กรรมเก่า (ปุราณกัมม)

ภิกษุทั้งหลาย !
กรรมเก่า (ปุราณกัมม) เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุทั้งหลาย ! จักษุ (ตา) …. โสตะ (หู) ….ฆานะ (จมูก) …. ชิวหา (ลิ้น) …. กายะ (กาย) …. มนะ (ใจ)

อันเธอทั้งหลาย พึงเห็นว่า เป็นปุราณกัมม (กรรมเก่า)อภิสังขตะ (อันปัจจัยปรุงแต่งขึ้น)

อภิสัญเจตยิตะ (อันปัจจัย ทำให้ เกิดความรู้สึกขึ้น)

เวทนียะ (มีความรู้สึกต่ออารมณ์ได้).

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่า กรรมเก่า.

ปฏิจจสมุปบาท
ว่าด้วย ผัสสะ เป็นเหตุของ การเกิด เวทนา

ขันธ์ ๕
ว่าด้วย รูป(ผัสสะ) เป็นเหตุของ การเกิด เวทนา

ภาษาชาวบ้าน
ว่าด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต (ณ ปัจจุบัน ขณะ)

สิ่งนั้นๆ(ผลของเหตุ ได้แก่ กรรม หรือ การกระทำในอดีต ส่งผลมาให้ได้รับ ในรูปของเหตุ/สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต)

ทำให้มี ( เป็นเหตุให้เกิด) ความรู้สึกยินดี(ถูกใจ/ชอบ) ยินร้าย(ไม่ถูกใจ/ชัง) เกิดขึ้น

Advertisements

จตุสัจจสัมมาทิฏฐิ

จตุสัจจสัมมาทิฏฐิ แปลว่า ความเห็นถูก เห็นชอบ คือ ได้เห็นอริยสัจ ๔ ได้แก่ :-

๑. ทุกฺเข ญาณํ สมฺมาทิฏฐิ ความเห็นถูก คือ มีปัญญาพิจรณาทุกข์

ทุกข์นั้น ตามสำนวนพระสูตร เช่น ธัมมจักกัปปวัตนสูตร ท่านจัดไว้ ๑๒ อย่าง คือ

๑. ชาติปิ ทุก์ขา ชาติ คือ ความเกิด ก็เป็นทุกข์

๒. ชราปิ ทุกฺขา ชรา คือ ความแก่ ก็เป็นทุกข์

๓. มนณมฺปิ ทุกฺขํ มรณะ คือ ความตาย ก็เป็นทุกข์

๔. โสก ความเศร้าโศก ก็เป็นทุกข์

๕. ปริเทว ความร้องไห้ บ่นเพ้อ ก็เป็นทุกข์

๖. ทุกฺขํ ความลำบากกาย ก็เป็นทุกข์

๗. โทมนสฺสํ ความเสียใจ ก็เป็นทุกข์

๘. อุปายาสํ ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์

๙. อปฺปิเยหิ สมฺปโยโค ทุกโข ประจวบกับของไม่เป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์

๑๐. ปิเยหิ วิปฺปโยโค ทุกฺโข พลัดพรากจากของที่รัก ก็เป้นทุกข์

๑๑. ยมฺปิจฺฉํ น ลภติ ตมฺปิ ทุกฺขํ ปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้นสมใจ ก็เป็นทุกข์

๑๒. สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกขา โดยย่อที่สุด อุปทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นทุกข์

ส่วนพระอภิธรรม คำว่า ทุกข์ นั้นมี ๑๖๐ คือ โลกียจิต ๘๑ เจตสิก ๕๑ ( เว้นโลภะ ) รูป ๒๘ เป็นทุกข์

๒. ทุกฺขสมุทเย สมฺมาทิฏฐิ มีความเห็นถูก คือ มีปัญญาพิจรณาเห็นเหตุให้เกิดทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์นั้น ได้แก่ ตัณหาทั้ง ๓ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภาวตัณหา

๓. ทุกฺขนิโรธํ สมฺมาทิฏฐิ มีความเห็นถูก คือ มีปัญญาพิจรณาเห็นความดับทุกข์ ได้แก่ พระนิพพาน

๔. ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิทาสมฺมาทิฏฐิ มีความเห็นถูก คือ เห็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ มรรค ๘ มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น

การเห็นอริยสัจ ๔ อย่างนี้ เรียกว่า จตุสัจจสัมมาทิฏฐิ เป็นเพียงขั้นปริยัติเท่านั้น

ในขั้นปฏิบัติ เมื่อถึงสัจจานุโลมิกญาณ โคตรภูญาณ มรรคญาณแล้ว จะเห็นวิเศษยิ่งกว่านี้หลายสิบเท่า และจะเห็นจริงๆ เห็นอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง โดยมิได้นึกคิดค้นเอาเอง มิได้คาดคะเนเอาเอง เห็นด้วยภาวนามยปัญญญาแท้ๆ

จตุสัจจสัมมาทิฏฐิ นี้เมื่อจะกล่าวโดยย่อ มีอยู่ ๒ อย่าง คือ อสัมโมหปฏิเวธ ๑ อารัมมณปฏิเวธ ๑

๑. อสัมโมหปฏิเวธ แปลว่า การรู้แจ้งแทงตลอดโดยไม่หลง คือ รู้กิจทั้ง ๓ ได้แก่ ปริญญเญยยกิจ ๑ ปหาตัพพกิจ ๑ ภาเวตัพพกิจ ๑

๒. อารัมมณปฏิเวธ แปลว่า การรู้แจ้งแทงตลอด โดยกระทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์ ได้แก่ สัจฉิกาตัพพกิจ

อสัมโมหปฏิเวธ กับ อารัมมณปฏิเวธ ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน ดุจคนกับเงาฉะนั้น เช่น เมื่อถึงพระนิพพาน หรือ เมื่อพระนิพพานเกิดขึ้น ทุกข์สัจ สมุทัยสัจ มรรคสัจ ก็ดับไปพร้อมกัน ไม่ก่อนไม่หลังกัน

มรรคสัจ เป็นตัวเหตุ นิโรธสัจ เป็นตัวผล เมื่อเหตุดับ ผลย่อมเกิดไม่ได้

คำว่า รู้ นั้น มีอยู่ ๒ อย่าง คือ รู้ โดยอนุมาน ๑ รู้โดยปฏิเวธ ๑ ตัวอย่างเช่น

๑. รู้โดยอนุมาน ได้แก่ คาดคะเนเอา นึกเปรียบเทียบเอา

เช่น เห็นคนอื่นแก่ เจ็บ ตาย ก็มานึกเปรียบเทียบกับที่ตัวเราว่า จะต้องแก่ เจ็บ ตาย เหมือนอย่างนั้นแน่นอน แต่ยังไม่แทงตลอดจริงแท้แน่ชัดด้วยภาวนามยปัญญา เป็นแต่รู้แค่สุตมยปัญญา กับ จินตมยปัญญาเท่านั้น

๒. รู้โดยปฏิเวธ ได้แก่ รู้แจ้งแทงตลอดด้วยภาวนามยปัญญาจริงๆ นับตั้งแต่ญาณที่ ๔ คือ อุทยัพพยญาณ ปัญญาพิจรณาเห็นความเกิดดับของรูปนาม เป็นต้นไป จนกระทั่งถึงญาณที่ ๑๖ ปัจจเวกขณญาณ

ผู้ที่จะรู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจ ๔ อย่างแท้จริง ต้องรู้ด้วยปฏิเวธเท่านั้น รู้โดยอนุมานยังอยู่ห่างไกลมาก

ตุลาคม 2017
พฤ อา
« ก.ย.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: