ธรรมดา

เมื่อรู้ชัด ในรายละเอียด ของสภาวะ ที่เกิดขึ้น ทั้งนอก และใน สภาวะที่เรียกว่า แค่รู้ มีเกิดมากขึ้นเอง โดยไม่ต้องคิดพิจรณาใดๆ

เมื่อวาน ตั้งใจจะไปเปลี่ยนบรรยากาศที่ ศูนย์วิปัสสนาฯ วัดมหาธาตุ

เช้ามา ดูข่าวทางทีวี เห็นสภาพบรรยากาศ ที่ช่องต่างๆ นำมาแสดง

ถ้าเป็นเมื่อก่อน จะเห็นความไม่ชอบใจ เกิดขึ้นเป็นสิ่งแรก ประมาณว่า ฉันจะไปวัด ดันมาเจอเรื่องแบบนี้อีก

ตอนนี้ ความรู้สึกนึกคิด เปลี่ยนไปมากขึ้นเรื่อยๆ เห็นความรู้สึก ที่เกิดขึ้น เมื่อเช้า ตอนที่ดูข่าว คือ เห็นว่า เป็นเรื่องธรรมดาๆ เรื่องไปวัด ไปเมื่อไหร่ก็ได้

เจ้านายถามว่า ทำไมไม่ไปล่ะ

เราบอกว่า เดี๋ยวกลับบ้านไม่ถูก ไว้ไปวันอื่นก็ได้

เมื่อรู้ชัดในวัตถุประสงค์ว่า ต้องการไปปฏิบัติ นอกที่พักเพราะอะไร ใจจึงไม่หมอง ไม่มีทั้งความชอบใจ และไม่ชอบใจเกิดขึ้น ปล่อยวางมากขึ้น จากผัสสะต่างๆ ที่เกิดขึ้น

สถานที่

เรื่องการเปลี่ยนสถานที่ปฏิบัติ เกิดจากเหตุปัจจัย ความเบื่อหน่ายที่เกิดขึ้นเนืองๆ

ที่เบื่อ เพราะ สภาวะการปฏิบัติ เดิมๆซ้ำๆ อยู่กับความสงบเงียบ สุขจนเบื่อ สุดท้าย มันก็แค่นั้นเอง

จึงเปลี่ยนสถานที่บ้าง เพื่อรู้ชัดในสิ่งที่ยังมีอยู่ และเป็นอยู่ของตนเอง ตามความเป็นจริงมากขึ้น

การใช้ชีวิตแบบสงบอยู่ที่พัก เหมือนกับการพักรบจากเหตุปัจจัย ที่ยังมีอยู่ชั่วคราว พอคิดว่า พร้อม ก็ออกไปนอกสถานที่ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้เกิดความเคยชินกับสถานที่ และ กับคนที่อยู่ที่นั่น

ความเคยชิน เป็นสภาวะกิเลส ที่เนียนละเอียดมากขึ้น หากรู้ไม่ทัน กิเลสของความเคยชิน ย่อมบดบังสภาวะ

เพราะอะไรน่ะหรือ เพราะพอรู้แล้วว่า สิ่งๆนั้น มีพฤติกรรมแบบนั้น เป็นเรื่องปกติของสิ่งนั้น

เมื่อผัสสะเกิดขึ้น กับสิ่งเดิมๆอีก เพราะรู้แล้ว จิตจึงไม่กระเพื่อม เหตุจาก ความเคยชิน ในสิ่งที่เกิดขึ้น

การที่เจอผัสสะต่างๆ ที่มีความหลากหลาย ตามความเป็นจริง ไม่ใช่เกิดจาก การน้อมเอา คิดเอาเอง สร้างขึ้นมาเอง เพื่อทดสอบ ในสิ่งที่คิดว่า ยังมีอยู่ไหม เป็นการหลอกลวงจิต ชนิดหนึ่ง

ผิดกับ ผัสสะ ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง แล้วสิ่งๆนั้น ทำให้จิตกระเพื่อม คือ เกิดความรู้สึกนึกคิด นั่นแหละ เหตุปัจจัยของการเกิดแห่งภพ(มโนกรรม) ย่อมมีอยู่

นั่นหมายถึง ความเสี่ยง ในการสร้างเหตุของการเกิด(วจีกรรม กายกรรม) ที่ยังมีอยู่

ถึงแม้จะสร้างเหตุลดน้อยลงไปแล้วก็ตาม ไม่เคยเชื่อใจตัวเอง สักแม้ขณะจิตเดียว ที่เชื่อได้จริงๆ คือ ดูการสร้างเหตุ ได้แก่ ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น จากผัสสะ ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง เป็นหลัก

เจริญสมาธิ

ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลาย จงเจริญสมาธิเถิด.

ภิกษุ ท. ! ภิกษุ ผู้มีจิตเป็นสมาธิแล้ว ย่อมรู้ได้ตามเป็นจริง.
รู้ได้ตามเป็นจริงซึ่งอะไรเล่า ?

รู้ได้ตามเป็นจริง ซึ่ง ความจริงอันประเสริฐ ว่า

“นี้เป็นทุกข์,
นี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์,
นี้เป็นความดับไม่เหลือของทุกข์
และนี้เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์;” ดังนี้.

ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลาย จงเจริญสมาธิเถิด.
ภิกษุ ท. ! ภิกษุผู้มีจิตเป็นสมาธิแล้ว ย่อมรู้ได้ตามเป็นจริง.

 

ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้น ในกรณีนี้ พวกเธอพึง ทำความเพียร เพื่อให้รู้ตามเป็นจริง ว่า

“นี้เป็นทุกข นี้เป็นเหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข, นี้เป็นความดับไม่เหลือแห่งทุกข์,
นี้เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์; ” ดังนี้เถิด.
– มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๒๐/๑๖๕๔.

ยิ่งหยุด ยิ่งเห็นชัด

ความแตกต่างระหว่าง การทำกรรมฐาน กับ วิธีการ หยุดสร้างเหตุกับสิ่งที่เกิดขึ้น ที่ทำให้เกิดความรู้สึกยินดี/ยินร้าย

มองเห็นความแตกต่าง กับเหตุทั้งสองอย่าง ที่เกิดขึ้น

การทำกรรมฐานต่อเนื่อง อาจจะมาก หรือน้อย แล้วแต่เหตุ ที่เป็นอยู่ ณ ขณะนั้นๆ การทำความเพียรต่อเนื่อง ทำให้เป็นผู้มีสมาธิมากขึ้น

การใช้วิธี หยุดสร้างเหตุนอกตัว ไม่ทำตามแรงกระตุ้นของ ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ที่เห็นชัดมาก คือ สติรู้ทันต่อสิ่งที่เกิด ณ ขณะนั้นๆ รู้ทันมากขึ้น หยุดได้ทันมากขึ้น

เห็นเหตุต่างๆที่เคยทำไว้ในอดีต ชัดมากขึ้น เป็นคำตอบว่า เหตุที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ เกิดจากอะไร เป็นเหตุปัจจัย นั่นคือ การกระทำ ที่ทำไว้ในอดีต บางครั้งย้อนอดีตไปถึงวัยเด็ก วัยเรียน วัยทำงาน หรือที่เกิดขึ้นแล้ว ผ่านไปไม่กี่นาที

เมื่อใช้วิธีการทั้งสองอย่างร่วมกัน เห็นชัดอยู่อย่างหนึ่ง ความว่าง ที่เกิดขึ้น ชั่ว ขณะ ไม่มีความคิด ไม่มีความรู้สึกใดๆเกิดขึ้น เพียงแค่รู้ว่า มีสิ่งที่เกิดขึ้นเท่านั้นเอง

บางครั้ง ขณะที่ มีสิ่งเกิดขึ้น ถึงเขาจะเป็นฝ่ายทำเราก็ตาม สิ่งที่เห็น เหมือนดูหนังเงียบ เห็นภาพตรงหน้า มีภาพในอดีต ปรากฏคู่กัน แล้ว ทุกอย่างดับหายไป ชั่วเสี้ยววินาที

ตอนนี้ สิ่งที่วลัยพรเห็นอยู่อย่างหนึ่งคือ สมาธิเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ แม้กระทั่งกำลังพูดคุยอยู่ จิตจะเป็นสมาธิเกิดขึ้นเอง จะรู้สึกสงบภายใน ภายนอกยังพูดคุยได้ปกติ

ถึงแม้ว่า ไม่ได้ทำความเพียรมากแบบก่อนๆ ก็ตาม แม้สมาธิที่เกิดขึ้น ไม่มีกำลังมากแบบก่อนๆก็ตาม เพพราะรู้ดีว่า เป็นไปตามเหตุปัจจัย มีหงุดหงิดบ้าง แต่ไม่ถึงกับทำให้เครียด

รู้แล้ว สบาย คำว่า สบาย หมายถึง ไม่เครียด แต่ความทุกข์ที่เกิดขึ้น เกิดจากสภาวะ ที่เห็นว่า ขึ้นชื่อว่า การเกิด ล้วนเป็นทุกข์ สังขารหรืออัตภาพร่างกายนี้ เห็นแต่ทุกข์

การทำความเพียร ทำแบบไม่ต้องผลักดันตัวเอง ทำด้วยความอยาก อยากมี อยากได้ อยากเป็น ความอยากแบบนั้น วลัยพรไม่มี

มีแต่บางครั้ง สภาวะทุกข์ที่เกิดขึ้นภายใน เป็นตัวบีบคั้น ให้ทำความเพียรมากขึ้น ไม่ได้ทำเพราะ ความอยาก ทำเพราะรู้ รู้ว่า ทำแล้ว มีผลอย่างไร ในอนาคต

กำลังขีดเขียนชะตาชีวิต ด้วยตนเอง ฉะนั้น เมื่อเวลาใครมาดูดวงชะตา จึงดูดวงชะตาของเราไม่ได้ ส่วนมาก รู้แค่เรื่องในอดีต อนาคตดูไม่ได้เลย

ไม่ไปหลงสิ่งที่มี ความมี และความเป็น แต่ทำเพื่อเหตุของผล การดับเหตุแห่งทุกข์

กรรมเก่า (ปุราณกัมม)

ภิกษุทั้งหลาย !
กรรมเก่า (ปุราณกัมม) เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุทั้งหลาย ! จักษุ (ตา) …. โสตะ (หู) ….ฆานะ (จมูก) …. ชิวหา (ลิ้น) …. กายะ (กาย) …. มนะ (ใจ)

อันเธอทั้งหลาย พึงเห็นว่า เป็นปุราณกัมม (กรรมเก่า)อภิสังขตะ (อันปัจจัยปรุงแต่งขึ้น)

อภิสัญเจตยิตะ (อันปัจจัย ทำให้ เกิดความรู้สึกขึ้น)

เวทนียะ (มีความรู้สึกต่ออารมณ์ได้).

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่า กรรมเก่า.

ปฏิจจสมุปบาท
ว่าด้วย ผัสสะ เป็นเหตุของ การเกิด เวทนา

ขันธ์ ๕
ว่าด้วย รูป(ผัสสะ) เป็นเหตุของ การเกิด เวทนา

ภาษาชาวบ้าน
ว่าด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต (ณ ปัจจุบัน ขณะ)

สิ่งนั้นๆ(ผลของเหตุ ได้แก่ กรรม หรือ การกระทำในอดีต ส่งผลมาให้ได้รับ ในรูปของเหตุ/สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต)

ทำให้มี ( เป็นเหตุให้เกิด) ความรู้สึกยินดี(ถูกใจ/ชอบ) ยินร้าย(ไม่ถูกใจ/ชัง) เกิดขึ้น

๑๖ กย.๕๕(วิปัสสนา/สัมมาสมาธิ)

๑๖ กย.๕๕(วิปัสสนา/สัมมาสมาธิ)

ทำตามสภาวะ

ทุกอย่าง สำเร็จด้วยจิต หมั่นสร้างสัมมาสมาธิ ให้เกิดขึ้นเนืองๆ

พึงเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล หมายถึง หยุดสร้างเหตุนอกตัว

หมั่นประกอบธรรมเครื่องระงับจิตของตน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบด้วย วิปัสสนา หมายถึง สัมมาสมาธิ

พอกพูนสุญญาคาร หมายถึง สัมมาทิฏฐิ

 http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=12&A=1024&Z=1135

 

พึงเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล หมั่นประกอบธรรมเครื่องระงับจิตของตน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง
ประกอบด้วยวิปัสสนา พอกพูนสุญญาคาร.

พึงเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล หมายถึง หยุดสร้างเหตุนอกตัว ตามความรู้สึกยินดี/ยินร้าย ที่เกิดขึ้นจาก ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัยอยู่ ได้แก่ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม

หมั่นประกอบธรรมเครื่องระงับจิตของตน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง หมายถึง สมาธิ

ประกอบด้วยวิปัสสนา(ปัญญา) หมายถึง ไตรลักษณ์

พอกพูนสุญญาคาร/สุญญตา หมายถึง สัมมาทิฏฐิ

๒๓ มีค.๕๕ (รู้)

เดิน ๕ ชม. นั่ง ๔ ชม.

ทุกลมหายใจเข้าออกมีค่ามากๆ ทำอะไรก็ได้ที่เป็นเหตุให้จิตรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตเนืองๆ

อย่าไปมองว่า นั่นกิเลส นี่กิเลส กิเลสก็มีประโยชน์ ถ้ารู้จักโยนิโสมนสิการ คือ ดูตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นเหตุให้สภาวะตามความเป็นจริงที่ยังมีอยู่และเป็นอยู่ ปรากฏขึ้นชัด

หลักการปฏิบัติไม่ได้มีอะไรมาก

ภายนอก หยุดสร้างเหตุตามความรู้สึกยินดี/ยินร้ายที่เกิดขึ้นจากผัสสะเป็นเหตุปัจจัย

ภายใน สร้างสัมมาสมาธิให้เกิด เป็นเหตุให้สัมมาทิฏฐิเกิดขึ้นเองตามความเป็นจริง

การสร้างสัมมาสมาธิให้เกิด

ฝึกจิตให้เสพอารมณ์ขณะเป็นสมาธิเนืองๆ จนสามารถรู้ชัดในสภาวะของจิตขณะกำลังเป็นสมาธิ

เกิดเวลาไหนหรือในอิริบทไหนก็รู้ ให้รู้ชัดได้อย่างนั้น จึงค่อยปรับอินทรีย์ระหว่างสมาธิกับสติให้เกิดความสมดุลย์ เป็นเหตุให้สภาวะสัมปชัญญะเกิด

สภาวะที่เกิดขึ้น มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมขณะจิตเป็นสมาธิ นี่แหละคือสภาวะสมถะ-วิปัสสนาในสติปัฏฐาน ๔

เมื่อทำจนชำนาญ จะเป็นการเจริญอิทธิบาท ๔ เป็นการทำตามสภาวะตามความเป็นจริงตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ ไม่ใช่ทำตามบัญญัติด้วยความทะยานอยาก เหตุมี ผลย่อมมี

เหตุที่ปิดกั้นสภาวะการเห็นตามความเป็นจริงเกิดขึ้น ไม่ได้เกิดจากใครหรืออะไรทำให้เกิดขึ้น เกิดจากความทะยานอยาก ทำเพราะอยาก จึงเกิดทุกข์เพราะความอยาก

เพียงยอมรับตามความเป้นจริง ในสิ่งที่ยังมีและเป็นอยู่ ยอมรับไป รู้สึกยังไงยอมรับไปตามนั้น แต่อย่าสร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

คิดได้ รู้สึกได้ ตราบใดที่ยังมีกิเลส ยอมรับไป อย่าสร้างเหตุ เพราะนั่นแหละคือเหตุที่มาปิดกั้นสภาวะ ทำให้ไม่เห็นตามความเป็นจริง ภพชาติ วัฏสงสาร ยืดยาวออกไปเรื่อยๆ เหตุจากใจที่ยอมไม่ได้ หยุดไม่ได้

โยนิโสมนสิการ

ดูตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น/เหตุ รู้สึกนึกคิดยังไง ยอมรับไปตามความเป็นจริง แต่ไม่กระทำสิ่งใดลงไปตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

สั้นๆ

ดูตามความเป็นจริง/เหตุ รู้ตามความเป็นจริง ไม่สร้างเหตุออกไป

ความรู้ชัด/สัมมาสติ ตัดภพชาติปัจจุบัน

ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม/สัมมาสมาธิ ตัดภพชาติในวัฏสงสาร

รู้ซ้อนรู้ คือสัญญา

สภาวะ/ลักษณะที่เกิดขึ้น คือ คิดซ้อนคิด แล้วนำสิ่งที่คิดว่ารู้ไปสร้างเหตุต่อ


รู้แล้วหยุด คือ ปัญญา

สภาวะ/ลักษณะที่เกิดขึ้น คือ รู้ตามความเป็นจริง ไม่สร้างเหตุต่อ

ดูตามความเป็นจริง

การดูตามความเป็นจริง มี ๒ แบบ ดูภายนอก ๑ ดูภายใน ๑

ดูภายนอก

ได้แก่ ดูในสิ่งหรือผัสสะที่เกิดขึ้น ไม่ว่าผัสสะนั้นๆจะส่งผลกระทบใดๆต่อจิตก็ตาม เช่น เกิดความยินดี ยินร้าย หรือเฉยๆ   ให้แค่ดู แค่รู้ในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น อย่าตอบโต้ อย่าแก้ไข อย่ากระทำสิ่งใดๆออกไป  ให้แค่ดู แค่รู้

แล้วจะเห็นตามความเป็นจริงว่า สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา  เรานั้นมีหน้าที่เพียงรับรู้ ดูตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้นเท่านั้นเอง เมื่อรู้เห็นเช่นนี้ได้เนืองๆ จิตจะเกิดการปล่อยวางลงไปด้วยตัวของจิตเอง โดยที่เราไม่ต้องไปพยายามคิดพิจรณาเพื่อให้เกิดการปล่อยวางแต่อย่างใด

ดูภายใน

ได้แก่ ดูความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ในขณะที่กำลังเกิดผัสสะนั้นๆอยู่  ไม่ต้องไปกดข่มหรือห้ามความรู้สึกใดๆทั้งสิ้น รู้สึกอย่างไร รู้ไปตามนั้น ยอมรับไปตามนั้น อย่าฝืน เพราะนั่นคือ กิเลสที่กำลังเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

 

สิ่งที่ควรทำ

จะดูตามความเป็นจริงได้ ต้องอาศัยจิตตั้งมั่นและสติ เพราะสมาธิจะช่วยกดข่มกิเลสเอาไว้ส่วนหนึ่ง สติเป็นตัวควบคุมจิตไว้สวนหนึ่ง

 

แนวทางการปฏิบัติ

ฝึกจิตให้ตั้งมั่น ได้แก่ การทำสมถะ แล้วยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา ได้แก่ รู้ชัดอยู่ในรูปนาม คือ รู้ชัดอยู่ใน กายในกาย  เวทนาในเวทนา  จิตในจิต ธรรมในธรรม  ในขณะที่จิตเป็นสมาธิ  จิตตั้งมั่นได้มากเท่าไหร่ ยิ่งรู้ชัดอยู่ในกายและจิตได้นานมากขึ้น

พระพุทธเจ้าจึงทรงตรัสไว้ว่า ให้ทำฌานให้มากๆ แล้วอยู่ในสุญญตา, สุญญคาร หรือเรือนที่ว่างเปล่า(ว่างจากการนำความรู้สึกนึกคิดไปตัดสินสภาวะที่เกิดขึ้น คือ แค่ดู แค่รู้) ได้แก่ สภาวะรู้ชัดอยู่ในรูปนามที่เป็นปรมัตถ์(อุทยัพพยญาณ)

แค่นั้นเอง

ชีวิต ไม่ว่าจะดีแค่ไหน อยู่ดีมีความสุขมากแค่ไหน สุดท้าย มันก็แค่นั้นเอง ไม่ได้มีความแตกต่างอะไรเลย เหมือนกันหมด มีแค่ ตื่น กิน ถ่าย เที่ยว ทำงาน หลับ เจ็บป่วย ชีวิตเวียนวนอยู่แบบนี้

นี่คือชีวิตที่เป็นกิจวัตรที่เจอทุกๆวัน ตั้งแต่ตื่นจนกระทั่งหลับ มีแต่ทุกข์จร สุขจร ตามอุปทานที่เกิดขึ้น

เที่ยว

คำว่า “เที่ยว” ไม่ได้หมายถึงทางโลกเพียงอย่างเดียว เที่ยวทางธรรมก็มี เช่น เที่ยวทัวร์บุญ เที่ยวทางจิต

เที่ยวทางโลก

กิจอันใดก็ตามที่ส่งออกนอก ล้วนเป็นการท่องเที่ยวทางโลก จึงมีสุขบ้าง ทุกข์บ้างตามเหตุที่ทำมา และเป็นเหตุให้สร้างเหตุใหม่เกิดขึ้นเนืองๆเพราะความไม่รู้

เที่ยวทางจิต

กิจอันใดก็ตามที่ส่งจิตรู้อยู่ในกายและจิต ขยายใจความได้แก่ กาย เวทนา จิต ธรรม จึงเห็นสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ตามความเป็นจริงว่า ทุกสิ่งล้วนไม่เที่ยง เป็นเหตุให้เห็นตามความเป็นจริงอีกขั้นหนึ่งว่าไปยึดมั่นถือมั่นอะไรไม่ได้เลย

เป็นเหตุให้จิตเกิดความเบื่อหน่ายในโลก เพราะมองเห็นแล้วว่า โลกที่แท้จริงมันก็มีแค่นี้เอง สุขเพราะถูกใจ ได้ดั่งใจ สมอารมณ์หมาย ทุกข์เพราะไม่ถูกใจ ไม่ได้ดั่งใจต้องการ ผิดหวัง แล้วจะไปมุ่งหวังสิ่งใดๆทางโลกอีก

ทรัพย์สินภายนอก

ทรัพย์สินนอกกาย ล้วนไปยึดอะไรไม่ได้ ตายไปแล้วจบกัน แบกหอบเอาอะไรไปไม่ได้สักอย่างเดียว มีแต่จิตดวงเดียวล้วนๆที่ท่องเที่ยวต่อไปในร่างใหม่ ที่เกิดขึ้นใหม่ตามเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่

เส้นทางความเห็นแจ้ง

วิธีปฏิบัติแนวเจริญสติ สามารถใช้ร่วมกับทุกๆแนวทางการปฏิบัติ ไม่ว่าใครจะปฏิบัติอยู่แบบไหน ไม่ต้องเปลี่ยนรูปแบบที่ทำอยู่

แนวทางการเจริญสติ เน้นเรื่องการปรับอินทรีย์ให้สมดุลย์ ระหว่างสติกับสมาธิ

เมื่อสติกับสมาธิสมดุลย์ วิปัสสนาญาณหรือญาณทัสสนะต่างๆ ( ญาณ ๑๖ ) ย่อมบังเกิดขึ้นเอง เพียงแต่จะรู้หรือไม่เท่านั้นเอง

ส่วนจะรู้หรือไม่รู้ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ความสำคัญอยู่ที่การทำอย่างต่อเนื่อง ต้องทำทุกวัน เวลาของการปฏิบัติไม่ใช่เรื่องสำคัญ ทำตามสะดวก เพราะเหตุของแต่ละคนสร้างมาแตกต่างกันไป ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัยของแต่ละคน

ส่วนเรื่องความศรัทธา วิริยะและปัญญา ล้วนเกิดจากเหตุที่ทำมา และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่ในปัจจุบัน

วิธีการปฏิบัติไม่ยุ่งยาก ที่ยุ่งยากเหตุเพราะความไม่รู้ เมื่อรู้แล้วจะไม่ยุ่งยาก ไม่ว่าจะใช้ชีวิตแบบฆราวาสหรือนักบวช ล้วนปฏิบัติได้สะดวกสบาย

สภาวะหลักที่สำคัญที่สุด คือ เน้นให้เดินก่อนที่จะนั่ง เพื่อใช้ในการปรับอินทรีย์ให้สมดุลย์ ( สติกับสมาธิ ) ส่วนอิริยาบทย่อยอื่นๆ สามารถนำมาพลิกแพลงผสมผสานระหว่างอยู่ในอิริยาบทเดิน เพื่อให้เกิดสภาวะอินทรีย์สมดุย์ได้

ในอิริยาบทเดินกับยืน สามารถทำงานบ้าน,office ,ทำความสะอาดต่างๆ,เย็บผ้า,ดูหนัง,ฟังเพลง,เล่นเกมส์ฯลฯ เรียกว่าไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะไหนๆ อิริยาบทไหนๆ สามารถนำมาผสมผสานในอิริยาบทเดินกับยืน ทำให้เกิดอินทรีย์สมดุลย์ได้

และที่สำคัญที่สุด ก่อนที่จะนั่ง ให้เดินก่อน แล้วยืนสำรวมจิตทุกครั้ง ก่อนที่จะนั่ง

การยืนสำรวมจิต คือ ยืนให้รู้ว่ายืน รู้ว่าหายใจเข้า รู้ว่าหายใจออก รู้ไปตามนั้น ส่วนจะใช้คำบริกรรมภาวนาหรือไม่ แล้วแต่จะถนัด คือ ใช้ก็ได้ ไม่ใช้ก็ได้

ส่วนจะได้ผลมากน้อยแค่ไหน นำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้ เพราะทุกสิ่งล้วนมีเหตุปัจจัยที่ทำของแต่ละคนมาเป็นองค์ประกอบ บางคนต้องใช้การกำหนดเข้าช่วย บางคนแค่รู้ตามความเป็นจริงของสภาวะ

การสร้างมรรค ๘ ให้เกิดขึ้น

การเกิดมรรค ๘ ที่ยังไม่ใช่อริยมรรค มีองค์ ๘ ก่อนที่สภาวะสัมมาทิฏฐิ ได้แก่ การเห็นตามความเป็นจริง จะต้องมีสภาวะสัมมาสติและสัมมาสมาธิเกิดขึ้นก่อน

เพราะจิตที่อบรมดีแล้ว ย่อมมีสติ สัมปชัญญะเกิดขึ้น เป็นเหตุให้จิตตั้งมั่นได้ง่าย เมื่อมีจิตที่ตั้งมั่น จึงจะเห็นตามความเป็นจริงในกาย,เวทนา,จิต,ธรรมได้

ผลของการเจริญสติหรือปรับอินทรีย์นี้ จะมีตัวรู้ ๔ รู้ที่เกิดขึ้น ก่อนที่จะเกิดสัมมาทิฏฐิ ( การเห็นตามความเป็นจริง )

๔ รู้ที่ควรจำ

๑. รู้ตัว

๒. รู้สึกตัว

๓. รู้ชัด

๔. รู้สึกตัวทั่วพร้อม

รู้ตัว

รู้ตัว ได้แก่ ความรู้ตัวก่อนที่จะลงมือกระทำกิจใดๆก็ตาม

เปรียบเทียบกับปริยัติ

สติ ได้แก่ ความระลึกรู้

ระลึก ได้แก่ การหวนคิด

เช่น ก่อนจะลงมือกระทำสิ่งใดๆก็ตาม การมีสติ คือ การหวนคิด ได้แก่ คิดพิจรณาก่อนที่จะลงมือกระทำในสิ่งนั้นๆ

ระลึก ( หวนคิด ) +รู้ = ระลึกรู้ ได้แก่ ความรู้ตัวก่อนที่จะลงมือกระทำ

รู้สึกตัว

รู้สึกตัว ได้แก่ ความรู้สึกตัวขณะที่กำลังทำกิจนั้นๆอยู่

เปรียบเทียบทางปริยัติ

สัมปชัญญะ หมายถึง ความรู้สึกตัว ไม่หลงลืม รู้สึกตัวอยู่เสมอทุกขณะจิตว่ากำลังทำอะไรอยู่ที่เกี่ยวข้องกับปัจจุบัน คือ กิจที่กำลังทำอยู่ รู้ลงไปในสิ่งที่กำลังทำ ไม่ส่งใจไปในอดีตหรืออนาคต

รู้ชัด

รู้ชัด ได้แก่ รู้ชัดในสิ่งที่กำลังกระทำอยู่

การรู้ชัด เป็นการทำงานของสติกับสัมปชัญญะ เป็นเหตุให้มีสมาธิเกิดร่วม

การทำงานร่วมกันของสติกับสัมปชัญญะ สภาวะคือ การเอาจิตจดจ่อรู้อยู่ในสิ่งที่กำลังกระทำอยู่ การกระทำเช่นนี้เป็นเหตุให้เกิดสมาธิ เมื่อมีสมาธิเกิด จึงเป็นเหตุให้เกิดความรู้ชัดในสิ่งที่กำลังกระทำอยู่

ทั้งหมดนี้เป็นผลของการเกิดสภาวะสัมมาสติ คือ มีความรู้ตัว,รู้สึกตัว,รู้ชัดในกิจที่กำลังทำอยู่

รู้สึกตัวทั่วพร้อม

เปรียบเทียบทางปริยัติ ได้แก่ สัมมาสมาธิ

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น คือ ขณะที่จิตเป็นสมาธิ สามารถรู้ชัดอยู่ในกาย,เวทนา,จิต,ธรรม เรียกสั้นๆว่า รูปกับนาม เช่น รู้ลมหายใจเข้า-ออก ,ท้องพองยุบ,เสียงชีพจรเต้น,อาการสั่นหรือการเต้นของหัวใจ

เสียงการทำงานการสูบฉีดของโลหิต,ความรู้สึก,นึกคิดต่างๆ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะรู้ได้หมดในขณะที่จิตกำลังเป็นสมาธิ เกิดพร้อมกันแต่รู้คนละขณะ เพียงแต่จะมีสติรู้ทันในสภาวะต่างๆขณะที่กำลังเกิดขึ้นหรือเปล่า

สัมมาสมาธิ เป็นสมาธิที่มีความรู้สึกตัวในขณะที่จิตกำลังเป็นสมาธิ

มิจฉาสมาธิ เป็นสมาธิขาดความรู้สึกตัวในขณะที่จิตกำลังเป็นสมาธิ

หลักของการปฏิบัติ

๑. ตรวจสอบสภาวะของสมาธิที่มีอยู่ก่อนว่า มีมากน้อยแค่ไหน

๑.๑ สัปปายะสัมปชัญญะ ได้แก่ การกำหนดรู้สิ่งที่เป็นสัปปายะ คือ สิ่งที่ทำให้กรรมฐานดำเนินไปโดยสะดวก

๑.๒ โคจรสัมปชัญญะ ได้แก่ กำหนดรู้อารมณ์กรรมฐานและสถานที่จะทำกรรมฐาน

๒. การปรับอินทรีย์ เพื่อทำให้สติกับสมาธิเกิดความสมดุลย์

วิธีการปรับอินรีย์

เดินก่อนที่จะนั่ง โดยดูจากการนั่งสมาธิ ว่า ขณะที่จิตกำลังเป็นสมาธิสามารถรู้ชัดที่กาย ตลอดจนสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในกาย แม้กระทั่งความรู้สึก ความคิด สามารถรู้ชัดได้หรือไม่

หากไม่สามารถรู้ชัดในสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นได้ ให้เดินก่อนนั่ง เริ่มจากใช้เวลาเดินกับนั่งเท่ากันก่อน แล้วสังเกตุดูเวลาที่จิตเป็นสมาธิ สามารถรู้ชัดในกายและจิตได้หรือยัง

หากยัง ให้เพิ่มเวลาเดินมากกว่านั่ง หรือไม่ก็ลดเวลานั่งให้น้อยลงกว่าเดิน จนกว่าจะสามารถรู้ชัดอยู่ในกายและจิตได้ขณะที่จิตเป็นสมาธิ

๒๐ สค.๕๔

วันนี้ยังคงมาทำงานปกติ หยุดวันอาทิตย์ วันเสาร์เป็นวันที่สบายที่สุด

รอบแรก

เดิน ๑ ๑/๒ ชม. นั่ง ๑ ชม. ๑๐นาที

เดิน รู้เท้า ไม่มีการกำหนดเวลา จะดูจิตเป็นหลัก ถ้าสภาวะจิตพร้อมที่จะนั่งสมาธิ จึงจะนั่ง

ระหว่างเดินกับยืน จะมีการทำกิจกรรมอื่นๆร่วมด้วย เช่น วันนี้เขียนบันทึกเรื่อง ชำแหละพระนิพพาน ตอนที่ ๑ ทั้งปริยัติ ปฎิบัติ ปฎิเวธ จะมีทั้งหมด ๕ ตอน แยกออกตามสภาวะของปริยัติ

นั่งไม่ได้ตั้งเวลา คือ พอใจนั่งแค่ไหน นั่งไปแค่นั้น เลิกนั่งแล้ว ค่อยมาดูเวลา

นั่ง จิตเป็นสมาธิต่อเนื่อง แนบแน่นดี รู้ชัดในกายและจิตได้ตลอด จิตคิดพิจรณาเรื่องพระนิพพานที่กำลังเขียนอยู่

เรื่องของความรู้หรือตัวปัญญา บทจะเกิด เกิดเอง จะมีรายละเอียด แต่เราไม่สามารถนำมาเขียนได้ทั้งหมด คือ มันจะแค่รู้ว่ามีความรู้อะไรเกิดขึ้นบ้าง แต่นำมาเขียนไม่ได้ทั้งหมด เขียนได้แค่บางส่วน

รอบที่ ๒

เดิน ๔๐ นาที นั่ง ๑ ๑/๒ ชม.

รอบนี้จิตเป็นสมาธิตั้งแต่ยืนเล่นเกมส์ รู้สึกเย็นๆในโพรงจมูก รู้ชัดความว่างในโพรงจมูก

นั่ง นั่งที่โซฟา จิตเป็นสมาธิต่อเนื่อง โอภาสเกิดตลอด รู้ชัดในกาย การเต้นของหัวใจ การเต้นตามจุดต่างๆของชีพจร กล้ามเนื้อกระตุกเป็นระยะๆ อาการเหมือนเวลาหางตาเขม่น รอบนี้ไม่ค่อยมีความคิด มีแต่รู้กายมากกว่า

ภายนอกขาดการรับรู้ เหมือนเวลาผ่านไปแค่ป๊บเดียว เริ่มรับรู้เสียงต่างๆภายนอก โอภาสยังคงมีจนกระทั่งแผ่เมตตา กรวดน้ำเสร็จ

รอบที่ ๓

เดิน ๑ ชม. นั่ง ๑ ชม.

ระหว่างเดินกับยืน มีกิจกรรมที่ทำร่วมด้วยคือ ใช้ชิ้นส่วนของขากางเกงยีนส์ที่ไม่ได้ นำมาเย็บประกอบเป็นกระเป๋าสำหรับใส่โน๊ตบุ๊ค จิตเป็นสมาธิตั้งแต่ยืนเย็บผ้า รู้สึกจิตปลอดโปร่ง จึงกำหนดนั่ง

นั่ง มีโอภาสเกิดตลอด จนกระทั่งแผ่เมตตา กรวดน้ำจบ

ระหว่างนั่ง ช่วงที่สมาธิแรง รู้สึกชัดในสมาธิที่กำลังเกิดขึ้น จากรู้ที่กายหยาบ เป็นรู้ชัดในความว่างที่เกิดขึ้นแทนกายหยาบ เริ่มตั้งแต่รู้สึกแขน ขา กายหายไปหมด เป็นความว่างปรากฏขึ้นแทน

แต่ยังสามารถรู้ชัดในความเคลื่อนไหวของกายที่ยังมีปรากฏอยู่ในความว่างได้ รอบนี้จิตรู้อยู่ในกายมากกว่าที่จะมีความคิด คือ ความคิดมี แต่มีสั้น มีแล้วก็หาย ไม่มีความยินดีหรือพอใจในสภาวะที่เกิดขึ้น

Previous Older Entries

มีนาคม 2017
พฤ อา
« ก.พ.    
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: