สภาวะมรณะ

ตั้งแต่ที่คนทั่วๆไปเรียกว่า ป่วย
สำหรับเรา สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต(ป่วย)
เป็นเรื่องของการละอุปาทานขันธ์ 5
ได้แก่ สภาวะจิตดวงสุดท้าย กล่าวคือ มรณะ

แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะของการพิจรณา

1. ขณิกมรณะ เช่น หัวใจเต้นสลับหยุดเต้น ที่เกิดจากหัวใจขาดเลือด อาการที่มีเกิดขึ้นชัดคือ หากหยุดเดิน 5 วินาที จะรู้สึกวูบ เหมือนคนจะเป็นลม บ้างครั้งมีอาการหน้ามืด เกิดระยะสั้นๆ ประมาณ 10-20 นาที

หากหยุดเดิน 8 วินาที สลับหัวใจเต้นเร็ว จะรู้สึกวูบ มีอาการเหมือนจะขาดใจ(หายใจไม่ออก) เกิดระยะสั้นๆ ประมาณ 10-20 นาที

กว่าจะรู้ว่าอาการที่เราเรียกว่า วูบๆ เกิดจากหัวใจเต้นผิดปกติ(เกิดจากไทรอยด์เป็นพิษ) ที่ยังมีเป็นอยู่ แต่เกิดน้อยลง ต่างกับเมื่อก่อน จะตายเนืองๆ(หายใจไม่ออก) ทรมาณมาก

ใจสั่น ในความหมายแพทย์ หมายถึง การที่หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ผิดจังหวะ หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ เต้นๆหยุดๆ

สมาธิช่วยทำให้ไม่ทรมาณมาก เช่น เมื่อเกิดใจไม่ดี แล้วเริ่มวูบ หายใจไม่ออก จะหยุดทุกสิ่งที่ทำอยู่ จะนั่ง 90 องศา(หัวสูง) ขาเหยียดยาว รู้ตามความเป็นจริง แปบเดียวจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ สำหรับผู้ที่มีสภาวะรู้ชัดรูป,นาม ตามความเป็นจริง จะไม่ต้องตั้งใจทำสมาธิ ไม่มีความพยายามทำให้จิตตั้งเป็นสมาธิ ขณะรู้อยู่ว่า หายใจไม่ออก ก็แค่รู้ว่ามีสภาวะเกิดขึ้น ตามความเป็นจริง จิตตั้งเป็นสมาธิเป็นอัตโนมัติ แล้วเข้าสู่ความว่าง(กายหาย) สลับมารู้ที่กาย เกิด-ดับ จนกระทั่งรู้ว่า อาการวูบและใจสั่นหายไป จึงกลับมาทำงานปกติ เท่าที่สังเกตุมา จิตจะเป็นสมาธิประมาณ 1 ชม.

.

2. สมมติมรณะ หมายถึง ที่เรียกว่า มรณะ/ตาย จะตายด้วยเหตุปัจจัยก็ตาม ที่ชื่อว่า สมมุติมรณะ คนทั่วๆไป ที่ยังมีความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5

.

3. สมุจเฉทมรณะ ในที่นี้
หมายเอาเฉพาะขณะเกิดมรรค ผล
(อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ) ได้แก่

โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล
อนาคามิมรรค อนาคามิผล
อรหันตมรรค อรหันตผล

 

เพิ่มเติมรายละเอียดสภาวะมรณะ
ที่เป็นไปเพื่อเบื่อหน่าย คลายกำหนัด เพื่อนิพพาน(ดับภพ)

โดยพระสูตร ๔. อนุราธสูตร
ว่าด้วยสัตว์บุคคลไม่มีในขันธ์ ๕

.

๔. อนุราธสูตร

ว่าด้วยสัตว์บุคคลไม่มีในขันธ์ ๕

[๒๐๘] สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้พระนครเวสาลี. ก็สมัยนั้น ท่านพระอนุราธะอยู่ที่กระท่อมในป่า ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค.
ครั้งนั้นอัญญเดียรถีย์ปริพาชก พากันเข้าไปหาท่านพระอนุราธะจนถึงที่อยู่ ได้สนทนาปราศรัยกับท่านพระอนุราธะ ครั้นผ่านการสนทนาปราศรัย พอให้ระลึกถึงกันแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วจึงได้กล่าวกะท่านอนุราธะว่า
ดูกรท่านอนุราธะ พระตถาคตเป็นอุดมบุรุษ เป็นยอดบุรุษ ทรงถึงความบรรลุชั้นเยี่ยม เมื่อจะทรงบัญญัติ ย่อมทรงบัญญัติ ในฐานะ ๔ นี้ คือ
สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีก ๑ ย่อมไม่เกิดอีก ๑ ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี ๑ ย่อมไม่เกิดอีกอีกก็หามิได้ ๑.

เมื่อพวกปริพาชกกล่าวอย่างนั้นแล้ว ท่านพระอนุราธะได้กล่าวกะอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นว่า
ดูกรท่านทั้งหลาย พระตถาคตทรงเป็นอุดมบุรุษ ทรงเป็นยอดบุรุษ ทรงถึงความบรรลุชั้นเยี่ยม เมื่อจะทรงบัญญัติ ย่อมทรงบัญญัตินอกจากฐานะ ๔ เหล่านี้ คือ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีก ๑ ย่อมไม่เกิดอีก ๑ ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดก็มี ๑ ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ ๑.

เมื่อท่านพระอนุราธะกล่าวอย่างนั้นแล้ว อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นได้กล่าวกะท่านพระอนุราธะว่า ภิกษุนี้จักเป็นภิกษุใหม่ บวชแล้วไม่นาน ก็หรือว่าเป็นภิกษุเถระ แต่โง่เขลาไม่ฉลาด.

ครั้งนั้น พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกกล่าวรุกรานท่านพระอนุราธะด้วยวาทะว่าเป็นภิกษุใหม่ และเป็นผู้โง่เขลาแล้ว พากันลุกจากอาสนะหลีกไป.

[๒๐๙] เมื่ออัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น หลีกไปแล้วไม่นาน ท่านพระอนุราธะได้มีความคิดว่า ถ้าอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น พึงถามเราต่อไป เมื่อเราพยากรณ์อย่างไร จึงจะชื่อว่าไม่เป็นผู้กล่าวตามที่อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นกล่าวแล้ว และชื่อว่าเป็นผู้กล่าว ตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว ไม่พึงกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำอันไม่จริง และพึงพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้.

ลำดับนั้น ท่านพระอนุราธะ จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคจนถึงที่ประทับ ฯลฯ แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ข้าพระองค์อยู่ที่กระท่อมในป่า ไม่ไกล พระผู้มีพระภาค ครั้งนั้น พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเป็นอันมาก พากันเข้าไปหาข้าพระองค์ถึงที่อยู่ ฯลฯ กล่าวกะข้าพระองค์ว่า ดูกรท่านพระอนุราธะ พระตถาคตทรงเป็นอุดมบุรุษ ทรงเป็นยอดบุรุษ ทรงถึงความบรรลุชั้นเยี่ยม เมื่อจะทรงบัญญัติในฐานะ ๔ เหล่านี้ คือ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีก ๑ ย่อมไม่เกิดอีก ๑ ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี ๑ ย่อมเกิดก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดก็หามิได้ ๑.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกกล่าวอย่างนี้แล้ว ข้าพระองค์จึงได้กล่าวกะพวกเขาว่า ดูกรท่านทั้งหลาย พระตถาคตทรงเป็นอุดมบุรุษ ทรงเป็นยอดบุรุษ ทรงถึงความบรรลุชั้นเยี่ยม เมื่อจะทรงบัญญัติ ย่อมทรงบัญญัติ นอกจากฐานะ ๔ เหล่านี้ คือ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีก ๑ ย่อมไม่เกิดอีก ๑ ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี ๑ ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ ๑.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์กล่าวอย่างนั้นแล้ว อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น ได้กล่าวกะข้าพระองค์ว่า ภิกษุนี้จักเป็นภิกษุใหม่ บวชไม่นาน ก็หรือว่าเป็นเถระ แต่โง่เขลาไม่ฉลาด.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น รุกรานข้าพระองค์ด้วยวาทะว่า เป็นผู้ใหม่ เป็นผู้เขลาแล้ว ลุกจากอาสนะหลีกไป. เมื่ออัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น หลีกไปแล้วไม่นาน ข้าพระองค์เกิดความคิดว่า
ถ้าอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น พึงถามเราต่อไป เมื่อเราพยากรณ์อย่างไร จึงจะชื่อว่าไม่เป็นผู้กล่าว ตามที่อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นกล่าวแล้ว และชื่อว่าเป็นผู้กล่าว ตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว ไม่พึงกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำอันไม่จริง และพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้.

[๒๑๐] พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรอนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง
อ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
อ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอ ที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา
อ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง?
อ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
พ. เพราะเหตุนี้แล ฯลฯ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ ย่อมรู้ชัดว่าฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.

[๒๑๑] พ. ดูกรอนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอย่อมเห็นรูปว่าเป็นสัตว์บุคคลหรือ
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณว่า เป็นสัตว์บุคคลหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.

[๒๑๒] พ. ดูกรอนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอย่อมเห็นว่าสัตว์บุคคลในรูปหรือ
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากรูปหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลในเวทนาหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากเวทนาหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลในสัญญาหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากสัญญาหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลในสังขารหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากสังขารหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลในวิญญาณหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากวิญญาณหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.

[๒๑๓] พ. ดูกรอนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลมีรูป มีเวทนา มีสัญญา มีสังขาร มีวิญญาณ อย่างนั้นหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.

[๒๑๔] พ. ดูกรอนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลนี้ไม่มีรูป ไม่มีเวทนา ไม่มีสัญญา ไม่มีสังขาร ไม่มีวิญญาณ อย่างนั้นหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.

พ. ดูกรอนุราธะ ก็โดยที่จริง โดยที่แท้ เธอค้นหาสัตว์บุคคลในขันธ์ ๕ เหล่านี้ในปัจจุบันไม่ได้เลย ควรแลหรือที่เธอจะพยากรณ์ว่า พระตถาคตเป็นอุดมบุรุษ เป็นยอดบุรุษ ถึงความบรรลุชั้นเยี่ยม เมื่อจะบัญญัติ ย่อมบัญญัติเว้นจากฐานะ ๔ เหล่านี้ คือ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีก ๑ ย่อมไม่เกิดอีก ๑ ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี ๑ ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ ๑
อ. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระเจ้าข้า.
พ. ถูกละๆ อนุราธะ ทั้งเมื่อก่อนและทั้งบัดนี้ เราย่อมบัญญัติทุกข์ และความดับทุกข์

หมายเหตุ;
ทุกข์ ได้แก่ อุปาทานขันธ์ 5
ความดับทุกข์ ได้แก่ นิพพาน(ดับตัณหาและอวิชชา)

สภาวะก่อนที่เป็น stroke

11 กพ. 62

ถ้ามีคนเข้ามาอ่านแล้ว บ้างคนอาจจะไม่แน่ใจว่าเราสื่อเรื่องอะไร แบบเราเข้าใจ แต่การเขียนตรงนี้ อาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่เราต้องการพูดถึง

ตั้งแต่การรักษาตัว stroke เป็นเวลาเกือบ 2 เดือน เรื่องความเสื่อมภายในจำได้ทั้งหมด(สภาวะ) แต่การพูดยังติดอ่าง การเขียนสะกด ถูกบ้าง ผิดบ้าง คิดว่าเป็นการฝึกเขียน ตรงนี้เวลาเราอ่านแล้ว ไม่โอเค ก็ลบทิ้ง เป็นแบบนี้ประจำ แต่ยังดีกว่าหน้านี้ อย่างน้อย เริ่มสะกดพยัญชนะตรงกับการออกเสียงมากขึ้น

 

สภาวะก่อนที่เป็น stroke

เราได้รักษาหัวใจเต้นจังหวะ(เร็ว) หมอที่รพ.อีกหนึ่ง ใช้วิธีปั๊บหัวใจ เพื่อปรับการเต้นของหัวใจ จำได้ว่า พอรู้สึกตัว เห็นหน้าอก มีลักษณะคล้ายปั๊บหัวใจ ก็เลยถามพยาบาลว่า เราปัีบหัวใจเหรอ แบบระบม พยาบาลบอกว่า ใช่

หมอมาบอกที่หลังว่า วิธีที่ใช้ทำการรักษาคือ การปั๊บหัวใจ เพื่อจังหวะการเต้นหัวใจจากเร็ว ให้กลับคืนมาเต้นปกติ

หลังกลับมาจากรพ. คืนวันที่ 30 ตค.61 ช่วง 03.00 ลุกปิดแอร์ แล้วนอนต่อ รู้ชัดจิตเป็นสมาธิ มีโภาส สว่างมากสีขาว พุ่งออกมาจากหัว รู้สึกถึงความร้อนแผ่ไปทั่วศรีษะ เล่าให้เจ้านายว่า มันแปลกๆ ทำไมมันร้อน แล้วโอภาส ทำไมเกิดเฉพาะหัวอย่างเดียว

.
ตั้งแต่เรารู้อาการที่เราเป็นอยู่ และข้อระวังการกระทบผลคือ อาจทำให้เป็นอัมพาต โดยเฉพาะลิ่มเลือดที่หลุดเข้าสมอง คือ ตรงนี้สำคัญมาก เพราะไม่ใช่ stroke ที่เกิดจากไขมัน แต่เกิดจากหัวใจ ลิ่มเลือดนี้ ถ้าเกิดแล้ว มีเสี่ยงลิ่มเลือดอาจจะหลุดออกไปอุดเลือดที่อื่นอีก

เมื่อคืน บอกเล่าให้เจ้านายว่า มันรู้สึกแปลกๆ ทำไมรู้สึกปวดแขนขวา ก่อนเกิดอาการปวดขา มีอาการอีกเรื่องคือ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด eliquis 5 mg 1 เม็ด หลังอาหารเช้า-เย็น

ที่นี้เคยอาการที่เคยที่เป็นต่อนช่วงที่หมออีกรพ.ให้หยุดกินยา เพราะบอกว่า หัวใจที่รักษาให้แล้ว หายแล้ว จึงให้หยุดกินยายาต้านการแข็งตัวของเลือด หลังจากหยุดยา 22 พย.61

วันที่ 27 พย. เขียนบันทึกไว้ว่า รู้สึกแน่นมาหลายวันละ โดยเฉพาะช่วงเย็นและเวลานอน ทั้งที่มื้อเย็นกินน้อย ส่วนมากเป็นผลไม้

วันที่ 2 ธค. ตี 1 ปวดแน่นในท้อง นอนไม่ได้ นอนหัวสูง

วันที่ 3 ธค. กลางดึก 02.20 น.ปวดแน่นท้องมาก นอนหัวสูง กลางดึก รู้สึกหัวใจเต้นแรงมาก แค่รู้ แล้วนอนต่อ

วันที่ 4 ธค. ตี 1 คืนนี้แน่ท้องน้อยกว่าวันก่อน ยังราบนอนไม่ได้ ไม่แน่ใจว่าเกิดจากการกินเนื้อสัตว์หรือป่ะ วันนี้มื้อเย็น กินไข่ลวก 2 ฟอง+น้ำผลไม้+ผลไม้

วันที่ 5 ธค. 01.30 นอนไม่หลับ ปรับที่นอนหัวสูง หลับใกล้รุ่ง

วันที่ 6 ธค. วันนี้รู้สึกใจไม่ดี ใจหวิวๆแบบอกไม่ถูก ตี 1 นอนไม่หลับ หลับใกล้รุ่ง นอนหัวสูง

วันที่ 7 ธค. ช่วงเย็น 17.00 เดิน 3 ชม. มีอาการวูบเป็นระยะสั้นๆ หายใจไม่เต็มอิ่ม

วันที่ 8 ธค. เหมือนจะวูบบ่อย ยังรู้สึกใจไม่ดี

วันที่ 9 ธค. ยังอาการใจไม่ดี นอนหัวสูงทุกวัน

วันที่ 10 ธค. ตี 4 เข้าห้องน้ำ ปวดหัวด้านขมับข้างซ้าย เอามือจับหัว หยุดเดิน ตั้งสติ แล้วเข้าห้องน้ำ ตอนนี้พูดอะไรกับเจ้านายไม่รู้เรื่อง ตอนนั้นคิดว่า เขาฟังเราไม่เข้าใจ ดึกมั่ง ที่ไหนไหน มาดูสมุดบันทึก ตัวหนังสือที่เราเขียนไว้ เขียนไม่รู้เรื่อง เขียนได้เฉพาะตัวเลข อักษรเขียนสะกดไม่ได้ เวลาเขียนกำหนดไม่ได้ เขียนแต่ไว้แค่ว่า 1 เช่น วัดV/S เขียนครั้งแรก 04.34 เขียนไม่เรื่อง ตัวเลข เหมือนคนไม่ได้เรียนหนังสือ

เช้าวันที่ 11 ธค. ความจำเสื่อม เห็นหน้าเจ้านาย เราจำได้ ตัวหน้าตัวเอง จำได้ แต่จำชื่อไม่ได้ คำเรียกต่างๆ จำไม่ได้ แต่ยังทำงานปกติได้ปกติ แต่เรียกไม่เป็น ไม่รู้ว่าสิ่งเหล่ารอบตัว ไม่รู้ว่าเรียกอะไร เหมือนเด็กที่ตั้งแต่แรกเกิดลืมตาบนโลก ไม่รู้ว่า สิ่งทีมองเหมือน ไม่รู้เรียกชื่อว่าอะไร มันว่างเปล่า ภายในรู้ชัดในผัสสะต่างๆ แค่ไม่มีเรียก

ตอนเช้า แอบเข้าห้องน้ำ นั่งน้ำตาไหล แบบคิดว่า เราเป็นอะไร ปล่อยให้น้ำตาไหล แล้วคิดว่า อดทนไว้

ตอนช่วงสาย เขาหาข้อมูลจากเนต เจออาการที่เราเป็นอยู่ เขาให้อ่าน แปลกนะ เราอ่านภายในจิต อ่านรู้จัก จำได้ แต่ภายนอก การเรียกชื่อต่างๆแบบเฉพาะ จำไม่ได้ จำได้แค่ในใจ
คำพูด ยังพูดได้ แต่ต้องใช้เวลาในการพูด

เขาหาว่า ไปหมอมั๊ย
เราบอกว่า พูดแบบคนติดอ่าง บอกเขาว่า ไม่เป็นไรมั่ง แค่แบบความจำ คำไม่ได้ พูดได้แต่ติดอ่าง อื่นๆปกติ รอตอนตามที่หมอแล้วกัน (13 ธค.) วันนั้นนอนทั้งวัน แบบเป็นสมาธิตลอด ตอนเช้าเขาไปทำงาน

เรื่องราวที่ช่วงนี้จำไม่ได้ จำได้ถูกน้องที่ทำกรรมฐานอยู่กับเรา ติดต่อกับเรา เขาอยากไปมารพ. แต่เขาติดงาน เราบอกว่า ไม่ต้องหรอก ให้เบอร์ของลูกชายของเรา

อ่อ.. ลูกชายโทรฯมาหา หรือเจ้านายติดต่อกับลูกชาย ยังรู้สินะ จำไม่ได้นะ

พยาบาลติดต่อมาจากรพ. ถามว่า ไม่หมอมั๊ย
เราบอกว่า รอตามเจอที่หมอนัด
พยาบาลถามว่า นั่งแท็กซี่ไม่ได้มั๊ย
เราบอกว่า พูดไม่รู้เรื่อง แบบจำได้ว่าไปไหนได้ แต่เรียกชื่อไม่เป็น
พยายาลถามว่า อยู่คนเดียวเหรอ
เราบอกว่า อยู่คนเดียว
พยาบาลถามว่า อยู่คนเดียวได้เหรอ
เราบอกว่า ได้

.
วันที่ 13 ธค. พอที่หมอที่ทำ ct ถามว่า เราปวดช่วงไหน
เราบอกว่า ตรงนี้ ชี้ตำแหน่งให้กับหมอ

ลูกชายเล่าให้ฟังว่า หมอบอกว่า บางคนถ้าตำแหน่งไม่เจอ ทำไมต้องทำซ้ำจนกว่าจะเจอ แต่เราทำครั้งเดียว เจอเลย ลิ่มเลือดจากหัวใจ หลุดเข้าไปอุดทางเดินเลือดไปสมอง ตอนนั้น เรายังไม่เข้าใจอะไรนัก รับฟังอย่างเดียว

คืนแรกที่นอนรพ. ตี 2 พยาบาลที่วัดv/s ช่วงนั้น เราจำคำเรียกว่าอะไร แบบนอนหลับตา แล้วพูดพยาบาลว่า เห็นสว่างมั๊ย สว่างมากๆ พูดหลายฟัง แต่เขาไปทางอื่น เรานอนมองแสงว่างรอบหัว

ใกล้ช่วงเช้ามืด เราเริ่มจำได้ แต่แบบไม่ชัดทั้งหมด แต่จำว่าทำไมเราถึงต้องมานอนรพ. หมอหัวใจทำอะไรไว้กับเรา จึงทำให้เราต้องเป็นแบบนี้ ความรู้สึกตอนนั้นคือ คิดว่า หมอเป็นดูแลมาตลอด แต่ไม่น่าทำกับเราแบบนี้

พอความจำได้เกือบหมด การพูด เริ่มพูดเป็นถูก เรียกชื่อรพ.ได้ ชื่อหมอ เรียกได้ แต่ยังบอก ลบ ตัวเลขยังไม่ได้ การได้ยินเสียง ยังออกก้อง อื่นๆปกติ

หมอที่รักษาอยู่ บอกว่า เราเป็นคนที่ แบบ .. อื่ม .. คือ ดีจากคนไข้ทั่วๆไปที่หมอเจอมา

อาการที่หมอเขียนไว้คือ อาการทั่วไปหลังการรักษาดีขึ้น ผู้ป่วยตื่นดี ถามตอบรู้เรื่อง แต่ยังนึกคำพูดได้ช้าบางครั้ง ยกแขนขาได้ปกติ ไม่ชา ไม่มีหน้าเบี้ยวปากเบี้ยว ไม่มีไข้ ไม่เจ็บหัวหน้าอก ไม่มีใจสั่นเหงื่อแตก ไม่หอบ ไม่เหนื่อย

.
เราเคยอ่านของคนที่เป็น stroke บางคนได้รับการรักษาทันที ยังไม่รอดจากอัมพาต ต้องใช้เวลาการรักษา

ส่วนเราไม่ได้รักษาทันที เพราะไม่รู้ว่าเราเป็นอะไร ทิ้งไว้ตั้งแต่เริ่มเป็น 10 ธค. รักษาวันที่ 13 ธค.

ตอนที่ความจำกลับมาได้ ครั้งแรกจำได้เรื่องที่เราเป็นจากอะไร แต่เราอโหสิกรรม คือ เราชื่อว่า เราอาจเคยกระทำอะไรกับหมอ จึงทำไมเราจึงต้องเป็นแบบนี้ ถ้าจะเอาเรื่องกับหมอก็ด้วยกฏหมาย ก็ทำได้นะ เพราะเรามีจดบันทึกรายละเอียดทุกระยะ เราจดบันทึกการหาหมอ เพราะเราติดจากการทำกรรมฐาน

ต่อมา ที่จำได้คือ เรื่องสภาวะต่างๆ จดได้หมด สภาวะทุกสิ่งจำได้ ที่เป็นไปคือ แบบที่เรียกว่า สภาวะรู้แจ้ง คือ มันรู้ชัดทุกอย่าง แล้วรู้ว่า ที่เรียกกันว่า ความจำเสื่อมนั้น นั้นคือ สภาวะสัญญาเสื่อม มันไม่ใช่เรื่องราวชีวิต แต่เป็นเรื่องขันธ์ 5 แบบนี้จึงทำไม เวลาอ่านพระสูตร จะเหมือนเป็นสภาวะ จึงไม่ต้องจดจำ เห็นทันที รู้ทันที แต่ความจำเรื่องการสวดมนต์ ลืมหมด จำแค่ นโม ที่เหลือจำไม่ได้ แผ่เมตตา จำไม่ได้ แต่ตอนนี้ จำได้นิดๆ ถ้าอ่านบอกๆ ก็จำได้ มันไม่เหมือนสภาวะเรื่องปฏิบัติ จะรู้แบบอัตโมติ เขียนเรียกไม่ถูก แต่อริยสัจ 4 เขียนถูก จำได้ ถึงๆที่ไม่ได้ไปอ่านมา ตอนนี้แบบตอนหลัง นึกถึงพระพุทธเจ้าตรัสไว้เรื่อง ปัญญาเสื่อม

“สัตว์ทั้งหลายผู้เสื่อมจากอริยปัญญา ชื่อว่าเสื่อมสุด”

เป็นยืนยันว่า อริยสัจ 4 เมื่อหยั่งแล้ว ต่อให้ความจำเสื่อม แต่การที่แจ่มแจ้งแล้ว ไม่มีวันเสื่อม มันไม่เหมือนการท่องจำ

 

 

สักกายทิฏฐิและลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น

รายละเอียด สักกายทิฏฐิ
และลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น

.

ทิฏฐิสังโยชน์ ทิฏฐิกิเลส ได้แก่ สักกายทิฏฐิ คือ
ความเข้าใจผิดในขันธ์ ๕ เข้าไปยึดมั่น ถือมั่นว่า
ปัญจขันธ์นี้เป็นของตน เป็นสัตว์ บุคคล เรา เขา

ความเข้าใจผิดเช่นนี้ชื่อว่า สักกายทิฏฐิ อันเป็นความเห็นผิด
ที่ทำให้ตนติดอยู่ในความหมุนเวียนของวัฏฏสงสาร

.

มีเกิดขึ้นตรง ผัสสะ

ตาเห็นรูป
หูได้ยินเสียง
จมูกดมกลิ่น
ลิ้นรู้รส
กายสัมผัส
ธรรมารมณ์

.

ผัสสะ

หูได้ยินเสียง เช่น เสียงเขาด่า

เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่ เป็นปัจจัยให้
ไม่รู้ชัดใน “ผัสสะ” ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

เช่น เสียงที่มากระทบหู จึงเห็นโดยความเป็นตัวเป็นตน
เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เรา เขา

 

รูปแบบของการเกิดสักกายทิฏฐิ

๑ ขณะจิต(ปัจจุบันขณะ) ที่มีเกิดขึ้น
เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่
สักกายทิฏฐิ มีเกิดตรง  “ผัสสะ”
[สักกายทิฏฐิ/อุปาทานขันธ์ ๕] ผัสสะ>เวทนา>ตัณหา>อุปาทาน>ภพ

หลุดพ้นจากจากอุปทานขันธ์ ๕
ด้วยปัญญา เน้น วิปัสสนา

ข้อปฏิบัติได้แก่ การเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดที่หลัง

.

หลุดพ้น จากสังโยชน์ที่เป็นเครื่องร้อยรัด
ด้วยสมถะ(สัมมาสมาธิ) เน้น สติปัฏฐาน ๔

ข้อปฏิบัติได้แก่ การเจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
สมถะ(สัมมาสมาธิ) เกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง

 

 

๑๕ มิย. ๖๑

สมถะและวิปัสสนา

.

พูดถึงสมาธิ โดยเฉพาะสมถะที่เป็นสัมมาสมาธิ มีบทบบาทต่อชีวิตมาก ในแง่ของจิตคิดพิจรณา ได้แก่ สภาวะสัญญาต่างๆ ที่มีเกิดขึ้น เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดการถ่ายถอนอุปทาน ความยึดมั่นถือมั่นที่มีอยู่

และมีบทบาทสำคัญมาก ที่มีเกิดขึ้น
ขณะก่อนทำกาละ และขณะทำกาละ

.

วิปัสสนา การเห็นสภาพธรรมต่างๆที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ได้แก่

อนิจจัง ไม่เที่ยงแปรปรวนตามเหตุและปัจจัย

ทุกขัง เป็นทุกข์ เพราะถือมั่น

อนัตตา ไม่ใช่ตัวตนของเราของเขาหรือของใคร
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เกิดเพราะเหตุ ดับเพราะเหตุ
แม้จะไม่มีเราเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ก็ตาม
ทุกสรรพสิ่งยังคงดำเนินไปตามเหตุและปัจจัย

.
วิปัสสนา จึงมีบทบาทต่อชีวิตมาก ในแง่ของการดับเหตุแห่งทุกข์ คือ รู้แล้วหยุด มากกว่าจะสานต่อให้กลายเป็นการสร้างกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีก

 

 

 

ข้อปฏิบัติเพื่อละอุปทานขันธ์ ๕

กิเลสมีเกิดขึ้นมี ๓ ลักษณะ

๑. อุปทานขันธ์ ๕ อย่างหยาบ
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(กามภพ)

ทำให้เกิดการกระทำทางกาย วาจา
มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิต

ข้อปฏิบัติเพื่อละอุปทานขันธ์ ๕
การเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
(วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดที่หลัง)

ได้แก่ ศิล ที่เป็นไปเพื่อสมาธิ

๒. อุปทานขันธ์ ๕ อย่างกลาง
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(รูปภพ,อรูปภพ)

ทางใจ
มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ(สัมมาสมาธิ)

ข้อปฏิบัติเพื่อละอุปทานขันธ์ ๕
การเจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
(สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง)

๓. อุปทานขันธ์ ๕ อย่างละเอียด
อวิชชา สังขาร วิญญาณ

จิตใต้สำนึก
ขณะทำกาละ

ข้อปฏิบัติเพื่อละอุปทานขันธ์ ๕
การเจริญสมถะและวิปัสสนา เคียงคู่กันไป

ถ้าไม่มีอุปทานขันธ์ ๕ เกิดขึ้น
กิเลส เช่น ตัณหาเป็นต้น ย่อมไม่มี

อุปทานขนัธ์ ๕(วิชชาและอวิชชา)

อุปทานขันธ์ ๕ มีเกิดขึ้นตรงไหน?

.

เมื่อกล่าวถึง ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

.

เป็นเรื่องของ อุปทานขันธ์ ๕ ที่มีอยู่
มี ๒ แบบ

อวิชชาที่มีอยู่ ๑

วิชชาที่มีเกิดขึ้นแล้ว ๑

.

.

๑. เหตุปัจจัยจาก อวิชชาที่มีอยู่

อุปทานขันธ์ ๕
มีเกิดขึ้นตรง “ผัสสะ”
ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียงฯลฯ

.

เมื่อผัสสะเกิด เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่
อุปทานขันธ์ ๕ จึงมีเกิดขึ้น

เมื่อความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ มีเกิดขึ้น
เวทนา จึงมีเกิดขึ้น

เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปทาน
เพราะอุปทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ
เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ
เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ
ทุกข์ โทมนัส อุปยาสทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นครบถ้วน
ความมีเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้
ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้

ตย. เช่น เมื่อได้ยินเสียงคนนินนทาตัวเอง(หูได้ยินเสียง)
เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่
อุปทานขันธ์ ๕ จึงทีเกิดขึ้นทันที
กล่าวคือ ตัวกู ของกู มีเกิดขึ้นทันที

มันว่ากู(นินทา)
เวทนา(ความชอบใจ ไม่ชอบใจ) จึงมีเกิดขึ้น
ตัณหา อุปทาน ภพ(มโนกรรม) มีเกิดขึ้น

ในที่นี้ เป็นการอธิบายแบบหยาบๆ
สำหรับผู้ที่ยังมีอวิชชา

.

.

๒. วิชชาที่มีเกิดขึ้นแล้ว

อุปทานขันธ์ ๕ มีเกิดขึ้นตรง “ภพ”
ภพ หมายถึง มโนกรรม

เป็นความรู้สึกนึกคิด ที่เกิดจาก
เวทนา ตัณหา อุปทาน เป็นปัจจัย

โสดา สกิทาคา อนาคามี
ล้วนยังมีอุปทานขันธ์ ๕

.
เมื่อผัสสะเกิด เวทนาจึงมี
เหตุปัจจัยจากวิชชาที่มีเกิดขึ้นแล้ว

ย่อมรู้ชัดว่า เวทนาที่เกิดขึ้น
เกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัย
เป็นเรื่องของกรรม และ การให้ผลของกรรม

อุปทานขันธ์ ๕
มีเกิดขึ้นตรง “ภพ”

ภพ ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕
ที่มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิต

รูปภพ ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕
ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในรูปฌาน
(ทั้งการให้ค่าและที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง)

อรูปภพ ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕
ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในอรูปฌาน
(ทั้งการให้ค่าและที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง)

ในที่นี้ เป็นการอธิบายแบบหยาบๆ
สำหรับผู้ที่ยังมีวิชชาเกิดขึ้นแล้ว

.

.

ทั้งหมดนี้ เป็นการอธิบายเรื่องอุปทานขันธ์ ๕ แบบหยาบๆ
ความแตกต่างของการมีเกิดขึ้นอุปทานขันธ์ ๕ ระหว่าง
ผู้ที่ยังมีอวิชชา และสำหรับผู้ที่มีวิชชาเกิดขึ้นแล้ว

ขันธ์ 5

1. รูป
2.เวทนา
3.สัญญา
4.สังขาร
5.วิญญาณ

 

ความหมายของคำว่า “รูป”
ภิกษุ ท. ! คนทั่วไป กล่าวกันว่า “รูป” เพราะอาศัยความหมาย
อะไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่แตกสลายได้ มีอยู่ ในสิ่งนั้น (เช่น
นี้แล) ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า รูป. สิ่งนั้น แตกสลายได้ เพราะอะไร ?
สิ่งนั้น แตกสลายได้เพราะความเย็นบ้าง, แตกสลายได้ เพราะความร้อนบ้าง,
แตกสลายได้ เพราะความหิวบ้าง, แตกสลายได้ เพราะความกระหายบ้าง,
แตกสลายได้ เพราะถูกต้องกับเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานบ้าง,
(ดังนี้เป็นต้น). ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่แตกสลายได้ มีอยู่ ในสิ่งนั้น
(เช่นนี้แล) ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่ารูป.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๐๕/๑๕๙.

ความหมายของคำว่า “เวทนา”
ภิกษุ ท. ! คนทั่วไป กล่าวกันว่า “เวทนา” เพราะอาศัยความหมาย
อะไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่รู้สึก (ต่อผลอันเกิดจากผัสสะ) ได้ มีอยู่
ในสิ่งนั้น (เช่นนี้แล) ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า เวทนา. สิ่งนั้น ย่อมรู้สึกได้
ซึ่งอะไร ? สิ่งนั้น ย่อมรู้สึกได้ ซึ่งความรู้สึกอันเป็นสุขบ้าง, ย่อมรู้สึกได้ ซึ่งความ

รู้สึกอันเป็นทุกข์บ้าง, และย่อมรู้สึกได้ ซึ่งความรู้สึกอันไม่ทุกข์ไม่สุขบ้าง
(ดังนี้เป็นต้น). ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่รู้สึก (ต่อผลอันเกิดจากผัสสะ) ได้
มีอยู่ ในสิ่งนั้น (เช่นนี้แล) ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า เวทนา.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๐๕/๑๕๙

ความหมายของคำว่า “สัญญา”
ภิกษุ ท. ! คนทั่วไป กล่าวกันว่า “สัญญา” เพราะอาศัยความหมาย
อะไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่หมายรู้ได้พร้อม มีอยู่ ในสิ่งนั้น (เช่นนี้
แล) ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า สัญญา. สิ่งนั้น ย่อมหมายรู้ได้พร้อม ซึ่งอะไร ?

สิ่งนั้น ย่อมหมายรู้ได้พร้อม ซึ่งสีเขียวบ้าง, ย่อมหมายรู้ได้พร้อม ซึ่งสีเหลือง
บ้าง, ย่อมหมายรู้ได้พร้อม ซึ่งสีแดงบ้าง, และย่อมหมายรู้ได้พร้อม ซึ่ง
สีขาวบ้าง (ดังนี้เป็นต้น). ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่หมายรู้ได้พร้อม มีอยู่ ใน
สิ่งนั้น (เช่นนี้แล) ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า สัญญา.
– ขนฺธฺ. สํ. ๑๗/๑๐๕/๑๕๙.

ความหมายของคำว่า “สังขาร”
ภิกษุ ท. ! คนทั่วไป กล่าวกันว่า “สังขารทั้งหลาย” เพราะอาศัยความ
หมายอะไรเล่า? ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่ปรุงแต่งให้สำเร็จรูป มีอยู่ ในสิ่ง
นั้น (เช่นนี้แล) ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า สังขาร. สิ่งนั้นย่อมปรุงแต่ง
อะไร ให้เป็นของสำเร็จรูป ? สิ่งนั้นย่อมปรุงแต่งรูป ให้สำเร็จรูปเพื่อความ
เป็นรูป, ย่อมปรุงแต่งเวทนา ให้สำเร็จรูป เพื่อความเป็นเวทนา, ย่อมปรุง
แต่งสัญญา ให้สำเร็จรูป เพื่อความเป็นสัญญา, ย่อมปรุงแต่งสังขารให้สำเร็จ
รูป เพื่อความเป็นสังขาร, และย่อมปรุงแต่งวิญญาณให้สำเร็จรูปเพื่อความ
เป็นวิญญาณ. ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่ปรุงแต่งให้สำเร็จรูป มีอยู่ในสิ่งนั้น
(เช่นนี้แล) ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่าสังขารทั้งหลาย.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๐๖/๑๕๙.

ความหมายของคำว่า “วิญญาณ”
ภิกษุ ท. ! คนทั่วไป กล่าวกันว่า “วิญญาณ” เพราะอาศัยความหมาย
อะไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่รู้แจ้ง (ต่ออารมณ์ที่มากระทบ) ได้ มีอยู่
ในสิ่งนั้น (เช่นนี้แล) ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า วิญญาณ. สิ่งนั้น ย่อมรู้แจ้ง
ซึ่งอะไร ? สิ่งนั้น ย่อมรู้แจ้ง ซึ่งความเปรี้ยวบ้าง, ย่อมรู้แจ้ง ซึ่งความขมบ้าง,
ย่อมรู้แจ้ง ซึ่งความเผ็ดร้อนบ้าง, ย่อมรู้แจ้งซึ่ง ความหวานบ้าง, ย่อมรู้แจ้ง
ซึ่งความขื่นบ้าง, ย่อมรู้แจ้ง ซึ่งความความไม่ขื่นบ้าง, ย่อมรู้แจ้ง ซึ่งความเค็ม
บ้าง, ย่อมรู้แจ้ง ซึ่งความไม่เค็มบ้าง (ดังนี้เป็นต้น). ภิกษุ ท. ! เพราะ
กิริยาที่รู้แจ้ง (ต่ออารมณ์ที่มากระทบ) ได้ มีอยู่ในสิ่งนั้น (เช่นนี้แล) ดังนั้น
สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า วิญญาณ.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๐๖/๑๕๙.

http://www.oknation.net/blog/buddha2600/2012/07/04/entry-2

พฤศจิกายน 2019
พฤ อา
« ก.ย.    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: