ข้อปฏิบัติเพื่อละอุปทานขันธ์ ๕

กิเลสมีเกิดขึ้นมี ๓ ลักษณะ

๑. อุปทานขันธ์ ๕ อย่างหยาบ
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(กามภพ)

ทำให้เกิดการกระทำทางกาย วาจา
มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิต

ข้อปฏิบัติเพื่อละอุปทานขันธ์ ๕
การเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
(วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดที่หลัง)

ได้แก่ ศิล ที่เป็นไปเพื่อสมาธิ

๒. อุปทานขันธ์ ๕ อย่างกลาง
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(รูปภพ,อรูปภพ)

ทางใจ
มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ(สัมมาสมาธิ)

ข้อปฏิบัติเพื่อละอุปทานขันธ์ ๕
การเจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
(สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง)

๓. อุปทานขันธ์ ๕ อย่างละเอียด
อวิชชา สังขาร วิญญาณ

จิตใต้สำนึก
ขณะทำกาละ

ข้อปฏิบัติเพื่อละอุปทานขันธ์ ๕
การเจริญสมถะและวิปัสสนา เคียงคู่กันไป

ถ้าไม่มีอุปทานขันธ์ ๕ เกิดขึ้น
กิเลส เช่น ตัณหาเป็นต้น ย่อมไม่มี

Advertisements

อุปทานขนัธ์ ๕(วิชชาและอวิชชา)

อุปทานขันธ์ ๕ มีเกิดขึ้นตรงไหน?

.

เมื่อกล่าวถึง ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

.

เป็นเรื่องของ อุปทานขันธ์ ๕ ที่มีอยู่
มี ๒ แบบ

อวิชชาที่มีอยู่ ๑

วิชชาที่มีเกิดขึ้นแล้ว ๑

.

.

๑. เหตุปัจจัยจาก อวิชชาที่มีอยู่

อุปทานขันธ์ ๕
มีเกิดขึ้นตรง “ผัสสะ”
ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียงฯลฯ

.

เมื่อผัสสะเกิด เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่
อุปทานขันธ์ ๕ จึงมีเกิดขึ้น

เมื่อความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ มีเกิดขึ้น
เวทนา จึงมีเกิดขึ้น

เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปทาน
เพราะอุปทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ
เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ
เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ
ทุกข์ โทมนัส อุปยาสทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นครบถ้วน
ความมีเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้
ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้

ตย. เช่น เมื่อได้ยินเสียงคนนินนทาตัวเอง(หูได้ยินเสียง)
เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่
อุปทานขันธ์ ๕ จึงทีเกิดขึ้นทันที
กล่าวคือ ตัวกู ของกู มีเกิดขึ้นทันที

มันว่ากู(นินทา)
เวทนา(ความชอบใจ ไม่ชอบใจ) จึงมีเกิดขึ้น
ตัณหา อุปทาน ภพ(มโนกรรม) มีเกิดขึ้น

ในที่นี้ เป็นการอธิบายแบบหยาบๆ
สำหรับผู้ที่ยังมีอวิชชา

.

.

๒. วิชชาที่มีเกิดขึ้นแล้ว

อุปทานขันธ์ ๕ มีเกิดขึ้นตรง “ภพ”
ภพ หมายถึง มโนกรรม

เป็นความรู้สึกนึกคิด ที่เกิดจาก
เวทนา ตัณหา อุปทาน เป็นปัจจัย

โสดา สกิทาคา อนาคามี
ล้วนยังมีอุปทานขันธ์ ๕

.
เมื่อผัสสะเกิด เวทนาจึงมี
เหตุปัจจัยจากวิชชาที่มีเกิดขึ้นแล้ว

ย่อมรู้ชัดว่า เวทนาที่เกิดขึ้น
เกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัย
เป็นเรื่องของกรรม และ การให้ผลของกรรม

อุปทานขันธ์ ๕
มีเกิดขึ้นตรง “ภพ”

ภพ ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕
ที่มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิต

รูปภพ ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕
ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในรูปฌาน
(ทั้งการให้ค่าและที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง)

อรูปภพ ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕
ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในอรูปฌาน
(ทั้งการให้ค่าและที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง)

ในที่นี้ เป็นการอธิบายแบบหยาบๆ
สำหรับผู้ที่ยังมีวิชชาเกิดขึ้นแล้ว

.

.

ทั้งหมดนี้ เป็นการอธิบายเรื่องอุปทานขันธ์ ๕ แบบหยาบๆ
ความแตกต่างของการมีเกิดขึ้นอุปทานขันธ์ ๕ ระหว่าง
ผู้ที่ยังมีอวิชชา และสำหรับผู้ที่มีวิชชาเกิดขึ้นแล้ว

ภพชาติของการเกิด

คำว่า ตัวกู ของกู หมายถึง อุปทานขันธ์ ๕
กล่าวคือ ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

ความยึดมั่นถือมั่นในรูป
ความยึดมั่นถือมั่นในเวทนา
ความยึดมั่นถือมั่นในสัญญา
ความยึดมั่นถือมั่นในสังขาร
ความยึดมั่นถือมั่นในวิญญาณ

ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

โสดาบัน ตัวกูของกู อย่างหยาบ

ได้แก่ ทิฏฐิกิเลส,วิจิกิจฉากิเลส

สักกายทิฏฐิ,วิจิกิจฉา,สีลัพพตปรามาส และ อปายคมนียกามราค-ปฏิฆะ อย่างหยาบ
ถูกประหาณเป็นสมุจเฉทประหาณ

อปายคมนียกามราค-ปฏิฆะ หรือ กามราคะ-ปฏิฆะ อย่างหยาบ
หมายถึง กามรมณ์ทั้ง ๕ มากระทบทวารทั้ง ๕ แล้วมีความยินดีพอใจเป็นอย่างมาก
จนถึงสามารถล่วงอกุศลกรรมบถได้ เช่น พอใจในรูปารมณ์ที่มากระทบ
สามารถทำให้ทำกรรมอันเป็นกาเมสุมิจฉาจารได้ เป็นต้น

กามราค-ปฏิฆสังโยชน์ หรือโลภกิเลส และโทสกิเลส ได้แก่
กามราคะ-ปฏิฆะ ที่เป็นอปายคมนียะ
กามราคะ-ปฏิฆะ ที่ไม่เป็นอปายคมนียะ

กามราคะ-ปฏิฆะ ที่ไม่เป็นอปายคมนียะ มี ๒ อย่าง
อย่างหยาบ และ อย่างละเอียด

 

 

สกิทาคา ตอกย้ำ ตัวกูของกู แบบหยาบ
ที่ถูกประหาณเป็นสมุจเฉทประหาณ

และละกามราคะ-ปฏิฆะ ที่ไม่เป็นอปายคมนียะ อย่างหยาบได้
กล่าวคือ เป็นความพอใจในกามรมณ์ทั้ง ๕ ดังที่กล่าวมาแล้ว
แต่ความพอใจนั้นไม่รุนแรง เป็นความพอใจที่ปรากฏอยู่แต่ในใจพอประมาณ

 

 

อนาคามี ตัวกูของกู อย่างกลาง(โทสกิเลส/กามราคะ-ปฏิฆะ) ถูกประหาณเป็นสมุจเฉทประหาณ
กล่าวคือ ประหาณกามราค-ปฏิฆะ ที่ไม่เป็นอปายคมนียะที่เป็นอย่างละเอียดได้โดยเด็ดขาด

 

อรหันต์ ตัวกูของกู อย่างละเอียด(โลภกิเลส/รูปราคะ อรูปราคะ, มานกิเลส,อุทธัจจกิเลส,ถีนกิเลส,อหิริกกิเลส,อโนตตัปปกิเลส,โมหกิเลส)
ถูกประหาณเป็นสมุจเฉทประหาณ

 

 

จิ.เจ.รุ.นิ

จิต เจตสิก รูป นิพพาน แบ่งออกเป็น ๓

๑. มีเกิดขึ้นจากการกำหนดรู้ผัสสะ
ที่มีเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

การเกิดและการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
ได้แก่ กามภพ

๒. มีเกิดขึ้นจากการกำหนดรู้ในผัสสะ
ที่มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

การเกิดและการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
ได้แก่ รูปภพ อรูปภพ

๓. มีเกิดขึ้นในสภาวะจิตดวงสุดท้าย
หากยังไม่ทำกาละ(ตาย) เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นของ
อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

การเกิดและการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติ
การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ

ขันธ์ 5

1. รูป
2.เวทนา
3.สัญญา
4.สังขาร
5.วิญญาณ

 

ความหมายของคำว่า “รูป”
ภิกษุ ท. ! คนทั่วไป กล่าวกันว่า “รูป” เพราะอาศัยความหมาย
อะไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่แตกสลายได้ มีอยู่ ในสิ่งนั้น (เช่น
นี้แล) ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า รูป. สิ่งนั้น แตกสลายได้ เพราะอะไร ?
สิ่งนั้น แตกสลายได้เพราะความเย็นบ้าง, แตกสลายได้ เพราะความร้อนบ้าง,
แตกสลายได้ เพราะความหิวบ้าง, แตกสลายได้ เพราะความกระหายบ้าง,
แตกสลายได้ เพราะถูกต้องกับเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานบ้าง,
(ดังนี้เป็นต้น). ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่แตกสลายได้ มีอยู่ ในสิ่งนั้น
(เช่นนี้แล) ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่ารูป.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๐๕/๑๕๙.

ความหมายของคำว่า “เวทนา”
ภิกษุ ท. ! คนทั่วไป กล่าวกันว่า “เวทนา” เพราะอาศัยความหมาย
อะไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่รู้สึก (ต่อผลอันเกิดจากผัสสะ) ได้ มีอยู่
ในสิ่งนั้น (เช่นนี้แล) ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า เวทนา. สิ่งนั้น ย่อมรู้สึกได้
ซึ่งอะไร ? สิ่งนั้น ย่อมรู้สึกได้ ซึ่งความรู้สึกอันเป็นสุขบ้าง, ย่อมรู้สึกได้ ซึ่งความ

รู้สึกอันเป็นทุกข์บ้าง, และย่อมรู้สึกได้ ซึ่งความรู้สึกอันไม่ทุกข์ไม่สุขบ้าง
(ดังนี้เป็นต้น). ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่รู้สึก (ต่อผลอันเกิดจากผัสสะ) ได้
มีอยู่ ในสิ่งนั้น (เช่นนี้แล) ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า เวทนา.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๐๕/๑๕๙

ความหมายของคำว่า “สัญญา”
ภิกษุ ท. ! คนทั่วไป กล่าวกันว่า “สัญญา” เพราะอาศัยความหมาย
อะไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่หมายรู้ได้พร้อม มีอยู่ ในสิ่งนั้น (เช่นนี้
แล) ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า สัญญา. สิ่งนั้น ย่อมหมายรู้ได้พร้อม ซึ่งอะไร ?

สิ่งนั้น ย่อมหมายรู้ได้พร้อม ซึ่งสีเขียวบ้าง, ย่อมหมายรู้ได้พร้อม ซึ่งสีเหลือง
บ้าง, ย่อมหมายรู้ได้พร้อม ซึ่งสีแดงบ้าง, และย่อมหมายรู้ได้พร้อม ซึ่ง
สีขาวบ้าง (ดังนี้เป็นต้น). ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่หมายรู้ได้พร้อม มีอยู่ ใน
สิ่งนั้น (เช่นนี้แล) ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า สัญญา.
– ขนฺธฺ. สํ. ๑๗/๑๐๕/๑๕๙.

ความหมายของคำว่า “สังขาร”
ภิกษุ ท. ! คนทั่วไป กล่าวกันว่า “สังขารทั้งหลาย” เพราะอาศัยความ
หมายอะไรเล่า? ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่ปรุงแต่งให้สำเร็จรูป มีอยู่ ในสิ่ง
นั้น (เช่นนี้แล) ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า สังขาร. สิ่งนั้นย่อมปรุงแต่ง
อะไร ให้เป็นของสำเร็จรูป ? สิ่งนั้นย่อมปรุงแต่งรูป ให้สำเร็จรูปเพื่อความ
เป็นรูป, ย่อมปรุงแต่งเวทนา ให้สำเร็จรูป เพื่อความเป็นเวทนา, ย่อมปรุง
แต่งสัญญา ให้สำเร็จรูป เพื่อความเป็นสัญญา, ย่อมปรุงแต่งสังขารให้สำเร็จ
รูป เพื่อความเป็นสังขาร, และย่อมปรุงแต่งวิญญาณให้สำเร็จรูปเพื่อความ
เป็นวิญญาณ. ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่ปรุงแต่งให้สำเร็จรูป มีอยู่ในสิ่งนั้น
(เช่นนี้แล) ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่าสังขารทั้งหลาย.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๐๖/๑๕๙.

ความหมายของคำว่า “วิญญาณ”
ภิกษุ ท. ! คนทั่วไป กล่าวกันว่า “วิญญาณ” เพราะอาศัยความหมาย
อะไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! เพราะกิริยาที่รู้แจ้ง (ต่ออารมณ์ที่มากระทบ) ได้ มีอยู่
ในสิ่งนั้น (เช่นนี้แล) ดังนั้น สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า วิญญาณ. สิ่งนั้น ย่อมรู้แจ้ง
ซึ่งอะไร ? สิ่งนั้น ย่อมรู้แจ้ง ซึ่งความเปรี้ยวบ้าง, ย่อมรู้แจ้ง ซึ่งความขมบ้าง,
ย่อมรู้แจ้ง ซึ่งความเผ็ดร้อนบ้าง, ย่อมรู้แจ้งซึ่ง ความหวานบ้าง, ย่อมรู้แจ้ง
ซึ่งความขื่นบ้าง, ย่อมรู้แจ้ง ซึ่งความความไม่ขื่นบ้าง, ย่อมรู้แจ้ง ซึ่งความเค็ม
บ้าง, ย่อมรู้แจ้ง ซึ่งความไม่เค็มบ้าง (ดังนี้เป็นต้น). ภิกษุ ท. ! เพราะ
กิริยาที่รู้แจ้ง (ต่ออารมณ์ที่มากระทบ) ได้ มีอยู่ในสิ่งนั้น (เช่นนี้แล) ดังนั้น
สิ่งนั้น จึงถูกเรียกว่า วิญญาณ.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๐๖/๑๕๙.

http://www.oknation.net/blog/buddha2600/2012/07/04/entry-2

กรกฎาคม 2018
พฤ อา
« พ.ค.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: