ขอบคุณการดูตามความเป็นจริง

เริ่มรับมือกับสภาวะต่างๆได้ทันมากขึ้น ทุกข์น้อยลง จิตรู้สึกอิ่มเอิบบ่อยๆ ปัญญาเกิดขึ้นเนืองๆ มีแต่คิดพิจรณาเรื่องการปฏิบัติ สภาวะแต่ละสภาวะเห็นรายละเอียดต่างๆชัดมากขึ้นเรื่อยๆ นำมาสภาวะมาแสดงให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดมากขึ้น

ที่รู้แน่ๆคือ ทางสั้นลงเรื่อยๆ มองนอกตัวด้วยความเข้าใจ เพราะเข้าใจภายในแล้ว ภายนอกย่อมสิ้นสงสัย เพียงทำตามเหตุ ไม่กล่าวโทษนอกตัว สร้างเหตุที่เป็นต้นเหตุของการเกิดน้อยลง รู้ชัดในรูปนามมากขึ้น นานขึ้น เห็นตามความเป็นจริงมากขึ้น

ขอบคุณเหตุ

ถ้าไม่แจ้งในเรื่องเหตุ คงหลงสร้างเหตุไปตามการคาดเดา เป็นเหตุให้เกิดเหตุที่เป็นทุกข์บ้าง สุขบ้างตามการให้ค่าเนืองๆ อยู่กับสภาวะจริงๆได้ยาก หลงไปตามกระแสของวิบากจากเหตุที่ทำลงไปตามความคิดที่คิดว่าถูก คิดว่าผิด นี่แหละความหลง

ทำร้ายกันเพราะความไม่รู้

เวลาดูหนัง,ฟังเพลง ไม่ว่าจะเป็นหนังหรือเพลงแบบไหนๆก็ตาม มองเห็นแต่ละฝ่ายเข้าห้ำหั่นกัน ทุกคนทำร้ายกันมานานเท่าไหร่แล้ว ไม่มีใครอยากทำร้ายใคร ที่ทำร้ายกันเพราะความไม่รู้ มีแต่ความรักในตัวเองที่มีอยู่ ความเห็นแก่ตัวที่มีอยู่

สิ่งที่เกิดขึ้น

ไม่ว่าสิ่งดีหรือไม่ดีที่เกิดขึ้นในชีวิต จงรู้ไว้เถอะว่า นั่นคือผลพลอยได้จากการกระทำที่ตัวเราเองนี่แหละที่สร้างมันขึ้นมาด้วยมือของเราเอง ที่หลงสร้างเหตุไปด้วยความไม่รู้ เอาความถูก,ผิดในความคิดที่มีอยู่เป็นตัวให้เกิดการกระทำ

ยิ่งโทษนอกตัวมากเท่าไหร่ ยิ่งมีแต่เหตุไม่รู้จบ เพราะยังไม่มีสติเป็นที่พึ่ง ชีวิตจึงเวียนว่ายไม่รู้จบ ระลึกไม่ได้เลย ขาดความยับยั้งชั่งใจ มีแต่กระทำตามกิเลสที่เกิดขึ้น

ขอบคุณDarling

มีหลายๆครั้งที่นึกถึงคุณสามี รู้สึกขอบคุณเขา เหตุที่เรากับเขาเคยสร้างมาร่วมกัน จึงได้มาเจอกัน ได้มาอยู่ด้วยกัน เริ่มต้นอาจจะไม่เหมือนใคร ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความรักแบบทางโลกๆที่นำมาพูดกัน เราเริ่มต้นอยู่ด้วยกันตามสภาวะ

เป็นไปตามสภาวะของเราและของตัวเขา เราเคยบอกกับเขาว่า เคยนะรู้สึกอิจฉาเขา เราทำด้วยตัวเองมาตลอด ไม่มีใครแนะนำทางตรงๆให้กับเรา มีแต่ความสงสัย มีแต่ความทุกข์ มีแต่ความอยากรู้ในสภาวะต่างๆ ผิดกับเขา สภาวะเขาเป็นไปตามความสะดวกสบาย เราแนะนำเรื่องการปรับอินทรีย์ เขาทำตามสภาวะของตัวเขาเอง เขาเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง

ผิดกับเราสมัยก่อน เพราะไม่รู้ชัดในเรื่องสภาวะ ไม่รู้จักว่าแท้ที่จริงแล้วสภาวะไหนเหมาะกับตัวเอง จึงไปทำตามรูปแบบที่มีสอนอยู่ทั่วๆไป ไม่มีที่ปรึกษาว่าครวรทำยังไง แล้วเวลาเจอแต่ละสภาวะควรทำยังไง ไม่มีเลยจริงๆ

เดินคนเดียวตลอดทาง เจ็บตัวตลอดทาง เจอแต่ทุกข์ วิ่งหาข้อมูล วิ่งไปทางโน้น ทางนี้ วิ่งหาครูบาฯว่าคนไหนจะช่วยได้ ทุกอย่างล้วนมีเหตุจริงๆ ผลเลยเป็นเช่นนี้ ทุกวันนี้รู้สึกชัดถึงความเป็นอิสระ ถึงแม้ยังไม่ครบถ้วนทั้งหมดตามสภาวะ

แต่รู้ดีว่า ไม่ต้องมาแบกทุกข์อีกต่อไป ไม่ต้องมาเวียนว่ายให้เหนื่อยล้าและทุกข์อีกต่อไป เพราะรู้ชัดแล้วว่าเหตุที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่ ล้วนเป็นเหตุของการดับทุกข์ทั้งปวง คือ ไม่ต้องเกิดอีกต่อไป

สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ในสติปัฏฐาน ๔ เป็นทางตรงที่สุด สั้นที่สุด เป็นการปฏิบัติที่ไม่ยุ่งยากอะไรเลย เพียงทุกคนทำตามในสิ่งที่พระองค์ทรงถ่ายทอดทิ้งเอาไว้เท่านั้นเอง

เพียงแต่ขาดคนที่รู้ชัดในสภาวะที่แท้จริง ไม่มีใครอธิบายรายละเอียดสภาวะทั้งหมด มีแต่เขียนในรูปแบบที่ได้รู้ ได้ศึกษากันมา ตามที่บุคคลนั้นปฏิบัติได้แค่ไหน รู้ได้แค่ไหน เขียนได้แค่นั้น สติปัฏฐาน ๔ จึงมีหลายรูปแบบตามรู้ของผู้เขียน

เพราะเหตุนี้จึงได้มีเรื่องการวิธีการทำวิปัสสนาในรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งไม่ใช่การทำวิปัสสนาที่พระองค์ทรงถ่ายทอดเอาไว้ สิ่งที่ทุกคนเรียกว่าวิปัสสนานั้น ล้วนเป็นเพียงการฝึกสัมปชัญญปัพพะหรือการกำหนดต้นจิต(สติ) ซึ่งเป็นจิตตสมาธิ มีอยู่ในการทำสมาธิในอิทธิบาท ๔ เหตุมี ผลย่อมมี

ทำแล้วทุกข์

เหตุที่ทำแล้วทุกข์ ทุกข์เพราะความไม่รู้ หากปฏิบัติตามที่พระองค์ทรงทิ้งไว้ให้ สภาวะจะเป็นไปตามสะดวกสบาย ตามเหตุปัจจัยของแต่ละคน อย่างน้อยไม่ต้องมาทุกข์มากมายจากความไม่รู้ แล้วหลงสร้างเหตุใหม่ด้วยความไม่รู้

ทุกข์เพราะรู้บัญญัติ ยึดติดในบัญญัติต้องเป็นนั่น เป็นนี่ถึงจะพ้นทุกข์ หลุมพรางของกิเลสทั้งนั้น แต่ไม่รู้ เป็นเหตุให้ทำไปทุกข์ไป วางบัญญัติลงไปได้ สบาย

เพียงทำความเพียรต่อเนื่อง รู้ชัดอยู่ใน กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ไม่ต้องไปคิดพิจรณาอะไร ปกติความคิดเกิดขึ้นเองอยู่แล้ว และแค่รู้ แค่ดูตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งภายนอกและภายในเท่านั้นเอง

จิตอิสระ

นับวันมีชีวิตที่เป็นอิสระมากขึ้นเรื่อยๆ อิสระจากบรรดาความอยากทั้งหลาย ที่เคยดูไม่ทัน ดูและรู้ทันมากขึ้นเรื่อยๆ จิตจึงเป็นอิสระมากขึ้นเรื่อยๆ

แม้กระทั่งการพูดคุยกับผู้อื่น จากเรื่องต่างๆที่ผ่านมาเป็นครูสอนอย่างดี ควรปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่ควรไปยุ่งกับเหตุของผู้อื่น สร้างเหตุอย่างไร ผลย่อมให้ได้รับเช่นนั้น ไม่มีการยกเว้น

ใครจะมีสภาวะอย่างไรนั่นเหตุของเขา ใครพูด ใครทำอะไรอย่างไร นั่นเหตุของเขา ไม่ว่าใครจะทำอะไรๆก็ตาม เขาเป็นผู้รับผล ไม่ใช่เรา ฉะนั้นแค่ดู แค่รู้เมื่อมีเหตุของคนอื่นๆเข้ามากระทบ

พูดแต่เรื่องของตัวเอง กิเลสที่มีอยู่ ดูแต่ภายใน ภายนอกเป็นเรื่องธรรมดาๆ เมื่อมีเราเข้าไปข้อง เรื่องธรรมดาๆจะกลายเป็นการสร้างภพชาติให้เกิดขึ้นทันที

ทุกอย่างลงตัว

สภาวะทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้นหลังจากได้เห็นตามความเป็นจริงในระดับหนึ่ง ทุกๆสภาวะล้วนเกิดจากกรรมหรือเรียกว่าธรรมะหรือจะเรียกว่าสภาวะจัดสรรให้ สุดแต่จะเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นว่าอะไร

กรรมก็เป็นธรรมะ

สภาวะก็เป็นธรรมะ

ธรรมะก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นเอง มีอยู่แล้ว เพียงแต่จะมองเห็นตามความเป็นจริงได้หรือยัง

ฉะนั้น ไม่ว่าจะเรียกว่า ธรรมะ,กรรมหรือสภาวะก็ตาม ทุกสิ่งล้วนเป็นเพียงแค่สิ่งที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย เกิดจากผลของกรรมหรือการกระทำที่ได้ทำลงไปตามเหตุ คือ กิเลสที่มีอยู่ในจิตนี่เอง กิเลสที่เกิดขึ้นยามมีผัสสะเกิดขึ้นหรือไม่มีก็ตาม

เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นจะเป็นครูสอนตลอดเวลา มีการเรียนรู้ตลอดเวลา ต้องมีความผิดพลาดก่อนที่จะรู้เท่าทัน เพราะทุกๆเรื่องราวล้วนเป็นเรื่องเดิมๆซ้ำๆ หมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อย เพียงแต่ เราจะดูออกหรือรู้หรือยังเท่านั้นเอง

เรื่องเดิมๆซ้ำๆ เปลี่ยนแค่ฉาก ตัวบุคคล หมุนเวียนมาเล่นละครเป็นแค่ภาพมายาซ้อนๆๆๆๆๆๆลงไป ลึกลงไป ยิ่งลึกมากเท่าไหร่ ยิ่งมีแต่ภาพที่หลอกลวงยากจะดูออก

เราจะเดินย่ำสภาวะเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา แต่มองไม่ออกเลย บางครั้งมีสัญญาเก่าผุดขึ้นมา เรื่องนี้เคยทำแล้ว เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ทั้งๆที่เพิ่งเกิดขึ้นแท้ๆ แต่ทำไมมีความรู้สึก

บางครั้งมีภาพผุดขึ้นมาในจิต ทำแบบนี้ พูดแบบนี้ กับคนๆนี้ เคยทำมาแล้ว เพียงแต่ฉากที่เป็นองค์ประกอบเปลี่ยนไป แต่ตัวบุคคลไม่เปลี่ยน คำพูดไม่เปลี่ยน

นี่แหละภพชาติ เราหลงเวียนวน เหมือนเดินวนอยู่ในเขาวงกต หาทางออกแต่ยังหาไม่เจอ เจอประตูคิดว่าเป็นทางออก กลับกลายเป็นทางเดิม แต่เปลี่ยนองค์ประกอบหรือฉากเท่านั้นเอง

เหตุการณ์บางเหตุการณ์ที่ได้เจอ เป็นการตอกย้ำว่า จงแค่ดู แค่รู้ไป ไม่ต้องไปมีความปรารถนาดีกับใครๆ เพราะนั่นคือเหตุที่เขาสร้างขึ้นมาเอง ต่างคนต่างต้องรับผลไปตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่

นับว่ายุคนี้เป็นยุคโลกาภิวัฒน์ เป็นยุคไอที มีเทคโนโลยี่หลายแบบที่เป็นอุปกรณ์ช่วยในการดูจิต เพื่อขัดเกลากิเลสของตัวเอง เพียงแต่จะใช้ไปในทางที่ดับที่เหตุหรือสร้างเหตุของการเกิดเท่านั้นเอง

การเผชิญหน้ากับการกระทำในโลกปัจจุบันโดยตรงกับโลกไอทีแตกต่างกัน ทางไอทียังมีโอกาสถอยออกมาจากสิ่งที่กำลังกระทบอยู่ได้ เรียกว่าสามารถตั้งสติได้ทัน ยังมีโอกาสยับยั้งเหตุของการสร้างเหตุของการเกิดได้ทันบ้าง

ส่วนทางโลกปัจจุบัน เมื่อมีการกระทบโดยตรง หากสติไม่ทัน มีการตอบโต้ไป เสร็จทันที เสียทีกิเลส หลงสร้างเหตุของการเกิดได้ทันตาเห็น ทุกๆสภาวะหรือสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นบทเรียน

บ่วงของพญามารมีหลายรูปแบบ ซึ่งแรกๆจะรู้ได้ยาก ต้องมีการทำผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก จนกว่าจะเข็ดและหลาบจำ จนกระทั่งกลายเป็นความเบื่อหน่าย เกิดสภาวะปล่อยวางโดยตัวของจิตเอง โดยที่เรานั้นไม่ต้องไปพยายามปล่อยวาง

ยิ่งวางลงไปได้มากเท่าไหร่ สติรู้เท่าทันต่อกิเลสที่เกิดขึ้นในใจมากขึ้น หยุดตัวเองในการสร้างเหตุของการเกิดได้ทันมากขึ้น

กิเลสไว

ตอนนี้ไม่ค่อยอ่านหนังสืออื่นๆ เพราะกิเลสมันไว บางทีสติไม่ทัน อ่านแล้ววิพากย์ วิจารณ์ ไปมีส่วนร่วมในเหตุของผู้เขียนหรือคนอื่นๆ เพราะนั่นคือ เหตุของใคร บางทีมันไม่ทันจริงๆ

ไปคิดถึงคนอ่าน ลืมไปว่าเหตุของใครก็ของคนนั้น ใครจะเชื่อใครหรือไม่เชื่อ ทำตามหรือไม่ทำตาม อันนั้นก็เหตุของเขา อย่างน้อย คนที่เขียน เขาไม่ได้เขียนไปในแนวทางที่สอนให้คนทำผิดศิล หรือหากเขาสอนในแนวทางผิดศิล มันก็เหตุของเขา

เขารู้แค่ไหน เขาย่อมเขียนได้แค่นั้น เราไม่ต้องไปคิดแทนเขาว่าเขานั้นจะเป็นอย่างไร นี่แหละหนากิเลส ยึดติดในรู้ ยังติดอยู่นะ ไม่งั้นคงไม่มีสภาวะนี้เกิดขึ้นมาอีก สภาวะมาสอนเราตลอดเวลา

มาชี้ให้เห็นเลยว่า ยึดติดในรู้ เห็นหรือยัง จะมาแสดงในรูปผัสสะต่างๆ จนกว่าจะไม่ยึดติดในรู้นั้นๆได้จริงๆ สภาวะจะเปลี่ยนไปอีก สภาวะจะละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ กิเลสก็มีสภาวะละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่แตกต่างกันเลย

ได้ความรู้เกี่ยวกับงานศพ

เคยนิมิตล่วงหน้ามานานแล้ว ตอนนั้นคิดว่านิมิตที่เห็นคงหมายถึงตัวเราเอง คิดว่าตัวเองต้องตาย เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลา เป็นนิมิตที่เกี่ยวกับรพ.ที่ไม่รู้จัก เห็นคนป่วย เห็นคนตาย แล้วมีเสียงบอกว่ายังไม่ถึงเวลา

ต่อมาเราป่วยเป็นไข้ทับฤดู เป็นหนักมากๆคิดว่าคงต้องตายอย่างแน่นอน เพราะเลือดออกเยอะขนานั้น ผ้าอนามัยที่ใช้ตกวันละ ๒ ห่อๆละ ๒๐ แผ่น มีอาการ BLEED ตลอด บางครั้งออกมาเป็นลิ่มๆกองโต

เราได้อาศัยการเจริญสติ อาศัยการพักจิตในสมาธิ ผลตอบรับคือ เรารอดตาย มีชีวิตมาอยู่ถึงวันนี้ได้เพราะผลของการเจริญสตินี่แหละ ขอเพียงมีสติ ไม่ตกใจ จะสามารถรักษาตัวเองได้โดยใช้สมาธิรักษา

พร้อมๆกับรักษาวิธีโบราณคือ การอบตัวด้วยสมุนไพร อาบน้ำด้วยน้ำสมุนไพร ก็ไม่คิดว่าวิชาครูพักลักจำทั้งหลายที่เราได้มีประสบการณ์ที่หลากหลาย จะช่วยเราได้เยอะมากๆยามที่คิดอะไรไม่ออก สติจะเป็นตัวบอกเองว่าควรทำอะไรอย่างไร

ต่อมามีนิมิตเกี่ยวกับรถตู้ แล้วมีความรู้สึกถึงความตายยังคงมีอยู่ ก็คิดว่า ตัวเองคงต้องตายเพราะอุบัติเหตุเกี่ยวกับรถตู้ เราแค่รู้ไป ไม่ได้กลัวความตาย เพราะเชื่อในเรื่องของเหตุและผล เจริญสติต่อไป มีแต่สติเท่านั้นที่จะพาเราไปถูกทาง

มาวันนี้ได้คำตอบทั้หมด ที่แท้นิมิตทั้งหมด เป็นเรื่องของน้องชาย น้องชายป่วยเข้ารพ. และเสียชีวิตจริงๆ ส่วนรถตู้ พอเห็นรถตู้ที่งานศพของน้องชาย ร้องอ้อเลย น้องชายทำงานหน่วยกูชีพหรือกู้ภัย เขาจะมีรถตู้ในการใช้เดินทาง

ได้ความรู้เกี่ยวกับงานศพ

บ้านเราจัดงานศพมาถึง ๓ งานแล้ว ตอนนั้นเรายังรู้ชัดในกายและจิตได้ขนาดนี้ จึงแยกแยะถูก,ผิดยังไม่ได้ชัด กิเลสยังหนาอยู่ ย่อมเอาความคิดของตัวเองเป็นที่ตั้ง

๑. ดอกไม้จันทร์ อันนี้เป้นความเชื่อที่บอกต่อๆกันมา แต่มันส่งผลจริงๆแบบไม่น่าเชื่อ

ดอกไม้จันทร์เขาห้ามหยิบส่งให้กันหรือหยิบแทนกัน ทำแบบนั้นจะกลายเป็นงานรื่นเริง นี่คือที่เพิ่งได้ยินมา

เหตุจากงานศพของน้องชายคนที่แล้ว มีแขกที่ยังไม่ได้หยิบดอกไม้จันทร์ แล้วแม่หยิบดอกไม้จันทร์วิ่งไปส่งให้กับแขก น้องชายคนที่แล้วเสียครบหนึ่งปี ปีนี้น้องชายคนเล็กเสียต่อ บ้านเราจึงมางานศพหัวปีท้ายปี

๒. การแบ่งเงินให้กับบุคคลที่เหลืออยู่ หลังจากจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆหมดแล้ว

ความผิดพลาดคือ ครู เราเองผิดพลาดมาถึง ๓ งาน ถึงได้เข้าใจว่าควรทำอย่างไรเกี่ยวกับเงินที่ใส่มาซอง ซึ่งแต่ละคนย่อมมีเพื่อน เรียกว่า ของใครของมัน

ที่ว่าผิดพลาดคือ เราเป็นคนชี้โพรงให้กระรอก เป็นคนพูดว่าควรจัดการเงินที่เหลือจากงานศพอย่างไร เหตุเกิดจาก

งานแรก พ่อเราเสีย เราเห็นว่าพ่ออยู่กับน้องสาวอีกคน ส่วนน้องสาวอีกคนไปๆมาๆ พ่อไม่ได้อยู่ด้วย ส่วนน้องชายอีกสองคนไม่ต้องไปพูดถึง เจอกันบ้าง ไม่เจอบ้าง บ้านเราพ่อแม่เลิกกันตั้งแต่น้องชายคนเล็กยังจำความไม่ได้

แม่คือจุดที่เราไม่เคยสนใจ หรือให้ความสนใจให้แม่มีส่วนร่วม เพราะมองว่า แม่ทิ่งพ่อ ทิ้งเราไปตั้งแต่เล็กๆ เงินทำศพ พ่อทำไว้ให้แม่ แต่ทำไว้ในชื่อของแม่ แม่จึงไม่ได้เงินเพราะเหตุนี้ แต่จะเป็นลูกๆได้เงินแทนยามที่แม่ตาย

คือพ่อเป็นข้าราชการ เขาจะมีเงินฌานปนกิจ สุดแต่ว่าจะใช้ชื่อสามีหรือภรรยาก็ได้ แต่พ่อใช้ชื่อแม่ ซึ่งเราเองเพิ่งรู้ เลยไม่รู้จะถามพ่อได้ยังไงว่าทำไมพ่อถึงทำแบบนั้น

อันนี้เราคาดเดาเอาเอง คาดเดาว่า พ่อไม่มีเงินเก็บ หากแม่เป็นอะไรไป พ่อจะได้เงินตรงนี้มาทำงานศพให้กับแม่ แต่พอดีพ่อมาเสียไปก่อน เงินตรงนี้ก็เบิกไม่ได้ จะเบิกได้ต่อเมื่อแม่เสียชีวิตแล้วเท่านั้น

ในเมื่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ แม่ควรมีสิทธิจัดการทุกๆอย่างในเรื่องของเงินช่วยเหลือทั้งหมด เนื่องจากแม่คือหัวหน้าครอบครัว แม่กลับมาหลังจากพ่อเสียแล้ว

แต่ตอนนั้น น้องๆยกหน้าที่ให้เราจัดการเรื่องทั้งหมด ทั้งๆที่เราไม่รู้เรื่องอะไรเลย เราจึงตัดสินใจโดยพลการว่า เงินที่เหลือทั้งหมด ยกให้น้องคนที่พ่ออยู่มาด้วยตลอด และคอยดูแลพ่อทุกๆเรื่อง นี่คือ ความไม่รู้ ผิดพลาดไปหนึ่งงาน

เราไปให้ค่าว่า พ่ออยู่กับใคร ใครเป็นคนดูแล คนๆนั้นย่อมเป็นผู้ได้รับเงินทั้งหมด สรุปคือ น้องคนนี้ได้เงินคนเดียว

ยังไม่จบนะความโง่หรือความไม่รู้ของเรา

น้องอีกคนที่ไม่ได้อยู่ด้วย บอกว่า เขาต้องลงชื่อคนที่ให้ซองมาเพราะต้องใช้หนี้กัน เราก็งงๆ เพราะไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าเงินที่ใส่ซองมาช่วยในงานศพคือการใช้หนี้ ไม่รู้เรื่องจริงๆเลยนะ

น้องบอกว่า ก็เขาช่วยเรามา เราก็ต้องช่วยเขากลับ แม้ในงานอื่นๆก็ตาม น้องจะทำบัญชีเขียนเก็บไว้หมด นี่คือความผิดพลาดในงานแรก เพราะเราไม่ได้จัดการอะไร

ความผิดพลาดในงานที่ ๒

งานนี้เป็นงานศพของน้องชายคนที่ ๒ เหตุการณ์เหมือนเดิมทุกอย่าง คือ น้องชายคนนี้อยู่กับน้องคนเดิม ผลคือ เงินทั้งหมดที่เหลือจากการจัดงาน น้องคนนี้ได้รับคนเดียว

ความผิดพลาดครั้งที่ ๓

งานนี้เป็นงานศพของน้องชายคนสุดท้อง กว่าจะเข้าใจคำว่าใช้หนี้ กว่าจะรู้ว่าควรจัดสรรเรื่องเงินยังไง เล่นเอาคนในบ้านต้องตกตายไปถึง ๓ ศพ ทุกอย่างมันมีเหตุนะ เหตุให้เราเรียนรู้ทุกๆเรื่อง แล้วก็เหตุที่แต่ละคนกระทำมา

มางานศพนี้ มีเรื่องเดิม คือเรื่องระหว่างน้องสองคน การเจริญสติ ทำให้สติเราทันปัจจุบันมากขึ้น ปัญญาเกิดไวมากขึ้น

น้องอีกคนเขายอมรับในกิเลสที่เขามีอยู่แบบตรงๆ คนนี้เราแนะนำเกี่ยวกับการเจริญสติให้ แบบสอดแทรกเป็นขณะๆ ไม่ได้อธิบายอะไรมาก เพราะน้องยังไม่รู้เรื่อง ในเรื่องพวกนี้ จะรู้จักแค่สวดมนต์ ทำสมาธิเท่านั้นเอง

น้องบอกว่าเขาเองน่ะมีความโลภ แต่ความโลภของเขาคืออยากรวย อยากช่วยเหลือคนอื่นๆ ไม่ใช่โลภเพื่อตัวเขาเอง แม้แต่สามีเขาก็ชอบช่วยเหลือเงิน ไม่อยากได้อะไรของใคร สองคนนี่มีนิสัยเหมือนๆกัน แม้กระทั่งเรื่องการบริจาคทาน

เรื่องเงินที่เหลือจากงานศพในครั้งนี้ น้องชายคนนี้ไปๆมาๆระหว่าง ๒ บ้าน เพียงแต่ว่า น้องคนที่ยอมรับกิเลสของตัวเอง จะเป็นคอยช่วยอุปถัมป์เรื่องเงินทองของกินให้ ตั้งแต่ยังไม่ทำงาน จนกระทั่งทำงานแล้ว

เรามาเข้าใจในเรื่องเงินที่ว่าใช้หนี้กันก็จากการกระทำของเพื่อนเราเอง ตามหลักแล้ว เพื่อนใครจะให้ซองกับคนนั้น จริงๆแล้วเราไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้ เพราะเราถือว่าเราไม่ได้อยู่ด้วย เงินพวกนี้เลยไม่สนใจ ใครส่งมาใส่กระเป๋า แล้วให้น้องหมด

เพื่อนเราไม่ส่งซองให้กับเรา พร้อมกับพูดว่า ต้องใช้หนี้กันนะ เขาจึงต้องส่งให้กับมือน้องของเรา เราฟังแบบไม่ได้ใส่ใจ คือ มองว่า จะให้กับใครก็ตามใจ เพราะเราไม่เคยสนใจเงินพวกนี้อยู่แล้ว ก็ไม่ได้อยู่ด้วยนี่นะ นี่แหละความไม่รู้จริงๆ

สรุปคือ ตามหลักของความเป็นจริง โดยตัวสภาวะที่แท้จริง เราไม่ควรเอาเราที่มีอยู่เข้าไปตัดสินแทนว่า คนไหนควรได้หรือไม่ควรได้ เพราะเราเอาความคิดของเราเป็นหลัก นี่แหละความไม่รู้ในตอนนั้น

เงินที่เหลือจากการหักค่าใช้จ่ายต่างๆจนหมดสิ้นแล้ว หลังงานศพ คนที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ถ้ายังมีแม่หรือพ่ออยู่ ต้องให้พ่อหรือแม่เป็นคนจัดการ

การแบ่งเงิน

เราไม่ควรมองว่าใครเป็นคนดูแลใคร เพราะใครดูแลใครนั้น ใครทำใครได้ผลรับตรงนั้นอยู่แล้ว ต้องแบ่งเงินออกเท่าๆกัน มีคนเหลือเท่าไหร่ ต้องแบ่งให้เท่าๆกัน รวมทั้งของแม่ด้วย ต้องแบ่งให้แม่เท่าๆกับน้องๆหรือคนที่เหลือทั้งหมด

จะมาอ้างไม่ได้ว่า ใครอยู่กับใครหรือใครเป็นคนช่วยเหลือใครอยู่ เพราะทุกคนต่างมีหน้าที่ของแต่ละคน จะมาเกาะกลุ่มกันอยู่ได้อย่างไร

ส่วนเรา ในเมื่อเราไม่ได้สนใจหรืออยากได้เงินตรงนั้น เราจะให้เงินตรงนั้นแก่ใคร อันนี้ก็เป็นสิทธิ์ของเรา ซึ่งตอนนั้นเราไม่ได้คิดแบบนั้นเลย นิดเดียวไม่มี ไม่เอาคือไม่เอาจริงๆ แล้วก็บอกว่า ใครดูแล คนนั้นได้ไป นี่แหละหนาเหตุ

มาวันนี้กระจ่างแจ้ง รู้เลยว่าควรทำอย่างไร เรื่องทั้งหมดเราผิดเอง ที่เป็นเหตุให้น้องเราที่เหลืออยู่หมางใจกัน กลายเป็นว่า มีน้องคนหนึ่งเป็นผู้รับฝ่ายเดียว ส่วนอีกคนทั้งๆที่มีส่วนร่วมกับถูกมองข้ามไป

แม้กระทั่งเงินซอง น้องที่เป็นฝ่ายไม่ได้อะไรเลย ได้นำเงินในซองที่ได้รับมา นำไปออกเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมด แล้วนำส่วนที่เหลือคืนให้กับน้องอีกคนที่เป็นฝ่ายรับอยู่คนเดียว ซึ่งน้องคนนี้บอกว่าเงินให้แม่ไปทั้งหมด มันไม่ยุติธรรมกับน้องอีกคน

ถึงแม้ว่าจะให้แม่หรือไม่ให้ก็ตาม ไม่ยุติธรรม เพราะมันมีส่วนของน้องอีกคนที่ไม่ได้รับ ซึ่งถ้าน้องได้รับ น้องจะจัดการอะไรยังไงนั่นเรื่องของน้อง นี่แหละความไม่รู้ ยังมีอีก ยังไม่จบ

ฝ่ายน้องคนที่ได้รับมาตลอด

เราถามเรื่องซองของน้องคนที่ไม่ได้อะไร น้องคนนี้บอกว่า น้องคนนั้นไม่เคยให้ซองมาเลย เราก็เลยไปถามน้อง น้องบอกว่า ก็คืนให้ไปหมดหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว จะเอาซองที่ไหนไปให้อีกล่ะ

นี่แหละนะเหตุของความไม่รู้ ของน้องที่เอาเปรียบพี่ แต่ไม่รู้ว่าเอาเปรียบ เอาเปรียบมาตลอด แล้วเมื่อเราย้อนถามกลับไปว่า ไหนว่าน้อง( พี่ )ไม่เคยให้ซอง แล้วรายการค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เขียนไปให้น่ะ คืนเงินให้กับเขาหรือเปล่าล่ะ

ในเมื่อเขานำเงินในซองไปเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆในงานหมดแล้ว เขาจะเอาซองที่ไหนมาให้ล่ะ แล้วมาพูดได้ยังไงว่าน้อง( พี่ ) ไม่เคยให้ซอง เท่านี้แหละ น้องคนนี้ว่าเราทันทีว่า เราน่ะเป็นต้นเหตุให้พี่น้องแตกแยกกัน ทำให้ผิดใจกัน

เราเลยบอกว่า โง่แล้วยังอวดฉลาดอีกนะ โง่มากๆ เราน่ะรู้เรื่องมาตลอด เพียงแต่ไม่ได้ฟังความข้างเดียว น้องยอนมาว่าเออโง่ จะคอยดูว่าน้อง( พี่ ) จะมาพูดอะไรกับเขา แต่ตัวเขาเองตั้งใจไว้ว่า หลังจากงานแล้ว จะให้เงินที่เหลือกับน้อง(พี่)

เพราะน้องชายคนนี้ น้อง( พี่ ) คนนี้เป็นคนให้ความช่วยเหลือมาตลอด นี่แหละนะ สรุปคือเราผิดเอง เพราะเราไปชี้โพรงไว้ให้ตั้งแต่แรกทำนองว่า ใครอยู่กับใครหรือดูแลใคร คนนั้นได้เงินไปทั้งหมด นี่แหละความผิดพลาดของเรา

จากสภาวะตรงนี้ ทำให้เราได้เห็นจิตส่วนลึกของคนรอบๆตัวเรา คือ จิตของน้องเรา เขาไม่ได้คิดให้ความช่วยเหลือหรือดูแลแบบที่จะให้จากใจจริงๆ กิเลสบดบังเอาไว้ เป็นเหตุให้ เขาคิดว่าเขาควรเป็นฝ่ายได้ คนไหนดูแล คนนั้นได้ไป

นี่แหละธรรมชาติของคน โลภะส่วนลึกไม่มีการยกเว้นไม่ว่าจะเป็นใครหน้าไหนๆ แม้กระทั่งการดูแลพ่อแม่พี่น้อง ล้วนมีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง มีแต่จ้องจะเอาแต่ไม่รู้ว่าจ้องจะเอา พอตายโครม ออกมาหมดเลย ความโลภ

ถ้าถามว่าน้องผิดไหม ไม่มีใครผิด แต่เพราะกิเลสบดบังดวงจิตให้มืดบอดอยู่ ส่วนตัวเราในตอนนั้นก็ยังแยกแยะสภาวะตามความเป็นจริงยังไม่ได้ จึงได้ให้คำแนะนำไปแบบผิดๆ ผิดจากสิ่งที่ควรจะเป็น

ขอโทษ

วันนี้ตอนเย็น โทรฯไปหาน้องคนน้อง พร้อมกับบอกว่า ขอโทษ เราผิดมาตั้งแต่ต้น ในการที่แนะนำให้เขาทำแบบนั้น และน้องอีกคน(พี่ ) ก็เห็นด้วย เหตุมันจึงมีผลเป็นเช่นนี้

เราขอโทษที่ว่าเขาโง่ เพราะกำลังโกรธที่ไม่ยอมฟังอะไรเราเลย เราพูดถึงสิ่งที่ผิดพลาดผ่านมาทั้งงานของพ่อและงานของพี่ชายเขาซึ่งเป็นน้องชายเรา และต่อด้วยงานนี้ งานน้องชายคนสุดท้อง

เราอธิบายในสิ่งที่เขาควรทำ ไม่ใช่ไปคิดว่าใครอยู่กับใคร คนๆนั้นจะต้องได้รับเงินทั้งหมด พี่น้องมีกี่คนต้องหารเท่าๆกัน รวมทั้งแม่ด้วย ส่วนใครจะนำเงินนั้นให้กับใครหรือนำไปทำอะไร นั่นเรื่องของเขา เพราะมันคือสิทธิของเขา

การที่ได้เลี้ยงดูพ่อแม่ นั่นคือสิ่งที่ควรทำอยู่แล้ว ไม่ใช่เลี้ยงดูเพราะมีข้ออ้างหรือต้องการผลประโยชน์ ใครสร้างเหตุอย่างไร ย่อมได้รับผลเช่นนั้น ตรงนั้นมันได้อยู่แล้ว

ส่วนเรื่องเงิน ต้องแบ่งตามความเป็นจริง ตามพี่น้องและแม่ที่ยังมีชีวิตอยู่ เราแนะนำไปแค่นี้ ส่วนน้องจะทำตามหรือไม่ นี่คือเหตุของน้องเอง และเงินในส่วนที่เราจะได้รับ เรายกให้น้องคนนี้ทั้งหมด (คนที่ว่าเป็นฝ่ายรับมาฝ่ายเดียวมาตลอด ) เนื่องจากเคยมีหนี้สินติดค้างกันอยู่ ส่วนถ้าได้มากกว่าหนี้สินที่ติดค้างไว้ก็ยกให้หมด ถ้าได้น้อยกว่าหนี้สินที่ติดค้างไว้จะทะยอยใช้ให้

เรื่องแม่

แม่ได้ทำประกันชีวิตเอาไว้ แม่เคยเรียกเราไปคุยถึงส่วนที่เราจะได้ ตอนนั้นด้วยความไม่รู้ของเรา เราจึงบอกกับแม่ไปว่า ตัดเราออกไปได้เลย เราไม่ต้องการ แม่จะยกส่วนนี้ให้กับใครเป็นเรื่องของแม่ ตรงนี้เราทำพลาดไป จริงๆแล้ว เป็นเรื่องของอนาคต เราควรปล่อยให้แม่จัดการตามที่วางแผนเอาไว้ แล้วถ้าได้เงินมาจริงๆ เราสามารถแบ่งให้น้องที่เหลือทั้งสองคนให้เท่าๆกัน แต่ช่างเถอะ ทุกอย่างคือเหตุ

นิพพานเป็นอนัตตาหรืออัตตา

เป็นเมื่อก่อนล่ะก็ งงเป็นไก่ตาแตก คำครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า นิพพานไม่ได้เป็นทั้งอนัตตาและอัตตา แต่เป็นวิมุติ

เจอคำนี้เอาอีกแล้ว วิมุติคืออะไรล่ะ แปลว่านิพพานงั้นเหรอ

วันนี้กระจ่างแจ้งเลย รู้แจ้งแล้วว่า นิพพานแท้ที่จริงคืออะไร มีสภาวะอย่างไร

นี่เห็นไหม ต้องโง่มาก่อนนะ ไม่ใช่โง่กับใครหรืออะไรเลย โง่กับกิเลสของตัวเรานี่แหละ โง่ให้กับความที่ยังมีตัวเรา,ของเราอยู่ ต้องโง่ก่อนที่จะรู้

โง่อย่างไร ความผิดพลาดไง หลงสร้างเหตุไปด้วยความที่สติยังไม่ทัน รู้แล้วแต่ไม่ทันกิเลส

ความมีอัตตาตัวตน ตัวกู ของกูมันชอบแสดง มันยังยอมไม่ได้เวลาที่สติไม่ทัน แต่ยอมได้หมดจิตหมดใจ ยามสติทัน ต่อให้ต้องตายก็ยอม ไม่คิดต่อกรใดๆกับกิเลสเลย เพราะรู้แล้วว่า มันมีแต่เหตุแล้วก็เหตุ เมื่อยังมีเหตุ ย่อมมีผลอย่างแน่นอน

พอรู้ทั้งความหมายและสภาวะที่แท้จริงของคำว่า ” นิพพาน ” หรือ ” พระนิพพาน ”

โถๆๆๆๆ แท้ที่จริงแล้ว เราสร้างเหตุอันเป็นแดนเกิดของพระนิพพานมาตลอด แต่ไม่รู้เลยว่าเหตุที่สร้างอยู่นั้น เรียกว่า ” นิพพาน ”

นิพพาน เป็นทั้งอนัตตาและอัตตา และไม่เป็นทั้งอนัตตาและอัตตา

นิพพานเป็นอนัตตา

ไตรลักษณ์ เป็นตัวให้เห็นนิพพาน เรียกว่า เห็นแค่ชั่วขณะ

นิพพาน คือ ความดับ

ไม่มีเหตุ ไม่มีผล คือ ดับเหตุทั้งปวง ต้นเหตุของการสร้างเหตุทั้งปวง คือ กิเลส

การกระทำให้ถึงพระนิพพานคือ ดับกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต ซึ่งมีตั้งแต่หยาบๆ จนกระทั่งละเอียด ที่เกิดจากผัสสะจนกระทั่งเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องมีผัสสะเป็นเหตุปัจจัย

สภาวะของนิพพาน ได้แก่ว่างจากกิเลสทั้งปวง ไม่มีเกิด ไม่มีการกำเริบอีกต่อไป

การเห็นไตรลักษณ์ ในชั่วขณะหนึ่ง ณ เวลานั้น จิตย่อมเกิดการปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่นในผัสสะที่เกิดขึ้น

สภาวะที่เกิดขึ้นขณะนั้นคือ ว่างจากกิเลสทั้งปวงชั่วขณะ

จึงเป็นที่มาของคำกล่าวที่ว่า เห็นอนัตตาคือเห็นพระนิพพาน เป็นเพียงอุบายในการสอนเท่านั้นเอง เพื่อให้เข้าใจในนิพพานได้ง่ายมากขึ้น

กล่าวตามสภาวะที่แท้จริงคือ ไตรลักษณ์ คือไตรลักษณ์ ไตรลักษณ์ ไม่ใช่พระนิพพาน

เพราะสภาวะของไตรลักษณ์ประกอบด้วย อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ส่วนนิพพาน คือความดับฝ่ายเดียว ไม่มีทั้งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นองค์ประกอบ เรียกว่า ไม่มีไตรลักษณ์เป็นองค์ประกอบในสภาวะที่แท้จริงของนิพพาน

เพียงแต่การเห็นไตรลักษณ์ เป็นเหตุที่สามารถให้ได้ถึงซึ่งพระนิพพาน คือ ความดับไม่มีเหลือ

การเห็นไตรลักษณ์ต้องแยกออกมาอีก

แบบหยาบๆ คือจากการการอ่าน การฟัง ( สุตมยปัญญา ) ยังมีการเกิดของกิเลส เมื่อยังมีกิเลส ย่อมมีการสร้างเหตุ ด้วยความไม่รู้

แบบกลาง จากการ น้อมเอาคิดเอา ( จินตมยปัญญา ) ยังมีการเกิดของกิเลส เป็นการถ่ายถอนอุปทานที่มีอยู่ให้ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ แต่ยังสร้างเหตุที่มีให้ค่าว่าถูก,ผิด ตามความคิดของตัวเอง ยังไม่ใช่จากการเห็นตามความเป็นจริง

แบบละเอียด จากการภาวนา จนเกิดวิปัสสนาญาณขึ้นในจิต เกิดสภาวะสุมจเฉทประหาน จึงดับกิเลสสิ้นไม่มีเหลือ เรียกว่า นี่คือ นิพพานที่แท้จริง ที่ดับอย่างเดียว ไม่มีการเกิดหรือกำเริบขึ้นมาอีกของกิเลส

นิพพานเป็นอัตตา

ผู้ที่สามารถเข้าออกสมาธิได้คล่องแคล่ว สามารถบังคับสมาธิให้เกิดได้ทุกอิริยาบทตามใจนึก นิพพานจึงเป็นอัตตาเพราะเหตุนี้ เพราะบังคับให้เกิดได้

ขณะที่จิตเป็นหนึ่งหรือเป็นสมาธิ ย่อมกดข่มกิเลสต่างๆเอาไว้ ไม่ให้เกิด ชั่วขณะจิตนั้น เรียกว่า จิตถึงซึ่งพระนิพพานชั่วขณะหนึ่ง

พอหมดกำลังของสมาธิ กิเลสย่อมเกิดและกำเริบขึ้นมาใหม่ได้อีก

ฉะนั้น ไม่ว่าใครจะกล่าวว่า นิพพานเป็นอนัตตา หรือ นิพพานเป็นอัตตา ล้วนไม่มีใครผิด มีแต่ถูกตามความหมาย คือ ดับกิเลส หรือดับเหตุทั้งปวง ถึงแม้จะชั่วขณะหนึ่งก็ตาม

โดยตัวสภาวะที่แท้จริงของพระนิพพานนั้น ไม่ได้เป็นทั้งอนัตตาและอัตตา แต่เป็นโดยตัวสภาวะของพระนิพพานเอง คือ ความดับสิ้นไม่มีเหลือ ไม่มีการเกิดหรือการกำเริบของกิเลสอีกต่อไป

ส่วนอนัตตาและอัตตา ยังมีการสร้างเหตุอยู่ จึงย่อมมีผลให้ได้รับอยู่ จึงไม่ใช่สภาวะนิพพานที่แท้จริง เกิดแค่ชั่วคราวเท่านั้นเอง ยังเป็นแค่เปลือก แต่ยังไม่ถึงแก่น

ตราบใดที่ยังมีการสร้างเหตุของการเกิด ยังไม่ใช่ผู้ที่เห็นนิพพาน เห็นแล้วจะมุ่งดับเหตุทั้งปวงที่ตัวเอง ส่วนจะใช้เวลามากน้อยแค่ไหน แล้วแต่เหตุที่ทำมา และเหตุที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นในปัจจุบันด้วย

จิตมุ่งพระนิพพาน มุ่งสร้างเหตุของการดับเหตุทั้งปวงอย่างเดียว คือ กิเลสที่มีอยู่ในจิต

เพียงแต่จะเข้าใจนิพพานได้โดยสภาวะ ต้องอาศัยทั้งอนัตตาและอัตตาในการเรียนรู้ ถ้าไม่มีทั้งอนัตตาและอัตตา จะเอาที่ไหนมารู้

เห็นอัตตาคือ เห็นความโง่ที่ยังคงมีอยู่ โง่กับกิเลสของตัวเอง

เมื่อรู้แล้ว จะเห็นความผิดพลาดได้ไวมากขึ้น แล้วจะมุ่งสร้างแต่เหตุที่เป็นการดับเหตุทั้งปวง

เห็นอนัตตา คือ เห็นตามความเป็นจริงของทุกๆสรรพสิ่ง เป็นเหตุให้ถ่ายถอนอุปทานที่ยังมีการให้ค่าต่อผัสสะที่เกิดขึ้น แล้วหลงยึดมั่นถือมั่น เลยกลายเป็นการสร้างเหตุไปด้วยความไม่รู้

เมื่อเห็นตามความเป็นจริงได้ จิตย่อมเกิดการปล่อยวางลงไปเองเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่ต้องคิดจะปล่อยวาง เหตุที่เกิดใหม่ ย่อมลดน้อยลงไปเรื่อยๆ นับว่าเป็นการส้ร้างเหตุใหม่ที่มุ่งดับเหตุทั้งปวงที่เกิดจากการเห็นตามความเป็นจริง

ฉะนั้น พระนิพพาน จึงไม่ใช่สิ่งที่เกินกำลังที่ทุกๆคนจะไม่สามรถทำได้ ทุกๆคนสามารถทำได้ และถึงแม้จะยังไม่ได้ถึงแก่น อย่างน้อย ได้แค่เปลือกก็ยังดี แล้วทำความเพียรต่อไป ทำต่อเนื่อง เจริญสตินี่แหละ

สติ สัมปชัญญะและสมาธิ เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดที่จะพาทุกคนไปถึงแก่นแท้ของพระนิพพานได้

เพราะความไม่รู้ตัวเดียวแท้ๆ เราจึงมองเรื่องพระนิพพานเป็นเรื่องไกลตัว ทั้งๆที่อยู่ใกล้ตัว ติดตัวเราตลอดเวลา กิเลสบดบังดวงตาให้มืดบอด จิตย่อมไม่กระจ่างแจ้ง

เมื่อยังไม่เห็นตามความเป็นจริง นิพพานเลยกลายเป็นเรื่องที่นึกภาพไม่ออก คิดเท่าไหร่ๆก็ไม่ออก ต้องลงมือเจริญสติ จึงจะรู้ได้แบบหยาบๆก่อน จนกระทั่งละเอียด จึงจะเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง

ทีนี้ก็เหลือแค่สร้างเหตุที่พาไปถึงแก่นพระนิพพานเท่านั้นเอง

ข้อเตือนใจ

ยิ่งสภาวะละเอียดมากเท่าไหร่ สภาวะสุขย่อมเกิดขึ้นในจิตเนืองๆ ซึ่งเป็นหลุมพรางกับดักของกิเลสอย่างหนึ่ง จะเป็นเหตุให้เราคิดว่า ถ้าทำแบบนี้ได้ รู้แบบนี้ อยากจะเกิดอีก ไม่กลัวความทุกข์แล้ว เพราะความทุกข์ไม่สามารถทำอะไรเราได้

คิดแบบนี้ คือ ผู้ที่ตกอยู่ในความประมาท ประมาทในกิเลส หลงกับดักกิเลสแต่ไม่รู้ว่าหลง

การเกิดแต่ละครั้ง ต้องโง่มาก่อนที่จะรู้ เรียกว่าโง่มาตั้งแต่เกิดเลยก็ว่าได้ แล้วคิดเหรอว่า จะสามารถระลึกได้ทั้งหมดในสิ่งที่ทำๆมา ขนาดเอาแค่ปัจจุบันชาติ จำได้หมดไมว่าทำอะไรไว้บ้าง

แม้กระทั่งเรื่องในอดีตชาติ จำได้ไหมว่าทำอะไรไว้บ้าง ปฏิบัติไว้แค่ไหน จนมาถึงปัจจุบันสภาวะถึงได้เป็นแบบนี้ คาดเดาไม่ได้เลย ถึงบอกไงนั่นคือ โง่ แค่คิดอยากจะเกิดอีกน่ะโง่มากๆ เอาชีวิตไปเสี่ยงกับกิเลสที่มองไม่เห็น

ต้องรู้ด้วยจิต แล้วต้องฝึก ต้องทำอีกนานเท่าไหร่ถึงจะเข้าใจและลึกซึ้งในกิเลสที่มีอยู่ในจิต

เราน่ะผ่านมาหมดแล้ว เคยหลงกิเลสแต่ไม่รู้ว่าหลง ทั้งๆที่ไม่ได้ยึดติดกับสิ่งที่รู้ ที่เห็น ยังโดนกิเลสเล่นงานเอา เลยหลงสร้างเหตุไปด้วยความไม่รู้

ถึงบอกไงว่า คนที่เที่ยวมาพูดว่า ตัวเองปฏิบัติแล้วได้อะไร เป็นอะไร เรียกว่าอะไรน่ะ นั่นยังโง่อยู่นะ โง่กับกิเลสของตัวเองแต่มองไม่เห็น โง่กับกิเลสส่วนลึก ความอยากมี อยากได้ อยากเป็นที่แฝงอยู่ แต่เพราะกิเลสบดบังจนมืดมิด เลยมองไม่เห็น

หลงคิดว่า สบายแล้ว พ้นแล้ว อยากบอก อยากสอนคนอื่นๆ ที่ไหนได้ ยิ่งบอกว่าได้อะไร เป็นอะไร แล้วพยายามยัดเยียด พยามสอนคนอื่นๆ นั่นแหละคือตัวสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นด้วยความโง่ของกิเลส

ผลย่อมมีอย่างแน่นอน แล้วจะมาพูดว่ามุ่งพระนิพพาน มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ได้อย่างไร

มีแต่การสร้างเหตุตามใจกิเลส ความอยากมี อยากได้ อยากเป็นตามบัญญัติที่คิดว่าใช่ ถ้ามุ่งสร้างเหตุให้ถึงพระนิพพาน ต้องมุ่งดับเหตุ ไม่ใช่สร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นเนืองๆ การกล่าวโทษนอกตัวนี่ ไม่มีอีกแล้ว

เพราะเคยโง่มาก่อน จึงเข้าใจในสภาวะเหล่านี้ดี ยิ่งสภาวะเปลี่ยนไปมากเท่าไหร่ กิเลสยิ่งเนียนมากขึ้นเท่านั้น ขนาดทำผิดศิล ยังคิดเข้าข้างตัวเองเล๊ยว่า ให้ดูที่เจตนา

ศิล

เรื่องของศิล คำว่า ” ให้ดูที่เจตนา ” หมายถึง ผลที่ได้รับ เจตนาตั้งใจทำมากเท่าไหร่ ผลย่อมได้รับตามที่เจตนา ไม่ใช่ยึดว่า ทำผิดศิลหรือไม่ ให้ดูที่เจตนา

คำว่า ” ให้ดูที่เจตนาเป็นอุบายในการสอน เพื่อให้ระมัดระวังในการกระทำ การระมัดระวัง เป็นการสร้างสติ ให้เกิดขึ้นก่อนที่จะลงมือทำ จนกว่าตัวสัมปชัญญะจะเกิดน่ะแหละ ศิลจะสะอาดมากขึ้นเรื่อยๆโดยไม่ต้องระวัง

ข้ออ้างของคนที่โกหกแม้กระทั่งตัวเอง แต่ไม่รู้ว่าโกหก

ชอบกินเหล้า ก็อ้างว่า กินเหล้าไม่ผิดศิล เพราะมีสติรู้ว่าควรกินแค่ไหน เอาอะไรมาวัดล่ะ สติชั่งกิโลได้เหรอ วัดได้เหรอ โกหกตัวเองยังไม่รู้ว่าโกหก

วุ่นวายกับเมียชาวบ้าน อ้างว่าไม่ผิดศิล เพราะไม่ได้มีอะไรกัน แค่มีความสุขเล็กๆน้อยๆยามที่ได้พูดคุยกัน

ฯลฯ

มีแต่กิเลสตามใจตัวเองทั้งนั้น ศิลไม่ต้องนำมาอ้างกันหรอก นี่ขนาดแค่ศิลแบบหยาบๆ ยังมีการเลี่ยงคำภีร์ตลอด แล้วถ้าศิลขั้นละเอียดจะขนาดไหน

ใครๆที่ชอบประกาศตน ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม ที่มาบอกว่าได้อะไร เป็นอะไร นั่นน่ะหลักฐานยืนยันว่าตกหลุมพรางกิเลสแต่ยังไม่รู้ แค่นี้ก็รู้แล้วว่า แค่กิเลสของตัวเองยังไม่รู้

นับประสาอะไรกับคำบัญญัติที่นำมาเรียกๆตามความอยากที่มีอยู่ จะไปรู้ได้อย่างไรว่า สภาวะที่แท้จริงของคำเรียกเหล่านั้น เป็นอย่างไร

นำเรื่องโง่ๆที่ตัวเองเคยโง่มาแบ่งปันกัน

จงอย่าไปคิดว่าปฏิบัติแล้วได้อะไร เป็นอะไร ให้ดูกิเลสที่เกิดขึ้นในใจเป็นหลัก ขนาดตอนนั้น ที่ปฏิบัติ ไม่เคยคิดว่าอยากเป็นอะไร ไม่เคยรู้จักคำบัญญัติที่นำมาเรียกๆกัน เพิ่งมารู้ในตอนหลัง ยังโดนกิเลสเล่นได้เลย เล่นเอาหลงไปพัก

ตอนนี้รู้ชัดแล้วว่า เราปฏิบัติเพื่อดับเหตุทั้งปวงที่เกิดจากตัวเราเอง ไม่ใช่ปฏิบัติเพื่อได้อะไรเป็นอะไร ตราบใดที่คิดว่าได้อะไร เป็นอะไร ล้วนเป็นเหตุของการสร้างเหตุให้เกิดขึ้นของการเกิดทั้งสิ้น

เพราะมีแต่การยึดติด มีแต่การให้ค่าจากการคิดว่าได้อะไร เป็นอะไร จึงมองว่าตัวเองดีกว่าคนอื่นๆ มานะตัวนี้ร้าย มีแต่อคติว่าต้องแบบนั้นดี แบบนี้ดี แบบนั้นไม่ดี แบบนี้ไม่ดี คนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ย่อมมีอย่างแน่นอน

เพราะไม่สามารถอธิบายข้อโต้แย้งได้ว่า ทำไมจึงบอกว่าดี บอกว่าใช่ บอกว่าไม่ดี บอกว่าไม่ใช่ มันจึงเป็นการสร้างเหตุวิวาทะเกิดขึ้น เพราะรู้ต่างกัน เข้าใจต่างกัน เหตุเกิดขึ้นเพราะเหตุนี้

ส่วนการไปบอกว่า ใครใช่หรือไม่ใช่ เป็นอะไรหรือไม่เป็นอะไรนั้น ล้วนเป็นการสร้างเหตุทั้งนั้น มีแต่กิเลส เมื่อมองไม่เห็น จึงมีการกล่าวว่าใช่หรือไม่ใช่

ใครจะใช่หรือไม่ใช่ เป็นอะไรหรือไม่เป็นอะไร นั่นเป็นเหตุของคนอื่นๆเขา ไม่ใช่หน้าที่ที่จะไปบอกว่าใครใช่หรือไม่ใช่ เหตุใหม่เกิดขึ้นแล้ว แต่ไม่รู้ว่ากำลังทำให้เกิดขึ้น ผลที่ได้รับย่อมมีอย่างแน่นอน

( ตรงนี้โดนมาหมดแล้ว พอโง่ถึงได้รู้ )

จงดูกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต ไม่ใช่ไปดูว่าได้อะไร เป็นอะไร

บัญญัติต่างๆที่มีไว้เป็นแนวทางนั้น ล้วนบ่งบอกไว้ชัดว่า เป็นนี้ๆละกิเลสแบบนี้ๆ จนกระทั่งหมดกิเลส เป็นเพียงอุบายในการสอน จริงๆแล้วให้ดูกิเลสที่แท้จริงที่เกิดขึ้นในจิต ความอยากมี อยากได้ อยากเป็น

ถ้ายังมี แล้วจะเรียกว่าละได้อย่างไร ละได้จริงต้องไม่มี จุดสุดท้ายของคำสอนทั้งหมด หรือของสภาวะทั้งหมดคือ สติ สัมปชัญญะและสมาธิเท่านั้นเอง จึงจะรู้เห็นตามความเป็นจริงตั้งแต่สภาวะหยาบๆจนกระทั่งสภาวะละเอียด

กิเลสเนียนมากๆ สภาวะยิ่งละเอียดมากเท่าไหร่ กิเลสยิ่งละเอียดมากขึ้นเท่านั้น ดูทัน เหตุย่อมจบได้ไว ดูไม่ทัน จมกับกองกิเลสต่อไป

การรู้วาระจิต

การรู้วาระจิตจะพบได้ในผู้ที่เจริญสติ สภาวะรู้วาระจิตนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดหรือวิเศษวิโสใดๆเลย เหตุที่เป็นเช่นนี้ได้ เกิดเนื่องจาก

ผู้ที่เจริญสติ ไม่ได้มีความแตกต่างจากผู้อื่นเลย มีกิเลสเหมือนคนอื่นๆทุกๆอย่าง เพียงแต่ สภาวะของแต่ละคนที่ได้พบเจอนั้น แตกต่างในรูปแบบที่กิเลสมาแสดงให้เห็น ล้วนแตกต่างไปตามเหตุของแต่ละคนที่กระทำมา

ส่วนกิเลสนั้นทุกคนมีเหมือนๆกันหมด เพียงแต่ว่า ใครจะมีสติรู้เท่าทันต่อกิเลสที่เกิดขึ้นในใจของตัวเองมากน้อยแค่ไหนเท่านั้นแล้ว

และเหตุที่สำคัญที่สุดคือ เห็นและรู้จักกิเลสของตัวเองได้ชัดมากน้อยแค่ไหน เพราะกิเลสมีตั้งแต่สภาวะหยาบๆจนกระทั่งละเอียด เห็นแล้ว ยอมรับตามความเป็นจริงได้ไหม

หากยอมรับได้จริง ย่อมยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นได้ โดยไม่มีข้อโต้แย้งหรือคิดจะแก้ตัวหรือไปแก้ไขอะไรเลย มีหน้าที่เพียงเจริญสติ ทำให้ต่อเนื่อง แล้วแผ่เมตตาให้กับทุกรูปทุกนามเท่านั้นเอง

ผลของการเจริญสติ จะทำให้รู้ชัดทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้นในจิตของตัวเอง นั่นคือ กิเลส ไม่ใช่ไปรู้อะไรเลย รู้นอกตัว ล้วนเป็นการปรุงแต่งทั้งสิ้น ล้วนเกิดจากการคาดเดา จากการอ่าน ฟัง หาใช่รู้แจ้งจากจิตไม่

หากรู้แจ้งจากจิต จะเห็นแต่กิเลสแล้วก็กิเลส เป็นเหตุให้ มีสติรู้เท่าทันต่อกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตของตัวเอง ไม่ใช่ไปรู้เรื่องของคนอิ่นๆ หรือไปรู้ในบัญญัติต่างๆ

บัญญัติต่างๆล้วนเป็นหลุมพรางของกิเลสชั้นดี สำหรับคนที่ทำเพื่อความอยากมี อยากได้ อยากเป็น อยากสอน เรียกว่า ตัณหาความทะยานอยากต่างๆนั่นเอง เพียงแต่จะดูออกไหม รู้เท่าทันไหมเท่านั้นเอง

แม้แต่กระทั่งเรื่องราวของสังโยชน์ต่างๆก็ตาม ล้วนเป็นหลุมพรางของกิเลสทั้งสิ้น หากยังหลงสร้างเหตุอยู่ นั่นคือ สังโยชน์นั้นๆที่บอกว่าละได้ ล้วนเกิดจากความอยากทั้งสิ้น หาใช่ตามความเป็นจริงไม่

หากละได้จริง ละสังโยชน์ ก็คือ กิเลส หากละได้จริง จะไม่กล่าวโทษใดๆนอกตัวเลย ไม่ว่าจะเรื่อง ผีสาง เทวดา หรือกล่าวโทษสิ่งต่างๆนอกตัว ไม่มีเลย ไม่มีกล่าวโทษ แม้แต่วิธีการ รูปแบบใดๆก็ไม่กล่าวโทษ

ที่ยังกล่าวโทษอยู่ว่าเพราะเกิดจากสิ่งนั้น สิ่งนี้ ล้วนเกิดจากกิเลสที่มีอุปทานแล้วให้ค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้นตามความคิดของตัวเอง ถ้ายังมีการกล่าวโทษอยู่ นั่นคือ ยังมีวิจิกิจฉาอยู่เต็มๆ ยังละวิจิกิจฉายังไม่ได้

ที่เป็นเช่นนี้ เกิดเนื่องจาก ยังมองไม่เห็นตามความเป็นจริง ที่เกิดขึ้นจริงๆในจิตของตัวเอง คือ ความอยาก ความอยากที่เป็นกุศล อยากเป็นในสิ่งที่เรียกว่า กุศล มีสภาวะที่ละเอียดยิ่งนัก ต้องมีสติ สัมปชัญญะในระดับหนึ่ง จึงจะรู้เท่าทันได้

เดิมๆซ้ำๆ

หลวงพ่อจรัญเทศน์เสมอๆว่า ต้องโง่มาก่อน ถึงจะรู้ อันนี้เป็นเรื่องจริงเลยนะ คำว่า โง่ นี่ ไม่ใช่ไปโง่อะไรกับใครที่ไหนเลย ต้องทำแล้วถึงจะรู้ จะเข้าใจสภาวะ

เมื่อก่อนคิดว่าโง่กับคน หรือโง่แบบทางโลกๆ เรียนรู้สภาวะมากๆ ทำให้รู้ว่า คำว่า โง่ ที่ท่านพูดมาน่ะ หมายถึงว่า โง่กับกิเลส ไม่ใช่ไปโง่อะไรกับใครที่ไหนเลย โง่กับกิเลสในจิตของตัวเองนี่แหละ

อยากเรียนรู้ถามหญิงคันหูก อยากทำถูก ถามเด็กเลี้ยงควาย

ท่านนำสำนวนทางโลกๆมาใช้กับตัวสภาวะนะ คือ ให้ทำเดิมๆซ้ำๆ เหมือนหญิงทอหูก หรือหญิงทอผ้านี่แหละ ทำเดิมๆซ้ำๆ

สิ่งแรกที่จะเห็นก่อนคือ ทำผิดพลาด ที่เรามักจะเรียกว่า โง่ จะเห็นความโง่ของตัวเอง เห็นความโง่ของตัวเอง ตามสภาวะหมายถึง โง่กับกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตของตัวเอง ไม่ใช่หมายถึงโง่แบบโลกๆที่พูดกันว่า นี่โง่ นี่ฉลาด

การพูดแบบนั้น เป็นการให้ค่าตามความคิดของแต่ละคน หรือตามอุปทานหรือตามแต่กิเลสของแต่ละคนที่มีอยู่ มีกิเลสมากเท่าใด การให้ค่าย่อมมีมากตามสภาวะนั้นๆ

เมื่อเราเห็นตัวโง่ ตามสภาวะ คือ โง่หรือกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตดวงนี้นี่เอง เห็นตัวโง่ตัวนี้เมื่อไหร่ จะเข้าใจสภาวะมากขึ้น เพราะรู้จักกิเลสแล้ว รู้แล้วยอมรับได้ไหม หากยังยอมรับไม่ได้ เหตุย่อมมีอย่างแน่นอน

เพราะให้ค่าแล้ว ยับยั้งใจไม่ได้ ย่อมก่อให้เกิดการกระทำออกไป แต่หากยอมรับได้ ย่อมยับยั้งใจไว้ได้ ย่อมก่อให้เกิดการกระทำน้อยลง

เมื่อเรียนรู้มากๆ เห็นความโง่ของตัวเองมากๆ คือ กิเลสที่เกิดขึ้นในจิตนี่แหละ และยอมรับได้ในทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น การให้ค่าจะลดน้อยลงไป จนในที่สุด มันจะไม่ให้ค่าไปเอง จะเหลือแค่รู้

แล้วสุดท้าย แค่ดู ไม่ไปโง่กับกิเลสอีก เพราะสติมันรู้เท่าทันกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต แล้วจะไปโง่อีกไหม ที่ยังมีโง่อยู่ ยังมีให้ค่ากับสภาวะหรือสิ่งที่มากระทบอยู่ เพราะสติมันยังไม่ทัน มันมีเหตุ มีแค่นี้เอง

เหรียญมีสองด้าน

๑๖ มีค.๕๔

คำพูดในใจ ” เหรียญยังมีสองด้าน ” มักจะผุดขึ้นมาเสมอๆ ยามที่เจอผัสสะ แล้วเกิดความไม่ชอบใจหรือชอบใจในสิ่งๆนั้น มันจะขึ้นมาเอง

คำพูดว่า เหรียญยังมีสองด้าน คนเราย่อมมีสองด้าน จงมองส่วนดีของเขา ดีแล้วที่เขายังมีโอกาสที่ได้เกิดมาเป็นคน อย่างน้อยขั้นต่ำ ” ศิล ” ในด้านใดด้านหนึ่งต้องมีติดตัวเขามา ไม่งั้นคงไม่ได้มาเกิดเป็นคน

การเกิดเป็นคน ย่อมพบหนทางดับทุกข์ของตัวเองได้มากกว่าเกิดเป็นสัตว์หรือเทวดา อันนี้ต้องแล้วแต่เหตุปัจจัยที่ทำมาด้วย อาจจะไม่ใช่ทั้งหมด แต่กล่าวโดยรวมๆ

ช่วงนี้เราเจอการกระทบบ่อยมากๆ จริงๆแล้วการกระทบมันมีเกิดขึ้นตลอดเวลาทุกลมหายใจเข้าออก แม้กระทั่งในยามหลับ เพียงแต่ว่าเรานั้นจะรู้สึกชัดเจนในความกระทบหรือผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้นหรือไม่เท่านั้นเอง

เราเจอผัสสะในเรื่องของคนรอบๆตัว มีทั้งคนรู้จักและคนที่ไม่รู้จัก กิเลสนี่มีให้เรียนรู้ตลอดเวลา อยู่ที่ว่าตัวเราเองนั้นจะยอมเรียนรู้หรือไม่เท่านั้นเอง แล้วยอมรับได้ไหม หากยังยอมรับไม่ได้นั่นคือ สอบตก

มีหลายครั้งต่อหลายครั้งที่เรารู้สึกรังเกียจจิตส่วนลึกของตัวเอง ทำไมช่างน่ารังเกียจขนาดนั้น สภาวะกิเลสซ้อนกิเลสเป็นเช่นนี้เองหรือ เหมือนสภาวะของเหรียญยังมีสองด้าน มันเป็นแบบนี้นี่เอง

๙ มีค. ชีวิตประจำวัน

๙ มีค.

สมาธิก็ไม่เที่ยง

อาการป่วยเริ่มดีขึ้น พร้อมๆกับกำลังของสมาธิที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ บางวันสมาธิมีมากๆ ต้องใช้คำว่ามากๆ เพราะมันจะรู้สึกถึงกำลังของสมาธิที่หมุนติ้วๆอยู่ในกายนี้ มันยากที่จะอธิบายได้ มันไม่หลับไม่นอน สมาธิหมุนอยู่อย่างนั้น

เทคนิคส่วนตัวในการปรับอินทรีย์

เวลาสมาธิมากๆแบบนี้ สติไม่ทัน มันคอยจะดิ่งและดับตลอดเวลา เดินไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ได้ หัวทิ่มหัวตำ รู้สึกถึงกำลังของสมาธิที่พุ่งขึ้นมาตลอด ต้องนั่งแล้วปล่อยให้เกิดตามสภาวะ ปล่อยไปเลย อยากจะดับก็ดับ อยากจะดิ่งก็ดิ่ง ปล่อยให้เกิดตามความเป็นจริง

ช่วงสองสามวันมานี่ ทำแบบนั้นตลอด บางทีดับไปครึ่งวัน บางทีก็สองถึงสามชั่วโมง ไม่แน่นอน เราก็ปล่อยนะ ไม่มีวิตกกังวลอะไร เพียงแต่คิดว่า สมาธิมากๆแบบนี้ ธาตุขันธ์มันรับไม่ไหว มันมากเกินไป ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย

ก็หาวิธีถ่ายเทออกมา โดยการถ่ายเทให้คนใกล้ตัวที่ปฏิบัติเหมือนกัน ซึ่งเข้าใจในเรื่องของสภาวะในระดับหนึ่ง เขาเองเป็นพวกรับและไม่ให้ใคร ซึ่งการถ่ายเทเช่นนี้ มีประโยชน์ทั้งเขาและเรา

สำหรับเขา ทำให้จิตเขาตั้งมั่นได้ง่ายมากขึ้น ส่วนเราทำให้สภาวะที่สมาธิที่เกิดมากจนใช้งานอะไรไม่ได้ เมื่อได้การถ่ายเทออกไป เริ่มมีสมาธิที่กลับมาเป็นปกติมากขึ้น แต่ก็ยังคงมีมากแต่ไม่มากเหมือนเดิมในบางครั้ง ตอนนี้ต้องอาศัยการถ่ายเทออกไป

เมื่อคืน มันไม่ใช่แค่เมื่อคืน สองสามคืนมานี่ ตั้งแต่อาการป่วยที่เริ่มจะดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังไม่หายสนิท เวลานอน จิตเป็นสมาธิตลอดขณะที่นอน เหมือนคนนอนหลับ แต่จิตไม่หลับ ตื่นอยู่ตลอดเวลา เราแค่ดู แค่รู้ ไปทำอะไรไม่ได้

ยิ่งทำงานมากเท่าไหร่ สมาธิยิ่งมีเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ได้แค่ดูไป ไม่ไปคาดเดาอะไร เพราะเริ่มจะชินกับสภาวะเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ แค่มีคนมาให้เราถ่ายเทสมาธิออกไปก็พอใจแล้ว ไม่งั้นมันไม่ไหว มันจะมีมากอะไรขนาดนั้น มากยิ่งกว่าเมื่อก่อนที่ว่ามีมากๆ

นี่แหละ เขาถึงบอกว่า ยิ่งอยาก ยิ่งไม่ได้ ไม่ต้องไปอยากอะไรเลย แค่ทำต่อเนื่องไปเรื่อยๆเท่านั้นเอง

สมาธิที่ดี คือ มีทั้งสติ สัมปชัญญะและสมาธิทำงานร่วมกัน ทำให้จิตจะสามารถคิดพิจรณาสิ่งต่างๆหรือทบทวนสภาวะต่างๆได้ คือ รู้ทั้งกายและจิต

สมาธิที่ไม่ดี คือ มีกำลังมากเกินไป จะดิ่งและดับอย่างเดียว ไม่สามารถมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมได้ เรียกว่า มีแต่สมาธิ แต่ด้อยสติ สัมปชัญญะ สมาธิแบบนี้จะคิดพิจรณาหรือรู้อยู่ในกายและจิตไม่ได้เลย เรียกว่า ขาดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม

ถ้าสภาวะรู้สึกตัวทั่วพร้อม จะรู้ทุกๆอย่างของสภาวะที่เกิดขึ้นในกายและจิต เรียกว่า รู้ทั้งความคิด รู้ทั้งกาย รู้ทั้งจิต รู้ทุกๆอย่าง ทุกสภาวะที่เกิดขึ้นในกายและจิตนี้ แล้วถ้าปัญญาจะเกิด เขาจะเกิดเอง

๗ มีค.

สภาวะไม่แน่นอนตลอดเวลา ยิ่งเข้าใจสภาวะมากเท่าไหร่ การปฏิบัติยิ่งไปได้อย่างสะดวกสบาย ถ้าไม่ปกิบัติตามสภาวะจะรู้สึกยากลำบาก เพราะไปฝืนสภาวะ
เมื่อฝืน มันคือการแก้ไข สภาวะจึงเปลี่ยนไป แทนที่จะไปอย่างต่อเนื่อง จึงเหมือนเริ่มต้นใหม่ทุกๆครั้ง

เมื่อวานสมาธิแรงทั้งวัน เนื่องจากมีงานให้ทำเรื่อยๆ ไม่ว่าจะทำอะไรรู้สึกถึงกำลังของสมาธิที่เกิดขึ้นตลอดเวลา เลยนั่งสลับไปมากับการทำงาน

เมื่อคืนนอนหลับๆตื่นๆตลอด จิตเป็นสมาธิช่วงๆ ช่วงไหนเป็นสมาธิจะมีสติรู้สึกตัวตลอด

เดี๋ยวนี้ระหว่างที่นั่งรถไปทำงานไปกลับ จะนั่งกำหนดตลอด จิตเป็นสมาธิตลอด มีความรู้สึกว่าจะถึงจุดหมายปลายทางไวมาก

ดีกว่านั่งมองโน่นมองนี่ เวลารถติดจะรู้สึกถึงเวลาที่ยาวขึ้นไปอีก ถ้านั่งกำหนดไปซะ รู้สึกถึงเวลาเดินทางที่สั้นลง ถึงแม้จะใช้เวลาเดินทางที่มากก็ตาม

เช้านี้ มีอาการง่วงแต่เช้า ถ้าเป็นเมื่อก่อนต้องหาเหตุละว่าเกิดจากอะไร เดี่ยวนี้ไม่ ง่วงก็ให้รู้ว่าง่วงเท่านั้นเอง ไม่ไปค้นหาว่าทำไมหรืออะไร อย่างไร ให้เสียเวลา เพราะรู้แล้วว่ามันไม่เที่ยง

ง่วงมั่ง ไม่ง่วงมั่ง เป็นเรื่องปกติของสภาวะ กิเลสต่างหากที่มาทดสอบเรา เพียงแต่ตอนนั้นเรายังไม่รู้ เลยหลงค้นหาเหตุ หาทางแก้ไขสภาวะความง่วง ผลพลอยได้จากสภาวะความง่วงที่ได้มาคือ

ทำให้เข้าใจในคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ทรงสอนพระโมคคัลลา เกี่ยวกับอุบายในเรื่องของความง่วง พระองค์ทรงสอนให้เรียนรู้สภาวะด้วยตัวเอง ไม่ใช่ให้ไปหาเหตุว่าทำไม แต่ตอนนั้นที่เราอ่าน เราเข้าใจว่า นั่นคือ อุบายที่ใช้ในเวลาที่ง่วงนอนว่า ควรทำอย่างไรบ้าง

เหมือนกับคำปริศนาที่ว่า เดินทางเดียว ไม่เหยียบซ้ำรอยกัน เมื่อก่อนเข้าใจว่าเป็นการเดินจงกรม มาถึงวันนี้ถึงบางอ้อเลย ที่แท้เป็นเรื่องของสภาวะการปฏิบัติ ถึงแม้จะไปทางเดียวกัน แต่ปฏิบัติแตกต่างกันไป เนื่องจากเหตุที่ทำมาของแต่ละคน

นี่แหละ เขาถึงบอกว่า สภาวะมีแค่ไหน จะรู้ได้แค่ตามสภาวะของตัวเอง จะไปรู้มากกว่านั้นไม่ได้เลย ได้แต่คาดเดา อาศัยความรู้ที่มีอยู่ในการตีความสภาวะว่า ต้องเป็นแบบนั้น แบบนี้ มันจะรู้ตั้งแต่หยาบๆก่อนจะรู้ถึงสภาวะที่ละเอียด เราเองก็เป็นเช่นนั้น

เหมือนกับคำกล่าวที่ว่า คนเราต้องโง่มาก่อนถึงจะรู้ ทุกๆคำปริศนาจะมีตัวสภาวะของสภาวะนั้นๆแฝงอยู่ จะรู้ได้ต่อมา ต้องย่ำสภาวะนั้นจนชำนาญ เหมือนคนที่หลับตาเดินขอบเหว โดยไม่ตกเหว มันต้องแบบนั้น

กลับเข้ามาสู่เรื่องสภาวะความง่วงเองก็เช่นกัน พระพุทธองค์ทรงให้เรียนรู้ด้วยสภาวะด้วยตัวเอง ไม่งั้นเจอคนขี้สงสัย จะต้องถามว่า ทำไมไม่ทำแบบนั้น แบบนี้ พระองค์เลยให้เรียนรู้ทุกๆสภาวะด้วยตัวเอง

สุดท้ายคำตอบของสภาวะคือ ไม่เที่ยง คุณจะไปแก้ไขยังไงๆก็ไม่ได้ เพราะมันไม่เที่ยง ต้องปล่อยวาง ที่ไปแก้ไขเพราะไปให้ค่ากันเองว่า ง่วงเพราะอะไร เลยหาทางแก้ไข

ง่วงก็ให้รู้ว่าง่วง ถ้าง่วงมากก็ให้นอนไปเลย พอนอนไปบางทีไม่ยอมหลับก็มี หรือหลับไปก็มี เราไปคาดเดาอะไรไม่ได้ วันนี้ง่วงแล้วหลับ ต่อไปง่วงแล้วไม่หลับ นี่แหละสภาวะเขามาสอนไม่ให้ยึดติด เพราะมันไม่เที่ยง แปรเปลี่ยนตลอดเวลา

ป่าช้าในใจ ( THE FEAR )

สภาวะจะดำเนินไปด้วยตัวของสภาวะเอง สัปปายะแล้วแต่เหตุที่ทำมา

ตั้งแต่ ๕ โมงเย็น เรานั่งสมาธิมากกว่าเดิน นั่งไป ๓ รอบ แรกๆเหมือนง่วงนอน เหมือนคนอดนอน อยากนอน แต่พอนั่ง จิตเป็นสมาธิตลอด ประมาณ ๑ ชม.กว่าๆ แล้วสมาธิจะคลายเอง

ตอนนี้เป็นเวลา ๒ ทุ่ม รู้สึกถึงความสดชื่นขึ้นมาบ้าง แต่ยังมีความง่วงแฝงอยู่นิดๆ เริ่มเดินจงกรม ที่ทำงานตอนนี้เงียบและมืดสนิท เพราะไม่มีใครอยู่แล้ว เราอยู่คนเดียว ถามว่าทำไมไม่กลับบ้าน ทำที่บ้านก็ได้ เราแค่อยากเปลี่ยนสถานที่ในเวลากลางคืนบ้าง ไม่มีอะไร แค่อยากดูจิตตัวเองในสถานที่ที่ไม่ใช่ที่คุ้นเคย

นี่เป็นการฝึกอยู่คนเดียวของตัวเราเอง เราแค่อยากลองฝึกอยู่คนเดียวในที่ไม่มีใครๆ ห้องทำงานสามารถล็อคห้องได้ ถ้าไม่ปลอดภัยเราคงไม่อยู่ นี่แหละเพศหญิง
อุปกรณ์เตรียมไว้พร้อม ทั้งไฟฉาย และไฟสำหรับกรณีฉุกฉิน ต้องมีเผื่อไว้ เพราะทุกอย่างไม่เที่ยง ต้องเตรียมตัวให้พร้อมทุกเวลา

๗ มีค.

จากคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา ทำในสิ่งที่อยากลองทำ คือ ค้างที่ทำงาน สรุปแล้วทำได้ ๔ รอบ ที่เหลือ นั่งหลับบ้าง ตื่นบ้าง

ได้คำตอบให้กับตัวเองว่า จะที่ไหนๆล้วนไม่แตกต่างเลย เพราะกิเลสมันอยู่ในใจของเรา สัปปายะแต่ละที่ล้วนเกิดจากเหตุที่ทำมา

กิเลสมันไว อยู่ที่ว่าเราจะรู้เท่าทันได้หรือเปล่าเท่านั้นเอง ถ้าเราอยู่กับปัจจุบันได้ทัน เราจะได้คำตอบเองโดยตัวของสภาวะเอง ไม่ใช่เพราะสัปปายะเป็นองค์ประกอบเพียงอย่างเดียว

การปฏิบัติ สภาวะแต่ละสภาวะเราต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง แค่อยู่กับปัจจุบันให้ทัน แล้วจะได้คำตอบจากตัวสภาวะเอง ขอเพียงจงอดทน อย่าใจร้อน ต้องรู้เท่าทันกิเลสความอยากที่เกิดขึ้น

สภาวะความอยากที่เป็นกุศลจะละเอียด อาจจะดูทันบ้าง ไม่ทันบ้างไม่เป็นไร ทำบ่อยๆ รู้ลงไปในสภาวะบ่อยๆ จะดูออกเอง อ้อ … กิเลสความอยากที่เป็นกุศลนี่เองที่เป็นคลื่นแทรก เป็นเหตุให้เรากลับมาอยู่กับปัจจุบันได้ทันมากขึ้นเรื่อยๆ

บ้านเรามี เราเป็นฆราวาส งานที่ต้องรับผิดชอบนั้นมีรออยู่ เราควรทำในสิ่งที่ควรทำ เราตั้งคำถามให้กับตัวเองเสมอๆในการกระทำว่า ทำเพื่ออะไร ทำไม อย่างไร
จากสภาวะครั้งนี้ พอลองทำแล้ว เรารู้คำตอบด้วยตัวสภาวะเอง

นี่คือคลื่นแทรกอีกหนึ่งความอยาก อยากแต่ไม่รู้ว่าอยาก เราไม่ต้องไปค้นหาสิ่งนอกตัวเลย แค่รู้อยู่ในกายและจิตให้ทันก็พอแล้ว ทำแค่นี้เอง

ทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะสภาวะใดๆก็ตาม ทุกๆคำตอบที่ได้รับกลับมาคือ ให้รู้อยู่ในกายและจิตก็พอแล้ว ไม่ต้องไปหาเหตุผลว่า อะไร ทำไม อย่างไร
หาคำตอบหาไปเถอะ หาเท่าไหร่ๆ มีแต่คำตอบที่เกิดจากการคาดเดาเท่านั้นเอง หาใช่ตามความเป็นจริงของตัวสภาวะไม่

เมื่อมีคนมาขอคำแนะนำ เราถึงบอกว่า คุณอยากลองทำแบบไหน ทำไปเลย จะได้รู้คำตอบด้วยตัวเอง ทุกคนต้องเรียนรู้สภาวะด้วยตัวเอง เพราะสุดท้าย คำตอบที่ได้รับ ไม่พ้นจากการรู้อยู่ใกายและจิตนี้นี่เอง

รู้อยู่ในกายและจิตได้มากเท่าไหร่ ย่อมอยู่กับปัจจุบันได้ทันมากขึ้นเรื่อยๆ ย่อมมีสติรู้เท่าทันต่อการปรุงแต่งของจิต เมื่อรู้เท่าทันได้ การปรุงแต่งย่อมดับไวหรือหายไปไวมากขึ้น ไม่ต้องไปอยากให้หายหรืออยากทำแต่อย่างใดเลย

ยิ่งอยาก ยิ่งห่างไกล ถ้าไม่อยากก็ไม่รู้อีก เพราะสภาวะความอยากมีตั้งแต่หยาบๆจนกระทั่งละเอียด เพียงแต่เราดูทันไหมเท่านั้นเอง ดูทัน สภาวะมันก็จบ ดูไม่ทัน ก็ค้นหาคำตอบไปเรื่อยๆ

Previous Older Entries

สิงหาคม 2017
พฤ อา
« ก.ค.    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: