มรณสัญญา ตั้งไว้ดีแล้ว

เมื่อรู้ชัดว่า เวลาสภาวะจิตดวงสุดท้าย(ความตาย)
ที่มีเกิดขึ้นนั้น ขณะนั้น ใจเป็นอย่างไร

เป็นเหตุปัจจัย ให้รู้ชัดว่า ในสภาวะจิตดวงสุดท้ายนั่น
ตัณหา ที่ยังมีอยู่ ไม่สามารถทำอะไรได้เลย

.

ประกอบกับ เมื่อรู้ชัดว่า
ทำไมสิ่งที่เกิดขึ้น จึงมีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

จึงทำให้การสำรวม สังวร ระวัง ในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
และที่จะกลายเป็นโทษต่อผู้อื่น โดยไม่ได้เจตนา

นิพพิทา ความเบื่อหน่าย จึงมีเกิดขึ้นเนืองๆเพราะเหตุนี้
จึงทำให้เกิดความเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด
และทำให้เบื่อหน่ายกับการมีชีวิตอยู่เกิดขึ้นตามมา

.

มรณาสัญญา จึงตั้งไว้ดีแล้ว ในภายในอยู่
หมายถึง ระลึกถึงความตายเนืองๆ มีเกิดขึ้น โดยอัตโนมัติ
เหตุปัจจัยจาก ความเบื่อหน่ายกับการมีชีวิตอยู่
เพราะเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด

ไม่ได้เกิดจาก การน้อมเอาคิดเอา
เพื่อให้มีเกิดขึ้นแต่อย่างใด

 

มีเกิดขึ้นเฉพาะ ผู้ที่รู้ชัดในสภาวะจิตดวงสุดท้าย
และรู้แจ้งแทงตลอด ในอริยสัจ ๔ ด้วยตนเอง

 

 

Advertisements

รอทำกาละ

ผู้ที่เจริญสติปัฎฐาน ๔
เมื่อถึงเวลาสิ้นชีวิต(ตาย)

สภาวะจิตดวงสุดท้าย มีแค่
ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

กล่าวคือ สิ่งที่เกิดขึ้น กับใจที่รู้อยู่เท่านั้น

 

เคลัญญสูตรที่ ๑

[๓๗๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้เมืองเวสาลี ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่หลีกเร้น เสด็จเข้าไปยังศาลาคนไข้ แล้วประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ ครั้นแล้วตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติ มีสัมปชัญญะ รอกาลเวลา นี้เป็นคำเราสั่งสอนพวกเธอ ฯ

[๓๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุย่อมเป็นผู้มีสติอย่างไร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ย่อมเป็นผู้มีปรกติเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร
มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย

ย่อมเป็นผู้มีปรกติเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร
มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย

ย่อมเป็นผู้มีปรกติเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ
มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย

ย่อมเป็นผู้มีปรกติเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร
มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมเป็นผู้มีสติอย่างนี้แล ฯ

[๓๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุย่อมเป็นผู้มีสัมปชัญญะอย่างไร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการก้าวไป ในการถอยกลับ
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกในการแล ในการเหลียว
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการคู้เข้า เหยียดออก
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการทรงผ้าสังฆาฏิ บาตร และจีวร
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการกิน ดื่ม เคี้ยว ลิ้ม
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการเดิน ยืน นั่ง หลับ ตื่น พูด นิ่ง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ รอกาลเวลา
นี้เป็นคำเราสั่งสอนพวกเธอ ฯ

.

[๓๗๗] ถ้าเมื่อภิกษุนั้นมีสติสัมปชัญญะ ไม่ประมาท มีความเพียร
มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่อย่างนี้ สุขเวทนาย่อมบังเกิดขึ้น เธอย่อมรู้อย่างนี้ว่า
สุขเวทนานี้บังเกิดขึ้นแล้วแก่เราแล ก็แต่ว่าสุขเวทนานั้น
อาศัยจึงเกิดขึ้น ไม่อาศัยไม่เกิดขึ้น อาศัยอะไร อาศัยกายนี้เอง
ก็กายนี้แลไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น

ก็สุขเวทนาอาศัยกายอันไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่ง
อาศัยกันเกิดขึ้นแล้วจึงเกิดขึ้น จักเที่ยงแต่ที่ไหน ดังนี้

เธอย่อมพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป
ความคลายไป ความดับ ความสละคืนในกายและสุขเวทนาอยู่

เมื่อเธอพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป
ความคลายไป ความดับ ความสละคืนในกายและสุขเวทนาอยู่
ย่อมละราคานุสัยในกายและในสุขเวทนาเสียได้ ฯ

.

[๓๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุนั้นมีสติสัมปชัญญะ
เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่อย่างนี้
ทุกขเวทนาย่อมบังเกิดขึ้น เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า

ทุกขเวทนานี้ บังเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่าทุกขเวทนานั้น
อาศัยจึงเกิดขึ้น ไม่อาศัยไม่เกิดขึ้น อาศัยอะไร อาศัยกายนี้เอง
ก็กายนี้แลไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น

ก็ทุกขเวทนาอาศัยกายอันไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่ง
อาศัยกันเกิดขึ้น แล้วจึงบังเกิดขึ้น จักเที่ยงแต่ที่ไหน ดังนี้

เธอย่อมพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป ความคลายไป
ความดับ ความสละคืนในกายและในทุกขเวทนาอยู่

เมื่อเธอพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป ความคลายไป
ความดับ ความสละคืนในกายและในทุกขเวทนาอยู่
ย่อมละปฏิฆานุสัยในกายและในทุกขเวทนาเสียได้ ฯ

.

[๓๗๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุนั้นมีสติสัมปชัญญะ
เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่อย่างนี้
อทุกขมสุขเวทนาย่อมบังเกิดขึ้น เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า

อทุกขมสุขเวทนานี้บังเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่าอทุกขมสุขเวทนานั้น
อาศัยจึงเกิดขึ้น ไม่อาศัยไม่เกิดขึ้น อาศัยอะไร อาศัยกายนี้เอง
ก็กายนี้แลไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น

ก็อทุกขมสุขเวทนาอาศัยกายอันไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่ง
อาศัยกันเกิดขึ้น แล้วจึงบังเกิดขึ้น จักเที่ยงแต่ที่ไหน ดังนี้

เธอย่อมพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป ความคลายไป
ความดับ ความสละคืนในกายและในอทุกขมสุขเวทนาอยู่

เมื่อเธอพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป ความคลายไป
ความดับ ความสละคืนในกายและในอทุกขมสุขเวทนาอยู่
ย่อมละอวิชชานุสัยในกายและในอทุกขมสุขเวทนาเสียได้ ฯ

.

[๓๘๐] ถ้าภิกษุนั้นเสวยสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า
สุขเวทนานั้นไม่เที่ยง ไม่น่าหมกมุ่น ไม่น่าเพลิดเพลิน

ถ้าเธอเสวยทุกขเวทนา ฯลฯ
ถ้าเธอเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า
อทุกขมสุขเวทนานั้นไม่เที่ยง ไม่น่าหมกมุ่น ไม่น่าเพลิดเพลิน

ถ้าเธอเสวยสุขเวทนา ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวยสุขเวทนานั้น
ถ้าเธอเสวยทุกขเวทนา ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวยทุกขเวทนานั้น
ถ้าเธอเสวยอทุกขมสุขเวทนา ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวยอทุกขมสุขเวทนานั้น

ภิกษุนั้นเมื่อเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด
เมื่อเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด

ย่อมรู้ชัดว่า เมื่อตายไป เวทนาทั้งปวงอันไม่น่าเพลิดเพลิน
จักเป็นความเย็นในโลกนี้ทีเดียว ฯ

.

[๓๘๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนประทีปน้ำมัน อาศัยน้ำมันและไส้จึงโพลงอยู่ได้ เพราะสิ้นน้ำมันและไส้ ประทีปนั้นไม่มีเชื้อพึงดับไป ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน

ถ้าเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด
เสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด

ย่อมรู้ชัดว่า เมื่อตายไป
เวทนาทั้งปวงอันไม่น่าเพลิดเพลิน
จักเป็นความเย็นในโลกนี้ทีเดียว ฯ

.

ผลของการเจริญสมถะและวิปัสสนา

ความเบื่อหน่ายในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
และความเบื่อหน่ายในภพชาติของการเกิด
เป็นเหตุปัจจัยให้ เมื่อสภาวะจิตดวงสุดท้ายเกิด

.

สภาวะจิตดวงสุดท้าย แม้ครั้งที่ ๑
จิตย่อมหวนกลับ งอกลับ ถอยกลับจากการรักชีวิต ไม่ยื่นไปรับความรักชีวิต

“ภิกษุ ท. ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น คือ ภิกษุ เมื่อเสวยเวทนาอันมีกายเป็นที่สุดรอบ,
ก็รู้ชัดว่าเราเสวยเวทนาอันมีกายเป็นที่สุดรอบ ดังนี้.

เมื่อเสวยเวทนาอันมีชีวิตเป็นที่สุดรอบ
ก็รู้ชัดว่าเราเสวยเวทนาอันมีชีวิตที่สุดรอบ ดังนี้.

ภิกษุนั้นย่อมรู้ชัดว่า เวทนาทั้งปวงอันเราไม่เพลิดเพลินแล้ว
จักเป็นของเย็นในอัตตภาพนี้นั่นเทียว จนกระทั่งถึงที่สุดรอบแห่งชีวิต
เพราะการแตกทำลายแห่งกาย ดังนี้”

.

สภาวะจิตดวงสุดท้าย แม้ครั้งที่ ๒
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นว่าไม่งามในกาย ๑
มีความสำคัญว่าเป็นของปฏิกูลในอาหาร ๑
มีความสำคัญว่าไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง ๑
พิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง ๑
มีมรณสัญญาปรากฏขึ้นด้วยดี ณ ภายใน ๑

ซึ่งเมื่อเจริญมรณสัญญาอยู่โดยมาก จิตย่อมหวนกลับ งอกลับ
ถอยกลับจากการรักชีวิต ไม่ยื่นไปรับความรักชีวิต
อุเบกขาหรือความเป็นของปฏิกูลย่อมตั้งอยู่
เปรียบเหมือนขนไก่หรือเส้นเอ็นที่เขาใส่ลงในไฟ
ย่อมหดงอเข้าหากันไม่คลี่ออกฉะนั้น

 

สภาวะจิตดวงสุดท้ายครั้งที่1

สภาวะจิตดวงสุดท้ายครั้งที่ 1

ครั้งแรก จากโรคภูมิแพ้ ที่เป็นอยู่

ลักษณะอาการตาย คือ ขาดอากาศหายใจ
เหมือนคนจมน้ำ แล้วหายใจไม่ออก

ก่อนตาย มีดิ้นรน พยายามหายใจ แต่หายใจไม่ออก
ลมหายใจเฮือกสุดท้าย ปลงตกว่า ตายก็ดีเหมือนกัน
เพราะรู้สึกเบื่อหน่ายกับการมีชีวิตอยู่

อาการที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะที่มีเกิดขึ้น รู้ชัดทั้งหมด

ผลของการตายครั้งแรก
ทำให้รู้ชัดในลักษณะอาการของทารกแรกเกิด

เคยทำงานอยู่ห้องคลอด
อาการเหมือนเด็กแรกคลอด ที่หมอใช้เครื่องช่วยดูดออกมา

สภาวะนี้ รู้ชัดในสภาวะ ทุกขัง โดยความเป็นทุกข์ มากที่สุด

เป็นปัจจัยให้รู้ว่า สภาวะที่รู้ชัดในผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
มีชื่อเรียกว่า ปัจจเวกขณญาณ

สภาวะจิตดวงสุดท้าย(ความตาย)
มีชื่อเรียกว่า โคตรภูญาณ

เป็นปัจจัยให้สภาวะวิโมกข์ 3 มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่เป็นสภาวะปรมัตถ์สูงสุด
เป็นการทำลายตัวกู ของกู ได้แก่ อุปทานขันธ์ 5
ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ทั้ง 5
ที่มีอยู่ตามความเป็นจริง ขณะที่เกิด สภาวะจิตดวงสุดท้าย

ทำลายอวิชชาที่มีอยู่ โดยตามลำดับ

ครั้งที่ 1

ครั้งที่2

ครั้งที่3

ครั้งที่4

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้ายในครั้งที่1
คือ รู้แจ้งในนิพพาน

นิพพาน คือ ความดับภพ

1. ภพชาติของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ

2. ภพชาติปัจจุบัน

ต่อมา มีเหตุปัจจัยให้กำลังสมาธิที่มีอยู่(สมาบัติ 8)
เสื่อมหายไปหมดสิ้น

เป็นปัจจัยให้รู้จักสภาวะที่มีชื่อเรียกว่า กิเลส
รู้จักเป็นครั้งแรกในชีวิต

ทั้งๆที่ กิเลสมีเกิดขึ้นเป็นปกติในชีวิต
แต่ไม่เคยรู้เลยว่า ความรู้สึกเหล่านั้น มีชื่อเรียกว่า กิเลส

ต่อมา เป็นปัจจัยให้รู้ชัดในสิ่งที่เรียกว่า ผัสสะ
เป็นปัจจัยให้รู้ชัดในเรื่องกรรม การให้ผลของกรรม
กรรมเก่า กรรมใหม่ และความดับแห่งกรรม
และอริยสัจ 4

.

.

.

ต่อมา มีเหตุปัจจัยให้รู้ชัดว่า
ภพชาติของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ
เป็นเรื่องของ ปฏิจจสมุปบาท กับ อริยสัจ 4 (อวิชชา)
เหตุปัจจัยของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ
และการดับเหตุปัจจัยของการเวียนว่ายตายเกิดกับสังสารวัฏ

ภพชาติปัจจุบัน
เป็นเรื่องของผัสสะ กับ อริยสัจ ๔(ตัณหา)
เหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
และการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน

 

 

[๒๕๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิเป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสัมมาทิฐิเป็น ๒ อย่าง
คือ สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑
สัมมาทิฐิของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค อย่าง ๑ ฯ

[๒๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฐิ
ที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ เป็นไฉน

คือ ความเห็นดังนี้ว่า
ทานที่ให้แล้ว มีผล
ยัญที่บูชาแล้ว มีผล
สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล
ผลวิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่วแล้วมีอยู่
โลกนี้มี โลกหน้ามี
มารดามี บิดามี
สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี

สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ
ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลก มีอยู่

นี้สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ

[๒๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิของพระอริยะ
ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
ความเห็นชอบ องค์แห่งมรรค ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก

มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่นี้แล
สัมมาทิฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ

สภาวะจิตดวงสุดท้าย(ความตาย)

ดีใจที่เจอความตาย

เล่าให้เจ้านายฟังว่า วันก่อน เจ็บหัวใจมาก
อาการเหมือนครั้งก่อนไม่มีผิด

เขาถามว่า แล้วเป็นไง

เราบอกว่า แว่บแรกที่รู้สึกคือ ดีใจ
ที่จะได้เจอสภาวะจิตดวงสุดท้ายอีก(ความตาย)

พอรู้สึกดีใจปั๊บ อาการที่เจ็บหัวใจมาก หายไปทันที

เราบอกเขาว่า ไม่แน่นะ ถ้าต้องไปอยู่แพร่
วลัยพรอาจจะมีสภาวะจิตดวงสุดท้าย(ตาย) เกิดขึ้นที่นั่น

.

.

สภาวะนี่เป็นเรื่องที่แปลกมาก
ลักษณะก่อนที่จะมีสภาวะจิตดวงสุดท้ายเกิดขึ้น
ที่มีเกิดขึ้นเหมือนๆกันทั้งสองครั้งคือ
ความรู้สึกเบื่อหน่ายในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
ความรู้สึกบีบคั้น ความทนอยู่ได้ยาก
และความเบื่อหน่ายในภพชาติของการเกิด

จะมีเกิดขึ้นแบบนี้ทั้ง 2 ครั้ง

ที่แตกต่างกันคือ ลักษณะที่มีเกิดขึ้นของสภาวะจิตดวงสุดท้าย
ครั้งแรก จากโรคภูมิแพ้ ที่เป็นอยู่

ลักษณะอาการตาย คือ ขาดอากาศหายใจ
เหมือนคนจมน้ำ แล้วหายใจไม่ออก

ก่อนตาย มีดิ้นรน พยายามหายใจ แต่หายใจไม่ออก
ลมหายใจเฮือกสุดท้าย ปลงตกว่า ตายก็ดีเหมือนกัน
เพราะรู้สึกเบื่อหน่ายกับการมีชีวิตอยู่

อาการที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะที่มีเกิดขึ้น รู้ชัดทั้งหมด

ผลของการตายครั้งแรก
ทำให้รู้ชัดในลักษณะอาการของทารกแรกเกิด

เคยทำงานอยู่ห้องคลอด
อาการเหมือนเด็กแรกคลอด ที่หมอใช้เครื่องช่วยดูดออกมา

สภาวะนี้ รู้ชัดในสภาวะ ทุกขัง โดยความเป็นทุกข์ มากที่สุด

ครั้งที่ 2 เจ็บหัวใจมาก แล้วหัวใจวายตาย
ก่อนตาย ไม่มีดิ้นรน รู้ทุกขณะที่เจ็บหัวใจ รู้สึกเจ็บมาก
ปลายเท้าสั่นระริก เหมือนปลาที่ถูกทุบหัว

ลมหายใจเอือกสุดท้าย ปลงตกว่า ตายก็ดีเหมือนกัน
เพราะรู้สึกเบื่อหน่ายกับการมีชีวิตอยู่

อาการที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะที่มีเกิดขึ้น รู้ชัดทั้งหมด

สภาวะนี้ รู้ชัดในสภาวะอนัตตา มากที่สุด
เห็นกายและจิต แยกขาดออกจากกัน
อาการที่เกิดขึ้นกับกาย ใจรู้อยู่ ไม่ป่ะปนกัน

ผลของการตายครั้งที่ 2
ทำให้รู้ชัดว่า การที่ต้องตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย
เวียนว่ายตายเกิดใน 31 ภพภูมิ ล้วนเกิดจาก
ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 ที่มีเกิดขึ้น ขณะลมหายใจเฮือกสุดท้าย

มีใจอันอบรมแล้วด้วยมรณสัญญาอยู่โดยมาก

มีใจอันอบรมแล้วด้วยมรณสัญญาอยู่โดยมาก
จิตย่อมหวนกลับ
งอกลับ ถอยกลับจากการรักชีวิต
ไม่ยื่นไปรับความรักชีวิต
อุเบกขาหรือความเป็นของปฏิกูลย่อมตั้งอยู่

.

มรณสัญญา หมายถึง ปรารภความตายเนืองๆ
เหตุปัจจัยจาก ความเบื่อหน่ายในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
และความเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด

.

สภาวะนี้ เป็นตัวแปรของทุกๆสภาวะที่ปฏิบัติทุกๆรูปแบบ
ซึ่งเคยมีเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยพุทธกาล

ภิกษุเกิดนิพพิทากล้า ฆ่าตัวตาย และวานให้ผู้อื่นฆ่าตน

ขณะฆ่าตัวตายหรือขณะที่โดนผู้อื่นปลิดชีวิต

ชั่วขณะจิตนั้น เป็นเรื่องของ สภาวะจิตดวงสุดท้าย
หรือวิโมกข์ ๓ ที่เคยเขียนไว้

บุคคลทั่วไปที่ไม่ได้ทำความเพียร และบุคคลที่ทำความเพียรทุกรูปแบบ
เจอสภาวะนี้เหมือนกันหมด

เพียงแต่ปถุชนไม่ได้สดับ
ไม่ได้ปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน

และบุคคลที่ได้สดับและปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน
แต่การทำความเพียร ไม่ได้เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย

เมื่อไม่เบื่อหน่าย ย่อมไม่คลายกำหนัด
จิตย่อมไม่หลุดพ้น

“บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุเหล่าใด ยังไม่ปราศจากราคะ ความกลัว
ความหวาดเสียว ความสยอง ย่อมมีแก่ภิกษุเหล่านั้นในเวลานั้น

ส่วนภิกษุเหล่าใดปราศจากราคะแล้ว ความกลัว
ความหวาดเสียว ความสยอง ย่อมไม่มีแก่ภิกษุเหล่านั้นในเวลานั้น”

นิมิตเสมือนจริง”ความตาย”

นิมิตเหมือนจริง
เหมือนมีเกิดขึ้นจริงๆ รู้สึกและสัมผัสได้จริง

ที่ทุกๆคนจะต้องเจอ
อาจมีเกิดขึ้น ขณะทำความเพียร
หรือมีเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

“ความตาย”

หากยังมีความกลัวตาย หรือมีห่วง มีอาลัย
ทำให้ไม่สามารถผ่านสภาวะความตายได้

เพราะเป็นเรื่องของ จิตใต้สำนึก
เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ตัวกู ของกู ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

ถ้าให้วลัยพรแนะนำ
คงให้คำแนะนำตามสภาพของบุคคลนั้นๆ
เพื่อให้บุคคลนั้นผ่อนคลายจากสภาพธรรมที่กำลังเจออยู่

ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว
คำแนะนำที่ให้ไปนั้น
ไม่สามารถช่วยอะไรคนๆนั้นได้เลย
ในขณะที่คนๆนั้น กำลังพบเจอสภาวะความตาย

เพราะสภาวะความตายนี้ที่ต้องพบเจอนี้(เหมือนกันหมด)
เป็นเรื่องของ จิตใต้สำนึก ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
อะไรๆที่เรียนรู้มาหรือได้ฟังมา

แม้กระทั่งความเพียรที่ทำมาอย่างหนัก
มีความรู้มากมาย จนถึงเปรียญ 9
ต่อให้มีสติ สมัปชัญญะมากแค่ไหน
ไม่สามารถนำมาช่วยอะไรได้เลย

สิ่งที่จะช่วยให้ผ่านสภาวะความตายนี้ไปได้
เกิดจาก ความเบื่อหน่ายในภพชาติของการเกิด
ต้องเบื่อหน่ายจริงๆ ไม่อยากมีชีวิตอยู่จริงๆ

การทำความเพียร ก็ส่วนของการทำความเพียร
ช่วยในเรื่องการมีสติ ยับยั้งการกระทำ
คนละเรื่องกับสภาวะความตาย

ไม่ว่าบุคคลนั้น จะเพียรมากหรือเพียรน้อย
ถึงเวลาเหตุปัจัจยพร้อม ต้องเจอสภาวะ
ความตายเหมือนกันหมดทุกคน
แตกต่างแค่สิ่งที่มีเกิดขึ้นเท่านั้นเอง

ต่อให้วลัยพรบอกว่า อย่าไปกลัว
ตายก็ตาย ปล่อยไปเลย

ให้พูด ให้แนะนำมากขนาดไหน
ก็ไม่มีผลกระทบใดๆกับสภาวะความตาย

เพราะสภาวะความตายที่มีเกิดขึ้น
อยู่เหนือการควบคุม ไม่สามารถควบคุมให้ดั่งใจได้
ปราศจากตัวตน ความเห็นของตน เข้าไปแทรกแซงสภาวะ

กายและจิตแยกจากกัน

นาม-รูป รูป-นาม กายและจิตแยกจากกัน คนละส่วน

เมื่อวาน คุยกับเจ้านายเรื่องผัสสะ
พร้อมกับบอกว่า อยู่ที่บ้านเขา เห็นผัสสะ ที่มีเกิดขึ้น ชัดดีแท้ๆ
ยิ่งรู้ชัด ยิ่งเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิดที่ยังมีอยู่

วันนี้ ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ รู้ชัดในสภาวะ “หัวใจวาย”
ได้ชิมลาง “ความตาย” อีกครั้งหนึ่ง

รู้สึกถึง อาการเต้นของหัวใจ การบีบตัวของหัวใจ
ปลายเท้าที่สั่นระริก ลักษณะเหมือนปลาที่ถูกทุบหัว

กายและจิต แยกจากกัน ไม่ปะปนกัน
กายส่วนกาย จิตส่วนจิต
สิ่งที่เกิดขึ้นกับกาย ใจที่รู้

รู้ชัดทีละขณะของสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้น
ใจที่นิ่งสงบ รู้แบบสงบ แค่ดู แค่รู้

เมื่อสมาธิคลายตัว
สิ่งแรกที่รู้สึกได้ชัด “อาการเจ็บตรงหัวใจ”

ยังไม่ลุกขึ้นทันที
กำหนดรู้ไปตามความรู้สึกที่มีเกิดขึ้น

ความรู้ในครั้งนี้ กล่าวคือ
หากมีสติ สัมปชัญญะ มีสมาธิ
มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิ

กายและจิตแยกจากกัน ทำงานคนละส่วน

เรื่องหัวใจวาย ไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิด
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับกาย สักแต่ว่ามีเกิดขึ้น
ใจส่วนใจ รู้ว่ามีสิ่งเกิดขึ้นเท่านั้นเอง

สภาวะ “ความตาย”

สภาวะ “ความตาย”

เจ้านายถามว่า สภาวะความตาย ที่เคยเจอครั้งก่อน กับที่เจอครั้งนี้ เหมือนกันมั๊ย

ตอบเจ้านายว่า ไม่เหมือน และเหมือน

เจ้านายถามว่า ต่างกันตรงไหน

ตอบเจ้านายว่า สภาวะความตายที่เจอครั้งก่อน
อาการเหมือนคนจมน้ำ หายใจไม่ออก
มีดิ้นรน พยายามจะหายใจ
แรกๆดิ้นรน เพราะหายใจไม่ออก
จิตเกิดการคิดพิจรณาว่า ตายไปก็ดีเหมือนกัน
พอคิดพิจรณาแบบนี้ เลิกดิ้นรน ปล่อยทุกอย่าง
มีแรงดูดมหาศาล ดูดเข้าไปในที่ๆหนึ่ง
แล้วโผล่พวดออกมา

สภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นนี้
ทำให้รู้ว่า คลอดผ่านช่องคลอดแม่นั้น เป็นอย่างไร

เปรียบเทียบให้เห็นภาพ
หากคลอดจาก ลมเบ่งของแม่
อาการนั้น เหมือนโดนผลักออกมา

หากคลอดด้วย การใช้เครื่องดูด
อาการเหมือน ถูกดูดออกมา
(ที่ว่า มีแรงดูดมหาศาล)

สภาวะความตายในครั้งนั้น
ทำให้รู้ชัดใน “แรกเกิด”
การเกิดที่ผ่านจากการคลอดของแม่
แบบชนิดที่ใช้เครื่องดูด เป็นตัวช่วยในการคลอด

ส่วนสภาวะความตายในครั้งนี้
ที่มีเกิดขึ้นอาจจะแตกต่างกันตรงที่
ครั้งก่อนอาการเหมือนคนจมน้ำ ขาดอากาศหายใจ

ครั้งนี้ อาการเหมือนคนเป็นโรคหัวใจ
มีอาการเจ็บที่หัวใจ แรงบีบของหัวใจ
ปลายเท้าที่สั่นระริก

เหมือนเวลาที่ปลาถูกทุบหัว
ตัวปลาจะดิ้นพราดๆๆๆ
ตัวปลาสั่นระริก

เมื่อมีอาการเจ็บที่หัวใจมาก
จึงกำหนดรู้ลงไปที่อาการเจ็บ ที่กำลังมีเกิดขึ้น

จิตเกิดการพิจรณาขึ้นมาว่า ตายไปก็ดีเหมือนกัน
เบื่อหน่ายในเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่เหลือเกิน

เมื่อจิตเกิดการคิดพิจรณาเช่นนี้
อาการเจ็บที่หัวใจ ดับวูบลงไป

รู้สึกตัวอีกที กลับมารู้ที่กาย
รู้ถึงอาการเจ็บที่หัวใจ
รู้ไปตามนั้น สักพัก อาการเจ็บที่หัวใจ ก็หายไป

ความเหมือนของสภาวะความตาย
ของครั้งนี้ และครั้งที่แล้ว

เหมือนกันตรงที่
จิตเกิดการคิดพิจรณา
ความเบื่อหน่ายในภพชาติของการเกิด
เบื่อหน่ายในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
เห็นทุกข์ โทษ ภัย ของการเกิด

เป็นเหตุปัจจัยให้ จิตเกิดการปล่อยวาง
จากสภาพะรรมที่กำลังมีเกิดขึ้น

ต่างกันตรงนี้
ครั้งที่แล้ว รู้ชัดในสภาพธรรมที่มีชื่อเรียกว่า การเกิด
คือ แรกเกิดของการมีชีวิต

ครั้งนี้ รู้ชัดในสภาพะรรมที่มีชื่อเรียกว่า ความตาย
คือ ความดับสิ้นของชีวิต

เนื่องด้วยในครั้งนี้
กายและจิต แยกขาดออกจากกันอย่างชัดเจน
กายส่วนกาย จิตส่วนจิต ไม่ปะปนกัน

เจ้านายถามว่า แล้ววลัยพรคิดว่าอย่างไร

บอกกับเจ้านายว่า
สภาวะที่มีเกิดขึ้นนี้ เป็นเรื่องของ จิตใต้สำนึก
หรือที่มีชื่อเรียกว่า อนุสัยกิเลส ที่นองเนืองอยู่ในขันธสันดาน

เป็นสภาวะที่ไม่สามารถบังคับให้มีเกิดขึ้น
หรือให้ดับหายไป ตามที่ใจต้องการ
คือ ไม่อยู่ใต้อำนาจการบังคับบัญชาใดๆ
เกิดเพราะเหตุ ดับเพราะเหตุ

…………

………..

ครั้งก่อน รู้ชัดในสภาวะ ทุกข์ อย่างชัดเจน
กล่าวคือ กายและจิต ยังกกกอดกันอยู่

ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น
การดิ้นรน ขณะกำลังขาดอากาศหายใจ

………..

…………..

ครั้งนี้ รู้ชัดในสภาวะ อนัตตา อย่างชัดเจน
กล่าวคือ กายและจิต แยกขาดจากกัน

ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น
กายส่วนกาย จิตส่วนจิต
เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับกายและใจที่รู้อยู่

……….

……….

สภาวะทั้งสองสภาวะที่เกิดการรู้ชัด
มีเกิดขึ้นเหมือนๆกันคือ เกิดจากจิตที่ปล่อยวาง

สภาวะความตาย

ต่างกันตรงไหน?

เจ้านายถามอีกครั้งว่า

สภาวะความตายครั้งก่อน วลัยพรบอกว่า
รู้ชัดในสภาวะทุกขั งชัดว่าสภาวะอื่นๆ

เราบอกว่า ใช่ สภาวะความตายครั้งที่แล้ว
จะรู้ชัดตั้งแต่ เริ่มหมดอากาศหายใจ หายใจไม่ออก
ดิ้นทุรนทุราย เหมือนจะขาดใจตาย

จึงพูดได้ว่า รู้ชัดในสภาวะทุกขัง มากที่สุด

เจ้านายถามว่า แต่ก็รู้ชัดในอนิจจัง ด้วยไม่ใช่หรือ

เราบอกว่า ใช่ แต่มันไม่รู้ชัดในสภาวะอนิจจังแบบ รู้จากใจจริงๆ
เป็นการรู้แบบ ประมาณว่า

ครั้งก่อน ตายแบบจมน้ำ
ครั้งนี้ ตายแบบหัวใจวาย

สภาวะความตายเหมือนกัน
แตกต่างตรงลักษณะอาการตาย
อาการใกล้ตาย และ จิตสุดท้าย

จึงน้อมใจได้ว่า เป็นอนิจจัง
ครั้งก่อนอีกแบบ ครั้งนี้อีกแบบ
แต่เป็นสภาวะความตายเหมือนๆกัน
หรือมีเกิดขึ้น แล้วดับไป

มันเป็นอนิจจังแบบ น้อมเอาเข้าตัว
คือ คิดพิจรณาขึ้นมาเอง

แต่ไม่ได้รู้ชัดในสภาวะอนิจจัง
แบบแจ้งออกมาจากจิต

สภาวะความตายครั้งก่อน
รู้ชัดในสภาวะทุกขังมากที่สุด
รู้ชัดแบบแจ้งออกมาจากจิต
ไม่ต้องน้อมเอา คิดเอาเองว่า เป็นทุกขัง

สภาวะทุกขัง เป็นสภาวะบีบคั้น ทนได้ยาก
ที่มีอยู่ภายในกายและจิต ขณะที่เสวยอารมณ์อยู่

ในตำรามีกล่าวไว้ว่า

สงฺขารทุกฺขานุปสฺสนา
ปัญญาที่พิจรณาเห็นทุกข์ทั่วไป ที่รู้ได้ยาก

เป็นการรู้เห็นความเป็นไปแห่ง รูป,นาม ขันธ์ ๕ ตามสภาวะ
ไม่มีบัญญติเข้ามาเจือปน(น้อมเอา คิดเอาเองว่าเป็นทุกขัง)
ซึ่งมีเกิดขึ้นในเฉพาะใน สัมมาสมาธิเท่านั้น
อปฺปณิหิตานุปสฺสนา
วุฏฐาคามินีวิปัสสนาที่เนื่องมาจาก ทุกขลักษณะ

อปฺปณิหิตวิโมกฺขมุข
หมายความว่า ขณะที่วุฏฐาคามินีวิปัสสนา กำลังดำเนินไปอยู่ เกิดทุกขเวทนาขึ้นมาอย่างแรงกล้า เช่น เกิดแน่นหน้าอกเรื่อยขึ้นมาถึงลำคอในที่สุดก็ดับไป

ลักษณะอย่างนี้ เรียกว่า อปฺปณิหิตวิโมกฺขมุข
คือ ดับทางทุกขัง

สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ
ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ

อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข
เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา

เมื่อผู้ใดปฏิบัติมาพิจรณาเห็นโดยวิปัสสนาญาณว่า
สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์

เมื่อนั้น ย่อมเบื่อหน่ายในสังขารทุกข์ คือ กาย,ใจ

การเบื่อหน่ายเช่นนี้
เป็นหนทางแห่งความบริสุทธิ์ หมดจดจากกิเลสทั้งปวง

——–

————–

สำหรับบางคนที่ได้อ่าน
อาจจะเกิดความสงสัยได้ว่า
ใช่โสดา สกิทาคา อนาคามี อรหันต์มั๊ย?

คำตอบ คือ สิ่งที่เกิดขึ้น หรือสภาวะต่างๆ
หรือ ผัสสะ ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
สักแต่ว่า เป็นสิ่งที่มีเกิดขึ้น

ครั้งก่อน เป็นอีกแบบ ครั้งนี้เป็นแบบนี้
แปรเปลี่ยนตามเหตุและปัจจัยที่ยังมีอยู่

หากไปน้อมเอาคิดเอาเองว่า

ก็ในเมื่อตำรามีเขียนไว้ว่า
อปฺปณิหิตวิโมกฺขมุข เป็นการหลุดพ้นทางทุกขัง

เมื่อใจน้อมเข้าสู่ความมี ความเป็น
ไม่มีการกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)
เป็นเหตุปัจจัยให้ ติดกับดักกิเลส เกิดจากตัณหา ความอยากมี อยากเป็น
แล้วคิดว่า ความมี ความเป็นอะไรๆ จะช่วยให้พ้นทุกข์ได้

เมื่อน้อมใจเชื่อว่า เป็นนั่น เป็นนี่ในสมมุติบัญญัติเสียแล้ว
สภาวะธรรมเหล่านี้ “ย่อมเบื่อหน่ายในสังขารทุกข์ คือ กาย,ใจ”
ย่อมมีเกิดขึ้นไม่ได้เลย

เป็นเหตุปัจจัยให้ หลงกระทำ
นำสิ่งที่คิดว่ามี คิดว่าเป็น คิดว่าใช่
ไปสร้างเป็นกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีก

วลัยพรก็เคยหลงสภาวะนี้มาก่อน
จึงมีการสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้น มากกว่าคิดที่จะหยุด

จนกระทั่ง รู้ชัดในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของสิ่งที่เรียกว่า ผัสสะ

นั่นแหละจึงหลุดพ้นจากอุปกิเลสได้(กับดักหลุมพรางกิเลส)

มรณะ

มรณะ มรณัง

วันนี้ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ วันไหนๆ วินาทีใด

สุดท้าย ต้องตาย

อย่ามานั่งเสียใจ ขณะกำลังจะหมดลมหายใจ

ลมหายใจเฮือกสุดท้าย ระลึกสิ่งใด

หากยังมีเหตุให้ต้องเกิด ไปเกิดภพภูมินั้นทันที

——

——

ลมหายใจเฮือกสุดท้าย

หมั่นทำทาน สร้างกุศล รักษาศิล ทำสมาธิ

คิดพิจรณาบาป-บุญ กุศล-อกุศล ก่อนลงมือทำ

เวลาใกล้ตาย ขณะลมหายใจเฮือกสุดท้าย ระลึกถึงบุญกุศลที่เคยทำ

ย่อมไปเกิดในภพภูมิที่ดีอย่างแน่นอน

Previous Older Entries

ธันวาคม 2017
พฤ อา
« พ.ย.    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: