั่ง ๑ ชม.

 

๒๐ ตค.

ยังเบื่อออ

รอบแรก เดิน ๒ ชม. นั่ง ๖ ชม.

เก็บรายละเอียดของสภาวะต่างๆ สภาวะของเราตอนนี้เป็นแบบนี้  เหมือนคนที่ทำงานชนิดหนึ่งเสร็จ แล้วกลับมาตรวจสอบเนื้องานทั้งหมดว่า ตรงไหนที่ยังไม่เรียบร้อย เหมือนการตัดเย็บเสื้อผ้า ต้องเช็คตามรอยตะเข็บ  ตามเก็บเนื้องาน

รู้ชัดในรายละเอียดของสภาวะต่างๆได้มากขึ้น สิ่งที่เคยคิดไว้ว่าใช่แล้ว กลับมีรายละเอียดให้รู้ลึกลงไปอีก ไม่ใช่แค่ที่เคยรู้เคยเห็น ที่รู้ผ่านๆมา ล้วนเป็นการรู้แบบหยาบๆ เหมือนคนอาบน้ำที่วิ่งผ่านน้ำ ยังไม่สะอาด ต้องกลับมาขัดล้างใหม่ เช่น

สภาวะของสัมมาสติ สัมมาสมาธิ ที่เคยเขียนไว้ นั่นคิดว่าหมดแล้ว มาวันนี้ถึงแยกแยะได้ลึกลงไปอีก มันไม่ใช่แค่นั้น คือ สภาวะทั้งหมดน่ะแค่นั้น ที่เขียนไว้น่ะถูก แต่ไม่ถูกทั้งหมด ยังแยกแยะไม่ละเอียดพอ ต้องจับแยกออกมาให้ชัด

หากไม่มีปริยัติ หากไม่มีตำราของอรรถกถาจารย์ต่างๆที่เขียนทิ้งไว้ ถึงแม้จะมีข้อแตกต่างกันไปบ้าง แต่ทั้งหมดมีส่วนช่วยเราได้เยอะ ทั้งบาลี ทั้งแปลไทย ทั้งพระไตรปิฎก ทั้งภาคสภาวะที่แต่ละท่านเขียนทิ้งไว้ ล้วนมีประโยชน์มากมาย

จิตเต็มอิ่ม

เวลาที่จิตได้พักแบบเต็มอิ่ม จิตจะสดชื่น สดใส เบิกบาน มีพลัง จะมีตัวรู้หรือตัวปัญญาเกิดขึ้นเนืองๆ มีแต่การทบทวนรายละเอียดของสภาวะต่างๆ ลงลึกไปในรายละเอียดทั้งหมดมากขึ้นเรื่อยๆ จิตนี้มหัศจรรย์ยิ่งนัก รู้สึกอัศจรรย์ใจทุกครั้ง

นี่แหละเหตุ

สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ถึงแม้จะมีดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ทุกๆสิ่งล้วนเป็นบทเรียนทั้งสิ้น เหมือนเรียนหนังสือ แต่ไม่ใช่เรียนหนังสือแบบทั่วๆไป เรียนทางโลกจบแบบทางโลก ต้องเวียนว่ายตายเกิดต่อไป เรียนแบบนี้ เรียนแล้วจบ ถึงแม้จะเกิด แต่เกิดสั้นลง

ความศรัทธา

ผลของการปฏิบัติ การยอมรับในสิ่งที่ตนเองมีและเป็นอยู่(กิเลส) ไม่ใช่เรื่องง่าย คนเรามักชอบโกหกตัวเองจนกลายเป็นเรื่องปกติ เพราะโดยพื้นฐานส่วนมากของจิตที่มี คือ ความเห็นแก่ตัว ความรักตัวเอง เป็นเหตุให้มองไม่เห็นจิตที่แท้จริง

โดยเฉพาะ การที่จะยอมผู้อื่นตลอดเวลา ไม่ว่าจะถูกหรือผิดในความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง ยิ่งยากขึ้นไปอีก  ยอมแบบถอดใจ ยิ่งยากขึ้นไปอีกคือ ยอมโดยไม่คิดว่าต้องยอม แต่เป็นไปเองอัตโนมัติ ยากแท้เพราะไม่เคยรู้ตามความเป็นจริง

พอรู้ตามความเป็นจริง ยอมได้แบบถอดใจคือ ไม่มีคำว่าตัวเราในการยอม ยอมเพราะรู้ชัด ไม่ใช่จำยอม ยิ่งยอมมากเท่าไหร่ ยิ่งรู้ชัดมากขึ้นเท่านั้น เห็นรายละเอียดต่างๆมากขึ้น นี่แหละ ความนิ่งสงบ(จิต) สยบความเคลื่อนไหว (กิเลส)

 

๒๑ ตค.

แค่ดู แค่รู้ สภาวะจบลงเอง

เหตุเกิดบนรถรับส่งพนักงาน  ปกติเราจะนั่งเบาะหลังของคนขับ คนขับเป็นทอม คุยเก่งมากๆ เราคุยด้วยบ้าง ไม่คุยบ้าง เขาจะใช้วิธีแหงนหน้ามองที่กระจกหลัง ดูว่าเราหลับหรือเปล่า หากไม่หลับเขาก็ชวนคุยตลอดทาง

บางครั้งเราไม่อยากคุยด้วย ใช้วิธีนั่งหลับตา ทีวีเสียงดังมาก เราก็ไม่รู้ว่านั่งมาได้ยังไงตลอดเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา

ถึงเวลา

คงถึงเวลา เราเองไม่คิดว่าจะมีเรื่อง เมื่ออาทิตย์ก่อน กางเกงเราเลอะน้ำมันเครื่อง ที่ก้นและที่หัวเข่า เราถามเขาว่าซ่อมเครื่องหรือเปล่า กางเกงเราเลอะหมดเลย สีขาวด้วย เขาบอกว่าเขาไม่ได้ทำอะไร เราเปลี่ยนที่นั่ง ไปนั่งข้างหลัง

นั่งข้างหลัง เสียงจะเงียบมากๆ นั่งสบาย เพราะเบาะกว้างกว่าด้านหน้า สมาธิเราเกิดมากขึ้นกว่าเดิม เรียกว่ารู้ชัดเวลาสมาธิเกิด เราสามารถเจาะจงให้สมาธิเกิดได้ตามต้องการ คือ จะรู้จังหวะของสภาวะเวลาที่เกิดสมาธิ แค่ระลึก สมาธิจะเกิดเอง

คนขับรถเขาเคืองเรา เราก็รู้ เรื่องธรรมดา เพราะเขาคิดว่าเขาไม่ได้ทำ เราไม่ได้โกรธเขา มองว่ามันมีเหตุให้เราย้ายที่นั่งมากกว่า เขาไม่คุย ไม่ทักทายเราเหมือนก่อนๆ เราเฉยๆ ไม่มีรู้สึกโกรธหรือพยาบาทแต่อย่างใด ที่ต้องเสียกางเกงไป

ตอนแรกที่กางเกงเลอะขนาดนั้น โกรธนะ แต่หายไว ไม่มีผูกใจเจ็บ คือ ดูความรู้สึกได้ทันตลอด เดี๋ยวนี้รู้ทันกว่าเมื่อก่อน  แค่โกรธ แต่ไม่มีพยาบาท ไม่มีไปต่อว่า แค่บอกกับเขาว่าไปนั่งข้างหลังเพราะอะไร ไม่อยากเสียกางเกงอีก

ก็มีคนเอาไปพูดกับคนขับว่า เราน่ะนั่งไม่ระวังเอง ช่วงระหว่างรอรถ ถ้ารอนาน เราจะนั่ง ใช้กระดาษรองพื้นก่อนจะนั่ง แต่คนพูดน่ะไม่รู้ เอาไปบอกว่า ที่เรานั่งสกปรกจะตาย เลอะมาตั้งแต่นั่งรอแล้ว ตรงที่นั่งรอมีแต่โคลน ไม่ใช่น้ำมันเครื่อง

เช้าวันนี้ คนที่นั่งหน้าเรา เขาบอกว่า รู้แล้วว่าทำไมกางเกงเราถึงเลอะ เหตุเนื่องจากมีแมวมุดเข้าไปนอนในรถ แล้วคนขับไม่รู้ มีวันหนึ่ง เขาแปลกใจ ทำไมหน้ารถมีรอยเท้าแมว เขาคอยเฝ้าดู จึงได้เห็นตอนแมวมุดเข้ามานอนหลบฝน

ตัวแมวเลอะเขม่าน้ำมันเครื่องที่เขาหยอดใส่ไว้ในช่องประตูที่แมวใช้มุดเข้ามา เราบอกว่า ที่เราเงียบ ไม่ใช่ว่าเราโกรธ เรามองว่าถ้าพูดต่อ จะมีแต่เรื่องไม่รู้จบ เพราะคนขับเขาไม่ได้ทำ สู้เงียบๆดีกว่า เมื่อถึงเวลาจะรู้เอง แล้วก็จริง นี่แหละเหตุ

รอบแรก เดิน ๑ ชม. นั่ง ๕ ชม.

๑๖ – ๑๘ ตค. ๕๔

๑๖ ตค.

วันนี้ไปทำบุญทอดกฐินร่วมกับน้องๆ และแม่ที่บวชแม่ชี เรียกว่าแม่ไม่สึกแล้ว

อย่างฮา

ก็มีเรื่องอาๆเกี่ยวกับการปฏิบัติ อันนี้เป็นเรื่องการปฏิบัติของแม่เอง เกี่ยวกับสมาธิ คือ เรื่องบัญญัติหรือคำเรียกต่างๆ สภาวะเหล่านี้เกิดกับทุกคน เราเองก็เคยเป็นมาก่อนจึงเข้าใจในความรู้สึกเหล่านี้ดี

ฌาน

การแผ่เมตตา จะได้ผลทันตาเห็นก็ต่อเมื่อ เราต้องทำได้ก่อน การแผ่นั้นจึงจะได้ผลแบบเต็มๆ เรื่องของแม่และน้องก็เช่นกัน ทุกอย่างเริ่มต้นจากเหตุ ผลจึงเป็นเช่นนั้น และเหตุปัจจุบันที่กำลังทำขึ้นมาอีก

จากที่แม่ไม่เคยนั่งสมาธิเลย เอาแต่นอนทำสมาธิ คือ หลับอย่างเดียว ซึ่งเราได้แผ่เมตตา กรวดน้ำให้กับแม่มาตลอด รวมถึงน้องๆด้วย ต้องหาอุบายในการพูด ต้องนำสิ่งที่เขาเชื่อมาเชื่อมโยง เป็นเหตุให้ได้ปฏิบัติแบบไม่รู้ตัวกัน

ทุกอย่างล้วนมีเหตุจริงๆ

ตอนอยู่วัดพุทโธ แม่วุ่นวายอยู่กับการดูแลพระและโรงครัว ต่อมาแม่ไปประจำวัดพุทโธ สาขากลางดง หนทางลำบากมากๆ เข้าไปลึกมากๆ ห่างไกลผู้คน วัดนี้กินเจ จึงไม่ลำบากเรื่องอาหาร ผลหมากรากไม้เยอะในป่า หน่อไม้อีกมีเยอะมากๆ

จะมีชาวบ้านนำผลไม้ ตลอดจนพืชผักมาถวายพระเสมอๆ ที่วัดจึงไม่ขาดแคลนเรื่องอาหาร

เมื่อไปอยู่วัดนี้ มีแม่ชีไปอยู่ด้วยอีกคน เป็นคนดูแลเรื่องอาหาร แถมชะตาไม่ต้องกับแม่ เรียกว่าเข้ากันไม่ค่อยได้ เป็นเหตุให้แม่ไม่ต้องไปยุ่งเรื่องครัวและการทำกับข้าว แต่ไปคอยดูแลความเป็นอยู่ของพระแทน นี่เหตุมันมีนะ

เมื่อมีเวลาว่างมากขึ้น แม่จึงมีเวลานั่งสมาธิ แม่เริ่มชอบทำการสมาธิ แต่ไม่รู้ว่าชอบ เวลาแม่โทรฯมา หรือเราโทรฯไปหา แม่จะบอกว่า แม่ชอบเข้าฌานสมาบัติ เราฟังที่แรกไม่แน่ใจ ถามย้ำอีกที แม่ก็ยืนยันคำพูดเดิม ว่าแม่ชอบเข้าสมาบัติ

เออนะ …. เราฟังแล้วรู้สึกขำๆ ไม่แตกต่างกันเลย เหมือนกันหมดสภาวะนี้ ติดบัญญัติ ให้ค่าต่อสภาวะ เราเคยเป็นมาก่อน เข้าใจดี เราบอกว่าดีแล้วแม่ อนุโมทนาด้วย อย่าทิ้งการเดินจงกรมล่ะ แม่บอกว่าเดินตลอด แม่เป็นคนชอบเดิน

คนเดินจงกรม จะมีสภาวะที่เด่นชัด คือ มีสุขภาพแข็งแรง ไม่ค่อยเจ็บป่วย เป็นคนอดทน ต่อการเดินทางไกลๆ

การเดินจงกรม เดินบ่อยๆ เดินไปเรื่อยๆ เพียงรู้อยู่ที่เท้า รู้ชัดอยู่ที่อิริยาบทเคลื่อนไหวของกาย รู้ชัดในความรู้สึกนึกคิดต่างๆที่เกิดขึ้น สภาวะใดเกิดขึ้น รู้ไปตามนั้น แต่อย่าไปยึดติดในสิ่งที่รู้ เพราะสิ่งที่รู้เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ใช้เวลา

ใช้เวลามาหลายปี ในการแผ่เมตตาให้กับแม่และน้องๆ ว่าขอให้พบเส้นทางที่พาไปสู่นิพพาน เฉกเช่นเดียวกับทางที่เราเคยผ่านมา ทั้งแม่และน้องเริ่มเข้าที่เข้าทางไปทีละเล็กละน้อย แต่เขายังไม่รู้กัน มีเราเท่านั้นที่รู้ชัดในสภาวะที่เกิดขึ้นทั้งหมด

เหตุมี ผลย่อมมี

น้องๆเริ่มทำบุญทำทานมากขึ้น เพราะแม่เป็นเหตุ แม่จะเชื่อในเรื่องโชคชะตา ตำราหมอดูว่าปีไหนตกอะไร เราเองก็เคยดูแบบนั้นมาก่อน เชื่อจริงๆ เพราะตรงจริงๆ ยิ่งเชื่อ ยิ่งตรง เป็นเรื่องที่แปลกอีกหนึ่งเรื่อง ในเรื่องของความเชื่อ

ตั้งแต่แม่บวชชี น้องๆไปทำบุญบ่อย เพราะที่วัดพุทโธ จะมีการทำบุญใหญ่อยู่เรื่อยๆ น้องคนที่มีรถยนต์ หยุดเมื่อไหร่ จะชวนญาติพี่น้องไปทำบุญตามที่แม่บอกว่า แม่จะคอยดูดวงว่า ชะตาคนไหนเป็นยังไง แล้วจะโทรฯบอก

เริ่มเข้าที่เข้าทาง

น้องคนที่พูดคุยกับเราอย่างต่อเนื่อง จะค่อนข้างวิตกกังวลในสิ่งที่แม่นำมาบอก ซึ่งทุกอย่างล้วนเป็นเหตุ ในเมื่อน้องหมั่นสร้างเหตุดี มีความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ผลบุญจึงส่งผลเร็วมากๆ ทำให้น้องเข้าสู่เส้นทางการดับที่ต้นเหตุของทุกข์

เราบอกกับน้องว่า ไม่ต้องไปคิดอะไร ให้ทำเหมือนเดิมที่เราเคยแนะนำไป เวลาสวดิติปิโสมากกว่าอายุ ให้นั่งสมาธิไปด้วย เสร็จแล้วแผ่เมตตา กรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวร ตามที่มีอยู่ในแผ่เมตตาและบทกรวดน้ำ

ถ้าวันไหนเหนื่อย ไม่มีเวลา ไม่ต้องสวดมนต์ ให้นั่งสมาธินิดหนึ่งพอ กี่นาทีก็ได้แล้วแต่น้อง จะ๕ นาทีหรือไม่ถึงก็ได้ แล้วตั้งใจแผ่เมตตา กรวดน้ำไป ทำแบบที่เคยทำ แผ่ไปให้หมด ทำแบบนี้ทุกๆวัน อย่าขาด แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง

๑๗ ตค.

รอบแรก เดิน ๑ ชม. นั่ง ๓ ชม.

ขณะที่นั่งไปสักพัก รู้สึกว่าสมาธิแผ่วๆลงไป ลืมตาดูเวลา นั่งไปได้ ๑ ชม. คิดว่าแค่นี้พอแล้ว ขณะที่กำลังแผ่เมตตา กรวดน้ำ จิตเป็นสมาธิขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่อง สมาธิไม่คลายตัว ยังคงรู้สึกอย่างนั้นจนกระทั่งกรวดน้ำเสร็จ ก็นั่งต่อยังไม่ลุก

นั่งไปจนกระทั่งรู้สึกกำลังสมาธิแผ่วตัวลง จึงแผ่เมตตา กรวดน้ำใหม่อีกครั้ง นั่งไปทั้งหมด ๓ ชม. สภาวะไม่แน่นอนจริงๆ ถ้าจิตยังไม่อิ่มตัว จิตจะยังไม่ถอนตัวออกมาจากสมาธิ ถ้าอิ่มตัวแล้ว จิตจะถอนตัวออกมาเอง แม้ขณะนั้นเป็นสมาธิอยู่

รอบ ๒ เดิน ๒ ๑/๒ ชม. นั่ง ๑ ชม.

๑๘ ตค.

รอบแรก เดิน ๑ ชม. นั่ง ๑ ๑/๒ ชม.

รอบ ๒ เดิน ๓ ชม. นั่ง ๕๐ นาที

๑๓ – ๑๕ ตค. ๕๔

๑๓ ตค.

รอบแรก เดิน ๑ ๑/๒ ชม. นั่ง ๑ ชม.

รอบ ๒ เดิน ๑/๒ ชม. นั่ง ๑ ๑/๒ ชม.

รอบ ๓ เดิน ๒ ๑/๒ ชม. นั่ง ๔๐ นาที

๑๔ ตค.

เบื่อหนออออ

ชีวิตคนเรามีเท่านี้เองหนอออ มีชีวิตวนๆอยู่กับเรื่องเดิมๆซ้ำๆ นี่แหละหนออ เหตุของความไม่รู้ เพราะไม่เคยสังเกตุ ไม่เคยสนใจในตัว สนใจแต่นอกตัว จึงตกเป็นทาสของกิเลสได้อย่างง่ายดาย ภพชาติจึงไม่รู้จบ

แค่สลับสับเปลี่ยนฉาก เปลี่ยนเปลือกไปตามเหตุปัจจัยที่ทำไว้ มีแค่นี้จริงๆ นอกนั้นไม่ได้มีอะไรเลย มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่ตายด้วยน้ำมือพวกเดียวกัน ก็ตายด้วยภัยธรรมชาติ ไม่ว่าจะตายแบบไหน ล้วนเป็นตามเหตุปัจจัยที่ทำไว้

เพราะไม่รู้จึงยึด แม้กระทั่งตกตายไปแล้วก็ยังยึด ยึดเพราะความไม่รู้ ทั้งทุกข์และสุขล้วนเป็นสมมุติที่เกิดจากการยึดทั้งนั้น ไม่ยึดก็ว่าง ว่างก็ยังมีสมมุติอยู่ เพราะตราบใดที่ยังมีการเกิด สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงสมมุติ

พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ สามี ภรรยาฯลฯ ล้วนเป็นสสมุติ เหตุที่ทำมาร่วมกัน จึงทำให้สลับสับเปลี่ยนบทแสดงไปตามเหตุปัจจัยที่มีต่อกัน เพราะความไม่รู้จึงยึด ทุกข์,สุขเกิดขึ้นก็เพราะยึด อยู่ก็เพราะสมมุติ ไม่อยู่ก็เพราะสมมุติ

ตราบใดที่ยังมีการเกิด ล้วนมีแต่สมมุติ ที่กลายเป็นตัวตน เกิดความรู้สึกต่างๆขึ้นมา ล้วนเกิดจากเหตุที่ยึดติดในสมมุติทั้งสิ้น

รอบแรก เดิน ๔ ชม. นั่ง ๔ ชม.

ชีวิตที่เป็นวงกลม สภาวะภายใน ตากระทบรูป หูได้ยินเสียง ลิ้นชิมรส จมูกดมกลิ่น กายสัมผัส ความรู้สึกนึกคิด

สภาวะภายนอก สภาพแวดล้อมต่างๆ เปรียบเสมือนภาพวิวต่างๆที่เปลี่ยนไปมา เปลี่ยนแค่ฉาก จึงทำให้ดูแตกต่าง แท้จริงแล้ว แค่ภาพหลอกลวง เป็นกลลวงของกิเลส ล้วนเป็นเพียงภาพมายา ซึ่งเป็นไปตามเหตุที่ทำลงไปด้วยความไม่รู้ที่มีอยู่

เพราะไม่รู้จึงหลงยึด ติดในภาพ ติดในเปลือก ติดในบัญญัติต่างๆ แล้วนำมาสร้างเหตุ ภพชาติเกิดตลอดเพราะความไม่รู้ที่มีอยู่ พอรู้แล้ว มองเห็นวัฏฏจักรของชีวิตในแต่ละช่วงเวลาที่ผ่านไป มันน่าเบื่อจริงๆ ชีวิตทั้งหมดมีเท่านี้จริงๆ

๑๕ ตค.

รอบแรก เดิน ๑ ๑/๒ ชม. นั่ง ๑ ชม. ๒๐ นาที

เห็นรายละเอียดของสภาวะกิเลสต่างๆชัดมากขึ้น โดยเฉพาะสภาวะมานะกิเลส เห็นตัวสภาวะชัดมากขึ้นเรื่อยๆ การเอ่ยถึงบุคคลที่ ๓ ไม่ว่าจะแนวทางการปฏิบัติแบบไหนๆก็ตาม ส่วนมากเป็นสภาวะมานะกิเลสที่เนียนมากๆ

เมื่อรู้ชัดในสภาวะมากขึ้น เป็นเหตุให้การเขียนถึงบุคคลที่ ๓ ระมัดระวังในการเขียนมากขึ้น กิเลสนี่มันเนียนจริงๆ ถ้าไม่มีบันทึกหลักฐาน คงโง่งมกับกิเลสไปอีกนาน ผิดแล้ว ย่อมไม่ทำผิดซ้ำซาก มีแต่ทำผิดน้อยลง เพี่ะเกิดความระวังมากขึ้น

รอบ ๒ เดิน ๑ ๑/๒ ชม. นั่ง ๑ ชม.

เรียนรู้ที่จะยอมรับ

สภาวะทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น ทั้งภายนอกและภายใน เรามีหน้าที่เรียนรู้ เพื่อที่จะยอมรับตามความเป็นจริงทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก และสิ่งที่เกิดขึ้นภายใน

ภายนอก คือ เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิต ซึ่งล้วนเกิดจากเหตุที่ทำไว้ทั้งสิ้น ตัวเองนี่แหละ ไม่ใช่ใครหรืออะไรที่ไหนมาทำให้เกิดขึ้นเพียงแต่จะรู้ตามความเป็นจริงของเหตุตรงนี้ได้แล้วหรือยัง

ภายใน คือ สิ่งที่เกิดขึ้นในจิต ขณะที่ผัสสะต่างๆเกิดขึ้น ได้แก่ ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ซึ่งเป็นธรรมดา ไปห้ามความรู้สึกนึกคิดไม่ได้ แต่ห้ามการกระทำได้ เพราะรู้ชัดในเหตุของสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตนั้นว่าเกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด

วิธีการเรียนรู้

วิธีการที่จะเรียนรู้สภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นทั้งภายนอกและภายในได้ตามความเป็นจริงของตัวสภาวะ ไม่ใช่เกิดจากความรู้สึกนึกคิดของตัวเราเอง จะเรียนรู้ได้ ต้องรู้ชัดอยู่ภายใน กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมเนืองๆ

๑๐ – ๑๒ ตค.๕๔

๑๒ ตค.

มีความรู้สึกตัวชัดมากขึ้น ขณะเดินทาง

รอบแรก เดิน ๒ ชม. นั่ง ๔ ๑/๒ ชม.

จิตเวลาคิดพิจรณา จะคิดๆอยู่อย่างนั้น เราได้แต่ดูไปเรื่อยๆ สมาธิเกิดต่อเนื่องตลอด บางครั้งมีสภาวะสุขเกิดขึ้นแล้วหายไป บางครั้งแค่รู้ สลับไปมา

พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ในดีมีเสีย ในเสียมีดี “น้ำท่วม”

น้องคนนี้เป็นหัวหน้าทีมที่ร่วมทำงานด้วยกัน เราคิดอยู่แล้วว่า คนที่มาเจริญสติ จะเห็นโอกาสในสิ่งที่มองดูว่าทุกข์สำหรับคนทั่วๆไป

น้องเล่าให้ฟังว่า นับว่าเขาสร้างเหตุดีที่ได้เจริญสติ เขาเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ น้ำที่ท่วมในครั้งนี้ เป็นเหมือนการสแกนคน ทำให้เขาได้ปลดภาระหลายๆอย่างลงไปได้ (เขาเข้าใจเรื่องเรื่องเหตุที่กระทำและผลที่ได้รับ รู้พอสมควร)

เขาบอกว่าที่ใดศาสนาเสื่อมโทรม ที่นั้นจะมีเหตุการณ์เหมือนล้างบางครั้งยิ่งใหญ่ คนที่รอดคือคนที่ยังมีโอกาส เขาบอกว่าในปีนี้จะได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็นกัน หิมะจะตกในฤดูหนาว มีอาจารย์หลายๆท่านเคยพูดเอาไว้ เขาบอกว่าเขารู้มานานแล้ว

บ้านเขาจมน้ำหมด แทนที่เขาจะทุกข์ เขากลับบอกว่าดี ทำให้เห็นจิตของตัวเองอย่างชัดเจน เราบอกว่านั่นแหละคนเจริญสติจะเห็นแบบนั้น จะไม่ไปทุกข์กับสิ่งที่เกิดขึ้น มันเป็นเรื่องของเหตุ เอาชีวิตไว้ ยังมีโอกาสได้ทำต่อเนื่อง

หมายเหตุ

ปล่อยให้เขาได้พูดแบบเป็นตัวของตัวเอง ศาสนาก็เป็นบัญญติ เหมือนกายบัญญัตินี่แหละ ย่อมเสื่อมสลายไปสิ้นเรื่องธรรมดา แต่สภาวะของการรู้แจ้ง ตลอดจนอริยสัจ ๔ ไม่มีวันเสื่อมสลาย เพราะสภาวะเหล่านี้อยู่เหนือกาลเวลา

ชีวิต

ทรัพย์ภายนอกสูญหายหมดสิ้น ยังหาซื้อได้ใหม่ แต่ทรัพย์ภายใน ถ้าชีวิตตกสิ้นไปนั่นคือ มีการเกิด ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ต่อ กว่าจะเจอทาง กว่าจะเจอเหตุที่สัญญาเก่าๆสามารถทำให้รู้ได้ ไปคาดเดาอะไรไม่ได้เลย ไหนจะเหตุที่ทำขึ้นมาใหม่อีก

๑๑ ตค.

ยังเจอสภาวะเบื่ออยู่

นับว่าสร้างเหตุมาดี จึงเป็นเหตุให้ได้มีสัปปายะเหมาะแก่การปฏิบัติ และผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง เหตุที่เป็นคนหมั่นสังเกตุสภาวะมาตลอด เป็นเหตุให้ ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะใดๆก็ตาม ไม่ก่อให้เกิดทุกข์แต่อย่างใด

เบื่อก็ให้รู้ว่าเบื่อ เพียงแต่เขียนบันทึกไว้ตลอดว่าแต่ละวันมีสภาวะอย่างไรบ้าง

รอบแรก เดิน ๑ ชม. นั่ง ๓ ชม.

สภาวะสักแต่ว่าสภาวะ ไม่ว่าจะรู้สึกนึกคิดอย่างไร ล้วนเกิดจากสภาวะทั้งสิ้น พอจิตเป็นสมาธิ รู้ชัดอยู่ในกายและจิต(รูปนาม)แล้ว สภาวะหรือความรู้สึกก่อนหน้านี้จะดับสิ้นลงไปเอง ไม่มีผลกระทบใดๆต่อสภาวะภายในขณะที่จิตเป็นสมาธิ

จิตมีแต่คิดพิจรณาขึ้นมาเองตลอด เรื่องราวต่างๆผุดขึ้นมาเยอะแยะไปหมด เป็นเรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อน เป็นรายละเอียดของสภาวะที่ผ่านๆมา ที่เคยคิดว่ามีแค่นี้ จริงๆแล้วมีรายละเอียดลึกลงไปอีก แต่ถ้าสภาวะไหน จบแล้วจบเลย

เช่น สภาวะของสติ รู้แล้วรู้เลย จะไม่มีมาขยายต่อ สภาวะสัมปชัญญะก็เช่นเดียวกัน สภาวะสัมมาสติที่เคยเขียนไว้ ซึ่งคิดว่ามีแค่นั้น จริงอยู่มีแค่นั้น แต่มีรายละเอียดเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับสภาวะ

สติ ได้แก่ ความระลึก คือความรู้ตัว สภาวะที่เกิดขึ้น ได้แก่ ความรู้ตัวก่อนที่จะทำกิจใดๆ

สัมปชัญญะ ได้แก่ ความรู้สึกตัว สภาวะที่เกิดขึ้น ได้แก่ ความรู้สึกตัวขณะที่กำลังทำกิจนั้นๆอยู่

เมื่อนำแยกออกมาเป็นหมวด

สภาวะสัมมาสติ

สัมมาสติ ได้แก่ สติ+สัมปชัญญะ =สมาธิ สภาวะ เมื่อมีสติทำงานร่วมกับสัมปชัญญะ หมายถึง การเอาจิตจดจ่อรู้อยู่กิจที่กำลังทำอยู่ เป็นเหตุให้มีสมาธิเกิดขึ้นร่วมได้ สภาวะที่เกิดขึ้น คือ สามารถรู้ชัดในสิ่งที่กำลังทำอยู่

สภาวะสัมมาสติ มีสภาวะ ๓ ตัวรู้เกิดขึ้น ได้แก่ รู้ตัวก่อนที่จะทำกิจ(สติ) รู้สึกตัวขณะที่กำลังทำกิจนั้นๆ(สัมปชัญญะ) รู้ชัดในสิ่งที่กำลังทำ(สมาธิ)

สภาวะของสัมมาสมาธิ

ส่วนสัมมาสมาธิที่เคยเขียนไว้นั้น แยกออกมาอีกหมวดหนึ่ง เป็นเรื่องของการยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา ได้แก่ การปรับอินทรีย์ ระหว่างสติกับสมาธิให้เกิดความสมดุลย์ เป็นเหตุให้เกิดสภาวะความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะที่จิตเป็นสมาธิ

หมายถึง เมื่อจิตเป็นสมาธิ แล้วมีสภาวะของสมาธิกับสติมีความสมดุลย์กัน ทำให้เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เป็นเหตุให้สามารถรู้ชัดอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม ย่อลงมาเหลือ กายและจิต เรียกสั้นๆว่า รูป,นาม

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้นในขณะที่จิตเป็นสมาธิ คือ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ได้แก่ รู้ชัดทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้นในขณะที่จิตเป็นสมาธิ ได้แก่

รู้ชัดอยู่ในกาย ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับกาย สามารถรู้ชัดในรายละเอียดต่างๆนั้นได้หมด

รู้ชัดเวทนา ได้แก่ ไม่ว่าจะมีเวทนาแบบไหนๆ ที่เกิดขึ้นในกายและจิต สามารถรู้ชัดรายละเอียดต่างๆนั้นได้หมด

รู้ชัดในจิต ได้แก่ จิตมีกิเลสอะไรเกิดขึ้น สามารถรู้ชัดในรายละเอียดกิเลสต่างๆนั้นได้หมด

รู้ชัดในธรรม ได้แก่ ความคิด สามารถรู้ชัดในรายละเอียดความคิดต่างๆนั้นได้หมด ไม่มีความฟุ้งซ่านหรือรำคาญแต่อย่างใด เกิดเนื่องจากจิตที่มีความตั้งมั่น นิวรณ์ต่างๆย่อมเข้าแทรกแซงสภาวะไม่ได้

สภาวะต่างๆเหล่านี้ จะรู้ชัดหรือรู้ได้นานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับกำลังของสมาธิว่า มีความแนบแน่นหรือมีกำลังมากน้อยแค่ไหน

สมาธิมีกำลังมาก ย่อมรู้ชัดอยู่ในสภาวะต่างๆที่กำลังเกิดขึ้นได้นาน มีกำลังน้อย ย่อมรู้ชัดอยู่ในสภาวะต่างๆที่กำลังเกิดขึ้นได้น้อย

สมาธิมีความแนบแน่นมาก ย่อมรู้ชัดรายละเอียดต่างๆที่กำลังเกิดขึ้นได้ชัดได้มาก สมาธิมีความแนบแน่นน้อย ย่อมรู้ชัดในรายละเอียดต่างๆที่กำลังเกิดขึ้นได้น้อย

ธรรมชาติของจิต มีหน้าที่รู้อารมณ์ที่เกิดขึ้น แต่เพราะความไม่รู้ จึงไม่รู้ว่า แม้ขณะจิตเป็นสมาธิก็สามารถรู้ชัดในอารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน

เรียกว่า ยิ่งมีกำลังสมาธิมากๆ ยิ่งดี มีกำลังสมาธิแนบแน่นมากๆยิ่งดี เป็นเหตุให้ สามารถรู้ชัดทั้งสภาวะต่างๆและรายละเอียดต่างๆของสภาวะ รู้อยู่อย่างนั้นได้นานและชัดเจน

เป็นเหตุให้เห็นไตรลักษณ์ได้เนืองๆ เป็นเหตุให้วิปัสสนาญาณต่างๆดำเนินไปตามสภาวะเอง จิตจะคิดพิจรณาโดยไม่ต้องไปเจาะจงยกสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมาคิดพิจรณา แต่ผู้ใดอยากจะยกขึ้นมาคิด ก็ทำได้ เพราะเหตุของแต่ละคนสร้างมาแตกต่างกัน

ทั้งหมด ขึ้นอยู่กับกำลังของสติด้วยว่า มีความสมดุลย์กับสมาธิมากน้อยแค่ไหน ต้องมีการปรับอินทรีย์เนืองๆจนกว่าสติและสมาธิเกิดความสมดุลย์ จิตจึงจะรู้ชัดในความรู้สึก ตลอดจนความคิดต่างๆ และสภาวะอื่นๆในขณะที่จิตเป็นสมาธิได้

สัมมาสมาธิ คือ วิธีการทำวิปัสสนา หรือเรียกว่าเป็นสภาวะของวิปัสสนา ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ ฉะนั้น เวลาพระองค์ทรงตรัสถึงสติปัฏฐาน ๔ จะกล่าวถึงสมถะและวิปัสสนา ฌาน และสุญญคารหรือสุญญตาควบคู่กับเสมอๆ

เหตุเพราะ ในสัมมาสมาธิ ยิ่งมีกำลังสมาธิในระดับฌานหรือสมาธิที่ไม่มีประมาณ เป็นเหตุให้ สามารถรู้ชัดและรู้รายละเอียดของสภาวะต่างๆที่กำลังเกิดขึ้นได้นาน

สภาวะที่รู้ชัดอยู่ในกายและจิต(รูปนาม)ขณะที่เป็นสมาธิหรือสัมมาสมาธิหรือวิปัสสนาตามความเป็นจริงนี้ เป็นสภาวะของสุญญคาร(เรือนที่ว่างเปล่า)หรือสุญญตา(ว่างจากตัวตน) หรือนามรูปปริเจญาณที่เป็นสภาวะปรมัตถ์

เหตุที่มาของสุญญคารหรือสุญญตา

ที่มาของสุญญคาร ซึ่งมีการเขียนไว้ว่า ที่สงัด แม้กระทั่ง สุญญตา ที่มักจะนำมาเปรียบเทียบเนืองๆว่า ไม่มีตัวตน ปราศจากบุคคล, ตัวตน เรา,เขา คน และสัตว์ทั้งหลาย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอุบายในการสื่อสารตัวสภาวะ

แต่โดยสภาวะที่แท้จริงของสุญญคารหรือสุญญตานั้น เป็นสภาวะของสัมมาสมาธิหรือวิปัสสนา ตามที่พระพุทธเจ้าเคยสอนไว้ ซึ่งมีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก มีการเริ่มต้นแตกต่างจากวิปัสสนาในปัจจุบัน

สภาวะที่เกิดขึ้นของสุญญคารหรือสุญญตา เป็นสภาวะที่รู้ชัดอยู่ในกายและจิตหรือรูปนามที่เป็นสภาวะปรมัตถ์ ไม่ใช่สภาวะรูปนามที่ยังเป็นบัญญัติ ซึ่งเป็นวิธีการทำวิปัสสนาในปัจจุบันนี้

ถึงแม้วิธีการเริ่มต้นอาจจะแตกต่าง แต่ผลที่ได้รับเมื่อเกิดสภาวะนามรูปปริจเฉทญาณที่เป็นปรมัตถ์แล้ว ล้วนไม่มีความแตกต่างกันเลย สภาวะวิปัสสนาญาณต่างๆจะดำเนินไปตามสภาวะเอง

เวลาสภาวะนี้เกิดขึ้น กายจะสักแต่ว่ากาย จิตจะสักแต่ว่าจิต ไม่มีความเป็นตัวตนหรืออัตตาที่มีอยู่ ที่ยังมีการยึดมั่นถือมั่นอยู่ เข้าไปแทรกแซงในสภาวะที่รู้ชัดอยู่ในสภาวะรูปนามนั้นแต่อย่างใด

แต่จะเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นในกาย เวทนา จิต ธรรม ตามความเป็นจริง แม้กระทั่งความคิดที่เกิดขึ้น ไม่ได้ไปยกสิ่งใดๆขึ้นมาคิดพิจรณา (นี่คือความหมายของคำว่าปราศจากตัวตน บุคคล เขา เรา และสัตว์ทั้งหลายที่นำมาใช้ในปัจจุบัน)

เมื่อยู่ในสภาวะนี้ จิตจะคิดพิจรณาเอง เรียกว่าจิตเห็นจิต เพราะจะมีสภาวะตัวผู้ดู และผู้รู้เกิดขึ้น จะเห็นสภาวะตั้งแต่หยาบ จนกระทั่งละเอียด และละเอียดยิ่งขึ้น จนกว่าจะรู้ชัดในสภาวะที่คิดพิจรณา

มีแต่คิดวนๆซ้ำๆซากๆ มีรายละเอียดต่างๆชัดมากขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าจิตจะรู้ชัดว่าสภาวะนั้นๆเป็นอย่างไร คืออะไร จิตจะเปลี่ยนไปคิดพิจรณาสภาวะอื่นๆแทน สลับไปสลับมาอยู่อย่างนี้

บางเรื่องคิดว่าใช่แล้ว วันดีคืนดี จิตคิดพิจรณาขึ้นมาเอง ให้เห็นรายละเอียดของสภาวะที่ชัดขึ้นไปอีก เหมือนเรื่องต่างๆที่ได้บันทึกมาตลอด จะมีการเปลี่ยนแปลง เพิ่มเติมรายละเอียดของตัวสภาวะแยกออกจากกันอย่างชัดเจน

เป็นเหตุให้เห็นสภาวะไตรลักษณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน เป็นเหตุให้เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด สักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้ จนจิตปล่อยวางลงไปเอง เป็นอุเบกขา จะรู้สลับไปมาแบบนี้ จนกว่าวิปัสสนาญาณในสภวะอื่นๆจะเกิดขึ้นตามสภาวะแต่ละสภาวะเอง

หน่วงนิพพานเป็นอารมณ์

หมายถึง ยิ่งสภาวะของสมาธิมีความแนบแน่น หนักหน่วงมากแค่ไหน เป็นเหตุให้ ยิ่งรู้ชัดในรายละเอียดของสภาวะต่างๆได้ชัดและได้นานมากขึ้น และรู้ชัดถึงกำลังความหนักหน่วง ตลอดจนความแนบแน่นของสมาธิที่กำลังเกิดได้ชัดเจนด้วย

เรื่องราวต่างๆที่ได้บันทึกนี้ ใครจะวิพากย์วิจารณ์อะไรยังไง หรือใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ล้วนเป็นเรื่องของเหตุที่ทำมาร่วมกันและไม่เคยทำมาร่วมกัน เป็นเหตุให้ดูสภาวะตามความเป็นจริงที่มีอยู่ได้อย่างสบายๆ

เป็นเหตุให้ไม่ใส่ใจในความรู้สึกนึกคิดของผู้ใด แต่เขียนบันทึกมาตลอดเพื่อดูตัวเอง ตรวจสอบสภาวะของตัวเอง บางทีแค่คิดอย่างเดียวจะมองไม่เห็นรายละเอียด ตลอดจนข้อผิดพลาด วิธีบันทึกแบบนี้ ทำให้เห็นสภาวะได้ชัดเจน

เช่นเดียวกับเรื่องวิปัสสนา ที่คยเขียนไว้ มีช่องโหว่ในการเขียน ในการกล่าวถึงแนวทางของบุคคลที่ ๓ นับว่าเป็นเหตุดี ที่เห็นตรงนี้ได้ทันมากขึ้น จึงกลับไปแก้ไขใหม่ได้ สิ่งที่เกิดกับคนอื่น นั่นคือเหตุของคนอื่นๆทำมาร่วมกัน

เราสามารถกล่าวถึงสิ่งที่รู้ที่เห็นได้ คนอื่นๆก็เช่นเดียวกัน ส่วนใครเชื่อใครนั้น ล้วนขึ้นอยู่กับเหตุที่ทำมา แม้กระทั่งปฏิบัติเหมือนกัน(รูปแบบที่มองเห็น) แต่สภาวะภายในที่เกิดขึ้นแตกต่างกันไป ตามเหตุที่ทำมาและที่ทำขึ้นมาใหม่

มานะกิเลส

ตัวมานะกิเลสจะมีสภาวะที่ละเอียดมากๆ ยากที่จะรู้เท่าทัน ต้องหมั่นทบทวนสภาวะต่างๆเนืองๆ หมั่นทบทวนการกระทำแม้กระทั่งความคิด (เรื่องที่เขียนออกมา)เนืองๆ ถ้าไม่เขียนออกมา ดูไม่ทันจริงๆ จิตมันไวยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด

เพิ่งรู้อีกอย่าง เรื่องจิตด่าหรือว่าคนอื่นๆในใจ ไม่ว่าจะรู้จักหรือไม่รู้จัก เกิดเอง เป็นเอง ทั้งๆที่ภายนอกพูดคุยกันปกติ กิเลสตัวนี้เป็นสภาวะของมานะกิเลส ด่า,ว่าเขา เพราะคิดว่าตนเองดี,เลวหรือเสมอกว่าเขา มันเนียนจริงๆสภาวะมานะกิเลส

สังโยชน์ต่างๆ

เรื่องของสภาวะสังโยชน์ต่างๆ กิเลสจะแสดงตัวตลอดเวลา เพียงแต่มันไม่มีชื่อมาแปะไว้ว่า กิเลสด่าเขาเรียกว่าอะไร รู้จักแต่กิเลสตัวเอ้บๆ เช่น โลภะ โทสะ โมหะ ตัณหาความทะยานอยากต่างๆ นี่ก็ล้วนมากจากกิเลสโลภะ

หรือแม้กระทั่งสิ่งที่เกิดขึ้นเรียกว่าอะไร แต่จิตจะรู้ชัดขึ้นมาเองเรื่อยๆ พออ่านพระไตรปิฎกจึงรู้ว่า สิ่งต่างๆที่รู้นั้น ล้วนมีชื่อเรียกตามสภาวะ

รอบ ๒ เดิน ๒ ๑/๒ ชม. นั่ง ๑ ชม.

วิปัสสนาที่มีการบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก เรื่อง สติปัฏฐาน ๔ เป็นการทำสมถะก่อน เมื่อจิตเป็นสมาธิ จึงยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา ได้แก่ การปรับอินทรีย์ระหว่างสติกับสมาธิให้เกิดความสมดุลย์ เป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม

เป็นเหตุให้ จิตสามารถรู้ชัดในสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นในกาย เวทนา จิต ธรรมได้

วิธีการทำสมถะ เป็นการทำสมาธิในอิทธิบาท ๔ ได้แก่ ฉันทสมาธิ วิริยะสมาธิ จิตสมาธิและวิมังสาสมาธิ

ฉันทสมาธิ ได้แก่ เป็นสมาธิที่เกิดขึ้นจาก ทำตามสัปปายะที่ถูกจริตของตัวเอง ทำตามอิริยาบทที่ตัวเองถนัด ไม่จำเป็นจะต้องนั่งในท่าขัดสมาธิเสมอไป ในอิริยาบทอื่นๆก็สามารถทำให้เกิดสมาธิได้

อิริยาปโถ-อิริยาบถ

แม้ในอิริยาบถ ๔ บางคนมีอิริยาบถเดินเป็นที่สบาย บางคนมีอริยาบทนอน อิริยาบทยืนหรืออิริยาบทนั่ง อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นที่สบาย เพราะฉะนั้น โยคีบุคคลพึงทดลองอิริยาบถนั้นๆอย่างละ ๓ วัน เหมือนกับทดลองที่อยู่

ในอิริยาบถใด จิตยังไม่ตั้งมั่น ย่อมตั้งมั่น หรือจิตที่ตั้งมั่นแล้ว ย่อมมั่นคงยิ่งขึ้น พึงทราบว่าอิริยาบทนั้น ชื่อว่าเป็นอิริยาบถเป็นที่สบาย อิริยาบถอื่นๆนอกจากนี้ ไม่ใช่เป็นอิริยาบทที่สบาย

โภชนะ-อาหาร

อาหารที่มีรสหวาน ย่อมเป็นที่สบายสำหรับบุคคลบางคน ที่มีรสเปรี้ยว ย่อมเป็นที่สบายสำหรับบุคคลบางคน

แม้อากาศเย็นก็เป็นที่สบาย สำหรับบุคคลบางคน อากาศร้อนเป็นที่สบาย สำหรับบุคคลบางคน

เพราะฉะนั้น เมื่อโยคีบุคคลส้องเสพอาหารหรืออากาศชนิดใด จึงมีความผาสุกสบาย หรือจิตที่ยังไม่ตั้งมั่นย่อมตั้งมั่น หรือจิตที่ตั้งมั่นแล้ว ย่อมมั่นคงยิ่งขึ้น

อาหารชนิดนั้นและอากาศชนิดนั้น ชื่อว่าเป็นที่สบาย อาหารและอากาศชนิดอื่น นอกจากนี้ชื่อว่าไม่เป็นที่สบาย

อาวาส-ที่อยู่

เมื่อโยคีบุคคลอยู่ ณ ที่ใด นิมิตหมายเกิดขึ้นด้วย ย่อมถาวรมั่นคงด้วยสติ ย่อมตั้งมั่นในนิมิตนั้น จิตก็เป็นสมาธิ ที่อยู่เช่นนี้ชื่อว่า ที่อยู่เป็นที่สบาย เพราะฉะนั้น ในวัดใดที่มีอยู่หลายแห่งด้วยกัน ในวัดเช่นนั้น

โยคีบุคคลพึงอาศัยทดลองดู แห่งละ ๓ วัน ณ แห่งใดทำให้จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งได้ ก็พึงอยู่ ณ ที่แห่งนั้นเถิด จริงอยู่ เพราะเหตุได้ที่อยู่เป็นที่สบาย

วิริยสมาธิ ได้แก่ เป็นสมาธิที่เกิดจากความเพียรพยายามทำให้เกิดขึ้น ได้แก่ กรรมฐาน ๔๐ กอง

จิตสมาธิ ได้แก่ การกำหนดต้นจิต อยู่ในหมวดของสัมปปชัญญะ เรียกว่า สัมปชัญญปัพพะ คือ การกำหนดอิริยาบท มีอยู่ ๒๒ อิริยาบทหลัก เป็นเหตุให้ มีสติ คือ มีความรู้ตัวก่อนที่จะทำ มีสัมปชัญญะ คือ มีความรู้สึกตัวขณะที่กำลังทำ

เมื่อเอาจิตจดจ่อ รู้อยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้น เรียกว่า วิตก วิจาร สมาธิย่อมเกิดขึ้น เป็นเหตุให้รู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้น ผลของสมาธิที่เกิดขึ้น ย่อมมีมากน้อยแตกต่างกันไปตามเหตุปัจจัยที่ทำมา นี่เป็นอีกหนึ่งที่มาของการทำวิปัสสนาในปัจจุบัน

ซึ่งจริงๆแล้วเป็นเพียงการทำสมถะ ยังไม่ใช่สภาวะของวิปัสสนา ที่กล่าวว่าเป็นสมถะ เพราะยังมีการใช้บัญญัติกำกับในการกำหนดอิริยาบท ไม่แตกต่างกับการใช้คำบริกรรมภาวนาอื่นๆ

เช่น พุทโธ พองหนอ ยุบหนอฯลฯ ที่ใช้กำกับตามลมหายใจเข้าออก แม้กระทั่งการกำหนดอาการของกาย เช่น พองหนอ ยุบหนอ ตามอาการท้องพองขึ้น ยุบลง ตามลมหายใจเข้าออก

แม้กระทั่งการใช้คำว่ารูปนามกำกับในอิริยาบทต่างๆ วซึ่งเป็นเหตุผลเช่นเดียวกับการใช้คำบริกรรมภาวนาในการกำกับการภาวนา แม้กระทั่งกำกับการดูอาการเคลื่นนไหวของกาย

สภาวะต่างๆจะเป็นวิปัสสนาที่แท้จริงต่อเมื่อ มีสิ่งที่เกิดขึ้นกับจิตที่รู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น มีแค่นี้ ไม่ต้องใช้อะไรมากำกับ มีแต่สติ สัมปชัญญะรู้ชัดอยู่ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

วิมังสาสมาธิ เป็นสมาธิที่เกิดจากการนำเรื่องธรรมะต่างๆมาพิจรณา เช่น ขันธ์ ๕ ปฏิจจสมุปปบาทฯลฯ

เหตุของแต่ละคนแตกต่างกันไป แนวทางการปฏิบัติจึงมีข้อปลีกย่อยแตกต่างกันไปตามเหตุปัจจัยของบุคคลนั้น ใช่ว่าปฏิบัติแบบเดียวกันจะได้ผลหรือสภาวะเหมือนกัน

สมาธิทุกคนน่ะมีอยู่แล้ว เพียงแต่วิธีที่จะนำสมาธิที่มีอยู่นั้นออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร หากจับจุดได้ถูก การทำจิตให้ตั้งมั่นหรือทำให้เป็นสมาธิไม่ใช่เรื่องยาก

ความแตกต่างและความเหมือนของวิปัสสนาในพระไตรปิฎกกับวิปัสสนาในปัจจุบัน

ความแตกต่าง ได้แก่ การเริ่มต้น

ในสติปัฏฐาน ๔ ที่มีบันทึกไว้ในพระไตรปิฎกว่า “ทำสมถะและวิปัสสนา”เป็นการทำสมถะ เพื่อให้จิตเกิดการตั้งมั่นหรือสมาธิให้ได้ก่อน จึงยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา ได้แก่ การปรับอินทรีย์ ระหว่าง สติกับสมาธิให้เกิดความสมดุลย์

ผลที่ได้รับ สภาวะนามรูปปริจเฉทญาณเป็นสภาวะปรมัตถ์ เพราะไม่มีวิตก วิจาร มีรูปนามเป็นอารมณ์ตามความเป็นจริง สภาวะย่อมดำเนินไปตามวิปัสสนาญาณต่างๆเอง และไม่มีตกต่ำไปหาบัญญัติอีก

สุญญตาหรือสุญญคาร เกิดขึ้นจากเหตุนี้ เพราะสงัดจากวิตก วิจาร มีสติ สัมปชัญญะ รู้ชัดอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรมขณะที่จิตเป็นสมาธินี่แหละ

วิปัสสนาในปัจจุบัน ได้แก่ การกำหนดรู้รูปนามที่เป็นบัญญัติ ยังมีวิตก วิจาร เป็นสภาวะรูปนามที่มีบัญญัติเป็นอารมณ์ สภาวะนามรูปปริจเฉทญาณที่เกิดขึ้น จึงเป็นเพียงการรู้โดยบัญญัติ ยังไม่ใช่ตามความเป็นจริงของตัวสภาวะ

สิ่งที่เหมือนกัน

วิปัสสนาในปัจจุบัน เมื่อละวิตก วิจารลงไปได้ ย่อมเกิดสภาวะนามรูปปริจเฉทญาณที่เป็นปรมัตถ์ ไม่แตกต่างกับสภาวะนามรูปปริจเฉทญาณที่เกิดขึ้นในสติปัฏฐาน ๔ ตามพระไตรปิฏกที่มีบันทึกไว้

เรียกว่า แตกต่างโดยการเริ่มต้นแนวทางการปฏิบัติ ผลที่ได้รับสุดท้ายไปในทางเดียวกัน เหมือนกันทุกๆสภาวะตามวิปัสสนาญาณ ที่มีแนวทางแตกต่างกันไป ล้วนเกิดจากเหตุที่ทำมา

หรือแม้กระทั่ง ทำสมถะก่อน แล้วรอสมาธิคลาย จึงนำความรู้ต่างๆด้านปริยัติมาคิดพิจรณา ยังเป็นสภาวะบัญญัติ จนกว่าจิตจะรู้ชัดโดยตัวสภาวะเอง จึงจะเป็นปรมัตถ์ คือ ไม่มีวิตก วิจาร

วิปัสสนาญาณ

วิปัสสนาญาณ ตั้งแต่สภาวะนามรูปปริจเฉทญาณจนถึงสภาวะสังขารุเปกขาญาณ สภาวะวิปัสสนาญาณต่างๆที่อยู่ระหว่างสภาวะนามรูปฯกับสภาวะสังขารุฯ ล้วนเป็นอารมณ์ต่างๆของจิตที่รู้ชัดในสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นในจิต

จนกระทั่งเห็นสภาวะไตรลักษณ์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน จิตจึงเกิดการปล่อยวางโดยตัวสภาวะเอง เรียกว่า สภาวะสังขารุฯ ส่วนสภาวะที่เหลือ เมื่อสภาวะพร้อม จะเกิดเองโดยปราศจากความรู้สึกนึกคิดใดๆ แต่จะรู้เองเมื่อสภาวะนั้นผ่านไปแล้ว

และจะเจอกับดักหลุมพรางของกิเลสหลุมใหญ่ แต่สิ่งที่รู้แล้วไม่หายไปไหน แต่จะรู้ละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆตามสภาวะ ส่วนหลุมพรางของกิเลสหรืออุปกิเลสที่เกิดขึ้น ล้วนเกิดจากเหตุที่ทำมาและเหตุที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่

คือ สร้างเหตุภายนอกให้น้อยลง รู้ชัดในกายและจิตให้มากขึ้น อุปทานที่มีอยู่จะถูกถ่ายถอนลงไปเรื่อยๆตามสภาวะ แล้วจะหลุดจากหลุมพราง เป็นเหตุให้เห็นตามความเป็นจริงมากขึ้นเรื่อยๆ

๑๒ ตค.

ยังเบื่อ ก็รู้ แต่ก็ …. ดูเสียงกระซิบจากมิติลี้ลับ จิตเกิดดับอยู่ตลอดเวลาจริงหรือ? แต่เราว่ามันเป็นสำนวนมากกว่า จิตที่แท้จริงจะเกิดดับได้อย่างไร จิตมีดวงเดียว ที่เกิดดับคืออาการของจิตหรือที่เรียกว่าเจตสิก

คงต้องคุยกับคุณสมจิต เขาเรียนอภิธรรม จริงๆแล้วตำรามีนะ แต่ขี้เกียจอ่าน มันเชื่อถืออะไรไม่ได้เลย ตำราแต่ละเล่ม ล้วนเขียนตามที่ผู้เขียนรู้ รู้แค่ไหน ย่อมเขียนได้แค่ที่ตัวเองรู้ ตำราจึงมีหลากหลายเพราะเหตุนี้

แม้แต่คำสอนของพระพุทธเจ้า ที่มีถ่ายทอดไว้ในพระไตรปิฎก ก็ถูกย่อจนสั้นเหลือนิดเดียว ล้วนมีแต่บัญญัติ ตัวสภาวะหายไปหมดสิ้น ใครผ่านสภาวะแต่ละสภาวะแค่ไหน รู้ได้แค่ไหน ย่อมเข้าใจพระไตรปิฎกได้แค่นั้น

มีรู้ตั้งแต่หยาบ จนกระทั่งละเอียด เท่าที่อ่านเจอมา หาได้ยากจริงๆที่รู้ละเอียดโดยสภาวะ มีแต่เขียนตามที่ได้ศึกษามาแล้วนำไปเทียบเคียงกับสภาวะที่ตนเองประสบพบเจอ ซึ่งยังไม่ใช่โดยตัวสภาวะที่แท้จริง มีแต่การตีความ เหตุมี ผลย่อมมี

เหมือนเรื่องจิตเกิดดับ เรามองว่า ถ้าดับคือไม่มีเกิดอีกแล้ว(นิพพาน) ถ้ายังมีเกิดนั่นคือจากเหตุที่ยังมีอยู่(ตาย) เปลี่ยนแค่เปลือกตามเหตุปัจจัยที่ทำไว้ แต่จิตดวงเดิมในเปลือกใหม่เท่านั้นเอง

ในดีมีเสีย ในเสียมีดี

ทุกๆสิ่ง มีด้านมืด ย่อมมีด้านสว่าง บางครั้งการถ่ายทอดทางตัวหนังสือ ซึ่งมีผู้ได้อ่านเจอ อาจเป็นเหตุให้สัญญาเก่าจุดประกายขึ้นมาได้ จากผู้ที่ไม่รู้อะไรเลย กลายเป็นผู้รู้ขึ้นมาได้ เพราะสัญญาเก่าที่มีอยู่ได้ถูกการกระตุ้นโดยผัสสะเป็นเหตุ

ทุกๆสิ่งล้วนมีเหตุ ผลจึงมีแสดงให้ได้รับเนืองๆ แนวทางการปฏิบัติจึงหลากหลาย แต่เมื่อรวบรวมโดยสภาวะแล้วล้วนควบคุมอยู่กับสภาวะของสมาธิในอิทธิบาท ๔ ทุกๆอย่างล้วนเกิดจากสมถะคือ บัญญัติ ก่อนจะขึ้นสู่วิปัสสนา คือ ปรมัตถ์

จุดเริ่มต้นที่แตกต่าง เป็นสภาวะปรมัตถ์แล้วไม่มีความแตกต่าง เหมือนกันหมดทุกๆสภาวะ ที่แตกต่างคือเหตุ สภาวะที่มาแสดงให้เห็นจึงแตกต่างกันไป แต่กิเลสเหมือนๆกัน อยู่ที่ว่าจะดูออกหรือรู้ทันไหม แตกต่างแค่เปลือก ภายในไม่แตกต่าง

รอบแรก เดิน ๑ ๑/๒ ชม. นั่ง ๑ ชม. ๔๕ นาที

จิตจะคิดพิจรณาไปจนกว่าจะเบื่อ จนกระทั่งหยุดคิด แล้วสมาธิจะคลายตัวไปเอง สิ่งที่เห็นได้ชัดในการเปลี่ยนแปลงของสภาวะ จิตเป็นสมาธิมากขึ้นและเกิดสมาธินานมากกว่าเดิม รู้ชัดอยู่ในรูปนามมากกว่าเดิม ภายนอกรู้เป็นระยะ ส่วนมากไม่รู้

ที่จะรู้ส่วนมากเป็นเสียงนาฬิกาเดิน รู้เป็นบางขณะ แต่เสียงเครื่องจักรทำงานจะไม่ได้ยิน แม้กระทั่งเสียงประตูห้องน้ำเปิดปิดก็ไม่ได้ยิน ทั้งๆที่นั่งอยู่ใกล้ประตู

จิตเกิดดับ

เป็นอย่างที่เราเข้าใจ รู้โดยสภาวะ เมื่อสนทนากับผู้ที่ศึกษา จะเข้าใจง่าย ได้ถามคุณสมจิตว่า ที่ว่าจิตเกิดดับน่ะ จิตเกิดดับหรือเจตสิกเกิดดับ เขาถามว่าจิตช่วงไหนล่ะ ถ้าเป็นจิตที่เข้านิโรธ อันนี้เป็นจิตดับไปทั้งหมดชั่วขณะหนึ่ง คือทั้งเจตสิกด้วย

แต่กัมมัชรูปยังอยู่ ถ้าตาย จิตดับพร้อมกับกัมมัชรูป ถ้าเป็นอัปปนาสมาธิ เป็นเพียงแค่จิตและเจตสิกดับไปชั่วขณะ แต่ภวังค์ยังมี สรุปแล้ว ในชีวิตประจำวงันของทุกๆคน ล้วนเป็นเพียงเจตสิกเกิดดับ เจตสิกได้แก่ อาการของจิตหรือกิริยาของจิต เพียงเขียนไว้คร่าวๆ ยังมิได้ปักใจเชื่อแต่อย่างใด สภาวะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

รอบ ๒ เดิน ๑ ๑/๒ ชม. นั่ง ๓ ๑/๒ ชม.

สมาธิมีมากขึ้นและเกิดนานขึ้นกว่าเดิม จิตมีคิดพิจรณาเรื่องสภาวะแต่ละสภาวะตลอด ส่วนมากเรื่องเดิมๆซ้ำๆ แต่รายละเอียดของสภาวะเห็นชัดมากขึ้น แยกแยะได้ชัดเจนมากขึ้น

สภาวะเดินไม่เหมือนเมื่อก่อน คือ ในอิริยาบทไม่ได้เดินมากแบบก่อนๆ ส่วนมากจะยืนมากกว่าเดิน ยืนทำโน่นทำนี่ ยืนเขียนบทความ เวลาสภาวะพร้อมจะนั่งสมาธิก็นั่ง ไม่ได้จัวเลาหรือตั้งเวลา เพียงแต่ดูเวลาและเขียนเวลาบันทึกไว้เท่านั้นเอง

เวลาเดินกับบ้าน หรือเดินตามห้าง แม้กระทั่งยืนดูเขาแข้งDANCEกัน จิตมักจะเกิดสมาธิขึ้นเนืองๆ จับได้ชัดมากๆเวลาสมาธิเกิด

๗-๙ ตค. ๕๔

๗ ตค.

ระหว่างเดินทาง จิตเป็นสมาธิรู้สึกตัวตลอด เวลาดิ่งก็รู้ตัว สภาวะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เวลาเป็นสมาธิรู้ชัดมากขึ้น จะรู้ว่าอารมณ์ ความรู้สึกประมาณนี้ ลมหายใจแบบนี้ จิตเป็นสมาธิแล้ว

แม้ขณะที่ทำกิจกรรมอื่นๆในชีวิตปกติ จิตเป็นสมาธิเนืองๆ เป็นบ่อยมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน

รอบแรก เดิน ๒ ชม. นั่ง ๑ ชม.

มีเรื่องแปลกเกิดขึ้นตอนที่นั่งสมาธิ ขณะที่นั่งไปได้สักพัก รู้สึกตัวตลอดขณะที่จิตเป็นสมาธิ ตอนนั้นคิดว่ากี่โมงแล้ว ก็มองเห็นนาฬิกา เหลืออีก ๑๐ นาทีจะเที่ยง ทั้งๆที่นั่งหลับตาอยู่ แต่มองเห็นได้ยังไงก็ไม่รู้ มองทะลุเปลือกตาได้

คือรู้ตัวว่ากำลังนั่งสมาธิ ไม่ลืมตาดู แค่รู้ในสิ่งที่มองเห็น สักพัก เสียงบอกเวลาพักเที่ยงดังขึ้น แผ่เมตตา กรวดน้ำ ลืมตา อะเมซิ่งจริงๆ กะเวลาตั้งแต่ตอนที่เห็น จนถึงเวลาที่ลืมตา เวลาจะประมาณนี้ได้

สภาวะนี้เคยเกิดมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ตอนนั้นเกิดตอนที่เดินจงกรมอยู่ เดินลืมตาปกตินี่แหละ แต่มองทะลุประตูออกไป เห็นสภาวะภายนอกประตูได้ชัดเจน นับว่านานแล้วที่ไม่เจอสภาวะนี้ ครั้งก่อนลืมตา ครั้งนี้หลับตา

ที่มาของคำว่า “วิปัสสนา”

คำว่า “วิปัสสนา” มาจากการตีความในพระไตรปิฎก ต้องใช้คำว่าตีความ เช่น

ตุมฺเหหิ กิจิจํ อาตปฺปํ อกฺขาตาโร ตถาคตา ปฏิปนฺนา ปโมกิขนฺติ ฌายิโน มารพนฺธนา

ท่านทั้งหลาย จงรีบทำความเพียร เพื่อเผากิเลสให้สิ้นไปจากขันธสันดาน เพราะพระตถาคตทั้งหลายเป็นแต่ผู้ชี้บอกทางให้เท่านั้น

เมื่อชนเหล่าใดปฏิบัติตามทางที่ตถาคตชี้บอกไว้แล้ว เพ่งด้วยฌานทั้ง ๒ คือ อารัมมนูปนิชเาน ลักขนูปนิชฌาน ได้แก่ เจริญสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน

ชนเหล่านั้น ย่อมหลุดพ้นจากเครื่องผูกแห่งมาร กล่าวคือ วัฏฏะเป็นในภูมิ ๓

ธมฺมารา ธมฺมรโต ธมฺมํ อนุวิจินฺตย ธมฺมํ อนุสฺสรํภิกฺขุ สทฺธมฺมา น ปริหายติ

“ภิกษุ มีธรรมคือ สมถะและวิปัสสนเป็นที่มา ยินดียิ่งในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนา คิดถึงอยู่บ่อยๆ นึกถึงอยู่บ่อยๆ กระทำไว้ในใจบ่อยๆ อนุสรณ์ถึงอยู่บ่อยๆ

ซึ่งสมถะและวิปัสสนานั้น ย่อมไม่เสื่อมจากโพธิปักขยธรรม ๓๗ ประการ และไม่เสื่อมจากโลกุตรธรรม ๙ คือ มรร๔ ผล ๔ นิพพาน ๑

เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา วิชฺชาภาคิยา กตเม เทฺว สมโถ จ วิปสฺสนา จ

ดูก่อนท่านผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสารทั้งหลาย ธรรม ๒ ประการ เหล่านี้ เป็นเหตุให้เกิดปัญญา ธรรม ๒ ประการเป็นไฉน ธรรม ๒ ประการ คือ สมถะ ๑ วิปัสสนา ๑

สมโถ ภิกิขเว ภาวิโต กิมตฺถมนุโภติ จิตฺตํ ภาวิยติ จิติตํ ภาวิตํ กิมตฺถมนุโภติ โย ราโค โส ปหียติ

ดูก่อนท่านผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสารทั้งหลาย บุคคลเจริญสมถกรรมฐาน แล้วจะได้ประโยชน์อะไร? ได้การอบรมจิต? จิตที่บุคคลอบรมดีแล้ว จะได้ประโยชน์อะไรเล่า? ได้ประโยชน์คือ ละราคะได้

เหตุมี ผลย่อมมี

สมถะและวิปัสสนาที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ เป็นสภาวะต่อเนื่องกัน เหตุเพราะจับแยกสภาวะใดสภาวะหนึ่งออก นำเรื่องสมถะมากล่าวว่า เป็นเรื่องของพราหมณ์ ของโยคี แล้วจับวิปัสสนาแยกออกมา

เนื่องจากไม่รู้ชัดในสภาวะวิปัสสนาที่แท้จริงที่พระพุทองค์ทรงกล่าวถึง จึงมีตำราเกี่ยวกับวิปัสสนา ตลอดจนรูปแบบการทำแบบวิปัสสนาปรากฏขึ้นมามากมายหลายรูปแบบ ซึ่งไม่แตกต่างจากเรื่องการทำสมถะหรือการทำสมาธิให้เกิด

รู้แบบไหน เขียนแบบนั้น

ศึกษาด้านอภิธรรม เขียนวิปัสสนามาแบบอภิธรรม นำข้อความจากอภิธรรมบางส่วนมาอ้างอิงตามที่รู้ ตามที่เห็น

ศึกษาด้านพระไตรปิฎก เขียนวิปัสสนาโดยตัดข้อความบางส่วนมาอ้างอิงในเรื่องวิปัสสนา ตามที่รู้ตามที่เห็น

บ้างเป็นเรื่องของสภาวะ แต่นำมาเรียกเองว่า วิปัสสนา ตามคำบัญญัติที่มีอยู่

คำว่า “วิปัสสนา” ที่นอกเหนือจากวิปัสสนาในสติปัฏฐาน ๔ ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ ล้วนเป็นรูปแบบของวิปัสสนาที่สร้างขึ้นมาใหม่ทั้งสิ้น ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ของผู้ที่สร้างขึ้นมา

เพียงแต่นำข้อความในพระไตรปิฎกที่มีคำว่า”วิปัสสนา” ตลอดจนตามความรู้ ตามความเข้าใจที่ได้ศึกษามาไม่ว่าจะด้านอภิธรรมหรือด้านสภาวะ แล้วนำมาอ้างอิงว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนวิปัสสนา

“วิปัสสนา” ที่นำมาสอนในปัจจุบันนี้ มีเหตุเกิดขึ้นมาเพราะเหตุนี้ เกิดจากการตีความในพระไตรปิฎก และการตีความในอภิธรรม แต่ไม่ใช่โดยสภาวะที่แท้จริงที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ในเรื่องสมถะและวิปัสสนา ที่มีอยู่ในสติปัฏฐาน ๔

วิปัสสนาในสติปัฏฐาน ๔ ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ ได้แก่ การยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา ได้แก่การปรับอินทรีย์ ปรับสติกับสมาธิให้สมดุลย์ สภาวะความรู้สึกตัวทั่วพร้อมจะเกิดขึ้นมาได้ เป็นเหตุให้สามารถรู้ชัดอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม

เป็นเหตุให้สามารถรู้ชัดตามความเป็นจริงขณะที่จิตเป็นสมาธิ ได้แก่สภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นในจิต และ สภาวะฌานต่างๆจะดำเนินไปตามสภาวะเอง สมาธิยิ่งมาก ยิ่งรู้ชัดอยู่ในรูปนามได้นาน ยิ่งเห็นตามความเป็นจริงได้มากขึ้น

วิปัสสนาในปัจจุบัน

รูปแบบในการสอนของวิปัสสนาในปัจจุบัน ล้วนเป็นการสอนสัมปชัญญปัพพะ ไม่ใช่การสอนสมถะและวิปัสสนาที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ในสติปัฏฐาน ๔

สัมปชัญญปัพพะ แปลว่า หมวดที่ว่าด้วยการกำหนดรู้ กล่าวโดยส่วนใหญ่ๆ มีอยู่ ๔ อย่าง คือ สาตถกสัมปชัญญะ สัปปายะสัมปชัญญะ โคจรสัมปชัญญะ อสัมโมหสัมปชัญญะ

๑. สาตถกสัมปชัญญะ จะทำอะไรทุกๆอย่าง ต้องมีสติกำหนดรู้ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ให้ดีก่อน เช่น

เมื่อจิตคิดจะไป อย่าไปตามอำนาจของจิต คิดหาสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ก่อนว่า ถ้าเราไปที่นั่นจะมีประโยชน์หรือไม่มี

คำว่า”ประโยชน์” ในที่นี้ไดเแก่ ความเจริญโดยธรรม คือ ทำให้กรรมฐานดีขึ้น เจริญขึ้น เช่น

ถ้าไปเห็นพระเจดีย์ เห็นต้นศรีมหาโพธิ์ เห็นพระสงฆ์ ทำให้เกิดปีติ มีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ เกิดปีติมีพระสงฆ์เป็นอารมณ์ แล้วเจริญวิปัสสนาต่อ จนได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน ตามสมควรตามเหตุปัจจัยที่ทำมา อย่างนี้เป็นประโยชน์อันไพศาล

๒ . สัปปายะสัมปชัญญะ กำหนดรู้อารมณ์เป็นที่สบายและไม่สบายก่อน

๓. โคจรสัมปชัญญะ กำหนดรู้โคจร คือ กำหนดรู้กรรมฐาน เช่น กาย เวทนา จิต ธรรม และกำหนดรู้สถานที่ควรไปและไม่ควรไป เวลาไปต่องมีกรรมฐานไป เวลากลับต้องมีกรรมฐาน

๔. อสัมโมหสัมปชัญญะ ได้แก่ ความมีสติทุกๆขณะ เรียกว่าเป็นผู้ไม่หลง มีอยู่ ๒๒ อย่าง คือ

๑. อภกฺกนฺเต เวลาเอนร่างกายไปข้างหน้า ก็มีสติกำหนดรู้

๒. ปฏิกฺกนฺเต เวลาเอนร่างกายไปข้างหลัง ก็มีสติกำหนดรู้

๓. อาโลกิเต เวลาแลดูตรงๆ ก็มีสติกำหนดรู้

๔. วิโลกิเต เวลาแลดูตามทิศต่างๆ ก็มีสติกำหนดรู้

๕. สมฺมิญฺชิเต เวลาคู้แขน คู้ขาเข้ามา ก็มีสติกำหนดรู้

๖. ปสาริเต เวลาเหยียดแขน เหยียดขาออกไป ก็มีสติกำหนดรู้

๗. สงฺฆาปฏิธารเณ เวลาพาดสังฆาฏิ ก็มีสติกำหนดรู้

๘. ปตฺตธารเณ เวลาอุ้มบาตร ก็มีสติกำหนดรู้

๙. จีวรธาเรณ เวลาห่มจีวร ก็มีสติกำหนดรู้

๑๐. อสิเต เวลาบริโภคอาหาร ก็มีสติกำหนดรู้

๑๑. ปีเต เวลาดื่ม ก็มีสติกำหนดรู้

๑๒. ขายิเต เวลาเคี้ยว ก็มีสติกำหนดรู้

๑๓. สายิเต เวลาลิ้มเลีย ก็มีสติกำหนดรู้

๑๔. อุจฺจารกมฺเม เวลาถ่ายอุจจาระ ก็มีสติกำหนดรู้

๑๕. ปสฺสาวกมฺเม เวลาถ่ายปัสสาวะ ก็มีสติกำหนดรู้

๑๖. คเต เวลาเดินไป ก็มีสติกำหนดรู้

๑๗. ฐิเต เวลายืน ก็มีสติกำหนดรู้

๑๘. นิสินฺเน เวลานั่ง ก็มีสติกำหนดรู้

๑๙. สุตฺเต เวลานอน ก็มีสติกำหนดรู้

๒๐. ชาคริเต เวลาตื่น ก็มีสติกำหนดรู้

๒๑. ภาสิเต เวลาพูด ก็มีสติกำหนดรู้

๒๒. ตุณฺหีภาเว เวลานิ่งอยู่เฉยๆ ก็มีสติกำหนดรู้

เมื่อกำหนดได้ละเอียดถี่ถ้วนแบบนี้ เรียกว่า อสัมโมหสัมปชัญญะ

รอบ ๒ เดิน ๓ ชม. นั่ง ๓๐ นาที

๘ ตค.

รอบเช้า เดิน ๒ ๑/๒ ชม. นั่ง ๔ ชม.

สภาวะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ยิ่งสภาวะเบื่อเกิดขึ้นมากเท่าไหร่ เป็นเหตุให้รู้ชัดในรูปนามนานมากขึ้นเรื่อยๆ จิตมีแต่คิดพิจรณาเรื่องสภาวะต่างๆ กิเลสต่างๆที่เคยเกิดขึ้นระหว่างจิตเป็นสมาธิ เช่น เคยมีโลภะเรื่องอาหาร

เคยมีตัวหงุดหงิดในเห็น เคยมีตัวความกำหนัดขึ้นมาให้เห็น ตอนนี้สภาวะที่ปรากฏขึ้นในจิตแบบนั้นไม่ค่อยมี จะมีแต่คิดพิจรณาเรื่องสภาวะต่างๆ เรื่องสติปัฏฐาน ๔ แยกสภาวะต่างๆออกมา จะมีแต่คิดพิจรณาแบบนี้ พร้อมๆกับรู้ในกายไปด้วย

อดีต

เคยคิดจะกลับไปแก้ไขบทความต่างๆที่เคยเขียนๆไว้ แต่พิจรณาดูแล้ว มองเห็นประโยชน์ในบทความเก่าๆที่เขียนไปแล้ว สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นสภาวะแบบหยาบ ที่จะต้องพบเจอก่อนที่จะมาเจอสภาวะละเอียดที่เขียนในปัจจุบันนี้

เลยคิดว่าปล่อยทิ้งไปแบบนั้น เฉกเช่นเดียวกับเรื่องราวในอดีตที่เคยทำ แล้วไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้ มีแต่ไม่ทำผิดซ้ำซากแบบที่เคยทำผ่านมาในอดีต นั่นคือต้นเหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่มาก

๙ ตค.

วันอาทิตย์ ทำงานบ้านไปเรื่อยๆ เดี๋ยวนี้ช่วงพักเหนื่อย สภาวะเปลี่ยนไป บางครั้งจะนอนพัก แต่ลายเป็นจิตเป็นสมาธิไปแทน นับว่ายังดีกว่านอนหลับไปเฉยๆ กลางคืนเวลานอน เป็นเรื่องปกติไปแล้ว จิตเป็นสมาธิก่อนนอนทุกคืน

Previous Older Entries

มิถุนายน 2017
พฤ อา
« พ.ค.    
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: