๔ – ๖ ตค.๕๔

๔ ตค.

เบื่อหนออออออ

ระหว่างเดินทาง จิตเป็นสมาธิรู้สึกตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง

ช่วงเช้าโดนสภาวะเบื่อเล่นงานแบบไม่รู้ตัวจริงๆ หลังทานข้าวเช้าเสร็จ มีอาการเหมือนง่วง ก็คิดว่าคงง่วงนอน ไม่ได้สนใจอะไร พอนั่งลง ถึงได้รู้ว่าเป็นสภาวะเบื่อ รู้สึกชัดถึงความเบื่อหน่ายที่เกิดขึ้น เป็นสภาวะของความเบื่อที่เบื่อมากๆ

เวลาเกิดสภาวะนี้ จะไม่อยากทำอะไรเลย จิตจะอยากอยู่นิ่งๆ รู้สึกตัวว่าจิตเป็นเป็นสมาธิ แล้วไม่รู้อะไรอีกเลยทั้งภายนอกและภายใน มารู้อีกทีตอนคนเข้ามาหา เวลาผ่านไปชม.กว่าๆ นั่งต่อไม่อยากลุก นั่งไปชม.กว่า ดับสนิทไม่รับรู้

เราเคยเรียกสภาวะนี้ว่าห่วยแตก เพราะบางที่เป็นทั้งวัน บางทีครึ่งวัน แต่ก็แปลกดีนะ ขนาดเกิดสภาวะเบื่อแท้ ช่วงที่จิตออกมาจากสมาธิ กลับไปพิจรณาเรื่องความแตกต่างของทิฏฐิกิเลสกับมานะกิเลส ที่เรายังติดๆแยกออกไม่ชัด

มาครั้งนี้แยกออกได้ชัด ทิฏฐิกิเลสเป็นเรื่องของความเห็น ได้แก่ เอาความรู้สึกของตัวเองเป็นหลักในการให้ค่าว่าถูก,ผิด ส่วนมานะกิเลส เป็นกิเลสที่ชอบเปรียบเทียบ เช่น ตัวเองดีกว่าเขาหรือเสมอเขาหรือด้อยกว่าเขา เรียกว่าชอบเปรียบเทียบ

สภาวะต่างๆที่เคยรู้ เริ่มรู้ชัดในรายละเอียดมากขึ้น ทั้งปริยัติ ปฏิบัติและปฏิเวธ ตรงตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ในสติปัฏฐาน ๔ ว่า ทางนี้เป็นทางสายเอก เป็นทางเดียวเท่านั้น ทางอื่นๆไม่มี

สมถะและวิปัสสนา ต้องทำควบคู่กันไป จึงจะเป็นสมถะและวิปัสสนาในสติปัฏฐาน ๔ เพราะวิปัสสนาในสติปัฏฐาน ๔ หมายถึงการยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา คือ ทำสมถะให้ได้ก่อน แล้วอาศัยสมถะเป็นบาทขึ้นสู่วิปัสสนา ได้แก่ การปรับอินทรีย์

การที่นำมาแยกในการอธิบาย จึงทำให้สภาวะผิดเพี้ยนไป เหตุมี ผลย่อมมี ไม่มีใครถูกหรือผิด ล้วนเกิดจากเหตุทั้งสิ้น ผลจึงเป็นเช่นนี้

พระไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แยกออกจากกันไม่ได้ เพราะทำให้สภาวะผิดเพี้ยนไป เวลาเอ่ยสภาวะไตรลักษณ์ ต้องเอ่ยทั้ง ๓ สภาวะนี้ ไม่ใช่เอ่ยถึงแค่ตัวใดตัวหนึ่ง สภาวะผิดเพี้ยนไปเพราะเหตุนี้ เหตุมี ผลย่อมมี

ไตรลักษณ์

อนิจจัง ความไม่เที่ยง แปรปรวนตลอดเวลา

ทุกขัง ความทุกข์ การไม่ได้ดั่งใจ

อนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้

คำบัญญัติต่างๆที่นำมาใช้แทนสภาวะ เช่น ไม่ใช่ตัวตน บุคคล สัตว์ เรา เขา ทั้งหมดนี้ เป็นเหตุให้เกิดการตีความสภาวะแบบผิดๆ เป็นเหตุให้นำสภาวะพระไตรลักษณ์ คือ อนัตตามาตีความแบบผิดๆ บัญญัติเหมือนไม่ผิด แต่ผิดตามความเป็นจริง

อนัตตา มีความหมายเดียว คือ บังคับบัญชาไม่ได้ การที่นำมากล่าวว่า ไม่ใช่ตัวตน บุคคล สัตว์ เขา เรา ล้วนเป็นเพียงอุบายในการพิจรณา เมื่อไม่เข้าใจในสภาวะจึงนำไปเทียบว่าเป็นสภาวะเดียวกับสุญญตา ซึ่งเป็นคนละสภาวะกัน

อนัตตา นำไปเปรียบเทียบกับอัตตาไม่ได้ คนละเรื่อง และอนัตตาไม่ได้อยู่ตรงข้ามกับอัตตา คนละเรื่องกับอัตตา

อนัตตาเป็นเรื่องของพระไตรลักษณ์ ที่เกิดร่วมกับอนิจจังและทุกขัง

อัตตา เป็นเรื่องของ ทิฏฐิกิเลส และ มานะกิเลส

ทิฏฐิกิเลส ได้แก่ ความเห็น เอาความรู้สึกของตัวเองไปตัดสินว่าสิ่งนั้นถูก สิ่งนี้ผิด ใช่, ไม่ใช่ ตามความชอบ,ชังที่เกิดขึ้นในจิต แต่ไม่ใช่ตามความเป็นจริงของผัสสะที่เกิดขึ้น โดยสภาวะที่แท้จริง ไม่มีอะไรถูก ไม่มีอะไรผิด

แต่เป็นเรื่องของเหตุที่เคยทำและผลที่ได้รับ เหตุกระทำทั้งในอดีตและปัจจุบันที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่ ผลของเหตุที่ได้กระทำลงไปแล้ว มาแสดงให้ได้รับในรูปของเหตุที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ได้แก่ ผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้น

เพราะความไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงในเรื่องสภาวะที่แท้จริงของผัสสะที่เกิดขึ้น จึงได้สร้างเหตุใหม่ไปด้วยความไม่รู้ ทั้งทางกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ตามเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่กับผัสสะที่เกิดขึ้น

มานะกิเลส ได้แก่ ความคิด ที่เกิดจากการเปรียบเทียบ คิดว่าตนเองดีกว่าผู้อื่น คิดว่าตนเลวกว่าผู้อื่น คิดว่าตนเสมอผู้อื่น คิดว่าตนรู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจ ๔

โดยสภาวะที่แท้จริง ไม่มีใครเลวกว่าใคร ไม่มีใครดีกว่าใคร ไม่มีใครเสมอกว่าใคร ทุกสิ่งล้วนเกิดจากเหตุที่ทำมา สิ่งที่มองเห็นทุกๆอย่าง ล้วนเป็นไปตามเหตุของสิ่งๆนั้น

เห็นไตรลักษณ์ ย่อมเห็นอัตตา คือ เห็นไตรลักษณ์ เป็นเหตุให้จิตปล่อยวางลงไปได้ ย่อมเห็นตัวตนหรือกิเลสได้ชัดเจน การจะเห็นไตรลักษณ์ได้ ต้องอาศัยสมถะและวิปัสสนา คือ รู้ชัดอยู่ในรูปนามเนืองๆ

คิดถึงเรื่อง”พระราธะ” หากเป็นผู้ปฏิบัติแบบพระราธะได้ ทางนี้ย่อมสั้นลงอย่างแน่นอน ที่ว่ายาก ไม่ใช่เรื่องการปฏิบัติ เพราะการปฏิบัติไม่ได้ยุ่งยากอะไร ที่ยากเพราะเหตุที่ทำมา จึงทำให้ยาก ยากที่จะมาเชื่อกันเพราะไม่ได้สร้างเหตุมาร่วมกัน

ต่อให้เกิดทันพระพุทธเจ้า ก็ย่อมไม่เชื่อในคำสอนของพระองค์ เพราะไม่ได้สร้างเหตุมาร่วมกัน เฉกเช่นเดียวกับโยคีที่เจอพระองค์ แล้วถามพระองค์ว่าใครเป็นผู้สอนพระองค์ พระองค์ตรัสตอบว่าเป็นผู้ตรัสรู้เอง โยคีไม่เชื่อ เดินหนีไป

วันนี้ทำได้รอบเดียว ไม่ได้ดูเวลา ถึงแม้ทำได้น้อยรอบ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเห็นได้ชัดคือ ความรู้สึกสบายใจ เพราะจิตมีแต่คิดพิจรณาในเรื่องสภาวะต่างๆ เป็นเหตุให้การสร้างเหตุภายนอกลดน้อยลงไปเรื่อยๆ

และที่สำคัญ คือ รู้ชัดอยู่ในรูปนามได้เนืองๆ จิตมักเป็นสมาธิบ่อยๆ เป็นเหตุให้รู้ชัดอยู่ในรูปนามได้เนืองๆ จึงวุ่นวายภายนอกน้อยลง ทำมากหรือน้อยไม่ใช่เรื่องสำคัญ ที่สำคัญคือ การรู้อยู่ในกายจิตและการหยุดสร้างเหตุภายนอก มีแค่นี้เอง

๕ ตค.

เบื่อมากกกกกกกกกกก

เช้านี้จับอารมณ์ของสภาวะเบื่อที่เกิดขึ้นได้ชัด สุดยอดเลยนะสภาวะนี้ เห็นจิตยังมีความไม่ชอบใจกับสภาวะนี้อยู่ ถึงไม่มากเท่าเมื่อก่อน แต่ก็ยังมี เพียงแต่ยอมรับสภาพสภาวะได้มากขึ้น

รอบแรก เดิน ๑ ๑/๒ ชม. นั่งที่โซฟา ๒ ๑/๒ ชม.

ถ้าไม่มีสมาธิจะเป็นยังไงหนอ คงจะแย่พิลึก คงจะฟุ้งซ่านพิลึก เพราะสภาวะนี้ยิ่งกว่าทุกๆสภาวะ สุดจะทานทนจริงๆ

รอบ ๒ เดิน ๑ ๑/๒ ชม. นั่งที่โซฟา ๓๐ นาที

๖ ตค.

สภาวะเบื่อ

รอบแรก เดิน ๒ ๑/๒ ชม. นั่ง ๓ ชม.

ช่วงนี้ตัวรู้เกิดขึ้นมากมาย สภาวะสติปัฏฐาน ๔ เห็นรายละเอียดชัดเจน หลับตาพูดได้สบาย ซึ่งตรงกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ทุกอย่างทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ไม่มีผิดเพี้ยนแต่ประการใด

เพียงแต่ตอนนี้ สภาวะเบื่อเล่นงาน จิตไม่อยากจะเขียนอะไร เพียงแค่เขียนลงไว้ในบันทึกแบบคร่าวๆ

วิปัสสนา

ธรรมนี้ละเอียดลึกซึ้งยิ่งนัก คำว่า วิปัสสนา มีที่มา เกิดขึ้นจากการตีความในพระธรรมคำสอนเรื่องสติปัฏฐาน ๔ ญาณ ๑๖ มีที่มาจากอะไร มาจากสภาวะที่เกิดขึ้นจากการรู้ชัดอยู่ในรูปนาม (นามรูปปริจเฉทญาณที่เป็นปรมัตถ์)

สุญญตา, สุญญคารที่พระพุทธเจ้าทรงกล่าวถึงล้วนเป็นสภาวะของการรู้ชัดอยู่ในรูปนาม ไม่ใช่อนัตตา

พระพุทธเจ้าทรงสอนสมถะและวิปัสสนา ไม่ใช่การสอนวิปัสสนาในแบบปัจจุบัน การสอนวิปัสสนาในปัจจุบัน เป็นเรื่องของการบอกต่อ

การสอนของพระพุทธเจ้า คือ ทำสมถะ จนกว่าจิตจดจำสภาวะสมาธิได้แม่นยำ แล้วยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา ไม่ใช่จู่ๆก็มาทำวิปัสสนา โดยไม่มีสมาธิเป็นเครื่องเกื้อหนุน มีหลักฐานนำมาอ้างอิงได้ในสติปัฏฐาน ๔ ซึ่งมีอยู่ในพระไตรปิฎก

ทางที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ เป็นทางตรงและสั้นที่สุด จะเข้าใจในสภาวะของสติปัฏฐาน ๔ ได้ ต้องแจ้งชัดในนิพพานโดยสภาวะของนิพพานที่แท้จริง นิพพานที่เป็นบัญญัติล้วนเป็นแนวทางการพิจรณา

นิพพานที่แท้จริง คือ ดับเหตุภายนอก ๑ สร้างเหตุภายใน ๑

ดับเหตุภายนอก ได้แก่ การไม่สร้างเหตุทั้งปวง

สร้างเหตุภายใน ได้แก่ การรู้ชัดอยู่ในรูปนาม (กาย เวทนา จิต ธรรม) , นามรูปปริจเฉทญาณ (ปรมัตถ์) สุญญคาร , สุญญตา เขียนคนละอย่าง แต่สภาวะเดียวกัน

สร้างเหตุภายนอก ส่งผลต่อสภาวะภายใน ได้แก่ ปัญญาเกิดได้ยาก มีแต่สัญญา

สร้างเหตุภายใน ส่งผลต่อสภาวะภายนอก ได้แก่ เหตุของการดับเหตุภายนอก

นิพพานไม่ใช่เมืองแก้ว หรือเมืองอะไรๆเลย นิพพานเป็นเรื่องของการสร้างเหตุของการไม่เกิดอีกต่อไป

เหตุมี ผลย่อมมี ใครเป็นอะไร อย่างไร ล้วนเกิดจากเหตุที่ทำมาทั้งสิ้น แม้กระทั่งเรื่องวิปัสสนาก็เช่นกัน

พระสัทธรรมเสื่อมเพราะอะไร? พระสัทธรรมที่เป็นบัญญัติ ล้วนเสื่อมไปตามเวลา ดูอย่างเรื่องสมถะและวิปัสสนา ไปนำเรื่องโยคีมากล่าวอ้างในการทำสมถะ แล้วกล่าวตู่เรื่องวิปัสสนา เหตุมี ผลย่อมมี ไม่มีใครถูก และไม่มีใครผิด

พระสัทธรรมที่เป็นสภาวะ ไม่มีวันเสื่อม เพราะอยู่เหนือกาลเวลา ต่อให้โลกถล่มทะลายเสื่อมสลายไป พระสัทธรรมที่เป็นสภาวะยังคงปรากฏอยู่เหนือกาลเวลา

เมื่อถึงวาระ ถึงเวลา ย่อมมีผู้รู้แจ้งในพระสัทธรรมที่เป็นสภาวะ แล้วนำมาถ่ายทอดต่อ เป็นเหตุที่มาของพระสัทธรรม เป็นการเรียกโดยสมมุติของสภาวะอริยสัจ ๔

อนัตตาเป็นเรื่องของสภาวะไตรลักษณ์

สุญญตา เป็นเรื่องของสภาวะนามรูปปริจเฉทญาณ จนถึงสังขารุเปกขาญาณ

โฆษณา

๑ – ๓ ตค.๕๔

๑ ตค.๕๔

เบื่อ

เราโง่มานานเท่าไหร่แล้ว หลงเดินวนรอบเขาวงกต เห็นประตูคิดว่าเป็นทางออก ที่แท้ทางเดิม แต่เปลี่ยนฉากตบแต่งใหม่ ผู้คนที่ผ่านมาล้วนแค่เปลี่ยนการแต่งตัวใหม่ เพราะขาดความสังเกตุ ไม่รู้จักทำตำหนิเอาไว้ จึงเดินวนอยู่อย่างนั้น

ภพชาติก็เช่นเดียวกัน เห็นทุ่งหญ้า สดชื่น รู้สึกชอบ เดินแวะสักหน่อย จอสวนดอกไม้ ชอบอีก แวะสักหน่อย เจอคฤหาสน์พระราชวังตะการตา สวยงามมาก แวะสักหน่อย แวะไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเจอหลุมมึหมาที่ถูกพรมปกปิดไว้

ตกไปในหลุม เจ็บตัวมากๆ พอเจ็บตัว ถึงได้รู้สึกตัวว่า ที่แท้โดนกับดัก เอาสิ่งที่ชอบมาหลอกล่อ เดินชมจนตกหลุม

พอขึ้นจากหลุมได้ เริ่มเดินระวังมากขึ้น เจอสิ่งที่ชอบอีก หลงอีก เดินแวะเวียนชมตามสิ่งที่ชอบ ตกหลุมอีก เจ็บตัวอีก ไม่รู้ตกหลุมกี่ครั้ง นับไม่ได้ ระลึกไม่ได้ เพราะนับไม่ถ้วน ไม่มีประมาณ โง่กับกิเลส ตกเป็นทาสของกิเลส

สนาถา ภิกฺขเว วิหรถ มา อนาถา ทุกฺขํ อนาโถ วิหรติ

ดูก่อนท่านผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสารทั้งหลาย พวกท่านจงอยู่มีที่พึ่ง อย่าพากันอยู่ไม่มีที่พึ่ง เพราะว่า คนที่อยู่ไม่มีที่พึ่ง เป็นทุกข์

ภิกฺขุ สติมา โหติ ภิกษุ คือ ผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสาร เป็นผู้มีสติ ประกอบด้วยสติ สำหรับรักษาตนเป็นอย่างดี

ภิกฺขุ สนฺตุฏโฐ โหติ ภิกษุ คือ ท่านผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสาร เป็นผู้สันโดษ ยินดีในปัจจัย ๔

ภิกฺขุ ปญฺญวา โหติ ภิกษุ คือ ท่านผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสาร เป็นผู้มีปัญญาประกอบด้วยภาวนามยปัญญา

เห็นรูปนามตามความเป็นจริง

เห็นพระไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

เห็นความเกิดดับของรูปนาม

เห็นเฉพาะความดับไปของรูปนาม

เห็นรูปนามน่ากลัว

เห็นทุกข์โทษของรูปนาม

เบื่อหน่ายรูปนาม

อยากหลุดพ้นรูปนาม

ตั้งใจปฏิบัติอย่างเต็มที่

วางเฉยในรูปนาม

เห็นอริยสัจ ๔

หน่วงพระนิพพานเป็นอารมณ์ ตัดกิเลสเด็ดขาดเป็นสมุจเฉทประหาน ถึงความสิ้นไปแห่งทุกข์โดยชอบ

เด็ดสระตี่

ปริยัตินี่เด็ดสระตี่จริงๆ ถ้าไม่รู้เท่าทัน เสร็จกิเลสทันที เช่นคำว่า ” หน่วงพระนิพพานเป็นอารมณ์” ตัวหนังสือสวยงาม เป็นคนชอบอ่านนะ สำนวนดูเสนาะ ไพเราะเพราะพริ้งจับใจ กิเลสเล่นงานได้เพราะตัวหนังสือนี่แหละ

สภาวะของเราในตอนนี้ ปริยัติหรือบัญญัติต่างๆไม่มีผลกระทบใดๆกับสภาวะของเรา ไม่มีมาทำให้จิตกระเพื่อมด้วยความอยากแต่อย่างใด รู้ชัดแล้วจึงไม่ยึด เมื่อไม่รู้จึงยึด แต่ไม่รู้ว่ายึดอยู่ก็มี นี่แหละความเนียนของกิเลส

รอบแรก เดิน ๓๐ นาที นั่งที่โซฟา ๑ ๑/๒ ชม.

รอบ ๒ เดิน ๑ ชม. นั่งที่โซฟา ๑ ชม.

สภาวะเบื่อ สอนอะไรๆให้กับเรามากมาย เพราะทุกข์ในสภาวะ จึงเป็นเหตุให้รู้ชัดในรายละเอียดของจิต จึงรู้ว่าวิธีรับมือกับแต่ละสภาวะควรทำอย่างไร กิเลสมีประโยชน์ถ้ารู้จักนำมาใช้ จิตจะคิดพิจรณาตลอดขณะอยู่กับกิเลส เช่น

เวลาดูหนัง ฟังเพลงอะไรก็ตาม จิตจะมีแต่คิดพิจรณาเห็นแต่โทษของความไม่รู้ เห็นแต่เหตุแล้วก็เหตุ ความเพียรจึงเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องไปพยายามทำเพื่ออะไร แต่เพียรเองโดยปกติ ไม่มีกิเลสเข้าไปแทรกในความเพียร เพียรเพราะรู้

เพียรเพราะอยากกับเพียรเพราะเรู้มีสภาวะแตกต่างกัน เพียรเพราะอยากจะประสพแต่ความสุขและทุกข์เนืองๆ เมื่อได้ดั่งใจ จึงเกิดสุข เมื่อไม่ได้ดั่งใจจึงเกิดทุกข์ ทุกข์และสุขล้วนเกิดจากการให้ค่า ไม่ใช่ตามความเป็นจริง

ส่วนความเพียรที่เกิดขึ้นเพราะรู้แล้ว จะเป็นไปอย่างเพียรไม่พัก เพียรแบบสบายๆ เพราะไม่มีความอยาก เพียงแต่เพียรเพราะรู้แล้วว่าทำไมต้องเพียร สิ่งๆต่างๆเหล่านี้ล้วนเกิดจากเหตุที่ทำมาและที่กำลังทำอยู่

เวลากิเลสเกิด มีแต่การยอมรับ ไม่คิดปฏิเสธกับสภาวะกิเลสที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด ยอมรับไปตามความเป็นจริง ก็ยังมีกิเลสนี่นะ ไม่ต้องไปกดข่มแต่อย่างใด เพียงแต่รู้ไๆว้ในใจพอประมาณ ไม่นำเรื่องกิเลสมาสร้างเหตุทุกข์หรือสุขให้กับตัวเอง

เรียกว่าจิตรู้สึกนึกคิดอย่างไร ยอมรับไปตามความเป็นจริง ไม่ปกปิดตัวเอง แล้วกิเลสจะโผล่แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวขึ้นมาเรื่อยๆ มาแสดงให้เห็นว่า กิเลสที่มีอยู่นั้น เบาบางลงไปบ้างหรือไม่ ยังมียึดติดมากน้อยอยู่แค่ไหน

เช่นเรื่องการปรามาส เคยคิดว่าไม่มีแล้ว ที่ไหนได้ บางครั้งมันโผล่ขึ้นมาโชว์ตัว ยังมีนะไม่ใช่ไม่มี แล้วมันดับหายไปเองโดยไม่ต้องไปพยายามกดข่มเอาไว้แต่อย่างใด จะโผล่ขึ้นมาในระยะสั้นๆ นานมากๆกว่าจะเกิด แต่ถือว่ายังมี

การปรามาสก็คือ มานะกิเลสนี่แหละ เป็นกิเลสที่ละเอียดมากๆ แต่จะโผล่มาในสภาวะแบบหยาบๆคือการปรามาสให้เห็น แล้วจะละเอียดลึกลงไปอีก รายละเอียดจะปรากฏให้เห็นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ

เรียนรู้

สภาวะที่เกิดขึ้นทุกๆสภาวะ มีหน้าที่เพียงเรียนรู้ รู้ไปเรื่อยๆ หากแม้นบางสภาวะก่อให้เกิดทุกข์ ให้หยุดเรียนรู้ แล้วเบี่ยงเบนประเด็นออกมา เรียกว่าหลบชั่วคราว โดยใช้กิเลสที่ยังมีอยู่เป็นตัวช่วย เช่น ชอบดูหนัง ฟังเพลงหรืออื่นๆก็ทำไป

เรียกว่าพักชั่วคราว พอจิตห่างจากสภาวะนั้นชั่วคราว ค่อยเรียนรู้ใหม่ บางครั้งสภาวะสมาธิเอื้อได้ ให้จิตพักในสมาธิ พักมากๆมันก็เบื่ออีก เพราะยังมีกิเลส อะไรที่เดิมๆซ้ำๆ ต่อให้สุขมากแค่ไหน มันก็ทำให้เบื่อได้เหมือนกัน

ฉะนั้น ต้องรู้เท่าทันจิต ว่าจิตรู้สึกนึกคิดอย่างไร เพีบยดูตามความเป็นจริงต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในจิต ไม่ว่าจะมีผัสสะเป็นเหตุปัจจัย(สิ่งภายนอก) หรือไม่มีเหตุปัจจัย(เกิดขึ้นเองภายใน) ให้รู้ไปตามนั้น ยอมรับไปตามนั้น ไม่ต้องคิดแก้ไข

ดูปกติเหมือนดูทุกๆสิ่งทั่วๆไป ไม่ต้องไปจดจ้องแบบคอยจับผิด ทำแบบนั้นจะกลายเป็นเพ่ง ผลตามมมาคือ เครียด เพียงดูแบบปกติ ดูแบบธรรมดาๆ เหมือนใช้ชีวิตปกติ เหมือนไปเดินซื้อของ หมั่นสังเกตุความรู้สึกที่เกิดขึ้นในจิต

เมื่อดูบ่อยๆ เห็นบ่อยๆ จะเริ่มรู้เท่าทันต่อสภาวะหรืออาการที่เกิดในจิตทันมากขึ้น จะรู้ตั้งแต่อาการเริ่มจะเกิด กำลังเกิด จนดับหายไปเอง สุดท้ายจะเห็นแต่ความความไม่เที่ยง(อนิจจัง)ไปยึดมั่นถือมั่นอะไรไม่ได้(อนัตตา) เกิดเพราะยังมีเหตุ

ปัญญาเกิดบอกว่า ทุกข์เพราะยึดนี่เอง แล้วจิตจะปล่อยวางลงไปเอง สภาวะอื่นเกิดขึ้นต่ออีก แล้วเรียนรู้เดิมๆซ้ำๆนี่แหละ ข้อสอบมีตลอดเวลา จะถูกให้ทำข้อสอบแบบไม่ตั้งตัวทุกครั้ง สตินี่แหละสำคัญ จึงมีการปรับอินทีรย์ตลอดเพราะเหตุนี้

รอบ ๓

เห็นบางอย่างที่ผิดพลาด เรื่องการเขียนตามความเป็นจริงของเวลาที่ปฏิบัติ เป็นเหตุให้ผู้ที่ยังยึดติดอยู่เกิดการเปรียบเทียบ เป็นเหตุให้ผู้อื่นเกิดความทุกข์กับความอยากได้สภาวะดีๆ ตามที่คิดว่าดี เมื่อไม่ได้ดั่งใจ จึงเกิดทุกข์ เพราะความอยาก

ทุกๆเรื่องราว กว่าจะมองออก กว่าจะรู้ชัด ช่างมีความละเอียดจริงๆ

เสียงกระซิบจากมิติลี้ลับ (Ghost Whisperer Rip)

หนังเรื่องนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการสื่อสารกับวิญญาณ เพื่อนำทางที่ถูกต้องให้ไปเกิด

การให้สิ่งดีๆ ที่ดี ที่ถูกว่าดีในความคิดของคนอื่นๆ และเป็นการสร้างเหตุที่ถูกต้อง เป็นเหตุให้จิตอิ่มเอิบมีความสุขเกิดขึ้นทุกๆครั้ง ซึ่งเรื่องหนัง ก็เป็นตัวทำให้จิตคิดพิจรณาทุกๆครั้งที่ได้ดู

๓ ตค.

ระหว่างเดินทาง ขณะที่กำลังนั่งอยู่ในรถ จิตเป็นสมาธิต่อเนื่อง รู้ชัดในสภาวะต่างๆเป็นระยะๆ ข้างนอกวุ่นวาย ข้างในไม่วุ่นวายตาม เสียงสักแต่ว่าเสียง บางครั้งดับสนิทไม่ได้ยินอะไรเลย

รอบแรก ฌดิน ๑ ชม. นั่งที่โซฟา ๑ ชม. ๕๐ นาที

วันนี้จิตคิดพิจรณาสภาวะของ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตลอดจนสภาวะของญาณ ๑๖ , ความเหมือนและความแตกต่างของสภาวะ อนัตตากับสูญญตา , ความเหมือนและความแตกต่างของอากาสานัญจาฯกับความว่าง

ความเหมือนและความแตกต่างของสภาวะความว่างกับอนัตตา , ความเหมือนและความแตกต่างของสักกายะทิฏฐิกิเลสกับมานะกิเลส , อนัตตากับเหตุของการละสักกายะทิฏฐิ , โคตรภูญาณกับตายเหนือตาย(ตายแล้วเกิดทันทีขณะที่ยังไม่ตาย)

กิเลสเกิด

ขณะที่จิตทบทวนแต่ละสภาวะ มีกิเลสเกิดขึ้น ความอยาก อยากจะเขียนลงบันทึก แต่รู้ชัดแล้วว่า ต่อให้อยากเขียนแค่ไหน ถึงจะเขียนขณะนั้น ไม่มีทางที่จะเขียนรายละเอียดทั้งหมดได้ จะเขียนได้แค่สภาวะที่กำลังเป็นและรู้อยู่จริง

จนกว่าจะถึงสภาวะที่มีตัวรู้หรือตัวปัญญาที่เป็นผลของการปฏิบัติเกิดขึ้น จึงจะเขียนเองได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องจำไปเขียน แต่มันอยากได้ข้อความทั้งหมดจริงๆ กิเลสที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ถึงจะมีความอยาก แต่ไม่ไปยึดติดอยู่นาน เมื่อรู้ชัดในสภาวะดี ย่อมไม่ยึด

เพียงแต่เขียนตามความเป็นจริงในขณะที่เกิดความรู้สึกเช่นนั้น หลายครั้งต่อหลายครั้งที่ตัวปัญญาเกิดขึ้น ได้แค่ดู แค่รู้ แต่นำมาท่องจำไม่ได้ เพราะพอออกจากสมาธิ รู้แค่ไหน เขียนได้แค่นั้น ที่เหลือทั้งหมด จะลืมหมด จำไม่ได้เลย

“การให้สิ่งดีๆ ที่ดี ที่ถูกว่าดีในความคิดของคนอื่นๆ และเป็นการสร้างเหตุที่ถูกต้อง เป็นเหตุให้จิตอิ่มเอิบมีความสุขเกิดขึ้นทุกๆครั้ง ซึ่งเรื่องหนัง ก็เป็นตัวทำให้จิตคิดพิจรณาทุกๆครั้งที่ได้ดู”

วันนี้มาอ่านสิ่งที่เขียนไว้เมื่อวาน สภาวะนี้เรียกว่าอุปทาน เป็นการให้ค่าว่าดีต่อผัสสะที่เกิดขึ้น จึงเกิดสุขเพราะถูกใจในสิ่งที่คิดว่าใช่ ทุกสิ่งล้วนมีเหตุปัจจัย จึงมีผลกระทบต่อจิต

แม้กระทั่งเรื่องนี้ “เห็นบางอย่างที่ผิดพลาด เรื่องการเขียนตามความเป็นจริงของเวลาที่ปฏิบัติ เป็นเหตุให้ผู้ที่ยังยึดติดอยู่เกิดการเปรียบเทียบ เป็นเหตุให้ผู้อื่นเกิดความทุกข์กับความอยากได้สภาวะดีๆ ตามที่คิดว่าดี

เมื่อไม่ได้ดั่งใจ จึงเกิดทุกข์ เพราะความอยาก ทุกๆเรื่องราว กว่าจะมองออก กว่าจะรู้ชัด ช่างมีความละเอียดจริงๆ ”

นี่ก็เป็นอีกเหตุที่ให้ค่า เพราะทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคน ล้วนมีเหตุมาก่อนทั้งสิ้น ผลจึงเป็นเช่นนั้น ใครจะเป็นอะไรอย่างไร ต้องวาง นั่นเหตุของเขา เรากำลังแก้ตัวเราเองอยู่ เขาต้องแก้ที่ตัวเขาเอง ใครจะนึกคิดอะไร นั่นเหตุของเขา

รอบ ๒ เดิน ๑ ๑/๒ ชม. นั่งที่โซฟา ๔๕ นาที

รอบ ๓ เดิน ๑ ชม. นั่งที่โซฟา ๑ ชม.

๒๘ – ๓๐ กย.๕๔

๒๘ กย.

ระหว่างเดินทาง จิตยังคงเป็นสมาธิ

รอบแรก เดิน ๑ ๑/๒ ชม. นั่งที่โซฟา ๓ ชม.

รอบ ๒ เดิน ๑๐ นาที นั่งที่โซฟา ๑ ชม.

รอบ ๓ เดิน ๒ ชม. นั่งที่โซฟา ๓๐ นาที

๒๙ กย.

ระหว่างเดินทาง ขณะที่นั่งอยู่ในรถ วันนี้สมาธิแนบแน่นดี รู้สึกถึงในความหนักหน่วงของสมาธิที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ได้ชัด

รอบแรก เดิน ๓๐ นาที นั่งที่โซฟา ๑ ชม. ๔๕ นาที

ขอบคุณสภาวะที่น้ำหนักตัวขึ้นมา ๕ กิโล เป็นเหตุให้เวลานั่งขัดสมาธิที่พื้นแล้วรู้สึกอึดอัด จึงได้เปลี่ยนการนั่งที่ไม่ใช่พื้น เป็นเหตุให้ได้รู้ชัดในสภาวะของตัวเองว่า ทำอย่างไร จิตจึงจะเกิดสมาธิได้ง่ายที่สุด

และอิริยาบท ตลอดจนสัปปายะแบบไหนที่เหมาะสำหรับตัวเอง

ในดีมีเสีย ในเสียมีดี

ความอ้วนใช่ว่าจะมีแต่เสีย ส่วนดีก็มี เพราะเป็นเหตุให้สามารถรู้ชัดอยู่ในรูปนามได้เนืองๆ และนานมากขึ้น เป็นเหตุให้ปัญญาเกิดขึ้นเนืองๆ จึงเห็นรายละเอียดสภาวะต่างๆที่ยังติดขัดอยู่ ได้เห็นชัดเจนมากขึ้น นำมาอธิบายเป็นรูปธรรมได้มากขึ้น

รอบ ๒ เดิน ๒ ชม. นั่งที่โซฟา ๑ ๑/๒ ชม.

รอบ ๓ เดิน ๑ ชม. นั่งที่โซฟา ๑ ชม.

๓๐ กย.

ระหว่างเดินทาง จิตเป็นสมาธิ รู้สึกตัวเป็นระยะๆ

รอบแรก เดิน ๑ ๑/๒ ชม. นั่งที่โซฟา ๒ ชม. ๒๐ นาที

เช้านี้ เจอสภาวะเบื่อสั้นๆ

รอบ ๒ เดิน ๑ ชม. นั่ง ๑ ชม. ๒๐ นาที

รอบ ๓ เดิน ๑ ชม. ๔๐ นาที นั่ง

๒๕-๒๗ กย. ๕๔

๒๕ กย.

วันอาทิตย์ เป็นวันที่ทำงานมากที่สุดและสมาธิเกิดเยอะมากที่สุดกว่าทุกๆวัน เรียกว่า ยิ่งทำงานมากเท่าไหร่ สมาธิยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

เวลานอน จิตเป็นสมาธิก่อนที่จะหลับทุกคืน

๒๖ กย.

ระหว่างนั่งรถมาทำงาน จิตเป็นสมาธิ เกิดเป็นระยะๆ

ความสุขกับการทำงาน

เมื่อยังไม่รู้จักกับคำว่าพอใจ จึงประสพแต่ความทุกข์จากความไม่ได้ดั่งใจเนืองๆ

เช้านี้ มีน้องเข้ามาคุยเรื่องลูกๆเขาที่ต้องไปโรงเรียน วันเสาร์อาทิต์จะเป็นวันที่เด็กๆชอบ พอมาวันจันทร์ทำท่าง่วงตลอดไม่อยากไปโรงเรียน

เราบอกว่าเรื่องปกติ เพราะเราเองตอนเด็กๆโดดเรียนประจำ ไม่ชอบไปโรงเรียน ไม่ชอบอ่านหนังสือ ที่เรียนจบมาได้นี่เพราะสมาธินะ ถ้าไม่ได้สมาธิช่วย คงสอบตกตลอด เรื่องสมาธินี่มารู้ทีหลัง เมื่อก่อนไม่รู้หรอกว่าที่เรียนจบมาได้เพราะสมาธิช่วย

น้องเขาบอกว่า เหมือนเวลามาทำงานเลย พอวันจันทร์ไม่อยากมาทำงาน เราบอกว่า เราชอบทุกๆวัน แม้กระทั่งวันที่มาทำงาน เพราะไม่ว่าจะวันไหนๆล้วนเป็นวันที่เราปฏิบัติทุกวัน แต่ที่ทำงานจะชอบเป็นพิเศษ เพราะสัปปายะเหมาะแก่เรา

ฉะนั้น เราจึงมีความสุขกับการมาทำงานทุกๆวัน เรื่องวันเวลา เราจึงมีความรู้สึกว่าแต่ละวันผ่านไปเร็วมากๆ ทำงานไม่กี่วัน หยุดอีกแล้ว ที่เป็นเช่นนี้เพราะเกิดจากสภาวะที่เป็นอยู่คือ รู้ชัดในกายและจิตได้เนืองๆ

ส่วนสภาวะเบื่อที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องของสภาวะ ไม่เกี่ยวกับเรื่องทำงานหรือเรื่องการใช้ชีวิตปกติ เพราะสภาวะเบื่อแท้ๆที่ทำให้เราพักจิตในสมาธิบ่อยๆ สภาวะเราจึงก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัด

เหตุเนื่องจาก เมื่อจิตพักในสมาธิเต็มอิ่ม จิตจะสดชื่น เบิกบาน ตัวปัญญามักจะเกิดขึ้นเนืองๆ มีแต่ถ่ายถอนอุปทานที่มีอยู่ แม้กระทั่งการยึดติดเกาะเกี่ยวสิ่งนอกตัวลดน้อยลงไปเรื่อยๆ แค่ดู แค่รู้มากขึ้น

ในดีมีเสีย ในเสียมีดี

หากเรายึดติดในสภาวะที่เกิดขึ้น คงจะทุกข์แบก่อนๆ ตอนนี้ไม่แล้ว เพราะทุกอย่างแค่ยอมรับได้ ทุกอย่างล้วนเป้นเพียงสภาวะ เกิดแล้วดับ เกิด-ดับ สลับไปมาอยู่อย่างนั้น แค่ดุ แค่รู้ แค่ยอมรับในความรู้สึกที่มีอยู่ จะเห็นแต่ความไม่เที่ยง

เป็นเหตุให้เห็นได้ว่า แม้กระทั่งสภาวะเบื่อก็มีส่วนดี ทำให้เรารู้จักวิธีรักษาจิตมกาขึ้น รู้ชัดในสภาวะของจิตเป็นสมาธิมากขึ้น เห็นรายละเอียดสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นในจิตชัดมากขึ้น ทำให้รู้ว่า สัปปายะที่เหมาะสำหรับตัวเองมีอะไรบ้าง

รอบแรก เดินกับยืน ๕๐ นาที นั่งที่โซฟา ๒ ชม.

เกิดภาวะปีติและสุข รู้สึกเย็นไปทั้งตัว สุขเกิดตลอดจนเลิกนั่ง มีจิตคิดพิจรณาตลอด รู้อาการท้องพองยุบ สักแต่ว่าพองยุบ เพราะความว่างปรากฏขึ้นแทนกาย เสียงชีพจรต่างๆเต้นดังมากๆ มีอาการเหมือนกระแสไฟฟ้าแล่นไปตามปลายนิ้วมือ

จิตคิดพิจรณาเรื่องนิวรณ์ทั้ง ๕ ประโยชน์ของการรู้ชัดในสภาวะของนิวรณ์แต่ละสภาวะ ทำให้รู้ว่า นิวรณ์ไม่ใช่มีแต่ส่วนเสีย ส่วนดีของนิวรรณ์ก็มี บางสภาวะเมื่อสติคมกล้า ต้องอาศัยนิวรณ์บางตัวเข้าช่วยในการทำให้จิตเป็นสมาธิ เช่น ถีนมิทธิ

รอบ ๒ เดิน ๑ ชม. นั่ง ๒๕ นาที

รอบ ๓ เดิน ๑ ชม. ๕๐ นาที นั่งที่โซฟา ๑ ชม. ๑๐ นาที

จิตคิดพิจรณาเรื่อง มรรค มีองค์ ๘ เห็นความแตกต่างของมรรค มีองค์ ๘ กับ อริยมรรค มีองค์ ๘ พิจรณาเห็นว่า สภาวะทั้ง ๒ นั้น มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง สามารถนำมาอธิบายเป็นรูปธรรมให้เห็นได้

เหตุที่ทำให้สภาวะทั้ง ๒ มีความแตกต่าง เนื่องจาก มรรค ๘ ที่ยังมีสักกายทิฏฐิก่อนที่จะถูกทำลายลงไป กับ อริยมรรค ๘ หลังจากสักกายทิฏฐิถูกทำลายเป็นสมุจเฉทประหานไปแล้ว นี่จึงเป็นเหตุที่มาของคำว่า มรรค กับ อริยมรรค

๒๗ กย.

ตื่นตี ๕ รีดผ้า จิตเป็นสมาธิตั้งแต่ยืนรีดผ้า รู้สึกชัดได้ตลอดเวลาที่สมาธิเกิดขึ้นทุกๆครั้ง ออกจากที่พัก ระหว่างนั่งรถสองแถว เพื่อไปต่อรถของบริษัท จิตเกิดสมาธิเนืองๆ จนกระทั่งไปยืนรอรถ ระหว่างที่ยืนพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานสมาธิยังเกิดอยู่

ระหว่างเดินทาง จิตเป้นสมาธิ รู้สึกตัวได้ตลอด เสียงทีวีดังหาย ดังหายเป็นระยะๆ เรียกว่ารู้ชัดในกายได้ตลอดจนถึงที่ทำงาน

รอบแรก เดิน ๑ ชม. นั่งที่โซฟา ๒ ชม.

น้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็นเหตุ

ตั้งแต่น้ำหนักเพิ่มมากขึ้น ขึ้นมาเยอะ จาก ๕๐ กิโล ตอนนี้ ๕๕ กิโล การนั่งที่พื้นจึงไม่ค่อยถนัด ขัดสมาธิไม่ค่อยถนัด จึงนั่งโซฟามากกว่าที่จะนั่งกับพื้นโดยตรง เรียกว่า พื้นราบๆนั่งไม่ค่อยถนัด สัปปายะที่เหมาะในสภาวะตอนนี้คือ นั่งบนโซฟา

ที่บ้านก็เหมือนกัน จะมีทั้งโซฟาขาหัก นั่นก็นำมาทำเป็นที่นั่งสมาธิได้แบบสบายๆ และมีโซฟาอีกตัว ใช้ทั้งเป็นที่นอนและที่นั่งสมาธิ เป็นเหตุให้ไม่ต้องวุ่นวายกับที่หลับที่นอนแต่อย่างใด ไม่ต้องมานั่งปูผ้าปู ต้องมาคอยพับเก็บที่นอน

กับคุณสามีก็เช่นเดียวกัน เขาเองก็มีสัปปายะถูกกับโซฟา คือ เป็นทั้งที่นอนและที่สำหรับทำสมาธิ เขาเป็นประเภทสมถะแรง คือมีสมาธิเยอะมาก เขาไม่ชอบนั่งกับพื้น และไม่ชอบนอนกับพื้น ตั้งแต่มีโซฟา ทั้งนอนและนั่งสมาธิ ตลอดจนทำงาน

เรียกว่า โซฟาตัวเดียวนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย การปรับอินทรีย์ของเขาไม่ได้ยุ่งยากอะไร เพียงแนะนำให้ทำตามสภาวะของตัวเขาเอง ไม่ต้องไปอยากได้หรืออยากเป็นอะไรในบัญญัติ การปฏิบัติเขาจึงเป็นแบบง่ายๆ

เวลากลับจากที่ทำงาน เขาจะเดินกลับระยะทางประมาณเกือบเท่ารอบสนามฟุตบอล เขาไม่ชอบทำตามรูปแบบ คือ เดินจงกรมก่อนที่จะนั่ง เราจึงแนะนำให้เขาเดินกลับเข้ามาที่พัก ไม่ให้นั่งรถ ยกเว้นเวลาฝนตก บางทีเขายังเดิน ไม่ยอมนั่งรถ

ทำแบบนี้ บางคนอาจคิดว่าแล้วจะเห็นผลได้ยังไง เหตุมี ผลย่อมมี สภาวะของแต่ละคนแตกต่างกันไปตามเหตุที่ทำมา การคาดเดาจึงใช้ไม่ได้ในทุกๆเรื่อง ยิ่งการปฏิบัติยิ่งไม่ต้องพูดถึง

เขาเดินแบบนี้มาหลายเดือน พอเข้าบ้านแล้ว เขาจะทำงาน งานเขาทำเกี่ยวกับไอที เขาทำสมาธิแบบง่ายๆ คือ อยากนั่งก็นั่ง อยากนอนก็นอน ไม่มีอะไรตายตัว ไม่มีกฏเกณฑ์ เอาสภาวะของตัวเองเป็นหลัก

เมื่อวันก่อนได้ถามเรื่องสภาวะเขา เขาบอกว่าเดี๋ยวนี้จิตเขาเป็นสมาธิบ่อยกว่าเมื่อก่อน ความรู้สึกเย็นๆขณะที่เป็นสมาธิไม่ค่อยมีแล้ว แต่จะรู้สึกตัวทุกครั้งที่เป็นสมาธิ คือ รู้ว่าสมาธิกำลังเกิด แม้ขณะที่กำลังพูดคุยกัน จิตเขาก็เป็นสมาธิบ่อย

ระหว่างเดินทางกลับที่พัก ขณะที่นั่งอยู่ในเรือ จิตก็เกิดสมาธิเนืองๆ เรียกว่า สภาวะของเขาตอนนี้ รู้ชัดในสภาวะของสมาธิที่เกิดขึ้นได้ชัด จะรู้ที่จมูก สภาวะตรงนี้ของเขาจะเหมือนเรา เราเองก็จะรู้ชัดที่จมูกทุกๆครั้งที่จะเป็นสมาธิ

รอบ ๒ เดิน ๒ ชม. นั่งที่โซฟา ๑ ชม.

เมื่อรู้ชัดในสภาวะของจิตขณะที่กำลังเป็นสมาธิ ทำให้รู้ว่าควรจะนั่งในอิริยาบทแบบไหน สมาธิจึงจะเกิดได้ง่ายมากที่สุด นี่แหละผลของการรู้ชัดอยู่ในรูปนามเนืองๆ เหตุเกิดจากการทำความเพียรต่อเนื่อง

มีผลให้เกิดขึ้นอีกอย่าง คือ ทำให้เป็นคนช่างสังเกตุ ทำให้รู้ชัดในรายละเอียด ตลอดจนข้อปลีกย่อยต่างๆของสภาวะมากขึ้น

รอบ ๓ เดิน ๑ ชม. ๒๐ นาที นั่งที่โซฟา ๔๐ นาที

เหตุของการปล่อยวาง

ทุกข์ เมื่อกำหนดรู้ทุกข์ จะรู้ชัดในสภาวะทุกข์จนถึงที่สุดแล้วเบื่อ สุดท้ายจิตปล่อยวางลงไปเอง เป็นเหตุให้ปัญญาเกิด จึงเห็นตามความเป็นจริงว่า ทุกข์ก็ไม่เที่ยง

สุข เมื่อกำหนดรู้สุข จะรู้ชัดในสภาวะสุขถึงที่สุดแล้วเบื่อ สุดท้ายจิตจะปล่อยวางลงไปเอง เป็นเหตุให้ปัญญาเกิด จึงเห็นตามความเป็นจริงว่า สุขก็ไม่เที่ยง

เบื่อ เมื่อกำหนดรู้เบื่อ จะรู้ชัดในสภาวะเบื่อจนถึงที่สุด แม้ไม่มีเหตุอันใดก็เกิดเองเป็นเอง เบื่อสุดจะเบื่ออยู่ภายใน สุดท้ายจิตจะปล่อยวางลงไปเอง เป็นเหตุให้ปัญญาเกิด จึงเห็นตามความเป็นจริงว่า เบื่อก็ไม่เที่ยง

ทุกข์ก็ไม่เที่ยง สุขก็ไม่เที่ยง เบื่อก็ไม่เที่ยง เห็นตามความจริงๆได้เนืองๆเช่นนี้ จิตจึงเกิดความเบื่อหน่ายคลายหนัด เพราะเห็นโทษของการเกิด จิตมุ่งพระนิพพานคือการสร้างเหตุของการไม่เกิดอีกต่อไป

การปฏิบัติหรือทำทุกวันนี้ จึงไม่ได้ทำเพราะความอยากอีกต่อไป แม้กระทั่งคำบัญญัติต่างๆที่เรียกว่าอะไรๆ ไม่สามารถทำให้จิตเกิดการกระเพื่อมอีกต่อไป ที่ทำเพราะรู้ รู้แล้วจึงทำ ทำเหมือนกับการใช้ชีวิตประจำวันในทุกๆวัน ทำเป็นเรื่องปกติ

เหมือนที่ต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ แต่การทำเพื่อหาเลี้ยงชีพทางโลก ทำเท่าไหร่ก็ไม่จบ เพราะฝั่งอยู่ตรงไหนก็มองไม่เห็น

การปฏิบัติหรือการทำเช่นนี้ เพียงรู้ชัดอยู่ในกายและจิตหรือรูปนามเนืองๆ ก็หาเลี้ยงชีพเหมือนกัน เลี้ยงชีพที่ทำแล้วจบ เพราะเห็นฝั่งแล้ว จึงไม่ต้องหาอะไรอีกต่อไป

การปล่อยวางมีทั้งภายนอกและภายใน

ปล่อยวางภายนอก

ได้แก่ ปล่อยวางในสิ่งที่เกิดขึ้น คือ ผัสสะต่างๆที่มากระทบ

ผัสสะ

ผัสสะที่เกิดขึ้น หรือสิ่งที่มากระทบ ล้วนมีเหตุปัจจัย เมื่อยังมีเหตุอยู่ ย่อมมีผลมาแสดงให้เกิดขึ้นในรูปของผัสสะ เป็นเหตุให้ก่อให้เกิดความรู้สึกชอบ,ชังในสิ่งที่เกิดขึ้น หากไม่มีเหตุร่วมกันจะไม่มีความรู้สึกใดๆเกิดขึ้น

ตราบใดที่ยังมีกิเลส ย่อมมีความชอบ, ชัง การปล่อยวาง คือ ทำใจให้แยบคาย ได้แก่ มนสิการไว้ในใจพอประมาณ รู้สึกอย่างไร รู้ไปตามนั้น อย่าก่อให้เกิดการกระทำใดๆออกมา

เหตุมี ผลย่อมมี

หากก่อให้เกิดการกระทำใดๆออกมา ไม่ว่าจะทางชอบ, ชัง ตามความรู้สึกขณะนั้นๆ ล้วนมีผลให้ได้รับทั้งสิ้น ทำอย่างไร ย่อมได้รับผลเช่นนั้น เหตุตรงนี้ล้วนเป็นต้นเหตุของการเกิดในครั้งต่อๆไป

หากไม่ได้ก่อให้เกิดการกระทำออกมา แต่มีความรู้สึกนึกคิดอยู่ในใจ เมื่อยังมีเหตุ ย่อมมีผลอย่างแน่นอน มากน้อยอยู่ที่การยึดติดในความคิด เพียงแต่ผลที่ได้รับตรงนี้ไม่มากเท่ากับการได้สร้างเหตุออกไป

ปล่อยวางภายใน

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม เพียงหมั่นรู้ลงไปในสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นในจิต ยอมรับไปตามความเป็นจริงต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในจิต สักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้ ตราบใดที่ยังมีกิเลส ย่อมมีการให้ค่า ถ้ามีให้ค่า จงยอมรับว่าให้ค่า

ทุกอย่างล้วนมีเหตุ ให้ค่าแล้วยึดติดก็เกิดจากเหตุ ให้ค่าแล้วไม่ยึดติดก็เกิดจากเหตุ เพียงหมั่นรู้ชัดอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรมบ่อยๆ การให้ค่าจะลดน้อยลงไปเอง จนกระทั่งเห็นตามความเป็นจริงในที่สุด

มีเหตุ ย่อมมีผล

เมื่อปล่อยวางลงไปบ่อยๆได้ ย่อมเห็นตามความเป็นจริงมากขึ้น คือ ความไม่เที่ยง เป็นเหตุให้การคาดเดาที่มีอยู่ลดน้อยลงไป ความรู้สึกนึกคิดที่เป็นเหตุให้ก่อให้เกิดการกระทำใดๆออกมา ย่อมลดน้อยลงไป

เป็นเหตุให้นับวันรู้ชัดอยู่ในกายและจิตมากขึ้น ปัญญาย่อมเกิดขึ้นเนืองๆ เป้นเหตุให้เกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดตามสภาวะ ตามความเป็นจริง ไม่ใช่เกิดจากการน้อมเอาคิดเอาเพื่อให้เกิดขึ้นแต่อย่างใด สุดท้ายจิตปล่อยวางลงไปเอง

สภาวะ

สภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นทั้งภายนอกและภายในมีไว้ให้กำหนดรู้ ไม่ว่าจะรู้สึกอย่างไร กำหนดรู้ไปตามนั้น มนสิการไว้ในใจ เพียงทำต่อเนื่อง หมั่นรู้ชัดในกายและจิต สภาวะจะดำเนินไปตามสภาวะเอง การปฏิบัติจึงสะดวกสบายเป็นไปตามเหตุ

ปฏิบัติแล้วทุกข์, สุข

ทุกข์, สุข เพราะความไม่รู้ ถึงแม้รู้แล้วก็ยังทุกข์, สุข เพราะยังยึดติดในสภาวะ ยังมีการให้ค่าต่อสภาวะว่าดี,ไม่ดี บางครั้งยึดติดในบัญญัติเรียกนั่นเรียกนี่ ย่อมมีทุกข์บ้าง สุขบ้าง ตามการให้ค่า

บางวันดีระเบิดระเบ้อ บางวันห่วยแบบสุดๆ เหตุเกิดจากไปจดจ้องสภาวะ ว่าจะต้องเป็นแบบนั้น เป็นแบบนี้ พอไม่ได้ดั่งใจบ้าง ได้ดั่งใจบ้าง ตามแต่จะให้ค่าต่อสภาวะที่เกิดขึ้น จึงประสพกับทุกข์, สุขเนืองๆ

เพียงกำหนดรู้

ทุกข์ก็ให้รู้ สุขก็ให้รู้ รู้สึกอย่างไรก็ให้รู้ ยอมรับไปตามความเป็นจริงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในจิต รู้ไปตามนั้น รู้ได้บ่อยๆจะเห็นแต่ความไม่เที่ยง จิตจะปล่อยวางลงไปเอง โดยไม่ต้องไปคิดพิจรณาเพื่อให้เกิดการปล่อยวาง

เหตุมี ผลย่อมมี บางคนชอบคิด อยากจะคิดก็คิดไป อุบายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน รู้แค่ว่า สภาวะทั้งหมดนี้ ล้วนเกิดจากเหตุที่ทำมา รู้เพียงแค่นี้ แล้วหมั่นรู้ในกายและจิต รู้เท่านี้มันก็จบ หากยังไม่รู้ย่อมแสวงหาต่อไป

๒๒- ๒๔ กย.๕๔

๒๒ กย.๕๔

เมื่อคืน ก่อนจะหลับ จิตเป็นสมาธิขึ้นมาเอง สภาวะหลังๆ จิตจะเป็นสมาธิบ่อยมากกว่าเมื่อก่อน แม้กระทั่งเวลานอน จิตจะเป็นสมาธิก่อนนอน จนกระทั่งหลับไปเอง

เช้า ระหว่างเดินทาง ขณะที่นั่งอยู่ในรถ จิตเป็นสมาธิต่อเนื่อง รู้สึกตัวเป็นระยะๆ

เมื่อคืนได้ดูคลิปของพระภิกษุรูปหนึ่งแสดงอากัปกิริยา ถ้าเป็นเราในสมัยก่อนคงจะรู้สึกปริ๊ดว่าเป็นพระ ทำแบบนี้ได้ยังไง แต่เมื่อคืนนี้ดูจิตตัวเองไปด้วย ดูการกระทำของพระไปด้วย มองเห็นความขบขันในจิต ต่อสิ่งที่ท่านแสดงออกทั้งหมด

ดูไปสักพัก เห็นข้อความ “สมีเอก” เราก็ว่าเป็นพระท่านนี้เองรึ คือ ด้วยความบังเอิญ เคยดูคลิปที่ท่านสอนเรื่องเดินจงกรม แล้วท่านทำท่าทางประกอบและวิจารณ์ของสายพองหนอ ยุบหนอ ซึ่งก็เหมือนๆที่เคยอ่านๆเจอในที่อื่นๆ เป็นคนอื่นวิจารณ์

พอระลึกขึ้นมาได้ ถึงบางอ้อเลย อ๋อ!!!! เพราะเหตุมี ผลย่อมมี เป็นแบบนี้นี่เอง ซึ่งไม่แตกต่างกับท่านอื่นๆที่ชอบวิจารณ์แนวทางปฏิบัติอื่นๆว่าผิด แล้วบอกว่า ของตัวเองนั้นถูก เรื่องกรรมหรือการกระทำนี่ ไม่มีข้อยกเว้น ใครทำอย่างไร ได้อย่างนั้น

แต่เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องจากเหตุที่ไปว่ากล่าวติติงแนวทางการปฏิบัติแบบอื่นๆโดยตรง แต่เกิดจากเหตุที่แต่ละคนกระทำมาในอดีต และที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่ในปัจจุบันอีก แม้กระทั่งคนอื่นๆก็เช่นเดียวกัน

ยังมีนะมองนอกตัว แต่มองด้วยความเข้าใจ ไม่ได้เพ่งโทษ เพราะยังมีเหตุ จิตจึงมีกระเพื่อม ถึงแม้จะมองแบบขำๆก็ตาม หากไม่มีเหตุ ย่อมไม่รู้สึกอะไร

รอบแรก เดินกับยืน ๒ ชม. นั่งที่พื้นและที่โซฟา ๑ ชม. ๔๐ นาที

รอบ ๒ เดินกับยืน ๓ ชม. นั่งที่โซฟา ๑ ชม.

๒๓ กย.

เช้า ระหว่างเดินทาง จิตยังคงเป็นสมาธิ จนถึงที่ทำงาน

ยังคงเจอสภาวะเบื่อ พักนี้เจอสภาวะนี้บ่อยมากกว่าสภาวะอื่นๆ ได้แต่ดู ไม่รู้สึกชอบหรือชังหรือมีความรู้สึกใดๆกับสภาวะที่เกิดขึ้น

ไม่ปรารถนาการเกิดในชาติต่อๆไปอีก เพราะแท้จริงแล้ว ชีวิตไม่ได้มีอะไรเลย มีแต่การกระทำเดิมๆซ้ำๆ แตกต่างแค่เหตุการณ์ แค่บุคคลที่มีวิบากร่วมกับเราเท่านั้นเอง ที่เหลือ ไม่มีความแตกต่างเลย หลงใช้ชีวิตเวียนวนโดยไม่รู้ว่าหลง

นี่แหละเหตุของการเกิด การก่อให้เกิดภพชาติไปด้วยความหลง พอมารู้เห็นความจริงของชีวิตที่เป็นอยู่จริง ตามสภาวะของชีวิต จิตจึงเกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัดเพราะเหตุนี้

ต่อให้มีครอบครัวที่ดี มีชีวิตที่ดีแบบสุดๆ รวยแสนรวยแค่ไหน ให้รวยล้นฟ้าจนไม่มีที่จะเก็บเงิน ทำทานมากเท่าไหร่ เงินไม่ยอมหมด แล้วเป็นยังไง ชีวิตยังคงเวียนวนเหมือนเดิม นี่แหละความหลง ความไม่รู้ กิเลสบดบังจิต

จิตที่มืดบอด ปัญญาไม่เกิด จึงมองไม่เห็นตามความเป็นจริง พอรู้แล้ว เห็นแล้วว่า ความเป็นจริงของชีวิตคืออะไร ยิ่งเห็นชัดมากเท่าไหร่ ยิ่งเกิดความเบื่อหน่ายยิ่งกว่าสิ่งใด ความเพียรจึงเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องมีความอยากที่จะทำ

ความอยากมี อยากได้เป็นอะไรๆในบัญญัติที่นำมาเรียกๆกันนั้นไม่มีในจิต ตราบใดที่ยังมีกิเลส ตราบนั้นยังต้องมีการเกิด ตราบใดที่ยังต้องมีการระวัง นั่นหมายถึงยังมีเหตุ เพราะผลยังคงให้ได้รับอยู่ หากหมดเหตุแล้วจริงๆ ไม่ต้องคอยระวัง

รอบแรก เดินกับยืน ๑/๒ ชม. นั่งที่โซฟา ๑ ชม. ๔๐ นาที

รอบ ๒ เดินกับยืน ๑ ชม. นั่งที่พื้น ๑ ชม.

รอบ ๓ เดินกับยืน ๒ ชม. นั่งที่โซฟา ๔๕ นาที

ทุกข์ เมื่อกำหนดรู้ทุกข์ จะรู้ชัดในสภาวะทุกข์จนถึงที่สุดแล้วเบื่อ สุดท้ายจิตปล่อยวางลงไปเอง เป็นเหตุให้ปัญญาเกิด จึงเห็นตามความเป็นจริงว่า ทุกข์ก็ไม่เที่ยง

สุข เมื่อกำหนดรู้สุข จะรู้ชัดในสภาวะสุขถึงที่สุดแล้วเบื่อ สุดท้ายจิตจะปล่อยวางลงไปเอง เป็นเหตุให้ปัญญาเกิด จึงเห็นตามความเป็นจริงว่า สุขก็ไม่เที่ยง

เบื่อ เมื่อกำหนดรู้เบื่อ จะรู้ชัดในสภาวะเบื่อจนถึงที่สุด แม้ไม่มีเหตุอันใดก็เกิดเองเป็นเอง เบื่อสุดจะเบื่ออยู่ภายใน สุดท้ายจิตจะปล่อยวางลงไปเอง เป็นเหตุให้ปัญญาเกิด จึงเห็นตามความเป็นจริงว่า เบื่อก็ไม่เที่ยง

ทุกข์ก็ไม่เที่ยง สุขก็ไม่เที่ยง เบื่อก็ไม่เที่ยง เห็นตามความจริงๆได้เนืองๆเช่นนี้ จิตจึงเกิดความเบื่อหน่ายคลายหนัด เพราะเห็นโทษของการเกิด จิตมุ่งพระนิพพานคือการสร้างเหตุของการไม่เกิดอีกต่อไป

การปฏิบัติหรือทำทุกวันนี้ จึงไม่ได้ทำเพราะความอยากอีกต่อไป แม้กระทั่งคำบัญญัติต่างๆที่เรียกว่าอะไรๆ ไม่สามารถทำให้จิตเกิดการกระเพื่อมอีกต่อไป ที่ทำเพราะรู้ รู้แล้วจึงทำ ทำเหมือนกับการใช้ชีวิตประจำวันในทุกๆวัน ทำเป็นเรื่องปกติ

เหมือนที่ต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ แต่การทำเพื่อหาเลี้ยงชีพทางโลก ทำเท่าไหร่ก็ไม่จบ เพราะฝั่งอยู่ตรงไหนก็มองไม่เห็น

การปฏิบัติหรือการทำเช่นนี้ เพียงรู้ชัดอยู่ในกายและจิตหรือรูปนามเนืองๆ ก็หาเลี้ยงชีพเหมือนกัน เลี้ยงชีพที่ทำแล้วจบ เพราะเห็นฝั่งแล้ว จึงไม่ต้องหาอะไรอีกต่อไป

รอบ ๔ เดินกับยืน ๑/๒ ชม. นั่งที่โซฟา ๑/๒ ชม.

๒๔ กย.

รู้ชัดในจิตที่ขณะที่เริ่มเป็นสมาธิมากขึ้น

ทุกวันนี้เวลานอน จิตจะเป็นสมาธิก่อนนอนทุกขึ้น เพียงหลับตาลงจิตจะเป็นสมาธิทันที บางครั้งมีโอภภาสเกิดร่วม สว่างมากน้อยแต่ละครั้งไม่เท่ากัน

ที่สังเกตุเห็นได้ชัดคืออาการของจิตเวลาเป็นสมาธิ มีอาการรู้ชัดลงไปในเวลาเกิดชัดมากขึ้น เหมือนอาการรู้ชัดในฝ่าเท้า ที่มีอาการเสียวาบๆในฝ่าเท้าทุกๆครั้งที่เดิน ในจิตก็รู้ชัดแบบนั้นเช่นกัน

รอบแรก เดินกับยืน ๒๐ นาที นั่งที่โซฟา ๓ ชม.
ทุกๆครั้งที่จิตได้พักในสมาธิแบบเต็มอิ่ม จิตสดชื่น เบิกบาน สภาวะเช่นนี้จะมีตัวปัญญาเกิด ครั้งนี้ก็เช่นกัน จิตแจ่มใสมากๆ จิตไม่ไปครุ่นคิดทางโลกแบบก่อนๆ มีแต่คิดพิจรณาเรื่องธรรมะ

รอบที่ ๒ เดินกับยืน ๒ ชม. นั่งที่โซฟา ๑ ชม.

มีโอภาสเกิดตลอด สว่างมากๆ แต่ยังรู้ชัดในกายและจิตได้ต่อเนื่องพร้อมๆกับโอภาสที่เกิดร่วมด้วย จิตอิ่มในธรรมะมากๆ รอบนี้จิตทบทวนสภาวะธรรม ระลึกถึงสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้บอกกล่าวมาตลอด “การปล่อยวาง”

การปล่อยวางมีทั้งภายนอกและภายใน

ปล่อยวางภายนอก

ได้แก่ ปล่อยวางในสิ่งที่เกิดขึ้น คือ ผัสสะต่างๆที่มากระทบ

ผัสสะ

ผัสสะที่เกิดขึ้น ล้วนมีเหตุปัจจัย เมื่อยังมีเหตุอยู่ ย่อมมีผลมาแสดงให้เกิดขึ้นในรูปของผัสสะ เป็นเหตุให้ก่อให้เกิดความรู้สึกชอบ,ชังในสิ่งที่เกิดขึ้น หากไม่มีเหตุร่วมกันจะไม่มีความรู้สึกใดๆเกิดขึ้น

ตราบใดที่ยังมีกิเลส ย่อมมีความชอบ, ชัง การปล่อยวาง คือ ทำใจให้แยบคาย ได้แก่ มนสิการไว้ในใจพอประมาณ รู้สึกอย่างไร รู้ไปตามนั้น อย่าก่อให้เกิดการกระทำใดๆออกมา

เหตุมี ผลย่อมมี

หากก่อให้เกิดการกระทำใดๆออกมา ไม่ว่าจะทางชอบ, ชัง ตามความรู้สึกขณะนั้นๆ ล้วนมีผลให้ได้รับทั้งสิ้น ทำอย่างไร ย่อมได้รับผลเช่นนั้น เหตุตรงนี้ล้วนเป็นต้นเหตุของการเกิดในครั้งต่อๆไป

หากไม่ได้ก่อให้เกิดการกระทำออกมา แต่มีความรู้สึกนึกคิดอยู่ในใจ เมื่อยังมีเหตุ ย่อมมีผลอย่างแน่นอน มากน้อยอยู่ที่การยึดติดในความคิด เพียงแต่ผลที่ได้รับตรงนี้ไม่มากเท่ากับการได้สร้างเหตุออกไป

ปล่อยวางภายใน

ได้แก่ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม เพียงหมั่นรู้ลงไปในสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นในจิต ยอมรับไปตามความเป็นจริงต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในจิต สักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้ ตราบใดที่ยังมีกิเลส ย่อมมีการให้ค่า ถ้ามีให้ค่า จงยอมรับว่าให้ค่า

ทุกอย่างล้วนมีเหตุ ให้ค่าแล้วยึดติดก็เกิดจากเหตุ ให้ค่าแล้วไม่ยึดติดก็เกิดจากเหตุ เพียงหมั่นรู้ชัดอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรมบ่อยๆ การให้ค่าจะลดน้อยลงไปเอง จนกระทั่งเห็นตามความเป็นจริงในที่สุด

มีเหตุ ย่อมมีผล

เมื่อปล่อยวางลงไปบ่อยๆได้ ย่อมเห็นตามความเป็นจริงมากขึ้น คือ ความไม่เที่ยง เป็นเหตุให้การคาดเดาที่มีอยู่ลดน้อยลงไป ความรู้สึกนึกคิดที่เป็นเหตุให้ก่อให้เกิดการกระทำใดๆออกมา ย่อมลดน้อยลงไป

เป็นเหตุให้นับวันรู้ชัดอยู่ในกายและจิตมากขึ้น ปัญญาย่อมเกิดขึ้นเนืองๆ เป้นเหตุให้เกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดตามสภาวะ ตามความเป็นจริง ไม่ใช่เกิดจากการน้อมเอาคิดเอาเพื่อให้เกิดขึ้นแต่อย่างใด สุดท้ายจิตปล่อยวางลงไปเอง

สภาวะ

สภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นทั้งภายนอกและภายในมีไว้ให้กำหนดรู้ ไม่ว่าจะรู้สึกอย่างไร กำหนดรู้ไปตามนั้น มนสิการไว้ในใจ เพียงทำต่อเนื่อง หมั่นรู้ชัดในกายและจิต สภาวะจะดำเนินไปตามสภาวะเอง การปฏิบัติจึงสะดวกสบายเป็นไปตามเหตุ

ปฏิบัติแล้วทุกข์, สุข

ทุกข์, สุข เพราะความไม่รู้ ถึงแม้รู้แล้วก็ยังทุกข์, สุข เพราะยังยึดติดในสภาวะ ยังมีการให้ค่าต่อสภาวะว่าดี,ไม่ดี บางครั้งยึดติดในบัญญัติเรียกนั่นเรียกนี่ ย่อมมีทุกข์บ้าง สุขบ้าง ตามการให้ค่า

บางวันดีระเบิดระเบ้อ บางวันห่วยแบบสุดๆ เหตุเกิดจากไปจดจ้องสภาวะ ว่าจะต้องเป็นแบบนั้น เป็นแบบนี้ พอไม่ได้ดั่งใจบ้าง ได้ดั่งใจบ้าง ตามแต่จะให้ค่าต่อสภาวะที่เกิดขึ้น จึงประสพกับทุกข์, สุขเนืองๆ

เพียงกำหนดรู้

ทุกข์ก็ให้รู้ สุขก็ให้รู้ รู้สึกอย่างไรก็ให้รู้ ยอมรับไปตามความเป็นจริงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในจิต รู้ไปตามนั้น รู้ได้บ่อยๆจะเห็นแต่ความไม่เที่ยง จิตจะปล่อยวางลงไปเอง โดยไม่ต้องไปคิดพิจรณาเพื่อให้เกิดการปล่อยวาง

เหตุมี ผลย่อมมี บางคนชอบคิด อยากจะคิดก็คิดไป อุบายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน รู้แค่ว่า สภาวะทั้งหมดนี้ ล้วนเกิดจากเหตุที่ทำมา รู้เพียงแค่นี้ แล้วหมั่นรู้ในกายและจิต รู้เท่านี้มันก็จบ หากยังไม่รู้ย่อมแสวงหาต่อไป

รอบ ๓ เดินกับยืน ๑ ชม. นั่งที่โซฟา

จะอั้นจะอี้ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง

ตำราต่างๆที่เขียนไว้ เป็นเพียงอุบายให้รู้จักคิดพิจรณา ซึ่งเหมือนๆในพระไตรปิฎก สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงถ่ายทอดทิ้งไว้ ทุกสิ่งล้วนเป็นอุบายในคำสอน

เพียงแต่ว่า อยู่ที่เหตุของแต่ละคนทำมา ใครจะรู้เห็นได้เช่นใด ตำราทั้งหลาย ล้วนเป็นเพียงแผนที่ ที่มีหลากหลาย ซึ่งเป็นไปตามเหตุปัจจัยของผู้ที่ได้บันทึกเอาไว้เท่านั้นเอง แต่เพราะความไม่รู้ชัดในสภาวะเรื่องของเหตุ

จึงหลงยึดติดบัญญัติที่เขียนไว้ ว่าแบบนี้ถูก แบบนี้ผิด แบบนี้ใช่ แบบนี้ไม่ใช่ นี่แหละพิษของเหตุ พิษของความไม่รู้ เส้นทางจึงเหมือนวนเวียนอยู่ในเขาวงกต ภพชาติจึงเกิดขึ้นเนืองๆเพราะเหตุนี้

ได้แค่อาศัยเปลือกเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามเหตุปัจจัยที่ทำไว้ แล้ววนกลับมาเริ่มต้นใหม่ เพียงมีสัญญาเพิ่มมากขึ้นในการรู้ สะสมสัญญาไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเกิดปัญญารู้แจ้งแทงตลอด บางคนเมื่อเกิดมาจึงมีปัญญามากน้อยไม่เท่ากันเพราะเหตุนี้

นี่แหละเหตุ หากเคยสร้างเหตุร่วมกันมา ย่อมเชื่อกัน ส่วนจะเชื่อมากหรือน้อยแค่ไหน ก็อยู่ที่เหตุเหมือนกัน ส่วนที่ไม่เชื่อกัน เพราะไม่ได้สร้างเหตุร่วมกันมานั่นเอง ดูสมัยพุทธกาลเป็นตัวอย่าง ดูพระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่าง

อะสัมโมหสัมปชัญญะ หมายความว่า มีความรู้อยู่ทุกขณะ ไม่หลงลืม

เมื่อจะกล่าวโดยละเอียดตามหลักฐานในพระไตรปิฎกแล้ว มีอยู่ ๒๒ อย่าง จะได้อธิบายข้อที่ ๑ กับ ข้อที่ ๒ ก่อน ดังนี้คือ

๑. อภิกฺกนฺเต เวลาจะก้าวไป ก็มีสติกำหนดรู้

๒. ปฏิกฺกนฺเต เวลาจะถอยกลับ ก็มีสติกำหนดรู้

ทั้ง ๒ ข้อนี้ มีอธิบายว่า ธรรมดาอันธพาลปุถุชน คือ บุคคลที่ยังบอด ยังโง่ ยังเขลาอยู่ เวลาก้าวไปหรือถอยกลับ ย่อมมีความลุ่มหลงสำคัญผิดคิดไปว่า “ตนก้าวไป” การก้าวไปตนให้เกิดบ้างดังนี้บ้าง

ย่อมมีความสำคัญผิดคิดไปว่า “เรากำลังก้าวไป” การก้าวไปเราให้เกิดขึ้นเองบ้างดังนี้บ้าง

ส่วนท่านผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสาร ไม่มีความลุ่มหลงและไม่มีความสำคัญผิดคิดไปเช่นนั้น ย่อมมีความรู้ความเข้าใจอย่างนี้ว่า เมื่อจิตคิดจะไปเกิดขึ้น วาโยธาตุ มีจิตเป็นสมุฏฐาน พร้อมกับจิตนั่นเอง ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวเกิดขึ้น

อันที่ก้าวไปนั้น ก้าวไปเพราะอำนาจแห่งการกระทำของจิตกับความแผ่กระพือไปของวาโยธาตุ เมื่อร่างกระดูกนั้นกำลังก้าวไปอยู่อย่างนี้ ในขณะที่ยกส้นเท้าขึ้นครั้งหนึ่งๆ ธาตุดินกับธาตุน้ำมีประมาณน้อย มีกำลังอ่อน

ส่วนธาตุไฟกับธาตุลมที่กำลังมาก มีกำลังกล้า จึงทำให้คล่องแคล่วเบาในการยกปลายเท้าขึ้น เสือกเท้าไป วางเท้าลงถูกพื้น กดส้นเท้า ธาตุไฟกับธาตุลม มีประมาณน้อย มีกำลังอ่อน ธาตุดินกับธาตุน้ำมีกำลังมาก

มีกำลังกล้า สภาวะคือ ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ย่อมมีกำลังอยู่ทุกขณะดังนี้คือ

๑. อุทฺธรเณ ปวตฺตา รูปารูปธมฺมา ในขณะที่ยกส้นเท้าขึ้นนั้น รูปนามที่เกิดขึ้นขณะนั้นดับลงไปแล้ว ยังไม่ทันถึงตอนยกปลายเท้าขึ้นเลย

๒. อติหรเณ ปวตฺตา รูปนามที่กำลังเกิดขึ้นในขณะที่ยกปลายเท้าก็ดับลงไปนั่นเอง ยังไม่ทันเสือกเท้าไปเลย

๓. วีรติหรเณ ปวตฺตา รูปนามที่กำลังเสือกเท้าไปก็ดับลงในขณะนั้น ยังไม่ทันถึงตอนเอาเท้าลงเลย

๔. โวสฺสชฺชเน ปวตฺตา รูปนามที่กำลังเกิดในขณะที่เอาเท้าลงก็ดับไปที่ตรงนั้น ในขณะนั้น ยังไม่ทันถึงตอนส้นเท้ากระทบพื้นเลย

๕. สนฺนิกฺเขปเน ปวตฺตา รูปนามที่กำลังกระทบกับพื้นก็ดับลงไปที่นั่นเอง ยังไม่ทันถึงตอนส้นเท้ากดกับพื้นเลย

๖. สนฺนิรุมฺภเน ปวตฺตา รูปนามที่กำลังกดกับพื้นก็ดับลงไปที่ตรงนั้น ยังไม่ทันถึงตอนยกส้นเท้าขึ้นเลย

เป็นอันว่า ในขณะที่ก้าวเท้าไปครั้งหนึ่งๆนั้น แบ่งเป็น ๖ ระยะ มีรูปนามเกิดดับติดต่อกันไปทุกขณะ ดุจงาที่ใส่ลงไปในกะทะร้อนๆ หรือ ดุจเกลือที่ใส่ลงไปในกะทะร้อนๆ แล้วแตกไปๆ หรือดุจฟองน้ำพยับแดด ฉะนั้น

ในการไปเป็นต้นนั้น ว่าโดยปรมัตถ์แล้วไม่มีใครไป เป็นการไปของธาตุทั้งหลาย เป็นการยืนของธาตุทั้งหลาย เป็นการนั่งของธาตุทั้งหลาย เป็นการนอนของธาตุทั้งหลาย เท่านั้น

ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา อะไรๆ เลยในการไปเป็นต้น ท่านเปรียบไว้ว่า มีการเกิดดับดุจความสัมพันธ์กันของคลื่นทะเล และดุจกระแสน้ำ ฉะนั้น ดังหลักฐานว่า

อญฺญํ อปฺปชฺชติ จิตฺตํ อญฺญํ จิตฺตํ นิรุชฺฌติ

อวีจิมนุสมฺพนฺโธ นทีโสโตว ปวตฺตติ.

จิตอื่นเกิดขึ้น จิตอื่นดับไปพร้อมกับรูปทั้งหลาย ในส่วนนั้นๆ มีความสัมพันธ์กันดุจคลื่นทะเล เป็นไปติดต่อกันดุจกระแสน้ำ ดังนี้

สภาวะเดินจงกรมที่ยกมาเป็นตัวอย่างนี้ จริงๆแล้วเป็นสภาวะของการกำหนดต้นจิต กิจใดๆก็ตาม เมื่อมีสติรู้ตัวก่อนที่จะทำ มีสัมปชัญญะ มีความรู้สึกตัวขณะที่กำลังทำกิจนั้นๆอยู่ สภาวะคือ มีจิตจดจ่อรู้อยู่ในสิ่งที่กำลังทำอยู่

สมาธิย่อมมีการเกิดขึ้นร่วมด้วยเป็นเรื่องธรรมดา แม้ไม่ได้คิดพิจรณาอะไร ย่อมเห็นสภาวะตามความเป็นจริง ทุกๆการเคลื่อนเท้า จะมีสภาวะรู้เกิดขึ้นที่จิต การขาดออกจากกันของการเคลื่อนเท้า ขาดออกเป็นท่อนๆ

ซึ่งภาษาปริยัตินิยมเรียกว่า สันตติขาด ฆนบัญญัติแตก ซึ่งเป็นสภาวะของสติกับ สัมปชัญญทำงานร่วมกัน เป็นเหตุให้สมาธิ จึงเห็นได้เช่นนั้น สิ่งที่สำคัญจริงๆ ไม่ใช่การเห็นตรงนี้ แต่การทำต่อเนื่องต่างหาก

และสิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือ การสร้างเหตุภายนอก ตัวผัสสะที่มากระทบ ตรงนี้แหละตัวสร้างภพสร้างชาติ วัฏฏสงสารยาวนานเพราะความไม่รู้ตรงนี้

ขณะที่ผัสสะที่เกิดขึ้น มีความความไม่ชอบใจ เพราะความหลง หรือความไม่รู้ยังมีอยู่ จึงตอบโต้ด้วยความไม่ชอบใจกับผัสสะนั้น

ขณะที่ผัสสะที่เกิดขึ้น มีความ ชอบใจ เพราะความหลงหรือความไม่รู้ยังมีอยู่ จึงตอบสนองด้วยความยินดีกับผัสสะนั้น

๑๙ – ๒๑ กย. ๕๔

๑๙ กย. ๕๔

เช้านี้ตื่นตอนตี ๕ ยืนรีดผ้าที่ยังไม่ได้รีด ขณะที่ยืนรีดผ้า รู้ชัดในกายดี ปีติ สุข เกิดตลอด

ระหว่างมานั่งรอรถบริษัท จิตเป็นสมาธิต่อ พอขึ้นบนรถ นั่งลง จิตเป็นสมาธิตลอด รู้สึกตัวบ้าง ไม่รู้สึกตัวบ้าง จนกระทั่งถึงที่ทำงาน

กำลังสังเกตุอยู่ว่า ใช่เพราะรีดผ้าตอนเช้าหรือเปล่า ที่เป็นเหตุให้ จิตเป็นสมาธิตลอดทางระหว่างเดินทาง ซึ่งปกติตอนเช้าๆจะไม่เกิดสมาธิต่อเนื่องแบบนี้ เคยเป้นมาแล้วครั้งก่อน มาครั้งนี้อีก

รอบแรก เดินกับยืน ๑ ชม. นั่งที่พื้นและที่โซฟา ๒ ชม. ๑๕ นาที

เดี๋ยวนี้สมาธิมีมากขึ้นเรื่อยๆ และเป็นสมาธิบ่อยๆ เมื่อเช้าเกิดสภาวะเบื่อก่อนจะนั่ง พอพักในสมาธิ จิตสดชื่น สภาวะเบื่อหายไป

รอบ ๒ เดินกับยืน ๑ ชม. นั่งที่โซฟา ๑ ชม. ๔๕ นาที

มีบางคนสงสัยว่า ต้องทำมากถึงจะได้ผลเหรอ แล้วถ้าทำน้อยๆล่ะ คือโอากสไม่ค่อยมี บางครั้งไม่อยากทำ แล้วแบบนี้จะได้ผลไหม

ขอตอบว่า การทำมากหรือทำน้อย ไม่ใช่ตัววัดผล แต่ขึ้นอยู่กับเหตุของแต่ละคนที่ทำมา และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่ การทำ ไม่ต้องไปคิดแทนคนอื่นๆว่าอยากมีเวลาที่ทำได้มากๆ ความอยากจะทำให้เกิดทุกข์ ทำแล้วทุกข์ ยิ่งไม่อยากทำ

ให้ทำตามสภาวะของตัวเอง ทำได้แค่ไหน ทำแค่นั้น อย่าไปฝืนธรรมชาติ แต่ถ้าอยากจะฝืน อันนี้ก็ห้ามกันไม่ได้จริงๆ เพียงแค่บอกให้ฟังว่า สิ่งใดที่ทำด้วยความอยาก ย่อมมีการคาดหวังผล พอไม่ได้ผลดั่งใจต้องการ ย่อมประสพแต่ความทุกข์ใจเนืองๆ

การทำมากแต่ทำแล้วไม่สามารถรู้ชัดอยู่ในรูปนาม(กายและจิต) ได้ กับ การทำน้อย แต่สามารถรู้ชัดอยู่ในรูปนาม(กายและจิต) ในกรณีเช่นนี้ การทำน้อยย่อมได้ผลดีกว่าทำมาก เนื่องจากไม่ว่าจะทำมากหรือน้อย หากสามารถรู้ชัดในรูปนามได้ ย่อมดี

ขึ้นชื่อว่า “ทำ” ไม่ว่าจะรู้ชัดในรูปนามได้หรือไม่ ย่อมดีกว่าการไม่ทำเลย ขอเพียงตั้งใจทำอย่างต่อเนื่อง จงรู้ไว้เถิดว่า การทำเพื่อตัดภพตัดชาติ อุปสรรคมันมากมาย จะพบแต่เหตุอยากให้เลิกทำ

รอบ ๓ เดินกับยืน ๑/๒ ชม. นั่งที่พื้น ๑ ชม.

๒๐ กย.

ไม่เที่ยง

ตื่นตี ๕ รีดผ้า เหตุที่รีดผ้าตอนเช้า เพราะขี้เกียจรีดกลางคืน ตอนเช้าอากาศจะเย็นๆ เหมาะสำหรับรีดผ้า เวลารีดผ้าจะรู้สึกร้อน ไอร้อนของเตารีดจะแผ่ออกมา

เรื่องสมาธิ ที่คิดว่าเกิดจากการรีดผ้าตอนเช้า เช้าวันนี้ จิตเป็นสมาธิขณะที่นั่งรถ แต่เกิดไม่ต่อเนื่อง ทำให้รู้ว่า สภาวะไม่เที่ยง เลยไม่ไปสนใจว่า เพราะรีดผ้าตอนเช้า ทำให้เกิดสมาธิขณะนั่งรถ

รอบแรก เดินกับยืน ๑/๒ ชม. นั่งที่พื้นและที่โซฟา ๑ ชม. ตอนนี้เจอแต่สภาวะเบื่อ แค่รู้ สุข สลับไปมา

รอบ ๒ เดินกับยืน ๒ ชม. นั่งที่โซฟา ๑ ๑/๒ ชม.

รอบ ๓ เดินกับยืน ๑ ชม. นั่งที่โซฟา ๕๐ นาที

ชีวิตที่น่าเบื่อหน่าย เห็นแต่เรื่องเดิมๆซ้ำๆ การเกิดก็แค่เปลี่ยนเปลือกใหม่ที่เป็นไปตามเหตุที่ทำเท่านั้นเอง แล้วก็เจอเรื่องเดิมๆซ้ำๆ เหมือนหนังที่ฉายวนไปวนมา แค่เปลี่ยนฉาก เปลี่ยนเปลือกภายนอก แต่ภายในยังเป็นจิตเดิม

เหตุเพราะเห็นโทษของการเกิด จึงทำให้เกิดความเพียรในการปฏิบัติ ทำทั้งๆที่บางครั้งไม่อยากทำ แต่ต้องทำ

๒๑ กย.

เบื่อหนออออ

ระหว่างเดินทางไปทำงาน ขณะที่นั่งอยู่ในรถ จิตเป็นสมาธิ รู้ชัดภายในบ้าง ไม่รู้ชัดบ้าง เสียงทีวีที่ดัง ยังคงเป็นเสียงสักแต่ว่าเสียง

รอบแรก เดินกับยืน ๑ ๑/๒ ชม. นั่งที่โซฟา ๑ ชม. ๔๕ นาที

จิตคิดพิจรณาเรื่องการฟังเทศน์ แล้วยังมีการเพ่งโทษอยู่ แต่วางได้ไวมากขึ้น ไม่ติดข้องอยู่นาน

ต่อมาคิดพิจรณาเรื่องของผู้ที่ยังมีการยึดติด เพ่งโทษเรื่องสมาธิ จิตมีคิดอยากจะเข้าไปสนทนากับผู้นั้นด้วย แต่จิตวางได้ไว ไม่คิดจะเข้าไปสนทนาด้วย เขาไม่แตกต่างจากเราในสมัยก่อนๆ

แม้กระทั่งเรื่องอัตตากับมานะ อัตตาเป็นสภาวะที่หยาบ ส่วนมานะเป็นสภาวะที่ละเอียดขึ้นไปอีก ผู้ที่ยังไม่รู้ ย่อมกล่าวว่า อัตตาเป็นตัวพี่ มานะเป็นตัวน้อง หากยังไม่รู้ชัดในสภาวะกิเลสที่แท้จริง ย่อมกล่าวเช่นนี้ เรื่องธรรมดา

เพราะตราบใด ที่ยังไม่รู้ชัดใน กาย เวทนา จิต ธรรมได้ต่อเนื่อง ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง จึงเป็นเหตุให้กล่าวกันเช่นนั้น มองเห็นแต่เหตุ จิตจึงปล่อยวาง ไม่คิดจะเข้าไปข้องเกี่ยว

ขนาดสภาวะนามรูปปริจเฉทญาณ ยังมีสภาวะตั้งแต่หยาบจนกระทั่งละเอียด กว่าจะรู้ กว่าจะเข้าใจ ต้องย่ำเดิมๆซ้ำๆจนกว่าจะรู้ชัดในสภาวะทั้งหมด ถ้ายังยึดติดกับบัญญัติ ยากที่จะรู้ชัดในสภาวะทั้งหมดได้ เพราะมีแต่การให้ค่ากับสภาวะที่เกิดขึ้น

สิ่งต่างๆเหล่านี้ที่รู้ชัดขึ้นมาได้ เกิดเนื่องจากทำเดิมๆซ้ำๆ สภาวะที่เกิดขึ้นจะเห็นตั้งแต่สภาวะหยาบ จนกระทั่งสภาวะที่ละเอียด

รอบ ๒ เดินกับยืน ๒ ชม. นั่งที่โซฟา ๑ ชม. ๔๕ นาที

๑๖- ๑๘ กย.๕๔

๑๖ กย.๕๔

ระหว่างเดินทางมาทำงาน จิตเป็นสมาธิตลอดขณะที่นั่งอยู่ในรถ รู้สึกตัวสลับกับไม่รู้สึกตัว

รอบแรก เดินกับยืน ๑ ๑/๒ ชม. นั่งที่พื้น ๕๐ นาที สมาธิแนบแน่นดี รู้ชัดอยู่ในรูป, นามได้ตลอด

สภาวะแต่ละวันในตอนนี้ที่เจอประจำสลับไปมาคือ เบื่อ แค่รู้ สุข ปัญญาเกิด จะรู้สลับไปมาแบบนี้ ความหงุดหงิดตอนนี้น้อยลงกว่าเมื่อก่อน สภาวะเบื่อเกิดขึ้นมากกว่าเมื่อก่อน เกิดนานมากขึ้น

เมื่อรู้ชัดในสภาวะว่าควรทำอย่างไร จึงไม่ทุกข์แบบก่อนๆ พักในสมาธิอย่างเดียว จนกว่าจิตจะพอใจ พักจนพอ จิตจะสดชื่น เบิกบาน บางครั้งสลับกับกิจกรรมอื่นๆ เป็นเหตุให้ปฏิบัติได้ต่อเนื่องเพราะเหตุนี้แหละ

ในดีมีเสีย ในเสียมีดี

ผลของการให้ค่าสภาวะว่าดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ยอมรับตามความเป็นจริงว่ายังมีให้ค่า เหตุจากตรงนี้ ทำให้เห็นสภาวะต่างๆละเอียดมากขึ้น จึงรู้วิธีปรับเปลี่ยนตัวเองให้อยู่ในสภาวะนั้นๆได้ โดยไม่ต้องไปรู้สึกหงุดหงิดหรือไม่ชอบใจ

ทุกข์น้อยลง

ตอนนี้คำว่าทุกข์ น้อยลงไปมากๆ สภาวะเบื่อที่เคยทำให้ทุกข์ ก็ไม่ไปทุกข์แบบก่อนๆ พอปรับสภาวะได้ สบายเลย ไม่ไปคิดว่าดีหรือไม่ดี เพราะสภาวะก็เป็นแบบนี้แหละ แค่อยู่กับสภาวะนั้นๆได้ ใจก็ไม่ทุกข์แล้ว

นี่แหละประโยชน์ของสมาธิหรือสมถะ หากไม่รู้จักพลิกแพลง ย่อมมองไม่เห็นประโยชน์ มีประโยชน์มากๆเวลาที่ทุกข์ ไม่ว่าจะทางโลกหรือทางธรรมก็ตาม ขอให้รู้จักวิธีการที่จะนำออกมาใช้เท่านั้นเอง

ถ้าพักในสมาธิบ่อยๆก็เบื่ออีก อะไรที่มากไปจะทำให้เบื่อได้ ก็มีตัวช่วยแบบอื่นๆมาสอดแทรก เช่น ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมส์ เย็บผ้า อยู่ในอิริยาบทเดินกับยืนน่ะแหละ จนรู้สึกว่าจิตเป็นสมาธิ จึงจะพอ แล้วปฏิบัติต่อ

ต้องรู้จักจิตตัวเองให้แจ่มแจ้งว่า ชอบอะไรบ้าง อะไรที่ทำให้จิตจดจ่อรู้อยู่ในกายได้นาน ไม่ว่อกแว่กไปนอกกาย กิเลสก็มีประโยชน์ ถ้ารู้จักนำมาใช้ให้ถูกกับสภาวะ

รอบ ๒ เดินกับยืน ๔๕ นาที นั่งที่โซฟา ๑ ชม. ๑๐ นาที

รอบ ๓ เดินกับยืน ๑๕ นาที นั่งที่โซฟา ๓๐ นาที

รอบ ๔ เดินกับยืน ๒ ชม. นั่งที่โซฟา ๑ ชม.

๑๗ กย.

ยิ่งรู้ชัดมากเท่าไหร่ ยิ่งมีแต่ความเบื่อหน่ายเกิดขึ้นเนืองๆ

เจอสภาวะเบื่อบ่อยที่สุด บทจะเกิดก็เกิด แต่ทุกอย่างไม่เที่ยง

รอบแรกเดินกับยืน ๓๐ นาที นั่งที่โซฟา ๓ ชม.

รอบ ๒ เดินกับยืน ๑ ๑/๒ ชม. นั่งที่พื้นและโซฟา ๑ ชม. ๑๕ นาที

เวลานั่ง พอใกล้จะถึงเวลา ๑ ชม. จะมีจิตอีกตัวโผล่ขึ้นมาบอกว่า พอได้แล้ว เวลาที่เกิดสภาวะนี้ ส่วนมากสมาธิยังคงเกิดแนบแน่น พอมาเจอจิตตัวนี้ มันจะสะดุด เหมือนรถทีู่กแตะเบรคห้ามล้อแบบกระทันหัน

เกิดมานานแล้วนะสภาวะนี้ เพียงแต่เมื่อก่อนจะหงุดหงิดว่า ทำไมต้องเกิดสภาวะนี้ด้วย เป็นเพราะอะไร แล้วต้องทำจิตให้ตั้งมั่นใหม่ มันจะเป็นแบบนี้ทุกครั้ง

มาวันนี้ เรานั่งดูความรู้สึกที่เกิดขึ้น ตอนที่จิตอีกตัวโผล่ขึ้นมาบอกว่าพอได้แล้ว ถ้าเป็นเมื่อก่อนจะหงุดหงิด แต่วันนี้ไม่ ยังมีสะดุด สมาธิยังคงมีค้างอยู่ แต่รู้ว่านั่งที่พื้นต่อไม่ได้ อารมณ์มันไม่ต่อเนื่อง

ลุกขึ้นไปนั่งที่โซฟาต่อ สมาธิเกิดต่อเนื่องทันที รู้ชัดในรูปนามได้ดีเหมือนเดิม

รอบ ๓ เดินกับยืน ๑ ชม. นั่งที่พื้น ๑ ชม.

ยิ่งทำต่อเนื่องทุกๆวัน ยิ่งรู้ชัดในสภาวะต่างๆมากขึ้นเรื่อยๆ แม้กระทั่งข้อการปิดข้อโต้แย้งในสภาวะต่างๆ เห็นชัดและรู้ชัดในสภาวะเหล่านั้นมากขึ้น สามารถนำมาอธิบายให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ เช่น คำว่า ธรรมเอกผุด ที่เป็นสภาวะทุติยฌาน

เหตุเนื่องจากมีบางคนเข้าใจว่าสภาวะธรรมเอกผุด ได้แก่ ตัวปัญญาเกิด ซึ่งเรารู้ดีว่า ธรรมเอกผุด คือสภาวะของปีติ ได้แก่ ผรณาปีติ ที่จะเกิดเฉพาะในอัปปนาสมาธิเท่านั้น แต่ไม่สามรถนำเหตุผลมาอธิบายปิดข้อเห็นต่างตรงนี้ได้

เมื่อก่อนรู้อยู่แล้วว่า สภาวะธรรมเอกผุด คือ ปีติที่เกิดในทุติยฌาน ได้แก่ ผรณาปีติ ไม่ใช่อาการตัวใหญ่ตัวโต แต่เป็นความเย็นที่เกิดขึ้นแผ่ซ่านไปทั่วกาย ผรณาปีตินี้จะเกิดในอัปปนาสมาธิเท่านั้น

ถ้าต้องการจะรู้ว่าสภาวะผรณาปีตินั้นมีอาการอย่างไร ให้เข้าไปนั่งในตู้เย็น ความเย็นในผรณาปีติ จะเกิดขึ้นภายในกายก่อน แล้วแผ่ขายความเย็นไปทั่วกาย

วันนี้จิตคิดพิจรณาเรื่องสภาวะของฌานต่างๆ เป็นเหตุให้สามารถอธิบายได้ว่า ธรรมเอกผุดไม่ใช่ตัวปัญญาเกิดขึ้น เหตุเพราะ ในสภาวะของฌานที่เป็นสัมมาสมาธิ จะมีสภาวะ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ได้แก่ เป็นสมาธิที่มีสติ สัมปชัญญะประกอบอยู่

เป็นเหตุให้สามรถรู้ชัดอยู่ในรูป, นาม คือ มีจิตตั้งมั่น รู้ชัดอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม เรียกสั้นๆว่ากายและจิตหรือรูปนามนั่นเอง

เมื่อสามารถรู้ชัดในกาย เวทนา จิต ธรรมได้ ย่อมรู้ชัดในความคิดที่เกิดขึ้นด้วย ขณะที่มีความคิดเกิด ไม่มีความรำคาญแต่อย่างไร ถ้าไม่มีสมาธิ เวลามีความคิดเกิดจะฟุ้งซ่านและรำคาญ

ฉะนั้น ในทุติยฌาน ที่มีธรรมเอกผุด จึงไม่ใช่สภาวะตัวปัญญาเกิดแต่อย่างใด เหตุเพราะตัวปัญญาก็คือความคิดนั่นเอง ธรรมเอกผุดได้แก่ สภาวะผรณาปีติเกิด ซึ่งผรณาปีติจะเกิดขึ้นได้เฉพาะในทุติยฌานเท่านั้น

๑๘ กย.

วันนี้ทำงานบ้าน มีสมาธิเกิดทั้งวัน มีนัดกินข้าวกับน้องนอกบ้าน เมื่อไปเดินที่ห้าง จิตเป้นสมาธิตลอดขณะที่เกำลังเดิน แม้กระทั่งเวลากินและคุย

ขากลับ มีการประกวด DANCE ขณะที่ยืนดู จิตเป้นสมาธิขึ้นมาเอง เลยกลับบ้าน ไม่ดูต่อ เมื่อกลับถึงบ้าน สมาธิยังคงเกิดต่อเนื่อง เลยนั่งสมาธิต่อได้อีกหลายครั้ง จนกระทั่งนอน จิตยังคงเป้นสมาธิจนกระทั่งหลับไปจริงๆ

เริ่มต้นฝึกสมาธิใหม่

การปฏิบัติต้องรู้ชัดในอารมณ์ที่เกิดขึ้น และควรรู้วิธีรักษาจิต

หลายๆคนที่มาปรึกษา ส่วนมากที่เราให้เริ่มเรื่องสมาธิใหม่เพราะเหตุนี้ ต้องรู้ชัดในจิตของตัวเองว่า นั่งในอิริยาบทไหนในบรรยากาศหรืออากาศแบบไหน ที่สมาธิเกิดได้ง่ายและมีกำลังมากที่สุด คือดิ่ง

ตอนนี้อาจจะยังมองไม่เห็นประโยชน์ในสิ่งที่เราให้ทำเพิ่ม แต่ต่อไปเขาต้องได้ใช้อย่างแน่นอน เพราะสภาวะเบื่อจะต้องเจอทุกคน ไม่ใช่เบื่อแบบธรรมดาๆ ต้องบอกว่าเบื่อจนไม่มีที่จะอยู่ เป็นเหตุให้ไม่อยากปฏิบัติ แต่ต้องทำแล้วเพราะรู้ว่าทำเพราะอะไร

เมื่อไม่อยากทำ แต่พยายามที่จะทำ กลายเป็นฝืนใจทำ ไม่ใช่ทำแบบปกติ นี่เจอทุกข์อีกแล้ว ฉะนั้นต้องมีที่ให้จิตชอบ มีที่ให้จิตพัก สมาธิเป็นที่พักจิตที่ดีที่สุดยิ่งกว่าสิ่งอื่นๆ แต่ต้องดูจังหวะ รู้ชัดในจิตของตัวเองให้ได้ก่อน รู้ชัดในสภาวะของสมาธิก่อน

บางคนรู้ชัดในสภาวะเวลาสมาธิเกิด แต่ไม่รู้ชัดในวิธีที่จะทำให้สมาธิเกิดได้ง่าย ไม่รู้ชัดในวิธีที่จะทำให้จิตเกิดสมาธิได้แนบแน่น เกิดสมาธิได้มากๆแบบไม่มีประมาณ จึงให้ฝึกสมาธิใหม่เพราะเหตุนี้ ฝึกเพื่อให้เกิดความชำนาญ ให้มีวสีรู้ชัดในการเข้าออกสมาธิ

เมื่อชำนาญแล้ว เอาไว้ใช้ในเวลาเกิดสภาวะเบื่อ ในสภาวะนี้ต้องใช้สมาธิที่มีกำลังมากๆ จึงจะช่วยกดข่มสภาวะที่เป็นอยู่ได้ เป็นเหตุให้ไม่ต้องทุกข์กับสภาวะที่เกิดขึ้น แม้กระทั่งการปฏิบัติก็ไม่ฝืนใจทำ จะทำสลับไปมาแบบนี้

เบื่อมาก ปล่อยจิตเข้าพักในสมาธิ จะทำทั้งวันก็ไม่เป็นไร เพราะสภาวะเบื่อบางครั้งจะเกิดขึ้นทั้งวัน พักจิตไปจนกว่าจะหายเบื่อ

จิตพอได้พักเต็มที่จะมีสภาวะสดใส สดชื่น เบิกบาน โปร่ง โล่งเบาสบาย สุขไม่มีประมาณ แล้วตัวปัญญาจะเกิด ที่นี้พอมาปฏิบัติจะทำได้อย่างสะดวกสบายไม่ต้องฝืนใจทำ ไม่ต้องไปบังคับกดข่มจิตเพื่อให้ทำแต่อย่างใด

กิเลส

สมาธิก็เป็นกิเลส ทั้งๆที่สมาธิไม่ได้เป็นกิเลส แต่กลับกลายเป็นกิเลสเพราะความไม่รู้ เกิดการยึดติดในสมาธิ ยึดติดความสงบ สุข ในสภาวะที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นผลของจิตเป็นสมาธิ

เมื่อรู้ว่าสมาธิเป้นกิเลสได้เพราะเหตุใด ต้องรู้จักนำกิเลสมาใช้ให้ถูกที่ ถูกทาง กิเลสก็พลิกสถานะการณ์ให้สภาวะที่เป็นอยู่เป็นต่อไปทันที สภาวะจะก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ รู้ชัดในจิตมากขึ้น เห็นรายละเอียดต่างๆของสภาวะชัดมากขึ้น

รู้ชัดในรูป, นาม (กาย, เวทนา, จิต, ธรรม)

มีบางคนรู้ชัดในรูปนาม แต่ไม่รู้หรอกว่าสภาวะของตัวเองเป็นอย่างไร เมื่อเจอสภาวะเดิมๆซ้ำๆ ย่อมเกิดอาการเบื่อ นี่เป็นเรื่องปกติของความไม่รู้ ถึงแม้รู้แล้วยังเบื่อเลย เพราะยังไม่รู้จักวิธีรักษาจิต ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป

สร้างเหตุยังไง รับผลเช่นนั้น

สภาวะที่เกิดขึ้นของแต่ละคนก็เช่นเดียวกัน ผู้ที่ไม่รู้ชัดในสภาวะ เมื่อเจอสภาวะเบื่อเช่นนี้ อาจจะบอกว่า นี่นิพพิทาญาณเกิดขึ้นแล้ว เสร็จเลย เสร็จกิเลส เสร็จกิเลสเพราะไม่รู้ชัดในสภาวะ ที่นี้ก็วุ่นวาย หาทางแก้ไขสภาวะ ทั้งๆที่จริงแล้วสภาวะเป็นไปตามเหตุของตัวสภาวะเอง

ญาณ ๑๖

เรื่องของญาณ ๑๖ ในดีมีเสีย ในเสียมีดี มีไว้ให้ศึกษา มีไว้ให้รู้ ไม่ใช่มีไว้ให้ยึด ซึ่งเกิดจากการตีความว่าสภาวะแต่ละญาณจะต้องเป็นเช่นนั้น เช่นนี้ ให้ดูเรื่องเหตุ ให้ดูการกระทำ ดูอารมณ์ยามผัสสะที่เกิดขึ้น ดูทันไหม ถ้าดูทันย่อมรู้ชัด

โสฬสธรรม

อยากรู้เรื่อญาณ ๑๖ ให้อ่านโสฬสธรรม เป็นคำถามที่พรามหณ์พาวารีผูกปัญหาให้ลูกศิษย์ ๑๖ คน นำไปถามพระพุทธเจ้า สิ่งที่พระพุทธเจ้าตอบมานั้นล้วนมีสภาวะซ่อนอยู่ภายในคำตอบทุกคำตอบ

เช่นคำถามของพระโมฆราช สิ่งที่พระพุทธเจ้าตอบ บางคนนำมาตีความเป็นเรื่องสุญญตา

สุญฺญโต โลกํ อเวกฺสฺสุ โมฆราช สทา สโต

อตฺตานุทิฏฐึ โอหจฺจ เอวํ มจฺจุตฺตโร สิยา

เอวํ โลกํ เอวกฺขนฺตํ มจฺจุราชา น ปสฺสติ

แปลความว่า ดูก่อนโมฆราช ท่านจงเป็นผู้มีสติตลอดเวลา มองเห็นโลกโดยความเป็นของว่างเปล่า พึงถอนอัตตานุทิฏฐิ (คือ ความเห็นเนืองๆว่ามีอัตตา) เสีย

จึงจะเป็นผู้ข้ามพ้นมฤตยูด้วยอาการอย่างนั้น มัจจุราช (มองหา) ไม่เห็นบุคคลผู้มองเห็นโลกอย่างนี้

วิโมกคาถา

ครั้นโยคาวจรเห็น(โลก) โดยความเป็นของว่างเปล่าอย่างนั้นแล้ว ยกขึ้นสู่ไตรลักษณ์ กำหนดรู้สังขารทั้งหลายอยู่ ก็ละความกลัวและความพึงพอใจเสียได้

เป็นผู้มีตนเป็นกลาง วางเฉยในสังขารทั้งหลาย ไม่ถือว่าเป็น”เรา” หรือว่า “เป็นของเรา”

(นำมาจากหนังสือ วิปัสสนากรรมฐาน ภาค ๑ เล่ม ๒ หลวงพ่อโชดก ในบทภังคญาณ)

สุญญตาที่เป็นบัญญัติ ล้วนเป็นเพียงอุบายในการสอน แต่โดยตัวสภาวะของสุญญตาที่แท้จริงมีรายละเอียดลงลึกไปกว่านั้น คำว่า มองโลกว่างเปล่าไม่มีอะไรๆ ล้วนเป็นอุบายในการสอนทั้งสิ้น สอนไม่ให้ยึดติดในสิ่งที่เกิดขึ้นหรือผัสสะ

กับอีกในพระสูตร อากังเขยยสูตร ในมูลปัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย หน้า ๕๘ ว่า

“อากงฺเขยฺย เจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ฯลฯ วิปสฺสนาย สมนฺนาคโต พฺรูเหตา สุญฺญาคารานํ”

มีใจความว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หากภิกษุหวังอยู่ว่า เราพึงเป็นที่รักใคร่ ที่ชอบใจ ที่เคารพ ที่ยกย่องของเพื่อนพรหมจรรย์ด้วยกันแล้ว เธอพึงทำให้บริบูรณ์ในศิล พึงเจริญสมถะและวิปปัสนาอยู่เนืองนิตย์ เป็นผู้ไม่ห่างเหินจากฌาน พอกพูนแต่ในสุญญาคารเถิด”

สุญญตาทั้งสองที่นำมาลง มีสภาวะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หากไม่รู้ชัดในสภาวะ ย่อมเข้าใจว่าเป็นสภาวะเดียวกัน

คำว่า “เธอพึงทำให้บริบูรณ์ในศิล พึงเจริญสมถะและวิปปัสนาอยู่เนืองนิตย์ เป็นผู้ไม่ห่างเหินจากฌาน พอกพูนแต่ในสุญญาคารเถิด”

พึงทำให้บริบูรณ์ในศิล

หมายถึง หมั่นรู้ชัดอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม หรือ รูปนาม (กายและจิต)

สภาวะคือ มีจิตตั้งมั่น รู้ชัดอยู่ในกายและจิต ขณะที่จิตตั้งมั่นรู้ชัดอยู่ในรูปนาม ศิลย่อมสะอาดบริสุทธิ์ บริบูรณ์

พึงเจริญสมถะและวิปัสสนา

หมายถึง มีสมาธิ (จิตตั้งมั่น) มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม (สัมปชัญญะ) รู้ชัด (สติ) อยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม หรือเรียกสั้นๆว่า รู้ชัดอยู่ในรูปนาม

สภาวะคือ มีจิตตั้งมั่น (สมถะ) มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม รู้ชัดอยู่ในกายและจิต (วิปัสสนา)

เป็นผู้ไม่ห่างจากฌาน

หมายถึง เข้าออกฌานโดยชำนาญหรือมีวสีในการเข้าออกฌาน รู้ชัดในสภาวะของฌาน

พอกพูนอยู่แต่ในสุญญคาร

หมายถึง รู้ชัดอยู่ในกายและจิต(รูปนาม) หรือที่นิยมนำมาอธิบายว่า ไม่มีเขา ไม่มีเรา ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ซึ่งเป็นเพียงอุบายในการสอน แต่สภาวะที่แท้จริงคือ รู้ชัดอยู่ในรูปนามเนืองๆ

เมื่อรู้ชัดอยู่ในรูปนามได้เนืองๆ วิปัสสนาญาณ(ญาณ๑๖)ย่อมเกิดขึ้นเองตามลำดับขั้น

Previous Older Entries Next Newer Entries

มิถุนายน 2019
พฤ อา
« พ.ค.    
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

คลังเก็บ

%d bloggers like this: