ความนึกคิด

ผัสสะ

หากกำลังทำความเพียรอยู่
จิตมีวิตก วิจารณ์ ถึงสิ่งใดก็ตาม

หากความนึกคิดที่เกิดขึ้น ไปหาอดีตบ้าง หาอนาคตบ้าง
เพลิดเพลินกับความคิด ไม่มีความรู้สึกรำคาญแต่อย่างใด

สภาพธรรมนี้ คือ ถูกโมหะครอบงำ ตัณหาเกิด
จึงเพลิดเพลินกับความนึกคิด ที่ไปหาอดีตบ้าง อนาคตบ้าง

หากความนึกคิดที่เกิดขึ้น ไปหาอดีตบ้าง หาอนาคตบ้าง
ความนึกคิดที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกรำคาญ
ประมาณว่า จะคิดอะไรนักหนา

อาการที่เกิดขึ้น ที่มีลักษณะแบบนี้ เรียกว่า ฟุ้งซ่าน
เพราะซ่านไปในอารมณ์ จึงทำให้เกิดความรำคาญ

หากความนึกคิดที่เกิดขึ้น ไปหาอดีตบ้าง หาอนาคตบ้าง
ถ้ากำหนดรู้ว่ามีความนึกคิดไปอดีตบ้าง อนาคตบ้าง
พิจรณาว่า เป็นธรรมดาของเหตุและปัจจัยที่ยังมีอยู่
ไม่เอามาเป็นอารมณ์ แค่รู้ว่ามีเกิดขึ้น

ความนึกคิดที่เกิดขึ้น ก็ไม่เที่ยง เกิดก็เพราะเหตุ

ดับหายไปเอง ตามเหตุปัจจัยของสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้น

จิตย่อมตั้งมั่นเอง ตามเหตุปัจจัย
โดยไม่ต้องพยายามกระทำเพื่อให้จิตเกิดความตั้งมั่น แต่อย่างใด

===========================

[๕๓๗] ภิกษุนั้นย่อมเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอย่างไร ฯ
วิปัสสนา ด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น
โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง
โดยความเป็นทุกข์
โดยความเป็นอนัตตา

ความที่จิตมีการปล่อยธรรมทั้งหลายที่เกิดใน
วิปัสสนานั้นเป็นอารมณ์

เพราะความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ
ด้วยประการดังนี้ วิปัสสนาจึงมีก่อน สมถะมีภายหลัง

เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า
เจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น ฯ

========================

จริงๆแล้ว ตัวที่เป็นปัญหา คือ ตัวตัณหา ความอยากให้ใจสงบ
พอกำหหนดว่า คิดหนอ รู้หนอ มันก็ดับหายไปด้วยกำลังของการบริกรรม

พอคำบริกรรมหาย ความนึกคิดก็กลับมาอีกแล้ว
เมื่อไปจดจ่ออยู่กับความนึกคิดตรงนี้ จึงทำให้เกิดความรำคาญ
ความอยากให้หาย จึงทำให้เกิดเป็นทุกข์

การคิดในสิ่งที่น้อมเองว่า คิดไม่ดี

เช่น คิดปรามาสพระพุทธเจ้า
นี่ก็ทำให้เกิดความฟุ้งซ่านได้
เพราะถือมั่นกับคำว่า ไม่ดี อกุศล

แท้จริงแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้น ที่เป็นปัจจัยให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
ล้วนเป็นเหตุและปัจจัยที่มีอยู่ของผู้นั้น กับผัสสะที่เกิดขึ้น
เป็นปัจจัยให้เกิดผลกระทบทางใจ

เพียงตั้งใจทำความเพียรต่อเนื่อง
ความนึกคิดที่ติดข้องสิ่งใดอยู่ จะค่อยๆหายไป
เมื่อยังมีเหตุปัจจัยอยู่ ก็มีความนึกคิดใหม่ เกิดขึ้นแทน

ที่คิดว่า หายไปแล้ว มันแค่หายไปชั่วระยะหนึ่ง
วันเวลาผ่านไป จนลืมไปว่า ไม่เคยมีความนึกคิดนี้ๆ เกิดขึ้น
สิ่งที่เคยมีเกิดขึ้น คิดว่า ไม่มีแล้ว หายไปหมดแล้ว
วันดีคืนดี กลับมาโชว์ตัวหราอีกครั้ง

——————————–

สภาพธรรมที่ละเอียดขึ้นไปอีก

อนุรุทธสูตรที่ ๒

[๕๗๐] ครั้งนั้นแล ท่านพระอนุรุทธะได้เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่
อยู่ ได้ปราศรัยกับท่านพระสารีบุตร ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว

จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วกล่าวว่า ขอโอกาสเถิดท่านสารีบุตร
ผมตรวจดูตลอดพันโลกด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์

ก็ผมปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน ตั้งสติไม่หลงลืม
กายสงบระงับไม่ระส่ำระสาย จิตตั้งมั่น เป็นเอกัคคตา
เออก็ไฉนเล่า จิตของผมจึงยังไม่พ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น

ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า ดูกรท่านอนุรุทธะ การที่ท่านคิดอย่างนี้ว่า
เราตรวจดูตลอดพันโลก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ดังนี้
เป็นเพราะมานะของท่าน

การที่ท่านคิดอย่างนี้ว่า ก็เราปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน
ตั้งสติมั่นไม่หลงลืม กายสงบระงับไม่ระส่ำระสาย
จิตตั้งมั่นเป็นเอกัคคตาดังนี้ เป็นเพราะอุทธัจจะของท่าน

ถึงการที่ท่านคิดอย่างนี้ว่า เออก็ไฉนเล่า
จิตของเรายังไม่พ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น ดังนี้
ก็เป็นเพราะกุกกุจจะของท่าน เป็นความดีหนอ

ท่านพระอนุรุทธะจงละธรรม ๓ อย่างนี้
ไม่ใส่ใจธรรม ๓ อย่างนี้ แล้วน้อมจิตไปในอมตธาตุ

ครั้งนั้นแล ท่านพระอนุรุทธะต่อมาได้ละธรรม ๓ อย่างนี้
ไม่ใส่ใจถึงธรรม ๓ อย่างนี้ น้อมจิตไปในอมตธาตุ

ครั้งนั้นแล ท่านพระอนุรุทธะ หลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว
เป็นผู้ไม่ประมาท มีตนอันส่งไปอยู่

ไม่นานนัก ได้ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม
ที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องกันนั้น
ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่

รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำ ได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี

ก็แหละ ท่านพระอนุรุทธะ ได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง
ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย ฯ

มาไว เคลมไว

เรื่องของอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด

มาไว เคลมไวจริงๆ

มันเกิดแปบๆ แต่หากถูกสะสมเนืองๆ
โอกาสปะทุ การระเบิดอารมณ์ มีเกิดขึ้นได้ง่าย

เหมือนมีมีดมาจิ้มๆ เจ็บนิดๆ
แรกๆรำคาญ มันน่ารำคาญ
จนสะสมให้กลายเป็นความโกรธ
พอโกรธ เริ่มโมโห
ประมาณว่า จะมายุ่งอะไรกันนักหนา
โมโหมากๆ ต้องด่า
บางคนถึงขั้นลงไม้ลงมือ

ทั้งหมด เป็นเรื่องของความไม่รู้ที่มีอยู่
การที่จะระงับ ยับยั้งการกระทำได้
ขึ้นอยู่กับสติ สัมปชัญญะ สมาธิ ที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

สมาธิที่เกิดขึ้น ยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งดี
เพราะช่วยกดข่มกิเลสไปส่วนหนึ่ง
เหมือนความรู้สึกนั้นๆจะดับหายไป
แต่ไม่ได้หายไปไหนหรอก
แต่เกิดจากสมาธิที่มีเกิดขึ้น
บดบังสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นไปชั่ว ขณะหนึ่ง
ถ้าไม่รู้ชัดสภาพะรรมต่างๆ ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
อาจเป็นเหตุปัจจัยให้ หลงสภาพธรรมต่างๆได้

รู้สึกนึกคิดอย่างไร
หากยอมรับตามความเป็นจริง
เป็นปัจจัยให้รู้ชัดว่า กิเลสที่มีเกิดขึ้น มีมากน้อยแค่ไหน

ทั้งๆที่ สรุปแล้ว ทั้งหมด เป็นเรื่องของใจ
หากรู้เท่าทันต่อสิ่งที่เกิดในใจได้
สิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมจางคลายดับหายไปตามเหตุและปัจจัย

ตอนนี้ ถึงจะรู้ชัดในผัสสะ
รู้ชัดสิ่งที่เรียกว่า กิเลส ที่มีเกิดขึ้นในใจ

ถึงจะรู้ชัด แต่กำลังสติ สัมปชัญญญะ ที่มีอยู่
ยังไม่สามารถรับมือกับกิเลสที่มีเกิดขึ้น ในแต่ละขณะได้ทั้งหมด
ก็ทำให้รู้สึกเหนื่อยใจ ทำให้รู้สึกเบื่อหน่าย

บางครั้งเหมือนคนโรคจิต
อยากด่าเดี๋ยวนั้น
เหมือนบางที่ ใช้วิธีปาจาน
เสียงจานที่แตก สะใจจัง อะไรประาณนั้น

เพราะรู้ ได้แต่อดทนอดกลั้น
บางครั้ง สักนิดหนึ่งก็ยังดี
แล้วยอมรับผลที่กลับมา

ตราบใดที่ลมหายใจยังมีอยู่
ปลอบใจตัวเองเนืองๆว่า
เออน่า เพียรละ เดี๋ยวทุกสิ่งก็สงบลงเอง(ใจ)

แต่ตามความเป็นจริง วลัยพรไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป
เพราะรู้ว่า สิ่งที่รู้ ถึงจุดอิ่มตัวแล้ว
ไม่ต้องรู้อะไรอีกแล้ว

ความฟุ้งซ่าน

ผัสสะ

หากกำลังทำความเพียรอยู่
จิตมีวิตก วิจารณ์ ถึงสิ่งใดก็ตาม

หากความนึกคิดที่เกิดขึ้น ไปหาอดีตบ้าง หาอนาคตบ้าง
เพลิดเพลินกับความคิด ไม่มีความรู้สึกรำคาญแต่อย่างใด
สภาพธรรมนี้ คือ ถูกโมหะครอบงำ ตัณหาเกิด จึงเพลิดเพลินกับความนึกคิด ที่ไปหาอดีตบ้าง อนาคตบ้าง

หากความนึกคิดที่เกิดขึ้น ไปหาอดีตบ้าง หาอนาคตบ้าง
ความนึกคิดที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกรำคาญ ประมาณว่า จะคิดอะไรนักหนา
อาการที่เกิดขึ้น ที่มีลักษณะแบบนี้ เรียกว่า ฟุ้งซ่าน
เพราะซ่านไปในอารมณ์ จึงทำให้เกิดความรำคาญ

หากความนึกคิดที่เกิดขึ้น ไปหาอดีตบ้าง หาอนาคตบ้าง
ถ้ากำหนดรู้ว่ามีความนึกคิดไปอดีตบ้าง อนาคตบ้าง
พิจรณาว่า เป็นธรรมดาของเหตุและปัจจัยที่ยังมีอยู่ ไม่เอามาเป็นอารมณ์ แค่รู้ว่ามีเกิดขึ้น

ความนึกคิดที่เกิดขึ้น ก็ไม่เที่ยง
เกิดก็เพราะเหตุ
ดับหายไปเอง ตามเหตุปัจจัยของสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้น

จิตย่อมตั้งมั่นเอง ตามเหตุปัจจัย
โดยไม่ต้องพยายามกระทำเพื่อให้จิตเกิดความตั้งมั่น แต่อย่างใด

[๕๓๗] ภิกษุนั้นย่อมเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอย่างไร ฯ
วิปัสสนา ด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น
โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง
โดยความเป็นทุกข์
โดยความเป็นอนัตตา

ความที่จิตมีการปล่อยธรรมทั้งหลายที่เกิดใน
วิปัสสนานั้นเป็นอารมณ์

เพราะความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ
ด้วยประการดังนี้ วิปัสสนาจึงมีก่อน สมถะมีภายหลัง

เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า
เจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น ฯ

จริงๆแล้ว ตัวที่เป็นปัญหา คือ ตัวตัณหา ความอยากให้ใจสงบ
พอกำหหนดว่า คิดหนอ รู้หนอ มันก็ดับหายไปด้วยกำลังของการบริกรรม

พอคำบริกรรมหาย ความนึกคิดก็กลับมาอีกแล้ว
เมื่อไปจดจ่ออยู่กับความนึกคิดตรงนี้ จึงทำให้เกิดความรำคาญ
ความอยากให้หาย จึงทำให้เกิดเป็นทุกข์

การคิดในสิ่งที่น้อมเองว่า คิดไม่ดี

เช่น คิดปรามาสพระพุทธเจ้า นี่ก็ทำให้เกิดความฟุ้งซ่านได้ เพราะถือมั่นกับคำว่า ไม่ดี อกุศล
แท้จริงแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้น ที่เป็นปัจจัยให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
ล้วนเป็นเหตุและปัจจัยที่มีอยู่ของผู้นั้น กับผัสสะที่เกิดขึ้น เป็นปัจจัยให้เกิดผลกระทบทางใจ

เพียงตั้งใจทำความเพียรต่อเนื่อง
ความนึกคิดที่ติดข้องสิ่งใดอยู่ จะค่อยๆหายไป
เมื่อยังมีเหตุปัจจัยอยู่ ก็มีความนึกคิดใหม่ เกิดขึ้นแทน

ที่คิดว่า หายไปแล้ว มันแค่หายไปชั่วระยะหนึ่ง
วันเวลาผ่านไป จนลืมไปว่า ไม่เคยมีความนึกคิดนี้ๆ เกิดขึ้น
สิ่งที่เคยมีเกิดขึ้น คิดว่า ไม่มีแล้ว หายไปหมดแล้ว วันดีคืนดี กลับมาโชว์ตัวหราอีกครั้ง

สภาพธรรมที่ละเอียดขึ้นไปอีก

อนุรุทธสูตรที่ ๒

[๕๗๐] ครั้งนั้นแล ท่านพระอนุรุทธะได้เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่
อยู่ ได้ปราศรัยกับท่านพระสารีบุตร ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไป
แล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วกล่าวว่า

ขอโอกาสเถิดท่านสารีบุตร ผมตรวจดูตลอดพันโลกด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์
ก็ผมปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน ตั้งสติไม่หลงลืม กายสงบระงับไม่ระส่ำระสาย จิตตั้งมั่น
เป็นเอกัคคตา เออก็ไฉนเล่า จิตของผมจึงยังไม่พ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น

ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า ดูกรท่านอนุรุทธะ การที่ท่านคิดอย่างนี้ว่า เราตรวจ
ดูตลอดพันโลก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ดังนี้ เป็นเพราะมานะของท่าน

การที่ท่านคิดอย่างนี้ว่า ก็เราปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน
ตั้งสติมั่นไม่หลงลืม กายสงบระงับไม่ระส่ำระสาย จิตตั้งมั่นเป็นเอกัคคตาดังนี้
เป็นเพราะอุทธัจจะของท่าน

ถึงการที่ท่านคิดอย่างนี้ว่า เออก็ไฉนเล่า จิตของเรายังไม่พ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น ดังนี้
ก็เป็นเพราะกุกกุจจะของท่าน เป็นความดีหนอ

ท่านพระอนุรุทธะจงละธรรม ๓ อย่างนี้ ไม่ใส่ใจธรรม ๓ อย่างนี้ แล้วน้อมจิตไปในอมตธาตุ
ครั้งนั้นแล ท่านพระอนุรุทธะต่อมาได้ละธรรม ๓ อย่างนี้ ไม่ใส่ใจถึงธรรม ๓ อย่างนี้
น้อมจิตไปในอมตธาตุ ครั้งนั้นแล ท่านพระอนุรุทธะ หลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว
เป็นผู้ไม่ประมาท มีตนอันส่งไปอยู่ ไม่นานนัก ได้ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม
ที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องกันนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง
ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ
ได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ก็แหละ ท่านพระอนุรุทธะ
ได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย ฯ

http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B … 420&Z=7441

ความคิด

เพิ่งกลับมาจากวัด เจ้านายแบกบุญมาเยอะ โหลดเดอะว๊อยส์ให้เสร็จ สลบเหมือดไปแล้ว บรรยากาศดีมากๆ ลมพัดกระหน่ำ เย็นมากๆ

ไปวัด ลืมไปเลย เรื่องเชียร์น้องต๊ะ ไม่มีความคิดเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เลย ไปวัดรอบนี้ เห็นแต่ทุกข์ เห็นแต่ความเบื่อหน่าย

ความคิดเกิดเยอะมาก สภาวะจิตคุยกัน หวนกลับมาอีก อะไรจะมาสู้ความรู้ชัดอยู่ ภายในกายและจิต ไม่ต้องกำหนดอะไร แค่รู้ รู้แบบปกติ รู้ว่ามีความคิดเกิด เหมือนดูหนัง ฟังเพลง

 ความคิดดับหายไปเอง เรื่องปกติจริงๆ

เมื่อก่อน ที่ยังไม่รู้ ก็ใช้คำบริกรรมกำหนดสำทับลงไปกับความคิดที่เกิดขึ้น รู้สึกรำคาญมาก คิดไม่หยุด กำหนดก็หายไปพักๆ ก็เกิดอีก จนรำคาญ อยากให้หายๆไป ไม่ต้องคิดอะไรอีก

ต้องโง่มาก่อนนะ โง่กับกิเลสก่อน ความอยาก ที่อยากให้ความคิดหาย

ลองเป็นเรื่องที่ชอบสิ ไม่อยากให้หายหรอก เรื่องที่คิดว่าไม่ดี เรื่องที่คิดว่าไม่ชอบ อยากให้หายไป

นี่แหละ เหตุของความไม่รู้ ไม่รู้ว่า ตราบใดที่ยังมีกิเลส ห้ามความคิดไม่ให้เกิด ห้ามไม่ได้หรอก ต้องเรียนรู้นะ ถึงจะรู้ด้วยตัวเอง

ผลของการปฏิบัติต่อเนื่อง/ความฟุ้งซ่าน กับ การปฏิบัติ

ผลของการปฏิบัติต่อเนื่อง

ไม่ว่าสร้างเหตุอย่างใด ผลย่อมมีเกิดขึ้น อย่างแน่นอน การปฏิบัติ ก็เช่นเดียวกัน

วันนี้ อาจมีข้ออ้างสารพัด ในการทำ ทำไม่ต่อเนื่อง เหตุเพราะ ทุกข์ ที่คิดว่า ทุกข์ ยังทุกข์ไม่จริง

หากทุกข์จริง จะปฏิบัติแบบยอมตาย มอบกายถวายชีวิต เพราะ ไม่มีอะไร ที่จะต้องคิดอีกแล้ว เห็นแต่ความทุกข์ ที่เกิดขึ้นเนืองๆ จนแทบไม่อยากมีชีวิตอยู่ อีกต่อไป

เพียงอดทน ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น ก็แค่รู้ เพราะ ไปบังคับบัญชาให้หายไป ไม่ได้ มีหน้าที่เพียง รู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น รู้ไป ณ ขณะนั้นๆ

 

 

ความฟุ้งซ่าน กับ การปฏิบัติ

บางสภาวะ บางคนมุ่งหวังในเรื่องผล ของการปฏิบัติ เมื่อเกิดความฟุ้งซ่าน ก็นำความฟุ้งซ่าน มาเป็นข้ออ้าง ในการเลิกปฏิบัติ

อย่ามุ่งประเด็น ในการปฏิบัติว่า จิตต้องเป็นสมาธิอย่างเดียว หรือ จะต้องนั่งอย่างเดียว
ไม่ว่า จะยืน เดิน นั่ง นอน ในอิริยาบท ๔ และในอิริยาบทย่อยอื่นๆ ล้วนเป็นการปฏิบัติทั้งสิ้น

เมื่อปฏิบัติ ในรูปแบบ ถ้านั่ง แล้วฟุ้ง มีความคิดต่างๆเกิดขึ้นมากมาย ให้ลุกขึ้นเดิน

การเดิน จะทำให้ ความคิดที่กำลังเกิดขึ้น ผ่อนคลายลง

การใส่คำบริกรรมสำทับลงไปในการเดิน เช่น พุทโธก็ดี ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ก้าวหนอ หรือแม้กระทั่งคำบริกรรมอื่นๆก็ดี เป็นการกำหนดต้นจิต ผูกจิตไว้กับสติ ให้รู้อยู่กับการเดินมากขึ้น แม้กระทั่ง ในอิริยาบทอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน

ถ้าถามว่า แล้วความฟุ้งซ่าน ที่กำลังเป็นอยู่ จะหายไปไหม
คำตอบ ไม่หายไปทันที ทันใด แต่จะเกิดบ้าง หายบ้าง สลับไปมา อันนี้เป็นสภาวะปกติ ที่จะต้องเจอกัน ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และที่กำลังสร้างขึ้นใหม่

ถ้ามีเวลามากพอ อาจจะเดิน ๑ชม. หรือ ๒ ชม. เหตุของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน

วลัยพรเคยเจอสภาวะนี้มาแล้ว ฟุ้งมากๆ นั่งไม่ได้เลย เห็นความคิดที่เกิดขึ้น ชัดเจน
ใช้วิธีปรับอินทรีย์ โดยการเดินจงกรม บางรอบ เดินถึง ๓ ชม. ก็มี พอนั่งต่อ สงบแค่ ๕ นาที

มีท้อบ้าง แต่ยังคงทำต่อเนื่อง ทำทุกวัน เพราะ ตอนนั้น ทุกข์มากๆ เดินนี่ น้ำตากลบหน้า ที่ต้องทำ ทำเพราะ ไม่อยากทุกข์

แล้วก็ผ่านสภาวะนั้นมาได้ เป็นเหตุให้รู้ว่า จิต ถ้าไม่มีสมาธิหล่อเลี้ยงอยู่ จะเห็นความคิดที่เกิดขึ้น ชัดมากๆ จะเห็นแต่ความทุกข์ ที่เกิดขึ้นอยู่

สมาธิ เป็นตัวช่วยกดข่ม อารมณ์ต่างๆ แม้กระทั่ง ความคิด ให้ลดกำลังลงไปส่วนหนึ่ง
สติ เป็นตัวช่วย ให้จิต อยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ในส่วนหนึ่ง

ความคิดในสมาธิ

ความคิดขณะที่จิตเป็นสมาธิ จะไม่มีความฟุ้งซ่าน จะรู้ชัดในความคิดบ้าง ไม่รู้ชัดบ้าง เป็นบางขณะ มีสภาวะต่างๆที่เกิดร่วมด้วยกับความคิด เช่น รู้ชัดที่กายแผ่วๆ หรือรู้ชัดมาก ในสภาวะอื่นๆ ขึ้นอยู่กับกำลังของสมาธิ และสติ ที่เกิดขึ้น ไม่เหลื่อมล้ำ มากกว่ากันจนเกินไป ได้แก่

รู้ท้องพองยุบ  รู้การเต้นของหัวใจ รู้การเต้นของชีพจรตามจุดชีพจรต่างๆ รู้การเต้น การสั่นๆของกล้ามเนื้อ บางครั้งรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟอ่อนๆวิ่งวนไปตามอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกาย รู้ว่าจิตกำลังเกิดกิเลสอะไรอยู่  มีราคะเกิดก็รู้ว่ามี มีโทสะเกิดก็รู้ว่ามี  มีโลภะเกิดก็รู้ว่ามี  มีความว่างเกิดขึ้นก็รู้ว่ามี  ฯลฯ

ทุกๆสภาวะจะเกิดๆดับๆสลับไปมา ตัวนั้นเกิด ตัวนี้ดับ บางครั้งเห็นว่าเกิดพร้อมๆกันแต่คนละขณะ บางครั้งเห็นแต่ละสภาวะแยกออกจากกันอย่างชัดเจน แยกออกเป็นกองๆไม่ปะปนกัน

เหตุที่จิตเป็นสมาธิ แต่มีความคิดเกิดขึ้นได้ เนื่องจากเป็นสภาวะของสัมมาสมาธิ เป็นผลของการปรับอินทรีย์ได้แก่ สติกับสมาธิให้เกิดความสดุลย์  จึงเป็นเหตุให้เกิดสภาวะรู้สึกตัวทั่วพร้อม จึงมีสภาวะต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้น

มีความคิดก็ไม่รู้สึกรำคาญ  รู้แต่ว่ากำลังคิดไปเรื่องโน้น เรื่องนี้  พอจบเรื่องหนึ่ง คิดเรื่องอื่นต่อ แต่ไม่รู้สึกรำคาญแต่อย่างใด

ในสัมมาสมาธิ จะมีความคิดเกิดขึ้นได้  แล้วไม่รู้สึกรำคาญแต่อย่างใด  ที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากมีกำลังของสมาธิหล่อเลี้ยงจิตอยู่  พร้อมทั้งสามารถรู้ชัดในสภาวะอื่นๆที่เกิดขึ้นในกายและจิต ที่มีสภาวะ มีรายละเอียดต่างๆ รู้ชัดมากขึ้น

ตัวปัญญาจะเกิดจากสภาวะตรงนี้ จิตจะมีการคิดพิจรณาขึ้นมาเองเนืองๆ บางครั้งจะว่างจากความคิดชั่วคราว แต่การรู้ชัดในส่วนอื่นๆของกายยังคงมีอยู่ ตลอดจนรู้ชัดในอาการของจิตยังคงมีอยู่เป็นระยะๆ

 

บางครั้ง มีโอภาส เกิดร่วมด้วย โอภาส เกิดจากกำลังของสมาธิ ขณะนั้นๆ เกิดมาก น้อย สว่างไม่เท่ากัน บางครั้งสว่างเจิดจ้า เหมือนจ้องดวงอาทิตย์ ด้วยตาเปล่า ถึงแม้จะมีโอภาส เกิดร่วมด้วย แต่ไม่ส่งผล กับการที่จิตรู้ชัดใสภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้น ภายในกาย แต่อย่างใด

ส่วนอารมณ์หรือความรู้สึกในองค์ประกอบของสมาธิ เช่น ปีติ สุข เฉยๆ จะรู้ตามสภาวะของสมาธิ ตามกำลังของสมาธิ ที่เกิดขึ้น แต่ละขณะ

หากกำลังของสมาธิมีมาก ขาดสติ สัมปชัญญะ ไม่สามารถ เกิดขึ้นได้ สภาวะที่เกิดขึ้น จะขาดความรู้สึกตัว เป็นเหตุให้ ไม่สามารถ รู้ชัดอยู่ ภายในกายและจิตได้ เช่น ดิ่ง นิ่ง เงียบ ว่าง โล่ง ฯลฯ

แม้กระทั่ง มีโอภาสเกิดขึ้น โอภาสนั้นๆ มีหลากหลายสภาวะ สว่างสุดๆ หาที่เปรียบไม่ได้ก็มี ขณะที่เกิดโอภาส ไม่สามารถรู้ชัดภายในกายและจิตได้

โอภาส ที่เกิดขึ้นนั้น ล้วนเกิดจาก กำลังของสมาธิ ที่เกิดขึ้น ขณะนั้นๆ ไม่ใช่ การรู้เห็นวิเศษอะไรเลย

หากกำลังของสมาธิ มีมากกว่าสติ จะขาดความรู้สึกตัว เป็นระยะๆ

หากกำลังสมาธิ น้อยกว่า สติ สติจะขุดแคะ งัดแงะสัญญาต่างๆขึ้นมา ในรูปของตัวรู้บ้าง กิเลสบ้าง เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตบ้างฯลฯ

หากกำลังของสมาธิกับสติ ไม่มาก น้อยกว่ากัน อาจมีเหลื่อมล้ำกว่ากันบ้าง เล็กน้อย จะสามารถรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิต ได้นาน สภาวะที่เกิดขึ้นภายใน จะรู้เห็น เด่นชัดอยู่

 

 

ฟุ้งซ่าน

ชื่อก็บ่งบอกสภาวะอยู่แล้วว่าเป็นยังไง สภาวะที่เกิดขึ้น มีความคิดแล้วฟุ้ง ทำให้รู้สึกรำคาญ อยากจะหยุดคิด ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกรำคาญมากๆ มีความคิดกระจัดกระจาย

ลักษณะความคิดฟุ้งซ่านแบบนี้จะไม่มีเกิดขึ้นในขณะที่จิตเป็นสมาธิ ถ้ามีสมาธิจะไม่รู้สึกรำคาญ

ความคิด

ความคิดมี ๒ สภาวะ

๑. สภาวะบัญญัติ

๒. สภาวะปรมัตถ์

ลักษณะของความคิดที่เป็นบัญญัติ

ทุกๆความคิดที่เกิดขึ้น จะมีตัวเรา ของเราเข้าไปแทรกทุกๆความคิดที่เกิดขึ้น

สภาวะที่แสดงให้เห็นได้ชัด

มีความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่คิด ทีถูก มีผิด มีใช่ มีไม่ใช่ ตามความชอบและชังที่เกิดขึ้นในจิต ณ ขณะนั้นๆ

ผลที่ได้รับ

กิเลสเพิ่ม

ลักษณะของความคิดที่เป็นปรมัตถ์

ทุกๆความคิดจะเกิดขึ้นแบบไม่มีที่มาและที่ไป เกิดขึ้นเองโดยไร้ความคิดอื่นๆชี้แนะหรือนำทาง

สภาวะที่แสดงให้เห็นได้ชัด

ลักษณะของความคิดจะไม่มีคำว่าถูกหรือผิด ใช่หรือไม่ใช่ ปราศจากความยินดี ยินร้าย จะแค่รู้

ผลที่ได้รับ

ความคิดที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ ล้วนมีแต่เป็นเหตุให้ถ่ายถอนอุปทานที่มีอยู่ กิเลสลดลงไปเรื่อยๆ

สภาวะนี้เรียกว่า วิปัสสนา ( บัญญัติซ้อนปรมัตถ์ )

ยังไม่ใช่วิปัสสนาญาณ ( ปรมัตถ์ซ้อนปรมัตถ์ )

จิตโสโครก

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ จิตนี่สุดๆไปเลย หลายๆเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ แต่มันก็เป็นไปแล้ว มันตอกย้ำให้ชัดๆไปเลยว่า ทุกอย่างที่เราคิดว่าไม่มีนั้น มันก็แค่การคาดเดา

กิเลส การแสดงออกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน กิเลสบางตัวอาจจะมาในรูปแบบหยาบๆสำหรับคนบางคน แต่สำหรับคนบางคนกลับกลายเป็นรูปที่ละเอียด เพราะอยู่ในส่วนลึกของจิต

เรากำลังถูกทดสอบเจ้าตัวโทสะ ตัวหงุดหงิด ความไม่พอใจ ยอมรับว่า บางครั้งสภาวะนี้ทำให้เราเกิดความรำคาญ มันพูดมาก มันเอาแต่ว่าคนอื่นๆ จนบางครั้งเราทนไม่ได้ ต้องตะหวาดออกไปว่า จะอะไรนักหนา ใครเขามาทำอะไรให้ หรือเขาจะทำอะไรมันก็เรื่องของเขา ทำไมต้องไปว่าเขาด้วย ทำไมต้องไปด่าคนอื่นๆ

คิดดูสิ ถ้าทุกคนสามารถรู้ความคิดของกันและกัน เรียกว่าทุกๆคนเลย ถ้าเราได้ยินเสียงของความคิดว่าเขากำลังด่าเรา เราจะรู้สึกอย่างไร เสียงที่จิตกำลังว่าคนอื่น ก็สงบไป

สภาวะจิตด่าคนอื่นๆ ที่เราเคยเจอมาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งเรามองว่าแค่นี้เรารับมือกับสภาวะนี้ได้ เพราะโดยนิสัยส่วนตัวของเรานั้น นิสัยแบบนั้นเราไม่มี เราไม่เคยคิดจะไปด่าใครอะไรแบบนั้น

ทุกอย่างที่มองว่ามันไม่น่าจะมี พอได้มาเจริญสติแล้ว มันคนละเรื่องกันเลย จิตจะถูกขุดคุ้ยขึ้นมาหมด อะไรที่เคยคิดเอาไว้ ล้วนเป็นเพียงแค่การคาดเดาของตัวเราเองทั้งนั้น ทั้งๆที่เราคิดว่ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ

แต่โดยสภาวะตามความเป็นจริง มันตรงข้าม มันกลับกลายเป็นว่า จิตชักจะหยาบคายมากขึ้น มากจนเราแค่ดูเฉยๆไม่ได้ในบางครั้ง เพราะเริ่มจะทนดูไม่ได้ มันรู้สึกว่า มันมากไปแล้วนะ นับวันกิเลสตัวนี้ผยองพองขนมากขึ้น

เผลอไม่ได้นะ พอเผลอเอาอีกแล้ว มันผุดขึ้นมาระนาวเลย เราต้องอาศัยรู้อยู่ในกายให้บ่อยๆ อาศัยสมาธิช่วย แค่สติที่เรามีอยู่ ยังไม่มีกำลังมากพอที่จะรู้อยู่กับกิเลสตัวนี้ได้ มันหงุดหงิดอยู่ข้างใน

แต่ภายนอกที่คนอื่นๆมองเห็นคือ เราพูดคุยปกติ หัวเราะ ยิ้มแย้มปกติ แต่จิตข้างในโสโครกสิ้นดี เหมือนคนสอดส่ายสายตาจ้องจับผิดคอยว่าคนอื่นๆ นิดนึงก็ยังเอาเลย นี่แหละเราถึงว่ามันโสโครก

ได้ยินเสียงความคิดคนอื่น

วันนี้เป็นวันแรกที่ได้ยินเสียงความคิดของคนอื่น เหตุเกิดขึ้นเมื่อเช้านี้ ขณะที่กำลังทานอาหารมื้อเช้ากับน้องที่ทำงาน ตอนแรกคิดว่าน้องเขาถามมา เราก็ตอบไป ที่ไหนได้ น้องกลับย้อนถามมาว่า พี่มาตอบคำถามทำไม ยังไม่ได้ถามออกไปเลย

เนื่องจากระหว่างที่ทานข้าวด้วยกัน คุยเรื่องการปฏิบัติและเรื่องอื่นๆ กับข้าวมื้อนั้นมีแกงส้ม ซึ่งแกงนั้นมีผักต่างๆผสมกัน เราเห็นน้องเขาตักผักขึ้นมาเขี่ยๆชิ้นหนึ่ง
แล้วเขาถามว่า นี่ใช่มะละกอหรือเปล่า

เราได้ยินแบบนั้นจริงๆ เราก็ตอบไปว่า ไม่ใช่หรอก มันเป็นมะกอก มะละกอจะไม่มีแบบนี้ คือ เนื้อมันเหมือนผลไม้ชิ้นเล็กๆแล้วนำมาผ่าครึ่ง ตอนนั้นเราเข้าใจว่าคือมะกอก ไม่ก็มะลิงปลิง แต่จริงๆคือมะม่วงกระล่อนหรือมะม่วงสามฤดู จะมีลูกเล็กๆ

พอเราตอบไป น้องเขาก็ย้อนกลับมาว่า พี่มาตอบคำถามทำไม ยังไม่ทันได้ถามออกไปเลย แค่คิดเอง เราก็บอกว่า เมื่อกี้เขาถามเราจริงๆ ตอนที่เขี่ยๆผักน่ะ เราได้ยินเสียงเขาถามว่ามันใช่มะละกอหรือเปล่า

เขาก็บอกว่า ไม่ได้พูดจริงๆ แต่เขากำลังคิดในใจ แล้วว่าจะถามเราตามที่กำลังคิดอยู่ พอดีเราตอบไปก่อนที่เขาจะถาม เราก็เลยเล่าเรื่องแปลกๆที่เราเจอกับตัวเองในช่วงนี้ให้เขาฟัง

อย่างเมื่อวันก่อน เรากำลังจะไปหาคนที่ปฏิบัติกับเรา ว่าจะแวะไปคุยด้วย กำลังเดินไป จู่ๆขามันเลี้ยวเข้าซอยบ้านเฉยเลย เราก็ไม่ได้ใส่ใจ เข้าบ้านก็เข้าบ้าน เลยไม่ได้ไปหาคนๆนั้นแต่อย่างใด

มันมีเหตุนะ ภรรยาของคนๆนั้น เขายังไม่เข้าใจเรื่องการปฏิบัติเท่าไหร่นัก เราระแวงเรื่องระหว่างเรากับสามีของเขา เขากำลังยืนดูเราจากอีกที่ และกะว่า ถ้าเราไปที่ร้านของเขา เขาจะตามไปว่าเราที่ร้าน

ซึ่ง อย่างที่เล่าให้ฟัง จริงๆแล้วเราตั้งใจจะแวะไปจริงๆ เพราะไม่ได้ถามเรื่องการปฏิบัติของคนๆนั้นมาน่าจะอาทิตย์ได้แล้ว แค่จะแวะไปถาม แต่ขามันดันเดินเลี้ยวเข้าบ้าน เราก็เลยไม่ได้ไป ถึงบอกว่า นี่แหละเรื่องแปลกๆ

ก็มีหลายครั้งต่อหลายครั้ง ที่ใครๆมาคุยกับเรา เขาคิดว่าเรารู้วาระจิตของเขากัน เพราะสิ่งที่เราพูดคุยกับเขานั้น คือเป็นเรื่องราวที่เขาตั้งใจจะมาปรึกษาหรือมาพูดคุยกับเรา

ส่วนมากเลยถามกันว่า เรารู้ล่วงหน้าได้ยังไง แล้วมีอีกหลายๆเรื่องที่เขาบอกกันว่า เราได้แนะวิธีแก้ไขปัญหาให้กับเขาไว้ล่วงหน้า ทั้งๆที่เรื่องยังไม่เกิด ซึ่งต่อมามันเกิดขึ้นจริงๆตามที่เราพูดไว้

เราบอกว่า เราไม่ได้รู้อะไรเลย นี่พูดจริงๆ เพียงแต่เราพูดไปตามสภาวะของแต่ละคนที่เขาจะต้องเจอเท่านั้นเอง ถ้าถามว่ารู้ได้ยังไงว่าเขาจะต้องเจอ ก็มันเป็นเรื่องปกตินะ ในเมื่อเรากับเขาไม่แตกต่างกัน

ถึงแม้สภาวะที่เกิดขึ้นหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคนนั้น อาจจะดูแตกต่างกัน แต่กิเลสนั้นไม่แตกต่างกันเลย ในเมื่อเราเจอเรื่องราวเหล่านั้นมาหมดแล้ว ทำไมเราจะไม่รู้ล่ะว่าเขาจะต้องเจออะไรกัน

สภาวะมันมาทดสอบตลอดเวลา ทดสอบกิเลส เรื่องเดิมๆซ้ๆ แต่เปลี่ยนตัวละครมาแสดงมาให้ดูเท่านั้นเอง เพียงแต่จะรู้กันหรือเปล่า ถ้ารู้แล้วจะเข้าใจในสิ่งที่เราพูดทันที

แต่เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ นี่คือ ครั้งแรกจริงๆ ที่เราได้ยินความคิดหรือรู้ความคิดของคนอื่น ก่อนที่เขาจะพูดออกมา นี่คืออีกหนึ่งของเรื่องแปลกที่เราเจอ ยิ่งเจริญสติ ทำต่อเนื่อง จะมีแต่เรื่องอะเมซิ่ง มันน่าอะเมซิ่งจริงๆ แต่จิตเราไม่มีกระเพื่อม คือ ไม่มีความยินดี หรือ ยินร้าย ต่อสิ่งที่ได้พบเจอในวันนี้ เพียงนำมาเล่าสู่กันฟัง

สภาวะน่ะ มาทดสอบเราตลอดเวลา ทดสอบกิเลสที่ยังคงมีอยู่ในจิต ว่ามีมากหรือน้อย มีการให้ค่ามากแค่ไหน ถ้าสติไม่ทัน เจอสภาวะแบบนี้ ก็อาจจะทำให้เกิดความศรัทธาแต่ขาดปัญญาได้

แทนที่จะปฏิบัติเพื่อดับที่เกิดเหตุทั้งปวง อาจจะกลายเป็นหลงสภาวะ หลงกิเลส หลงสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นได้ทันที่ เราจึงต้องเจริญสติให้ต่อเนื่องเพราะเหตุนี้แหละ เพื่อให้อยู่กับปัจจุบันได้ทัน รู้เท่าทันต่อการปรุงแต่งของกิเลส ที่มาหลายรูปแบบ สุดแต่ว่าเหตุของแต่ละคนสร้างกันมาแบบไหน นี่แหละเสน่ห์ของการเจริญสติ มักจะมีเรื่องให้เราได้ทำข้อสอบตลอดเวลา ไม่น่าเบื่อเลย

ยิ่งทำมากเท่าไหร่ ยิ่งเจอแต่ความสุขที่ละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งใดที่คิดๆไว้ในใจ ไมว่าจะเรื่องใดๆก็ตาม เป็นจริงหมด แม้แต่จะอยากได้อะไร ได้ตามนั้นหมด นี่แหละบททดสอบสุดๆเลย

สิงหาคม 2017
พฤ อา
« ก.ค.    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: