สุขและทุกข์

สุข,ทุกข์ เกิดจาก

๑. เป็นเรื่องของกรรมและการให้ผลของกรรม(ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ)

๒. เป็นเรื่องของความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕(อุปทานขันธ์ ๕)

ทุกสรรพสิ่งที่เกิดขึ้น เกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่ของสิ่งๆนั้น

 

อุจเฉทวาทะ กล่าวว่า ตายแล้วสูญ

 

นัตถิวาทะ กล่าวว่า อะไรๆไม่มี ผลของบุญบาป(สมมุติ)ก็ไม่มี
กล่าวคือ ผลของเหตุ ได้แก่ การกระทำนั้น ไม่มี

 

อกิริยวาทะ กล่าวว่า ไม่เป็นอันทำ คือ ทำอะไร ไม่เป็นกรรม
ได้แก่ ทำอะไร ล้วนชื่อว่า ไม่ใช่เหตุ

 

 

จึงเป็นที่มาของ คำว่า นัตถิวาทะ
กล่าวคือ ผลของเหตุ หรือการกระทำนั้น ชื่อว่า ไม่มี

เป็นเหตุที่มาของ คำว่า อุจเฉทวาทะ
กล่าวคือ ตายแล้วสูญ

 

คำว่า อุจเฉทวาทะ นัตถิวาทะ และอกิริยวาทะ
มีเกิดขึ้น เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่
เป็นเหตุปัจจัยให้ไม่รู้ชัดในผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

 

 

 

 

ปฐมโกสลสูตรที่ ๙

ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง
บัญญัตินิพพานอันยอดยิ่งในปัจจุบันมีอยู่

ความหลุดพ้นแห่งจิตเพราะไม่ถือมั่น
เพราะรู้ความเกิด ความดับ คุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัดผัสสายตนะ ๖ ประการ ตามความเป็นจริง
นี้เลิศกว่าสมณพราหมณ์ผู้บัญญัตินิพพานอันยอดยิ่งในปัจจุบัน

Advertisements

เพียรละในเหตุปัจจัย

๑๕ กค.๕๗

การทำความเพียรของวลัยพรในตอนนี้ เข้าสู่การเจริญอิทธิบาท ๔ แบบเต็มตัว ไม่ต้องเพียรแบบหักโหมเหมือนเมื่อก่อน

ที่เมื่อก่อนทำแบบหักโหม เกิดจาก ความไม่รู้ที่มีอยู่

เกิดจาก การให้ค่า ต่อผัสสะ ที่เกิดขึ้น ในแต่ละขณะๆๆๆๆ ที่มีเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน และขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

เหตุปัจจัยจาก ความรู้ชัดสภาพธรรม ตามความเป็นจริง ที่เกิดขึ้นของ สิ่งที่เรียกว่า ผัสสะ

เป็นปัจจัยให้ เกิดการละ มากกว่า กกกอดผัสสะต่างๆเอาไว้ ตามอุปทานที่มีอยู่ว่า จะต้องเป็นแบบนี้ แบบนั้น

เมื่อจิตเกิดการปล่อยวางลงโดยจิตเอง ไม่ใช่พยายามคิดพิจรณาเพื่อให้เกิดการปล่อยวาง

ผลคือ การทำความเพียรทั้งในการดำเนินชีวิต และ การทำความเพียรเพื่อให้จิตเป็นสมาธิ เป็นไปตามความสะดวก สบาย ไม่ต้องอดทน อดกลั้น กดข่มใจแบบก่อนๆ คือ ไม่ต้องพยายามทำเพื่อความมี ความเป็น ความได้อะไร เป็นอะไร

แต่เป็นการกระทำเพื่อ อนุปาทาปรินิพพาน ซึ่งมีอยู่จริง ที่ปรากฏเป็นหลักฐานอยู่ในพระไตรปิฎก เป็นพระธรรมคำสอน ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงไว้หลากหลายแนวทาง ตามเหตุปัจจัยของแต่ละคน ที่พระผู้มีพระภาค ทรงตรัสสอนไว้

 

 

สุขกับทุกข์

เรื่องทางโลก มองเห็นแต่ทุกข์ ที่เกิดจาก เหตุแห่งทุกข์ ที่ยังมีอยู่

เมื่อรู้ชัดภายใน รู้ชัดในทุกข์ ย่อมรู้ชัดภายนอก รู้ชัดในทุกข์ที่มีเกิดขึ้นกับผู้อื่น ทุกข์ที่เกิดขึ้นทั้งของเขา และของเรา ล้วนไม่แตกต่างกัน

เมื่อมีทุกข์เกิดขึ้นกับตัวเอง แทนที่จะผูกโกรธ หรือผูกใจเจ็บกับการกระทำของอีกฝ่าย ที่กระทำกับเรา

เพราะรู้ชัดในทุกข์ รู้ชัดในเหตุปัจจัย ที่ทำให้ทุกข์ มีบังเกิดขึ้น จิตมีแต่การให้อภัย และให้การอโหสิกรรมกับอีกฝ่าย ไม่มีความพยาบาท อาฆาต หรือคิดแค้น จองเวรกับอีกฝ่าย ไม่ว่าอีกฝ่าย จะเป็นใคร เป็นอะไร เด็ก หรือ ผู้ใหญ่ เพศใดๆก็ตาม

เรื่องการทำความเพียร ผลของการทำความเพียรและการปฏิบัติสมควรแก่ทำ(พยายามไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิด ที่เกิดขึ้นจาก ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย)

เมื่อจิตเกิดการน้อมผัสสะเหล่านั้น มาทบทวน มักมีสุข เกิดขึ้นเนืองๆ แม้ขณะเวลานอนและตื่นขึ้นมา ทั้งในการดำเนินชีวิตประจำวัน

สุขเกิดขึ้นจาก ใจที่ปล่อยวาง เกิดจากใจที่ไม่เอา ไม่นำสิ่งใดมาเป็นของตน ไม่มีสิ่งใด เป็นของๆตน เพราะทุกสรรพสิ่งที่มีเกิดขึ้น ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัย แล้วจะไปเอาอะไรกับสิ่งเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดเหตุแห่งทุกข์ มากกว่า การกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์

ความจริง เป็นสิ่งที่ไม่ควรอาย

๒๘ มค.๕๗
เมื่อก่อน ช่วงที่เริ่มเขียนเรื่องราวของตัวเองใหม่ๆ เวลากลับไปย้อนอ่าน รู้สึกว่า น่าอายมาก เขียนลงไปได้ยังไง

เมื่อมีสติ คิดพิจรณา หากตอนนั้น เกิดความอายเสียก่อน คงไม่กล้าเขียนตามความเป็นจริง

หากไม่ได้เขียนออกมา ความรู้สึกนั้นๆ คงเหมือนสายลม ที่พัดผ่านไป โอกาสสำนึกตัว การแก้ไข เหตุปัจจัย ที่ตนมีอยู่ คงทำไม่ได้ เพราะ มองไม่เห็น

คงไม่มีชีวิต แบบที่เป็นอยู่ ทุกวันนี้

ขอบคุณ การกล้ายอมรับ ในสิ่งที่ตนเป็นอยู่ และมีอยู่
และกล้าเขียนประจานถึงสิ่งที่ไม่ดีของตนเอง(ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่า ไม่ดี)

 

ใช้เวลา

บางครั้ง คิดดับเหตุปัจจัยที่มีอยู่กับสิ่งที่เป็นเหตุปัจจัย ต่อกันอยู่
สิ่งนั้น ยังไม่จบ เพราะ ยังมีเหตุปัจจัยอยู่

สิ่งที่รู้

เมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม จะมีเหตุปัจจัยของ การสร้างเหตุของการดับเหตุ ของการเกิด ลงไปเอง โดยที่ไม่ต้องไปคิดดับ

“เว้นเหตุ แห่งทุกข์(เหตุของการ สร้างเหตุของ การเกิด) ย่อมมีสุข ในทุกที่”

ความสุข

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความทุกข์ทั้งมวลมีมูลรากมาจาก ตัณหา อุปาทาน ความทะยานอยากดิ้นรน และความยึดมั่นถือมั่นเป็นเราเป็นของเรา

รวมถึงความเพลินใจในอารมณ์ต่างๆ สิ่งที่เข้าไปเกาะเกี่ยวยึดถือไว้โดยความเป็นตน เป็นของตน ที่จะไม่ก่อทุกข์ก่อโทษให้นั้นเป็นไม่มี หาไม่ได้ในโลกนี้

เมื่อใดบุคคลมาเห็นสักแต่ว่าได้เห็น ฟังสักแต่ว่าได้ฟัง รู้สักแต่ว่าได้รู้ เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆเพียงสักว่าๆไม่หลงใหลพัวพันมัวเมา เมื่อนั้นจิตก็จะว่างจากความยึดถือต่างๆ ปลอดโปร่งแจ่มใสเบิกบานอยู่”

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอจงมองดูโลกนี้โดยความเป็นของว่างเปล่า มีสติอยู่ทุกเมื่อ ถอนอัตตานุทิฏฐิ คือความยึดมั่นถือมั่นเรื่องตัวตนเสีย ด้วยประการฉะนี้ เธอจะเบาสบายคลายทุกข์คลายกังวล ไม่มีความสุขใดยิ่งไปกว่าการปล่อยวาง และการสำรวมตนอยู่ในธรรม”

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไม่มีความสุขใดเสมอด้วยความสงบ ความสุขชนิดนี้สามารถหาได้ในตัวเรานี้เอง

ยิ่งมาก ยิ่งดี

สิ่งที่มองเห็นชัด ในเรื่อง การทำความเพียร คือ

ยิ่งทำให้มาก ยิ่งดี ให้มากสุดๆ เท่าที่จะทำได้

หากทำน้อย จะสู้แรงกิเลสที่เกิดขึ้นไม่ไหว

สุดท้าย คนที่ทุกข์ คือ ตัวเอง ไม่ใช่ใครที่ไหนเลย

 

 

มีความสุข

เมื่อรู้สึกตัวตื่นขึ้นในตอนเช้า รู้ชัดในกำลังสมาธิที่เกิดขึ้น มีสุขเกิด เช้าๆ รู้สึกมีความสุข(สุขจากสมาธิ) ทุกวัน

ช่วงเวลาหลังจากนั้น มีสุขเกิดบ้าง ความสงบเกิดบ้าง ไม่แน่นอน เกิดๆดับๆ สลับกันไป บางครั้ง มีสภาวะเบื่อเกิดแทรก แต่ไม่นาน ก็หายไป กลับมาสุข สงบ สลับกันต่อ

ความสุขของวลัยพร มี ๒ อย่าง คือ สุขใจ ที่ได้ทำความเพียร และ ความสุข ที่เกิดจาก สมาธิ

ขอให้ทุกรูปทุกนาม หมดทุกข์ และจงมีความสุข ทุกรูป ทุกนามเทอญ

สุขที่ละเอียด

ชีวิตที่มีความสุข

หยุดภายนอก(หยุดการสร้างเหตุนอกตัว) รู้ชัดอยู่ภายในกายและจิต

ทำแบบนี้ได้ ชีวิตจะมีความสุข

 

สภาวะแต่ละสภาวะ จะเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย สภาวะอุปกิเลส จะเนียนละเอียดมากขึ้น สภาวะละเอียดมากเท่าใด อุปกิเลส ยิ่งละเอียดเหมือนเงาตามตัว เกิดขึ้นประกบคู่กัน

เมื่อรู้วิธีรับมือและวิธีการปฏิบัติ

สภาวะทุกข์

เป็นสภาวะที่บีบคั้น บางครั้งสติไม่ทัน สร้างเหตุออกไปก็มี
เมื่อมีสติกลับมา รู้เท่าทันต่อสภาวะที่เกิดขึ้น แค่รู้ แค่ยอมรับว่า มีความรู้สึกนั้นๆเกิดขึ้น สภาวะไตรลักษณ์ ตามความเป็นจริง จะเกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย

สภาวะเบื่อ

เมื่อรู้เท่าทันต่อสภาวะที่เกิดขึ้น แค่รู้ แค่ยอมรับว่า มีความรู้สึกนั้นๆเกิดขึ้น สภาวะไตรลักษณ์ ตามความเป็นจริง จะเกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย

สภาวะสุข

มีสามสภาวะ คือ แบบหยาบ แบบกลาง แบบละเอียด

สภาวะสุขแบบหยาบ ได้แก่ อาศัยเหตุปัจจัยภายนอก เมื่อรู้เท่าทันต่อสภาวะที่เกิดขึ้น แค่รู้ แค่ยอมรับว่า มีความรู้สึกนั้นๆเกิดขึ้น สภาวะไตรลักษณ์ ตามความเป็นจริง จะเกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย

สภาวะสุขแบบกลาง เป็นสุขที่เกิดจาก กำลังของสมาธิ เมื่อรู้เท่าทันต่อสภาวะที่เกิดขึ้น แค่รู้ แค่ยอมรับว่า มีความรู้สึกนั้นๆเกิดขึ้น สภาวะไตรลักษณ์ ตามความเป็นจริง จะเกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย

สภาวะสุขแบบละเอียด เกิดจาก จิตเป็นสมาธิเนืองๆ สุขแบบนี้ สภาวะไตรลัษณ์ จะไม่มีเกิดขึ้น แต่จะมีสภาวะ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เกิดขึ้นมาแทน

สภาวะสุขแบบละเอียด ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบทใด ทำอะไรอยู่ก็ตาม ความสุข ความสงบ จากภายนอก รู้ชัดอยู่ภายในกายและจิต

แม้กระทั่งเวลานอนหลับ มักจะเกิดความรู้สึกตัวเกิดขึ้นเนืองๆ ความสุข ความสงบ เกิดขึ้นเนืองๆ

ขณะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา จะรู้ชัด จิตที่กำลังเป็นสมาธิอยู่

สภาวะสุข สงบแบบนี้ ถ้าสภาวะยังไม่มั่นคง อุปกิเลสจะเกิดขึ้นได้ จะติดกับอยู่กับความสุข แบบละเอียดนี้ เพราะไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน ทำงาน สุข สงบ มักเกิดขึ้นเนืองๆ จะขาดความขวนขวาย ในการปฏิบัติ

หากรู้เท่าทัน ต่อสภาวะที่เกิดขึ้น จิตจะมีแต่ความขวนขวายกับการปฏิบัติ เมื่อถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม จะมีเหตุให้ สภาวะการปฏิบัติ เข้าที่เข้าทางมากขึ้น

ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับ เหตุปัจจัยที่มีอยู่ และเหตุที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่ ทุกๆขณะ

สุข-ทุกข์

เหตุจาก ความยึดมั่นถือมั่นที่มีอยู่

สุข-ทุกข์ ที่เกิดขึ้นในชีวิต นั่นแหละ คือ เหตุปัจจัยที่มีอยู่

ใจที่ยังยึดมั่นถือมั่น สุข-ทุกข์ ที่เกิดขึ้น

การเวียนวนของสุข-ทุกข์ จึงเกิดขึ้นเนืองๆ ตามเหตุปัจจัย

 

 

เหตุจาก การเห็นไตรลักษณ์เนืองๆ 

ใจจึงเกิดการปล่อยวาง ลงไปได้ในระดับหนึ่ง เป็นเหตุให้ อยู่กับสุข-ทุกข์

โดยสุข-ทุกข์ ที่เกิดขึ้นนั้น สักแต่ว่ามากขึ้น

สุข-ทุกข์ ที่เกิดขึ้น จึงดับลง ตามเหตุปัจจัย

ความสุข

ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง มีสติรู้อยู่กับปัจจุบัน(หยุดสร้างเหตุนอกตัว)

เมื่อทำมากขึ้น เป็นเหตุให้ จิตเป็นสมาธิเนืองๆ สุขเกิดขึ้นเนืองๆ ถึงแม้จะทำอะไรอยู่ก็ตาม

เพียงรู้จักการใช้ชีวิตแบบพอเพียง ใช้เงินแบบเป็นนายเงิน ไม่ให้เงินเป็นนายตัวเอง ความขวนขวายนอกตัว จะลดน้อยลง ขวนขวายในตัวมากขึ้น ยิ่งขวนขวสยในตัวมากเท่าไหร่ สุขที่ประมาณมิได้ ยิ่งเกิดขึ้นเนืองๆ

สุขที่เกิดขึ้นภายใน ส่งผลต่อการดำเนินชีวิต มองโลกด้วยใจ มากกว่า มองโลกด้วยตา

เรื่องราวของชีวิต เกิดสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่ได้แก่ อวิชชา

เพราะอวิชชาหรือความไม่รู้ที่มีอยู่ จึงหลงสร้างเหตุให้เกิดขึ้นใหม่ ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น โดยมีผัสสะเป็นเหตุปัจจัย

เหตุนี้ ชีวิตจึง อยู่ร้อน นอนทุกข์ ต่อไป

ทางมีให้เดิน

เห็นๆอยู่ว่า ทางมีให้เดิน เพียงแต่ ติดที่ความคิดอยู่ คิดว่า การกระทำนั้นๆ(ไปวัดหลายวัน) เป็นการเอาเปรียบคู่ครอง ทั้งๆที่ คู่ครองสนับสนุนทุกอย่าง

จิตชอบเปรียบเทียบ สมัยทีทำงาน ไม่เคยไปวัดเลย ใช้ห้องทำงาน เป็นที่ปฏิบัติ สภาวะก้าวหน้าไปได้ดี

รู้ดีว่า การไปวัด เหมือนได้พักผ่อนจากงาน ถึงแม้จะเป็นงานบ้านก็ตาม และจากทุกๆเรื่องราว หยุดภายนอก รู้ภายในแทน เป็นการสะสมหน่วยกิต

รู้ดีว่า คำตอบของตัวเองนั้น คืออะไร ต้องตัดใจ จากความคิดที่ติดอยู่ เพราะ ไม่ได้ทำให้ครอบครัวเดือดร้อน แต่ชอบคิดเอาเองว่า กำลังเอาเปรียบคู่ครอง

ชีวิต ต้องก้าวไปข้างหน้า คงต้องทำแบบเมื่อก่อน ไป แล้วกลับมาปรับเปลี่ยนที่บ้าน จนกว่าสภาวะคงที่ ไม่ต้องปรับเปลี่ยนอะไร เมื่อนั้น ไม่ต้องไปอีกก็ได้

 

ความสุข

เคยถามตัวเองบ้างไหม ความสุขอยู่ตรงที่ไหน

สำหรับตัวเอง คำตอบมีเพียงหนึ่งเดียว คือ การทำความเพียร เพราะความสุขตรงนี้ ไม่เป็นสาธารณะ คนไหนทำ คนนั้นได้

แต่เป็นสาธารณะ เมื่อได้นำความสุขนั้นๆ แบ่งปันให้กับผู้อื่น โดยการ แผ่เมตตา ของทุกรูปทุกนาม จงมีแต่ความสุข

ความสุข

ความสุขระยะเผาขน 

คือ ความสงบ ที่เกิดขึ้น ขณะที่จิต เป็นสมาธิชั่วคราว ในแต่ละขณะๆๆๆ ส่วนจะตั้งมั่นหรือสงบได้นานหรือไม่ ขึ้นอยู่กับกำลังของสมาธิ ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ (ยังมีการเวียนว่าย ตายเกิด ในวัฏฏสงสาร)

 

ความสุขระยะยาว

คือ ความสุขที่เกิดจากผลของเหตุ การสร้างเหตุของ มรรค มีองค์ ๘(หยุดสร้างเหตุนอกตัว) ให้เกิดขึ้น (ยังมีการเกิด แต่สั้นลง ไม่เกิน ๗ ชาติ)

 

ความสุขถาวร

คือ ความสงบ ที่เกิดจากผลของเหตุ การสร้างเหตุของ อริยมรรค มีองค์ ๘(หยุดสร้างเหตุนอกตัวและทำความเพียรต่อเนื่อง)ให้เกิดขึ้น (ยังมีการเกิด แต่สั้นลงไปอีก น้อยกว่า ๗ ชาติ อาจจะเหลือเพียง ๑ ชาติ)

 

ความสุข ที่เป็นอมตะ

คือ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด ในวัฏฏสงสารอีกต่อไป (นิพพาน)

Previous Older Entries

ธันวาคม 2017
พฤ อา
« พ.ย.    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: