ความคิด

26-02-18

มีคำถามว่า ขณิกสมาธิ เข้าสู่ความเป็นพระอริยะได้มั๊ย?

ถ้าให้ตอบตามความเป็นจริง
จะตอบว่า อย่าทำตัวบ้าหอบฟาง แบกไว้ทำไมให้มันหนัก
ทีนี้ เขาไม่รู้เขาจึงถาม ถ้าเขารู้ เขาคงไม่ถาม

.
เราก็จะตอบบแบบกลางๆ ขอตอบว่า
ตกลงแล้ว คุณต้องการเรียนรู้เรื่องสมาธิ
หรือเรื่องของพระอริยะ

เพราะเวลาอธิบาย ต้องแยกออกจากกัน

.
ส่วนที่คุณถามว่า เข้าสู่ความเป็นพระอริยะได้มั๊ย
คำตอบคือ เรื่องการเป็นอริยบุคคลในประเภทต่างๆ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้อย่างชัดเจน ควรศึกษาพระธรรมคำสอน
และปฏิบัติตาม

ถ้าต้องการตรวจสอบว่า หลงหรือไม่หลง
ให้ดูพระธรรมคำสอนเป็นหลัก การปฏิบัตินั้นๆ
เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด

สังเกตุใจตนเองดู ปฏิบัติแล้ว ความโกรธ ยังรุนแรงมั๊ย
ที่ว่ารุนแรงคือ ผูกโกรธ ผูกใจเจ็บต่ออีกฝ่าย จนถึงขั้นจองเวรกัน
หรือต้องการให้ชีวิตของอีกฝ่ายมีอันเป็นไปต่างๆนานา อะไรทำนองนี้

ความโลภ ก็เช่นกัน

.
เริ่มต้นสังเกตุแค่สองตัวนี้ก่อน

การสังเกตุ คือ ปล่อยใจให้เป็นอิสระ อย่าไปกลัว
อย่าไปอายในความไม่ดีที่มีอยู่ อย่าไปจดจ้องเพื่อจะรู้ เพื่อจะดู
ให้รู้แบบปกติ ปล่อยให้เกิดขึ้นเป็นปกติ แค่ในใจ ไม่เป็นไรหรอก

ความคิดน่ะ คิดมากมันก็ฟุ้ง แล้วซ่านไปในอารมณ์
มันก็จะรำคาญโดยตัวของมันเอง ไม่ต้องรำคาญ
คิดก็ปล่อยให้คิด เหมือนถอนรากถอนโคน
พอไม่มีอะไรให้คิดต่อ ก็จะหยุดคิดไปชั่วขณะ

ยังดีกว่าสร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น
เช่น เราว่าเขา เขาย่อมว่าเรา เรื่องราวไม่จบไม่สิ้น

ส่วนจะรู้เร็วหรือรู้ช้า
เหตุปัจจัยสร้างมาไม่เหมือนกัน

ขึ้นชื่อว่าปฏิบัติ
ยังไงก็จะมีเหตุให้เกิดความรู้ชัดอย่างแน่นอน

.

ถ้าไม่ชอบแบบนี้ มีอีกวิธีหนึ่ง
ให้ทำกรรมฐาน ถ้าทำไม่เป็น ให้ปฏิบัติที่วัดสอนกรรมฐาน
ก็ทำให้เกิดความรู้ชัดได้เช่นกัน

.

ทั้งหมดที่พูดมานี่ แค่จุดเริ่มต้นเล็กๆเองนะ
เอาแค่ตรงนี้ก่อน

 

27-02-18

เกี่ยวกับสภาวะเหล่านี้ การละความยึดมั่นถือมั่น
รวมทั้งวิธีการละความยึดมั่นถือมั่น เกิดจากการเรียนรู้ด้วยตนเอง

กิเลส ความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

คิดดีก็ตาม คิดชั่วก็ตาม เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยที่อยู่
ถ้ารู้เท่าทัน ไม่สร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น
กายกรรม วจีกรรม ย่อมไม่มี สภาวะนั้นๆก็จบลงแค่นั้น

จบเรื่องนี้ไป เรื่องใหม่เกิดต่อ หมุนเวียนไปแบบนี้
ที่เป็นแบบนี้ เพราะเป็นเรื่องของเหตุปัจจัย
ได้แก่ กรรม และการให้ผลของกรรม
ของเก่าไม่ยอมใช้(สานต่อ)
ของใหม่ก็ทำให้มีเกิดขึ้นอีก

เอาแค่ชาตินี้ ชาติเดียวพอ ระลึกได้มั๊ย ตั้งแต่วัยเด็ก
เคยทำอะไรไว้บ้าง ทั้งดีและไม่ดี นับประสาอะไรกับชาติอื่นๆ ในแต่ละชาติ
กี่กัปป์ กี่กัลป์ ที่เคยกระทำมา

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ สมาธิจึงเข้ามามีบทบาท

ขณะอดทน อดกลั้น กดข่มใจ
ไม่ให้สร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ขณะนั้นๆ
จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิชั่วขณะ
กำลังสมาธิที่เกิดขึ้น ช่วยกดข่มกิเลสไว้ส่วนหนึ่ง

ถ้าไม่มีสมาธิช่วยน่ะเหรอ
ความคมชัดของกิเลส ไม่ต่างกับโดนเข็มจิ้มไปตามตัว
รู้สึกชัดเจนแบบนั้นเลย มันไม่ได้ทำให้เจ็บปวด แต่ยิ่งกว่าเจ็บปวด
เหมือนคนที่ไม่มีที่จะอยู่ อะไรทำนองนั้น

สภาวะเหล่านี้ ต้องลิ้มรสชาติด้วยตนเอง จึงจะเข้าใจ

“ขึ้นชื่อว่าการเกิด ล้วนเป็นทุกข์”

โฆษณา

สัมมาสมาธิ

ถ้าจะฟังเรื่อง สมาธิ
จากมิจฉาสมาธิ เป็นสัมมาสมาธิ
ให้ฟัง หลวงพ่อ พุธ ฐานิโย


ถ้าจะศึกษาเรื่อง สัมมาสมาธิ
ให้ศึกษาพระธรรมคำสอน ในพระไตรปิฎก
ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนพระโมคคัลานะ
ลักษณะเด่นของสัมมาสมาธิ “ธรรมเอกผุด”

ในโมคคัลลานสังยุตต์ พระไตรปิฎกฉบับหลวง
เล่มที่ ๑๘ ข้อที่ ๕๒๓ หน้า ๒๘๓

สัมมาสมาธิ

เมื่อสัมมาสมาธิเกิด
(สมาธิที่มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้นร่วมด้วย)

เป็นเหตุปัจจัยให้ วิญญาณ/ธาตุรู้ มีเกิดขึ้น
(ธรรมเอกผุด ลักษณะที่เด่นชัดของสัมมาสมาธิ)

เป็นเหตุปัจจัยให้ รู้ชัดในลักษณะอาการ
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของ
คำที่เรียกว่า รูปฌาน ได้แก่

……

ปฐมฌาน
จงดำรงจิตไว้ในปฐมฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในปฐมฌาน
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในปฐมฌาน

……

ทุติยฌาน
จงดำรงจิตไว้ในทุติยฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในทุติยฌาน
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในทุติยฌาน

…..

ตติยฌาน
จงดำรงจิตไว้ในตติยฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในตติยฌาน
จงตั้งจิตไว้ในตติยฌาน

….

จตุถฌาน
จงดำรงจิตไว้ในจตุตถฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในจตุตถฌาน
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในจตุตถฌาน

กล่าวคือ เข้าออกสมาธิโดยความชำนาญ
รู้ชัดในลัษณะอาการที่มีเกิดขึ้นของ ผัสสะ
ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิใน รูปฌาน

….

อรูปฌาน ได้แก่

อากาสานัญจายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในอากาสานัญจายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ในอากาสานัญจายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
อากาสานัญจายตนฌาน

…..

วิญญาณัญจายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในวิญญาณัญจายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นใน
วิญญาณัญจายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
วิญญาณัญจายตนฌาน

….

อากิญจัญญายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในอากิญจัญญายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นใน
อากิญจัญญายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
อากิญจัญญายตนฌาน

….

เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นใน
เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

….

อนิมิตตเจโตสมาธิ
จงดำรงจิตไว้ในอนิมิตตเจโตสมาธิ

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในอนิมิตตเจโตสมาธิ
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในอนิมิตตเจโตสมาธิ

หมายเหตุ;

อนิมิตเจโตสมาธิ หมายถถึง นิโรธสมาบัติหรือสัญญาเวทยิตนิโรธ

ขณะที่กำลังเกิดสภาวะสัญญาเวทยิตนิโรธ
กายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร ดับทั้งหมด

….

สัมมาวิมุติ

สุญญตสมาธิ
อนิมิตตสมาธิ
อัปปณิหิตสมาธิ

ได้แก่ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)
ความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

กระทำไว่ในใจ ไม่สร้างเหตุออกไป(กาย วาจา)
ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

ชั่วขณะจิต จิตที่เกิดการปล่อยวาง
จาก ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

จิตย่อมตั้งมั่น
สุญญตสมาธิ
อนิมิตตสมาธิ
อัปปณิหิตสมาธิ

จึงมีเกิดขึ้น ตามควาเป็นจริง

เป็นที่มาของ คำเรียกเหล่านี้

ขณิกสมาธิ ที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดวิปัสสนาสมาธิ
และวิปัสสนาเจโตสมาธิ(ฌาน)

สัมมาสมาธิ มีลักษณะเจาะจง มีความเด่นชัด
ในลักษณะของสัมมาสมาธิ ได้แก่ ธรรมเอกผุด

ลักษณะที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของคำที่เรียกว่า ธรรมเอกผุด ที่มีเกิดขึ้นขณะจิตเป็นสมาธิ
ในสัมมาสมาธินั้น หมายถึง วิญญาณ/ธาตุรู้

เมื่อมีธรรมเอกผุด หรือวิญญาณ/ธาตุรู้เกิดขึ้น
เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความรู้ชัดในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น
ทุกขณะ ในแต่ละขณะ(ผัสสะ) ที่จิตเป็นสมาธิอยู่
ที่มีเกิดขึ้นในรูปเฌาน อรูปฌาน
ฌานสมาบัติและนิโรธสมาบัติ

กล่าวคือ
สิ่งที่เกิดขึ้น กับใจที่รู้อยู่

ที่เกินจากนั้น
ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่

เมื่อกำหนดรู้
อุปกิเลสต่างๆ ย่อมมีเกิดขึ้นไม่ได้

….

ที่มาของพระธรรมคำสอน ที่มีชื่อเรียกว่า วิโมกข์ ๘
ที่มีร่องรอยปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก

[๖๖] ดูกรอานนท์ วิโมกข์ ๘ ประการเหล่านี้ ๘ ประการเป็นไฉน คือ

๑. ผู้ได้รูปฌาน ย่อมเห็นรูป
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๑

๒. ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปในภายใน
ย่อมเห็นรูปในภายนอก
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๒

๓. ผู้ที่น้อมใจเชื่อว่า กสิณเป็นของงาม
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๓

๔. ผู้บรรลุอากาสานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า
อากาศหาที่สุดมิได้

เพราะล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆสัญญา
เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา โดยประการทั้งปวง
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๔

๕. ผู้ที่บรรลุวิญญาณัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่า
วิญญาณหาที่สุดมิได้

เพราะล่วงชั้นอากาสานัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง
เป็นวิโมกข์ที่ ๕

๖. ผู้ที่บรรลุอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า
ไม่มีอะไร

เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๖

๗. ผู้ที่บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ
เพราะล่วงอากิญจัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๗

๘. ผู้ที่บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ
เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๘

สัมมาสมาธิ

สัมมาสมาธิ

ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง

เริ่มต้นจาก เตโชกสิณ(มิจฉาสมาธิ)

สติปัฏฐาน 4(สัมมาสมาธิ)

เมื่อสัมมาสมาธิเกิด
(สมาธิที่มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้นร่วมด้วย)

เป็นเหตุปัจจัยให้ วิญญาณ/ธาตุรู้ มีเกิดขึ้น
(ธรรมเอกผุด ลักษณะที่เด่นชัดของสัมมาสมาธิ)

เป็นเหตุปัจจัยให้ รู้ชัดในลักษณะอาการ
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของ
คำที่เรียกว่า รูปฌาน ได้แก่

ปฐมฌาน
จงดำรงจิตไว้ในปฐมฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในปฐมฌาน
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในปฐมฌาน

ทุติยฌาน
จงดำรงจิตไว้ในทุติยฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในทุติยฌาน
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในทุติยฌาน

ตติยฌาน
จงดำรงจิตไว้ในตติยฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในตติยฌาน
จงตั้งจิตไว้ในตติยฌาน

จตุถฌาน
จงดำรงจิตไว้ในจตุตถฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในจตุตถฌาน
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในจตุตถฌาน

กล่าวคือ เข้าออกสมาธิโดยความชำนาญ
รู้ชัดในลัษณะอาการที่มีเกิดขึ้นของ ผัสสะ
ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิใน รูปฌาน

อรูปฌาน ได้แก่

อากาสานัญจายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในอากาสานัญจายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ในอากาสานัญจายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
อากาสานัญจายตนฌาน

วิญญาณัญจายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในวิญญาณัญจายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นใน
วิญญาณัญจายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
วิญญาณัญจายตนฌาน

อากิญจัญญายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในอากิญจัญญายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นใน
อากิญจัญญายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
อากิญจัญญายตนฌาน

เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นใน
เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

อนิมิตตเจโตสมาธิ
จงดำรงจิตไว้ในอนิมิตตเจโตสมาธิ
จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ในอนิมิตตเจโตสมาธิ
จงตั้งจิตไว้ให้มั่น
ในอนิมิตตเจโตสมาธิ

สัมมาวิมุติ

สุญญตสมาธิ
อนิมิตตสมาธิ
อัปปณิหิตสมาธิ

ได้แก่ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)
ความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

ไม่สร้างเหตุออกไป
ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

ชั่ว ขณะจิต จิตที่เกิดการปล่อยวาง
จาก ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

จิตย่อมตั้งมั่น
สุญญตสมาธิ
อนิมิตตสมาธิ
อัปปณิหิตสมาธิ

จึงมีเกิดขึ้น ตามควาเป็นจริง

 

เป็นที่มาของ ขณิกสมาธิ
ที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดวิปัสสนาสมาธิ
และวิปัสสนาเจโตสมาธิ(ฌาน)

สัมมาสมาธิ มีลักษณะเจาะจง มีความเด่นชัด
ในลักษณะของสัมมาสมาธิ ได้แก่ ธรรมเอกผุด

ลักษณะที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของคำที่เรียกว่า ธรรมเอกผุด ที่มีเกิดขึ้นขณะจิตเป็นสมาธิ
ในสัมมาสมาธินั้น หมายถึง วิญญาณ/ธาตุรู้

เมื่อมีธรรมเอกผุด หรือวิญญาณ/ธาตุรู้เกิดขึ้น
เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความรู้ชัดในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น
ทุกขณะ ในแต่ละขณะ(ผัสสะ) ที่จิตเป็นสมาธิอยู่
ที่มีเกิดขึ้นในรูปเฌาน อรูปฌาน
ฌานสมาบัติและนิโรธสมาบัติ

กล่าวคือ
สิ่งที่เกิดขึ้น กับใจที่รู้อยู่

ที่เกินจากนั้น
ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่

เมื่อกำหนดรู้
อุปกิเลสต่างๆ ย่อมมีเกิดขึ้นไม่ได้

ขณิกสมาธิหรือวิปัสสนาขณิกสมาธิ

วิปัสสนา
เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น(สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต) ขณะดำเนินชีวิต
และมีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ

สิ่งที่เกิดขึ้น(ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)
มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

ที่มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต

พิจารณาเห็นธรรมที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง

โดยความเป็นทุกข์

โดยความเป็นอนัตตา

เป็นที่มีของ “ขณิกสมาธิ” หรือ “วิปัสสนาขณิกสมาธิ”
สามารถกระทำให้แจ้งได้ซึ่ง “พระนิพพาน” ได้เช่นกัน

เกี่ยวกับการบรรลุ มรรค ผล
ไม่ขอนำมากล่าว เพราะ

เมื่อเกิดความถือมั่น ให้ความสำคัญคิดว่า เข้าถึงความเป็นนั่น เป็นนี่
ได้แก่ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์
อุปกิเลส จึงมีเกิดขึ้น เพราะเหตุนี้

ส่วนผู้ใด จะติดกับดักหลุมพรางกิเลส มากน้อยแค่ไหน
ขึ้นอยู่ การสร้างเหตุนอกตัว ที่เกิดจาก ความถือมั่น ที่คิดว่าได้อะไร เป็นอะไร

หากกำหนดรู้ว่า เป็นสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่
แล้วตั้งใจทำความเพียรต่อเนื่อง ย่อมหลุดออกจาก กับดักหลุมพรางของกิเลส(อุปกิเลส) อย่างแน่นอน

เมื่อพบเจอสภาวะใดๆ ที่มีเกิดขึ้นอีก(ขณะจิตเป็นสมาธิ)
อุปกิเลส ไม่มีเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

สำหรับบางคน ที่อาจจะสงสัยว่า
แล้วอนุสัยกิเลส ที่ยังมีอยู่ล่ะ

ดูจาก ผัสสะ สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต(ตามความเป็นจริง)และที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
เป็นที่มาของ ปัจจเวกขณญาณ(การทบทวนกิเลส)

วิปัสสนากับขณิกสมาธิ

 

วิปัสสนา

เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น(สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต) ขณะดำเนินชีวิต
และมีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ

 

สิ่งที่เกิดขึ้น(ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)
มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

ที่มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต

พิจารณาเห็นธรรมที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง

โดยความเป็นทุกข์

โดยความเป็นอนัตตา

เป็นที่มีของ “ขณิกสมาธิ” หรือ “วิปัสสนาขณิกสมาธิ”
สามารถกระทำให้แจ้งได้ซึ่ง “พระนิพพาน” ได้เช่นกัน

เกี่ยวกับการบรรลุ มรรค ผล
ไม่ขอนำมากล่าว เพราะ

เมื่อเกิดความถือมั่น ให้ความสำคัญคิดว่า เข้าถึงความเป็นนั่น เป็นนี่
ได้แก่ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์
อุปกิเลส จึงมีเกิดขึ้น เพราะเหตุนี้

ส่วนผู้ใด จะติดกับดักหลุมพรางกิเลส
มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับ

การสร้างเหตุนอกตัว ที่เกิดจาก
ความถือมั่น ที่คิดว่าได้อะไร เป็นอะไร

 

หากกำหนดรู้ว่า เป็นสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่
แล้วตั้งใจทำความเพียรต่อเนื่อง ย่อมหลุดออกจาก กับดักหลุมพรางของกิเลส(อุปกิเลส) อย่างแน่นอน

เมื่อพบเจอสภาวะใดๆ ที่มีเกิดขึ้นอีก(ขณะจิตเป็นสมาธิ)
อุปกิเลส ไม่มีเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

 

สำหรับบางคน ที่อาจจะสงสัยว่า
แล้วอนุสัยกิเลส ที่ยังมีอยู่ล่ะ

ดูจาก ผัสสะ สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต(ตามความเป็นจริง)
และที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ

สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

จึงเป็นที่มาของ ปัจจเวกขณญาณ(การทบทวนกิเลส)

จิตตวิสุทธิ

จิตตวิสุทธิ

การชำระจิตให้ปราศจากมลทินเครื่องเศร้าหมอง คือ นิวรณ์ ให้สงบลงได้นั้น เรียกว่า จิตตวิสุทธิ องค์ธรรมได้แก่ เอกัคคตาเจตสิก

ในจิตวิสุทธินั้น บางท่านอาจจะบอกว่า ผู้บำเพ็ญจะต้องเข้าถึงฌานก่อน จึงจะบำเพ็ญวิปัสสนาภาวนาได้ ไม่งั้นจะไม่ได้ผล

คำกล่าวนี้ กล่าวตามสภาวะที่รู้ของแต่ละคน จริงๆแล้ว ใครจะปฏิบัติแบบไหนๆ แล้วแต่เหตุที่ทำมาของแต่ละคน สภาวะของแต่ละคนจึงแตกต่างกันไป จึงไม่จำเป็นต้องได้ฌานก่อนแต่อย่างใด

การเจริญสติ เมื่อมีตัวสัมปชัญญะเกิด ย่อมเป็นเหตุให้รู้ชัดอยู่ในกายได้ นั่นคือ สมาธิเกิด ส่วนกำลังของสมาธิที่เกิดขึ้น จะมีมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับเหตุของแต่ละคนที่กระทำมา

สมาธิมี ๓ ประเภท

๑. ขณิกสมาธิ

๒. อุปจารสมาธิ

๓. อัปปนาสมาธิ

ท่านวิสุทธิมัคคอรรถกถาจารย์กล่าวว่า

สมาธิ จ วิปสฺสเนน จ ภาวยมาโน

สมาธิก็ดี วิปัสสนาก็ดี ควรเจริญ ( ทำให้มาก ) ยิ่งๆขึ้นดังนี้

อันนี้เรื่องจริง ไม่ว่าจะสมาธิก็ดี การเจริญสติก็ดี ควรเจริญหรือทำให้มากๆ แต่จะทำได้มากน้อยแค่ไหนนั้น แล้วแต่สภาวะจะเอื้ออำนวยให้ เพราะเหตุของแต่ละคนสร้างมาแตกต่างกัน สัปปายะของแต่ละคนจึงแตกต่างกันไป

เวลาจึงไม่ใช่ตัววัดผลแต่อย่างใด เหตุต่างหากที่เป็นตัววัดผล ทำแล้วดับที่เหตุได้ นั่นคือ มาถูกทาง

สมถสมาธิ ได้แก่ อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ เพ่งอยู่แต่อารณ์บัญญัติอย่างเดียว โดยไม่ให้ย้ายอารณ์ ถ้าย้ายไปก็เสียสมาธิ

การเจริญสติ เมื่อมีตัวสัมปชัญญะเกิด สมาธิย่อมเกิดขึ้นตาม ไม่ว่าจะย้ายอารมณ์ที่รู้อยู่ในกาย จะรู้อยู่ได้นานแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับกำลังสมาธิของแต่ละคน แล้วแต่เหตุที่ทำมา

บางคนอาจจะรู้ได้น้อย เพราะจิตตั้งมั่นได้แค่ระยะสั้นๆ แต่เมื่อมีความเพียร ทำอย่างต่อเนื่อง กำลังของสมาธิหรือจิตที่ตั้งมั่น ย่อมมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นหมายถึง สามารถรู้ชัดอยู่ในกายได้มากขึ้นเรื่อยๆ

ฉะนั้น ญาณ ๑๖ ที่นำมากล่าวๆกันนั้น ล้วนเป็นเรื่องของจิตวิสุทธิเป็นพื้นฐาน เป็นเรื่องของ สติ สัมปชัญญะและสมาธิที่ทำงานร่วมกัน จึงจะเห็นสภาวะตามความเป็นจริงเหล่านั้นได้

หากแม้นเห็นโดยจากการฟัง การอ่าน หรือคิดพิจรณาเอาเอง ล้วนมีกิเลสเจือปนอยู่ทั้งสิ้น เมื่อเห็นโดยกิเลส ย่อมมีการให้ค่า ให้ความหมายตามบัญญัตินั้นๆ
ส่วนจะก่อให้เกิดเหตุขึ้นใหม่มากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับว่า สติจะรู้ทันการปรุงแต่งของจิตได้มากน้อยแค่ไหน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นชื่อว่าเห็น อย่างน้อย เห็น ย่อมดีกว่าไม่เห็น เพราะเหตุของแต่ละคนแตกต่างกันไป จึงไม่มีวิธีการไหนๆถูกหรือผิดแต่อย่างใดทั้งสิ้น

ขณิกสมาธิ

สติ แปลว่า ความระลึกได้ ความนึกขึ้นได้ ความไม่เผลอ
สภาวะที่เกิดขึ้นคือ รู้ก่อนที่จะทำ

สัมปชัญญะ ความรู้ตัว หรือ ความรู้สึกตัว
สภาวะที่เกิดขึ้นคือ รู้ลงไปในสิ่งที่กำลังกระทำอยู่

สติ+สัมชัญญะ = สมาธิ การเอาจิตจดจ่อรู้ลงไปในสิ่งที่กำลังทำอยู่ ผลที่ได้รับคือ สมาธิ
สภาวะที่เกิดขึ้นคือ รู้ชัดในสิ่งที่กำลังทำ

สติ+สัมปชัญญะ+สมาธิ
สภาวะที่เกิดขึ้นคือ ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม

ขณิกสมาธิ เป็นสมาธิที่เกิดชั่วขณะ

สภาวะ

การที่เอาจิตจดจ่อรู้ลงไปในสิ่งที่กำลังทำอยู่ จะเกิดสมาธิชั่วขณะหนึ่ง คือ ขณิกสมาธิ
แต่ตรงนี้ไม่ตายตัวแน่นอน เนื่องจากเหตุที่แต่ละคนกระทำมาแตกต่างกันไป
บางคน สมาธิอาจจะมีมากกว่าขณิกสมาธิก็ได้

พฤษภาคม 2019
พฤ อา
« เม.ย.    
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: