นิพพิทา

นิพพิทา ผู้ที่เบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด
ล้วนเป็นผู้ที่ไม่กลัวตาย ปรารถนาความตายเป็นที่สุด

เป็นปัจจัยให้ เกิดความรู้ชัดในรายละเอียดต่างๆ
ที่มีเกิดขึ้น ขณะเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย

เป็นสภาวะของอนุสัยกิเลส
เป็นเรื่องของ จิตใต้สำนึก
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ปราศจากความมีตัวตน เข้าไปแทรกแซงสภาวะ

.

ความตาย จะมาสมมุติไม่ได้
การสมมุติ ความตายขึ้นมา
เป็นเพียงการกระทำตามตัณหา

.

วินาทีเฉียดตาย
ทำให้รู้ว่า หากถึงคราวตาย ยังไงก็ต้องตาย
หากยังไม่ถึงคราวตาย ยังไงก็ไม่ตาย

ข้ามถนน มองทั้งซ้ายและขวา เห็นถนนโล่ง
ขณะกำลังเดินข้ามถนน ถึงกลางถนน
เสียงบีบแตร หยุดเดินทันที
ชั่วขณะนั้น ทุกอย่างสงบเงียบ

แล้วมีเสียงรถวิ่งสวนกัน
มีเสียงตะโกนว่า อยากตายหรือไง
ด้านหน้า เป็นรถกระบะ
ด้านกลัง เป็นรถเมล์

.

เคยคิดทบทวนว่า ทำไมตอนนั้น ใจถึงสงบมาก
ไม่มีการตกใจ หรือรู้สึกหวาดกลัวใดๆ
การที่หยุดเดิน ไม่แน่ว่าจะทำให้รอดได้

.

ตายครั้งที่ 1 รู้ชัดในการเกิด
รู้ว่า ขณะที่แม่คลอดออกมานั้น
มีลักษณะอาการที่เกิดขึ้นเป็นแบบไหน

.

ตายครั้งที่ 2 รู้ชัดในความตาย
รู้ว่า ขณะที่ลมหายใจเฮือกสุดท้าย ก่อนหมดลมหายใจ
จิตระลึกถึงสิ่งใด ไปเกิดภพภูมินั้นทันที

เมื่อที่ตั้งแห่งวิญญาณไม่มี การมาและการไป ย่อมไม่มี
นี่คือ ผลของการทำความเพียรที่ทำมาทั้งหมด
มีค่ามากกว่าทัรพย์สินใดๆในโลก

จิตดวงสุดท้าย

อวิชชา สังขาร วิญญาณ
ในปฏิจจสมุปบาท

เป็นเรื่องของ จิตดวงสุดท้าย
ก่อนที่จะหมดลมหายใจ

นิมิตเสมือนจริง”ความตาย”

นิมิตเหมือนจริง
เหมือนมีเกิดขึ้นจริงๆ รู้สึกและสัมผัสได้จริง

ที่ทุกๆคนจะต้องเจอ
อาจมีเกิดขึ้น ขณะทำความเพียร
หรือมีเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

“ความตาย”

หากยังมีความกลัวตาย หรือมีห่วง มีอาลัย
ทำให้ไม่สามารถผ่านสภาวะความตายได้

เพราะเป็นเรื่องของ จิตใต้สำนึก
เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ตัวกู ของกู ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

ถ้าให้วลัยพรแนะนำ
คงให้คำแนะนำตามสภาพของบุคคลนั้นๆ
เพื่อให้บุคคลนั้นผ่อนคลายจากสภาพธรรมที่กำลังเจออยู่

ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว
คำแนะนำที่ให้ไปนั้น
ไม่สามารถช่วยอะไรคนๆนั้นได้เลย
ในขณะที่คนๆนั้น กำลังพบเจอสภาวะความตาย

เพราะสภาวะความตายนี้ที่ต้องพบเจอนี้(เหมือนกันหมด)
เป็นเรื่องของ จิตใต้สำนึก ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
อะไรๆที่เรียนรู้มาหรือได้ฟังมา

แม้กระทั่งความเพียรที่ทำมาอย่างหนัก
มีความรู้มากมาย จนถึงเปรียญ 9
ต่อให้มีสติ สมัปชัญญะมากแค่ไหน
ไม่สามารถนำมาช่วยอะไรได้เลย

สิ่งที่จะช่วยให้ผ่านสภาวะความตายนี้ไปได้
เกิดจาก ความเบื่อหน่ายในภพชาติของการเกิด
ต้องเบื่อหน่ายจริงๆ ไม่อยากมีชีวิตอยู่จริงๆ

การทำความเพียร ก็ส่วนของการทำความเพียร
ช่วยในเรื่องการมีสติ ยับยั้งการกระทำ
คนละเรื่องกับสภาวะความตาย

ไม่ว่าบุคคลนั้น จะเพียรมากหรือเพียรน้อย
ถึงเวลาเหตุปัจัจยพร้อม ต้องเจอสภาวะ
ความตายเหมือนกันหมดทุกคน
แตกต่างแค่สิ่งที่มีเกิดขึ้นเท่านั้นเอง

ต่อให้วลัยพรบอกว่า อย่าไปกลัว
ตายก็ตาย ปล่อยไปเลย

ให้พูด ให้แนะนำมากขนาดไหน
ก็ไม่มีผลกระทบใดๆกับสภาวะความตาย

เพราะสภาวะความตายที่มีเกิดขึ้น
อยู่เหนือการควบคุม ไม่สามารถควบคุมให้ดั่งใจได้
ปราศจากตัวตน ความเห็นของตน เข้าไปแทรกแซงสภาวะ

ปฏิสนธิวิญญาณ

อาการเป็นไปแห่ง ปฏิสนธิ อันมีอารมณ์อย่างใด อย่างหนึ่ง ในอารมณ์ ๓ ในอันดับแห่งจุติ
ซึ่ง มีอารมณ์ใด อารมณ์หนึ่ง ในอารมณ์ ๒ ด้วยอำนาจแห่งสุคติ และทุคติ(ต่อไป) ข้อนี้ ฉันใด

อันดับแรก บาปกรรม ที่ตนสะสมไว้บ้าง กรรมนิมิตบ้าง ย่อมมาสู่คลอง ในมโนทวาร ของบุคคล ผู้ตั้งอยู่ใน สุคติ ชั้นกามาวจร
(แต่) เป็นคนมีบาปกรรม ซึ่ง (เจ็บหนัก) นอนอยู่บนเตียงมรณะ (ทั้งนี้) โดยบาลีว่า

“ในสมัยนั้น กรรมทั้งหลาย (ที่ตนทำไว้ก่อน) นั้น ย่อมเกาะอยู่ (ในจิต) ของบุคคล (ผู้ใกล้ตาย) นั้น” ดังนี้ เป็นต้น

จุติอารมณ์ ทำอารมณ์แห่งภวังค์ ให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้น ในลำดับแห่ง ชวนวิถี อันปรารภกรรม
หรือกรรมนิมิตนั้น เกิดขึ้น มีตทารัมมณะ เป็นสุดท้าย

ครั้นจุติจิตนั้น ดับแล้ว ปฏิสนธิจิตแห่งกิเลส ที่ยังตัดไม่ได้ ชักนำถลำเข้าไปทาง ทุคติ
ก็ปรารภกรรม หรือกรรมนิมิต ที่มาปรากฏ (มโนทวาร) นั้นและเกิดขึ้น

นี่เป็นปฏิสนธิ มีอารมณ์เป็นอดีต (เกิด) ในลำดับแห่งจุติจิต ซึ่งมีอารมณ์อดีต ด้วยกัน

ผู้มีบาปกรรมในทุคติและสุคติ (ในมรณสมัย) ย่อมมีกรรมที่(ทำไว้) นั้นบ้าง กรรมนิมิตบ้าง คตินิมิตบ้าง มาปรากฏในมโนทวาร
หรือมิฉะนั้น อามณ์ที่เป็นเหตุ เกิดกุศลหรืออกุศล มาปรากฏในปัญจทวาร

จิตขณะจุติ(ตาย)

ไม่ต้องรู้อะไรเลย ก็รู้ได้

รู้แบบนี้ มานานแล้ว เหตุปัจจัยจาก งานที่เคยทำ เห็นชีวิต เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา เป็นไปตามเหตุปัจจัยของแต่ละคน

โดยเฉพาะ เวลาคนไหนใกล้ตาย แล้วเขายังไม่อยากตาย วลัยพร จะได้ยินเสียงร่ำไห้ เสียอก เสียใจ ปิ่มว่าจะขาดใจตายประจำ ทั้งของญาติ และสิ่งที่มองไม่เห็น

ยิ่งคนไข้หนัก ที่ญาติดูแลไม่ไหว มาขอให้ไปช่วยดูแล ได้บอกไปแล้วว่า จะให้ไปเหรอ ไปแล้ว ญาติต้องตายนะ เขาไม่เชื่อ ขอให้ช่วยเขา

เราก็ไปนะ ไปช่วยบอกทางให้กับผู้ป่วย ช่วยแนะนำญาติ ในเรื่องการให้ผู้ป่วยได้ทำบุญ ให้อ่านธรรมะให้ผู้ป่วยฟัง

ส่วนคนไหน พอจะพูดกันได้บ้าง จะแนะนำวิธีกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก กำหนดรู้ วิธีปักจิต หรือตั้งใจกำหนดสติ เวลาที่เกิดทุกขเวทนา

คนเหล่านี้ ยังโชคดี ที่เจอเรานำทางให้ บอกทางเสร็จ บางคน ๕ นาที ตายทันที บางคนอยู่ได้นานกว่า แต่ไม่เกิน ๗ วัน ตายเหมือนกัน

เมื่อเห็นเนืองๆ ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายในอาชีพที่ทำอยู่ จึงตัดสินใจลาออก ชีวิตหักเห เข้ามาสู่เส้นทางการทำความเพียรมากขึ้น

ถึงจะทำบ้าง ทำมากเวลาทุกข์เกิด ทำแบบสาบายๆ เวลาสบาย ทำแบบลุ่มๆดอนๆ เรียนรู้สภาวะมาเรื่อยๆ จนมาเป็นปัจจุบันนี้ ต่อให้ฆ่าให้ตาย หัวใจไม่มีคิดอยากจะเกิดอีกต่อไป

[๗๑๗] บุตรของข้าพเจ้า ละทิ้งร่างกายของตนไป ดุจงูละทิ้งคราบเก่าไป
ฉะนั้น เมื่อร่างกายแห่งบุตรของข้าพเจ้าใช้อะไรไม่ได้

เมื่อบุตรของข้าพเจ้า กระทำกาละไปแล้วอย่างนี้
บุตรของข้าพเจ้าถูกเผาอยู่ ย่อมไม่รู้สึกถึงความร่ำไห้ของพวกญาติ
เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่เศร้าโศกถึงเขา

คติของตนมีอย่างใด เขาก็ย่อมไปสู่คติของตนอย่างนั้น.

หมายเหตุ: ช่วยได้เพียง แผ่เมตตากรวดน้ำ หลังทำความเพียรทุกครั้ง

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_item.php?book=27&item=717

ว่าด้วยจุติวิญญาณและปฏิสนธิวิญญาณ

ความจริง เมื่อสัตว์ใกล้ต่อความตาย โดยสภาวะตามปรกติ หรือโดยความพยายามในภพอดีต อดทนไม่ได้ซึ่งกลุ้มรุมแห่งศัสตรา

ซึ่งมีเวทนาอันใกล้ต่อความตาย อันตัดซึ่งเส้นเอ็นอันเป็นข้อต่อแห่งอวัยวะน้อยใหญ่ทั้งปวง ซึ่งใคร ๆ ก็ทนไม่ได้ เมื่อสรีระซูบซีดโดยลำดับดุจใบตาลสดที่ตากไว้กลางแดด

เมื่ออินทรีย์มีจักขุเป็นต้นดับแล้ว เมื่อกายินทรีย์ มนินทรีย์ และชีวิตินทรีย์อันดำรงอยู่ในฐานะสักว่าหทยวัตถุ วิญญาณอาศัยหทยวัตถุที่ยังเหลือในขณะนั้น

ปรารภกรรมกล่าวคือ สังขารมีปัจจัยที่ยังเหลือได้แล้วอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดาครุกรรม อาจิณณกรรม อาสันนกรรม และกรรมที่ทำไว้ก่อน หรือปรารภอารมณ์กล่าวคือกรรม กรรมนิมิต คตินิมิต ที่เข้าไปปรากฏแล้วนั้น เป็นไป

วิญญาณนั้นนั่นแหละ เมื่อเป็นไป เพราะละตัณหาและอวิชชายังไม่ได้ จึงถูกตัณหาให้น้อมไป สังขารอันเป็นสหชาตธรรมย่อมซัดไปในอารมณ์นั้นอันเป็นโทษ อันอวิชชาปกปิดแล้วนั้น

วิญญาณนั้นถูกตัณหาให้น้อมไป อันสังขารทั้งหลาย ซัดไปอยู่ ด้วยอำนาจการสืบต่อ ย่อมละหทัยที่อาศัยอันมีมาก่อน จะยินดีอยู่ ก็ตาม ไม่ยินดีอยู่ก็ตาม

ซึ่งหทัยอันเป็นที่อาศัยอันกรรมให้ตั้งขึ้นอื่นอีก ย่อมเป็นไปด้วยปัจจัยทั้งหลายมีอารมณ์เป็นต้น ทีเดียว เหมือนบุรุษเหนี่ยวเชือกที่ผูกกับต้นไม้ฝั่งนี้ข้ามเหมืองไปฉะนั้น.

อนึ่ง ในวิญญาณทั้งหลายเหล่านี้ วิญญาณดวงก่อน เรียกว่า จุติ เพราะเคลื่อนไป
ดวงหลัง เรียกว่า ปฏิสนธิ เพราะสืบต่อภพอื่นเป็นต้น

ปฏิสนธิวิญญาณนี้นั้น บัณฑิตพึงทราบว่า มิใช่จากภพก่อนมาในภพนี้ แม้เว้นเหตุ มีกรรม สังขาร คติ และอารมณ์เป็นต้น แต่ภพก่อนนั้น ก็ไม่ปรากฏ.

หมายเหตุ 06-07-2558

วิญญาณในปฏิจจสมุปบาท

หมายถึง ความรู้แจ้งอารมณ์ต่างๆ อันได้แก่ วิญญาณ ๖

ขณะใกล้หมดลมหายใจ จิตระลึกถึงสิ่งใดอยู่(ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)

หากยังมีเหตุปัจจัยของการเกิด  ย่อมไปเกิด ตามนั้นทันที

สิงหาคม 2017
พฤ อา
« ก.ค.    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: