ความตาย

๔. อนุราธสูตร ว่าด้วยสัตว์บุคคลไม่มีในขันธ์ ๕

 

[๒๐๘] สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้พระนครเวสาลี.
ก็สมัยนั้น ท่านพระอนุราธะอยู่ที่กระท่อมในป่า ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค.
ครั้งนั้นอัญญเดียรถีย์ปริพาชก พากันเข้าไปหาท่านพระอนุราธะจนถึงที่อยู่ ได้สนทนาปราศรัยกับท่านพระอนุราธะ ครั้นผ่านการสนทนาปราศรัย พอให้ระลึกถึงกันแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วจึงได้กล่าวกะท่านอนุราธะว่า
ดูกรท่านอนุราธะ พระตถาคตเป็นอุดมบุรุษ เป็นยอดบุรุษ ทรงถึงความบรรลุชั้นเยี่ยม เมื่อจะทรงบัญญัติ ย่อมทรงบัญญัติ ในฐานะ ๔ นี้ คือ
สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีก ๑ ย่อมไม่เกิดอีก ๑ ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี ๑ ย่อมไม่เกิดอีกอีกก็หามิได้ ๑.

 

เมื่อพวกปริพาชกกล่าวอย่างนั้นแล้ว ท่านพระอนุราธะได้กล่าวกะอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นว่า
ดูกรท่านทั้งหลาย พระตถาคตทรงเป็นอุดมบุรุษ ทรงเป็นยอดบุรุษ ทรงถึงความบรรลุชั้นเยี่ยม
เมื่อจะทรงบัญญัติ ย่อมทรงบัญญัตินอกจากฐานะ ๔ เหล่านี้ คือ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีก ๑ ย่อมไม่เกิดอีก ๑ ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดก็มี ๑ ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ ๑.
เมื่อท่านพระอนุราธะกล่าวอย่างนั้นแล้ว อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นได้กล่าวกะท่านพระอนุราธะว่า
ภิกษุนี้จักเป็นภิกษุใหม่ บวชแล้วไม่นาน ก็หรือว่าเป็นภิกษุเถระ แต่โง่เขลาไม่ฉลาด.
ครั้งนั้น พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกกล่าวรุกรานท่านพระอนุราธะด้วยวาทะว่าเป็นภิกษุใหม่ และเป็นผู้โง่เขลาแล้ว พากันลุกจากอาสนะหลีกไป.

 

[๒๐๙] เมื่ออัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น หลีกไปแล้วไม่นาน ท่านพระอนุราธะได้มีความคิดว่า
ถ้าอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น พึงถามเราต่อไป เมื่อเราพยากรณ์อย่างไร จึงจะชื่อว่าไม่เป็นผู้กล่าวตามที่อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นกล่าวแล้ว
และชื่อว่าเป็นผู้กล่าว ตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว ไม่พึงกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำอันไม่จริง และพึงพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้.

 

ลำดับนั้น ท่านพระอนุราธะ จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคจนถึงที่ประทับ ฯลฯ แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ข้าพระองค์อยู่ที่กระท่อมในป่า ไม่ไกล พระผู้มีพระภาค
ครั้งนั้น พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเป็นอันมาก พากันเข้าไปหาข้าพระองค์ถึงที่อยู่ ฯลฯ กล่าวกะข้าพระองค์ว่า
ดูกรท่านพระอนุราธะ พระตถาคตทรงเป็นอุดมบุรุษ ทรงเป็นยอดบุรุษ ทรงถึงความบรรลุชั้นเยี่ยม
เมื่อจะทรงบัญญัติในฐานะ ๔ เหล่านี้ คือ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีก ๑ ย่อมไม่เกิดอีก ๑ ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี ๑ ย่อมเกิดก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดก็หามิได้ ๑.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกกล่าวอย่างนี้แล้ว ข้าพระองค์จึงได้กล่าวกะพวกเขาว่า
ดูกรท่านทั้งหลาย พระตถาคตทรงเป็นอุดมบุรุษ ทรงเป็นยอดบุรุษ ทรงถึงความบรรลุชั้นเยี่ยม
เมื่อจะทรงบัญญัติ ย่อมทรงบัญญัติ นอกจากฐานะ ๔ เหล่านี้ คือ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีก ๑ ย่อมไม่เกิดอีก ๑ ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี ๑ ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ ๑.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์กล่าวอย่างนั้นแล้ว อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น ได้กล่าวกะข้าพระองค์ว่า
ภิกษุนี้จักเป็นภิกษุใหม่ บวชไม่นาน ก็หรือว่าเป็นเถระ แต่โง่เขลาไม่ฉลาด.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น รุกรานข้าพระองค์ด้วยวาทะว่า เป็นผู้ใหม่ เป็นผู้เขลาแล้ว ลุกจากอาสนะหลีกไป.

เมื่ออัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น หลีกไปแล้วไม่นาน ข้าพระองค์เกิดความคิดว่า
ถ้าอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น พึงถามเราต่อไป เมื่อเราพยากรณ์อย่างไร จึงจะชื่อว่าไม่เป็นผู้กล่าว ตามที่อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นกล่าวแล้ว
และชื่อว่าเป็นผู้กล่าว ตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว ไม่พึงกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำอันไม่จริง และพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้.

 

[๒๑๐] พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรอนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง
อ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
อ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอ ที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา
อ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง?
อ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
พ. เพราะเหตุนี้แล ฯลฯ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ ย่อมรู้ชัดว่าฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.

[๒๑๑] พ. ดูกรอนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอย่อมเห็นรูปว่าเป็นสัตว์บุคคลหรือ

อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.

พ. เธอย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณว่า เป็นสัตว์บุคคลหรือ?

อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.

[๒๑๒] พ. ดูกรอนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอย่อมเห็นว่าสัตว์บุคคลในรูปหรือ
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากรูปหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลในเวทนาหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากเวทนาหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลในสัญญาหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากสัญญาหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลในสังขารหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากสังขารหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลในวิญญาณหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากวิญญาณหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.

 

[๒๑๓] พ. ดูกรอนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลมีรูป มีเวทนา มีสัญญา มีสังขาร มีวิญญาณ อย่างนั้นหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.

[๒๑๔] พ. ดูกรอนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลนี้ไม่มีรูป ไม่มีเวทนา ไม่มีสัญญา ไม่มีสังขาร ไม่มีวิญญาณ อย่างนั้นหรือ?

อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.

พ. ดูกรอนุราธะ ก็โดยที่จริง โดยที่แท้ เธอค้นหาสัตว์บุคคลในขันธ์ ๕ เหล่านี้ในปัจจุบันไม่ได้เลย ควรแลหรือที่เธอจะพยากรณ์ว่า พระตถาคตเป็นอุดมบุรุษ เป็นยอดบุรุษ ถึงความบรรลุชั้นเยี่ยม  เมื่อจะบัญญัติ ย่อมบัญญัติเว้นจากฐานะ ๔ เหล่านี้ คือ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีก ๑ ย่อมไม่เกิดอีก ๑ ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี ๑ ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ ๑

อ. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระเจ้าข้า.

พ. ถูกละๆ อนุราธะ ทั้งเมื่อก่อนและทั้งบัดนี้ เราย่อมบัญญัติทุกข์ และความดับทุกข์

.

หมายเหตุ;

ทุกข์ ได้แก่ อุปาทานขันธ์ 5
ความดับทุกข์ ได้แก่ นิพพาน(ดับตัณหาและอวิชชา)

โฆษณา

สภาวะมรณะ

ตั้งแต่ที่คนทั่วๆไปเรียกว่า ป่วย
สำหรับเรา สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต(ป่วย)
เป็นเรื่องของการละอุปาทานขันธ์ 5
ได้แก่ สภาวะจิตดวงสุดท้าย กล่าวคือ มรณะ

แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะของการพิจรณา

1. ขณิกมรณะ เช่น หัวใจเต้นสลับหยุดเต้น ที่เกิดจากหัวใจขาดเลือด อาการที่มีเกิดขึ้นชัดคือ หากหยุดเดิน 5 วินาที จะรู้สึกวูบ เหมือนคนจะเป็นลม บ้างครั้งมีอาการหน้ามืด เกิดระยะสั้นๆ ประมาณ 10-20 นาที

หากหยุดเดิน 8 วินาที สลับหัวใจเต้นเร็ว จะรู้สึกวูบ มีอาการเหมือนจะขาดใจ(หายใจไม่ออก) เกิดระยะสั้นๆ ประมาณ 10-20 นาที

กว่าจะรู้ว่าอาการที่เราเรียกว่า วูบๆ เกิดจากหัวใจเต้นผิดปกติ(เกิดจากไทรอยด์เป็นพิษ) ที่ยังมีเป็นอยู่ แต่เกิดน้อยลง ต่างกับเมื่อก่อน จะตายเนืองๆ(หายใจไม่ออก) ทรมาณมาก

ใจสั่น ในความหมายแพทย์ หมายถึง การที่หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ผิดจังหวะ หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ เต้นๆหยุดๆ

สมาธิช่วยทำให้ไม่ทรมาณมาก เช่น เมื่อเกิดใจไม่ดี แล้วเริ่มวูบ หายใจไม่ออก จะหยุดทุกสิ่งที่ทำอยู่ จะนั่ง 90 องศา(หัวสูง) ขาเหยียดยาว รู้ตามความเป็นจริง แปบเดียวจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ สำหรับผู้ที่มีสภาวะรู้ชัดรูป,นาม ตามความเป็นจริง จะไม่ต้องตั้งใจทำสมาธิ ไม่มีความพยายามทำให้จิตตั้งเป็นสมาธิ ขณะรู้อยู่ว่า หายใจไม่ออก ก็แค่รู้ว่ามีสภาวะเกิดขึ้น ตามความเป็นจริง จิตตั้งเป็นสมาธิเป็นอัตโนมัติ แล้วเข้าสู่ความว่าง(กายหาย) สลับมารู้ที่กาย เกิด-ดับ จนกระทั่งรู้ว่า อาการวูบและใจสั่นหายไป จึงกลับมาทำงานปกติ เท่าที่สังเกตุมา จิตจะเป็นสมาธิประมาณ 1 ชม.

.

2. สมมติมรณะ หมายถึง ที่เรียกว่า มรณะ/ตาย จะตายด้วยเหตุปัจจัยก็ตาม ที่ชื่อว่า สมมุติมรณะ คนทั่วๆไป ที่ยังมีความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5

.

3. สมุจเฉทมรณะ ในที่นี้
หมายเอาเฉพาะขณะเกิดมรรค ผล
(อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ) ได้แก่

โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล
อนาคามิมรรค อนาคามิผล
อรหันตมรรค อรหันตผล

 

เพิ่มเติมรายละเอียดสภาวะมรณะ
ที่เป็นไปเพื่อเบื่อหน่าย คลายกำหนัด เพื่อนิพพาน(ดับภพ)

โดยพระสูตร ๔. อนุราธสูตร
ว่าด้วยสัตว์บุคคลไม่มีในขันธ์ ๕

.

๔. อนุราธสูตร

ว่าด้วยสัตว์บุคคลไม่มีในขันธ์ ๕

[๒๐๘] สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้พระนครเวสาลี. ก็สมัยนั้น ท่านพระอนุราธะอยู่ที่กระท่อมในป่า ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค.
ครั้งนั้นอัญญเดียรถีย์ปริพาชก พากันเข้าไปหาท่านพระอนุราธะจนถึงที่อยู่ ได้สนทนาปราศรัยกับท่านพระอนุราธะ ครั้นผ่านการสนทนาปราศรัย พอให้ระลึกถึงกันแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วจึงได้กล่าวกะท่านอนุราธะว่า
ดูกรท่านอนุราธะ พระตถาคตเป็นอุดมบุรุษ เป็นยอดบุรุษ ทรงถึงความบรรลุชั้นเยี่ยม เมื่อจะทรงบัญญัติ ย่อมทรงบัญญัติ ในฐานะ ๔ นี้ คือ
สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีก ๑ ย่อมไม่เกิดอีก ๑ ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี ๑ ย่อมไม่เกิดอีกอีกก็หามิได้ ๑.

เมื่อพวกปริพาชกกล่าวอย่างนั้นแล้ว ท่านพระอนุราธะได้กล่าวกะอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นว่า
ดูกรท่านทั้งหลาย พระตถาคตทรงเป็นอุดมบุรุษ ทรงเป็นยอดบุรุษ ทรงถึงความบรรลุชั้นเยี่ยม เมื่อจะทรงบัญญัติ ย่อมทรงบัญญัตินอกจากฐานะ ๔ เหล่านี้ คือ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีก ๑ ย่อมไม่เกิดอีก ๑ ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดก็มี ๑ ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ ๑.

เมื่อท่านพระอนุราธะกล่าวอย่างนั้นแล้ว อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นได้กล่าวกะท่านพระอนุราธะว่า ภิกษุนี้จักเป็นภิกษุใหม่ บวชแล้วไม่นาน ก็หรือว่าเป็นภิกษุเถระ แต่โง่เขลาไม่ฉลาด.

ครั้งนั้น พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกกล่าวรุกรานท่านพระอนุราธะด้วยวาทะว่าเป็นภิกษุใหม่ และเป็นผู้โง่เขลาแล้ว พากันลุกจากอาสนะหลีกไป.

[๒๐๙] เมื่ออัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น หลีกไปแล้วไม่นาน ท่านพระอนุราธะได้มีความคิดว่า ถ้าอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น พึงถามเราต่อไป เมื่อเราพยากรณ์อย่างไร จึงจะชื่อว่าไม่เป็นผู้กล่าวตามที่อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นกล่าวแล้ว และชื่อว่าเป็นผู้กล่าว ตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว ไม่พึงกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำอันไม่จริง และพึงพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้.

ลำดับนั้น ท่านพระอนุราธะ จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคจนถึงที่ประทับ ฯลฯ แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ข้าพระองค์อยู่ที่กระท่อมในป่า ไม่ไกล พระผู้มีพระภาค ครั้งนั้น พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเป็นอันมาก พากันเข้าไปหาข้าพระองค์ถึงที่อยู่ ฯลฯ กล่าวกะข้าพระองค์ว่า ดูกรท่านพระอนุราธะ พระตถาคตทรงเป็นอุดมบุรุษ ทรงเป็นยอดบุรุษ ทรงถึงความบรรลุชั้นเยี่ยม เมื่อจะทรงบัญญัติในฐานะ ๔ เหล่านี้ คือ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีก ๑ ย่อมไม่เกิดอีก ๑ ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี ๑ ย่อมเกิดก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดก็หามิได้ ๑.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกกล่าวอย่างนี้แล้ว ข้าพระองค์จึงได้กล่าวกะพวกเขาว่า ดูกรท่านทั้งหลาย พระตถาคตทรงเป็นอุดมบุรุษ ทรงเป็นยอดบุรุษ ทรงถึงความบรรลุชั้นเยี่ยม เมื่อจะทรงบัญญัติ ย่อมทรงบัญญัติ นอกจากฐานะ ๔ เหล่านี้ คือ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีก ๑ ย่อมไม่เกิดอีก ๑ ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี ๑ ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ ๑.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์กล่าวอย่างนั้นแล้ว อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น ได้กล่าวกะข้าพระองค์ว่า ภิกษุนี้จักเป็นภิกษุใหม่ บวชไม่นาน ก็หรือว่าเป็นเถระ แต่โง่เขลาไม่ฉลาด.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น รุกรานข้าพระองค์ด้วยวาทะว่า เป็นผู้ใหม่ เป็นผู้เขลาแล้ว ลุกจากอาสนะหลีกไป. เมื่ออัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น หลีกไปแล้วไม่นาน ข้าพระองค์เกิดความคิดว่า
ถ้าอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น พึงถามเราต่อไป เมื่อเราพยากรณ์อย่างไร จึงจะชื่อว่าไม่เป็นผู้กล่าว ตามที่อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นกล่าวแล้ว และชื่อว่าเป็นผู้กล่าว ตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว ไม่พึงกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำอันไม่จริง และพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้.

[๒๑๐] พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรอนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง
อ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
อ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอ ที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา
อ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง?
อ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
พ. เพราะเหตุนี้แล ฯลฯ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ ย่อมรู้ชัดว่าฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.

[๒๑๑] พ. ดูกรอนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอย่อมเห็นรูปว่าเป็นสัตว์บุคคลหรือ
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณว่า เป็นสัตว์บุคคลหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.

[๒๑๒] พ. ดูกรอนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอย่อมเห็นว่าสัตว์บุคคลในรูปหรือ
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากรูปหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลในเวทนาหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากเวทนาหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลในสัญญาหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากสัญญาหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลในสังขารหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากสังขารหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลในวิญญาณหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากวิญญาณหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.

[๒๑๓] พ. ดูกรอนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลมีรูป มีเวทนา มีสัญญา มีสังขาร มีวิญญาณ อย่างนั้นหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.

[๒๑๔] พ. ดูกรอนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลนี้ไม่มีรูป ไม่มีเวทนา ไม่มีสัญญา ไม่มีสังขาร ไม่มีวิญญาณ อย่างนั้นหรือ?
อ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.

พ. ดูกรอนุราธะ ก็โดยที่จริง โดยที่แท้ เธอค้นหาสัตว์บุคคลในขันธ์ ๕ เหล่านี้ในปัจจุบันไม่ได้เลย ควรแลหรือที่เธอจะพยากรณ์ว่า พระตถาคตเป็นอุดมบุรุษ เป็นยอดบุรุษ ถึงความบรรลุชั้นเยี่ยม เมื่อจะบัญญัติ ย่อมบัญญัติเว้นจากฐานะ ๔ เหล่านี้ คือ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีก ๑ ย่อมไม่เกิดอีก ๑ ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี ๑ ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ ๑
อ. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระเจ้าข้า.
พ. ถูกละๆ อนุราธะ ทั้งเมื่อก่อนและทั้งบัดนี้ เราย่อมบัญญัติทุกข์ และความดับทุกข์

หมายเหตุ;
ทุกข์ ได้แก่ อุปาทานขันธ์ 5
ความดับทุกข์ ได้แก่ นิพพาน(ดับตัณหาและอวิชชา)

การเกิดและการตาย

2 กันยายน 61

โรคภัยไข้เจ็บ ไม่ได้เป็นสิ่งที่คร่าชีวิต

.
หากดำเนินชีวิตอยู่บนความไม่ประมาท
โรคภัยไข้เจ็บ ก็ไม่ต่างกับสิ่งต่างๆ ที่มีเกิดขึ้นในชีวิต

มองการเกิดและความตาย
ไม่แตกต่างกับการกินแล้วต้องขับถ่าย

กินแล้วต้องถ่าย
เกิดแล้วตาย ไม่ต่างกัน

.

สิ่งที่คร่าชีวิต พรือพรากชีวิต
ล้วนเกิดจากความไม่รู้ที่มีอยู่
เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

เมื่อเกิดความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕
ความสะดุ้ง ความหวาดกลัว ย่อมมีเกิดขึ้น

.

สาเหตุของการตาย

๑. หมดอายุขัย

๒. กรรมตัดรอน

๓. ความกลัวตาย
(ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง)

.

เหตุปัจจัยของการตายแล้วไม่ต้องเกิด เกิดแล้วไม่ต้องตาย

๑. วิชชา

๒. ทำลายที่ตั้งแห่งวิญญาณ(ไม่มีความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕)
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

.

เหตุปัจจัยของการตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย

๑. อวิชชา

๒. ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

.

๓. เหตุปัจจัยที่เป็นรากเหง้า ต้นตอของการเกิด
ของผู้ที่หนาแน่นด้วยอวิชชา

๑. ตัณหา

๒. อุปทาน ๔

 

 

3 กันยายน

เมื่อคืน รู้สึกเจ็บหัวใจเป็นระยะๆ
พอจิตเป็นสมาธิ อาการเจ็บก็หายไป
สมาธิรักษาใจ

.

สภาวะ ณ ตอนนี้ อุปมาอุปมัย
เหมือนชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย ที่แกว่งไปมา

โดยมีสติ สัมปชัญญะ และสมาธิ
เป็นเหมือนกับมีไม้ค้ำถ่ออยู่ในมือ

เมื่ออดทนจนถึงที่สุด ก็จะผ่านไปได้
สภาวะก็เป็นเช่นนั้นเอง เพียงใจไม่แกว่ง
ตัณหาและกิเลสที่ยังมีอยู่ ก็ไม่สามารถทำอะไรได้

.

รู้ชัดในสภาวะ ใจย่อมโปร่งโล่ง เบาสบาย
แม้สิ่งที่เรียกกันว่า ความตายนั้น อยู่ตรงหน้า
ความสะทกสะท้านใจ หาได้มีเกิดขึ้นแต่อย่างใด

 

 

4 กันยายน

วันนี้ไปพบหมอนัดไว้
หมอสงสัยว่าจะเป็นโรคตับอักเสบหรือเปล่า จึงให้ทำอัลตร้าซาวด์
ตรวจภายช่องท้องทั้งบนและล่าง เพื่อหาความผิดปกติ

หลังตรวจเสร็จ กลับไปทำ EKG ก่อนพบหมอประจำตัว
หมอบบอกว่า มีไขมันพอกตับเล็กน้อย ไม่เป็นอันตราย
ไตปกติ ถุงน้ำดีปกติ ไม่มีนิ่ว ผลตรวจโดยรวมคือ ปกติ

มีเนื้องอกที่มดลูกขนาด 2.4 cm.
หมอถามว่า เคยตรวจมดลูกหรือเปล่า

เราตอบ เคยค่ะ ที่เวชธานี

หมอถามว่า แล้วมีนัดตรวจอีกมั๊ย

เราตอบว่า หมอบอกว่าปกติ ไม่ต้องตรวจอะไรอีกค่ะ

หมอบอกว่า ครั้งต่อไป ถ้าไป เอาผลอัลตร้าซาวด์ไปให้หมอดูด้วย

เราบอกหมอว่า เรื่องเนื้องอก เคยตรวจเจอนานแล้ว ประมาณเกือบ 30 ปี แล้วไม่เคยตรวจอีก

หมอบบอกว่า งั้นไม่ต้อง มันอาจจะฝ่อลงเองได้

.

คุยกันเรื่องอาการเจ็บหัวใจ และเจ็บกลางอกครั้งล่าสุด

หมอถามว่า ตอนนั้นทำอะไรอยู่
เราบอกว่า นั่งอ่านหนังสืออยู่ แล้วจู่ๆก็เจ็บกลางอก

หมอถามว่า ใช่กรดไหลย้อนมั๊ย
เราบอกว่า ไม่มีอาการของกรดไหลย้อนค่ะ

หมอถามว่า เราทำยังไงในตอนนั้น
เราบอกว่า เดินไปนั่งที่โซฟา อยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนั่งกึ่งนอน นอนยาวไม่ได้ หายใจไม่ออก
นั่งท่านี้จะนั่งได้ แล้วพยายามสูดหายใจยาวๆ มีอะไรเกิดขึ้นปล่อยให้เกิด
พอดีขึ้น ก็นอนตะแคง อาการนี้เป็นอยู่ประมาณเกือบชม. แล้วก็หายเอง

หมอบอกว่า สงสัยร่างกายเราปรับตัวเข้ากับอาการที่เป็นอยู่

ส่วนตัวเราเองก็คิดว่า น่าจะใช่ มันไม่แตกต่างจากเวลาเกิดเวทนาขณะทำกรรมฐาน
แค่ปวดขา ปวดแขน นี่เจ็บหัวใจ เวลาเวทนากล้า ถึงจะเกิดที่แขน ขา ก็ไม่แตกต่างจากที่มีเกิดขึ้นขณะเจ็บหัวใจ
เช่น เวทนาหนักๆจนกระทั่งกายแตก กายระเบิด มันก็มีความดับเกิดขึ้นตามมา หัวใจก็เช่นกัน
เวลาเจ็บหนักๆ บางคนอาจเรียกว่าหัวใจวาย มีความดับเกิดขึ้นเหมือนกัน

แต่เราไม่ได้มองเป็นโรคนะ มองเหมือนเวทนาที่มีเกิดขึ้นขณะทำกรรมฐาน แต่ไม่ได้พูดออกไป แค่คิดในใจ

.

หมอให้ทดสอบเดินบนสายพาน เพื่อหาเส้นเลือดตีบ

ตอนที่หมอปรับระดับในตอนแรก แบบเร็วเกินไป
เราบอกหมอว่า อาการเหมือนเวลาเดินบนสะพานลอย มันจะเสียว

หมอบบอกว่า เป็นอาการกลัว

เราบอกว่า ไม่ได้กลัว แค่หวาดเสียวค่ะ

หมอลดระดับลงมา ตอนนี้มีคนมาช่วยจับด้านหลังไว้ เพื่อให้เราเดินได้ทันตามระดับความเร็วที่หมอปรับ

หมอบอกว่า ถ้าไม่ไหวบอกได้นะ จะได้หยุด
เราเดินได้แค่แปบเดียว หอบเลย เหมือนเดินขึ้นเขา
บอกหมอว่า ไม่ไหวแล้วค่ะ ใจเริ่มสั่น

หมอลดระดับความเร็วลง พร้อมกับบอกว่า ค่าของเราต่ำมาก
เราบอกว่า ไม่เคยออกกำลังกายค่ะ แบบวิ่งหรือเดินเร็ว เคยแต่เดินปกติ

ช่วงที่หมอลดความเร็วลง สิ่งที่รู้สึกได้ชัด มันจะรู้ชัดทุกย่างก้าวที่เดิน รู้ขึ้นมาในใจ จิตเป็นสมาธิ
เราบอกว่า ถ้าความเร็วระดับนี้ ให้เดินเป็นชม. ก็ไม่เหนื่อย เพราะเดินจนชิน

หมอบอกว่า งั้นพอละ พร้อมกับบอกว่า ผลออกมา ไม่มีอาการเส้นเลือดตีบ
แต่หมอแปลกใจว่า ทำไมค่าไทรอยด์กลับมาปกติ แต่ค่าการเต้นของหัวใจกลับไม่ปกติ ยังผิดปกติ ซึ่งยังหาสาเหตุไม่ได้

.

ย้อนกลับไปเรื่องเนื้องงอกที่มดลูกสักนิด สมัยก่อนตั้งแต่แรกมีปจด. มาอย่างต่ำ 7 วัน สูงสุด ครึ่งเดือน
มาแต่ละครั้ง ช่วงสามวันแรกต้องหยุดเรียน ถ้าไม่หยุด ก็ต้องนอนห้องพยาบาล ปวดท้องมากทุกครั้งที่มีปจด.
มาแต่ละครั้งเหมือนคนตกเลือด เลือดจะเป็นลิ่มๆ และออกเยอะมาก

เท่าที่อ่านเรื่องเล่าจากคนที่เป็นเนื้องงอกที่มดลูก ส่วนมากมีอาการเหมือนๆกัน มีอาการปวดท้องมากๆร่วมด้วย
ปจด.มาทีละเยอะ มาหลายวัน เปลืองผ้าอนามัยมากกกก

จำได้ว่า แม่เคยเอากล่องผ้าอนามัยเขวี้ยงใส่ พร้อมกับบอกว่า ไม่ได้เป็นเมียเจ้าของโรงงานผลิตผ้าอนามัย
แบบเราใช้เยอะมาก วันละห่อ

พอโดนแม่ว่าแบบนั้น เราก็ประหยัดผ้าอนามัย ผลคือ เดินตูดแดง แล้วไม่อายด้วย เดินทั้งอย่างนั้นแหละ

แม่ถามว่า ทำไมไม่ใส่ผ้าอนามัย
เราบอกว่า ใส่แล้ว แต่แม่บอกว่าเปลือง ก็เลยนานๆเปลี่ยน

ตอนนั้นอยู่ชั้นประถมปลาย ฉะนั้นกางเกงที่ใส่จึงมีแต่สีดำ เวลาเมนส์มา นั่งตรงไหน ตรงนั้นแดง
แม่เลยเลิกบ่นเรื่องผ้าอนามัย

หุหุ .. นึกถึงสมัยนั้น เราเองก็ใช่ย่อย เล่นเอาแม่เอือมระอา

 

7

ความดับต่างๆ

สภาวะสัญญาเกิดแบบไม่เลือกเวลา
โดยส่วนมากเกิดในเวลากลางคืน โดยเฉพาะช่วงสงัด(ดึกๆ)

สังเกตุเห็นอยู่อย่างหนึ่ง
หากกำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นไม่มากพอ
ทำให้เกิดอาการปวดฉี่เนืองๆ ต้องเข้าห้องน้ำตลอด

หากกำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นพอประมาณ
ถึงแม้ความคิดจะเกิด(การคิดพิจรณา)
จะรู้ชัดในกายและจิตเนืองๆ
โดยไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกายแต่อย่างใด(ไม่ปวดฉี่)

ถ้าวันไหนไม่มีคิดพิจรณา หรือกำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นมีมาก
จะทำให้ดิ่ง แล้วเข้าสู่ความดับ ถึงแม้จะมีรู้สึกตัวบ้าง
ถึงจะแค่สั้นๆ แต่ไม่มีอาการปวดฉี่แต่อย่างใด

บางคืน รู้สึกตัวเนืองๆ มีจิตคิดพิจรณาเนืองๆ
มีเกิดขึ้นหลายวัน ภาษาชาวบ้านจะบอกว่า ไม่หลับไม่นอน

แรกๆที่เจอสภาวะนี้ เหตุปัจจัยจากความไม่รู้ที่มีอยู่ ทำให้รู้สึกหงุดหงิด เพราะอยากนอนหลับเหมือนที่เคยเป็น ก็ได้แค่รู้สึกนึกคิดแต่ไม่สามารถทำอะไรได้

วันต่อๆมาเปลี่ยนไป
อาการและรายละเอียดต่างๆ จะมีมากขึ้น
จนกระทั่งทำให้เกิดความรู้ชัดว่า “ไม่เที่ยง”

เมื่อรู้ว่า ไม่เที่ยง ยึดมั่นถือมั่นอะไรไม่ได้ ที่เคยหงุดหงิดจะหายไป ไม่มีอาการหงุดหงิดเกิดขึ้นอีก ถึงแม้บางครั้ง จะไม่ได้หลับ ไม่ได้นอน หลายๆวันติดต่อกันก็ตาม
เมื่อใจยอมรับตามความเป็นจริงได้
เมื่อมีสภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นอีก จะรู้สึกเฉยๆ

ที่รู้สึกเฉยๆ เพราะรู้แล้วว่า เกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัย เป็นเรื่องปกติของผู้ที่รู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตเนืองๆ ที่มีสภาวะของคำว่า หลับ หายไปจากชีวิต

เวลาที่ทางโลกกำหนดไว้
โดยใช้ความสว่างและความมืด
เป็นตัวกำหนดเวลากลางวันและกลางคืน
จิตจะไม่สามารถแยกแยะได้ว่า นี่กลางคืนจะต้องนอน
เป็นสภาวะที่อยู่เหนือสมมุติ กล่าวคือ คำที่ใช้บัญญัติไว้

เพราะเวลาสภาวะสัญญา
หรือจิตคิดพิจรณามีเกิดขึ้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลา

หลายวันมานี่ จิตคิดพิจรณาอยู่เรื่องหนึ่ง
เกี่ยวกับ ความดับ หรือสิ่งที่มีเกิดขึ้น
ขณะเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย

ถามกับตัวเองว่า จะเขียนออกมายังไง
ให้คนที่เข้ามาอ่าน สามารถเข้าใจได้
โดยเฉพาะถ้าบุคคลนั้น ไม่ได้เป็นผู้ทำสมถะ
และถึงจะทำสมถะ แต่ไม่ได้วิโมกข์ 8
ที่สำคัญ ต้องเคยมีสภาวะจิตดวงสุดท้าย
เกิดขึ้นอย่างน้อย 2 ครั้งขึ้นไป

จริงอยู่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ชื่อว่าอยู่ในมรรค
แต่สภาวะที่เป็นตัวบอกว่า ใช่มรรคหรือไม่ใช่มรรค
สมถะ จะเป็นตัวชี้ชัด หรือเป็นตัววัดผล

.
ทีนี้กรณีที่อวิชชายังมีอยู่
สำหรับผู้ที่ทำความเพียรเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์
กล่าวคือ กระทำเพื่อดับเหตุปัจจัยของการเกิด
เพราะรู้สึกเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด

จำเป็นต้องมีพี่เลี้ยง
ซึ่งคุณสมบัติของพี่เลี้ยงจะต้องประกอบด้วย

๑. มีใจอันอบรมแล้วด้วย(จิตหยั่งลงดีแล้วใน)
อนิจจสัญญาอยู่โดยมาก
อนิจเจทุกขสัญญาอยู่โดยมาก
ทุกเขอนัตตสัญญาอยู่โดยมาก

ข้อนี้ วิปัสสนา มีไตรลักษณ์ มีบทบาทสำคัญ
กล่าวคือ มีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นตัวขับเคลื่อน(มรรค)
๒. มีใจอันอบรมแล้วด้วยมรณสัญญาอยู่โดยมาก
เป็นเรื่องของความดับที่มีเกิดขึ้น
ขณะเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย
ภาษาชาวบ้าน เรียกว่า ทำกาละ/ตาย

ข้อนี้ สมถะ(สัมมาสมาธิ) มีบทบาทสำคัญ
กล่าวคือ การรู้ชัดในความดับที่มีเกิดขึ้น

๑. สภาวะดับ ที่ยังมีเชื้อของการเกิด

๒. สภาวะดับ ที่หมดเชื้อของการเกิด

เป็นปัจจัยให้เกิดความรู้ชัดว่า ที่คิดว่า ดำเนินอยู่ในมรรค
มรรคนั้นๆ เป็นมรรคญาณ หรือ มิจฉาญาณ

.
แล้วถ้านำมากล่าวในภาษาชาวบ้าน แบบที่เคยได้ยินมา หรือเคยศึกษามา สภาวะที่บอกไปนั้น เป็นคุณสมบัติของพระสกทาคามี ที่ได้วิโมกข์ ๘

เมื่อเกิดการคิดพิจรณาแบบนั้น ทีนี้จะไปหาได้ที่ไหนล่ะ
โดยเฉพาะพระสงฆ์ ปิดประตูคำถามตรงนั้นไปได้เลย
เพราะหากพระสงฆ์พูดทำนองว่า ตนเป็นนั่น เป็นนี่
หรือหากไม่พูดออกมาตรงๆ แต่ใช้คำพูดแบบอ้อมๆ
ออกมาทำนองว่า ตนเป็นนั่นนี่ ก็ล้วนเป็นการอวดอุตริ

ที่สำคัญ ผู้ที่มีความถือมั่น จะด้วยความศรัทธา ด้วยเหตุปัจจัยใดก็ตาม ต่อให้ปักใจเชื่อ หากสภาวะที่มีเกิดขึ้นในตน ยังไปไม่ถึงสภาวะของผู้ที่อธิบายให้ตนฟัง ย่อมไม่สามารถแยกแยะได้ว่า ผู้พูด ได้พูดจากสภาวะที่มีเกิดขึ้นในตน หรือจำขี้ปากเขามาพูด หรือเกิดจากการศึกษา วัฏฏสงสาร จึงมีเกิดขึ้นยาวนาน

ส่วนจะเกิดสั้นหรือจะเกิดยาว
ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของผู้นั้น
การกระทำทั้งหมดที่มีเกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะ ล้วนเป็นตัวแปร

.

เกี่ยวกับ ความดับ ที่มีเกิดขึ้นในสภาวะจิตดวงสุดท้าย
ด้วยเหตุปัจจัยนี้ จึงมี

วิโมกข์ ๘
โสดาปัตติยังคะ 4 ประการ
และอนุปาทาปรินิพพาน

มาเกี่ยวข้องกับสภาวะด้วย

ดังพระธรรมคำสอน ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้

.

.

[๘๙] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้
ท่านพระอานนท์ได้ทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติแล้วอย่างนี้ ย่อมได้อุเบกขาโดยเฉพาะด้วยคิดว่า
สิ่งที่ไม่มีก็ไม่พึงมีแก่เรา และจักไม่มีแก่เรา
เราจะละสิ่งที่กำลังมีอยู่ และมีมาแล้วนั้นๆ เสีย

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ภิกษุนั้นพึงปรินิพพานหรือหนอ หรือว่าไม่พึงปรินิพพาน ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์
ภิกษุบางรูปพึงปรินิพพานในอัตภาพนี้ก็มี
บางรูปไม่พึงปรินิพพานในอัตภาพนี้ก็มี ฯ

.
อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้ภิกษุ
บางรูปปรินิพพานในอัตภาพนี้ก็มี
บางรูปไม่ปรินิพพานในอัตภาพนี้ก็มี ฯ
[๙๐] พ. ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้ปฏิบัติแล้วอย่างนี้ ย่อมได้อุเบกขา
โดยเฉพาะด้วยคิดว่า
สิ่งที่ไม่มีก็ไม่พึงมีแก่เรา และจักไม่มีแก่เรา
เราจะละสิ่งที่กำลังมีอยู่ และมีมาแล้วนั้นๆ เสีย
เธอยินดี บ่นถึง ติดใจอุเบกขานั้นอยู่

เมื่อเธอยินดี บ่นถึง ติดใจอุเบกขานั้นอยู่
วิญญาณย่อมเป็นอันอาศัยอุเบกขานั้น ยึดมั่นอุเบกขานั้น
ดูกรอานนท์ ภิกษุผู้มีความยึดมั่นอยู่ ย่อมปรินิพพานไม่ได้ ฯ

.
อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ก็ภิกษุนั้นเมื่อเข้าถือเอา จะเข้าถือเอาที่ไหน ฯ

พ. ดูกรอานนท์ ย่อมเข้าถือเอาเนวสัญญานาสัญญายตนภพ ฯ

.
อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอทราบว่า
ภิกษุนั้นเมื่อเข้าถือเอา ชื่อว่าย่อมเข้าถือเอาแดนอันประเสริฐสุดที่ควรเข้าถือเอาหรือ ฯ

พ. ดูกรอานนท์ ภิกษุนั้นเมื่อเข้าถือเอา
ย่อมเข้าถือเอาแดนอันประเสริฐสุดที่ควรเข้าถือเอาได้
ก็แดนอันประเสริฐสุดที่ควรเข้าถือเอาได้นี้
คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ฯ

.
[๙๑] ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติแล้วอย่างนี้
ย่อมได้อุเบกขาโดยเฉพาะด้วยคิดว่า
สิ่งที่ไม่มีก็ไม่พึงมีแก่เรา และจักไม่มีแก่เรา
เราจะละสิ่งที่กำลังมีอยู่ และมีมาแล้วนั้นๆ เสีย
เธอไม่ยินดี ไม่บ่นถึง ไม่ติดใจอุเบกขานั้นอยู่

เมื่อเธอไม่ยินดี ไม่บ่นถึง ไม่ติดใจอุเบกขานั้นอยู่
วิญญาณก็ไม่เป็นอันอาศัยอุเบกขานั้น
และไม่ยึดมั่นอุเบกขานั้น
ดูกรอานนท์ ภิกษุผู้ไม่มีความยึดมั่น ย่อมปรินิพพานได้ ฯ

.
อา. น่าอัศจรรย์จริง พระพุทธเจ้าข้า
ไม่น่าเป็นไปได้ พระพุทธเจ้าข้า อาศัยเหตุนี้ เป็นอันว่า
พระผู้มีพระภาคตรัสบอกปฏิปทา
เครื่องข้ามพ้นโอฆะแก่พวกข้าพระองค์แล้ว

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
วิโมกข์ของพระอริยะเป็นไฉน ฯ

[๙๒] พ. ดูกรอานนท์ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้
ซึ่งกามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า
และกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า
ซึ่งรูปทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า
และรูปสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ทั้งที่มีในภพหน้า
ซึ่งอาเนญชสัญญา
ซึ่งอากิญจัญญายตนสัญญา
ซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา
ซึ่งสักกายะเท่าที่มีอยู่นี้
ซึ่งอมตะ คือความหลุดพ้นแห่งจิตเพราะไม่ถือมั่น

ดูกรอานนท์ ด้วยประการนี้แล เราแสดงปฏิปทา
มีอาเนญชสมาบัติเป็นที่สบายแล้ว

เราแสดงปฏิปทา
มีอากิญจัญญายตนสมาบัติเป็นที่สบายแล้ว

เราแสดงปฏิปทา
มีเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติเป็นที่สบายแล้ว

อาศัยเหตุนี้ เป็นอันเราแสดงปฏิปทาเครื่องข้ามพ้นโอฆะ
คือวิโมกข์ของพระอริยะแล้ว

.
ดูกรอานนท์ กิจใดอันศาสดาผู้แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล
ผู้อนุเคราะห์ อาศัยความอนุเคราะห์พึงทำแก่สาวกทั้งหลาย
กิจนั้นเราทำแล้วแก่พวกเธอ

ดูกรอานนท์ นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง
เธอทั้งหลายจงเพ่งฌาน อย่าประมาท
อย่าได้เป็นผู้เดือดร้อนในภายหลัง
นี้เป็นคำพร่ำสอนของเราแก่พวกเธอ ฯ

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว
ท่านพระอานนท์ ชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ

.

หมายเหตุ;

สุดท้าย ก็ได้คำตอบว่า ก็เขียนไปเรื่อยๆแบบเดิม
ส่วนใครอ่านแล้ว จะเข้าใจได้มากน้อยแค่ไหน
หรืออ่านแล้ว รู้สึกนึกคิดอย่างไร
อันนี้ก็แล้วแต่เหตุและปัจจัยของผู้นั้น

การที่จะคิดได้ ต้องเขียนออกมาให้หมด
แล้วจะได้คำตอบของสิ่งที่ควรทำ

อวิชชา สังขาร วิญญาณ

๖ พค. ๖๑

ยังคงมีความรู้สึกประหลาดใจอยู่
หลายครั้งต่อหลายครั้ง เวลาที่สัญญาจะเกิด ที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความรู้ชัดในลัษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของคำเรียกนั้นๆ ไม่มีการเริ่มต้นจากคำเรียกนั้น มักจะเป็นคำเรียกอื่นๆก่อนเสมอ

แล้วจิตจะวิตกวิจารณ์ มือก็คลิกๆหาอ่านโน่นนี่ แล้วมีเหตุปัจจัยให้เจอกับคำเรียกนั้นๆอีกครั้ง(ซึ่งลืมไปแล้ว) พอได้อ่านอีกครั้ง จะมีภาพผุดขึ้นมา เรียงลำดับเหตุปัจจัยของความมีเกิดขึ้นของคำเรียกนั้นๆ

อ่านเจอคำกล่าวทำนองว่า การที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เป็นอนัตตา คือไม่สามารถบังคับ บัญชาได้

อ่านแล้วก็ค้านในใจว่า การบรรลุ มรรค ผล นิพพานนั้น เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย ส่วนอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ใช้ปราบความเห็นผิด ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

.
จากนั้นหานั่นนี่อ่าน เกี่ยวกับหัวใจพระพุทธศาสนาที่มีคนนำมาสนทนากัน ยังคงอ่านไปเรื่อยๆ จนเจอเรื่องโลกธรรม ๘ อีกครั้ง ทำให้เกิดการทบทวนความมีเกิดขึ้นของโลกธรรม ๘ อีกครั้ง

คราวนี้มีภาพผุดขึ้นมา
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ
เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ
เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ
ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปยาส
ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้
ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้

.
หากเป็นโสดาบัน สกิทาคา อนาคามี
สภาวะที่มีเกิดขึ้นขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ จะเป็นแบบนี้
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปยาส แล้ววกกลับไปเริ่มต้นที่ผัสสะใหม่

หากเป็นอรหันต์ จะมีแค่ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา(อุเบกขา)
ส่วนผลของกรรมที่เคยกระทำไว้ ยังคงให้ผลอยู่ ได้แก่ ชรา มรณะ(โลกธรรม ๘) เพียงแต่ผลของกรรมนี้สิ้นไป เพราะไม่สามารถทำให้จิตใจของท่านหวั่นไหวได้ สักแต่ว่ามีเกิดขึ้นเท่านั้นเอง

.

ทำให้หวนนึกถึงสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจ นี่ก็ลืมไปแล้วเหมือนกัน
จนวันนี้มีเหตุปัจจัยให้ไประลึกถึงอีก

“วิธีการปฏิบัติวิปัสสนาวงศ์พระอรหันตะ คือ การตั้งสติกำหนดอย่างแรงกล้าในอนุปัสสนาทั้ง ๔ มีกายานุปัสสนาเป็นต้น ตามที่สมเด็จพระทศพลเจ้าทรงพระกรุณาประทานไว้ในพระสูตรต่างๆ โดยเฉพาะพระมหาสติปัฏฐานสูตร

เมื่ออินทรีย์ทั้ง ๕ มีสัทธินทรีย์เป็นอาทิ พระวิปัสสนาญาณอันประเสริฐ จักเกิดขึ้นในสันดานของผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่มีวาสนาบารมี ตั้งแต่พระวิปัสสนาญาณขั้นต้น จนถึงมรรคญาณ ผลญาณ และปัจจเวกขณญาณในที่สุด”

สมัยที่อ่านในตอนนั้น มีความรู้สึกแปลกใจว่า ทำไมต้องตั้งสติกำหนดอย่างแรงกล้าด้วย แล้วทำไมต้องเฉพาะสติปัฏฐาน ๔ เท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันนี้ เข้าใจละว่าทำไมต้องตั้งสติกำหนดอย่างแรงกล้า

.

จิตกระหวัดไปถึงสภาวะที่เคยมีเกิดขึ้นขณะทำกาละ(หัวใจวาย) ขณะนั้น ถึงแม้ทุกขเวทนาจะแรงกล้า แต่สติคมชัดยิ่งนัก มีความรู้สึกตัวตลอด ใช้การกำหนดรู้หนอ จะได้มีสติรู้ทันเวทนาที่กำลังมีเกิดขึ้น ถ้าไม่ทำแบบนี้ ก็ไม่รู้จะทำแบบไหน

สภาวะที่มีเกิดขึ้นตรงนี้ ทำให้รู้ว่า เพราะเวทนาที่เกิดขึ้นมีกำลังมาก ความรักตัวกลัวตาย ย่อมมีเกิดขึ้นแก่ผู้ที่ยังไม่เบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด

เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร(กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร)
หมายถึง กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่เคยกระทำไว้
บางคนเห็นเป็นภาพปรากฏขึ้นทางตา
ได้ยินเสียงทางหู
ได้กลิ่นทางจมูก
ได้รู้รสทางลิ้น
ได้สัมผัสทางกาย
และทางมโนทวาร

บางคนอ่านแล้วเอ๊ะ ทำไมเหมือนผัสสะ ที่เราเคยพูดถึงบ่อยๆ
ตรงนี้คนละอย่างคนละสภาวะกัน
ผัสสะ เป็นเรื่องของปัจจุบัน เป็นเรื่องผลของกรรมที่เคยกระทำไว้ ส่งมาให้รับผล ในรูปแบบของผัสสะ/สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ สิ่งที่เกิดขึ้น จึงส่งผลกระทบทางใจทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

.
ส่วนตรงนี้เป็นเรื่องของในอดีต คือ กรรมในอดีตที่เคยกระทำไว้ ขณะจะทำกาละ มีสภาวะต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้น แม้กระทั่งการทำกรรมฐานจนเกิดความรู้ชัดขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในรูปฌาน อรูปฌาน

บางที่ใช้คำว่า หวนระลึกถึง บุญ บาป ที่เคยกระทำไว้

.

เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ
วิญญาณตรงนี้หมายถึง วิญญาณ ๖

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลตกอยู่ในอวิชชา
ถ้าสังขารที่เป็นบุญปรุงแต่ง วิญญาณก็เข้าถึงบุญ
ถ้าสังขารที่เป็นบาปปรุงแต่ง วิญญาณก็เข้าถึงบาป
ถ้าสังขารที่เป็นอเนญชาปรุงแต่ง วิญญาณก็เข้าถึงอเนญชา ฯ

.

นี่เป็นความผิดแผกแตกต่างของผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นเรื่องของวิบากกรรม หรือผลของกรรม ได้แก่ โลกธรรม ๘

กับสภาวะที่มีเกิดขึ้นขณะทำกาละ ซึ่งจะเรียกทางอ้อมว่า ผัสสะ ก็ได้
แต่ถ้าเรียกแบบนั้น จะทำให้ความหมายใน อวิชชา สังขาร วิญญาณ เปลี่ยนไป

เพราะอวิชชา สังขาร วิญญาณ ไม่ใช่เรื่องของผลของกรรมที่เป็นโลกธรรม ๘

แต่เป็นเรื่องของกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่เคยกระทำไว้

คนละเรื่อง คนละสภาวะกัน

ความตาย

28-02-18

คำว่า ตายแล้วเกิด ไม่ได้หมายถึง
การตาย และเกิดใหม่ ในสังสารวัฏ เพียงอย่างเดียว

แต่หมายถึง การตายและเกิดใหม่ในภพชาติปัจจุบันนี้
กล่าวคือ เป็นผู้ที่มีสติ สัมปชัญญะ ขณะทำกาละ
เป็นผู้มีสติ สัมปชัญญะ ขณะกำลังเกิด

ขณะที่กำลังเขียนเรื่องนี้
ก็ค้นหาคำเรียกที่มีปรากฏอยู่ในพระธรรมคำสอน
ไปๆมาๆ เจอพระสูตรที่เนื่องด้วยพระอรหันต์ “ชราสุตตนิทเทสที่ ๖.”

อ่านไป อ่านมา คิดพิจรณาถึงสอุปาทิเสนิพพานธาตุ
ที่เคยเขียนไว้เกี่ยวกับ อุภโตภาควิมุติ ปัญญาวิมุติ
สมณบุณฑริก สมณสระปทุม สมณะผู้ละเอียดอ่อน
ซึ่งในตอนนั้น ที่เขียนๆไป ยังออกจะมีงงๆ เกี่ยวกับคำเรียก
คือ ยังไม่สามารถแยกแยะสภาวะ รายละเอียดออกมาเฉพาะได้

แค่รู้ว่ามาตลอด ไม่ค้นหา
เพราะสภาวะที่ผ่านๆมา สอนให้รู้ว่า
เมื่อถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม เดี่ยวมีเหตุปัจจัยให้รู้เอง

.

เมื่อวาน นั่งอ่านเรื่องพระสุสิมะขโมยธรรม
อ่านไปพิจรณาไปด้วย อ่านแล้วมีแปลกใจเหมือนกัน
ตอนที่พระสุสิมะ ได้ถามกับพระภิกษุที่เป็นพระอรหันต์ว่า

สุ. ผมไม่เข้าใจเนื้อความแห่งคำที่ท่านทั้งหลายกล่าวโดยย่อนี้โดยพิสดารได้ ขอท่านทั้งหลายจงกล่าวแก่ผม เท่าที่ผมจะพึงเข้าใจเนื้อความแห่งคำที่ท่านทั้งหลายกล่าวโดยย่อนี้ โดยพิสดารเถิด ฯ

ภิ. ท่านสุสิมะ ท่านพึงเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ตาม แต่ผมทั้งหลายก็หลุดพ้นได้ด้วยปัญญา ฯ

.

ที่ว่าแปลกใจ คือ สภาวะต่างๆ ไม่จำเป็นต้องรู้เห็นเหมือนกันหมด
เป็นเรื่องเหตุปัจจัยของผู้นั้น แต่ทำไมภิกษุเหล่านั้น จึงพูดทำนองว่า
“ผมทั้งหลายหลุดพ้นด้วยปัญญา” นี่แหละที่แปลกใจ

และที่ทำให้แปลกใจยิ่งขึ้นไปอีก ตอนที่พระสุสิมะนำไปสอบถามกับพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงสอบอารมณ์พระสุสิมะ คำที่ทรงตรัสเหมือนกับที่ภิกษุพูดกับพระสุสิมะ และที่ทำให้แปลกใจยิ่งขึ้น ตรงที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “พ. ดูกรสุสิมะ คำตอบนี้ และการไม่เข้าถึงธรรมเหล่านี้มีอยู่ในเรื่องนี้ ในบัดนี้ เรื่องนี้เป็นอย่างไรแน่ ฯ”

คำตรงนี้ที่ทำให้แปลกใจมาก รู้สึกฉงนว่าพลาดตรงไหนไป
ย้อนกลับไปอ่าน ก็ไม่มีตรงไหนพลาด

.
มาวันนี้ ได้คำตอบทั้งหมด ก็จากการที่ได้อธิบายในสอุปาทิเสสะนิพพานธาตุนี้แหละ ที่เขียนไว้มีอุภโตภาควิมุติมาเกี่ยวข้อง

จากที่เคยอ่านๆมา เข้าใจว่า อภโตภาควิมุติบุคคล หมายถึงพระอรหันต์
จุดสังเกตุ ตรงคำว่า บุคคล ซึ่งมีอยู่ในบุคคลบัญญัติ

เออหนอ เป็นอย่างนี้เองหนอ
บุคคลบัญญัติ เป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้นจาก
อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ
จึงมีชื่อเรียกว่า บุคลบัญญัติ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้

จาก อุภโตภาควิมุติบุคคล เมื่อเป็นพระอรหันต์เต็มตัว
จะเป็นสมณะสระปุทม

จากปัญญาวิมุติบุคคล เมื่อเป็นพระอรหันต์เต็มตัว
จะเป็นสมณะบุณฑริก

พระอรหันต์ ที่เป็นสมณะผู้ละเอียดอ่อน
หมายถึง พระพุทธเจ้า

ทำกาละ

8 มกราคม

ถ้าไม่ได้ทำกรรมฐานอย่างต่อเนื่อง

และถ้าไม่เคยรู้ชัดในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น ขณะทำกาละถึง ๒ ครั้ง
คงไม่รู้ชัดในข้อปฏิบัติ เจริญสมถะและวิปัสสนา
คงไม่รู้ชัดในสิ่งที่เรียกว่า สมถะ และ วิปัสสนา
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

.

ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นแบบนี้ คงไม่ปรากฏแจ่มแจ้งในจิต

“ถ้าความกำหนัดในรูปธาตุ ในเวทนาธาตุ ในสัญญาธาตุ ในสังขารธาตุ ในวิญญาณธาตุเป็นอันภิกษุละได้แล้วไซร้

เพราะละความกำหนัดเสียได้ อารมณ์ย่อมขาดสูญ ที่ตั้งแห่งวิญญาณย่อมไม่มี วิญญาณอันไม่มีที่ตั้งนั้น ไม่งอกงาม ไม่แต่งปฏิสนธิ หลุดพ้นไป เพราะหลุดพ้นไปจึงดำรงอยู่ เพราะดำรงอยู่ จึงยินดีพร้อม เพราะยินดีพร้อม จึงไม่สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมดับรอบเฉพาะตนเท่านั้น.

เธอย่อมทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี”

.

การทำกาละ หรือ ความตาย เป็นเพียงภาษาสมุตติ ที่บัญญัติขึ้นมาใช้ในการสื่อสาร

ตัวสภาวะตามความเป็นจริงของการทำกาละหรือความตาย เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย

๑. ยังมีสังโยชญ์ ที่ยังละภพของการเกิด ยังไม่ได้

๒. มีสัญโญชน์อันจะนำไปสู่ภพสิ้นแล้ว พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบ

.

อ่านตัวออก ได้แก่ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

บอกตัวได้ ได้แก่ รู้แล้วหยุด มากกว่าสานต่อ

ใช้ตัวเป็น ได้แก่ เจริญสติปัฏฐาน ๔

เห็นตัวตาย ได้แก่ สภาวะจิตดวงสุดท้าย
(อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ)

คลายทิฏฐิ ได้แก่ มีสัมมาทิฏฐิเกิดขึ้น

 

 

๒๖ มค.

ประสพการณ์เกี่ยวกับ “ความตาย”

.

เฉียดตาย ๒ ครั้ง

๑. เกือบโดนรถชนตาย
รอดมาได้ เพราะสติดี สมาธิดี และอาจยังไม่ถึงคราวตายด้วย

๒. ประจำเดือนมามากผิดปกติ เหมือนคนตกเลือด
ไม่ไปหาหมอ ไม่กินยา ใช้สมาธิรักษา

.

.

เวทนากล้า มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
กายแตก กายระเบิด ๒ ครั้ง

.

.

เห็นตัวตาย ๑ ครั้ง
มีเกิดขึ้นขณะนั่งสมาธิ

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตอนนั้น
อาการเหมือนคนที่ขาดอากาศหายใจ
แรกๆดิ้นรน หาอากาศหายใจ
สุดท้ายปลงตกว่า ตายก็ดีเหมือนกัน
เพราะรู้สึกเบื่อหน่ายทุกเรื่องราว

เมื่อคิดพิจรณาดังนี้ หยุดดิ้นรน
รู้ชัดทุกอาการที่มีเกิดขึ้นก่อนหมดลมหายใจเฮือกสุดท้าย
ความรู้สึกดับลงไป

ต่อมารู้สึกเหมือนถูกดูดด้วยแรงดูดมหาศาล
สองข้างทางที่ผ่านเข้าไป มีภาพในอดีตชาติแต่ละชาติ
ผ่านไปไวมาก ดูไม่ทัน จึงไม่รู้ว่าเป็นชาติไหนบ้าง

เป็นเหตุปัจจัยให้รู้ชัดในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น
ของสภาวะจิตดวงสุดท้ายก่อนทำกาละ

“รู้ชัดโดยความเป็นทุกข์”

ผัสสะและอริยสัจ ๔

[๒๒๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุเป็นทุกข์ แม้เหตุและปัจจัยเพื่อความ
เกิดขึ้นแห่งจักษุนั้นก็เป็นทุกข์ จักษุอันเกิดแต่เหตุที่เป็นทุกข์ ที่ไหนจักเป็นสุขเล่าฯลฯ

ใจเป็นทุกข์ แม้เหตุและปัจจัยเพื่อความเกิดขึ้นแห่งใจก็เป็นทุกข์ ใจอันเกิดแต่เหตุที่เป็นทุกข์ ที่ไหนจักเป็นสุขเล่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุ แม้ในหู แม้ในจมูก แม้ในลิ้น แม้ในกาย แม้ในใจ
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด
เพราะคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น
เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว
รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ

.

หัวใจวายตาย ๑ ครั้ง
ขณะที่เกิดอาการหัวใจวาย มีสติรู้ตัวตลอด
กำหนดรู้ไปตามอาการตามความเป็นจริง
เจ็บหัวใจมากจนทนไม่ไหว กำหนด รู้หนอๆๆ
เห็นกายและจิตแยกขาดออกจากกัน
(สิ่งที่เกิดขึ้นกับใจที่รู้อยู่)

ความรู้สึกดับลงไป
รู้สึกตัวอีกที รู้ทั้งตัว รู้กายที่นอนอยู่

สภาวะที่มีเกิดขึ้นครั้งนี้
เป็นการตอกย้ำ ความรู้ชัดในสภาวะจิตดวงสุดท้าย

เมื่อความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ ไม่มี
ที่ตั้งของวิญญาณ ย่อมไม่มี

“รู้ชัดโดยความเป็นทุกข์
แต่รู้ชัดโดยความเป็นอนัตตามากกว่า”

ปฏิจจสมุปบาทและอริยสัจ ๔
อวิชชา สังขาร วิญญาณ

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าราคะในรูปธาตุ ในเวทนาธาตุ ในสัญญาธาตุ ในสังขารธาตุ ในวิญญาณธาตุ เป็นสิ่งที่ภิกษุละได้แล้ว.

เพราะละราคะได้
อารมณ์สำหรับวิญญาณก็ขาดลง
ที่ตั้งของวิญญาณก็ไม่มี
วิญญาณอันไม่มีที่ตั้งนั้น ก็ไม่งอกงาม
หลุดพ้นไป เพราะไม่ถูกปรุงแต่ง
เพราะหลุดพ้นไป ก็ตั้งมั่น
เพราะตั้งมั่น ก็ยินดีในตนเอง
เพราะยินดีในตนเอง ก็ไม่หวั่นไหว
เมื่อไม่หวั่นไหว ก็ปรินิพพานเฉพาะตน

ย่อมรู้ชัดว่า
ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้สำเร็จแล้ว
กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก ดังนี้

ประสพการณ์เกี่ยวกับ “ความตาย

ประสพการณ์เกี่ยวกับ “ความตาย”

.

เฉียดตาย ๒ ครั้ง

๑. เกือบโดนรถชนตาย
รอดมาได้ เพราะสติดี สมาธิดี และอาจยังไม่ถึงคราวตายด้วย

๒. ประจำเดือนมามากผิดปกติ เหมือนคนตกเลือด
ไม่ไปหาหมอ ไม่กินยา ใช้สมาธิรักษา

.

.

เวทนากล้า มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
กายแตก กายระเบิด ๒ ครั้ง

.

.

เห็นตัวตาย ๑ ครั้ง
มีเกิดขึ้นขณะนั่งสมาธิ

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตอนนั้น
อาการเหมือนคนที่ขาดอากาศหายใจ
แรกๆดิ้นรน หาอากาศหายใจ
สุดท้ายปลงตกว่า ตายก็ดีเหมือนกัน
เพราะรู้สึกเบื่อหน่ายทุกเรื่องราว

เมื่อคิดพิจรณาดังนี้ หยุดดิ้นรน
รู้ชัดทุกอาการที่มีเกิดขึ้นก่อนหมดลมหายใจเฮือกสุดท้าย
ความรู้สึกดับลงไป

ต่อมารู้สึกเหมือนถูกดูดด้วยแรงดูดมหาศาล
สองข้างทางที่ผ่านเข้าไป มีภาพในอดีตชาติแต่ละชาติ
ผ่านไปไวมาก ดูไม่ทัน จึงไม่รู้ว่าเป็นชาติไหนบ้าง

เป็นเหตุปัจจัยให้รู้ชัดในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น
ของสภาวะจิตดวงสุดท้ายก่อนทำกาละ

“รู้ชัดโดยความเป็นทุกข์”

ผัสสะและอริยสัจ ๔

[๒๒๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุเป็นทุกข์ แม้เหตุและปัจจัยเพื่อความ
เกิดขึ้นแห่งจักษุนั้นก็เป็นทุกข์ จักษุอันเกิดแต่เหตุที่เป็นทุกข์ ที่ไหนจักเป็นสุขเล่าฯลฯ

ใจเป็นทุกข์ แม้เหตุและปัจจัยเพื่อความเกิดขึ้นแห่งใจก็เป็นทุกข์ ใจอันเกิดแต่เหตุที่เป็นทุกข์ ที่ไหนจักเป็นสุขเล่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุ แม้ในหู แม้ในจมูก แม้ในลิ้น แม้ในกาย แม้ในใจ
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด
เพราะคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น
เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว
รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ

.

หัวใจวายตาย ๑ ครั้ง
ขณะที่เกิดอาการหัวใจวาย มีสติรู้ตัวตลอด
กำหนดรู้ไปตามอาการตามความเป็นจริง
เจ็บหัวใจมากจนทนไม่ไหว กำหนด รู้หนอๆๆ
เห็นกายและจิตแยกขาดออกจากกัน
(สิ่งที่เกิดขึ้นกับใจที่รู้อยู่)

ความรู้สึกดับลงไป
รู้สึกตัวอีกที รู้ทั้งตัว รู้กายที่นอนอยู่

สภาวะที่มีเกิดขึ้นครั้งนี้
เป็นการตอกย้ำ ความรู้ชัดในสภาวะจิตดวงสุดท้าย

เมื่อความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ ไม่มี
ที่ตั้งของวิญญาณ ย่อมไม่มี

“รู้ชัดโดยความเป็นทุกข์
แต่รู้ชัดโดยความเป็นอนัตตามากกว่า”

ปฏิจจสมุปบาทและอริยสัจ ๔
อวิชชา สังขาร วิญญาณ

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าราคะในรูปธาตุ ในเวทนาธาตุ ในสัญญาธาตุ ในสังขารธาตุ ในวิญญาณธาตุ เป็นสิ่งที่ภิกษุละได้แล้ว.

เพราะละราคะได้
อารมณ์สำหรับวิญญาณก็ขาดลง
ที่ตั้งของวิญญาณก็ไม่มี
วิญญาณอันไม่มีที่ตั้งนั้น ก็ไม่งอกงาม
หลุดพ้นไป เพราะไม่ถูกปรุงแต่ง
เพราะหลุดพ้นไป ก็ตั้งมั่น
เพราะตั้งมั่น ก็ยินดีในตนเอง
เพราะยินดีในตนเอง ก็ไม่หวั่นไหว
เมื่อไม่หวั่นไหว ก็ปรินิพพานเฉพาะตน

ย่อมรู้ชัดว่า
ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้สำเร็จแล้ว
กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก ดังนี้

มรณสัญญา ตั้งไว้ดีแล้ว

เมื่อรู้ชัดว่า เวลาสภาวะจิตดวงสุดท้าย(ความตาย)
ที่มีเกิดขึ้นนั้น ขณะนั้น ใจเป็นอย่างไร

เป็นเหตุปัจจัย ให้รู้ชัดว่า ในสภาวะจิตดวงสุดท้ายนั่น
ตัณหา ที่ยังมีอยู่ ไม่สามารถทำอะไรได้เลย

.

ประกอบกับ เมื่อรู้ชัดว่า
ทำไมสิ่งที่เกิดขึ้น จึงมีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

จึงทำให้การสำรวม สังวร ระวัง ในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
และที่จะกลายเป็นโทษต่อผู้อื่น โดยไม่ได้เจตนา

นิพพิทา ความเบื่อหน่าย จึงมีเกิดขึ้นเนืองๆเพราะเหตุนี้
จึงทำให้เกิดความเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด
และทำให้เบื่อหน่ายกับการมีชีวิตอยู่เกิดขึ้นตามมา

.

มรณาสัญญา จึงตั้งไว้ดีแล้ว ในภายในอยู่
หมายถึง ระลึกถึงความตายเนืองๆ มีเกิดขึ้น โดยอัตโนมัติ
เหตุปัจจัยจาก ความเบื่อหน่ายกับการมีชีวิตอยู่
เพราะเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด

ไม่ได้เกิดจาก การน้อมเอาคิดเอา
เพื่อให้มีเกิดขึ้นแต่อย่างใด

 

มีเกิดขึ้นเฉพาะ ผู้ที่รู้ชัดในสภาวะจิตดวงสุดท้าย
และรู้แจ้งแทงตลอด ในอริยสัจ ๔ ด้วยตนเอง

 

 

รอทำกาละ

ผู้ที่เจริญสติปัฎฐาน ๔
เมื่อถึงเวลาสิ้นชีวิต(ตาย)

สภาวะจิตดวงสุดท้าย มีแค่
ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

กล่าวคือ สิ่งที่เกิดขึ้น กับใจที่รู้อยู่เท่านั้น

 

เคลัญญสูตรที่ ๑

[๓๗๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้เมืองเวสาลี ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่หลีกเร้น เสด็จเข้าไปยังศาลาคนไข้ แล้วประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ ครั้นแล้วตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติ มีสัมปชัญญะ รอกาลเวลา นี้เป็นคำเราสั่งสอนพวกเธอ ฯ

[๓๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุย่อมเป็นผู้มีสติอย่างไร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ย่อมเป็นผู้มีปรกติเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร
มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย

ย่อมเป็นผู้มีปรกติเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร
มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย

ย่อมเป็นผู้มีปรกติเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ
มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย

ย่อมเป็นผู้มีปรกติเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร
มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมเป็นผู้มีสติอย่างนี้แล ฯ

[๓๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุย่อมเป็นผู้มีสัมปชัญญะอย่างไร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการก้าวไป ในการถอยกลับ
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกในการแล ในการเหลียว
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการคู้เข้า เหยียดออก
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการทรงผ้าสังฆาฏิ บาตร และจีวร
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการกิน ดื่ม เคี้ยว ลิ้ม
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการเดิน ยืน นั่ง หลับ ตื่น พูด นิ่ง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ รอกาลเวลา
นี้เป็นคำเราสั่งสอนพวกเธอ ฯ

.

[๓๗๗] ถ้าเมื่อภิกษุนั้นมีสติสัมปชัญญะ ไม่ประมาท มีความเพียร
มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่อย่างนี้ สุขเวทนาย่อมบังเกิดขึ้น เธอย่อมรู้อย่างนี้ว่า
สุขเวทนานี้บังเกิดขึ้นแล้วแก่เราแล ก็แต่ว่าสุขเวทนานั้น
อาศัยจึงเกิดขึ้น ไม่อาศัยไม่เกิดขึ้น อาศัยอะไร อาศัยกายนี้เอง
ก็กายนี้แลไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น

ก็สุขเวทนาอาศัยกายอันไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่ง
อาศัยกันเกิดขึ้นแล้วจึงเกิดขึ้น จักเที่ยงแต่ที่ไหน ดังนี้

เธอย่อมพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป
ความคลายไป ความดับ ความสละคืนในกายและสุขเวทนาอยู่

เมื่อเธอพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป
ความคลายไป ความดับ ความสละคืนในกายและสุขเวทนาอยู่
ย่อมละราคานุสัยในกายและในสุขเวทนาเสียได้ ฯ

.

[๓๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุนั้นมีสติสัมปชัญญะ
เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่อย่างนี้
ทุกขเวทนาย่อมบังเกิดขึ้น เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า

ทุกขเวทนานี้ บังเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่าทุกขเวทนานั้น
อาศัยจึงเกิดขึ้น ไม่อาศัยไม่เกิดขึ้น อาศัยอะไร อาศัยกายนี้เอง
ก็กายนี้แลไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น

ก็ทุกขเวทนาอาศัยกายอันไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่ง
อาศัยกันเกิดขึ้น แล้วจึงบังเกิดขึ้น จักเที่ยงแต่ที่ไหน ดังนี้

เธอย่อมพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป ความคลายไป
ความดับ ความสละคืนในกายและในทุกขเวทนาอยู่

เมื่อเธอพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป ความคลายไป
ความดับ ความสละคืนในกายและในทุกขเวทนาอยู่
ย่อมละปฏิฆานุสัยในกายและในทุกขเวทนาเสียได้ ฯ

.

[๓๗๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุนั้นมีสติสัมปชัญญะ
เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่อย่างนี้
อทุกขมสุขเวทนาย่อมบังเกิดขึ้น เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า

อทุกขมสุขเวทนานี้บังเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่าอทุกขมสุขเวทนานั้น
อาศัยจึงเกิดขึ้น ไม่อาศัยไม่เกิดขึ้น อาศัยอะไร อาศัยกายนี้เอง
ก็กายนี้แลไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น

ก็อทุกขมสุขเวทนาอาศัยกายอันไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่ง
อาศัยกันเกิดขึ้น แล้วจึงบังเกิดขึ้น จักเที่ยงแต่ที่ไหน ดังนี้

เธอย่อมพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป ความคลายไป
ความดับ ความสละคืนในกายและในอทุกขมสุขเวทนาอยู่

เมื่อเธอพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป ความคลายไป
ความดับ ความสละคืนในกายและในอทุกขมสุขเวทนาอยู่
ย่อมละอวิชชานุสัยในกายและในอทุกขมสุขเวทนาเสียได้ ฯ

.

[๓๘๐] ถ้าภิกษุนั้นเสวยสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า
สุขเวทนานั้นไม่เที่ยง ไม่น่าหมกมุ่น ไม่น่าเพลิดเพลิน

ถ้าเธอเสวยทุกขเวทนา ฯลฯ
ถ้าเธอเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า
อทุกขมสุขเวทนานั้นไม่เที่ยง ไม่น่าหมกมุ่น ไม่น่าเพลิดเพลิน

ถ้าเธอเสวยสุขเวทนา ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวยสุขเวทนานั้น
ถ้าเธอเสวยทุกขเวทนา ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวยทุกขเวทนานั้น
ถ้าเธอเสวยอทุกขมสุขเวทนา ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวยอทุกขมสุขเวทนานั้น

ภิกษุนั้นเมื่อเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด
เมื่อเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด

ย่อมรู้ชัดว่า เมื่อตายไป เวทนาทั้งปวงอันไม่น่าเพลิดเพลิน
จักเป็นความเย็นในโลกนี้ทีเดียว ฯ

.

[๓๘๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนประทีปน้ำมัน อาศัยน้ำมันและไส้จึงโพลงอยู่ได้ เพราะสิ้นน้ำมันและไส้ ประทีปนั้นไม่มีเชื้อพึงดับไป ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน

ถ้าเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด
เสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด

ย่อมรู้ชัดว่า เมื่อตายไป
เวทนาทั้งปวงอันไม่น่าเพลิดเพลิน
จักเป็นความเย็นในโลกนี้ทีเดียว ฯ

.

ผลของการเจริญสมถะและวิปัสสนา

ความเบื่อหน่ายในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
และความเบื่อหน่ายในภพชาติของการเกิด
เป็นเหตุปัจจัยให้ เมื่อสภาวะจิตดวงสุดท้ายเกิด

.

สภาวะจิตดวงสุดท้าย แม้ครั้งที่ ๑
จิตย่อมหวนกลับ งอกลับ ถอยกลับจากการรักชีวิต ไม่ยื่นไปรับความรักชีวิต

“ภิกษุ ท. ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น คือ ภิกษุ เมื่อเสวยเวทนาอันมีกายเป็นที่สุดรอบ,
ก็รู้ชัดว่าเราเสวยเวทนาอันมีกายเป็นที่สุดรอบ ดังนี้.

เมื่อเสวยเวทนาอันมีชีวิตเป็นที่สุดรอบ
ก็รู้ชัดว่าเราเสวยเวทนาอันมีชีวิตที่สุดรอบ ดังนี้.

ภิกษุนั้นย่อมรู้ชัดว่า เวทนาทั้งปวงอันเราไม่เพลิดเพลินแล้ว
จักเป็นของเย็นในอัตตภาพนี้นั่นเทียว จนกระทั่งถึงที่สุดรอบแห่งชีวิต
เพราะการแตกทำลายแห่งกาย ดังนี้”

.

สภาวะจิตดวงสุดท้าย แม้ครั้งที่ ๒
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นว่าไม่งามในกาย ๑
มีความสำคัญว่าเป็นของปฏิกูลในอาหาร ๑
มีความสำคัญว่าไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง ๑
พิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง ๑
มีมรณสัญญาปรากฏขึ้นด้วยดี ณ ภายใน ๑

ซึ่งเมื่อเจริญมรณสัญญาอยู่โดยมาก จิตย่อมหวนกลับ งอกลับ
ถอยกลับจากการรักชีวิต ไม่ยื่นไปรับความรักชีวิต
อุเบกขาหรือความเป็นของปฏิกูลย่อมตั้งอยู่
เปรียบเหมือนขนไก่หรือเส้นเอ็นที่เขาใส่ลงในไฟ
ย่อมหดงอเข้าหากันไม่คลี่ออกฉะนั้น

 

Previous Older Entries

กรกฎาคม 2019
พฤ อา
« มิ.ย.    
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: