เพียรละในเหตุปัจจัย

๑๕ กค.๕๗

การทำความเพียรของวลัยพรในตอนนี้ เข้าสู่การเจริญอิทธิบาท ๔ แบบเต็มตัว ไม่ต้องเพียรแบบหักโหมเหมือนเมื่อก่อน

ที่เมื่อก่อนทำแบบหักโหม เกิดจาก ความไม่รู้ที่มีอยู่

เกิดจาก การให้ค่า ต่อผัสสะ ที่เกิดขึ้น ในแต่ละขณะๆๆๆๆ ที่มีเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน และขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

เหตุปัจจัยจาก ความรู้ชัดสภาพธรรม ตามความเป็นจริง ที่เกิดขึ้นของ สิ่งที่เรียกว่า ผัสสะ

เป็นปัจจัยให้ เกิดการละ มากกว่า กกกอดผัสสะต่างๆเอาไว้ ตามอุปทานที่มีอยู่ว่า จะต้องเป็นแบบนี้ แบบนั้น

เมื่อจิตเกิดการปล่อยวางลงโดยจิตเอง ไม่ใช่พยายามคิดพิจรณาเพื่อให้เกิดการปล่อยวาง

ผลคือ การทำความเพียรทั้งในการดำเนินชีวิต และ การทำความเพียรเพื่อให้จิตเป็นสมาธิ เป็นไปตามความสะดวก สบาย ไม่ต้องอดทน อดกลั้น กดข่มใจแบบก่อนๆ คือ ไม่ต้องพยายามทำเพื่อความมี ความเป็น ความได้อะไร เป็นอะไร

แต่เป็นการกระทำเพื่อ อนุปาทาปรินิพพาน ซึ่งมีอยู่จริง ที่ปรากฏเป็นหลักฐานอยู่ในพระไตรปิฎก เป็นพระธรรมคำสอน ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงไว้หลากหลายแนวทาง ตามเหตุปัจจัยของแต่ละคน ที่พระผู้มีพระภาค ทรงตรัสสอนไว้

 

 

สุขกับทุกข์

เรื่องทางโลก มองเห็นแต่ทุกข์ ที่เกิดจาก เหตุแห่งทุกข์ ที่ยังมีอยู่

เมื่อรู้ชัดภายใน รู้ชัดในทุกข์ ย่อมรู้ชัดภายนอก รู้ชัดในทุกข์ที่มีเกิดขึ้นกับผู้อื่น ทุกข์ที่เกิดขึ้นทั้งของเขา และของเรา ล้วนไม่แตกต่างกัน

เมื่อมีทุกข์เกิดขึ้นกับตัวเอง แทนที่จะผูกโกรธ หรือผูกใจเจ็บกับการกระทำของอีกฝ่าย ที่กระทำกับเรา

เพราะรู้ชัดในทุกข์ รู้ชัดในเหตุปัจจัย ที่ทำให้ทุกข์ มีบังเกิดขึ้น จิตมีแต่การให้อภัย และให้การอโหสิกรรมกับอีกฝ่าย ไม่มีความพยาบาท อาฆาต หรือคิดแค้น จองเวรกับอีกฝ่าย ไม่ว่าอีกฝ่าย จะเป็นใคร เป็นอะไร เด็ก หรือ ผู้ใหญ่ เพศใดๆก็ตาม

เรื่องการทำความเพียร ผลของการทำความเพียรและการปฏิบัติสมควรแก่ทำ(พยายามไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิด ที่เกิดขึ้นจาก ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย)

เมื่อจิตเกิดการน้อมผัสสะเหล่านั้น มาทบทวน มักมีสุข เกิดขึ้นเนืองๆ แม้ขณะเวลานอนและตื่นขึ้นมา ทั้งในการดำเนินชีวิตประจำวัน

สุขเกิดขึ้นจาก ใจที่ปล่อยวาง เกิดจากใจที่ไม่เอา ไม่นำสิ่งใดมาเป็นของตน ไม่มีสิ่งใด เป็นของๆตน เพราะทุกสรรพสิ่งที่มีเกิดขึ้น ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัย แล้วจะไปเอาอะไรกับสิ่งเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดเหตุแห่งทุกข์ มากกว่า การกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์

ทุกข์

๒๑ มิย.๕๗

ความทุกข์ที่เกิดขึ้น พึงให้กำหนดรู้

เมื่อกำหนดรู้ ความรู้สึกที่คิดว่า ทำให้ทุกข์ จิตเกิดการคิดพิจรณาเนืองๆ

หากไม่เคยสร้างเหตุ ผลจะมาจากไหน

เมื่อยังมีเหตุอยู่ ผลย่อมมี เป็นความปกติของเหตุปัจจัย ที่ยังมีอยู่

เป็นปัจจัยให้ เกิดความเบื่อหน่ายยิ่งนัก

เคยได้ยินคำพูดประมาณว่า ก้มหน้ารับกรรม นั่นคือ เหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่

ไม่ใช่การก้มหน้ารับกรรม หากไม่เคยทำไว้ ผลจะมาจากไหน

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ที่ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

มีหน้าที่รู้ ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

ชอบใจ ไม่ชอบใจ ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัย ที่ยังมีอยู่

กับคู่ครอง ไม่เคยมีปัญหาต่อกัน

เพราะต่างฝ่าย ต่างรู้ชัดในเรื่องผัสสะ เหมือนๆกัน
รู้ชัดในเรื่องเหตุปัจจัย เหมือนๆกัน

ที่เจ้านายเชื่อ ในสิ่งที่วลัยพรบอก ไม่ได้เชื่อแบบงมงาย หลับหูหลับตาเชื่อ

ที่มาเชื่อกัน เกิดจาก สภาวะต่างๆ ที่เจ้านายได้พบเจอ ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

คือ ทั้งที่เขารู้ชัด และสัมผัสด้วยตนเอง จึงทำให้เชื่อในสิ่งที่วลัยพรบอกเล่าให้ฟัง

กับผู้ที่มีเหตุปัจจัยต่อกันอยู่

นอกตัว แก้ไม่ได้ ยิ่งคุยกับผู้ที่มีอวิชชาหนาแน่น ยิ่งปวดกระโหลก

พอใช้ความเงียบ ก็โดนรุมกระหน่ำ เล็กๆน้อยๆก็เอา จะหันไปทางไหน โดนหมด

ค่อยๆปรับเปลี่ยนตัวเอง กับสิ่งที่ทำให้เกิดการสร้างเหตุอยู่

ผลของการทำความเพียร มีให้เห็นอยู่

ดูพระพุทธเจ้า เป็นตัวอย่าง

เดินตามรอยพระพุทธองค์

 

๒๒ มิย.๕๗

น่าเบื่อ

เบื่อคน เบื่อความโลภโมโทสัน มีแต่ความอยากได้ของคนอื่น ความขี้อิจฉา ริษยา พวกชอบจับกลุ่มนินทาว่าร้ายผู้อื่น

ก็รู้นะว่าเป็นเรื่องของเหตุปัจจัยที่มีต่อกัน และกิเลสที่มีอยู่ของแต่ละคน

แต่เห็นทีไร เบื่อมากกก เบื่อจนอยากอ้วก

ตราบใดที่ยังอยู่ในสังคม อยู่ในหมู่คน ยังไงก็ต้องเจอ

สุข-ทุกข์

เหตุจาก ความยึดมั่นถือมั่นที่มีอยู่

สุข-ทุกข์ ที่เกิดขึ้นในชีวิต นั่นแหละ คือ เหตุปัจจัยที่มีอยู่

ใจที่ยังยึดมั่นถือมั่น สุข-ทุกข์ ที่เกิดขึ้น

การเวียนวนของสุข-ทุกข์ จึงเกิดขึ้นเนืองๆ ตามเหตุปัจจัย

 

 

เหตุจาก การเห็นไตรลักษณ์เนืองๆ 

ใจจึงเกิดการปล่อยวาง ลงไปได้ในระดับหนึ่ง เป็นเหตุให้ อยู่กับสุข-ทุกข์

โดยสุข-ทุกข์ ที่เกิดขึ้นนั้น สักแต่ว่ามากขึ้น

สุข-ทุกข์ ที่เกิดขึ้น จึงดับลง ตามเหตุปัจจัย

ทุกข์มีไว้ให้กำหนดรู้

ชีวิตที่เป็นสุข

การที่จะมีสภาวะชีวิตที่เป็นสุขได้ ต้องรู้ชัดในเรื่องของทุกข์ ๑ เหตุแห่งทุกข์ ๑ ความดับทุกข์ ๑ วิธีการดับทุกข์ ๑

ทุกข์มีไว้ให้กำหนดรู้ เพื่อจะได้เห็นตามความเป็นจริงว่า ที่คิดว่าทุกข์นั้น คืออะไร เพราะอะไรถึงทุกข์ เพียงเฝ้าดูความรู้สึก,นึกคิดที่เกิดขึ้นยามมีผัสสะต่างๆ หรือที่เรียกว่า สิ่งที่มากระทบ

รู้แล้วไม่ทุกข์

เมื่อรู้ชัดในสภาวะที่แท้จริงของทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ วิธีการดับทุกข์ เรียกว่ารู้แจ้งโดยสภาวะที่แท้จริงจากจิตแล้ว ย่อมไม่ทุกข์อีกต่อไป จะมีบ้างที่รู้สึกหงุดหงิดเมื่อไม่ได้ดั่งใจ แต่ไม่รู้สึกทุกข์กับสภาวะที่เกิดขึ้น

เรียนรู้ด้วยตัวเอง

เห็นผู้ที่ปฏิบัติแล้วทุกข์ เรามองด้วยความเข้าใจในความรู้สึกของเขาเหล่านั้น ที่ทุกข์เพราะรู้แล้วว่า ทุกข์นั้นๆเกิดจากอะไร วิธีการดับเหตุแห่งทุกข์ต้องทำยังไง แต่เป็นเพียงการรู้จักที่เรียกว่า สุตตมยปัญญา ได้แก่ คำบอกเล่าของผู้อื่น

ยังเป็นการรู้เพียงแค่เปลือก เมื่อรู้คุณค่าของการดับเหตุแห่งทุกข์ได้ ย่อมหาทางทุกวิถีทางที่จะทำเพื่อจะทำให้ได้ ทุกข์จึงเกิดขึ้นเพราะเหตุนี้ ทุกข์ซ้อนทุกข์ ทุกข์เพราะรู้จากการฟัง ทุกข์เพราะความอยาก ถึงแม้จะเป็นไปทางกุศลก็ตาม

เด็กน้อย

เหมือนมองเด็กน้อย ที่พยามจะคืบ จะคลาน เหมือนเด็กที่กำลังพัฒนาเพื่อตั้งไข่ พร้อมที่จะเดินมากขึ้น จึงมีการเจ็บตัวบ้าง ยามที่ล้มก้นกระแทก เราเหมือนพี่เลี้ยง ที่คอยพยุง คอยดู คอยปลอบใจยามเด็กงอแง

อย่าทุกข์เลย

เรามักจะบอกกับผู้ที่ปฏิบัติว่า ขอจงอย่าทุกข์ใจไปเลย ขอให้อดทนทำต่อเนื่อง แม้คิดว่าทุกข์ คิดได้ เพราะห้ามความคิดไม่ได้ รู้สึกอย่างไรรู้ไปตามนั้น เราเข้าใจความรู้สึกของทุกๆคนดี เพราะผ่านมาหมดแล้ว

ทุกวันนี้เราเองยังคิด คิดว่า ถ้าเราไม่รู้จักทุกข์และสุข เราก็คงไม่รู้จักว่าเหตุแห่งทุกข์และสุขทั้งหมดเกิดจากอะไร ถ้าไม่รู้วิธีหาอุบายรักษาจิตยามที่ประสพทุกข์ แม้กระทั่งสุขยังทำให้รู้สึกทุกข์ได้ เราคงยังทุกข์เหมือนเดิม

หากไม่รู้จักทั้งสองสิ่งที่กล่าวมา เราคงไม่รู้จริงๆว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดในชีวิตที่ทำให้เกิดสุขและทุกข์ทั้งหมดนั้น แท้จริงเป็นเพราะอะไร ทำไมชีวิตถึงเป็นแบบนี้ มันจะมีแต่คำว่าทำไมทุกๆครั้งที่เกิดความทุกข์

หากไม่รู้จักวิธีการดับทุกข์ เราคงไม่รู้ว่า ความดับทุกข์ที่แท้จริงต้องดับที่ตรงไหน

ทุกข์มีไว้ให้กำหนดรู้

ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ขอให้กำหนดรู้ คือดูความรู้สึกตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในจิต โลภะ โทสะ โมหะ ตัณหาความทะยานอยากทั้งหลายที่เกิดขึ้นในจิต รู้สึกอย่างไร ดูไปตามนั้น ชอบ, ชัง รู้สึกยังไง ยอมรับไปตามนั้น

แค่ดู แค่รู้อยู่กับความรู้สึกนั้นๆ แต่อย่าก่อการกระทำใดๆออกไป

ความบีบคั้นทำให้เกิดความเพียร

เมื่อพอรู้วิธีการดับทุกข์มาบ้างว่าควรทำอย่างไร ความบีบคั้นทั้งหลาย ความทุกข์ทั้งหลาย ล้วนเป็นเหตุให้เกิดความเพียรเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำมากขึ้นเพราะไม่อยากทุกข์ เพราะรู้รสชาติของความทุกข์ดีว่าเป็นยังไง

เมื่อเห็นผลของการทำความเพียร ความศรัทธาย่อมเกิดขึ้น เมื่อจิตสามรถรู้ชัดอยู่ในกายและจิตมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกข์ย่อมน้อยลง เหตุเพราะจิตปล่อยวางมากขึ้นจากสิ่งที่เคยคิดว่าทำให้ทุกข์

เหตุแห่งทุกข์

ทุกข์เกิดจากอะไร เกิดจากเราทำมาเองทั้งนั้น เกิดจากความยึดมั่นถือมั่นในความคิดของตัวเอง ถูก,ผิด ตามความคิด แต่ไม่ใช่ตามความเป็นจริง เมื่อยังไม่รู้ชัดในความจริงเช่นนี้ จึงเป็นเหตุให้สร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นเนืองๆด้วยความไม่รู้

เราทำร้ายตัวเองมานานเท่าไหร่แล้ว เคยคิดพิจรณาบ้างไหม เคนทำให้ใครต่อใครเสียใจมาบ้าง จำได้มั่งไหม จำไม่ได้เลย ที่จำได้ จำแต่ว่าคนไหนที่ทำให้เราทุกข์ จำแต่ผลที่รับ แต่ไม่เคยจำสิ่งที่ทำ เหตุที่ทำเพราะคิดว่าคนอื่นผิด

ความทุกข์

ความทุกข์

ความทุกข์โดยทั่วๆไปคือ ความบีบคั้น ความทนอยู่ไม่ได้ ความไม่พอใจ แล้วแต่เราจะให้ค่าที่เกิดจากอุปทานต่อสภาวะที่เกิดขึ้นแล้วเป็นเหตุให้เกิดความไม่พอใจ นั่นก็เรียกว่า ความทุกข์

หนทางดับทุกข์ ทุกข์ในใจนี้ คือ การเจริญสติ เรียกว่าเป็นฉบับพกพา ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนๆ อวัยวะร่างกายจะสมประกอบหรือไม่ สามารถทำได้ทุกรูปทุกนาม ได้ทุกกาล เรียกว่า ไม่จำกัดกาล

เรื่องวัย ร่างกาย ตลอดจนองค์ประกอบทั่วสกลกาย จะพร่องหรือเต็ม ล้วนมีค่าเท่าๆกัน ไม่มีความแตกต่างกันเลย ทุกคนสามารถทำได้หมด ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับเหตุของแต่ละคนที่ทำมานั่นเอง

ความดับทุกข์ คือ ดับที่เหตุ เหตุเกิดที่ไหน ที่ตัวเราของเรานี่แหละ ไม่ใช่ที่ไหนเลย

คำว่า ความดับ บางคนอาจจะเข้าใจว่า ทำให้สภาวะนั้นๆที่เรียกว่าทุกข์นั้นๆ ให้สิ้นไป หายไป จริงๆแล้ว เปล่าเลย

เรามาเจริญสติ เพื่อจะได้มีสติ สัมปชัญญะ รู้เท่าทันต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในจิต ทำให้อยู่กับปัจจุบันได้ อยู่กับทุกข์ ที่เกิดจากอุปทานการให้ค่าต่อสิ่งที่มากระทบ เจ้าตัวกูของกูนี่แหละที่เป็นตัวก่อให้เกิดขึ้นมาเอง

เมื่อเรามี สติ สัมปชัญญะดี เราย่อมอยู่กับปัจจุบันได้ อยู่กับทุกข์นั้นๆได้ โดยไม่ไปรู้สึกอะไรกับทุกข์ที่เกิดแต่อย่างใดเลย ไม่ใช่มาทำเพื่อให้ความทุกข์ดับหายไปแต่อย่างใด

ทุกข์น่ะมีอยู่ อยู่แบบที่เคยมี เพราะสังขาร( การปรุงแต่ง ,การให้ค่า ) เราไปห้ามไม่ได้ มีแต่รู้เท่าทันได้ รู้เท่าทันต่อจิตที่กำลังจะปรุงแต่งต่อสิ่งที่มากระทบอายตนะ นี่ไง ถึงบอกว่า รู้ว่าทุกข์ แต่อยู่กับทุกข์นั้นๆได้

คนเราก็มีแค่นี้แหละ เวลาประสบสิ่งที่พอใจก็ให้ค่าว่าสุข เวลาประสบสิ่งที่ไม่พอใจก็ให้ค่าว่าทุกข์ ทั้งๆที่ ทั้งสุขและทุกข์ตามสภาวะจริงๆนั้นไม่มีอยู่จริง
แต่สุขและทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจของแต่ละคนนั้น ล้วนเกิดจากอุปทานให้ค่าตามความคิด ตามความรู้สึก ตามเหตุปัจจัยที่มีต่อสภาวะหรือสิ่งที่เกิดขึ้นขณะนั้นๆกันเอง

ถ้าสติดี สัมปชัญญะดี ย่อมรู้เท่าทันต่ออุปทาน เกิดการปรุงแต่งตามเหตุปัจจัยนั้นๆที่กำลังจะเกิดขึ้นในจิต ทุกข์หรือสุขนั้นๆจะแค่รู้ แต่ไม่ไปเกิดความรู้สึกร่วมกับทุกข์หรือสุขนั้นๆแต่อย่างใดเลย

อธิบายยากนะ คือ มันมี แต่ไม่เอา มันแค่รู้ว่ามี แล้วก็ดับหายไป ไม่มาเกาะเกี่ยวจนกลายเป็นเหตุหรือทำให้เกิดความทุกข์นั้นๆขึ้นมา

ความหมายของคำว่า ทุกข์ ทางด้านปริยัติ

๑. ทุกขธรรม ธรรมที่เป็นทุกข์ ได้แก่ รูป,นาม ขันธ์ ๕ หรือ กาย,ใจ

๒. ทุกขลักษณะ เครื่องหมายที่กำหนดรู้ว่าเป็นทุกข์ ได้แก่การเกิดดับติดต่อกันอยู่อย่างไม่ขาดสาย

๓. ทุกขานุปัสสนา ปัญญาที่มีการพิจรณาเห็นความเป็นทุกข์อยู่เนืองๆ ในรูป,นาม ขันธ์ ๕ หรือ กาย,ใจ หรือขณะที่เห็นการเกิดดับของรูป,นาม ขันธ์ ๕ อยู่นั้น

ความรู้สึกในขณะนั้นก็เกิดขึ้นว่า กาย,ใจ นี้ เป็นของน่าเกลียด น่ากลัว ไม่ดี เป็นภัย จะหาความสุขสบายจากกาย,ใจอย่างแท้จริงนั้น หาไม่ได้เลย ได้แก่ปัญญาที่ในมหากุศล,มหากิริยาขณะกำหนดรูป,นาม ขันธ์ ๕ หรือ กาย,ใจ

ครั้งสุดท้าย

เรื่องราวหลายๆเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราในตอนนี้ มันมีแต่คำว่า ครั้งสุดท้าย เพราะเราจะไม่ถอยหรือหนีอะไรอีกแล้ว

เพราะสภาวะล้วนแต่เดิมๆซ้ำๆ แค่เปลี่ยนตัวละครมาให้เราทำข้อสอบ จะผ่านสภาวะต่างๆได้ เราต้องพยายามรู้ในกายและจิตให้มากๆ อยู่กับปัจจุบันให้ทัน ไม่ต้องคิดถอยหนี หรือต้องไปทำอะไร แค่รู้อยู่แบบนิ่งสงบในสภาวะนั้นๆ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นก็ตาม ให้ยอมรับไปตามนั้น

เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือผลของเหตุที่เราเคยทำเอาไว้ หนีไปหรือไม่ยอมรับหรือคิดแก้ไข สุดท้าย สภาวะนั้นๆก็กลับมาอีก แต่เปลี่ยนคนใหม่เข้ามาแค่นั้นเอง

เมื่อรู้แบบนี้แล้ว ก็บอกกับตัวเองว่า มันจะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตที่เราจะไม่คิดขยับเขยื้อนหรือคิดแก้ไขอะไรอีกแล้ว เพราะทุกอย่างล้วนเป็นการคาดเดาของตัวเราเอง

เป็นการคาดเดาแทนสภาวะที่เกิดขึ้นอยู่ว่าเราจะต้องทำแบบนั้น แบบนี้ จริงๆแล้วมันคือผลของเหตุ ในเมื่อรู้แล้วเราต้องยอมรับ เมื่อยอมรับได้ เหตุย่อมจบด้วยตัวของเหตุเอง

ถ้าถามว่าสภาวะนี้สร้างความทุกข์ให้เกิดขึ้นในจิตไหม ความทุกข์คืออะไรล่ะ ทุกข์คือความบีบคั้นใช่ไหม ถ้างั้นเราไม่ได้ทุกข์

เราแค่รู้สึกว่า มันดูวุ่นวาย วุ่นวายแบบไม่น่าจะวุ่นวาย มันมองเห็นแต่เหตุ และเรื่องของความไม่รู้ที่ยังหลงสร้างให้เกิดขึ้นมาใหม่ด้วยความไม่รู้

ดับต้องดับที่เหตุ เหตุเกิดที่ไหน ดับที่นั่น เราเองกำลังดับเหตุทั้งปวงที่ตัวเราเอง เราจึงต้องนิ่ง และเจริญสติต่อไป เราไม่ปรารถนาการเกิดอีกต่อไปแล้ว

สภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นในตอนนี้ มันมีแต่เรื่องเก่าๆ สภาวะตัวเดิมๆ ไม่ว่าจะเรื่องความเจ็บป่วย ชีวิตส่วนตัวก็ตาม ล้วนแต่สภาวะหมุนวนกลับมาอีก

หากเราไม่สามารถอยู่กับปัจจุบันให้ทันได้ ก็จะกลายเป็นการสร้างเหตุใหม่ต่อไปเรื่อยๆ กิเลสมันไม่เคยปราณีใครหน้าไหนทั้งสิ้น หากสติไม่ทัน เราก็เสร็จมัน เป็นขี้ข้ากิเลสต่อไป

ครั้งนี้ยอมรับว่ารู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน เราจะต้องมาเจอหลายๆสภาวะในยามเจ็บป่วยทุกที เจ็บป่วยทุกครั้ง การเจริญสติก็ย่ำแย่ตาม เพราะจิตมันไหลเพ่นพร่านไปนอกกายได้ง่าย

บางครั้งก็บอกกับตัวเองว่า เรามันโง่เอง เสียทีกิเลสแต่ไม่รู้ว่าเสียที มันถึงได้วุ่นวายแบบนี้ ไม่ว่าการกระทำใดๆ แม้ไม่ได้หวังสิ่งใด มันก็มีกิเลสแฝงอยู่เล่นงานเราได้ เราเองก็เพิ่งรู้

ตลกนะ ไม่ได้หวัง เลยไม่ได้ทุกข์ว่าจะสมหวังหรือไม่สมหวัง แต่มันกลายเป็นความวุ่นวายขึ้นมาแทน เอากับกิเลสมันสิ เล่นได้ทุกช่องทาง ต่อให้พยายามระวัง
ก็ยังมีช่องที่จะเล่นงานเราได้ เล่นทุกรูปแบบ แต่ไม่นานหรอก เพราะเหตุ เมื่อถึงเวลา ย่อมจบด้วยตัวของสภาวะนั้นๆเอง เรามีหน้าที่คือ เจริญสติต่อไป

มีแต่สตินี่แหละที่เอาอยู่ มีสติแล้ว ย่อมมีสัมปชัญญะ มีสัมปชัญญะแล้ว ย่อมมีสมาธิ นี่แหละอาวุธคู่มือหรือที่พึ่งพาของเราในการรับมือกับกิเลส

นี่แหละคนโง่

อาการป่วยเหมือนจะดีขึ้น เมื่อวันเสาร์เลยอาบน้ำสระผมปกติ ไม่ต้อมน้ำอาบ ที่ไหนได้ การป่วยกลับมาอีก ตอนนี้ไม่ถึงกลับมีไข้สูง มีไข้ต่ำๆในบางวัน อาการไอยังคงเป็นอยู่ แต่อาศัยสมาธิช่วย หลับได้เป็นพักๆ ใจก็บอกว่า ทุกข์หนอออ ทุกข์ของสังขารเวลาเจ็บป่วยเป็นแบบนี้นี่เอง นี่ยังดี ยังพอนอนได้บ้าง

ความทุกข์ที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง มีแต่เหตุให้เราเกิดความเบื่อหน่ายยิ่งนัก ครั้งก่อนๆเบื่อเรื่องทางโลกๆ ทำให้ไม่อยากเกิดอีกต่อไป เพราะมันมีแต่ทุกข์ แต่ทุกขข์ต่างๆก็สอนให้เรารู้ว่า ถ้าเรามีสติ อยู่กับปัจจุบันได้ทัน เราก็ไม่ไปทุกข์กับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น

แต่ยังไงก็ตาม สภาวะก็บอกว่า ขึ้นชื่อว่าการเกิดยังไงก็ทุกข์ กว่าจะรู้ กว่าจะเข้าใจ ก็ต้องสร้างเหตุเพราะความไม่รู้ตลอดเวลา สุดท้ายก็ไม่พ้นความทุกข์จากเหตุที่ทำขึ้นมาเองเพราะความไม่รู้

แล้วเรื่องอนาคตไปคาดเดาไม่ได้เลย ว่าต่อไปนั้น เราจะรู้อยู่ในปัจจุบันแบบนี้อีกได้หรือไม่ เราไม่สามารถไปคาดเดาอะไรได้เลย แล้วเราจะเอาชีวิตไปฝากไว้กับสิ่งที่คาดเดาอะไรไม่ได้ได้อย่างไรกัน

ทีนี้พอมาป่วย ป่วยเรื้อรัง สังขารเป็นทุกข์ยิ่งนัก ทรมาณกับสภาวะของโรคที่เป็นอยู่ ขนาดได้ยาดีๆมารักษาแล้ว ก็ใช่ว่าจะหายทันทีทันใด เพราะโรคแต่ละโรค มันเป็นเรื่องของเหตุหรือกรรมที่ทำลงไป

ใครๆก็รักชีวิตของตัวเอง เมื่อเราไปเบียดเบียนชีวิตเขา เขาย่อมผูกพยาบาทอาฆาตเราเป็นธรรมดา แล้วเหตุที่ทำครั้งนี้มันมากหลายร้อยชีวิต เราก็แผ่เมตตา ขออโหสิกรรมตลอด มันคือครั้งสุดท้ายที่จะทำแบบนี้จริงๆ

ทุกข์ของสังขาร สติมีแค่นี้ ยากที่จะเอาอยู่ ช่วงไหนสติดี สมาธิดี อาการไอจะสงบไปเป็นพักๆ แต่ยังไงก็ทุกข์อยู่ดี ความรู้สึกผิดที่มีอยู่ในใจ ทั้งทุกข์ของสังขาร
ยิ่งป่วย ทำให้ทุกข์ทรมาณมากเท่าไหร่ สภาวะยิ่งตอกย้ำลงไปว่า นี่แหละคนโง่ เราโง่เพราะสร้างเหตุของการเกิดไม่รู้มานานเท่าไหร่แล้ว ถ้ายังสร้างเหตุของการเกิด นั่นคือยังโง่เหมือนเดิม

ทุกอย่างพิจรณา

เวลาเกิดการกระทบใดๆ เราชอบนำเรื่องนั้นๆมาคิดพิจรณา เรามองเห็นแต่เรื่องของเหตุ เหตุของความไม่รู้ ถ้ารู้แล้วจะไม่คิดทำกันเลย เพราะเหตุ เมื่อเราไม่ยอมจบ เหตุย่อมมีแต่ยืดยาวออกไปเรื่อยๆ ทั้งเหตุเก่า เหตุใหม่ อีรุงตุงนัง ชีวิตของคนเราถึงได้เป็นกันแบบนี้ ไม่ได้มีใครทำให้เกิดขึ้นเลยนะ ทำตัวของตัวเองกันทั้งนั้นเลย

ชีวิตของเราในตอนนี้ เรียกว่าอยู่แบบพอใจ พอใจในสภาวะของตัวเอง ไม่มีความอยากได้อะไรๆอีก มีความสุขในมุมเล็กๆของตัวเอง ชอบรู้อยู่ในกาย จะรู้มากหรือน้อยแค่ไหนไม่เป็นไร แค่รู้ ชีวิตก็ไม่วุ่นวายแล้ว

ที่ดูวุ่นวาย เพราะจิตมันแล่บไปข้างนอกเอง เมื่อแล่บออกไป มันจึงเจอแต่ผล แล้วก็ผลของเหตุ เหตุแล้วก็เหตุ เราจึงชอบอยู่นิ่งๆ ไม่เคลื่อนไหวเพราะเหตุนี้ พอเคลื่อนไหว มันมีแต่เหตุ

ชีวิตของเราเอง ไม่รู้จะอยู่ยืนยาวไปได้แค่ไหน ทุกวันนี้เพียรทำเหตุเพื่ออยู่กับปัจจุบัน อยู่กับปัจจุบันได้ เหตุใหม่ย่อมลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ไม่ว่าการกระทบใดๆก็ตาม จะสุขหรือทุกข์ ล้วนเกิดจากการให้ค่า เราแค่รู้มากขึ้น สุขก็รู้ ทุกข์ก็รู้

ตราบใดที่ยังมีเหตุ ผลย่อมยังส่งผลอยู่ ผลจะยังมีอยู่มากน้อยแค่ไหน ดูเหตุที่เกิดขึ้น ดูการกระทบที่เกิดขึ้น จิตยอมรับได้หมด เราสบาย ไม่ต้องไปสุขหรือทุกข์กับสภาวะนั้นๆ ถ้ามี ก็เกาะเกี่ยวอยู่ไม่นาน

สุขก็ไม่สุขจนหลง แค่รู้พอประมาณ ทุกข์มีแต่เป็นเหตุให้เราเดินก้าวหน้าต่อไปเรื่อยๆ เพราะเราไม่อยากทุกข์ เราไม่ได้ปฏิเสธความทุกข์ เพียงแต่ไม่อยากทุกข์เท่านั้นเอง

การป่วยที่ผ่านมา ตอนนี้ก็ยังคงเป็นอยู่ แต่อาการดีขึ้น การป่วยในครั้งนี้ เรียกว่าสาหัสยิ่งนัก สภาวะมาสอนเรา ทุกข์ทางโลกเรารักษาใจเราแค่นั้นเอง ทุกข์นั้นก็จบ แต่ทุกข์จากสังขารร่างกายนี้สิ รักษาใจได้ยากจริงๆ มันทุกข์มากๆ สมชื่อว่าทุกข์จริงๆ คือ บีบคั้น ทนไม่ได้ คิดดูละกัน ถ้าเราไม่ได้เจริญสติ มันจะทุกข์ขนาดไหน

นี่เริ่มมีอาการจับไข้อีกแล้ว เพราะมันยังไม่หายดี เมื่อคืน ตั้งแต่เที่ยงคืน ไอตลอด อาศัยนั่งสู้เอา ในเมื่อนอนไม่ได้ก็นั่งรู้กายเอา พอรู้กายได้ จิตมันสงบลงเป็นพักๆ
พอมันแล่บไปรู้ลมหายใจ เริ่มไอเลย

ลมหายใจมันจะมีจังหวะของมันนะ เหมือนมันมีช่องว่าง ถ้าหายใจไม่ระวัง มันจะไอๆๆๆๆๆๆ ถ้าระวัง จิตมันจะรู้ในกาย มันสลับไปมาแบบนั้น รู้ แล่บ รู้ แล่บ แล่บไปนอกกาย ไประลึกถึงทุขเวทนาของสังขารเวลาไอ

ทรมาณมากๆ เหมือนจะขาดใจ มีหอบเหนื่อย อาศัยกินน้ำ กินเป็นกระติกๆๆๆๆ คืนหนึ่งเกือบ ๕ ลิตร ไม่รู้กินเข้าไปได้ยังไง ไอครั้งหนึ่งไปแล้ว กินน้ำที ๕๐๐ ซีซี คือมันกินต่อเนื่อง ถ้าไม่กิน ไอไม่หยุด เจ็บคอไปหมด

ยาสารพัดว่าดี กินหมด สุดท้าย เราต้องใช้วิธีรักษาใจเรานี่แหละ ต้องยอมรับ พร้อมๆกับรักษากายไปด้วย เหตุครั้งนี้มันมาก ชีวิตของมอด ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันชีวิต
แต่มันเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ที่เราจะทำแบบนี้ เราไม่ทำอีกแล้ว และระวังไม่ให้เกิดขึ้นอีก

เห็นซากของมอดทีไร นึกถึงเวลาที่เขาขาดอากศหายใจ แต่ยังไงๆมันก็คือครั้งสุดท้ายจริงๆ ดีกว่าเราไปให้คนอื่นๆมามีวิบากร่วมกับเรา ให้จบไปกับเรานี่แหละ เพราะจบที่เราแล้ว มันจบเลย แต่คนอื่นๆเขายังไม่รู้ แล้วมันจะจบไปได้ยังไง

ตอนนี้มีเรื่องบางเรื่องที่เรากำลังมองอยู่ กำลังคิดว่า เราเป็นต้นเหตุด้วยหรือไม่ หากเป็นเพราะเรา เราขอจบเหตุทั้งหมดที่ตัวเราเอง เรารู้แล้ว เราย่อมยอมรับได้หมด ย่อมไม่ไปเกาะเกี่ยวอะไรนาน

แต่คนที่ไม่รู้ ยังไงๆก็คือไม่รู้ ย่อมหลงสร้างเหตุใหม่ต่อไปเรื่อยๆไม่รู้จบ เรากำลังดูอยู่ แต่ไม่ได้ลงไปเกี่ยวข้องแต่อย่างใด วิธีการก็ได้แนะนำไปแล้ว

ศิลนี่สำคัญจริงๆนะ ถ้าศิลสะอาด จิตของเราจะสะอาด จะไม่มาขุ่นข้องหมองใจกับกิเลสจรต่างๆ อาจจะมีบ้างเล็กๆน้อยๆ แต่ไม่สามารถก่อให้เป็นการสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้น

จะเกิดได้ยังไง มันบ่าเบื่อนะ วัฎฎะมันมีแค่นี้เอง มันไม่ได้มีอะไรเลย มีแต่ทุกข์กาย ทุกข์ใจ เพราะเหตุจากความไม่รู้ เราไม่คิดจะสร้างเหตุของวัฎฎะขึ้นมาอีกแล้ว จบกันเสียที

ผู้แบกทุกข์

มนุษย์ผู้แบกทุกข์ แต่ไม่รู้ว่าตัวเองนั้นกำลังแบกทุกข์ และกำลังสร้างเหตุอันเป็นเหตุแห่งทุกข์ที่ยังแบกอยู่ สร้างต่อไปเรื่อยๆเนื่องจากความไม่รู้ นี่แหละมนุษย์อีกจำนวนมากที่ยังหลงแบกทุกข์

หลายวันมานี่ ระหว่างที่เราได้เดินทางการใช้ชีวิตในเมืองกับบ้านที่อยู่ประจำ เส้นทางที่กำลังเดินทาง ได้พบเรื่องราวต่างๆมากมาย มีแต่เหตุแห่งทุกข์ ทุกข์เพราะไม่รู้ว่าเป็นทุกข์ หลงว่ามันคือความสุข ใช้ชีวิตไปวันๆ แต่จะไปว่าใครได้ ทุกอย่างล้วนเกิดจากเหตุที่ทำกันขึ้นมาเองทั้งสิ้น

การเจริญสติทำให้เป็นผูอยู่ง่าย กินง่าย นอนง่าย ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย จากคนขี้เกียจกลับกลายเป็นคนขยัน ขยันหางานให้ตัวเองทำ วึ่งเป็นเหตุให้รู้อยู่ในกายได้เนืองๆ

รู้ในกายได้มากเท่าไหร่ ย่อมรู้ชัดในกายได้มากขึ้นเท่านั้น และย่อมเป็นเหตุให้ รู้ชัดในจิตมากขึ้นไปเรื่อยๆ อะไรกระทบมาหรืออะไรเกิดขึ้นก็รู้ทันมากขึ้น เป็นเหตุให้อยู่กับปัจจุบันได้ทันมากขึ้น

อยู่กับปัจจุบันได้ทันมากเท่าไหร่ เหตุของการส่งจิตออกนอกย่อมน้อยลงไปเรื่อยๆ อุปทานย่อมน้อยลง เหตุที่จะก่อให้เป็นเหตุกับคนอื่นๆย่อมลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ผลคือ มีความสุขใจมากขึ้นเรื่อยๆ

สุขเพราะรู้อยู่ในกาย ไม่ใช่สุขที่เกิดจากอุปทาน หลงให้ค่ากับสิ่งที่มากระทบ แล้วคิดว่านั่นคือ ความสุข จิรงๆแล้ว อาจจะเป็นความสุขของใครของคนนั้น แต่หารู้ไม่ว่า สุขนั้นๆอาจจะเป็นเหตุในการสร้างความทุกข์ให้กับคนอื่นๆ

ความสุขที่เกิดจากอุปทานนี้ ย่อมเป็นเหตุให้ก่อภพก่อชาติใหม่ไปเรื่อยๆ เวียนว่ายในวัฏฏะต่อไป เพียงแต่จะรู้หรือไม่เท่านั้นเอง สุขใดๆก็ตามที่เกิดจากสิ่งหรือเหตุปัจจัยภายนอกเป็นตัวกำหนด สุขนั้นๆคือ การก่อภพก่อชาติ

ต้นเหตุแห่งทุกข์

 
ต้นเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง ล้วนเกิดจากตัวตัณหา ความทะยานอยากนี่เอง
เพรายังไม่สามารถเห็นตามความเป็นจริงได้ จึงหลงไขว่คว้าหาทุกข์มาใส่ตัวเองกันเนืองๆ
หลงผิด มองเห็นทุกข์ เป็น สุข  นี่แหละ เหตุแห่งทกข์ เกิดจากอุปทาน การให้ค่า ตามกิเลสของแต่ละคน
 
เหตุทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคน
ล้วนเกิดจากเหตุที่แต่ละคนกระทำกันไว้ทั้งหมด
สะสมกันมากี่ภพกี่ชาติ สะสมความทุกข์ไว้ในหัวใจ แต่ไม่รู้ว่านั่นคือทุกข์
หลงกกกอดความทุกข์ไว้ทั้งตัวและหัวใจ หลงภาพมารยาแห่งกิเลส หลงเล่นสนุกกับกิเลส
เพราะกิเลสบดบังดวงตาให้มืดบอด  มีแต่ สติ สัมปชัญญะเท่านั้นแหละ ที่จะเปิดดวงตาให้เกิดปัญญา ให้เห็นตามความเป็นจริงได้
ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ช่วยไม่ได้หรอก ต้องช่วยตัวเอง ต้องทำด้วยตัวเอง หากยังไม่อยากที่จะต้องทุกข์อีกต่อไป ไม่รู้จักจบสิ้น

Previous Older Entries

สิงหาคม 2017
พฤ อา
« ก.ค.    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: