หน้าที่และหัวใจ

เมื่อก่อน เราจะแยกคำว่า หน้าที่กับหัวใจนั้นออกจากกัน แยกตามกิเลสโดยไม่รู้ว่าเป็นกิเลส จากสภาวะที่ได้เรียนรู้ในครั้งนี้ ทำให้เรารู้ว่า อะไรก็ตามที่ทำ แม้ว่าจะทำเพราะเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ นั่นคือยังไม่เห็นจิตที่แท้จริง

ถ้าเพียงทำด้วยใจที่ถอดออกมาจากใจจริงๆ หน้าที่นั้นๆกับหัวใจย่อมเป็นเป็นหนึ่งเดียวกัน เพราะทำด้วยใจจริงๆ จึงจะเห็นจิตที่แท้จริงได้ แม้แต่การให้ ไม่ได้ให้แค่หน้าที่ที่ควรให้หรือให้เพราะต้องทำ แต่มันให้ออกมาจากใจจริงๆ เรียกว่าให้จนหมดใจ ไม่มีข้อแม้ใดๆ ยิ่งทำให้เห็นชัดทุกรายละเอียด

นับวันสภาวะทำให้แยกรายละเอียดต่างๆให้เรามองเห็นทุกๆรายละเอียดที่เกิดขึ้นในจิตชัดมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกอย่างมันจะแยกออกจากกัน มองเห็นแต่ละสภาวะได้ชัดเจน ทางโลกกับทางธรรม ล้วนดำเนินไปเป็นหนึ่งเดียวกัน

เรียนทางธรรม( ภายในกายและจิต ) ใช้ทางโลก
เรียนทางโลก ( การกระทบหรือผัสสะต่างๆ ) นั่นคือ ข้อสอบที่แท้จริง

รู้สึกใจหายๆยังไงบอกไม่ถูกนะ ไม่รู้ว่าทำไมต้องรู้สึกแบบนี้ มันเหมือนนิมิตที่เราจะรู้ล่วงหน้า เพียงแต่ตอนนี้เรายังไม่รู้อะไรเลย ได้แค่ดูความรู้สึกตรงนี้ไปเรื่อยๆ ไม่คาดเดาอะไร

ชีวิตไม่มีอะไรที่แน่นอน ทุกสิ่งล้วนแปรเปลี่ยนตลอดเวลา ผิดกับจิตที่มั่นคง เมื่อจิตสามารถตั้งมั่นได้ในระดับหนึ่ง รู้ชัดในรูป,นามได้ในระดับหนึ่ง เมื่อนั้น จิตนี้ไม่มีแปรเปลี่ยน มีแต่จะมั่นคงขึ้นไปเรื่อยๆ เปรียบเสมือนการมีฐานที่ดี เมื่อทำให้มั่นคงได้แล้ว จะไม่มีวันล้มลงอย่างเด็ดขาด

บอกแล้ว สภาวะไปคาดเดาอะไรไม่ได้ บทจะถูกให้ทำข้อสอบก็โยนมาทันที ไม่ต้องตั้งตัว เรียกว่าทำตามความเป็นจริงและดูตามความเป็นจริงของการะทบที่เกิดขึ้นในตอนนั้นเลย

ถ้ายังยอมรับตามความเป็นจริงไม่ได้ ชาตินี้อย่าคิดเลยว่าจะทำให้เห็นตามความเป็นจริงได้ ขนาดความจริงที่เกิดขึ้นในจิตของตัวเองยังไม่ยอมรับ ไม่ยอมพูดตามความเป็นจริง แล้วจะไปเห็นตามความเป็นจริงได้ยังไง

นี่แหละวิธีที่จะทำให้เห็นตามความเป็นจริงของทุกสรรพสิ่งหรือทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้นตามความเป้นจริง ที่มีอยู่และเป็นอยู่จริง เราต้องเห็นตามความเป็นจริงในกายและจิตของเราให้ได้ก่อน จึงจะไปเห็นหรือรู้นอกตัวได้ ภายในยังเห็นไม่ได้ นับประสาอะไรกับภายนอกที่มีแต่สุมมติล่ะ

สภาวะยิ่งเปลี่ยนไปมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้เราเข้าใจในความต้องการที่แท้จริงของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกๆการกระทบ นั่นคือ คำตอบที่จิตเราต้องการที่แท้จริง เราเองเพิ่งได้คำตอบที่ชัดเจนว่า ที่เรามุ่งปฏิบัติอย่างไม่ถอยทุกวันนี้เพราะอะไร ไม่ใช่เพราะความทุกข์ ไม่ใช่เพราะความสุข แต่เพราะเราไม่อยากพบเจอกับคำว่า ” เสียใจ ” อีกต่อไปนั่นเอง นั่นคือ จุดหลักใหญ่ที่เรามองเห็นในสภาวะของตัวเองในตอนนี้

ทุกๆการกระทบที่เกิดขึ้น ที่บ่งบอกถึงความเสียใจที่จะต้องมีเกิดขึ้นในจิตของเรา มันคือ พลังที่ขับเคลื่อนที่ดีที่สุดโดยตัวสภาวะของตัวเราเอง เมื่อใดที่เราสัมผัสคำว่าเสียใจ เมื่อนั้น สภาวะเราจะไปได้ดี มีแต่ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ ไม่คิดจะย้อนกลับหลังไปอีก

หลายวันมานี่ เราได้เรียนรู้สภาวะของกิเลสต่างๆมากมายที่มีอยู่ในใจของเรา ที่มีสภาวะละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ เรียกว่ากระทบปั๊บ มันรู้ทันที เรียกว่า รู้เท่าทันมากขึ้น เหตุมี ผลย่อมมี เรายอมรับตามความเป็นจริงทุกอย่าง ไม่ว่าสภาวะจะเป็นอะไรอย่างไหนก็ตาม ยอมรับจนหมดใจ ยังคงตั้งใจทำอย่างต่อเนื่อง

การดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในจิตของตัวเอง ยิ่งดูยิ่งชำนาญทาง ได้คำตอบในสิ่งที่เคยสงสัยได้ไวมากขึ้น สภาวะยิ่งขับเคลื่อนไปได้ไวมากขึ้นเรื่อยๆ เวลาที่ผ่านไปมีค่าทุกวินาที เราเรียนรู้เรื่องความผิดหวังมาตลอด ถึงแม้จะไม่ได้หวังอะไรเลย แต่มันมักจะมีกิเลสเข้าแทรกได้ตลอดเวลา เป็นเหตุให้ บางครั้งมองเห็นความคาดหวังที่แอบมีเกิดขึ้น เมื่อมีความรู้สึกผิดหวังเกิดขึ้น มันเลยเหมือนเป็นแรงกระตุ้นให้กับตัวเอง เราไม่อยากเสียใจ ตราบใดที่ยังมีความหวังแอบบเข้าแทรก ก่อให้กลายเป็นความผิดหวังได้ ตราบนั้น ย่อมมีความเสียใจอย่างแน่นอน เรามีหน้าที่คือ เจริญสติอย่างต่อเนื่อง ไม่คิดแก้ไขสภาวะใดๆทั้งสิ้น ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินตามสภาวะ อาจจะดูเหมือนคนไร้ใจ ภายนอก คนอาจจะมองเราเป็นเช่นนั้น ซึ่งจริงๆแล้ว ตัวเรานั้นย่อมรู้ดี เราไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่เหตุ ทำให้กลายเป็นเช่นนั้นไป แล้วเราก็ยินดีรับผลไปตามนั้น ไม่ไปคิดแก้ไขใดๆทั้งสิ้น

คำว่า ” สภาวะ ” เราเข้าใจในแบบของเรา เพราะเราไม่รู้จะให้ค่ากับสภาวะที่เกิดขึ้นขณะนั้นๆว่าอย่างไร ไม่รู้จริงๆ มันรู้แค่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในขณะนั้นๆแค่นั้นเอง เพียงเรายอมรับตามนั้น ในสิ่งที่เราเป็นและรู้สึกในขณะนั้นๆ แต่เราไม่ได้ไปยึดติดในสภาวะนั้นๆแต่อย่างใด เราเลยไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรดี ก็คิดว่าเรียกว่าสภาวะก็แล้วกัน อาการรู้สึกใจหายกับบางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นในใจ เริ่มได้คำตอบที่ชัดมากขึ้นเรื่อยๆ เพียงแต่ มันยังเป็นการคาดเดาอยู่ ยังไม่ใช่ตามสภาวะตามความเป็นจริง

จิตตั้งมั่น

ตอนนี้สภาวะของเรานับวันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จิตนับวันมีกำลังมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งมั่นได้ง่ายมากขึ้น
ที่บอกว่าจิตตั้งมั่นได้ง่ายมากขึ้น เราดูผัสสะหรือการกระทบที่เกิดขึ้น

วันนี้รอบเช้าเรากำลังนั่งสมาธิอยู่ ครั้งแรกมีโทรฯเข้ามาติดต่อเรื่องงาน พอเราวางหูลง เราหลับตาต่อ จิตยังคงเป็นสมาธิอย่างต่อเนื่อง อีกแป๊บนึง มีโทรฯเข้ามา เรารับโทรฯ พอพูดคุยเสร็จ หลับตาลง จิตยังคงเป็นสมาธิได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่เหมือนครั้งก่อนๆที่ผ่านมา สมาธิที่เกิดขึ้น ยังคงแนบแน่นดี รู้สึกตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง จนครบหนึ่งชม. โดยไม่ต้องตั้งเวลา จะรู้เวลาเอง

รอบบ่ายขณะที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ เมื่อมีคนโทรฯเข้ามาหา หลังจากพูดคุยเสร็จ เราแค่หลับตาลง จิตยังคงเป็นสมาธิได้อย่างต่อเนื่อง สมาธิแนบแน่นดี รู้ตัวได้ตลอด วันนี้แนบแน่นถึงสองชั่วโมงเต็มๆ นี่บ่งบอกถึง สภาวะของจิตทั้ตั้งมั่นได้มั่นคงมากขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้รู้เท่าทันต่อสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นในจิตได้ทันมากขึ้นเรื่อยๆ

ผลของการเจริญสติ ทำให้จิตได้ถูกขัดเกลาอย่างต่อเนื่อง เป็นเหตุให้จิตสะอาดมากขึ้นเรื่อยๆ จิตที่สะอาด ย่อมมีผลต่อการตั้งมั่นของจิต จิตที่สะอาดมากขึ้นเท่าไหร่ จิตย่อมตั้งมั่นขึ้นได้ง่ายมากขึ้นเท่านั้น กำลังของสมาธิย่อมมีมากขึ้นตามตัว เมื่อมีกำลังมากขึ้น ย่อมแนบแน่นมากขึ้น จิตย่อมรู้อยู่ในรูป,นามได้ชัดเจน ชัดเจนทั้งภายนอกและภายใน นับวัน จุดหมายปลายทางของเส้นทางยิ่งแสดงให้เห็นชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ได้มีความรู้สึกยินดีหรือยินร้ายใดๆต่อสิ่งที่ได้รู้

ทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นเพียงรูป,นาม และตัวเราเองกำลังอยู่ในสมมุติ ขอเพียงเข้าใจรูป,นาม ย่อมเข้าใจสมมุตินั้นๆเอง แล้วชีวิตนี้จะไปอยากได้อะไรอีก เมื่อไม่มีความต้องการใดๆในจิตอีก จะต้องไปหวังสิ่งใดอีก ไม่มีอีกแล้ว จิตเลยมีแต่คิดที่จะให้ผู้อื่น มุ่งสละออกแต่เพียงอย่างเดียว กิเลสยังคงมี แต่อยู่กับมันได้เท่านั้นเอง

มันไม่เที่ยงจริงๆ กว่าจะรู้ว่าเหตุที่แท้จริงที่ตัวเองมุ่งมั่นปฏิบัติมาทุกวันนี้เพราะอะไร นี่ปาเข้าไปตั้งกี่ปี เมื่อก่อนมีคนมาถามว่าปฏิบัติเพราะอะไร เราก็ตอบไม่ได้เต็มปากเท่าไหร่นักว่าเพราะความทุกข์ แล้วทุกข์เพราะอะไรนี่ หาคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้เลย แต่จากสภาวะที่เกิดการกระทบหลายวันมานี่ จนกระทั่งมาถึงในคืนนี้ ทุกๆคำตอบของสภาวะตอกย้ำให้ชัดเจนว่า เราไม่อยากพบกับคำว่า ” เสียใจ ” นั่นเอง

Advertisements

ความรู้สึกพิเศษ

ความรู้สึกพิเศษ มันอธิบายได้ยากจริงๆ รู้สึกพิเศษแต่ไม่ใช่พิเศษแค่คนใดคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าความรู้สึกแบบนี้เรียกว่าอะไร แต่มันมีความรู้สึกดีๆที่มีให้ต่อกัน แต่ไม่ใช่แค่คนๆเดียว

ทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นเพียงสภาวะ เป็นไปตามเหตุปัจจัยที่สร้างเหตุมาร่วมกัน ความรู้สึกนี้ เราก็ดูอยู่นะ แต่ไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันเรียกว่าอะไรและคืออะไร เพราะจิตเรามันคุ้นเคยกับสภาวะมากกว่าจะไปคุ้นเคยกับการให้ค่าตามคำบัญญัติที่เรียกๆ ถ้าให้เทียบกับคำเรียก เราก็เทียบไม่ถูกอีก ว่าจะเรียกว่าอะไร

เช่น คำว่า ” ความรัก ” เรารู้จักแต่สภาวะของความรัก แต่ไม่รู้จักกับสิ่งที่เขาเรียกว่า ” ความรัก ” สภาวะความรักทางโลกๆที่เขานำมาใช้กัน เราไม่รู้จักจริงๆ ทุกวันนี้ก็ยังไม่รู้ รู้แต่สภาวะของความรักโดยตัวสภาวะเองมากกว่า

ความรู้สึกเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมากๆ ความรู้สึกในใจที่เป็นอยู่ ถึงใครคนหนึ่งที่ไม่มีตัวตนบนโลกใบนี้ รู้สึกถึงความเศร้าใจ ความทุกข์ใจของใครบางคน เขาคือใครกันนะ เสียงที่เฝ้าถามเราว่า เมื่อไหร่เราถึงจะกลับไปสักที จะให้เราไปที่ไหนหนอ กลับไปไหน บ่อยครั้งที่สภาวะนี้เกิดขึ้น เราได้แต่ดู ไม่ได้ไปค้นหาคำตอบ เพราะรู้ดีว่า เดี๋ยวก็รู้เอง

สภาวะของเราตอนนี้ ความรู้สึกมันแยกออกเป็นส่วนๆ ถึงแต่ละคนแต่ละส่วน
ทุกคนที่มีเหตุร่วมมากับเรา มันยากที่จะอธิบายได้

นี่ก็น่าจะสองสามวันมาแล้ว ง่วงนอนตั้งแต่เที่ยงคืน ทั้งๆที่ปกติจะไม่ง่วง กว่าจะเข้านอนบางทีตีสาม ไม่ก็สว่าง ไม่ก็เที่ยงหรือบ่ายของอีกวัน ถ้าวันรุ่งขึ้นเป็นวันหยุด

ตอนนี้เริ่มหลับสนิทมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน แต่ก็ตื่นเองก่อนเวลาคือ ตี๕ ทุกวัน ตรงเวลาเป๊ะ พอรู้สึกตัว ทุกๆครั้งจะได้ยินเสียงจิตคุยงืมๆงัมๆ ยังคงจับใจความไม่ได้เหมือนเดิม การเคลื่อนไหวของกาย ยังจับไม่ทันเพราะมัวไปสนใจฟังเสียงจิตคุย อยากรู้ว่า จิตคุยเรื่องอะไร ก็ยังจับไม่ได้อยู่ดี ตั้งใจว่า เช้าพรุ่งนี้ จะกลับมาดูกายแทนแบบที่เคยทำ

แปลกนะสภาวะ อะไรที่ยังไม่รู้ พอรู้แล้ว คลี่คลายได้แล้ว จิตเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติมากขึ้น กลับมารู้ที่กายได้เหมือนเดิม แรกๆที่ยังไม่รู้นี่ จิตส่งออกนอกตลอดเลยนะ ฟุ้งไปนอกตัว ไปกับสภาวะที่เกิดขึ้น

พอได้รู้ว่า นิมิตที่รู้ล่วงหน้านั้นหมายถึงใคร อะไร อย่างไร มันเบาโล่งมากขึ้น นี่แหละเหตุนะ เหตุจากความไม่รู้ จึงหลงสร้างเหตุไปด้วยความไม่รู้กับใครหลายๆคน ทำให้เกิดความผูกพัน เพราะสัญญานี่แหละ ตัวผูกมัดเอาไว้ ตอนนี้ไม่เคยคิดพลั้งปากให้คำสัญญาใดๆกับใครๆอีกต่อไป ไม่อยากทิ้งหรือปล่อยให้ใครต้องมาทุกข์ใจเพราะการจากไปของอีกฝ่าย

เรื่องราวของสิ่งที่เรียกว่า ” ความรัก ” เราขอปิดฉากลงนับแต่ชาตินี้ ไม่คิดจะสร้างเหตุให้เกิดในการผูกมัดกับใครๆอีกต่อไปแล้ว จบสิ้นกันเสียที เหตุของการสร้างภพชาติไม่รู้จบ เข้าใจแล้วว่า จริงๆแล้วเราไม่ใช่คนไร้ใจ แต่เหตุมันมี

ทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น ทำให้เรารู้จักตัวตนที่แท้จริงของเรามากขึ้น
สิ่งที่เราเคยสงสัยมาตลอด สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ทุกๆเรื่องราว ตอนนี้ได้คำตอบเพิ่มมากขึ้น

ตอนนี้รู้สึกเศร้าใจนะ มันรู้สึกเศร้าแต่ไม่มีน้ำตา เศร้าเพราะเข้าใจในเรื่องของเหตุ
เหตุของแต่ละคน ที่ทำให้แต่ละชีวิตล้วนเป็นไปเพราะเหตุที่แต่ละคนสร้างมันขึ้นมาเอง

” ความไม่รู้ ” ตัวนี้แค่ตัวเดียว เป็นต้นเหตุของเหตุทั้งปวง
ถ้าทุกคน ” รู้ ” เหมือนที่เรานั้นรู้ จะไม่มีใครคิดสร้างเหตุกันอีกต่อไป มีแต่จะรู้อยู่ในกาย

ที่ว่ารุ้สึกเศร้าใจคือ มองเห็นภาพการเวียนว่ายในวัฏฏะที่ยาวไกลออกไป
ตราบใดที่ยังไม่รู้ ตราบนั้น เหตุที่เป็นต้นเหตุของวัฏสงสารนี้ย่อมยืดยาวออกไปเรื่อยๆๆๆๆๆ

สภาวะทุกๆสภาวะ หรือสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราเอง
ทุกๆการกระทบที่เกิดขึ้น แล้วส่งผลให้จิตกระเพื่อม ไม่ว่าจะเป็นความชอบหรือชังก็ตาม

สิ่งที่มากระทบเหล่านั้น ล้วนเคยสร้างเหตุร่วมกันมาทั้งสิ้น
ถ้าไม่มีเหตุต่อกันและกัน จิตย่อมไม่เกิดการกระเพื่อม

ยามที่เกิดการกระทบ มีผลให้จิตเกิดการกระเพื่อม ขอเพียงยอมรับตามความเป็นจริง ไม่ต้องไปคิดแก้ไขใดๆ ไม่ไปชอบหรือชัง หากมีชอบหรือชังเพราะยังยอมรับไม่ได้ จงเก็บมันเอาไว้ในใจ ไม่ก็ระบายออกทางใดทางหนึ่ง โดยที่ไม่ไปสร้างเหตุกับสิ่งที่มากระทบ

ส่วนตัวเราเองจะชอบใช้วิธีเขียนระบายออกมา ไม่เก็บอะไรเอาไว้ในใจ ขอให้ได้เขียนๆๆๆ
พอเขียนระบายออกมาจนหมด ความรู้สึกที่จับได้ชัดคือ รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น

แต่บางครั้งก็ได้กลัยาณมิตรนี่แหละ สภาวะทุกคนล้วนไม่แตกต่างอะไรกันมากหรอก ที่แตกต่างน่ะคือกิเลส เพราะพอเข้าใจแล้ว จะรู้เหมือนๆกัน จะเข้าใจความรู้สึกของแต่ละคน สุดท้าย ท้ายสุด ส่วนมากคือ พึ่งพาตนเองมากกว่าที่จะไปคิดพึ่งพาคนอื่นๆ

ใหม่ๆ ยอมรับได้ยากมากๆเลยนะกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะอัตตาตัวตน ตัวกู ของกู มันมีเยอะ
มันเลยยอมได้ยากมากๆ ยอมให้คนเอาเปรียบตามความคิดของเราเอง แท้จริงแล้วมันคือผล
ผลของเหตุที่เราเคยเอาเปรียบคนอื่นๆไว้ สิ่งที่เราไม่สามารถไประลึกอะไรได้

เอาแค่ปัจจุบันชาตินี่แหละ ระลึกได้หมดไหม ชีวิตตั้งแต่แรกเกิด จนกระทั่งมาถึงในชีวิตปัจจุบัน ระลึกไม่ได้หมดหรอกนะ ใครจะไปจำได้ นับประสาอะไรกับเหตุที่เราทำไว้กับคนอื่นๆล่ะ ทำอะไรลงไปบ้าง คาดเดาไม่ได้เลย ที่จำได้มันมีน้อยมากๆ ถ้านำมาเทียบทั้งชีวิต

ชีวิตมีแค่นี้เอง ทำในสิ่งที่ควรทำและต้องทำ คือ ดับเหตุทั้งปวง
เหตุแห่งการก่อภพก่อชาติ ก่อให้เกิดการเวียนว่ายในวัฏสงสารไม่รู้จุดหมายปลายทาง

ธันวาคม 2017
พฤ อา
« พ.ย.    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: