ความตาย

28-02-18

คำว่า ตายแล้วเกิด ไม่ได้หมายถึง
การตาย และเกิดใหม่ ในสังสารวัฏ เพียงอย่างเดียว

แต่หมายถึง การตายและเกิดใหม่ในภพชาติปัจจุบันนี้
กล่าวคือ เป็นผู้ที่มีสติ สัมปชัญญะ ขณะทำกาละ
เป็นผู้มีสติ สัมปชัญญะ ขณะกำลังเกิด

ขณะที่กำลังเขียนเรื่องนี้
ก็ค้นหาคำเรียกที่มีปรากฏอยู่ในพระธรรมคำสอน
ไปๆมาๆ เจอพระสูตรที่เนื่องด้วยพระอรหันต์ “ชราสุตตนิทเทสที่ ๖.”

อ่านไป อ่านมา คิดพิจรณาถึงสอุปาทิเสนิพพานธาตุ
ที่เคยเขียนไว้เกี่ยวกับ อุภโตภาควิมุติ ปัญญาวิมุติ
สมณบุณฑริก สมณสระปทุม สมณะผู้ละเอียดอ่อน
ซึ่งในตอนนั้น ที่เขียนๆไป ยังออกจะมีงงๆ เกี่ยวกับคำเรียก
คือ ยังไม่สามารถแยกแยะสภาวะ รายละเอียดออกมาเฉพาะได้

แค่รู้ว่ามาตลอด ไม่ค้นหา
เพราะสภาวะที่ผ่านๆมา สอนให้รู้ว่า
เมื่อถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม เดี่ยวมีเหตุปัจจัยให้รู้เอง

.

เมื่อวาน นั่งอ่านเรื่องพระสุสิมะขโมยธรรม
อ่านไปพิจรณาไปด้วย อ่านแล้วมีแปลกใจเหมือนกัน
ตอนที่พระสุสิมะ ได้ถามกับพระภิกษุที่เป็นพระอรหันต์ว่า

สุ. ผมไม่เข้าใจเนื้อความแห่งคำที่ท่านทั้งหลายกล่าวโดยย่อนี้โดยพิสดารได้ ขอท่านทั้งหลายจงกล่าวแก่ผม เท่าที่ผมจะพึงเข้าใจเนื้อความแห่งคำที่ท่านทั้งหลายกล่าวโดยย่อนี้ โดยพิสดารเถิด ฯ

ภิ. ท่านสุสิมะ ท่านพึงเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ตาม แต่ผมทั้งหลายก็หลุดพ้นได้ด้วยปัญญา ฯ

.

ที่ว่าแปลกใจ คือ สภาวะต่างๆ ไม่จำเป็นต้องรู้เห็นเหมือนกันหมด
เป็นเรื่องเหตุปัจจัยของผู้นั้น แต่ทำไมภิกษุเหล่านั้น จึงพูดทำนองว่า
“ผมทั้งหลายหลุดพ้นด้วยปัญญา” นี่แหละที่แปลกใจ

และที่ทำให้แปลกใจยิ่งขึ้นไปอีก ตอนที่พระสุสิมะนำไปสอบถามกับพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงสอบอารมณ์พระสุสิมะ คำที่ทรงตรัสเหมือนกับที่ภิกษุพูดกับพระสุสิมะ และที่ทำให้แปลกใจยิ่งขึ้น ตรงที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “พ. ดูกรสุสิมะ คำตอบนี้ และการไม่เข้าถึงธรรมเหล่านี้มีอยู่ในเรื่องนี้ ในบัดนี้ เรื่องนี้เป็นอย่างไรแน่ ฯ”

คำตรงนี้ที่ทำให้แปลกใจมาก รู้สึกฉงนว่าพลาดตรงไหนไป
ย้อนกลับไปอ่าน ก็ไม่มีตรงไหนพลาด

.
มาวันนี้ ได้คำตอบทั้งหมด ก็จากการที่ได้อธิบายในสอุปาทิเสสะนิพพานธาตุนี้แหละ ที่เขียนไว้มีอุภโตภาควิมุติมาเกี่ยวข้อง

จากที่เคยอ่านๆมา เข้าใจว่า อภโตภาควิมุติบุคคล หมายถึงพระอรหันต์
จุดสังเกตุ ตรงคำว่า บุคคล ซึ่งมีอยู่ในบุคคลบัญญัติ

เออหนอ เป็นอย่างนี้เองหนอ
บุคคลบัญญัติ เป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้นจาก
อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ
จึงมีชื่อเรียกว่า บุคลบัญญัติ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้

จาก อุภโตภาควิมุติบุคคล เมื่อเป็นพระอรหันต์เต็มตัว
จะเป็นสมณะสระปุทม

จากปัญญาวิมุติบุคคล เมื่อเป็นพระอรหันต์เต็มตัว
จะเป็นสมณะบุณฑริก

พระอรหันต์ ที่เป็นสมณะผู้ละเอียดอ่อน
หมายถึง พระพุทธเจ้า

Advertisements

ทำกาละ

8 มกราคม

ถ้าไม่ได้ทำกรรมฐานอย่างต่อเนื่อง

และถ้าไม่เคยรู้ชัดในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น ขณะทำกาละถึง ๒ ครั้ง
คงไม่รู้ชัดในข้อปฏิบัติ เจริญสมถะและวิปัสสนา
คงไม่รู้ชัดในสิ่งที่เรียกว่า สมถะ และ วิปัสสนา
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

.

ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นแบบนี้ คงไม่ปรากฏแจ่มแจ้งในจิต

“ถ้าความกำหนัดในรูปธาตุ ในเวทนาธาตุ ในสัญญาธาตุ ในสังขารธาตุ ในวิญญาณธาตุเป็นอันภิกษุละได้แล้วไซร้

เพราะละความกำหนัดเสียได้ อารมณ์ย่อมขาดสูญ ที่ตั้งแห่งวิญญาณย่อมไม่มี วิญญาณอันไม่มีที่ตั้งนั้น ไม่งอกงาม ไม่แต่งปฏิสนธิ หลุดพ้นไป เพราะหลุดพ้นไปจึงดำรงอยู่ เพราะดำรงอยู่ จึงยินดีพร้อม เพราะยินดีพร้อม จึงไม่สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมดับรอบเฉพาะตนเท่านั้น.

เธอย่อมทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี”

.

การทำกาละ หรือ ความตาย เป็นเพียงภาษาสมุตติ ที่บัญญัติขึ้นมาใช้ในการสื่อสาร

ตัวสภาวะตามความเป็นจริงของการทำกาละหรือความตาย เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย

๑. ยังมีสังโยชญ์ ที่ยังละภพของการเกิด ยังไม่ได้

๒. มีสัญโญชน์อันจะนำไปสู่ภพสิ้นแล้ว พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบ

.

อ่านตัวออก ได้แก่ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

บอกตัวได้ ได้แก่ รู้แล้วหยุด มากกว่าสานต่อ

ใช้ตัวเป็น ได้แก่ เจริญสติปัฏฐาน ๔

เห็นตัวตาย ได้แก่ สภาวะจิตดวงสุดท้าย
(อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ)

คลายทิฏฐิ ได้แก่ มีสัมมาทิฏฐิเกิดขึ้น

ประสพการณ์เกี่ยวกับ “ความตาย

ประสพการณ์เกี่ยวกับ “ความตาย”

.

เฉียดตาย ๒ ครั้ง

๑. เกือบโดนรถชนตาย
รอดมาได้ เพราะสติดี สมาธิดี และอาจยังไม่ถึงคราวตายด้วย

๒. ประจำเดือนมามากผิดปกติ เหมือนคนตกเลือด
ไม่ไปหาหมอ ไม่กินยา ใช้สมาธิรักษา

.

.

เวทนากล้า มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
กายแตก กายระเบิด ๒ ครั้ง

.

.

เห็นตัวตาย ๑ ครั้ง
มีเกิดขึ้นขณะนั่งสมาธิ

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตอนนั้น
อาการเหมือนคนที่ขาดอากาศหายใจ
แรกๆดิ้นรน หาอากาศหายใจ
สุดท้ายปลงตกว่า ตายก็ดีเหมือนกัน
เพราะรู้สึกเบื่อหน่ายทุกเรื่องราว

เมื่อคิดพิจรณาดังนี้ หยุดดิ้นรน
รู้ชัดทุกอาการที่มีเกิดขึ้นก่อนหมดลมหายใจเฮือกสุดท้าย
ความรู้สึกดับลงไป

ต่อมารู้สึกเหมือนถูกดูดด้วยแรงดูดมหาศาล
สองข้างทางที่ผ่านเข้าไป มีภาพในอดีตชาติแต่ละชาติ
ผ่านไปไวมาก ดูไม่ทัน จึงไม่รู้ว่าเป็นชาติไหนบ้าง

เป็นเหตุปัจจัยให้รู้ชัดในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น
ของสภาวะจิตดวงสุดท้ายก่อนทำกาละ

“รู้ชัดโดยความเป็นทุกข์”

ผัสสะและอริยสัจ ๔

[๒๒๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุเป็นทุกข์ แม้เหตุและปัจจัยเพื่อความ
เกิดขึ้นแห่งจักษุนั้นก็เป็นทุกข์ จักษุอันเกิดแต่เหตุที่เป็นทุกข์ ที่ไหนจักเป็นสุขเล่าฯลฯ

ใจเป็นทุกข์ แม้เหตุและปัจจัยเพื่อความเกิดขึ้นแห่งใจก็เป็นทุกข์ ใจอันเกิดแต่เหตุที่เป็นทุกข์ ที่ไหนจักเป็นสุขเล่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุ แม้ในหู แม้ในจมูก แม้ในลิ้น แม้ในกาย แม้ในใจ
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด
เพราะคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น
เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว
รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ

.

หัวใจวายตาย ๑ ครั้ง
ขณะที่เกิดอาการหัวใจวาย มีสติรู้ตัวตลอด
กำหนดรู้ไปตามอาการตามความเป็นจริง
เจ็บหัวใจมากจนทนไม่ไหว กำหนด รู้หนอๆๆ
เห็นกายและจิตแยกขาดออกจากกัน
(สิ่งที่เกิดขึ้นกับใจที่รู้อยู่)

ความรู้สึกดับลงไป
รู้สึกตัวอีกที รู้ทั้งตัว รู้กายที่นอนอยู่

สภาวะที่มีเกิดขึ้นครั้งนี้
เป็นการตอกย้ำ ความรู้ชัดในสภาวะจิตดวงสุดท้าย

เมื่อความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ ไม่มี
ที่ตั้งของวิญญาณ ย่อมไม่มี

“รู้ชัดโดยความเป็นทุกข์
แต่รู้ชัดโดยความเป็นอนัตตามากกว่า”

ปฏิจจสมุปบาทและอริยสัจ ๔
อวิชชา สังขาร วิญญาณ

ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าราคะในรูปธาตุ ในเวทนาธาตุ ในสัญญาธาตุ ในสังขารธาตุ ในวิญญาณธาตุ เป็นสิ่งที่ภิกษุละได้แล้ว.

เพราะละราคะได้
อารมณ์สำหรับวิญญาณก็ขาดลง
ที่ตั้งของวิญญาณก็ไม่มี
วิญญาณอันไม่มีที่ตั้งนั้น ก็ไม่งอกงาม
หลุดพ้นไป เพราะไม่ถูกปรุงแต่ง
เพราะหลุดพ้นไป ก็ตั้งมั่น
เพราะตั้งมั่น ก็ยินดีในตนเอง
เพราะยินดีในตนเอง ก็ไม่หวั่นไหว
เมื่อไม่หวั่นไหว ก็ปรินิพพานเฉพาะตน

ย่อมรู้ชัดว่า
ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้สำเร็จแล้ว
กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก ดังนี้

มรณสัญญา ตั้งไว้ดีแล้ว

เมื่อรู้ชัดว่า เวลาสภาวะจิตดวงสุดท้าย(ความตาย)
ที่มีเกิดขึ้นนั้น ขณะนั้น ใจเป็นอย่างไร

เป็นเหตุปัจจัย ให้รู้ชัดว่า ในสภาวะจิตดวงสุดท้ายนั่น
ตัณหา ที่ยังมีอยู่ ไม่สามารถทำอะไรได้เลย

.

ประกอบกับ เมื่อรู้ชัดว่า
ทำไมสิ่งที่เกิดขึ้น จึงมีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

จึงทำให้การสำรวม สังวร ระวัง ในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
และที่จะกลายเป็นโทษต่อผู้อื่น โดยไม่ได้เจตนา

นิพพิทา ความเบื่อหน่าย จึงมีเกิดขึ้นเนืองๆเพราะเหตุนี้
จึงทำให้เกิดความเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด
และทำให้เบื่อหน่ายกับการมีชีวิตอยู่เกิดขึ้นตามมา

.

มรณาสัญญา จึงตั้งไว้ดีแล้ว ในภายในอยู่
หมายถึง ระลึกถึงความตายเนืองๆ มีเกิดขึ้น โดยอัตโนมัติ
เหตุปัจจัยจาก ความเบื่อหน่ายกับการมีชีวิตอยู่
เพราะเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด

ไม่ได้เกิดจาก การน้อมเอาคิดเอา
เพื่อให้มีเกิดขึ้นแต่อย่างใด

 

มีเกิดขึ้นเฉพาะ ผู้ที่รู้ชัดในสภาวะจิตดวงสุดท้าย
และรู้แจ้งแทงตลอด ในอริยสัจ ๔ ด้วยตนเอง

 

 

รอทำกาละ

ผู้ที่เจริญสติปัฎฐาน ๔
เมื่อถึงเวลาสิ้นชีวิต(ตาย)

สภาวะจิตดวงสุดท้าย มีแค่
ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

กล่าวคือ สิ่งที่เกิดขึ้น กับใจที่รู้อยู่เท่านั้น

 

เคลัญญสูตรที่ ๑

[๓๗๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้เมืองเวสาลี ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่หลีกเร้น เสด็จเข้าไปยังศาลาคนไข้ แล้วประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ ครั้นแล้วตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติ มีสัมปชัญญะ รอกาลเวลา นี้เป็นคำเราสั่งสอนพวกเธอ ฯ

[๓๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุย่อมเป็นผู้มีสติอย่างไร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ย่อมเป็นผู้มีปรกติเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร
มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย

ย่อมเป็นผู้มีปรกติเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร
มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย

ย่อมเป็นผู้มีปรกติเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ
มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย

ย่อมเป็นผู้มีปรกติเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร
มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมเป็นผู้มีสติอย่างนี้แล ฯ

[๓๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุย่อมเป็นผู้มีสัมปชัญญะอย่างไร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการก้าวไป ในการถอยกลับ
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกในการแล ในการเหลียว
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการคู้เข้า เหยียดออก
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการทรงผ้าสังฆาฏิ บาตร และจีวร
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการกิน ดื่ม เคี้ยว ลิ้ม
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการเดิน ยืน นั่ง หลับ ตื่น พูด นิ่ง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ รอกาลเวลา
นี้เป็นคำเราสั่งสอนพวกเธอ ฯ

.

[๓๗๗] ถ้าเมื่อภิกษุนั้นมีสติสัมปชัญญะ ไม่ประมาท มีความเพียร
มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่อย่างนี้ สุขเวทนาย่อมบังเกิดขึ้น เธอย่อมรู้อย่างนี้ว่า
สุขเวทนานี้บังเกิดขึ้นแล้วแก่เราแล ก็แต่ว่าสุขเวทนานั้น
อาศัยจึงเกิดขึ้น ไม่อาศัยไม่เกิดขึ้น อาศัยอะไร อาศัยกายนี้เอง
ก็กายนี้แลไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น

ก็สุขเวทนาอาศัยกายอันไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่ง
อาศัยกันเกิดขึ้นแล้วจึงเกิดขึ้น จักเที่ยงแต่ที่ไหน ดังนี้

เธอย่อมพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป
ความคลายไป ความดับ ความสละคืนในกายและสุขเวทนาอยู่

เมื่อเธอพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป
ความคลายไป ความดับ ความสละคืนในกายและสุขเวทนาอยู่
ย่อมละราคานุสัยในกายและในสุขเวทนาเสียได้ ฯ

.

[๓๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุนั้นมีสติสัมปชัญญะ
เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่อย่างนี้
ทุกขเวทนาย่อมบังเกิดขึ้น เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า

ทุกขเวทนานี้ บังเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่าทุกขเวทนานั้น
อาศัยจึงเกิดขึ้น ไม่อาศัยไม่เกิดขึ้น อาศัยอะไร อาศัยกายนี้เอง
ก็กายนี้แลไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น

ก็ทุกขเวทนาอาศัยกายอันไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่ง
อาศัยกันเกิดขึ้น แล้วจึงบังเกิดขึ้น จักเที่ยงแต่ที่ไหน ดังนี้

เธอย่อมพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป ความคลายไป
ความดับ ความสละคืนในกายและในทุกขเวทนาอยู่

เมื่อเธอพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป ความคลายไป
ความดับ ความสละคืนในกายและในทุกขเวทนาอยู่
ย่อมละปฏิฆานุสัยในกายและในทุกขเวทนาเสียได้ ฯ

.

[๓๗๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุนั้นมีสติสัมปชัญญะ
เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่อย่างนี้
อทุกขมสุขเวทนาย่อมบังเกิดขึ้น เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า

อทุกขมสุขเวทนานี้บังเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่าอทุกขมสุขเวทนานั้น
อาศัยจึงเกิดขึ้น ไม่อาศัยไม่เกิดขึ้น อาศัยอะไร อาศัยกายนี้เอง
ก็กายนี้แลไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น

ก็อทุกขมสุขเวทนาอาศัยกายอันไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่ง
อาศัยกันเกิดขึ้น แล้วจึงบังเกิดขึ้น จักเที่ยงแต่ที่ไหน ดังนี้

เธอย่อมพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป ความคลายไป
ความดับ ความสละคืนในกายและในอทุกขมสุขเวทนาอยู่

เมื่อเธอพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป ความคลายไป
ความดับ ความสละคืนในกายและในอทุกขมสุขเวทนาอยู่
ย่อมละอวิชชานุสัยในกายและในอทุกขมสุขเวทนาเสียได้ ฯ

.

[๓๘๐] ถ้าภิกษุนั้นเสวยสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า
สุขเวทนานั้นไม่เที่ยง ไม่น่าหมกมุ่น ไม่น่าเพลิดเพลิน

ถ้าเธอเสวยทุกขเวทนา ฯลฯ
ถ้าเธอเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า
อทุกขมสุขเวทนานั้นไม่เที่ยง ไม่น่าหมกมุ่น ไม่น่าเพลิดเพลิน

ถ้าเธอเสวยสุขเวทนา ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวยสุขเวทนานั้น
ถ้าเธอเสวยทุกขเวทนา ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวยทุกขเวทนานั้น
ถ้าเธอเสวยอทุกขมสุขเวทนา ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวยอทุกขมสุขเวทนานั้น

ภิกษุนั้นเมื่อเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด
เมื่อเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด

ย่อมรู้ชัดว่า เมื่อตายไป เวทนาทั้งปวงอันไม่น่าเพลิดเพลิน
จักเป็นความเย็นในโลกนี้ทีเดียว ฯ

.

[๓๘๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนประทีปน้ำมัน อาศัยน้ำมันและไส้จึงโพลงอยู่ได้ เพราะสิ้นน้ำมันและไส้ ประทีปนั้นไม่มีเชื้อพึงดับไป ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน

ถ้าเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด
เสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด

ย่อมรู้ชัดว่า เมื่อตายไป
เวทนาทั้งปวงอันไม่น่าเพลิดเพลิน
จักเป็นความเย็นในโลกนี้ทีเดียว ฯ

.

ผลของการเจริญสมถะและวิปัสสนา

ความเบื่อหน่ายในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
และความเบื่อหน่ายในภพชาติของการเกิด
เป็นเหตุปัจจัยให้ เมื่อสภาวะจิตดวงสุดท้ายเกิด

.

สภาวะจิตดวงสุดท้าย แม้ครั้งที่ ๑
จิตย่อมหวนกลับ งอกลับ ถอยกลับจากการรักชีวิต ไม่ยื่นไปรับความรักชีวิต

“ภิกษุ ท. ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น คือ ภิกษุ เมื่อเสวยเวทนาอันมีกายเป็นที่สุดรอบ,
ก็รู้ชัดว่าเราเสวยเวทนาอันมีกายเป็นที่สุดรอบ ดังนี้.

เมื่อเสวยเวทนาอันมีชีวิตเป็นที่สุดรอบ
ก็รู้ชัดว่าเราเสวยเวทนาอันมีชีวิตที่สุดรอบ ดังนี้.

ภิกษุนั้นย่อมรู้ชัดว่า เวทนาทั้งปวงอันเราไม่เพลิดเพลินแล้ว
จักเป็นของเย็นในอัตตภาพนี้นั่นเทียว จนกระทั่งถึงที่สุดรอบแห่งชีวิต
เพราะการแตกทำลายแห่งกาย ดังนี้”

.

สภาวะจิตดวงสุดท้าย แม้ครั้งที่ ๒
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นว่าไม่งามในกาย ๑
มีความสำคัญว่าเป็นของปฏิกูลในอาหาร ๑
มีความสำคัญว่าไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง ๑
พิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง ๑
มีมรณสัญญาปรากฏขึ้นด้วยดี ณ ภายใน ๑

ซึ่งเมื่อเจริญมรณสัญญาอยู่โดยมาก จิตย่อมหวนกลับ งอกลับ
ถอยกลับจากการรักชีวิต ไม่ยื่นไปรับความรักชีวิต
อุเบกขาหรือความเป็นของปฏิกูลย่อมตั้งอยู่
เปรียบเหมือนขนไก่หรือเส้นเอ็นที่เขาใส่ลงในไฟ
ย่อมหดงอเข้าหากันไม่คลี่ออกฉะนั้น

 

สภาวะจิตดวงสุดท้ายครั้งที่1

สภาวะจิตดวงสุดท้ายครั้งที่ 1

ครั้งแรก จากโรคภูมิแพ้ ที่เป็นอยู่

ลักษณะอาการตาย คือ ขาดอากาศหายใจ
เหมือนคนจมน้ำ แล้วหายใจไม่ออก

ก่อนตาย มีดิ้นรน พยายามหายใจ แต่หายใจไม่ออก
ลมหายใจเฮือกสุดท้าย ปลงตกว่า ตายก็ดีเหมือนกัน
เพราะรู้สึกเบื่อหน่ายกับการมีชีวิตอยู่

อาการที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะที่มีเกิดขึ้น รู้ชัดทั้งหมด

ผลของการตายครั้งแรก
ทำให้รู้ชัดในลักษณะอาการของทารกแรกเกิด

เคยทำงานอยู่ห้องคลอด
อาการเหมือนเด็กแรกคลอด ที่หมอใช้เครื่องช่วยดูดออกมา

สภาวะนี้ รู้ชัดในสภาวะ ทุกขัง โดยความเป็นทุกข์ มากที่สุด

เป็นปัจจัยให้รู้ว่า สภาวะที่รู้ชัดในผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
มีชื่อเรียกว่า ปัจจเวกขณญาณ

สภาวะจิตดวงสุดท้าย(ความตาย)
มีชื่อเรียกว่า โคตรภูญาณ

เป็นปัจจัยให้สภาวะวิโมกข์ 3 มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่เป็นสภาวะปรมัตถ์สูงสุด
เป็นการทำลายตัวกู ของกู ได้แก่ อุปทานขันธ์ 5
ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ทั้ง 5
ที่มีอยู่ตามความเป็นจริง ขณะที่เกิด สภาวะจิตดวงสุดท้าย

ทำลายอวิชชาที่มีอยู่ โดยตามลำดับ

ครั้งที่ 1

ครั้งที่2

ครั้งที่3

ครั้งที่4

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้ายในครั้งที่1
คือ รู้แจ้งในนิพพาน

นิพพาน คือ ความดับภพ

1. ภพชาติของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ

2. ภพชาติปัจจุบัน

ต่อมา มีเหตุปัจจัยให้กำลังสมาธิที่มีอยู่(สมาบัติ 8)
เสื่อมหายไปหมดสิ้น

เป็นปัจจัยให้รู้จักสภาวะที่มีชื่อเรียกว่า กิเลส
รู้จักเป็นครั้งแรกในชีวิต

ทั้งๆที่ กิเลสมีเกิดขึ้นเป็นปกติในชีวิต
แต่ไม่เคยรู้เลยว่า ความรู้สึกเหล่านั้น มีชื่อเรียกว่า กิเลส

ต่อมา เป็นปัจจัยให้รู้ชัดในสิ่งที่เรียกว่า ผัสสะ
เป็นปัจจัยให้รู้ชัดในเรื่องกรรม การให้ผลของกรรม
กรรมเก่า กรรมใหม่ และความดับแห่งกรรม
และอริยสัจ 4

.

.

.

ต่อมา มีเหตุปัจจัยให้รู้ชัดว่า
ภพชาติของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ
เป็นเรื่องของ ปฏิจจสมุปบาท กับ อริยสัจ 4 (อวิชชา)
เหตุปัจจัยของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ
และการดับเหตุปัจจัยของการเวียนว่ายตายเกิดกับสังสารวัฏ

ภพชาติปัจจุบัน
เป็นเรื่องของผัสสะ กับ อริยสัจ ๔(ตัณหา)
เหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
และการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน

 

 

[๒๕๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิเป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสัมมาทิฐิเป็น ๒ อย่าง
คือ สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑
สัมมาทิฐิของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค อย่าง ๑ ฯ

[๒๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฐิ
ที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ เป็นไฉน

คือ ความเห็นดังนี้ว่า
ทานที่ให้แล้ว มีผล
ยัญที่บูชาแล้ว มีผล
สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล
ผลวิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่วแล้วมีอยู่
โลกนี้มี โลกหน้ามี
มารดามี บิดามี
สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี

สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ
ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลก มีอยู่

นี้สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ

[๒๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิของพระอริยะ
ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
ความเห็นชอบ องค์แห่งมรรค ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก

มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่นี้แล
สัมมาทิฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ

สภาวะจิตดวงสุดท้าย(ความตาย)

ดีใจที่เจอความตาย

เล่าให้เจ้านายฟังว่า วันก่อน เจ็บหัวใจมาก
อาการเหมือนครั้งก่อนไม่มีผิด

เขาถามว่า แล้วเป็นไง

เราบอกว่า แว่บแรกที่รู้สึกคือ ดีใจ
ที่จะได้เจอสภาวะจิตดวงสุดท้ายอีก(ความตาย)

พอรู้สึกดีใจปั๊บ อาการที่เจ็บหัวใจมาก หายไปทันที

เราบอกเขาว่า ไม่แน่นะ ถ้าต้องไปอยู่แพร่
วลัยพรอาจจะมีสภาวะจิตดวงสุดท้าย(ตาย) เกิดขึ้นที่นั่น

.

.

สภาวะนี่เป็นเรื่องที่แปลกมาก
ลักษณะก่อนที่จะมีสภาวะจิตดวงสุดท้ายเกิดขึ้น
ที่มีเกิดขึ้นเหมือนๆกันทั้งสองครั้งคือ
ความรู้สึกเบื่อหน่ายในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
ความรู้สึกบีบคั้น ความทนอยู่ได้ยาก
และความเบื่อหน่ายในภพชาติของการเกิด

จะมีเกิดขึ้นแบบนี้ทั้ง 2 ครั้ง

ที่แตกต่างกันคือ ลักษณะที่มีเกิดขึ้นของสภาวะจิตดวงสุดท้าย
ครั้งแรก จากโรคภูมิแพ้ ที่เป็นอยู่

ลักษณะอาการตาย คือ ขาดอากาศหายใจ
เหมือนคนจมน้ำ แล้วหายใจไม่ออก

ก่อนตาย มีดิ้นรน พยายามหายใจ แต่หายใจไม่ออก
ลมหายใจเฮือกสุดท้าย ปลงตกว่า ตายก็ดีเหมือนกัน
เพราะรู้สึกเบื่อหน่ายกับการมีชีวิตอยู่

อาการที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะที่มีเกิดขึ้น รู้ชัดทั้งหมด

ผลของการตายครั้งแรก
ทำให้รู้ชัดในลักษณะอาการของทารกแรกเกิด

เคยทำงานอยู่ห้องคลอด
อาการเหมือนเด็กแรกคลอด ที่หมอใช้เครื่องช่วยดูดออกมา

สภาวะนี้ รู้ชัดในสภาวะ ทุกขัง โดยความเป็นทุกข์ มากที่สุด

ครั้งที่ 2 เจ็บหัวใจมาก แล้วหัวใจวายตาย
ก่อนตาย ไม่มีดิ้นรน รู้ทุกขณะที่เจ็บหัวใจ รู้สึกเจ็บมาก
ปลายเท้าสั่นระริก เหมือนปลาที่ถูกทุบหัว

ลมหายใจเอือกสุดท้าย ปลงตกว่า ตายก็ดีเหมือนกัน
เพราะรู้สึกเบื่อหน่ายกับการมีชีวิตอยู่

อาการที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะที่มีเกิดขึ้น รู้ชัดทั้งหมด

สภาวะนี้ รู้ชัดในสภาวะอนัตตา มากที่สุด
เห็นกายและจิต แยกขาดออกจากกัน
อาการที่เกิดขึ้นกับกาย ใจรู้อยู่ ไม่ป่ะปนกัน

ผลของการตายครั้งที่ 2
ทำให้รู้ชัดว่า การที่ต้องตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย
เวียนว่ายตายเกิดใน 31 ภพภูมิ ล้วนเกิดจาก
ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 ที่มีเกิดขึ้น ขณะลมหายใจเฮือกสุดท้าย

มีใจอันอบรมแล้วด้วยมรณสัญญาอยู่โดยมาก

มีใจอันอบรมแล้วด้วยมรณสัญญาอยู่โดยมาก
จิตย่อมหวนกลับ
งอกลับ ถอยกลับจากการรักชีวิต
ไม่ยื่นไปรับความรักชีวิต
อุเบกขาหรือความเป็นของปฏิกูลย่อมตั้งอยู่

.

มรณสัญญา หมายถึง ปรารภความตายเนืองๆ
เหตุปัจจัยจาก ความเบื่อหน่ายในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
และความเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด

.

สภาวะนี้ เป็นตัวแปรของทุกๆสภาวะที่ปฏิบัติทุกๆรูปแบบ
ซึ่งเคยมีเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยพุทธกาล

ภิกษุเกิดนิพพิทากล้า ฆ่าตัวตาย และวานให้ผู้อื่นฆ่าตน

ขณะฆ่าตัวตายหรือขณะที่โดนผู้อื่นปลิดชีวิต

ชั่วขณะจิตนั้น เป็นเรื่องของ สภาวะจิตดวงสุดท้าย
หรือวิโมกข์ ๓ ที่เคยเขียนไว้

บุคคลทั่วไปที่ไม่ได้ทำความเพียร และบุคคลที่ทำความเพียรทุกรูปแบบ
เจอสภาวะนี้เหมือนกันหมด

เพียงแต่ปถุชนไม่ได้สดับ
ไม่ได้ปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน

และบุคคลที่ได้สดับและปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน
แต่การทำความเพียร ไม่ได้เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย

เมื่อไม่เบื่อหน่าย ย่อมไม่คลายกำหนัด
จิตย่อมไม่หลุดพ้น

“บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุเหล่าใด ยังไม่ปราศจากราคะ ความกลัว
ความหวาดเสียว ความสยอง ย่อมมีแก่ภิกษุเหล่านั้นในเวลานั้น

ส่วนภิกษุเหล่าใดปราศจากราคะแล้ว ความกลัว
ความหวาดเสียว ความสยอง ย่อมไม่มีแก่ภิกษุเหล่านั้นในเวลานั้น”

นิมิตเสมือนจริง”ความตาย”

นิมิตเหมือนจริง
เหมือนมีเกิดขึ้นจริงๆ รู้สึกและสัมผัสได้จริง

ที่ทุกๆคนจะต้องเจอ
อาจมีเกิดขึ้น ขณะทำความเพียร
หรือมีเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

“ความตาย”

หากยังมีความกลัวตาย หรือมีห่วง มีอาลัย
ทำให้ไม่สามารถผ่านสภาวะความตายได้

เพราะเป็นเรื่องของ จิตใต้สำนึก
เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ตัวกู ของกู ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

ถ้าให้วลัยพรแนะนำ
คงให้คำแนะนำตามสภาพของบุคคลนั้นๆ
เพื่อให้บุคคลนั้นผ่อนคลายจากสภาพธรรมที่กำลังเจออยู่

ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว
คำแนะนำที่ให้ไปนั้น
ไม่สามารถช่วยอะไรคนๆนั้นได้เลย
ในขณะที่คนๆนั้น กำลังพบเจอสภาวะความตาย

เพราะสภาวะความตายนี้ที่ต้องพบเจอนี้(เหมือนกันหมด)
เป็นเรื่องของ จิตใต้สำนึก ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
อะไรๆที่เรียนรู้มาหรือได้ฟังมา

แม้กระทั่งความเพียรที่ทำมาอย่างหนัก
มีความรู้มากมาย จนถึงเปรียญ 9
ต่อให้มีสติ สมัปชัญญะมากแค่ไหน
ไม่สามารถนำมาช่วยอะไรได้เลย

สิ่งที่จะช่วยให้ผ่านสภาวะความตายนี้ไปได้
เกิดจาก ความเบื่อหน่ายในภพชาติของการเกิด
ต้องเบื่อหน่ายจริงๆ ไม่อยากมีชีวิตอยู่จริงๆ

การทำความเพียร ก็ส่วนของการทำความเพียร
ช่วยในเรื่องการมีสติ ยับยั้งการกระทำ
คนละเรื่องกับสภาวะความตาย

ไม่ว่าบุคคลนั้น จะเพียรมากหรือเพียรน้อย
ถึงเวลาเหตุปัจัจยพร้อม ต้องเจอสภาวะ
ความตายเหมือนกันหมดทุกคน
แตกต่างแค่สิ่งที่มีเกิดขึ้นเท่านั้นเอง

ต่อให้วลัยพรบอกว่า อย่าไปกลัว
ตายก็ตาย ปล่อยไปเลย

ให้พูด ให้แนะนำมากขนาดไหน
ก็ไม่มีผลกระทบใดๆกับสภาวะความตาย

เพราะสภาวะความตายที่มีเกิดขึ้น
อยู่เหนือการควบคุม ไม่สามารถควบคุมให้ดั่งใจได้
ปราศจากตัวตน ความเห็นของตน เข้าไปแทรกแซงสภาวะ

เรียนรู้ใกล้ตัว

 

เจ้านายได้เรียนรู้สภาวะโดยตรงจากวลัยพร

กำลังดูหนังอยู่ จู่ๆรู้สึกหัวใจเต้นแรงมาก
เต้นกระหน่ำ แทบจะเด็นออกจากข้างใน

ถามเจ้านายว่า อยากรู้อาการหัวใจจะวายมั๊ย?
เขาตอบว่า อยากรู้

เราบอกว่า มานี่สิ เอามือทาบลงตรงตำแหน่งหัวใจของวลัยพร

เขาเอามือวางลงตรงตำแหน่งหัวใจ
พร้อมกับถามว่า ทำไมเต้นแรงและเร็วขนาดนี้

เราบอกว่า นี่เป็นอาการของบุคคล
ที่มีโอกาสหัวใจวายเฉียบพลัน

หัวใจที่เต้นกระหน่ำจนนับจังหวะชีพจรเต้นไม่ได้
ที่นับไม่ได้ เพราะเต้นเร็วมาก

พร้อมกับบอกเจ้านายว่า สมาธินี่ดีนะ
มันช่วยควบคุมอาการที่เกิดขึ้นภายในร่างกายได้
แบบผ่อนหนักให้เป็นเบา ไม่ต้องเป็นอะไรมาก

หลังจากนั้น มีอาการเจ็บจิ๊ดที่หัวใจ
แค่รู้ว่ามีเกิดขึ้น รู้ไปแบบนั้น ไม่ต้องทำอะไร

จะมีรู้สึกชัดมากตรงที่หัวใจ
เหมือนเป็นแขน ขา ที่งอกยาวออกมาแบบนั้น

การที่ให้เจ้านายรับรู้เรื่องนี้
เมื่อถึงเวลาที่วลัยพรจะต้องตาย
เขาจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจ คือ ยอมรับได้

จะวันนี้ พรุ่งนี้ หรือวันไหนๆ
ที่แน่ๆ ต้องตาย เหมือนกันหมด

วลัยพรมีความอยากนะ
อยากเจอสภาวะความตายอีกครั้ง
ถึงจะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้

เพราะสภาวะความตาย
จะพบเจอได้ ต้องปราศจากกิเลส
คือ ไม่มีความอยาก ถึงเวลาจะเกิด ก็มีเกิดขึ้นเอง

ก็เจอมาตั้งแต่เกือบตายมาสองครั้ง
แล้วมาเจอสภาวะความตายอีกสองครั้ง

ทำให้รู้ชัดว่า วิญญาณ เมื่อไม่มีที่ตั้ง
ย่อมไม่มีการมาและการไป

“วิญญาณอันไม่มีที่ตั้งนั้น ก็ไม่งอกงาม
หลุดพ้นไปเพราะไม่ถูกปรุงแต่ง

เพราะหลุดพ้นไป ก็ตั้งมั่น
เพราะตั้งมั่น ก็ยินดีในตนเอง
เพราะยินดีในตนเอง ก็ไม่หวั่นไหว

เมื่อไม่หวั่นไหว
ก็ปรินิพพานเฉพาะตน

ย่อมรู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว
พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว

กิจที่ควรทำได้สำเร็จแล้ว
กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก”

Previous Older Entries

กรกฎาคม 2018
พฤ อา
« พ.ค.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: