ความเบื่อหน่ายกับความตาย

พักนี้ก็มีฝันนะ

แต่เป็นความฝันเรื่องเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่
เห็นแล้ว รู้สึกเหนื่อยใจ ทำให้เกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย

ก็คิดนะ คิดว่า ยังดีนะ ที่ทำความเพียรต่อเนื่อง
ผลของการทำความเพียร ทำให้ละในเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่ได้เนืองๆ

คือ หยุด มากกว่า สานต่อ

ชีวิตเป็นของเรา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับลมปากของใคร
ยิ่งรู้ชัด ยิ่งหยุด ความเบากาย เบาใจ ย่อมมีเกิดขึ้นเนืองๆ
สภาพธรรมต่างๆ ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
สุดท้าย มันก็แค่นั้นเอง

แต่มันทำให้ไม่หลง
ในสิ่งที่คิดว่ารู้ ว่าเห็น

เมื่อรู้เห็นด้วยตนเอง
แล้วเห็นว่า สิ่งที่ถูกรู้ มีอยู่จริงนะ
ความสงสัย ก็ค่อยๆจางหายไปเอง
จนกระทั่ง สิ้นสงสัย

เพราะได้ประสพพบเจอด้วยตนเอง
ด้วยการทำความเพียรต่อเนื่องนี่แหละ
ไม่ได้ไปฟังจากใครที่ไหนมา

ที่เขียนๆ ไม่เคยไปลอกของใครมา
เขียนจากสิ่งที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธินี่แหละ

เมื่อก่อนเคยหลงนะ เพราะเคยหลงมาก่อนจึงรู้
เมื่อรู้แล้วว่า สิ่งที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิคืออะไร
พอรู้แล้ว ไม่มีหลงสภาวะอีก
ก็บอกเจ้านายนะว่า

ตายเพราะขาดอากาศหายใจ ก็เคยได้ลิ้มลองมาแล้ว

ตายเพราะ หัวใจวาย ก็เคยได้ลิ้มลองมาแล้ว

ตายครั้งต่อไป(อนิจจลักขณะ) จะตายแบบไหนหนอ

เราก็คิดนะว่า หรือเป็นตะคริวตาย
เพราะชอบเป็นตะคริวบ่อยๆ

บางทีเป็นทั้งตัว ขยับตัวไม่ได้
ใช้การกำหนดรู้ช่วย อาการเป็นยังไง รู้ตามความเป็นจริง

สักพัก ตะคริวจะค่อยๆคลายตัว
จนกลับมาปกติ

ก็แค่คิดเอาเองนะ
สังเกตุจากทั้งสองครั้ง สภาวะความตายที่พบเจอมา

วลัยพรมีโรคประจำตัวคือ ภูมิแพ้
ถ้าเหนื่อยมาก จะมีอาการหอบ ต้องใช้ยาช่วย

มีความเสี่ยงหัวใจวาย(ตามหมอบอก)

สภาวะทั้งสองนี้ ห่างกันหลายปีเหมือนกันนะ
เพราะพักหลัง มีเหตุให้ไม่ได้ทำความเพียรต่อเนื่อง
แบบติดต่อกันทั้งกลางวันและกลางคืน
ไม่ได้ทำแบบเคร่งเครียด แต่ทำเป็นระยะๆ ตามสะดวก

แต่ที่แน่ๆคือ จากสภาวะความตายทั้งสองครั้ง ที่พบเจอมา
เป็นตัวบ่งบอกว่า จิตใต้สำนึกเกี่ยวกับความตายนั้น
เรามีความรู้สึกอย่างไร และหากถึงเวลาตายจริงๆ
รู้เลยว่า ไม่แตกต่างจากสภาวะความตายทั้งสองครั้ง
ที่ได้ประพบเจอด้วยตนเอง

คิดไปคิดมา ก็ทำให้ปีติ ความอิ่มเอิบใจ
ความสุขใจ ทั้งสมาธิ มีเกิดขึ้นทันที

ไม่สงสัยเลยว่า
จิตสุดท้าย ขณะกำลังจะหมดลมหายใจนั้น เป็นอย่างไร

ทรัพย์สินเงินทอง ไม่มีในหัวสมอง
ความห่วง ความอาลัย ไม่มีเกิดขึ้นเลย
จิตมันปลงตก เพราะเบื่อหน่ายในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
เรื่องความตายนี่ เป็นเรื่องปกติสำหรับเราไปแล้วนะ

ไม่เที่ยง

๑๔ กค.๕๗

ความรู้สึกนึกคิด แปรเปลี่ยนตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับว่า มีเหตุปัจจัยกับสิ่งใดอยู่

ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นจาก ความชอบใจ ไม่ชอบใจ อยากให้ความคิดนั้นๆหายไป หรือพยายามกดข่มความคิดที่เกิดขึ้น หรือมีความติดใจในความคิดที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นบ่อเกิดของเหตุแห่งทุกข์ ให้มีบังเกิดขึ้น

หากรู้ว่า ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ล้วนไม่เที่ยง แปรเปลี่ยนตลอดเวลา ใจย่อมเป็นอิสระ จากความรู้สึกนึกคิดนั้นๆ คือ รู้ว่ามีอยู่ เป็นอยู่ เป็นเหตุปัจจัยทำให้ ไม่จมแช่อยู่ในความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น

จากสิ่งหนึ่ง ไปสู่สิ่งหนึ่ง ล้วนเกิดจาก ผัสสะ เป็นปัจจัย ให้มีเกิดขึ้น

ตราบใดที่ยังมีกิเลส แค่รู้ว่า มีผัสสะเกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นปัจจัยให้เกิด เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(ความรู้สึกนึกคิด)

เมื่อรู้ชัดในผัสสะ ที่เกิดขึ้นว่า ทำไมผัสสะ ที่เกิดขึ้น จึงเป็นปัจจัย ให้เกิด เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(ความรู้สึกนึกคิด)

ทุกข์ที่มีเกิดขึ้น ย่อมเบาบางลงไป ตามเหตุปัจจัย

 

 

 

ปัจจัยที่ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย

ยิ่งรู้ชัดในผัสสะ เป็นปัจจัยให้เกิดความรู้ชัดในทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ที่ยังมีอยู่

เป็นปัจจัยให้เกิดการกระทำ ทำตัวเป็นเต่า หดตัวอยู่ในกระดองมากขึ้น

มีเหตุปัจจัยจาก เมื่อรู้ชัดในผัสสะแล้ว ยิ่งทำความเพียร ยิ่งเบื่อหน่าย ทำเพราะ รู้

ยิ่งรู้ ยิ่งเบื่อหน่าย ความเพียรจึงแปรเปลี่ยนไปตามเหตุและปัจจัย

ปฏิบัติสบาย เพราะเลือกวิธีการปฏิบัติ โดยการแก้ที่ตัวเอง ดับเหตุที่ตัวเอง ที่เกิดจาก ผัสสะ

ไม่ต้องทำความเพียรแบบโหมกระหน่ำ เหตุจากความไม่รู้ชัดในทุกข์ ที่เกิดขึ้น แบบสมัยก่อนๆ

ฉะนั้น เมื่อเจอผัสสะ ที่มีเหตุปัจจัยต่อกันอยู่ จากการเรียนรู้ผัสสะต่างๆที่ผ่านๆมา ทำให้เกิดการยอมรับ และเริ่มอยู่กับผัสสะนั้นๆ ได้มากขึ้น

ยิ่งอยู่ได้มากเท่าไหร่ ยิ่งรู้ชัดในทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ มากขึ้น ความเบื่อหน่าย มีเกิดขึ้นเนืองๆ เพราะเหตุนี้

จะรู้ชัดในทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ การดับเหตุแห่งทุกข์ และวิธีการกระทำ ต้องรู้ชัดในผัสสะ

การทำความเพียร ปฏิบัติลำบาก หรือ สบาย ขึ้นอยู่กับความรู้ชัดในผัสสะ ที่เกิดขึ้น

ความเบื่อหน่าย

๑๖ มิย.๕๗

 

ยิ่งรู้ชัดในเหตุปัจจัย ที่ยังมีอยู่ ทั้งในตัวและนอกตัว รู้ชัดในรายละเอียดที่เกิดขึ้น ในแต่ละ ขณะๆๆๆ (มโนกรรม) ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายยิ่งนัก

จิตเกิดการคิดพิจรณาเนืองๆ ทุกข์ โทษ ภัยของการเกิด จุดเริ่มต้นเหตุจากอวิชชา

เพราะอวิชชาตัวเดียวแท้ๆ ที่บดบังสภาพธรรมตามความเป็นจริง ที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะๆๆๆ ที่เกิดจาก ผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต) เป็นเหตุปัจจัย

ตอกย้ำ

ทุกครั้งที่จิตเกิดการคิดพิจรณาทุกข์ โทษ ภัยของการเกิด เห็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดการกระทำทั้งหมด(การสร้างเหตุ) เกิดจาก อวิชชาที่มีอยู่

ภาพต่างๆจะผุดขึ้นมาทันที ให้เห็นความผิดพลาดในอดีต(ที่ไม่เคยคิดว่าผิดพลาด) แต่ละภาพที่ปรากฏขึ้น ยิ่งตอกย้ำ ย้ำแล้วย้ำอีก เกิดอีก ก็โง่อีก โง่ต้องมาก่อนที่จะรู้ ทุกข์ต้องมาก่อนที่จะรู้

จิตก็คิด โอทุกข์หนอ ทุกข์ซ้ำซาก แต่ไม่เคยรู้เลยว่าเพราะอะไร จึงทำให้ชีวิตเป็นแบบนั้น พอเจอสุขมาล่อลวง(บดบัง) ทุกข์ที่เกิดขึ้น ลืมหมดแล้ว

ยิ่งรู้ชัดในทุกข์ การเห็นรายละเอียดของสิ่งที่เคยกระทำไว้ ยิ่งตอกย้ำให้รู้ชัดในทุกข์ ที่เกิดขึ้น

เป็นปัจจัยให้ เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายยิ่งนัก

พอเกิดความเบื่อหน่าย กิเลสเข้าแทรกทันที อยากหลีกหนีผู้คน อยากไปอยู่ในป่า อยู่ในเขา ห่างไกลผู้คน(กิเลสแทรกได้ทุกขณะ)

หากไม่รู้ชัดในผัสสะที่เกิดขึ้น(ความรู้สึกนึกคิด) ต้องมีหลงสร้างเหตุอีกแน่นอน

เบื่อหน่าย ก็ให้รู้ว่าเบื่อหน่าย ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ล้วนไม่เที่ยง แปรเปลี่ยนตลอดเวลา

ที่มีเกิดขึ้น เกิดจากเหตุปัจจัย ที่ยังมีอยู่ และที่ยังมีการทำให้เกิดขึ้นอยู่(สร้างเหตุนอกตัว)

สุข

ความสุขที่เกิดขึ้นในชีวิต เป็นผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง และ การทำความเพียรในรูปแบบของ การพยายามกดข่ม อดกลั้น ไม่ให้สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิด ที่เกิดขึ้น

เป็นเหตุให้ การดำเนินชีวิตเป็นไปแบบเรียบง่าย

ไม่ลุ่มหลงในโลก(กายและจิต)

ไม่สรรหาสิ่งบำรุงบำเรอให้เกิดความลุ่มหลง

ใช้ชีวิตแบบระมัดระวัง จะทำอะไร จิตเกิดการคิดพิจรณาก่อนลงมือกระทำ เกือบทุกครั้ง

บางครั้ง หลงทำออกไปแล้ว เวลาทุกข์เกิดขึ้น ย่อมรู้ดีว่า เกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัย เป็นปัจจัยให้ เกิดการยับยั้งชั่งใจมากขึ้น

เลือกที่จะสงบเงียบมากขึ้น

เลือกที่จะขีดเขียน มากกว่าการพูดคุย

เมื่อมีความสงบในชีวิตมากขึ้น ความสุข ย่อมมีเกิดขึ้น เป็นเรื่องปกติ จึงไม่ติดสุข แค่รู้ว่ามีเกิดขึ้น จบ

สุขเกิดจากสมาธิ เป็นความปกติที่เกิดจากกำลังของสมาธิ ที่เกิดขึ้น ขณะนั้นๆ จึงไม่ติดสุข แค่รู้ว่ามีเกิดขึ้น จบ

ผิดกับทุกข์ ถึงแม้รู้ว่า เกิดจากเหตุปัจจุยที่มีอยู่ และที่สติไม่ทัน ยังมีหลงสร้างเหตุนอกตัว

ทั้งๆที่รู้ว่า ทุกข์ที่เกิดขึ้น เกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัย ยังแค่รู้ว่ามี ยังไม่ได้ ใจยังไม่ยอมรับจนหมดใจ แต่ทุกข์ที่เกิดขึ้นนั้น เกิดไม่นาน ก็ดับหายไปเอง

เมื่อยังยอมรับทุกข์ ที่เกิดขึ้น ยังไม่ได้ทั้งหมด
เป็นปัจจัยให้เกิด ความรู้สึกเบื่อหน่าย ในเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่

นี่คือ คุณประโยชน์ของ ความรู้ชัดในทุกข์ ที่เกิดขึ้นในชีวิต
เพราะยิ่งเกิดความเบื่อหน่ายมากเท่าไหร่ ยิ่งไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ

ตรงไหนที่ยังเป็นเหตุปัจจัยต่อกันอยู่
นั่นแหละคือ จุดอ่อน(การสร้างเหตุนอกตัว) ที่ยังมีอยู่

เหตุจากความไม่รู้ตัวเดียวแท้ๆ
ชีวิตในอดีต จึงอยู่ร้อนนอนทุกข์

เกลียดทุกข์ เพราะอวิชชาที่มีอยู่
จึงหลงสร้างเหตุแห่งทุกข์ให้เกิดขึ้น ก็ยังไม่รู้

เมื่อรู้แล้ว(รู้ชัดในผัสสะ)
ทำให้เกิดการสำรวม สังวร ระวังมากยิ่งขึ้น ในการสร้างเหตุนอกตัว

สิ่งที่ทำให้ เกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย

เหตุของ ความเบื่อหน่าย มีหลายเหตุ

เท่าที่เจอกับตัวเอง คือ

๑. เห็นทุกข์ โทษ ภัย ของการเกิด 
(เมื่อยังมีหลงสร้างเหตุ สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย)

๑. การใช้ชีวิตเดิมๆซ้ำๆ
(เหตุปัจจัยของกิเลส ที่มีอยู่ ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย)

๒. ความเจ็บป่วย เกี่ยวกับสุขภาพร่างกาย
(ความเจ็บป่วย ก็ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย)

๓. ถึงเวลากิน ก็ทุกข์ ถึงเวลานอน ก็ทุกข์ ถึงเวลาที่ต้องลุก ก็ทุกข์
(กิจวัตร ที่ทำเดิมๆซ้ำๆ ไม่ทำก็ไม่ได้ ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย)

๔. อยู่เฉยๆ ไม่มีอะไร จู่ๆจิตก็คิดพิจรณาขึ้นมาเอง
(เห็นแต่ทุกข์ ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย)

เท่าที่คิดออกในตอนนี้ คิดได้แค่นี้

วิธีรับมือกับความเบื่อหน่าย ของตัวเอง

๑. แค่รู้ว่า มีเกิดขึ้น

๒. หากทนไม่ไหว ออกนอกห้อง เปลี่ยนบรรยากาศ

๓. เบื่อมากๆ ไปเดินห้าง

๔. เปลี่ยนสถานที่ ไปวัดบ้าง

สุดท้าย กลับมาตายรัง(ห้อง)

ทำความเพียรอยู่ที่ห้อง น่ะเสียเงินน้อยที่สุด
การสร้างเหตุนอกตัว ก็น้อยที่สุด

นี่แหละ เหตุปัจจัยของกิเลส ที่ยังมีอยู่
ก็หาทางปรับเปลี่ยนสถานะตัวเอง ทำแบบนี้ไป
จนกว่าจิตจะเกิดการปล่อยวาง จากผัสสะที่เกิดขึ้นได้เอง ตามความเป็นจริง

เป็นเหตุให้ ทำให้อยู่กับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ด้วยใจปกติ
เพียงทำความเพียรต่อเนื่อง พยายามไม่หลงสร้างเหตุกับใครๆ

ถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม คงได้เจอกับ สภาวะความตาย อีกครั้ง
แต่ถ้าเจอกิเลสดักหน้าอีก คงแป่กไปก่อน

ผัสสะที่ทำให้เกิดทุกข์

สิ่งที่ทำให้รู้สึกทุกข์ ได้มากที่สุด คือ ความเบื่อหน่ายใน อัตภาพร่างกายนี้

(ต้องกิน ต้องขับถ่าย ต้องนอน ต้องตื่น ต้องดูแลรักษา ให้เกิดความเจ็บป่วย เท่าที่ทำได้)

และความเบื่อหน่าย ต่อการมีชีวิตอยู่ ชีวิตน่าเบื่อมากกก เหตุจาก เห็นวงจรชีวิต ตั้งแต่ลืมตา จนกระทั่งถึงเวลานอน เดิมๆซ้ำๆ 

ส่วนเรื่องนอกตัว ยอมรับ(ทำใจ)ได้มากขึ้น

ผัสสะที่เกิดขึ้นนี้(เบื่อหน่าย)
ยอมรับว่า ยังทนได้ยาก สำหรับตัวเอง แค่รู้ว่า มีเกิดขึ้นเท่านั้นเอง

เวลาที่มีผัสสะนี้ เกิดขึ้นแต่ละครั้ง รู้สึกบีบคั้น ทนได้ยาก

แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้น ก็ไม่เที่ยง มีเกิดบ้าง ไม่เกิดบ้าง

เกิดขึ้นนานบ้าง แค่แปบบก็หายไป ก็มีบ้าง

มีแต่การเรียนรู้กับผัสสะต่างๆ ที่เกิดขึ้น
นอกนั้นไม่มีอะไร

ที่ยังมีอยู่
ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และเหตุใหม่ ที่หลงสร้างออกไป

สิงหาคม 2017
พฤ อา
« ก.ค.    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: