สภาวะจิตดวงสุดท้ายครั้งที่1

สภาวะจิตดวงสุดท้ายครั้งที่ 1

ครั้งแรก จากโรคภูมิแพ้ ที่เป็นอยู่

ลักษณะอาการตาย คือ ขาดอากาศหายใจ
เหมือนคนจมน้ำ แล้วหายใจไม่ออก

ก่อนตาย มีดิ้นรน พยายามหายใจ แต่หายใจไม่ออก
ลมหายใจเฮือกสุดท้าย ปลงตกว่า ตายก็ดีเหมือนกัน
เพราะรู้สึกเบื่อหน่ายกับการมีชีวิตอยู่

อาการที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะที่มีเกิดขึ้น รู้ชัดทั้งหมด

ผลของการตายครั้งแรก
ทำให้รู้ชัดในลักษณะอาการของทารกแรกเกิด

เคยทำงานอยู่ห้องคลอด
อาการเหมือนเด็กแรกคลอด ที่หมอใช้เครื่องช่วยดูดออกมา

สภาวะนี้ รู้ชัดในสภาวะ ทุกขัง โดยความเป็นทุกข์ มากที่สุด

เป็นปัจจัยให้รู้ว่า สภาวะที่รู้ชัดในผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
มีชื่อเรียกว่า ปัจจเวกขณญาณ

สภาวะจิตดวงสุดท้าย(ความตาย)
มีชื่อเรียกว่า โคตรภูญาณ

เป็นปัจจัยให้สภาวะวิโมกข์ 3 มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่เป็นสภาวะปรมัตถ์สูงสุด
เป็นการทำลายตัวกู ของกู ได้แก่ อุปทานขันธ์ 5
ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ทั้ง 5
ที่มีอยู่ตามความเป็นจริง ขณะที่เกิด สภาวะจิตดวงสุดท้าย

ทำลายอวิชชาที่มีอยู่ โดยตามลำดับ

ครั้งที่ 1

ครั้งที่2

ครั้งที่3

ครั้งที่4

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้ายในครั้งที่1
คือ รู้แจ้งในนิพพาน

นิพพาน คือ ความดับภพ

1. ภพชาติของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ

2. ภพชาติปัจจุบัน

ต่อมา มีเหตุปัจจัยให้กำลังสมาธิที่มีอยู่(สมาบัติ 8)
เสื่อมหายไปหมดสิ้น

เป็นปัจจัยให้รู้จักสภาวะที่มีชื่อเรียกว่า กิเลส
รู้จักเป็นครั้งแรกในชีวิต

ทั้งๆที่ กิเลสมีเกิดขึ้นเป็นปกติในชีวิต
แต่ไม่เคยรู้เลยว่า ความรู้สึกเหล่านั้น มีชื่อเรียกว่า กิเลส

ต่อมา เป็นปัจจัยให้รู้ชัดในสิ่งที่เรียกว่า ผัสสะ
เป็นปัจจัยให้รู้ชัดในเรื่องกรรม การให้ผลของกรรม
กรรมเก่า กรรมใหม่ และความดับแห่งกรรม
และอริยสัจ 4

.

.

.

ต่อมา มีเหตุปัจจัยให้รู้ชัดว่า
ภพชาติของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ
เป็นเรื่องของ ปฏิจจสมุปบาท กับ อริยสัจ 4 (อวิชชา)
เหตุปัจจัยของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ
และการดับเหตุปัจจัยของการเวียนว่ายตายเกิดกับสังสารวัฏ

ภพชาติปัจจุบัน
เป็นเรื่องของผัสสะ กับ อริยสัจ ๔(ตัณหา)
เหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
และการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน

 

 

[๒๕๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิเป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสัมมาทิฐิเป็น ๒ อย่าง
คือ สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑
สัมมาทิฐิของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค อย่าง ๑ ฯ

[๒๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฐิ
ที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ เป็นไฉน

คือ ความเห็นดังนี้ว่า
ทานที่ให้แล้ว มีผล
ยัญที่บูชาแล้ว มีผล
สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล
ผลวิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่วแล้วมีอยู่
โลกนี้มี โลกหน้ามี
มารดามี บิดามี
สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี

สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ
ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลก มีอยู่

นี้สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ

[๒๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิของพระอริยะ
ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
ความเห็นชอบ องค์แห่งมรรค ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก

มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่นี้แล
สัมมาทิฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ

Advertisements

สภาวะจิตดวงสุดท้าย(ความตาย)

ดีใจที่เจอความตาย

เล่าให้เจ้านายฟังว่า วันก่อน เจ็บหัวใจมาก
อาการเหมือนครั้งก่อนไม่มีผิด

เขาถามว่า แล้วเป็นไง

เราบอกว่า แว่บแรกที่รู้สึกคือ ดีใจ
ที่จะได้เจอสภาวะจิตดวงสุดท้ายอีก(ความตาย)

พอรู้สึกดีใจปั๊บ อาการที่เจ็บหัวใจมาก หายไปทันที

เราบอกเขาว่า ไม่แน่นะ ถ้าต้องไปอยู่แพร่
วลัยพรอาจจะมีสภาวะจิตดวงสุดท้าย(ตาย) เกิดขึ้นที่นั่น

.

.

สภาวะนี่เป็นเรื่องที่แปลกมาก
ลักษณะก่อนที่จะมีสภาวะจิตดวงสุดท้ายเกิดขึ้น
ที่มีเกิดขึ้นเหมือนๆกันทั้งสองครั้งคือ
ความรู้สึกเบื่อหน่ายในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
ความรู้สึกบีบคั้น ความทนอยู่ได้ยาก
และความเบื่อหน่ายในภพชาติของการเกิด

จะมีเกิดขึ้นแบบนี้ทั้ง 2 ครั้ง

ที่แตกต่างกันคือ ลักษณะที่มีเกิดขึ้นของสภาวะจิตดวงสุดท้าย
ครั้งแรก จากโรคภูมิแพ้ ที่เป็นอยู่

ลักษณะอาการตาย คือ ขาดอากาศหายใจ
เหมือนคนจมน้ำ แล้วหายใจไม่ออก

ก่อนตาย มีดิ้นรน พยายามหายใจ แต่หายใจไม่ออก
ลมหายใจเฮือกสุดท้าย ปลงตกว่า ตายก็ดีเหมือนกัน
เพราะรู้สึกเบื่อหน่ายกับการมีชีวิตอยู่

อาการที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะที่มีเกิดขึ้น รู้ชัดทั้งหมด

ผลของการตายครั้งแรก
ทำให้รู้ชัดในลักษณะอาการของทารกแรกเกิด

เคยทำงานอยู่ห้องคลอด
อาการเหมือนเด็กแรกคลอด ที่หมอใช้เครื่องช่วยดูดออกมา

สภาวะนี้ รู้ชัดในสภาวะ ทุกขัง โดยความเป็นทุกข์ มากที่สุด

ครั้งที่ 2 เจ็บหัวใจมาก แล้วหัวใจวายตาย
ก่อนตาย ไม่มีดิ้นรน รู้ทุกขณะที่เจ็บหัวใจ รู้สึกเจ็บมาก
ปลายเท้าสั่นระริก เหมือนปลาที่ถูกทุบหัว

ลมหายใจเอือกสุดท้าย ปลงตกว่า ตายก็ดีเหมือนกัน
เพราะรู้สึกเบื่อหน่ายกับการมีชีวิตอยู่

อาการที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะที่มีเกิดขึ้น รู้ชัดทั้งหมด

สภาวะนี้ รู้ชัดในสภาวะอนัตตา มากที่สุด
เห็นกายและจิต แยกขาดออกจากกัน
อาการที่เกิดขึ้นกับกาย ใจรู้อยู่ ไม่ป่ะปนกัน

ผลของการตายครั้งที่ 2
ทำให้รู้ชัดว่า การที่ต้องตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย
เวียนว่ายตายเกิดใน 31 ภพภูมิ ล้วนเกิดจาก
ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 ที่มีเกิดขึ้น ขณะลมหายใจเฮือกสุดท้าย

มีใจอันอบรมแล้วด้วยมรณสัญญาอยู่โดยมาก

มีใจอันอบรมแล้วด้วยมรณสัญญาอยู่โดยมาก
จิตย่อมหวนกลับ
งอกลับ ถอยกลับจากการรักชีวิต
ไม่ยื่นไปรับความรักชีวิต
อุเบกขาหรือความเป็นของปฏิกูลย่อมตั้งอยู่

.

มรณสัญญา หมายถึง ปรารภความตายเนืองๆ
เหตุปัจจัยจาก ความเบื่อหน่ายในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
และความเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด

.

สภาวะนี้ เป็นตัวแปรของทุกๆสภาวะที่ปฏิบัติทุกๆรูปแบบ
ซึ่งเคยมีเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยพุทธกาล

ภิกษุเกิดนิพพิทากล้า ฆ่าตัวตาย และวานให้ผู้อื่นฆ่าตน

ขณะฆ่าตัวตายหรือขณะที่โดนผู้อื่นปลิดชีวิต

ชั่วขณะจิตนั้น เป็นเรื่องของ สภาวะจิตดวงสุดท้าย
หรือวิโมกข์ ๓ ที่เคยเขียนไว้

บุคคลทั่วไปที่ไม่ได้ทำความเพียร และบุคคลที่ทำความเพียรทุกรูปแบบ
เจอสภาวะนี้เหมือนกันหมด

เพียงแต่ปถุชนไม่ได้สดับ
ไม่ได้ปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน

และบุคคลที่ได้สดับและปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน
แต่การทำความเพียร ไม่ได้เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย

เมื่อไม่เบื่อหน่าย ย่อมไม่คลายกำหนัด
จิตย่อมไม่หลุดพ้น

“บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุเหล่าใด ยังไม่ปราศจากราคะ ความกลัว
ความหวาดเสียว ความสยอง ย่อมมีแก่ภิกษุเหล่านั้นในเวลานั้น

ส่วนภิกษุเหล่าใดปราศจากราคะแล้ว ความกลัว
ความหวาดเสียว ความสยอง ย่อมไม่มีแก่ภิกษุเหล่านั้นในเวลานั้น”

นิมิตเสมือนจริง”ความตาย”

นิมิตเหมือนจริง
เหมือนมีเกิดขึ้นจริงๆ รู้สึกและสัมผัสได้จริง

ที่ทุกๆคนจะต้องเจอ
อาจมีเกิดขึ้น ขณะทำความเพียร
หรือมีเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

“ความตาย”

หากยังมีความกลัวตาย หรือมีห่วง มีอาลัย
ทำให้ไม่สามารถผ่านสภาวะความตายได้

เพราะเป็นเรื่องของ จิตใต้สำนึก
เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ตัวกู ของกู ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

ถ้าให้วลัยพรแนะนำ
คงให้คำแนะนำตามสภาพของบุคคลนั้นๆ
เพื่อให้บุคคลนั้นผ่อนคลายจากสภาพธรรมที่กำลังเจออยู่

ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว
คำแนะนำที่ให้ไปนั้น
ไม่สามารถช่วยอะไรคนๆนั้นได้เลย
ในขณะที่คนๆนั้น กำลังพบเจอสภาวะความตาย

เพราะสภาวะความตายนี้ที่ต้องพบเจอนี้(เหมือนกันหมด)
เป็นเรื่องของ จิตใต้สำนึก ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
อะไรๆที่เรียนรู้มาหรือได้ฟังมา

แม้กระทั่งความเพียรที่ทำมาอย่างหนัก
มีความรู้มากมาย จนถึงเปรียญ 9
ต่อให้มีสติ สมัปชัญญะมากแค่ไหน
ไม่สามารถนำมาช่วยอะไรได้เลย

สิ่งที่จะช่วยให้ผ่านสภาวะความตายนี้ไปได้
เกิดจาก ความเบื่อหน่ายในภพชาติของการเกิด
ต้องเบื่อหน่ายจริงๆ ไม่อยากมีชีวิตอยู่จริงๆ

การทำความเพียร ก็ส่วนของการทำความเพียร
ช่วยในเรื่องการมีสติ ยับยั้งการกระทำ
คนละเรื่องกับสภาวะความตาย

ไม่ว่าบุคคลนั้น จะเพียรมากหรือเพียรน้อย
ถึงเวลาเหตุปัจัจยพร้อม ต้องเจอสภาวะ
ความตายเหมือนกันหมดทุกคน
แตกต่างแค่สิ่งที่มีเกิดขึ้นเท่านั้นเอง

ต่อให้วลัยพรบอกว่า อย่าไปกลัว
ตายก็ตาย ปล่อยไปเลย

ให้พูด ให้แนะนำมากขนาดไหน
ก็ไม่มีผลกระทบใดๆกับสภาวะความตาย

เพราะสภาวะความตายที่มีเกิดขึ้น
อยู่เหนือการควบคุม ไม่สามารถควบคุมให้ดั่งใจได้
ปราศจากตัวตน ความเห็นของตน เข้าไปแทรกแซงสภาวะ

กายและจิตแยกจากกัน

นาม-รูป รูป-นาม กายและจิตแยกจากกัน คนละส่วน

เมื่อวาน คุยกับเจ้านายเรื่องผัสสะ
พร้อมกับบอกว่า อยู่ที่บ้านเขา เห็นผัสสะ ที่มีเกิดขึ้น ชัดดีแท้ๆ
ยิ่งรู้ชัด ยิ่งเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิดที่ยังมีอยู่

วันนี้ ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ รู้ชัดในสภาวะ “หัวใจวาย”
ได้ชิมลาง “ความตาย” อีกครั้งหนึ่ง

รู้สึกถึง อาการเต้นของหัวใจ การบีบตัวของหัวใจ
ปลายเท้าที่สั่นระริก ลักษณะเหมือนปลาที่ถูกทุบหัว

กายและจิต แยกจากกัน ไม่ปะปนกัน
กายส่วนกาย จิตส่วนจิต
สิ่งที่เกิดขึ้นกับกาย ใจที่รู้

รู้ชัดทีละขณะของสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้น
ใจที่นิ่งสงบ รู้แบบสงบ แค่ดู แค่รู้

เมื่อสมาธิคลายตัว
สิ่งแรกที่รู้สึกได้ชัด “อาการเจ็บตรงหัวใจ”

ยังไม่ลุกขึ้นทันที
กำหนดรู้ไปตามความรู้สึกที่มีเกิดขึ้น

ความรู้ในครั้งนี้ กล่าวคือ
หากมีสติ สัมปชัญญะ มีสมาธิ
มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิ

กายและจิตแยกจากกัน ทำงานคนละส่วน

เรื่องหัวใจวาย ไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิด
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับกาย สักแต่ว่ามีเกิดขึ้น
ใจส่วนใจ รู้ว่ามีสิ่งเกิดขึ้นเท่านั้นเอง

สภาวะ “ความตาย”

สภาวะ “ความตาย”

เจ้านายถามว่า สภาวะความตาย ที่เคยเจอครั้งก่อน กับที่เจอครั้งนี้ เหมือนกันมั๊ย

ตอบเจ้านายว่า ไม่เหมือน และเหมือน

เจ้านายถามว่า ต่างกันตรงไหน

ตอบเจ้านายว่า สภาวะความตายที่เจอครั้งก่อน
อาการเหมือนคนจมน้ำ หายใจไม่ออก
มีดิ้นรน พยายามจะหายใจ
แรกๆดิ้นรน เพราะหายใจไม่ออก
จิตเกิดการคิดพิจรณาว่า ตายไปก็ดีเหมือนกัน
พอคิดพิจรณาแบบนี้ เลิกดิ้นรน ปล่อยทุกอย่าง
มีแรงดูดมหาศาล ดูดเข้าไปในที่ๆหนึ่ง
แล้วโผล่พวดออกมา

สภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นนี้
ทำให้รู้ว่า คลอดผ่านช่องคลอดแม่นั้น เป็นอย่างไร

เปรียบเทียบให้เห็นภาพ
หากคลอดจาก ลมเบ่งของแม่
อาการนั้น เหมือนโดนผลักออกมา

หากคลอดด้วย การใช้เครื่องดูด
อาการเหมือน ถูกดูดออกมา
(ที่ว่า มีแรงดูดมหาศาล)

สภาวะความตายในครั้งนั้น
ทำให้รู้ชัดใน “แรกเกิด”
การเกิดที่ผ่านจากการคลอดของแม่
แบบชนิดที่ใช้เครื่องดูด เป็นตัวช่วยในการคลอด

ส่วนสภาวะความตายในครั้งนี้
ที่มีเกิดขึ้นอาจจะแตกต่างกันตรงที่
ครั้งก่อนอาการเหมือนคนจมน้ำ ขาดอากาศหายใจ

ครั้งนี้ อาการเหมือนคนเป็นโรคหัวใจ
มีอาการเจ็บที่หัวใจ แรงบีบของหัวใจ
ปลายเท้าที่สั่นระริก

เหมือนเวลาที่ปลาถูกทุบหัว
ตัวปลาจะดิ้นพราดๆๆๆ
ตัวปลาสั่นระริก

เมื่อมีอาการเจ็บที่หัวใจมาก
จึงกำหนดรู้ลงไปที่อาการเจ็บ ที่กำลังมีเกิดขึ้น

จิตเกิดการพิจรณาขึ้นมาว่า ตายไปก็ดีเหมือนกัน
เบื่อหน่ายในเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่เหลือเกิน

เมื่อจิตเกิดการคิดพิจรณาเช่นนี้
อาการเจ็บที่หัวใจ ดับวูบลงไป

รู้สึกตัวอีกที กลับมารู้ที่กาย
รู้ถึงอาการเจ็บที่หัวใจ
รู้ไปตามนั้น สักพัก อาการเจ็บที่หัวใจ ก็หายไป

ความเหมือนของสภาวะความตาย
ของครั้งนี้ และครั้งที่แล้ว

เหมือนกันตรงที่
จิตเกิดการคิดพิจรณา
ความเบื่อหน่ายในภพชาติของการเกิด
เบื่อหน่ายในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
เห็นทุกข์ โทษ ภัย ของการเกิด

เป็นเหตุปัจจัยให้ จิตเกิดการปล่อยวาง
จากสภาพะรรมที่กำลังมีเกิดขึ้น

ต่างกันตรงนี้
ครั้งที่แล้ว รู้ชัดในสภาพธรรมที่มีชื่อเรียกว่า การเกิด
คือ แรกเกิดของการมีชีวิต

ครั้งนี้ รู้ชัดในสภาพะรรมที่มีชื่อเรียกว่า ความตาย
คือ ความดับสิ้นของชีวิต

เนื่องด้วยในครั้งนี้
กายและจิต แยกขาดออกจากกันอย่างชัดเจน
กายส่วนกาย จิตส่วนจิต ไม่ปะปนกัน

เจ้านายถามว่า แล้ววลัยพรคิดว่าอย่างไร

บอกกับเจ้านายว่า
สภาวะที่มีเกิดขึ้นนี้ เป็นเรื่องของ จิตใต้สำนึก
หรือที่มีชื่อเรียกว่า อนุสัยกิเลส ที่นองเนืองอยู่ในขันธสันดาน

เป็นสภาวะที่ไม่สามารถบังคับให้มีเกิดขึ้น
หรือให้ดับหายไป ตามที่ใจต้องการ
คือ ไม่อยู่ใต้อำนาจการบังคับบัญชาใดๆ
เกิดเพราะเหตุ ดับเพราะเหตุ

…………

………..

ครั้งก่อน รู้ชัดในสภาวะ ทุกข์ อย่างชัดเจน
กล่าวคือ กายและจิต ยังกกกอดกันอยู่

ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น
การดิ้นรน ขณะกำลังขาดอากาศหายใจ

………..

…………..

ครั้งนี้ รู้ชัดในสภาวะ อนัตตา อย่างชัดเจน
กล่าวคือ กายและจิต แยกขาดจากกัน

ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น
กายส่วนกาย จิตส่วนจิต
เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับกายและใจที่รู้อยู่

……….

……….

สภาวะทั้งสองสภาวะที่เกิดการรู้ชัด
มีเกิดขึ้นเหมือนๆกันคือ เกิดจากจิตที่ปล่อยวาง

สภาวะความตาย

ต่างกันตรงไหน?

เจ้านายถามอีกครั้งว่า

สภาวะความตายครั้งก่อน วลัยพรบอกว่า
รู้ชัดในสภาวะทุกขั งชัดว่าสภาวะอื่นๆ

เราบอกว่า ใช่ สภาวะความตายครั้งที่แล้ว
จะรู้ชัดตั้งแต่ เริ่มหมดอากาศหายใจ หายใจไม่ออก
ดิ้นทุรนทุราย เหมือนจะขาดใจตาย

จึงพูดได้ว่า รู้ชัดในสภาวะทุกขัง มากที่สุด

เจ้านายถามว่า แต่ก็รู้ชัดในอนิจจัง ด้วยไม่ใช่หรือ

เราบอกว่า ใช่ แต่มันไม่รู้ชัดในสภาวะอนิจจังแบบ รู้จากใจจริงๆ
เป็นการรู้แบบ ประมาณว่า

ครั้งก่อน ตายแบบจมน้ำ
ครั้งนี้ ตายแบบหัวใจวาย

สภาวะความตายเหมือนกัน
แตกต่างตรงลักษณะอาการตาย
อาการใกล้ตาย และ จิตสุดท้าย

จึงน้อมใจได้ว่า เป็นอนิจจัง
ครั้งก่อนอีกแบบ ครั้งนี้อีกแบบ
แต่เป็นสภาวะความตายเหมือนๆกัน
หรือมีเกิดขึ้น แล้วดับไป

มันเป็นอนิจจังแบบ น้อมเอาเข้าตัว
คือ คิดพิจรณาขึ้นมาเอง

แต่ไม่ได้รู้ชัดในสภาวะอนิจจัง
แบบแจ้งออกมาจากจิต

สภาวะความตายครั้งก่อน
รู้ชัดในสภาวะทุกขังมากที่สุด
รู้ชัดแบบแจ้งออกมาจากจิต
ไม่ต้องน้อมเอา คิดเอาเองว่า เป็นทุกขัง

สภาวะทุกขัง เป็นสภาวะบีบคั้น ทนได้ยาก
ที่มีอยู่ภายในกายและจิต ขณะที่เสวยอารมณ์อยู่

ในตำรามีกล่าวไว้ว่า

สงฺขารทุกฺขานุปสฺสนา
ปัญญาที่พิจรณาเห็นทุกข์ทั่วไป ที่รู้ได้ยาก

เป็นการรู้เห็นความเป็นไปแห่ง รูป,นาม ขันธ์ ๕ ตามสภาวะ
ไม่มีบัญญติเข้ามาเจือปน(น้อมเอา คิดเอาเองว่าเป็นทุกขัง)
ซึ่งมีเกิดขึ้นในเฉพาะใน สัมมาสมาธิเท่านั้น
อปฺปณิหิตานุปสฺสนา
วุฏฐาคามินีวิปัสสนาที่เนื่องมาจาก ทุกขลักษณะ

อปฺปณิหิตวิโมกฺขมุข
หมายความว่า ขณะที่วุฏฐาคามินีวิปัสสนา กำลังดำเนินไปอยู่ เกิดทุกขเวทนาขึ้นมาอย่างแรงกล้า เช่น เกิดแน่นหน้าอกเรื่อยขึ้นมาถึงลำคอในที่สุดก็ดับไป

ลักษณะอย่างนี้ เรียกว่า อปฺปณิหิตวิโมกฺขมุข
คือ ดับทางทุกขัง

สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ
ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ

อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข
เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา

เมื่อผู้ใดปฏิบัติมาพิจรณาเห็นโดยวิปัสสนาญาณว่า
สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์

เมื่อนั้น ย่อมเบื่อหน่ายในสังขารทุกข์ คือ กาย,ใจ

การเบื่อหน่ายเช่นนี้
เป็นหนทางแห่งความบริสุทธิ์ หมดจดจากกิเลสทั้งปวง

——–

————–

สำหรับบางคนที่ได้อ่าน
อาจจะเกิดความสงสัยได้ว่า
ใช่โสดา สกิทาคา อนาคามี อรหันต์มั๊ย?

คำตอบ คือ สิ่งที่เกิดขึ้น หรือสภาวะต่างๆ
หรือ ผัสสะ ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
สักแต่ว่า เป็นสิ่งที่มีเกิดขึ้น

ครั้งก่อน เป็นอีกแบบ ครั้งนี้เป็นแบบนี้
แปรเปลี่ยนตามเหตุและปัจจัยที่ยังมีอยู่

หากไปน้อมเอาคิดเอาเองว่า

ก็ในเมื่อตำรามีเขียนไว้ว่า
อปฺปณิหิตวิโมกฺขมุข เป็นการหลุดพ้นทางทุกขัง

เมื่อใจน้อมเข้าสู่ความมี ความเป็น
ไม่มีการกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)
เป็นเหตุปัจจัยให้ ติดกับดักกิเลส เกิดจากตัณหา ความอยากมี อยากเป็น
แล้วคิดว่า ความมี ความเป็นอะไรๆ จะช่วยให้พ้นทุกข์ได้

เมื่อน้อมใจเชื่อว่า เป็นนั่น เป็นนี่ในสมมุติบัญญัติเสียแล้ว
สภาวะธรรมเหล่านี้ “ย่อมเบื่อหน่ายในสังขารทุกข์ คือ กาย,ใจ”
ย่อมมีเกิดขึ้นไม่ได้เลย

เป็นเหตุปัจจัยให้ หลงกระทำ
นำสิ่งที่คิดว่ามี คิดว่าเป็น คิดว่าใช่
ไปสร้างเป็นกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีก

วลัยพรก็เคยหลงสภาวะนี้มาก่อน
จึงมีการสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้น มากกว่าคิดที่จะหยุด

จนกระทั่ง รู้ชัดในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของสิ่งที่เรียกว่า ผัสสะ

นั่นแหละจึงหลุดพ้นจากอุปกิเลสได้(กับดักหลุมพรางกิเลส)

มรณะ

มรณะ มรณัง

วันนี้ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ วันไหนๆ วินาทีใด

สุดท้าย ต้องตาย

อย่ามานั่งเสียใจ ขณะกำลังจะหมดลมหายใจ

ลมหายใจเฮือกสุดท้าย ระลึกสิ่งใด

หากยังมีเหตุให้ต้องเกิด ไปเกิดภพภูมินั้นทันที

——

——

ลมหายใจเฮือกสุดท้าย

หมั่นทำทาน สร้างกุศล รักษาศิล ทำสมาธิ

คิดพิจรณาบาป-บุญ กุศล-อกุศล ก่อนลงมือทำ

เวลาใกล้ตาย ขณะลมหายใจเฮือกสุดท้าย ระลึกถึงบุญกุศลที่เคยทำ

ย่อมไปเกิดในภพภูมิที่ดีอย่างแน่นอน

ความตาย

แปลกดีนะ

สภาวะความตาย ที่พบเจอมา

ครั้งแรกที่พบเจอ สภาวะทุกข์
หรือทุกขังหรือทุกขลักขณะ
รู้ชัดในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น มากที่สุด
รู้ชัดในแต่ละขณะ ตั้งแต่เริ่มเกิด(เหมือนคนจมน้ำ หายใจไม่ออก)
ขณะกำลังเกิด(ดิ้นรน ทุรน ทุราย หาอกาศหายใจ)
ขณะกำลังจะดับ(จิตสุดท้ายก่อนหมดลมหายใจ)

สภาวะความตายที่พบเจอนี้
ทำให้รู้ชัด ในขณะที่กำลังเกิด(แม่กำลังคลอด)
เป็นการเกิด โดยใช้เครื่องดูด(มีแรงดูดมหาศาลดูดเข้าไป)
เป็นตัวช่วยในการคลอดของแม่

จากวันต่อๆมา จิตทรงฌาน เนวสัญญานาสัญญาญตนะ
หรือที่เรียกเองว่า สภาวะหุ่นยนต์

ผัสสะที่มีเกิดขึ้น สักแต่ว่าผัสสะ
ไม่มีชื่อเรียก ไม่มีสรรพนาม กระบแล้วดับทันที
เหมือนลูกบอลที่กระแทกกับผนัง แล้วกระเด้งออกมา

จำไม่ได้ว่า จิตทรงอยู่ในสภาวะนี้กี่วัน
ที่ไม่ได้สังเกตุ เพราะยังไม่รู้ว่า สภาวะที่มีเกิดขึ้น(ความตาย) คืออะไร
แต่สิ่งที่รู้สึกได้ชัด จิตน้อมเข้าสู่ความสงบเนืองๆ
ยืน เดิน นั่ง นอน ทำงาน จิตเป็นสมาธิเนืองๆ

เป็นครั้งแรก ที่รู้ชัดในสิ่งที่เรียกว่า กิเลส
คือ มีปกติ แต่ไม่รู้ว่า เป็นกิเลส

เป็นครั้งแรกที่เริ่มรู้ชัดในลักาณะอาการที่มีเกิดขึ้นตวามความเป็นจริง
ของคำเรียกต่างๆ ที่มีปรากฏอยู่ในพระธรรมคำสอน

สภาวะต่างๆที่เรียกว่า อุปกิเลส
เป็นเหตุปัจจัยให้ รู้ชัดในสาเหตุของการเกิด อุปกิเลส

หลังออกจากสมาธิทุกๆครั้ง
ในแต่ละครั้ง มักมีสัญญา(คำเรียกต่างๆ) มีเกิดขึ้นเนืองๆ

ที่รู้ชัดในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของคำเรียกต่างๆ ล้วนเกิดขณะที่จิตเป็นสมาธิอยู่(สัมมาสมาธิ)

จากสัญญา จึงกลายมาเป็นปัญญา
สามารถนำมากระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์
ดับเหตุและปัจจัยของการเกิด(การเวียว่ายตายเกิด) ที่ยังมีอยู่

หากไม่รู้ชัดในนิพพาน ไม่รู้ว่า นิพพานคืออะไร
เมื่อไม่รู้ ย่อมไม่สามารถนำมาประทำเพื่อให้แจ้งในนิพพานได้

หากไม่รู้ชัดในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น ตามความเป็นจริง
ของคำที่เรียกว่า โยนิโสมนสิการ

เมื่อไม่รู้ ย่อมไม่สามารถนำมาปฏิบัติตามได้
สภาวะวิปัสสนาหรือไตรลักษณ์ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

หากไม่รู้ชัดในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของคำที่เรียกว่า ผัสสะ

เมื่อไม่รู้ ย่อมไม่รู้ชัดในเรื่อง กรรม ผลของกรรม
สาภาวะที่เรียกว่า กรรมใหม่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

อริยสัจจ์ ที่เป็นส่วนของ
การดับเหตุปัจจัยของการเกิด(ทุกข์-สุข ที่มีเกิดขึ้นในชีวิต)

อริยสัจจ์ ที่เป็นส่วนของ
การดับเหตุปัจจัยของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

เมื่อไม่รู้ชัดในลักษณะของ อาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของคำที่เรียกว่า อริยสัจจ์

สภาวะที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท
ทั้งฝ่ายเกิดและฝ่ายดับ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

จุดเริ่มต้นของเรื่องราวสภาวะทั้งหมด
ได้แก่ สมถะ-วิปัสสนา

เมื่อไม่รู้ว่า สมถะ เป็นความตั้งมั่นของจิต
เป็นเรื่องของ จิตเป็นสมาธิ

มีลักษณะอาการที่เกิดขึ้น 2 อย่าง คือ

มิจฉาสมาธิ ขณะจิตเป็นสมาธิ
ขาดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม

สัมมาสมาธิ ขณะจิตเป็นสมาธิ
มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม

ความเบื่อหน่ายกับความตาย

พักนี้ก็มีฝันนะ

แต่เป็นความฝันเรื่องเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่
เห็นแล้ว รู้สึกเหนื่อยใจ ทำให้เกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย

ก็คิดนะ คิดว่า ยังดีนะ ที่ทำความเพียรต่อเนื่อง
ผลของการทำความเพียร ทำให้ละในเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่ได้เนืองๆ

คือ หยุด มากกว่า สานต่อ

ชีวิตเป็นของเรา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับลมปากของใคร
ยิ่งรู้ชัด ยิ่งหยุด ความเบากาย เบาใจ ย่อมมีเกิดขึ้นเนืองๆ
สภาพธรรมต่างๆ ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
สุดท้าย มันก็แค่นั้นเอง

แต่มันทำให้ไม่หลง
ในสิ่งที่คิดว่ารู้ ว่าเห็น

เมื่อรู้เห็นด้วยตนเอง
แล้วเห็นว่า สิ่งที่ถูกรู้ มีอยู่จริงนะ
ความสงสัย ก็ค่อยๆจางหายไปเอง
จนกระทั่ง สิ้นสงสัย

เพราะได้ประสพพบเจอด้วยตนเอง
ด้วยการทำความเพียรต่อเนื่องนี่แหละ
ไม่ได้ไปฟังจากใครที่ไหนมา

ที่เขียนๆ ไม่เคยไปลอกของใครมา
เขียนจากสิ่งที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธินี่แหละ

เมื่อก่อนเคยหลงนะ เพราะเคยหลงมาก่อนจึงรู้
เมื่อรู้แล้วว่า สิ่งที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิคืออะไร
พอรู้แล้ว ไม่มีหลงสภาวะอีก
ก็บอกเจ้านายนะว่า

ตายเพราะขาดอากาศหายใจ ก็เคยได้ลิ้มลองมาแล้ว

ตายเพราะ หัวใจวาย ก็เคยได้ลิ้มลองมาแล้ว

ตายครั้งต่อไป(อนิจจลักขณะ) จะตายแบบไหนหนอ

เราก็คิดนะว่า หรือเป็นตะคริวตาย
เพราะชอบเป็นตะคริวบ่อยๆ

บางทีเป็นทั้งตัว ขยับตัวไม่ได้
ใช้การกำหนดรู้ช่วย อาการเป็นยังไง รู้ตามความเป็นจริง

สักพัก ตะคริวจะค่อยๆคลายตัว
จนกลับมาปกติ

ก็แค่คิดเอาเองนะ
สังเกตุจากทั้งสองครั้ง สภาวะความตายที่พบเจอมา

วลัยพรมีโรคประจำตัวคือ ภูมิแพ้
ถ้าเหนื่อยมาก จะมีอาการหอบ ต้องใช้ยาช่วย

มีความเสี่ยงหัวใจวาย(ตามหมอบอก)

สภาวะทั้งสองนี้ ห่างกันหลายปีเหมือนกันนะ
เพราะพักหลัง มีเหตุให้ไม่ได้ทำความเพียรต่อเนื่อง
แบบติดต่อกันทั้งกลางวันและกลางคืน
ไม่ได้ทำแบบเคร่งเครียด แต่ทำเป็นระยะๆ ตามสะดวก

แต่ที่แน่ๆคือ จากสภาวะความตายทั้งสองครั้ง ที่พบเจอมา
เป็นตัวบ่งบอกว่า จิตใต้สำนึกเกี่ยวกับความตายนั้น
เรามีความรู้สึกอย่างไร และหากถึงเวลาตายจริงๆ
รู้เลยว่า ไม่แตกต่างจากสภาวะความตายทั้งสองครั้ง
ที่ได้ประพบเจอด้วยตนเอง

คิดไปคิดมา ก็ทำให้ปีติ ความอิ่มเอิบใจ
ความสุขใจ ทั้งสมาธิ มีเกิดขึ้นทันที

ไม่สงสัยเลยว่า
จิตสุดท้าย ขณะกำลังจะหมดลมหายใจนั้น เป็นอย่างไร

ทรัพย์สินเงินทอง ไม่มีในหัวสมอง
ความห่วง ความอาลัย ไม่มีเกิดขึ้นเลย
จิตมันปลงตก เพราะเบื่อหน่ายในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
เรื่องความตายนี่ เป็นเรื่องปกติสำหรับเราไปแล้วนะ

Previous Older Entries

ตุลาคม 2017
พฤ อา
« ก.ย.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: