ความมั่นคง

27-3-18

ความมั่นคงทางใจ

.
ตราบใดที่ยังมีอุปทานขันธ์ ๕ กิเลสก็ยังทำงานปกติ ให้กำหนดรู้
เมื่อกำหนดรู้ อย่างน้อย ใจสงบลงไปได้ ไม่ปล่อยให้ก้าวล่วงออกไปทางกาย วาจา
ก็เป็นการดับรอบเฉพาะตน คือ ดับตัณหา
ไม่ไหลตามตัณหา จนถึงขั้นสร้างเหตุนอกตัว
ให้กลายเป็นการสร้างกรรมใหม่ ให้มีเกิดขึ้นอีก

เมื่อเพียรละเนืองๆ โดยการกำหนดรู้ สติ สัมปชัญญะ ย่อมมีกำลังมากขึ้น
จะเริ่มเป็นอัตโนมัติ คือ กระทบ รู้ ไม่ต้องมาคอยกำหนด
หรือใช้ความอดกลั้น กดข่มใจ แบบตอนแรกๆ

สมัยก่อน ตอนที่รู้ชัดและรู้จักว่ากิเลสคืออะไร เราก็ไม่ต่างจากคนอื่นๆ
ใช้การกำหนดรู้ ใช้เรี่ยวแรงอย่างมาก ในการอดทน อดกลั้นกดข่มใจ
ไม่ปล่อยให้เกิดการกระทำตามแรงผลักดันของตัณหา

ถึงจะมีความประมาทพลาดพลั้ง หลงกระทำไปบ้าง
แต่เมื่อรู้ชัดในเรื่องกรรมและผลของกรรม การยับยั้งชั่งใจก็มีมากขึ้น
สติ สัมปชัญญะก็มีมากขึ้น จนปัจจุบันนี้ ไม่ต้องกำหนด
ไม่ต้องใช้เรี่ยวแรงมากมายในการอดทน แบบก่อนๆ

รู้แล้วจะมีแต่ความเบื่อหน่ายในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
คือ กรรม(การกระทำ)และผลของกรรม
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด คือ ไม่ปล่อยใจไหลตามตัณหา
กิเลสที่มีเกิดขึ้น รู้แค่ว่ามีเกิดขึ้น ไม่ทำให้เกิดความทุกข์ใจ
เหมือนตอนที่แรกรู้ชัดเรื่องกิเลส

ตรงนี้คนละเรื่องคนละอย่างกับทางโลก
ทางโลกจะบอกว่าเข็ด ไม่เอาแล้ว นั่นเกิดจากความกลัว พอผ่านไป ก็ทำอีก
แต่ตรงนี้เป็นเรื่องของความเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด
สิ่งที่เกิดขึ้นทางใจ มันต่างกันมากเหมือนหน้ามือกับหลังมือ

ถ้าถามว่า แล้วยังมีหลุดสร้างเหตุนอกตัวมั่งมั๊ย คำตอบคือ ยังมีอยู่ แต่น้อยมาก
และก็ไม่ทำให้เกิดความทุกข์ใจเหมือนก่อนๆ
ก็ทำไปแล้วนี่ ยอมรับผลที่ตามมาก็แล้วกัน
ไม่นำมาวิตกหรือกังวลแต่อย่างใด

อีกอย่างที่ไม่วิตกกังวล เพราะรู้ชัดด้วยตนเองว่า
เมื่อถึงเวลาทำกาละ เรื่องราวเหล่านี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อสภาวะจิตดวงสุดท้าย
จึงไม่รู้สึกกังวลเพราะเหตุนี้ และการไม่โกหกตัวเอง ไม่ปกปิดตนเอง
ตัวเราย่อมรู้จักตัวเองมากที่สุด

.

อุปทานขัธ์ ๕ จะละขาดได้หมดสิ้นไม่มีเหลือ ก็มีแต่พระอรหันต์เท่านั้น

 

ตัวแปรของสภาวะจิตดวงสุดท้าย
ได้แก่ การรู้ชัดอยู่ภายใน
กายในกาย
เวทนาในเวทนา
จิตในจิต
ธรรมในธรรม

จะเรียกว่า มหาสติปัฏฐาน ๔ ก็ได้
หรือจะเรียกว่า วิปัสสนาญาณ ๙ ในปฏิสัมภิทามรรค ก็ได้

กล่าวคือ เป็นลักษณะเด่นเฉพาะที่มีเกิดขึ้นในสัมมาสมาธิเท่านั้น

.
ฉะนั้น การรู้ชัดอยู่ภายใน
กายในกาย ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ
เวทนาในเวทนา ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ
จิตในจิต ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ
ธรรมในธรรม ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ

มีผลกระทบต่อสภาวะจิตดวงสุดท้าย

.

และมีตัณหา เป็นตัวแปรที่สำคัญอันดับต่อมา ประกอบกับมีเกิดมาการคิดพิจรณาเนืองๆ หรือเห็นตามความเป็นจริงของสภาวะต่างๆที่มีเกิดขึ้นว่า

เห็นว่าไม่งามในกาย ๑
(เช่น เห็นว่ากายนี้ไม่งาม เต็มไปด้วยมูตร คูถ ต้องชำระล้าง)

มีความสำคัญว่าเป็นของปฏิกูลในอาหาร ๑
(เช่น กินแล้วก็ถ่าย ถ่ายแล้วก็กิน กินเพื่ออยู่ เพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต ไม่มีความติดในในรสชาติของอาหาร)

มีความสำคัญว่าไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง ๑
(เช่น ไม่เห็นความอภิรมย์ หรือความน่ายินดีใดๆในโลก)

 

พิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง ๑
(เช่น สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่เที่ยง แปรปรวน ตามเหตุและปัจจัย ยึดมั่นถือมั่นอะไรไม่ได้ ย่อมทำให้เกิดความเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด)

มีมรณสัญญาปรากฏขึ้นด้วยดี ณ ภายใน ๑
(เช่น ไม่มีความสะดุ้งหวาดกลัว แม้ยามที่มีภัยมา อาจทำให้ถึงแก่ชีวิต)

กล่าวคือ มีเกิดขึ้นเนืองๆ แม้ขณะมีชีวิตอยู่
และมีเกิดขึ้นอัตโนมัติ ขณะทำกาละ
ตัณหา ย่อมไม่สามารถทำงานได้ ที่ตั้งแห่งวิญญาณย่อมไม่มี

ถ้าตัณหาเกิด กิเลสต่างๆ(สังโยชน์ที่มีอยู่) ย่อมมีเกิดขึ้นทันที
วิญญาณ ฐีติ ๗ และอายตนะ ๒ ย่อมมีเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย
(กรรมและการให้ผลของกรรม)

๑. สัตว์มีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน ได้แก่พวกมนุษย์ และพวกเทพบางพวก พวกวินิบาตบางพวก นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๑

 

๒. สัตว์มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน ได้แก่พวกเทพ ผู้นับเนื่องในชั้นพรหม ผู้บังเกิดด้วยปฐมฌาน และสัตว์ผู้เกิดในอบาย ๔ นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๒

๓. สัตว์มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาต่างกัน ได้แก่พวกเทพชั้นอาภัสสร นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๓

๔. สัตว์ที่มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน ได้แก่พวกเทพ ชั้นสุภกิณหะ นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๔

๕. สัตว์ที่เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆะสัญญา เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๕

๖. สัตว์ที่เข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงชั้นอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๖

๗. สัตว์ที่เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไร
เพราะล่วงชั้นวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๗

ส่วนอายตนะอีก ๒ คือ อสัญญีสัตตายตนะ (ข้อที่ ๑)
และข้อที่ ๒ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ

.

.

ถ้าถามว่า แล้วผู้ที่ยังไม่มีสัมมาสมาธิเกิดขึ้น แต่ทำความเพียรโดยการกำหนดรู้มาตลอด จะมีผลอย่างไร ขณะทำกาละ

คำตอบ ตรงนี้ ผู้ถามยังไม่เข้าใจเรื่องสัมมาสมาธิ
สัมมาสมาธิมีเกิดขึ้นได้ ๒ ลักษณะ

๑. เกิดจากการทำกรรมฐาน

๒. เกิดจากการทำความเพียรโดยใช้การกำหนดรู้
ผู้ที่เพียรดับหรือเพียรละเหตุแห่งทุกข์ ด้วยการกำหนดรู้
ขณะที่จิตปล่อยวางจากความยึดมั่นถือมั่นในผัสสะที่มีเกิดขึ้น
จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ นี่ก็เป็นสัมมาสมาธิเช่นกัน

เห็นโดยความเป็นอนิจจัง ละความยึดมั่นถือมั่น แล้วปล่อยวางจากผัสสะ
จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ เรียกว่า อนิมิตตสมาธิ

เห็นโดยความเป็นทุกขัง ละความยึดมั่นถือมั่น แล้วปล่อยวางจากผัสสะ
จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ เรียกว่า อัปณิหิตสมาธิ

เห็นโดยความเป็นอนัตตา ละความยึดมั่นถือมั่น แล้วปล่อยวางจากผัสสะ
จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ เรียกว่า สุญญตสมาธิ

เพียงแต่ตัวแปรจะเปลี่ยนไป คือ ไม่ใช่สัมมาสมาธิ
แต่เป็นตัณหาเพียงอย่างเดียว

และต้องมีองค์ประกอบเหล่านี้เกิดขึ้นด้วย คือ อาจจะเกิดจากการคิดพิจรณา หรือเกิดจากเห็นตามความเป็นจริงของสภาวะต่างๆที่มีเกิดขึ้นด้วยตนเองว่า

เห็นว่าไม่งามในกาย ๑
มีความสำคัญว่าไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง ๑
พิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง ๑
มีมรณสัญญาปรากฏขึ้นด้วยดี ณ ภายใน ๑

กล่าวคือ มีเกิดขึ้นเนืองๆ แม้ขณะมีชีวิตอยู่
และมีเกิดขึ้นอัตโนมัติ ขณะทำกาละ
ตัณหา ย่อมไม่สามารถทำงานได้ ที่ตั้งแห่งวิญญาณย่อมไม่มี

ถ้าตัณหาเกิด กิเลสต่างๆ(สังโยชน์ที่มีอยู่) ย่อมมีเกิดขึ้นทันที
วิญญาณ ฐีติ ๗ และอายตนะ ๒ ย่อมมีเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย
(กรรมและการให้ผลของกรรม)

 

Advertisements

สภาวะจิตดวงสุดท้าย

23-3-18

ความแตกต่างของสภาวะจิตดวงสุดท้าย

.
ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

กับ

ที่มีเกิดขึ้นในชีวิตจริง ขณะทำกาละในชีวิตจริง

.

สภาวะจิตดวงสุดท้าย ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
ตัวตนที่มีอยู่ จะไม่สามารถเข้าแทรกแซงสภาวะได้
เช่น ในกรณีที่เกิดขาดอากาศหายใจ หรือเกิดทุกขเวทนากล้า
แล้วกำหนดว่า รู้หนอ สภาวะที่กำลังมีเกิดขึ้น จะหายไปทันที
แล้วกลับมารู้ที่กาย

ทว่า การคิดพิจรณาสามารถมีเกิดขึ้นได้
แต่การคิดพิจรณาทั้งหมด เป็นไปเพื่อ ความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด
เช่น พิจารณาเห็นในกายว่าไม่งาม
มีความสำคัญในอาหารว่าปฏิกูล
มีความสำคัญในโลกทั้งปวงว่าไม่น่ายินดี
พิจารณาเห็นในสังขารทั้งปวงว่าไม่เที่ยง
และมรณสัญญาของเธอตั้งอยู่ดีแล้วในภายใน

ความหลุดพ้นแห่งใจ(หลุดพ้นจากอุปทานขันธ์ ๕)
เพราะเห็นด้วยปัญญา ย่อมมีเกิดขึ้น
ย่อมรู้ชัดในสภาวะใดสภาวะหนึ่งที่มีเกิดขึ้นขณะนั้นด้วย
อนิมิตตวิโมกข์
อัปณิหิตตวิโมกข์
สุญญตวิโมกข์

ทั้งหมดนี้ เป็นลักษณะเด่นเฉพาะ ที่มีเกิดขึ้น
ก่อนเกิด และ ขณะกำลังมีเกิดขึ้น ในสภาวะจิตดวงสุดท้าย
ก่อนที่ทุกสิ่งจะดับสิ้นไป

.

สภาวะจิตดวงสุดท้าย ที่มีเกิดขึ้น ขณะทำกาละในชีวิตจริง
ตัวตนที่มีอยู่ สามารถเข้าแทรกแซงสภาวะได้
เช่น กรณีที่เกิดทุกขเวทนากล้า สามารถกำหนดรู้หนอ
เพื่อบรรเทาเวทนากล้า ที่กำลังมีเกิดขึ้นอยู่ราวกับชีวิตจะดับสิ้น

จิตไม่มีหวนไปอดีต(กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่เคยกระทำไว้)
ไม่มีคิดถึงอนาคต(ผลแห่งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่เคยกระทำไว้)

ไม่มีการกำหนดหรือมีความพยายามเพื่อใทำให้ห้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

กล่าวคือ ไม่มีความสะดุ้ง หรือหวาดกลัวต่อมรณะ ที่กำลังจะมีเกิดขึ้น

ผลของจิตที่ถูกฝึกมาอย่างต่อเนื่อง
ในสมถะและวิปัสสนา ที่ประกอบด้วยโยนิโสมนสิการ
พิจารณาเห็นในกายว่าไม่งาม
มีความสำคัญในอาหารว่าปฏิกูล
มีความสำคัญในโลกทั้งปวงว่าไม่น่ายินดี
พิจารณาเห็นในสังขารทั้งปวงว่าไม่เที่ยง
และมรณสัญญาของเธอตั้งอยู่ดีแล้วในภายใน

เมื่อเป็นดังนี้ ที่ตั้งแห่งวิญญาณย่อมไม่มี
ความหลุดพ้นแห่งใจ(หลุดพ้นจากอุปทานขันธ์ ๕)
เพราะเห็นด้วยปัญญา ย่อมมีเกิดขึ้น
ย่อมรู้ชัดในสภาวะใดสภาวะหนึ่งที่มีเกิดขึ้น
อนิมิตตวิโมกข์
อัปณิหิตตวิโมกข์
สุญญตวิโมกข์

ก่อนที่ทุกสิ่งจะดับสิ้นไป

หากยังหวนกลับมาสู่โลกนี้อีก
เพราะยังไม่มีเหตุปัจจัยให้ทำกาละ

.

ถึงแม้จะรู้เห็นอย่างนี้ ก็ไม่ทำให้เกิดความประมาท
ยังคงทำความเพียรต่อเนื่อง
ทั้งสมถะและวิปัสสนา ที่ประกอบด้วยโยนิโสมนสิการ

ทำกาละ

8 มกราคม

ถ้าไม่ได้ทำกรรมฐานอย่างต่อเนื่อง

และถ้าไม่เคยรู้ชัดในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น ขณะทำกาละถึง ๒ ครั้ง
คงไม่รู้ชัดในข้อปฏิบัติ เจริญสมถะและวิปัสสนา
คงไม่รู้ชัดในสิ่งที่เรียกว่า สมถะ และ วิปัสสนา
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

.

ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นแบบนี้ คงไม่ปรากฏแจ่มแจ้งในจิต

“ถ้าความกำหนัดในรูปธาตุ ในเวทนาธาตุ ในสัญญาธาตุ ในสังขารธาตุ ในวิญญาณธาตุเป็นอันภิกษุละได้แล้วไซร้

เพราะละความกำหนัดเสียได้ อารมณ์ย่อมขาดสูญ ที่ตั้งแห่งวิญญาณย่อมไม่มี วิญญาณอันไม่มีที่ตั้งนั้น ไม่งอกงาม ไม่แต่งปฏิสนธิ หลุดพ้นไป เพราะหลุดพ้นไปจึงดำรงอยู่ เพราะดำรงอยู่ จึงยินดีพร้อม เพราะยินดีพร้อม จึงไม่สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมดับรอบเฉพาะตนเท่านั้น.

เธอย่อมทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี”

.

การทำกาละ หรือ ความตาย เป็นเพียงภาษาสมุตติ ที่บัญญัติขึ้นมาใช้ในการสื่อสาร

ตัวสภาวะตามความเป็นจริงของการทำกาละหรือความตาย เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย

๑. ยังมีสังโยชญ์ ที่ยังละภพของการเกิด ยังไม่ได้

๒. มีสัญโญชน์อันจะนำไปสู่ภพสิ้นแล้ว พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบ

.

อ่านตัวออก ได้แก่ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

บอกตัวได้ ได้แก่ รู้แล้วหยุด มากกว่าสานต่อ

ใช้ตัวเป็น ได้แก่ เจริญสติปัฏฐาน ๔

เห็นตัวตาย ได้แก่ สภาวะจิตดวงสุดท้าย
(อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ)

คลายทิฏฐิ ได้แก่ มีสัมมาทิฏฐิเกิดขึ้น

สภาวะจิตดวงสุดท้าย ครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒

สภาวะจิตดวงสุดท้าย ครั้งที่ ๑

อนุโลมญาณ โคตรภูญาณ มรรคญาณ(อัปปณิหิตวิโมกข์) ผลญาณ
นิพพาน
ปฏิจสมุปบาทและอริยสัจ ๔
ผัสสะและอริยสัจ ๔
ปัจจเวกขณญาณ

ศิล
เป็นศีลที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย
เป็นศีลที่ เป็นไทจากตัณหา

วิญญูชนสรรเสริญ ไม่ถูกตัณหา และทิฏฐิลูบคลำ
เป็นศีลที่เป็นไปพร้อมเพื่อสมาธิ

เจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องหน้า
(วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดทีหลัง)

ชื่อว่าวิปัสสนา เพราะมีสภาวะพิจารณาเห็นโดยความไม่เที่ยง
ชื่อว่า วิปัสสนา เพราะมีสภาวะพิจารณาเห็นโดยความเป็นทุกข์
ชื่อว่าวิปัสสนา เพราะมีสภาวะพิจารณาเห็นโดยความเป็นอนัตตา

สภาวะที่จิตปล่อยธรรมทั้งหลายที่เกิดในวิปัสสนานั้นเป็นอารมณ์
และสภาวะที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ

วิปัสสนาจึงมีก่อน สมถะมีภายหลัง ด้วยประการดังนี้

สมถะที่เป็นสัมมาสมาธิ

เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้า
(สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดทีหลัง)

[๕๓๕] ภิกษุเจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้นอย่างไร ฯ
ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่านด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะเป็นสมาธิ

วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้น
โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง
โดยความเป็นทุกข์
โดยความเป็นอนัตตา

ด้วยประการดังนี้ สมถะจึงมีก่อน วิปัสสนามีภายหลัง

อุปกิเลส ไม่มีกำเริบเกิดขึ้นอีก

สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ
เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์เป็นไฉน
คือ ความเห็นดังนี้ว่า

ทานที่ให้แล้ว มีผล
ยัญที่บูชาแล้ว มีผล
สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล
ผลวิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่วแล้วมีอยู่
โลกนี้มี โลกหน้ามี
มารดามี บิดามี
สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี
สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ
ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลก มีอยู่

นี้สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ ฯ

สภาวะจิตดวงสุดท้าย ครั้งที่ ๒

อนุโลมญาณ โคตรภูญาณ มรรคญาณ(สุญญตวิโมกข์) ผลญาณ
อวิชชา สังขาร วิญญาณ(รู้ชัดในการตาย/จุติจิตและการเกิด/ปฏิสนธิจิต)

จิ.(จิต/วิญญาณธาตุรู้)
เจ.(เจตสิก)
รุ.(รูป/อุปทานขันธ์ ๕)
นิ.(นิพพาน)

๑. มีเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

จิ. หมายถึง จิต กล่าวคือ วิญญาณ/ธาตุรู้

เจ. หมายถึง เจตสิก กล่าวคือ ธรรมชาติชนิดหนึ่งซึ่งประกอบกับจิต ปรุงแต่งจิตให้มีความเป็นไปต่าง ๆ

รุ. หมายถึง รูป กล่าวคือ ผัสสะ
เป็นสภาวะของความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

นิ. หมายถึง นิพพาน กล่าวคือ ความดับภพ
ได้แก่ การไม่สร้างกรรมใหม่ ให้มีเกิดขึ้นอีก
โดยการไม่สร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

กล่าวโดยย่อ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ

๒. มีเกิดขึ้นในสภาวะจิตดวงสุดท้าย(ความตาย)
เป็นที่มาของ อนุโลมญาณ โคตรภูญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

จิ. หมายถึง จิต กล่าวคือ วิญญาณ/ธาตุรู้

เจ. หมายถึง เจตสิก กล่าวคือ ธรรมชาติชนิดหนึ่งซึ่งประกอบกับจิต ปรุงแต่งจิตให้มีความเป็นไปต่าง ๆ

รุ. หมายถึง รูป กล่าวคือ ผัสสะ
เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของสภาวะของความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

นิ. หมายถึง นิพพาน กล่าวคือ ความดับภพ
ได้แก่ การดับเหตุปัจจัยของการเกิด
อนุโลมญาณ โคตรภูญาณ มรรคญาณ ผลญาณ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

กล่าวโดยย่อ อวิชชา สังขาร วิญญาณ

เจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องหน้า
(วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดทีหลัง)

เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้า
(สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดทีหลัง)

เจริญสมถะและวิปัสสนาเคียงคู่กันไป(มรรค-อริยมรรคมีองค์ ๘)

สัมมาทิฏฐิ

กัจจานโคตตสูตร
ว่าด้วยพระกัจจานโคตร

{๔๒} [๑๕] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ … เขตกรุงสาวัตถี

ครั้งนั้น ท่านพระกัจจานโคตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่พระองค์ตรัสว่า สัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิ นี้
ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอจึงเรียกว่าสัมมาทิฏฐิ

{๔๓} กัจจานะ โดยมากโลกนี้อาศัยที่สุด ๒ อย่าง
คือ ความมี ๑ ความไม่มี ๑

ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดขึ้นของโลก
ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง
ความไม่มีในโลก ก็ไม่มี

เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก
ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว
ความมีในโลก ย่อมไม่มี

โลกนี้โดยมากยังพัวพันด้วยอุบายอุปาทานและอภินิเวส
แต่พระอริยสาวก ย่อมไม่เข้าถึง ไม่ถือมั่น ไม่ตั้งไว้ซึ่งอุบายและอุปาทานนั้น
อันเป็นอภินิเวสและอนุสัย อันเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิตว่า อัตตาของเรา ดังนี้

ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่า ทุกข์นั่นแหละ
เมื่อบังเกิดขึ้น ย่อมบังเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อดับ ย่อมดับ
พระอริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลย

ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล กัจจานะ จึงชื่อว่าสัมมาทิฐิ ฯ

{๔๔} ที่สุดอย่างที่ ๑ นี้ คือ
สิ่งทั้งปวงมีอยู่ ที่สุดอย่างที่ ๒ นี้ คือ สิ่งทั้งปวง ไม่มีอยู่

ตถาคตไม่เข้าไปใกล้ที่สุดทั้ง ๒ อย่างนี้
ย่อมแสดงธรรมโดยสายกลางว่า

เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี
เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี ฯลฯ
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ มีได้ด้วยประการฉะนี้

อนึ่ง เพราะอวิชชาดับไปไม่เหลือด้วยวิราคะ สังขารจึงดับ
เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ฯลฯ
ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ มีได้ด้วยประการฉะนี้

กัจจานโคตตสูตรที่ ๕ จบ

ทำกาละ

๒. ผัคคุณสูตร

[๓๒๗] ก็สมัยนั้น ท่านพระผัคคุณะอาพาธ มีทุกข์เป็นไข้หนัก
ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระผัคคุณะ อาพาธมีทุกข์เป็นไข้หนัก
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความอนุเคราะห์
เสด็จเข้าไปเยี่ยมท่านพระผัคคุณะเถิด
พระผู้มีพระภาคทรงรับโดยดุษณีภาพ

ครั้งนั้นเป็นเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่เร้น เสด็จเข้าไปเยี่ยมท่านพระผัคคุณะถึงที่อยู่
ท่านพระผัคคุณะได้เห็นพระผู้มีพระภาคกำลังเสด็จมาแต่ไกล แล้วจะลุกจากเตียง

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระผัคคุณะว่า
อย่าเลยผัคคุณะ เธออย่าลุกขึ้นจากเตียง อาสนะเหล่านี้ที่ผู้อื่นได้ปูไว้มีอยู่ เราจักนั่งบนอาสนะนั้น
พระผู้มีพระภาคได้ประทับนั่งบนอาสนะที่ได้ปูไว้แล้ว ครั้นแล้ว ได้ตรัสถามท่านพระผัคคุณะว่า

ดูกรผัคคุณะ เธอพออดทนได้หรือ พอยังอัตภาพให้เป็นไปได้หรือ
ทุกขเวทนาย่อมบรรเทาไม่กำเริบหรือปรากฏว่าบรรเทา ไม่กำเริบขึ้นหรือ

ท่านพระผัคคุณะกราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์อดทนไม่ได้ ยังอัตภาพให้เป็นไปไม่ได้
ทุกขเวทนาของข้าพระองค์กำเริบหนักไม่บรรเทา ปรากฏว่ากำเริบนั้นไม่บรรเทาเลย

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เปรียบเหมือนบุรุษ มีกำลังพึงเฉือนศีรษะด้วยมีดโกนที่คมฉันใด
ลมกล้าเสียดแทงศีรษะของข้าพระองค์ ฉันนั้น

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์อดทนไม่ได้ ยังอัตภาพให้เป็นไปไม่ได้
ทุกขเวทนาของข้าพระองค์กำเริบหนัก ไม่บรรเทา ปรากฏว่ากำเริบขึ้น ไม่บรรเทาเลย
เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีกำลังพึงเอาเชือกที่เหนียวแน่นพันศีรษะ ฉันใด
ความเจ็บปวดที่ศีรษะของข้าพระองค์ก็มีประมาณยิ่ง ฉันนั้น

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์อดทนไม่ได้
เปรียบเหมือนบุรุษฆ่าโค หรือลูกมือของบุรุษฆ่าโค เป็นคนขยันพึงใช้มีดสำหรับชำแหละโคที่คม
ชำแหละท้องโค ฉันใด ลมกล้ามีประมาณยิ่งย่อมเสียดแทงท้องของข้าพระองค์ ฉันนั้น

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์อดทนไม่ได้ …
เปรียบบุรุษผู้มีกำลังสองคน จับบุรุษผู้อ่อนกำลังคนเดียวที่แขนคนละข้าง
แล้วพึงลนย่างบนหลุมถ่านไฟ ฉันใด ความเร่าร้อนที่กายของข้าพระองค์ก็ประมาณยิ่งฉันนั้น

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์อดทนไม่ได้ ยังอัตภาพให้เป็นไปไม่ได้
ทุกขเวทนาของข้าพระองค์กำเริบหนัก ไม่บรรเทา ปรากฏว่ากำเริบขึ้นไม่บรรเทาเลย

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงด้วยธรรมีกถาให้ท่านพระผัคคุณะเห็นแจ้ง
ให้สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง แล้วเสด็จลุกจากอาสนะหลีกไป

ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จไปแล้วไม่นาน ท่านพระผัคคุณะได้กระทำกาละ
และในเวลาตายอินทรีย์ของท่านพระผัคคุณะนั้น ผ่องใสยิ่งนัก ฯ

ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายบังคม
แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จจากมาไม่นาน ท่านพระผัคคุณะก็กระทำกาละ
และในเวลาตายอินทรีย์ของท่านพระผัคคุณะผ่องใสยิ่งนัก

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ก็อินทรีย์ของผัคคุณภิกษุจักไม่ผ่องใสได้อย่างไร
จิตของผัคคุณภิกษุยังไม่หลุดพ้นจากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕
จิตของผัคคุณภิกษุนั้น ก็หลุดพ้นแล้วจากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ เพราะได้ฟังธรรมเทศนานั้น

ดูกรอานนท์ อานิสงส์ในการฟังธรรมโดยกาลอันควร
ในการใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรมโดยกาลอันควร ๖ ประการนี้
๖ ประการเป็นไฉน

ดูกรอานนท์ จิตของภิกษุในธรรมวินัยนี้ ยังไม่หลุดพ้นจากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕
ในเวลาใกล้ตาย เธอได้เห็นตถาคต ตถาคตย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น อันงามในท่ามกลาง อันงามในที่สุด
ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิงแก่เธอ
จิตของเธอย่อมหลุดพ้นจากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ เพราะได้ฟังธรรมเทศนานั้น
ดูกรอานนท์ นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๑ ในการฟังธรรมโดยกาลอันควร ฯ

อีกประการหนึ่ง จิตของภิกษุยังไม่หลุดพ้นจากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕
ในเวลาใกล้ตาย เธอไม่ได้เห็นตถาคตเลย แต่ได้เห็นสาวกของพระตถาคต
สาวกของพระตถาคตย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด
ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง แก่เธอ
จิตของเธอย่อมหลุดพ้นจากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ เพราะได้ฟังธรรมเทศนานั้น
ดูกรอานนท์ นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๒ ในการฟังธรรมโดยกาลอันควร ฯ

อีกประการหนึ่ง จิตของภิกษุยังไม่หลุดพ้นจากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕
ในเวลาใกล้ตาย เธอไม่ได้เห็นตถาคต และไม่ได้เห็นสาวกของตถาคตเลย
แต่ย่อมตรึกตรองเพ่งด้วยใจ ซึ่งธรรมตามที่ได้ฟังมาได้เรียนมา

เมื่อเธอตรึกตรองเพ่งด้วยใจ ซึ่งธรรมตามที่ได้ฟังมาได้เรียนมาอยู่
จิตของเธอย่อมหลุดพ้นจากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕
ดูกรอานนท์ นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๓ ในการใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรมโดยกาลอันควร ฯ

ดูกรอานนท์ จิตของภืกษุในธรรมวินัยนี้ ได้หลุดพ้นจากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕
แต่จิตของเธอยังไม่น้อมไปในนิพพานอันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลส อันหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้
ในเวลาใกล้ตาย เธอย่อมได้เห็นพระตถาคต พระตถาคตย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น … แก่เธอ
จิตของเธอย่อมน้อมไปในนิพพานอันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลส
อันหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้ เพราะได้ฟังธรรมเทศนานั้น
ดูกรอานนท์ นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๔ ในการฟังธรรมโดยกาลอันควร ฯ

อีกประการหนึ่ง จิตของภิกษุ หลุดพ้นแล้วจากสังโยชน์ อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕
แต่จิตของเธอยังไม่น้อมไปในนิพพานอันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลส อันหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้
ในเวลาใกล้ตาย เธอย่อมไม่ได้เห็นพระตถาคต แต่เธอย่อมได้เห็นสาวกของพระตถาคต
สาวกของพระตถาคตย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น … แก่เธอ
จิตของเธอย่อมน้อมไปในนิพพานเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลส
อันหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้ เพราะได้ฟังธรรมเทศนานั้น
ดูกรอานนท์ นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๕ ในการฟังธรรมโดยกาลอันควร ฯ

อีกประการหนึ่ง จิตของภิกษุหลุดพ้นแล้วจากสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕
แต่จิตของเธอยังไม่น้อมไปในนิพพาน อันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลส อันหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้
ในเวลาใกล้ตาย เธอย่อมไม่ได้เห็นพระตถาคต และย่อมไม่ได้เห็นสาวกของพระตถาคตเลย
แต่เธอย่อมตรึกตรองเพ่งด้วยใจซึ่งธรรมตามที่ได้ฟังมาได้เรียนมา
เมื่อเธอตรึกตรองเพ่งด้วยใจซึ่งธรรมตามที่ได้ฟังมา ได้เรียนมาอยู่
จิตของเธอย่อมน้อมไปในนิพพานอันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลส อันหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้
ดูกรอานนท์ นี้เป็นอานิสงส์ข้อ ๖ ในการใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรมโดยกาลอันควร

ดูกรอานนท์ อานิสงส์ในการฟังธรรม ในการใคร่ครวญเนื้อความโดยกาลอันควร ๖ ประการนี้แล ฯ

สภาวะจิตดวงสุดท้าย(ปริยัติ)

สภาวะจิตดวงสุดท้าย

walaiporn เขียน:

อนุโลมญาณ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙
สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค
จุลปัณณาสก์
อันตวรรคที่ ๑

๑. อันตสูตร ว่าด้วยส่วนคือสักกายะ ๔

[๒๗๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วน ๔ อย่างเหล่านี้ ส่วน ๔ อย่างเป็นไฉน?
ส่วนคือสักกายะ ๑
ส่วนคือสักกายสมุทัย ๑
ส่วนคือสักกายนิโรธ ๑
ส่วนคือสักกายนิโรธคามินีปฏิปทา ๑.

[๒๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ส่วนคือสักกายะเป็นไฉน?
ส่วนคือสักกายะนั้น ควรจะกล่าวว่า อุปาทานขันธ์ ๕

อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นไฉน?

อุปาทานขันธ์ ๕ นั้น ได้แก่
อุปาทานขันธ์ คือ รูป ๑
อุปาทานขันธ์คือเวทนา ๑
อุปาทานขันธ์คือสัญญา ๑
อุปาทานขันธ์คือ สังขาร ๑
อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ส่วนคือสักกายะ

[๒๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ส่วนคือสักกายสมุทัยเป็นไฉน?
ส่วนคือสักกายสมุทัยนั้นคือ ตัณหาอันนำให้เกิดในภพใหม่
ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน
มีปกติเพลิดเพลินยิ่งในภพหรืออารมณ์นั้นๆ
ได้แก่กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ส่วนคือสักกายสมุทัย

[๒๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ส่วนคือสักกายนิโรธเป็นไฉน?
ส่วนคือสักกายนิโรธนั้นคือ ความดับโดยไม่เหลือแห่งตัณหานั้นแล ด้วยมรรค
คือ วิราคะ ความสละ ความสละคืน ความหลุดพ้น ความไม่มีอาลัย

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ส่วนคือสักกายนิโรธ

[๒๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ส่วนคือสักกายนิโรธคามินีปฏิปทาเป็นไฉน?
ส่วนคือสักกายนิโรธคามินีปฏิปทานั้น ได้แก่อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล
สัมมาทิฏฐิ ๑
สัมมาสังกัปปะ ๑
สัมมาวาจา ๑
สัมมากัมมันตะ ๑
สัมมาอาชีวะ ๑
สัมมาวายามะ ๑
สัมมาสติ ๑
สัมมาสมาธิ ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ส่วนคือสักกายนิโรธคามินีปฏิปทา.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วน ๔ อย่างนี้แล

จบ สูตรที่ ๑.

 

walaiporn เขียน:
อนุโลมญาณและโคตรภูญาณ
เมื่อวุฏฐาคามินีวิปัสสนา คือ ยอดสังขารุเปกขาญาณกับอนุโลมญาณรวมกัน
ดำเนินไปจนหมดความรู้สึกครั้งสุดท้าย ก็คือถึงสุดยอดของอนุโลมญาณแล้ว

เพราะในการปฏิบัติคือ การกำหนดสังขารอารมณ์นั้น
ความรู้สึกจะมีอยู่ได้เพียงอนุโลมญาณนี้เท่านั้น
ต่อจากนั้นก็เข้าเขตของโคตรภูญาณ

 

walaiporn เขียน:
มรรคญาณ ที่๑๔

เมื่อวุกฐาคามินีวิปัสสนาดำเนินไปตามวิถี เพราะอินทรีย์เสมอกัน
(สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์) บริบูรณ์เสมอกันไม่ขัดข้อง
จนหมดความรู้สึกครั้งสุดท้ายที่อนุโลมญาณ

ครั้นผ่านอนุโลมญาณ ก็เข้าเขตโคตรภูญาณ เข้าถึงมัคคญาณ
ในทางปฏิบัตินั้น พึงทราบว่า เริ่มก้าวเข้าสู่ความดับตั้งแต่ย่างเข้าเขตโคตรภูญาณแล้ว
แม้มาถึงมัคคญาณนี้ ก็ยังอยู่ในความดับ

และอาการที่เข้าสู่ความดับนั้น ก็ไม่เหมือนกัน
มีลักษณาการต่างกันต่อไปนี้

๑. ขณะที่วุฏฐาคามินีวิปัสสนากำลังดำเนินไปอยู่
รูป,นาม สังขาร มีอาการสุขุมละเอียดเป็นอย่างยิ่ง เป็นธรรมดา
แล้วค่อยเร็วๆเข้าจนถี่ยิบ และในที่สุดก็ดับไปเลย

ลักษณาการอย่างนี้เรียกว่า อนิมิตตวิโมกข์
คือ ดับทางอนิจจัง

ถ้าวุฏฐาคามินีวิปัสสนา เห็นแจ้งชัดในความไม่เที่ยง
มรรคนั้นชื่อ อนิมิตตวิโมกข์

๒. ขณะที่วุฏฐาคามินีวิปัสสนาที่กำลังดำเนินไปอยู่
เกิดทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัสจนเหลือจะทน ในที่สุดก็ดับไป
ลักษณาการอย่างนี้เรียกว่า อัปปณิหิตวิโมกข์
คือ ดับทางทุกขัง

ถ้าวุฏฐาคามินีวิปัสสนา เห็นแจ้งชัดในความเป็นทุกข์
มรรคนั้นชื่อ อัปปณิหิตวิโมกข์

๓. ขณะที่วุฏฐาคามินีวิปัสสนาที่กำลังดำเนินไปอยู่
รูป,นาม มีอาการสุขุมละเอียดเป็นอย่างยิ่ง แล้วค่อยๆน้อยลง
เหมือนเส้นด้ายที่เล็กที่สุด แล้วขาด ดับหายไป
ลักษณาการอย่างนี้เรียกว่า สุญญตวิโมกข์
คือ ดับทางอนัตตา

ถ้าวุฏฐาคามินีวิปัสสนา เห็นแจ้งชัดในความเป็นอนัตตา
มรรคนั้นชื่อ สุญญตวิโมกข์

ถ้ามีคำถามว่า เหตุไฉนโยคีบุคคล จึงเข้าสู่ความดับไม่เหมือนกัน

คำวิสัชนา จึงพึงมีว่า เพราะการสร้างสมบารมีมาแตกต่างกัน ผู้ใดสร้างทางใด ก็ดับทางนั้น

คือ ผู้ที่มีสัทธินทรีย์แก่กล้า
มีศรัทธาเป็นปุุพพาธิการอันสูง คือได้สร้างสมมาแต่ชาติก่อน
เป็นกำลังส่งให้ขณะที่ปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาอยู่นั้น
ผู้นั้นย่อมจะเห็นแจ้งชัดแต่อนิจจลักษณะมากที่สุด

ทั้งนี้ พึงเข้าใจว่า พระไตรลักษณ์อื่นๆ ก็เห็นเช่นเดียวกัน
แต่ไม่แจ่มแจ้งชัดเท่าอนิจจลักษณะนี้
เพราะอนิจจลักษณะมีกำลังแรงกล้า

ฉะนั้น เมื่อวุฏฐาคามินีวิปัสสนา คือตัววิปัสสนาที่จะเข้าสู่มรรคกำลังเป็นไปอยู่นั้น
ย่อมจะทำให้เห็นรูป,นาม แสดงความไม่เที่ยง แล้วก็เข้าสู่มรรคเลย
ลักษณะอย่างนี้เรียกว่า อนิมิตตวิโมกข์ คือหลุดพ้นจากอนิจจัง

ผู้ที่มีสมาธินทรีย์แก่กล้า
มีสมาธิเป็นปุพพาธิการอันตนสั่งสมมาแต่ชาติก่อน
เป็นกำลังส่งให้ขณะที่ปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาอยู่นั้น
ผู้นั้นย่อมจะเห็นอย่างแจ่มแจ้งชัดในทุกขลักษณะมากที่สุด
ชัดเจนกว่าพระไตรลักษณ์อื่นๆ
เพราะทุกขลักษณะ มีกำลังแรงกล้า

ฉะนั้น เมื่อวุฏฐาคามินีวิปัสสนากำลังดำเนินไปอยู่นั้น
ย่อมจะเห็นรูป,นาม แสดงความเป็นทุกข์ ให้ปรากฏเห็นชัดเจน แล้วก็เข้าสู่มรรคเลย
ลักษณะอย่างนี้เรียกว่า อัปปณิหิตวิโมกข์ คือหลุดพ้นจากทางทุกขัง

สำหรับผู้ที่มีปัญญินทรีย์แก่กล้า
มีปัญญาเป็นปุพพาธิการอันตนสั่งสมมาแต่ชาติก่อน
เป็นกำลังแรงส่งให้ในขณะที่ปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาอยู่นั้น
ผู้นั้นย่อมจะเห็นชัดเจนในอนัตตลักษณะมากที่สุด
ชัดเจนกว่าพระไตรลักษณ์ตัวอื่นๆ
เพราะอนัตตลักาณะมีกำลังมากกว่า

ฉะนั้น เมื่อวุฏฐาคามินีวิปัสสนากำลังดำเนินไปอยู่
ย่อมจะเห็นรูป,นาม แสดงความเป็นอนัตตา ให้ปรากฏอย่างชัดเจน

เมื่อเห็นอนัตตตาให้ปรากฏอย่างชัดเจนแล้ว
วุฏฐาคามินีวิปัสสนาก็จะเข้าสู่มรรคเลย
ลักษณะอย่างนี้เรียกว่า สุญญตวิโมกข์
คือ หลุดพ้นทางอนัตตา หรือเข้าสู่มรรคทางอนัตตลักษณะ

 

walaiporn เขียน:
ผลญาณ ๑๕

เมื่อมรรคญาณปรากฏขึ้นแล้ว
ผลญาณก็ปรากฏตามมาทันที ไม่มีระหว่างกลางคั่นเลย

มีข้อพึงทราบไว้ในที่นี้คือ
มรรคญาณนี้จะเป็นมรรคชั้นใดก็ตาม ย่อมปรากฏขึ้นครั้งเดียวเท่านั้น

เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็ทำการประหาณกิเลสต่างๆ ตามอำนาจของมรรคนั้นๆ เช่น
ปฐมมรรคเกิดขึ้น ก็ทำการประหานกิเลสที่ปฐมมรรคมีอำนาจประหาณได้ เป็นต้น

สำหรับในที่นี้ มรรคญาณที่ปรากฏนี้ เรียกว่า ปฐมมรรค
ซึ่งทำการประหาณกิเลสได้ ๕ อย่าง

สักกายทิฏฐิ ๑
วิจิกิจฉา ๑
สีลัพพตปรามาส ๑
อปายคมนียกามราคะ ๑
อปายคมนียปฏิฆะ ๑

คำว่า อปายคมนียกามราคะ-ปฏิฆะ นั้น คือ
การนำไปสู่อบายได้โดยกามราคะและปฏิฆะนั่นเอง

ปฐมมรรค ทำการประหาณกิเลสนั้น ก็เป็นการประหานอย่างเด็ดขาด
ดุจสายฟ้าที่ผ่าลงบนต้นไม้ตั้งแต่ยอดตลอดถึงรากแก้ว
ซึ่งต้นไม้นั้นต้องเฉาตายลงไปทันที จะฟื้นขึ้นมาอีกไม่ได้

มรรคญาณที่ปรากฏ
ก็ประหาณกิเลสดังกล่าวให้อับเฉาสิ้นไปสิ้นเด็ดขาดดุจเดียวกัน

ปฐมมรรคที่กล่าวมานี้ เกิดขึ้นครั้งเดียว
ต่อจากนั้น ผลญาณ คือผลจิตก็เกิดขึ้นเรื่อยๆไป

มรรคญาณเป็นเหตุ จึงเกิดผลญาณขึ้น อารมณ์เป็นพระนิพพาน
ในการประหาณมี ๒ อย่าง คือ

การประหาณกิเลสในมรรคญาณนั้นเรียกว่า สมุจเฉทประหาน
ส่วนในผลญาณนั้นเรียกว่า ปฏิสัมภนปหาน

มีอุปมาเหมือนไฟที่กำลังลุกไหม้ติดฟืนอยู่
บุคคลต้องการจะดับไฟ จึงเอาน้ำไปรดที่ฟืนนั้น ไฟก็ดับไป

แต่เมื่อไฟดับแล้ว ยังมีไอเหลืออยู่
และการเอาน้ำรดอีก๒-๓ ครั้ง จนไอเงียบหายไปนั้น
เปรียบเหมือนการประหาณอำนาจของกิเลสโดยผลญาณนั่นเอง
ฉะนั้น จึงเรียกว่า ปฏิสัมมภนปหานดังนี้

ผลญาณนี้จัดเข้าในญาณทัสสนวิสุทธิโดยอนุโลม

จิ.เจ.รุ.นิ

จิ.เจ.รุ.นิ

๑. ที่มีเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

๒. ที่มีเกิดขึ้นในสภาวะจิตดวงสุดท้าย(ความตาย)

ที่มีเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

จิ. หมายถึง จิต กล่าวคือ วิญญาณ/ธาตุรู้

เจ. หมายถึง เจตสิก กล่าวคือ คำเรียกต่างๆ ที่ไม่ใช่จิต
เช่น สติ สัมปชัญญะ สมาธิ กิเลสฯลฯ

รุ. หมายถึง รูป กล่าวคือ ผัสสะ
เป็นสภาวะของความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

นิ. หมายถึง นิพพาน กล่าวคือ ความดับภพ
ได้แก่ การไม่สร้างเหตุใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีก
โดยการไม่สร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

กล่าวโดยย่อ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ

ที่มีเกิดขึ้นในสภาวะจิตดวงสุดท้าย(ความตาย)
ที่มาของ อนุโลมญาณ โคตรภูญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

จิ. หมายถึง จิต กล่าวคือ วิญญาณ/ธาตุรู้

เจ. เจ. หมายถึง เจตสิก กล่าวคือ คำเรียกต่างๆ ที่ไม่ใช่จิต
เช่น สติ สัมปชัญญะ สมาธิ กิเลสฯลฯ

รุ. หมายถึง รูป กล่าวคือ ผัสสะ
เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของสภาวะของความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

นิ. หมายถึง นิพพาน กล่าวคือ ความดับภพ
ได้แก่ การดับเหตุปัจจัยของการเกิด
โคตรภูญาณ มรรคญาณ ผลญาณ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

กล่าวโดยย่อ อวิชชา สังขาร วิญญาณ

ข้อปฏิบัติ ได้แก่ การเจริญสมถะและวิปัสสนา

๑. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้า

๒. ภิกษุย่อมเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องหน้า

๓. ภิกษุย่อมเจริญสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป

๔. การปฏิบัติอดทน ๑ การปฏิบัติข่มใจ ๑ การปฏิบัติ ระงับ ๑
ใจของภิกษุปราศจากอุทธัจจะในธรรม
สมัยนั้น จิตนั้นย่อมตั้งมั่น สงบ ณ ภายใน
เป็นจิตเกิดดวงเดียว ตั้งมั่นอยู่

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=21&A=4083&Z=4299

 

นิพพิทา

นิพพิทา ผู้ที่เบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด
ล้วนเป็นผู้ที่ไม่กลัวตาย ปรารถนาความตายเป็นที่สุด

เป็นปัจจัยให้ เกิดความรู้ชัดในรายละเอียดต่างๆ
ที่มีเกิดขึ้น ขณะเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย

เป็นสภาวะของอนุสัยกิเลส
เป็นเรื่องของ จิตใต้สำนึก
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ปราศจากความมีตัวตน เข้าไปแทรกแซงสภาวะ

.

ความตาย จะมาสมมุติไม่ได้
การสมมุติ ความตายขึ้นมา
เป็นเพียงการกระทำตามตัณหา

.

วินาทีเฉียดตาย
ทำให้รู้ว่า หากถึงคราวตาย ยังไงก็ต้องตาย
หากยังไม่ถึงคราวตาย ยังไงก็ไม่ตาย

ข้ามถนน มองทั้งซ้ายและขวา เห็นถนนโล่ง
ขณะกำลังเดินข้ามถนน ถึงกลางถนน
เสียงบีบแตร หยุดเดินทันที
ชั่วขณะนั้น ทุกอย่างสงบเงียบ

แล้วมีเสียงรถวิ่งสวนกัน
มีเสียงตะโกนว่า อยากตายหรือไง
ด้านหน้า เป็นรถกระบะ
ด้านกลัง เป็นรถเมล์

.

เคยคิดทบทวนว่า ทำไมตอนนั้น ใจถึงสงบมาก
ไม่มีการตกใจ หรือรู้สึกหวาดกลัวใดๆ
การที่หยุดเดิน ไม่แน่ว่าจะทำให้รอดได้

.

ตายครั้งที่ 1 รู้ชัดในการเกิด
รู้ว่า ขณะที่แม่คลอดออกมานั้น
มีลักษณะอาการที่เกิดขึ้นเป็นแบบไหน

.

ตายครั้งที่ 2 รู้ชัดในความตาย
รู้ว่า ขณะที่ลมหายใจเฮือกสุดท้าย ก่อนหมดลมหายใจ
จิตระลึกถึงสิ่งใด ไปเกิดภพภูมินั้นทันที

เมื่อที่ตั้งแห่งวิญญาณไม่มี การมาและการไป ย่อมไม่มี
นี่คือ ผลของการทำความเพียรที่ทำมาทั้งหมด
มีค่ามากกว่าทัรพย์สินใดๆในโลก

จิตดวงสุดท้าย

อวิชชา สังขาร วิญญาณ
ในปฏิจจสมุปบาท

เป็นเรื่องของ จิตดวงสุดท้าย
ก่อนที่จะหมดลมหายใจ

นิมิตเสมือนจริง”ความตาย”

นิมิตเหมือนจริง
เหมือนมีเกิดขึ้นจริงๆ รู้สึกและสัมผัสได้จริง

ที่ทุกๆคนจะต้องเจอ
อาจมีเกิดขึ้น ขณะทำความเพียร
หรือมีเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

“ความตาย”

หากยังมีความกลัวตาย หรือมีห่วง มีอาลัย
ทำให้ไม่สามารถผ่านสภาวะความตายได้

เพราะเป็นเรื่องของ จิตใต้สำนึก
เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ตัวกู ของกู ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

ถ้าให้วลัยพรแนะนำ
คงให้คำแนะนำตามสภาพของบุคคลนั้นๆ
เพื่อให้บุคคลนั้นผ่อนคลายจากสภาพธรรมที่กำลังเจออยู่

ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว
คำแนะนำที่ให้ไปนั้น
ไม่สามารถช่วยอะไรคนๆนั้นได้เลย
ในขณะที่คนๆนั้น กำลังพบเจอสภาวะความตาย

เพราะสภาวะความตายนี้ที่ต้องพบเจอนี้(เหมือนกันหมด)
เป็นเรื่องของ จิตใต้สำนึก ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
อะไรๆที่เรียนรู้มาหรือได้ฟังมา

แม้กระทั่งความเพียรที่ทำมาอย่างหนัก
มีความรู้มากมาย จนถึงเปรียญ 9
ต่อให้มีสติ สมัปชัญญะมากแค่ไหน
ไม่สามารถนำมาช่วยอะไรได้เลย

สิ่งที่จะช่วยให้ผ่านสภาวะความตายนี้ไปได้
เกิดจาก ความเบื่อหน่ายในภพชาติของการเกิด
ต้องเบื่อหน่ายจริงๆ ไม่อยากมีชีวิตอยู่จริงๆ

การทำความเพียร ก็ส่วนของการทำความเพียร
ช่วยในเรื่องการมีสติ ยับยั้งการกระทำ
คนละเรื่องกับสภาวะความตาย

ไม่ว่าบุคคลนั้น จะเพียรมากหรือเพียรน้อย
ถึงเวลาเหตุปัจัจยพร้อม ต้องเจอสภาวะ
ความตายเหมือนกันหมดทุกคน
แตกต่างแค่สิ่งที่มีเกิดขึ้นเท่านั้นเอง

ต่อให้วลัยพรบอกว่า อย่าไปกลัว
ตายก็ตาย ปล่อยไปเลย

ให้พูด ให้แนะนำมากขนาดไหน
ก็ไม่มีผลกระทบใดๆกับสภาวะความตาย

เพราะสภาวะความตายที่มีเกิดขึ้น
อยู่เหนือการควบคุม ไม่สามารถควบคุมให้ดั่งใจได้
ปราศจากตัวตน ความเห็นของตน เข้าไปแทรกแซงสภาวะ

Previous Older Entries

กรกฎาคม 2018
พฤ อา
« พ.ค.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: