สัมมาสมาธิ

ถ้าจะฟังเรื่อง สมาธิ
จากมิจฉาสมาธิ เป็นสัมมาสมาธิ
ให้ฟัง หลวงพ่อ พุธ ฐานิโย


ถ้าจะศึกษาเรื่อง สัมมาสมาธิ
ให้ศึกษาพระธรรมคำสอน ในพระไตรปิฎก
ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนพระโมคคัลานะ
ลักษณะเด่นของสัมมาสมาธิ “ธรรมเอกผุด”

ในโมคคัลลานสังยุตต์ พระไตรปิฎกฉบับหลวง
เล่มที่ ๑๘ ข้อที่ ๕๒๓ หน้า ๒๘๓

สัมมาสมาธิ

เมื่อสัมมาสมาธิเกิด
(สมาธิที่มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้นร่วมด้วย)

เป็นเหตุปัจจัยให้ วิญญาณ/ธาตุรู้ มีเกิดขึ้น
(ธรรมเอกผุด ลักษณะที่เด่นชัดของสัมมาสมาธิ)

เป็นเหตุปัจจัยให้ รู้ชัดในลักษณะอาการ
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของ
คำที่เรียกว่า รูปฌาน ได้แก่

……

ปฐมฌาน
จงดำรงจิตไว้ในปฐมฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในปฐมฌาน
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในปฐมฌาน

……

ทุติยฌาน
จงดำรงจิตไว้ในทุติยฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในทุติยฌาน
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในทุติยฌาน

…..

ตติยฌาน
จงดำรงจิตไว้ในตติยฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในตติยฌาน
จงตั้งจิตไว้ในตติยฌาน

….

จตุถฌาน
จงดำรงจิตไว้ในจตุตถฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในจตุตถฌาน
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในจตุตถฌาน

กล่าวคือ เข้าออกสมาธิโดยความชำนาญ
รู้ชัดในลัษณะอาการที่มีเกิดขึ้นของ ผัสสะ
ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิใน รูปฌาน

….

อรูปฌาน ได้แก่

อากาสานัญจายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในอากาสานัญจายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ในอากาสานัญจายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
อากาสานัญจายตนฌาน

…..

วิญญาณัญจายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในวิญญาณัญจายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นใน
วิญญาณัญจายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
วิญญาณัญจายตนฌาน

….

อากิญจัญญายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในอากิญจัญญายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นใน
อากิญจัญญายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
อากิญจัญญายตนฌาน

….

เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นใน
เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

….

อนิมิตตเจโตสมาธิ
จงดำรงจิตไว้ในอนิมิตตเจโตสมาธิ

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในอนิมิตตเจโตสมาธิ
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในอนิมิตตเจโตสมาธิ

หมายเหตุ;

อนิมิตเจโตสมาธิ หมายถถึง นิโรธสมาบัติหรือสัญญาเวทยิตนิโรธ

ขณะที่กำลังเกิดสภาวะสัญญาเวทยิตนิโรธ
กายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร ดับทั้งหมด

….

สัมมาวิมุติ

สุญญตสมาธิ
อนิมิตตสมาธิ
อัปปณิหิตสมาธิ

ได้แก่ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)
ความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

กระทำไว่ในใจ ไม่สร้างเหตุออกไป(กาย วาจา)
ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

ชั่วขณะจิต จิตที่เกิดการปล่อยวาง
จาก ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

จิตย่อมตั้งมั่น
สุญญตสมาธิ
อนิมิตตสมาธิ
อัปปณิหิตสมาธิ

จึงมีเกิดขึ้น ตามควาเป็นจริง

เป็นที่มาของ คำเรียกเหล่านี้

ขณิกสมาธิ ที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดวิปัสสนาสมาธิ
และวิปัสสนาเจโตสมาธิ(ฌาน)

สัมมาสมาธิ มีลักษณะเจาะจง มีความเด่นชัด
ในลักษณะของสัมมาสมาธิ ได้แก่ ธรรมเอกผุด

ลักษณะที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของคำที่เรียกว่า ธรรมเอกผุด ที่มีเกิดขึ้นขณะจิตเป็นสมาธิ
ในสัมมาสมาธินั้น หมายถึง วิญญาณ/ธาตุรู้

เมื่อมีธรรมเอกผุด หรือวิญญาณ/ธาตุรู้เกิดขึ้น
เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความรู้ชัดในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น
ทุกขณะ ในแต่ละขณะ(ผัสสะ) ที่จิตเป็นสมาธิอยู่
ที่มีเกิดขึ้นในรูปเฌาน อรูปฌาน
ฌานสมาบัติและนิโรธสมาบัติ

กล่าวคือ
สิ่งที่เกิดขึ้น กับใจที่รู้อยู่

ที่เกินจากนั้น
ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่

เมื่อกำหนดรู้
อุปกิเลสต่างๆ ย่อมมีเกิดขึ้นไม่ได้

….

ที่มาของพระธรรมคำสอน ที่มีชื่อเรียกว่า วิโมกข์ ๘
ที่มีร่องรอยปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก

[๖๖] ดูกรอานนท์ วิโมกข์ ๘ ประการเหล่านี้ ๘ ประการเป็นไฉน คือ

๑. ผู้ได้รูปฌาน ย่อมเห็นรูป
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๑

๒. ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปในภายใน
ย่อมเห็นรูปในภายนอก
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๒

๓. ผู้ที่น้อมใจเชื่อว่า กสิณเป็นของงาม
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๓

๔. ผู้บรรลุอากาสานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า
อากาศหาที่สุดมิได้

เพราะล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆสัญญา
เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา โดยประการทั้งปวง
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๔

๕. ผู้ที่บรรลุวิญญาณัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่า
วิญญาณหาที่สุดมิได้

เพราะล่วงชั้นอากาสานัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง
เป็นวิโมกข์ที่ ๕

๖. ผู้ที่บรรลุอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า
ไม่มีอะไร

เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๖

๗. ผู้ที่บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ
เพราะล่วงอากิญจัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๗

๘. ผู้ที่บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ
เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๘

สัมมาสมาธิ

สัมมาสมาธิ

ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง

เริ่มต้นจาก เตโชกสิณ(มิจฉาสมาธิ)

สติปัฏฐาน 4(สัมมาสมาธิ)

เมื่อสัมมาสมาธิเกิด
(สมาธิที่มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้นร่วมด้วย)

เป็นเหตุปัจจัยให้ วิญญาณ/ธาตุรู้ มีเกิดขึ้น
(ธรรมเอกผุด ลักษณะที่เด่นชัดของสัมมาสมาธิ)

เป็นเหตุปัจจัยให้ รู้ชัดในลักษณะอาการ
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของ
คำที่เรียกว่า รูปฌาน ได้แก่

ปฐมฌาน
จงดำรงจิตไว้ในปฐมฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในปฐมฌาน
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในปฐมฌาน

ทุติยฌาน
จงดำรงจิตไว้ในทุติยฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในทุติยฌาน
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในทุติยฌาน

ตติยฌาน
จงดำรงจิตไว้ในตติยฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในตติยฌาน
จงตั้งจิตไว้ในตติยฌาน

จตุถฌาน
จงดำรงจิตไว้ในจตุตถฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในจตุตถฌาน
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในจตุตถฌาน

กล่าวคือ เข้าออกสมาธิโดยความชำนาญ
รู้ชัดในลัษณะอาการที่มีเกิดขึ้นของ ผัสสะ
ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิใน รูปฌาน

อรูปฌาน ได้แก่

อากาสานัญจายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในอากาสานัญจายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ในอากาสานัญจายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
อากาสานัญจายตนฌาน

วิญญาณัญจายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในวิญญาณัญจายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นใน
วิญญาณัญจายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
วิญญาณัญจายตนฌาน

อากิญจัญญายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในอากิญจัญญายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นใน
อากิญจัญญายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
อากิญจัญญายตนฌาน

เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นใน
เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

อนิมิตตเจโตสมาธิ
จงดำรงจิตไว้ในอนิมิตตเจโตสมาธิ
จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ในอนิมิตตเจโตสมาธิ
จงตั้งจิตไว้ให้มั่น
ในอนิมิตตเจโตสมาธิ

สัมมาวิมุติ

สุญญตสมาธิ
อนิมิตตสมาธิ
อัปปณิหิตสมาธิ

ได้แก่ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)
ความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

ไม่สร้างเหตุออกไป
ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

ชั่ว ขณะจิต จิตที่เกิดการปล่อยวาง
จาก ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

จิตย่อมตั้งมั่น
สุญญตสมาธิ
อนิมิตตสมาธิ
อัปปณิหิตสมาธิ

จึงมีเกิดขึ้น ตามควาเป็นจริง

 

เป็นที่มาของ ขณิกสมาธิ
ที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดวิปัสสนาสมาธิ
และวิปัสสนาเจโตสมาธิ(ฌาน)

สัมมาสมาธิ มีลักษณะเจาะจง มีความเด่นชัด
ในลักษณะของสัมมาสมาธิ ได้แก่ ธรรมเอกผุด

ลักษณะที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของคำที่เรียกว่า ธรรมเอกผุด ที่มีเกิดขึ้นขณะจิตเป็นสมาธิ
ในสัมมาสมาธินั้น หมายถึง วิญญาณ/ธาตุรู้

เมื่อมีธรรมเอกผุด หรือวิญญาณ/ธาตุรู้เกิดขึ้น
เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความรู้ชัดในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น
ทุกขณะ ในแต่ละขณะ(ผัสสะ) ที่จิตเป็นสมาธิอยู่
ที่มีเกิดขึ้นในรูปเฌาน อรูปฌาน
ฌานสมาบัติและนิโรธสมาบัติ

กล่าวคือ
สิ่งที่เกิดขึ้น กับใจที่รู้อยู่

ที่เกินจากนั้น
ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่

เมื่อกำหนดรู้
อุปกิเลสต่างๆ ย่อมมีเกิดขึ้นไม่ได้

ขณิกสมาธิหรือวิปัสสนาขณิกสมาธิ

วิปัสสนา
เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น(สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต) ขณะดำเนินชีวิต
และมีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ

สิ่งที่เกิดขึ้น(ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)
มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

ที่มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต

พิจารณาเห็นธรรมที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง

โดยความเป็นทุกข์

โดยความเป็นอนัตตา

เป็นที่มีของ “ขณิกสมาธิ” หรือ “วิปัสสนาขณิกสมาธิ”
สามารถกระทำให้แจ้งได้ซึ่ง “พระนิพพาน” ได้เช่นกัน

เกี่ยวกับการบรรลุ มรรค ผล
ไม่ขอนำมากล่าว เพราะ

เมื่อเกิดความถือมั่น ให้ความสำคัญคิดว่า เข้าถึงความเป็นนั่น เป็นนี่
ได้แก่ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์
อุปกิเลส จึงมีเกิดขึ้น เพราะเหตุนี้

ส่วนผู้ใด จะติดกับดักหลุมพรางกิเลส มากน้อยแค่ไหน
ขึ้นอยู่ การสร้างเหตุนอกตัว ที่เกิดจาก ความถือมั่น ที่คิดว่าได้อะไร เป็นอะไร

หากกำหนดรู้ว่า เป็นสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่
แล้วตั้งใจทำความเพียรต่อเนื่อง ย่อมหลุดออกจาก กับดักหลุมพรางของกิเลส(อุปกิเลส) อย่างแน่นอน

เมื่อพบเจอสภาวะใดๆ ที่มีเกิดขึ้นอีก(ขณะจิตเป็นสมาธิ)
อุปกิเลส ไม่มีเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

สำหรับบางคน ที่อาจจะสงสัยว่า
แล้วอนุสัยกิเลส ที่ยังมีอยู่ล่ะ

ดูจาก ผัสสะ สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต(ตามความเป็นจริง)และที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
เป็นที่มาของ ปัจจเวกขณญาณ(การทบทวนกิเลส)

วิปัสสนากับขณิกสมาธิ

 

วิปัสสนา

เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น(สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต) ขณะดำเนินชีวิต
และมีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ

 

สิ่งที่เกิดขึ้น(ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)
มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

ที่มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต

พิจารณาเห็นธรรมที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง

โดยความเป็นทุกข์

โดยความเป็นอนัตตา

เป็นที่มีของ “ขณิกสมาธิ” หรือ “วิปัสสนาขณิกสมาธิ”
สามารถกระทำให้แจ้งได้ซึ่ง “พระนิพพาน” ได้เช่นกัน

เกี่ยวกับการบรรลุ มรรค ผล
ไม่ขอนำมากล่าว เพราะ

เมื่อเกิดความถือมั่น ให้ความสำคัญคิดว่า เข้าถึงความเป็นนั่น เป็นนี่
ได้แก่ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์
อุปกิเลส จึงมีเกิดขึ้น เพราะเหตุนี้

ส่วนผู้ใด จะติดกับดักหลุมพรางกิเลส
มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับ

การสร้างเหตุนอกตัว ที่เกิดจาก
ความถือมั่น ที่คิดว่าได้อะไร เป็นอะไร

 

หากกำหนดรู้ว่า เป็นสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่
แล้วตั้งใจทำความเพียรต่อเนื่อง ย่อมหลุดออกจาก กับดักหลุมพรางของกิเลส(อุปกิเลส) อย่างแน่นอน

เมื่อพบเจอสภาวะใดๆ ที่มีเกิดขึ้นอีก(ขณะจิตเป็นสมาธิ)
อุปกิเลส ไม่มีเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

 

สำหรับบางคน ที่อาจจะสงสัยว่า
แล้วอนุสัยกิเลส ที่ยังมีอยู่ล่ะ

ดูจาก ผัสสะ สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต(ตามความเป็นจริง)
และที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ

สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

จึงเป็นที่มาของ ปัจจเวกขณญาณ(การทบทวนกิเลส)

จิตตวิสุทธิ

จิตตวิสุทธิ

การชำระจิตให้ปราศจากมลทินเครื่องเศร้าหมอง คือ นิวรณ์ ให้สงบลงได้นั้น เรียกว่า จิตตวิสุทธิ องค์ธรรมได้แก่ เอกัคคตาเจตสิก

ในจิตวิสุทธินั้น บางท่านอาจจะบอกว่า ผู้บำเพ็ญจะต้องเข้าถึงฌานก่อน จึงจะบำเพ็ญวิปัสสนาภาวนาได้ ไม่งั้นจะไม่ได้ผล

คำกล่าวนี้ กล่าวตามสภาวะที่รู้ของแต่ละคน จริงๆแล้ว ใครจะปฏิบัติแบบไหนๆ แล้วแต่เหตุที่ทำมาของแต่ละคน สภาวะของแต่ละคนจึงแตกต่างกันไป จึงไม่จำเป็นต้องได้ฌานก่อนแต่อย่างใด

การเจริญสติ เมื่อมีตัวสัมปชัญญะเกิด ย่อมเป็นเหตุให้รู้ชัดอยู่ในกายได้ นั่นคือ สมาธิเกิด ส่วนกำลังของสมาธิที่เกิดขึ้น จะมีมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับเหตุของแต่ละคนที่กระทำมา

สมาธิมี ๓ ประเภท

๑. ขณิกสมาธิ

๒. อุปจารสมาธิ

๓. อัปปนาสมาธิ

ท่านวิสุทธิมัคคอรรถกถาจารย์กล่าวว่า

สมาธิ จ วิปสฺสเนน จ ภาวยมาโน

สมาธิก็ดี วิปัสสนาก็ดี ควรเจริญ ( ทำให้มาก ) ยิ่งๆขึ้นดังนี้

อันนี้เรื่องจริง ไม่ว่าจะสมาธิก็ดี การเจริญสติก็ดี ควรเจริญหรือทำให้มากๆ แต่จะทำได้มากน้อยแค่ไหนนั้น แล้วแต่สภาวะจะเอื้ออำนวยให้ เพราะเหตุของแต่ละคนสร้างมาแตกต่างกัน สัปปายะของแต่ละคนจึงแตกต่างกันไป

เวลาจึงไม่ใช่ตัววัดผลแต่อย่างใด เหตุต่างหากที่เป็นตัววัดผล ทำแล้วดับที่เหตุได้ นั่นคือ มาถูกทาง

สมถสมาธิ ได้แก่ อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ เพ่งอยู่แต่อารณ์บัญญัติอย่างเดียว โดยไม่ให้ย้ายอารณ์ ถ้าย้ายไปก็เสียสมาธิ

การเจริญสติ เมื่อมีตัวสัมปชัญญะเกิด สมาธิย่อมเกิดขึ้นตาม ไม่ว่าจะย้ายอารมณ์ที่รู้อยู่ในกาย จะรู้อยู่ได้นานแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับกำลังสมาธิของแต่ละคน แล้วแต่เหตุที่ทำมา

บางคนอาจจะรู้ได้น้อย เพราะจิตตั้งมั่นได้แค่ระยะสั้นๆ แต่เมื่อมีความเพียร ทำอย่างต่อเนื่อง กำลังของสมาธิหรือจิตที่ตั้งมั่น ย่อมมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นหมายถึง สามารถรู้ชัดอยู่ในกายได้มากขึ้นเรื่อยๆ

ฉะนั้น ญาณ ๑๖ ที่นำมากล่าวๆกันนั้น ล้วนเป็นเรื่องของจิตวิสุทธิเป็นพื้นฐาน เป็นเรื่องของ สติ สัมปชัญญะและสมาธิที่ทำงานร่วมกัน จึงจะเห็นสภาวะตามความเป็นจริงเหล่านั้นได้

หากแม้นเห็นโดยจากการฟัง การอ่าน หรือคิดพิจรณาเอาเอง ล้วนมีกิเลสเจือปนอยู่ทั้งสิ้น เมื่อเห็นโดยกิเลส ย่อมมีการให้ค่า ให้ความหมายตามบัญญัตินั้นๆ
ส่วนจะก่อให้เกิดเหตุขึ้นใหม่มากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับว่า สติจะรู้ทันการปรุงแต่งของจิตได้มากน้อยแค่ไหน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นชื่อว่าเห็น อย่างน้อย เห็น ย่อมดีกว่าไม่เห็น เพราะเหตุของแต่ละคนแตกต่างกันไป จึงไม่มีวิธีการไหนๆถูกหรือผิดแต่อย่างใดทั้งสิ้น

ขณิกสมาธิ

สติ แปลว่า ความระลึกได้ ความนึกขึ้นได้ ความไม่เผลอ
สภาวะที่เกิดขึ้นคือ รู้ก่อนที่จะทำ

สัมปชัญญะ ความรู้ตัว หรือ ความรู้สึกตัว
สภาวะที่เกิดขึ้นคือ รู้ลงไปในสิ่งที่กำลังกระทำอยู่

สติ+สัมชัญญะ = สมาธิ การเอาจิตจดจ่อรู้ลงไปในสิ่งที่กำลังทำอยู่ ผลที่ได้รับคือ สมาธิ
สภาวะที่เกิดขึ้นคือ รู้ชัดในสิ่งที่กำลังทำ

สติ+สัมปชัญญะ+สมาธิ
สภาวะที่เกิดขึ้นคือ ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม

ขณิกสมาธิ เป็นสมาธิที่เกิดชั่วขณะ

สภาวะ

การที่เอาจิตจดจ่อรู้ลงไปในสิ่งที่กำลังทำอยู่ จะเกิดสมาธิชั่วขณะหนึ่ง คือ ขณิกสมาธิ
แต่ตรงนี้ไม่ตายตัวแน่นอน เนื่องจากเหตุที่แต่ละคนกระทำมาแตกต่างกันไป
บางคน สมาธิอาจจะมีมากกว่าขณิกสมาธิก็ได้

เรื่องของสมาธิ สมถะ และ วิปัสสนา

 
เป็นบทสนทนาในบอร์ด  คิดว่าน่าจะช่วยให้หลายๆคนที่สงสัยในเรื่องของสมาธิ
 
ถาม เพราะว่า การใช้คำบริกรรมภาวนาในใจ จิตจะสงบลงไป เพียงแค่ระดับ อุปจารสมาธิ เท่านั้น ยังไม่ถึงอัปปนาสมาธิ

ตอบฟันธงแบบนี้ไม่ได้หรอกนะคะ ต้องบอกว่าแล้วแต่เหตุที่แต่ละคนสร้างมากัน

บางคนกระโดดไปฌาน 4 เลยก็มี
บางคนเรียงตั้งแต่ ฌาน 1 2 3 4 ก็มี
บางคนแค่อัปปนาก็มี
บางคนแค่อุปจาระก็มี
บางคนแค่ขณิกะก็มี

ฉะนั้น ใครทำได้แค่ไหน ย่อมพูดได้แค่นั้น
มันไม่ใช่เรื่องที่จะมาบอกกันว่า คนนี้ทำถูก คนนี้ทำผิด
มีแต่ถูกผิดตามความคิดของแต่ละคนเท่านั้นเอง

 
 
 
ถาม " รวมใหญ่ ไม่ใช่อุปจาร … คือ อัปปนาสมาธิ … เดินปัญญาไม่ได้
ท่านว่า "เหมือนคนนอนอยู่ จะให้ทำงานได้อย่างไร "


อันนี้ท่านพูดถูกนะ
ถ้าอัปปนาสมาธิจะดับไปเลย เหมือนคนนอนหลับ ขาดความรู้สึกตัว ไม่สามารถทำให้เกิดปัญญได้

ครูบาฯบางท่านถึงได้แนะนำว่า ให้เข้าออกให้ชำนาญ แล้วน้อมเอา พิจรณาเอา ให้เห็นไตรลักษณ์

ครูบาฯบางท่าน แนะนำให้รอสมาธิคลายตัว แล้วนำมาพิจรณา

ครูบาฯบางท่าน แนะนำให้เดินจงกรมให้มากกว่านั่ง ปรับอินทรีย์ไปมา จนกว่า สติ สัมปชัญญะ
จะมีสภาวะเสมอกับสมาธิ แล้วสภาวะของอัปปนาสมาธิจะเปลี่ยนไปคือ มีกำลังเป็นอัปปนาสมาธิ
แต่สามารถนำมารู้อยู่กับรูปนามได้ โดยมีกำลังสมาธิเท่าเดิม แต่มีสติ สัมปชัญญะรู้อยู่

 
ถาม  "เวลาที่จิตจะเกิดมรรคผลนั้น จิตจะรวมเข้าอัปนาสมาธิ"
"เมื่อมันรวมเข้าไปแล้วมันจะเห็นสภาวะธรรมนี่เกิดดับสองขณะหรือสามขณะ"

ตอบ การดับในอัปปนาสมาธิกับการดับโดยมรรคนั้น มีความแตกต่างกันอย่างโดยสิ้นเชิง
นำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้

การดับในอัปปนาสมาธิ จะเหมือนกับ การปิดไฟ โดยสับคัทเอาท์ใหญ่ทีเดียว ดับทันที
เมื่อเวลารู้สึกตัว จะรู้ที่ตัวก่อนเป็นอันดับแรก รู้ทีเดียวทั้งตัว

แต่ดับในมรรคนั้น จะเหมือนกับการดับไฟทีละดวง จิตจะดับเป็นสุดท้าย แล้วดับสนิท
เมื่อเวลารู้สึกตัว จะรู้ที่จิตก่อนเป็นอันดับแรก แล้วจะรู้ที่ตัว เหมือนเปิดไฟติดทีละดวง

ขออภัยที่ไม่อาจจะบอกที่นำข้อมูลมาได้ :b8:

 
 

ถาม  เคยแบบว่านอนทำสมาธิแล้วหลับไป อยู่ดีๆก็ตื่นมาตอนดึกเอง แล้ว ความรู้สึกมันวิ่งไปจับที่ลมหายทันทีเลย

ตอบ นี่คือ สติ สัมปชัญญะค่ะ พอรู้สึกตัว จิตถึงไปจับที่ลมหายใจได้ทันที

 
 

ถาม หลังจากนั้นก็รู้สึกเหมือนโดดลงจากที่สูง หมุนควงๆ แล้ว เสียงรอบข้างเบาลง เร็วมาก รู้สึกวูบๆ ลงไป จนเกือบหายไป ตอนนั้นรู้สึกว่าอยุ่ดีๆ
ลมหายยใจมันจะหายไป ร่างตัวเองมันจะหายไป แล้วก็ ยังรู้สึกหมุนควงลงไป แต่ดัน เอ๊ะใจ ก่อนครับ เลยลงไปไม่ถึง
เคยเป็นแบบนี้อยู่ 5ครั้ง ถ้าจำไม่ผิด แต่ผมก็ยังไม่ท้อถอยนะ เวลาปกติผมก็กำหนดรู้ที่ลมหายใจเกือบตลอดเวลา

ตอบ อันนี้เป็นเพียงสภาวะของสมาธิที่เกิดขึ้น ยังไม่ถึงอัปปนาสมาธิ เพียงปริ่มๆค่ะ
แต่เลยอุปจาระมาแล้ว เพราะไม่มีนิมิต ถ้ามีนิมิตต่างๆเกิด นั่นคือ อุปจารสมาธิ

ถ้าถึงอัปปนา ทุกอย่างจะดับสนิท พอรู้สึกตัวอีกที เหมือนเวลาหายไป ดูที่เวลาได้ค่ะ
บางคนเขาชำนาญ เวลานอนหลับ ก่อนนอนเขาสามารถกำหนดเข้าอัปปนาไปได้เลย

เมื่อจิตเกิดสมาธิ คนที่ดูลมหายใจ จะเห็นว่า เหมือนลมหายใจหายไป จับไม่ได้เลย
ร่างกายเหมือนหายไปหมด เห็นแต่ความว่างที่เกิดขึ้น

สภาวะตรงนี้ จริงๆแล้ว กายไม่ได้หายไปไหนเลย กายยังคงมีอยู่ อาการเคลื่อนไหวของกายก็ยังคงมีอยู่
ลมหายใจเข้าออกก็ยังคงมีอยู่ เพียงแต่ละเอียดมากจนไม่สามารถที่จะจับได้

ครั้งต่อไป ถ้าเกิดแบบนี้อีก ไม่ให้ไปจ้องที่ลมหายใจ แต่ให้กลับมาดูกายที่เคลื่อนไหวแทน
จะเห็นท้องที่พองขึ้น ยุบลง ตามลมหายใจที่มีอยู่

บางคนสมาธิแรง จะมองไม่เห็นท้องพองยุบ แต่จะเห็นช่วงของอกที่เคลื่อนไหวอย่างเบาๆ
บางคนจะได้ยินเสียงของหัวใจเต้นอย่างชัดเจน ให้เอาจิตไปดูสิ่งเหล่านี้แทน
สักพัก ลมหายใจจะกลับคืนมาเหมือนเดิม ให้กลับไปดูลมหายใจต่อ

สภาวะจะเกิดสลับไปมาแบบนี้ตลอด บางทีมีเวทนาเกิดก็ให้ดูเวทนา รู้ลงไปในเวทนาที่เกิดขึ้น
แล้วยกขึ้นพิจรณา ว่าที่เกิดนั้นเกิดเพราะอะไร เมื่อพิจรณาหนักๆเข้า จะเห็นเวทนาตั้งแต่ที่เริ่มเกิดขึ้น ขณะที่เกิด และกำลังเริ่มดับลงไป

 

บางคนก็ใช้การกำหนด ปวดหนอ รู้หนอ เขาช่วย
แต่บางคนพิจรณาไม่เป็น ให้ดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

ถ้าสภาวะเป็นแบบนี้ตลอดเวลา นี่คือ สติ สัมปชัญญะดี สมาธิดี
แล้วการปฏิบัติจะก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ

 
ถาม  แต่ฌานที่๔ หรือ อัปปนาฌาน หรืออัปปนาสมาธิ สิ่งที่จะนำพาให้จิตลงไปถึงจุดๆนั้น ก็คือ กสิณ๑๐ กับ ลมหายใจ ไม่ใช่หรือครับ
 หรือยังมีอุบายอย่างอื่นๆอีกครับ ช่วยอธิบายทีครับคุณ walaiporn

ตอบ  ฌาน 4 มีทั้งมิจฉาสมาธิและสัมมาสมาธิ มันมีความแตกต่างกันอย่างโดยสิ้นเชิงเหมือนกัน
การเจิญเมตตาภาวนาก็สามารถไปถึงฌาน 4 ได้นะคะ
ลองไปหาข้อมูลในกรรมฐาน 40 กองดูค่ะ

เหตุที่พระพุทธเจ้าทรงเน้นเรื่องสติปัฏฐาน 4 ไว้เพราะเหตุนี้แหละค่ะ
เพียงแค่สมถะ ไม่สามารถพาเราไปถึงที่สิ้นสุดได้ ต้องมีทั้งสมถะและวิปัสสนาควบคู่กัน

จะทำแบบไหนๆก็ได้ เพราะไม่มีรูปแบบที่ตายตัวแน่นอน ครูบาฯแต่ละท่านก็สอนแบบที่ท่านทำได้
อะไรที่ทำไม่ได้ ย่อมอธิบายไม่ได้ ไม่มีความแตกต่างกันหรอกค่ะ ที่แตกต่างกัน เพราะบัญญัติค่ะ

เอาเป็นอันว่า สิ่งใดที่มีการบริกรรมภาวนา สามารถพาไปสู่อัปปนาสมาธิได้ทั้งนั้นแหละค่ะ
แต่ก็ขึ้นอยู่กับเหตุที่เคยสร้างกันมาด้วย

การปฏิบัติได้ผลหรือไม่ได้ผล ให้ดูที่กิเลสและสติ สัมปชัญญะค่ะ
การที่ไปถามว่าตนเองได้อะไร หรือเป็นอะไรนั้น ล้วนแต่เป็นกิเลส

ควรศึกษาหาแนวทางการปฏิบัติ ดีกว่าไปถกกับเรื่องที่สภาวะของตัวเองยังไปไม่ถึงกัน
ได้แต่คาดเดาเอาเองว่า ต้องเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ หมายความว่าอย่างนั้น อย่างนี้
นี่เป็นเพียง จินตามยปัญญาเท่านั้นเอง ไม่ได้เกิดประโยชน์อันใดเลย

มีแต่เสียกลับเสีย เพราะมีแต่การไปละเมิดผู้อื่น
มีแต่ผลเสียต่อการปฏิบัติของตัวเอง

อริยะหรือไม่อริยะ ล้วนแต่เป็นแค่คำบัญญัติขึ้นมาเท่านั้นเอง
แต่เพราะไปยึดติดกับบัญญัติ ปัญหาการโต้แย้งจึงไม่จบสิ้น

หมั่นเดินจงกรม ก่อนที่จะนั่งทุกครั้งนะคะ แล้วทำให้ได้ทุกๆวัน
ทำต่อเนื่อง จึงจะเห็นผล ทำไม่ต่อเนื่องก็ได้แบบไม่ต่อเนื่อง
ถ้าชอบนอนกำหนด ก็ให้เดินก่อนนอนเหมือนกัน

พอสติ สัมปชัญญะดีขึ้นในระดับหนึ่ง เราสามารถปรับเปลี่ยนแนวทางให้ตรงกับสภาวะที่เกิดขึ้นได้
ไม่มีอะไรที่ตายตัวแน่นอน เพราะเรากำลังเล่นกับกิเลสที่มีอยู่ในจิตเรานี่แหละ
มันมีมานาน ทั้งฝังรกฝังรากมาไม่รู้กี่กัปป์กี่กัลป์มาแล้ว กิเลสมันจะมาทดสอบเราตลอดเวลา

 
คำว่า " สมถะ " หมายถึง ความตั้งอยู่แห่งจิต
ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไป แห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต
ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ

ขณิกสมาธิ

อุปจารสมาธิ

อัปปนาสมาธิ

ล้วนจัดว่าเป็นสมาธิทั้งสิ้น เพียงแต่ ระดับกำลังความแนบแน่นของสมาธิไม่เท่ากันเท่านั้นเอง

ผู้ที่ทำกรรมฐาน ขอเพียงได้ขณิกสมาธิเกิดก็ยังดี
ผู้ที่ได้ขณิกะก็ทำให้เจริญมากขึ้น ก็กลายเป็นอุปจารสมาธิได้
ผู้ที่ได้อุปจาระก็ทำให้เจริญมากขึ้นก็กลายเป็นอัปปนาสมาธิได้
มีบางคนกระโดดเข้าอัปปนาสมาธิได้ทันที
ไม่ว่าจะสมาธิแบบไหนๆล้วนดีทั้งนั้น ถ้ารู้จักนำมาใช้ให้ถูกทาง รู้จักนำมาพิจรณา

ทุกอย่างล้วนเกิดจากเหตุที่กระทำไว้ทั้งสิ้น และเหตุในปัจจุบันที่กำลังทำให้เกิดขึ้นใหม่อีก

ตามอ่านที่กระทู้นี้ได้นะคะ จะได้ไขข้อข้องใจต่างๆได้

viewtopic.php?f=7&t=28295

เราน่ะเป็นพวกไม่ยึดติดกับครูบาฯท่านใดท่านหนึ่ง
บางท่านมีเรื่องที่เป็นจุดเด่นแต่ละท่านแตกต่างกันไป

อย่างเรื่องฌานต่างๆ ก็เหมือนกัน จะนำมาลงให้อ่านเรื่อยๆ ทั้งภาคปริยัติและสภาวะ
ตอนนี้ลงเรื่องวิปัสสนาไปแล้ว ความหมายที่เป็นของวิปัสสนาจริงๆ

ไม่ใช่ไปยกว่าวิปัสสนาเป็นของวิเศษเลิศเลอ จนเที่ยวมาหมิ่นสมถะกัน

ทั้งๆที่ก็ทำสมถะผสมเหมือนๆกัน แต่เพราะความไม่รู้จึงมาอ้างว่าเป็นวิปัสสนาล้วนๆ
ผลของการไปให้ค่าให้ความหมายของสมาธิว่า สมถะต้องสมาธิระดับนี้ วิปัสสนา ต้องสมาธิระดับนี้
จึงทำให้เกิดข้อถกเถียงไม่รู้จักจบจักสิ้น

ถ้าวิปัสสนาดีจริง พระพุทธเจ้าคงไม่ทรงเอ่ยถึงกรรมฐาน 40 กอง

จะสมถะก่อน แล้วต่อด้วยวิปัสสนา
จะวิปัสสนาก่อนแล้วต่อด้วยสมถะ
หรือทั้งสมถะและวิปัสสนาไปพร้อมๆกัน

ทุกอย่างมันมีเหตุนะ กิเลสไงล่ะ ที่ทำให้มีรูปแบบแตกต่างไปตามกิเลสของแต่ละคน
แตกต่างไปตามเหตุที่เคยกระทำกันมา ไม่มีอะไรถูกหรือผิดหรอก

 
 
 

คุณน้ำค่ะ วันนี้เราขอคุยเรื่องการนั่งวิปัสสนาบ้างน่ะค่ะ
คือเราเคยโทรคุยกับเพื่อนที่เมืองไทย
เค้าคุยให้เราฟังเราก็ยังงงๆอยู่เลยน่ะ

คือเพื่อนของเราคนนี้ เค้าจะเป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่อง
การนั่งสมาธิแล้วก็การสวดมนต์
แต่เค้าจะตักบาตรทุกวันแล้ว
ก็เป็นคนที่ชอบช่วยคนที่เค้าลำบาก

จนมีวันหนึ่ง มีญาติของเค้ามาชวน
ให้เค้าไปนั่งวิปัสสนา เพื่อที่จะได้เห็นอดีตชาติของตัวเอง
เค้าก็ไปค่ะ เพราะเค้าไม่เชื่อ เค้าบอกว่าการนั่งวิปัสสนานี่
จะไม่เหมือนการนั่งสมาธิ

การนั่งวิปัสสนาจะต้องมีอาจารย์คุมอยู่ด้วย
เค้าบอกว่าจะนั่งแบบท่านั่งสมาธิ แต่จะมีอาจารย์คือหลวงพ่อน่ะค่ะ
นั่งสูงกว่าเค้าหน่อยหนึ่ง แล้วทุกๆคนที่นั่งวิปัสสนา
จะสวดตามหลวงพ่อ แต่หลวงพ่อจะเริ่มสวดช้าๆก่อน

แล้วก็สวดเร็วขึ้น เพื่อนเราเค้าก็สวดตามไม่ทัน
เค้าก็หยุดสวด แล้วทีนี้เค้าก็เห็นตัวเค้าเองเป็นนางรำละคร
ไปรำอยู่หน้าองค์พระ(เราจำไม่ได้แล้วค่ะว่าหน้าองค์พระอะไร)

แต่ก็มีญาติของเค้าที่ไปด้วย พูดให้เค้าฟังว่า ตัวเค้าเองลุกขึ้นมารำ
ญาติของเค้าก็งงน่ะค่ะ ว่าทำไมเค้ารำเป็นด้วยเหรอ บอกว่าเค้ารำสวยมาก

เพื่อนของเราก็บอกกับเราว่า เมื่อชาติก่อนเค้าเป็นนางรำละคร
แล้วเค้าบอกว่าตอนนี้เค้าเชื่อเรื่องนี้100%

คุณน้ำพอจะอธิบายเรื่องนี้ ให้เราฟังบ้างได้มั๊ยค่ะ
เพราะเราไม่เห็นในเว็ปนี้
คุยเรื่องนี้เลยค่ะ
ขอบคุณค่ะคุณน้ำ :b41: :b41: :b41: :b43: :b46: :b55:


อันนี้เป็นเรื่องของสมาธิค่ะ ไม่ใช่ วิปัสสนา
แต่เป็นสมาธิที่ขาดสติ สัมปชัญญะ ถึงได้ลุกขึ้นรำป้อแบบนั้น

มีเยอะแยะไปค่ะคุณเต้ที่เมืองไทย และที่อื่นๆ เพียงแต่จะมีใครนำมาเล่าหรือเปล่าเท่านั้นเอง
อย่างสวดภาณยักษ์ ก็จะมีสภาวะเกิดขึ้นแบบที่คุณเต้เล่ามา
แล้วอีกอย่างการภาวนาใดๆก็ตาม ล้วนมีสภาวะนี้เกิดขึ้นได้ค่ะ ถ้าขาด สติ สัมปชัญญะ

มาขอเพิ่มเติมข้อความ

จริงๆแล้ว อุบายในการทำให้แต่คนเกิดศรัทธา ไม่ว่าจะศรัทธาอะไรก็แล้วแต่ ย่อมแตกต่างกันไป
ตามแต่เหตุที่ละคนกระทำกันมาค่ะคุณเต้

บางคนเห็นแบบนี้ แล้วทำให้เกิดการศรัทธาในการปฏิบัติก็มีค่ะ
พอได้มาเจริญสติเพิ่ม อาการเหล่านี้ที่เกิดขึ้น จะหายไปเองค่ะ

 

 
 

สิงหาคม 2017
พฤ อา
« ก.ค.    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: