สมาธิ

สมาธิที่เกิดขึ้นเนืองๆ ทำให้ ใจสงบ
เมื่อใจสงบมากน้อยแค่ไหนก็ตาม ก็แค่เกิดจาก กำลังของสมาธิ

ยิ่งสมาธิเกิดขึ้นนานเท่าไหร่ ใจย่อมสงบนานตามกำลังสมาธิ
นิวรณ์ต่างๆ ย่อมสงบลงไปตามเหตุปัจจัย

สัญญา

การรู้ชัดในสภาวะสัญญา ทำให้การหมายมั่นในสิ่งที่คิดนั้น ลดน้อยลงไป
สัญญา สักแต่ว่าสัญญา เหมือนสภาวะอื่นๆ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

หากยังไม่รู้ชัดในสภาวะสัญญา
ย่อมมีแต่การสร้างเหตุของการเกิด

เหตุจาก ความยึดมั่นถือมั่นในสภาวะสัญญา
หลงคิดว่า เป็นปัญญา จึงมีแต่การสร้างมากกว่าหยุด

ปัญญา

การรู้ชัดสภาวะปัญญา ทำให้อุปกิเลส ดับหายไปหมดสิ้น
สภาวะปัญญา มีแต่รู้แล้วจบ มีแต่การดับเหตุของการเกิด

ผัสสะ

การกระทบที่เกิดขึ้น กระทบแล้วดับทันที
จะดับช้า หรือดับไว ขึ้นอยู่กับกำลังของสติและสมาธิ ที่เกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

เหมือนดูหนัง

สภาวะหลายๆสภาวะ เป็นเฉกเช่นเดียวกับเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิต มีบ่อยครั้ง ที่อดทนไม่ได้ ต้องเปิดปากพูด แต่ลืมไปว่า เขานั้น รู้แตกต่างกับเราไหม

บทเรียนครั้งนี้ก็เช่นกัน มีการทำผิดพลาด ดีแค่เป็นเพียงทางเน็ต เพราะในชีวิตจริง ณ ปัจจุบัน ไม่เคยใช้คำพูดแบบนั้นกับคนรอบๆตัว

รู้ดีว่า ถ้าทำกับชีวิตจริง ผลกระทบกลับมาแรงนะ แตกต่างกับทางเน็ต แค่เราเงียบ เรื่องก็จบ หากยังไม่จบ ไม่ต้องคิดแทนเขาว่า เขาจะได้รับผลอย่างไร เพราะ นั่นเหตุของเขา

เมื่อเราเป็นฝ่ายนิ่งสงบลง ปัญญาย่อมเกิด เขาจะมีความเห็นเช่นไร นั่นเหตุของเขา มีบ้างบางครั้งที่ยังพลั้งเผลอ แต่กลับมารู้อยู่ปัจจุบันได้ทันมากขึ้น แก้ต้องแก้ที่ตัวเรา นอกตัว ล้วนเป็นเหตุที่มีอยู่

เมื่อสติมา ปัญญาเกิด เห็นวิธีแก้ไข แก้ที่ใจเราเอง ตอนนี้ เวลากระทบ สงบมากขึ้น เหมือนนั่งดูหนังเงียบ ใจกระเพื่อมน้อยลง รู้เพียงแค่ว่า เหตุมี ผลย่อมมี เมื่อไม่เอาเราที่มีอยู่เข้าไปข้อง เหตุย่อมจบลงตามเหตุปัจจัยเอง

ต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง แลกกับอดทน อดกลั้น ไม่ต่อปากต่อคำด้วย เมื่อความสงบเข้ามาเยือน ทำความเพียรต่อเนื่องไปนี่แหละ รู้ที่ตนเองให้มากขึ้น สภาวะก็จบไวขึ้น

ความสงบ ทำให้เกิดปัญญา

หลังจากทำสมาธิ ๔ ชม. มีจิตคิดพิจรณาถึงสภาวะที่พบเจออยู่ บางเรื่อง ทำให้รู้สึกหงุดหงิด

นั่งมองด้วยความสงบ ไม่เอาเราที่มีอยู่เข้าไปเกี่ยวข้อง มองเห็นเหตุที่ยังมีอยู่ เหมือนกองไฟ ที่ดูเหมือนดับ แต่ยังมีครุกรุ่นข้างใน เพียงชั่วขณะนั้น ที่มองไม่เห็น

วิธีดับไฟ คือ ใช้น้ำ ราดลงไป ไฟจะมอดไม่มีเหลือเชื้อ จิตก็เช่นเดียวกัน การทำสมาธิ เมื่อเวลาจิตสงบนิ่ง ปราศจากความมีตัวตน ชั่วคราว

จิตจะแสดงให้เห็นวิธีดับเหตุ ที่ต้นเหตุ ได้แก่ ตัวเราเอง สภาวะบางสภาวะ ที่ไม่ใช่ความดับภพ มีแต่เหตุของการเกิดภพ จัดการที่จิตตัวเดียว บางครั้ง ไม่จำเป็นต้องไปเสียเวลากับสภาวะทั่วๆไป ที่ไม่ใช่การดับเหตุ

เมื่อปัญญามีชี้ให้เห็นว่า ควรทำอย่างไร เรื่องทางโลก ปล่อยให้ทุกสรรพสิ่ง ดำเนินไปตามเหตุปัจจัย แค่ดู แค่รู้ไปว่า อ้อ … เหตุยังมี ถึงแม้จะเกิดขึ้นกับสิ่งที่ไม่สัมผัสมาก่อนก็ตาม เมื่อเหตุมี ผลย่อมมี เป็นเรื่องธรรมดาจริงๆ

มนุษย์และสัตว์ ที่ยังมีเหตุ อันเป็นแดนเกิด ยังมีอวิชชา ได้แก่ ความไม่รู้ ยังมีกิเลส ตราบนั้น ย่อมเวียนว่ายตายเกิด นับไม่ถ้วน ในวัฏฏสงสาร

ไม่ว่าจะรู้จัก หรือ ไม่รู้จักกันมาก่อนก็ตาม จะเคยพบหน้า หรือไม่เคยพบหน้ากันมาก่อนก็ตาม หากมีเหตุร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกแบบไหนๆก็ตาม นั่นหมายถึง เคยเกิดมาร่วมกัน

บางสิ่ง ทำให้เกิดความรู้สึก กุศล บางสิ่ง ทำให้เกิดความรู้สึก อกุศล บางสิ่ง ทำให้รู้สึกเฉยๆ

ไม่ว่าจะทำให้รู้สึก กุศล หรือ อกุศลก็ตาม หากเป็นเหตุให้เนิ่นนาน ควรตัดออกไปให้หมด หน้าที่เราในตอนนี้ ควรรู้อยู่แต่ภายใน ภายนอก เกิดขึ้น ตั้้งอยู่ ดับไป ตามเหตุปัจจัยของสภาวะนั้นๆ

ปัญญา รู้แล้วดับ คือ จบ

สัญญา รู้แล้ว มีแต่เหตุ เมื่อเกิดการยึดถือเข้าไว้

หากแม้นแค่รู้ จากสภาวะสัญญาที่ปรากฏอยู่ ย่อมกลายเป็น สภาวะปัญญา คือ รู้แล้วดับเหตุ หรือ รู้แล้วจบ

บางสภาวะ จะเกิดตอกย้ำ เดิมๆซ้ำๆ แรกๆอาจจะไม่ทัน พอเกิดบ่อยๆ รู้ลงไปในสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ไม่เอาเราที่มีอยู่เข้าไปเกี่ยวข้อง จะเห็นตามความเป็นจริง ทำให้รู้ว่า ควรดับเหตุอย่างไร

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

เช้าซักผ้า บ่าย รีดผ้า ระหว่างทำงานบ้าน มีเสียงกระซิบ เป็นระยะๆ ไปวัดเถอะ อย่าอยู่บ้านเลย ไปวัดดีกว่านะ

จิตที่ถูกฝึกมาอย่างต่อเนื่อง จะรู้ชัดในสภาวะต่างๆดี รู้ดีว่า ควรทำอย่างไรต่อ ถึงแม้ว่า จะทำตามเหตุปัจจัยก็ตาม

รู้ดีว่า จะต้องพบเจอสภาวะแบบไหนอีก รู้ว่า การที่จะพบเจอสภาวะนั้นๆ ต้องมีสภาวะแบบไหน ต้องมีกำลังสมาธิมากน้อยแค่ไหน เหตุที่ต้องไปวัด ไปเพราะอะไร

ค่อยๆปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของตนเอง ไปเรื่อยๆ เหมือนการเดินทาง ไม่ได้เปลี่ยนความคิด แต่เปลี่ยนพฤติกรรมแทน

ไม่ชอบเดินทางไกล ไม่เป็นไร ค่อยเป็นค่อยไป ให้จิตเสพความคุ้นเคย ค่อยๆให้อาหารกับจิต ให้เรียนรู้สภาวะ ไม่ชอบก็รู้ว่าไม่ชอบ ไม่ฝืน ไม่บังคับ ใช้วิธีเปลี่ยนพฤติกรรมแทน

หมายเหตุ:

เสียงกระซิบ ที่เขียนในที่นี้ คือ เสียงของความคิด จิตคิดพิจรณาแต่เรื่องเดิมๆ คือ ไปวัด ไม่มีคิดเรื่องอื่น

๖-๑๐ กค.๕๕ (สภาวะเปลี่ยน-นิมิต)

๖ กค.๕๕(ตายเหนือตาย)

ทำตามสภาวะ

ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย

ตายเหนือตาย ไม่มีการตาย แล้วเกิด อีกต่อไป

นี่แหละ คือ ตายเหนือตาย ที่แท้จริง

คิดถึง หลวงพ่อจรัญ ชะมัด

ท่านมักจะถาม ทุกๆคน เสมอๆว่า อดทนกันแค่นี้ อดทนกันไม่ได้เลย เชียวหรือ

๘ กค.๕๕ (ฝึกจิต)

ทำตามสภาวะ

การฝึกจิต คือ การปลดปล่อยจิต ให้เป็นอิสระ แต่ ไม่สร้างเหตุนอกตัว ตามความรู้สึกยินดี ยินร้าย ที่เกิดจากผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย

การกดข่มจิต เอาสิ่งที่คิดว่า ดี ไม่เอา สิ่งที่คิดว่า ไม่ดี

แท้จริงแล้ว ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี มีหน้าที่ แค่รู้ ไปอย่างเดียว เพราะนั่น คือ ความจริง ที่ยังมีและยังเป็นอยู่ ในจิต

นี่แหละเหตุ เส้นทางจึงหลากหลาย ไม่มีถูก/ผิด เพราะ เหตุของแต่ละคน แตกต่างไปตามเหตุปัจจัย


๑๐ กค.๕๕ (สภาวะเปลี่ยน-นิมิต)

ทำตามสภาวะ

ทุกๆครั้งที่สภาวะจะเปลี่ยนไป จะมีนิมิต ครั้งนี้ก็เช่นกัน

วันนี้มีนิมิต มีคนเดินบนน้ำให้ดู ผิวน้ำไม่มีกระเพื่อม เท้าแตะที่น้ำ แต่เท้าไม่เปียกน้ำ เหมือนเดินกลางอากาศ มีคน เป็นผู้ชาย คนจีน เขาบอกกับเราว่า ลองเดินดูสิ ไม่จมน้ำหรอก

เราก็เดินตามที่เขาบอก จมน้ำทันที ตอนนั้นสติไม่มีเลย มีแต่ความตกใจ ร้องตะโกนให้คนช่วย น้ำเย็นมากๆ เย็นเข้ากระดูก มีบอลลูนลอยมาให้เกาะ พอขึ้นมา ไปที่ห้องๆหนึ่ง เหมือนห้องฉุกเฉิน

จำได้ว่า เขาให้เข้าไปในห้อง รู้สึกหนาวมาก แขนเป็นตะคริว ปวดแขนมากๆ ช่วงที่รู้สึกปวดแขนจนทนไม่ไหว ได้ยินเสียงของตก จึงกลับมารู้สึกที่กาย พอรู้กาย อาการปวดแขน ยังมีอยู่ เหมือนเกิดขึ้นจริงๆ

ทั้งๆที่แขนข้างที่ปวดนั้น ไม่ได้นอนทับ แขนอยู่ด้านบนตัว ในท่านอนตะแคง

หลังจากแผ่เมตตา กรวดน้ำ ไปเข้าห้องน้ำ เห็นขันตกอยู่ในอ่างอาบน้ำ แปลกมากๆ ตกลงมาได้ยังไง ทั้งๆที่ขัน วางไปบนพื้นกว้าง ที่มองดูแล้ว ไม่น่าจะเลื่อนตกลงไปได้

เขียนตามสภาวะ จะมีเหตุให้ต้องเขียน ไม่ได้เขียนเพราะอยากเขียน เหตุนี้ บทความที่เขียนๆไว้ จึงไม่มีจบสมบูรณ์สักบทความเดียว
เพราะเหตุเป็นแบบนี้แหละ เรียกว่า แล้วแต่สภาวะ

“หยุด” ที่ให้ผลได้ ไม่จำกัดกาล คือ หยุดสร้างเหตุนอกตัว ที่เกิดจาก ความรู้สึก ยินดี ยินร้าย ต่อ ผัสสะ ที่เกิดขึ้น

๗ พค.๕๕ (สูตรความสำเร็จ/แนวทาง ๗ ประการ)

ทำตามสภาวะ

เมื่อยังมีกิเลส เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจ ถึงแม้จะรู้ล่วงหน้า แต่ไม่สามารถช่วยใครๆได้ เพราะเป็นเหตุของแต่ละคนที่ทำมา ทุกคนต้องช่วยตัวเอง

ได้แค่แนะแนวทางให้ ไม่มีการบังคับให้มาเชื่อกัน ไม่มีทั้งการสนับสนุนหรือไม่สนับสนุน เพียงแต่บอกว่า อยู่ที่การตัดสินใจของคนๆนั้น ว่าจะเลือกเดินเส้นทางแบบไหน ทางมีหลายทางตามเหตุที่ทำมาและที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่ของแต่ละคน

ขนาดป่วย กายป่วย แต่จิตไม่ป่วยตาม บทจิตจะคิดพิจรณา จะคิดขึ้นมาเอง ช่วงไหนไม่มีบันทึก นั่นคือ ไม่มีสภาวะจิตคิดพิจรณา มีแต่เรื่องราวในชีวิต ขี้เกียจเขียน เพราะไม่แตกต่างจากคนอื่นๆหรอก กิเลสยังมี แต่ไม่หลงสร้างเหตุนอกตัว

วันนี้จิตคิดพิจรณาถึงเรื่องการปฏิบัติ ดูท่าบทความที่เขียนค้างทิ้งๆไว้ น่าจะเขียนได้ใกล้จบแล้ว ที่ยังมีติดๆอยู่บ้าง คือ หลักฐานจากพระไตรปิฎก เป็นพุทธวจนะ ที่กำลังหาเพิ่มเติมอยู่

สภาวะที่ควรรู้ก่อนการปฏิบัติหรือหลังการปฏิบัติหรือจะศึกษาหรือไม่ศึกษา อันนี้ก็แล้วแต่เหตุปัจจัยของแต่ละคน ไม่สามารถเจาะจงลงไปได้ ว่าควรรู้หรือไม่จำเป็นต้องรู้ หรือควรศึกษาหรือไม่จำเป็นต้องศึกษา แล้วแต่เหตุนะ ไม่มีการว่ากัน รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม

สูตรความสำเร็จ

๑. ปฏิจจสมุปปบาท มี ๒ เหตุ รวมกันอยู่ในสภาวะของปฏิจจสมุปปบาท ได้แก่ ต้นเหตุของการสร้างเหตุ ของการเกิดเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร ๑ ต้นเหตุของการสร้างเหตุ ของการเกิดในปัจจุบันขณะ หรือปัจจุบันอารมณ์ หรือภพชาติปัจจุบัน ๑

๑. ต้นเหตุของการสร้างเหตุ ของการเกิดเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร เริ่มต้นที่ อวิชชา เป็นเหตุปัจจัยให้เกิด จนถึงชาติ(ชรา มรณะฯลฯ) แล้ววนกลับไปเริ่มต้นที่อวิชชา

๒. ต้นเหตุของการสร้างเหตุ ของการเกิดในปัจจุบันขณะ หรือปัจจุบันอารมณ์ หรือภพชาติปัจจุบัน เริ่มต้นที่ ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัยให้เกิด จนถึงภพ (เหตุ) ชาติ (ผล/วิบาก) ตราบใดที่ยังไม่สิ้นชีวิต(มรณะ) ตราบใดที่ยังไม่สามารถรู้เท่าทันผัสสะที่เกิดขึ้น ยังมีหลงสร้างเหตุตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ภพชาติเกิดอยู่อย่างนั้น

๒. โยนิโสมนสิการ นำบทความเรื่องโยนิโสมนสิการที่เขียนไว้ มาขยายใจความอีกทีเพื่อความเข้าใจรายละเอียดทั้งปริยัติ, ปฏิบัติและปฏิเวธ(ศิล)

ได้แก่ การดูตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น (เหตุหรือสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ละขณะในชีวิตและทั้งการปฏิบัติเต็มรูปแบบ)

รู้ตามความเป็นจริง ได้แก่ ขณะผัสสะเกิด รู้สึกนึกคิดอะไรยังไง รู้ไปตามนั้น

๓. สัมมาสติ ได้แก่ การรู้ชัดอยู่ภายในกาย เวทนา จิต ธรรม (ปัจจุบันขณะ, ปัจจุบันธรรม, สิ่งที่เกิดขึ้น, ผัสสะที่มากระทบ ทั้งหมด เป็นสภาวะเดียวกัน แตกต่างเพียงชื่อ) หรือที่นำมาเรียกว่า สติปัฎฐาน ๔ หรือวิปัสสนาในปัจจุบัน

๔. วิธีการหรือแนวทางการปฏิบัติ ได้แก่ การเจริญอิทธิบาท ๔ (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา) นำรายละเอียดต่างๆของสภาวะ มาขยายใจความอีกที เพื่อความเข้าใจรายละเอียดทั้งปริยัติ, ปฏิบัติและปฏิเวธ

ผลของการเจริญอิทธิบาท ๔ ได้แก่ ฉันทสมาธิ วิริยสมาธิ จิตสมาธิ วิมังสาสมาธิ

๕. การปรับอินทรีย์

๖. สัมมาสมาธิ (ปัญญา) ได้แก่ การรู้ชัดอยู่ภายใน กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม สภาวะนี้เป็นสภาวะของความรู้สึกตัวทั่วพร้อมขณะจิตเป็นสมาธิ ตั้งแต่ปฐมฌานเป็นต้นไป หรือที่นำมาเรียกว่า มหาสติปัฏฐาน หรือวิปัสสนาญาณในปัจจุบัน

๗. สัมมาทิฎฐิ(โลกียะ) หรือสุญญตา เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นเฉพาะในสภาวะสัมมาสมาธิเท่านั้น ตั้งแต่ นามรูปปริจเฉทญาณ(ปรมัตถ์) จนถึงสังขารุเปกขาญาณ (ถ้าไม่ติดอุปกิเลส สภาวะจะดำเนินอย่างต่อเนื่อง) สภาวะญาณที่เหลือ แล้วแต่เหตุปัจจัยของแต่ละคน

ถ้ายังใช้บัญญัติเป็นอารมณ์ เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นเฉพาะในสภาวะสัมมาสมาธิเท่านั้น ตั้งแต่ อุทยัพพยญาณอย่างแก่ จนถึง จนถึงสังขารุเปกขาญาณ (ถ้าไม่ติดอุปกิเลส สภาวะจะดำเนินอย่างต่อเนื่อง) สภาวะญาณที่เหลือ แล้วแต่เหตุปัจจัยของแต่ละคน

๖ พค.๕๕ (เริ่มกินโจ๊กได้)

After

This slideshow requires JavaScript.

ทำตามสภาวะ

วันนี้เริ่มดีขึ้น กินโจ๊กได้ ทำเอง โจ๊กปลาอิทรีย์ พอดีต้มข้าวต้มหมูสับให้เจ้านาย แยกข้าต้มกับน้ำซุปคนละหม้อ ตามด้วยหมูทอดกระเทียมพริกไทยผสมกับเม็ดผักชี (พริกไทยอย่างเดียว ยังมีกลิ่นหอมไม่พอ เจ้านายชอบสมุนไพรเยอะๆ) และปลาอินทรีย์ทอด

ทอดปลาก็ใช้น้ำมันที่เหลือจากทอดหมู ทีนี้เป็นปลาอินทรีย์แช่น้ำปลา เคล้าเกลือเล็กน้อย ประกอบกับน้ำมันที่ใช้ด้วย เนื้อปลาไม่กรอบเหมือนใช้เกลืออย่างเดียว

เอาน้ำซุปที่เหลือมาทำโจ๊ก ใส่ไข่ลงไป เอาเนื้อปลาที่ทอดแล้วมายีๆให้กระจาย ใส่ลงไปในโจ๊ก เป็นมื้อแรกที่กินข้าวได้ โดยไม่ทรมาณมาก ต้องกินคำเล็กๆ กลืนช้าๆ ไม่งั้นทั้งเจ็บทั้งแสบอีก อาศัยเทคนิคในการกิน

เมื่อเช้าอยากกินขนมปังมาก เอาขนมปังแช่ลงไปในกาแฟผสมนมสด ชงกาแฟแล้วทิ้งไว้ให้อุ่น พอดีทำเสต็กปลาแซลม่อนกับขนมปังและกาแฟให้เจ้านายกินตอนเช้า

๒๖ มีค.๕๕ (ศิล/ไร้ความกังวล)

๒๖ มีค.๕๕ (ศิล/ไร้ความกังวล)

นั่ง ๔ ชม.

เมื่อคืน จิตเป็นสมาธิดี นั่งตั้งแต่ ๔ ทุ่ม จนถึงตี ๓

ศิล

พระผู้มีพระภาค ทรงแนะแนวการสร้างเหตุของการตัดภพตัดชาติในปัจจุบันและภพชาติในวัฏสงสารไว้ให้แล้ว

การสร้างเหตุของการเกิดภพชาติในปัจจุบันนั่นคือ ศิล

ศิล กล่าวโดยสภาวะ คือ แค่รู้ แค่ยอมรับ ในสิ่งที่ตนมีและเป็นอยู่ แต่ไม่สร้างเหตุออกไป

ความไม่รู้

ด้วยความไม่รู้ชัดในสภาวะของศิล จึงทำการสมาทานศิลด้วยจิตที่มีกิเลส มีแต่ใจทะยานอยาก จึงเป็นที่มาของสภาวะ สีลัพพตปรามาส

กล่าวโดยสภาวะ คือ ทำการสมาทนาศิล แต่ไม่หยุดการสร้างเหตุ(ยินดี/อนุโมทนา ยินร้าย/นินทา)

เหตุเพราะ ไม่รู้ชัดในสภาวะของศิล รู้เพียงบัญญัติ(เปลือก)

สภาวะศิล

เมื่อยังไม่สามารถรู้ชัดในศิลโดยสภาวะ จึงต้องอาศัยการสมาทานในการสร้างเหตุของของการเกิดสภาวะศิลโดยบัญญัติไปก่อน

การสมาทานศิลโดยบัญญัติ เป็นอุบายของการสร้างเหตุการเกิดสภาวะของศิลที่เป็นสภาวะปรมัตถ์

การสร้างเหตุของสภาวะศิลจากสภาวะบัญญัติเป็นสภาวะปรมัตถ์ เมื่อผัสสะเกิด แค่ดู สักแค่รู้ แค่เห็นตามความเป็นจริงของสภาวะ/สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

เพียงยอมรับตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งภายนอกและภายใน แต่ไม่สร้างเหตุออกไป

ศิล จึงเป็นเหตุของการตัดภพชาติในปัจจุบันเพราะเหตุนี้ เหตุมี ผลย่อมมี เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี

การสมาทาน เหมือนดาบสองคม เมื่อสมาทานไปแล้ว ทำไม่ได้ ย่อมเสียสัจจะ ผู้ที่เสียสัจจะ คิดทำสิ่งใด ย่อมไม่ประสพความสำเร็จ

หากทำได้ นั่นคือ การดับที่ต้นเหตุของการสร้างเหตุให้เกิดภพชาติในปัจจุบัน

ทุกๆบัญญัติ ล้วนมีสภาวะปรมัตถ์ซ้อน ซ่อนอยู่ภายใน เพียงแต่จะสามารถรู้เห็นตามความเป็นจริงได้ ต้องดับเหตุที่ตนเองก่อน ดับได้ จิตย่อมเบาสบาย ปัญญาย่อมเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

เพียงแค่รู้ รู้ซ้อนรู้ รู้ลงไปตาามความเป็นจริงของสภาวะ/สิ่งที่เกิดขึ้น รู้ซ้อนรู้ ล้วนเป็นเพียงสัญญา

วันใดใจหยุดรู้ สักแต่ว่ารู้ สภาวะปัญญาย่อมเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

ไร้ความกังวล

สภาวะไร้ความกังวล ได้แก่ ผู้ที่รู้แจ้งสภาวะพระนิพพานตามความเป็นจริง

๑๐ มีค.๕๕ ( เข้าที่เข้าทาง)

นั่ง ๓ ชม.

สภาวะ เข้าที่เข้าทางมากขึ้น การปกิบัติเดิมๆซ้ำๆ จิตที่ถูกฝึกมาต่อเนื่อง จะรู้ชัดในสัปปายะ รู้ชัดในอารมณ์ รู้ชัดในอิริยาบทที่เหมาะสมแก่การทำให้จิตเป็นสมาธิ เหมือนคนที่ขับรถที่ชำนาญทั้งการใช้รถและเส้นทางที่กำลังดำเนินอยู่

นี่แหละคือผลของการแค่รู้ (สัมมาทิฏฐิ/สุญญตา)

สภาวะแต่ละสภาวะที่นำมาเรียกทางบัญญัติ หลายๆสภาวะพอรู้ชัดแล้ว ทำให้รู้ว่า รู้ที่สำคัญที่ควรรู้ มีแค่เพียงไม่กี่สภาวะ แต่นำมาเขียนทางบัญญัติได้มากมาย ดูแค่เรื่องญาณ ๑๖ เป็นเพียงเรื่องของการรู้ชัดขณะจิตเป็นสมาธิแต่ละขณะ

เนื้อหาสภาวะที่แท้จริง มีไม่มาก แต่ทางบัญญัติมีแต่เหตุของการ ให้ค่าในสิ่งที่เกิดขึ้น สภาวะเหมือนเดินอยู่ในเขาวงกต นี่แหละโทษของความไม่รู้ จะไปโทษใครล่ะ เหตุเกิดจากตัวเองทั้งนั้น

ผู้ที่รู้จัก “สภาวะ/ผัสสะ/สิ่งที่เกิดขึ้น/เหตุ” ไม่ว่าจะรู้โดยสุตมยปัญญา จินตามยปัญญาหรือภาวนามยปัญญา

ผู้ที่รู้ชัดเช่นนี้ทั้งหมด ล้วนมีชีวิตอยู่ระหว่าง “มี/ไม่มี”

คือ ไม่มีคำว่า มี(รวย) ไม่มีคำว่า ไม่มี(จน)

สภาวะที่เกิดขึ้นคือ พอจะนับว่า มี ต้องมีเหตุให้จับจ่ายหรือสูญเสียทรัพย์ไปทางใดทางหนึ่ง จะเหลือเพียงพอใช้

พอจะนับว่า ไม่มี ก็ไม่มีคำว่าไม่มี เพราะจะมีผู้ที่มีเหตุร่วมเข้ามาอุปถัมป์ค้ำจุน หรือมีเหตุให้ความไม่มีหมดไป/ไม่อด

เหตุเพราะ ผู้ที่รู้ชัดในสภาวะ/ผัสสะ/สิ่งที่เกิดขึ้น/เหตุ ย่อมมุ่งสร้างเหตุแห่งการไม่เกิด/ดับเหตุที่ตนเอง มากกว่าจะมุ่งสร้างเหตุอันเป็นแดนเกิดของการเวียนว่ายในวัฏสงสาร

รู้เรา รู้เขา รู้ได้เช่นมี มีแต่การดับที่ต้นเหตุ/ตนเอง

รู้เขา รู้เรา รู้แบบนี้ มีแต่การสร้างเหตุของการสร้างภพชาติใหม่ให้เกิดขึ้นเนืองๆ เหตุเพราะไม่รู้ชัดในผัสสะ/สิ่งที่เกิดขึ้น/เหตุ เป็นเหตุให้เวียนว่ายในวัฏสงสารต่อไป

อยากไปวัด

สภาวะมาสอนตลอดเวลา ทุกอย่างมีเหตุจริงๆ

อย่างเมื่อวันเสาร์ ถามdarlingว่า แถวนี้วัดที่ใกล้ที่สุดอยู่ตรงไหน อยากไปทำบุญที่วัดบ้าง เขาก็บอกมานะว่ามีที่ไหนบ้าง ใจก็คิดอยู่ว่าจะไปวัด แต่อีกใจก็ไม่อยากไป เพราะไม่ชอบเดินทาง

พอสายๆ มีสัตว์ประหลาด ตอนแรกคิดว่าจิ้งหรีด แต่darlingบอกว่าไม่ใช่ เจ้าตัวนี้ ไม่รู้ว่าหลงบินเข้าไปอยู่ในห้องน้ำได้ยังไง เราเรียกมันว่า ไอ้ขี้บ่น เพราะเสียงของเขาดังมาก เสียงเหมือนคนเวลาบ่น เขาจะพูดๆตลอด

ตอนแรก ก็ตะครุบตัว โดยเอาผ้าจับ แต่เขาไม่ยอม เอาขาเกี่ยวที่ตะแกรงไว้แน่น darlingบอกว่า เออสัตว์มันก็รู้จักกลัวตายนะ ดูสิ เอาขาเกาะไว้แน่น อย่าไปดึงเขาแรง

เราก็คิดว่าจะทำยังไงดี เพราะเขาไม่ยอมจริงๆ ก็เลยใช้วิธีประจำที่ใช้กับสัตว์ คือชวนเขาคุย ระหว่างที่คุยแผ่เมตตาในใจไปด้วย เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภวาเย อัปริมานั่ง ปากก็พูดกับเขา ไม่ได้ทำร้ายนะ จะเอาไปปล่อยนอกห้อง

ระหว่างที่คุยกับเขา เขาก็ส่งเสียงดังมาก เสียงแบบคนบ่น เหมือนตอบโต้กับเรา เราก็บอกว่า ขาเกาะแน่นแบบนี้ จะเอาออกไปได้ยังไง ปล่อยขาสิ เขาก็ปล่อยขาจริงๆ ไม่ดิ้น นอนนิ่งเลย เอาเขาไปปล่อยที่ชั้นบน ด้านหลังจะเห็นต้นไม้เต็มไปหมด

ตอนแรกเขายังไม่บิน เราก็บอกว่า อ้าว พอเอาออกมาก็ไม่ไปอีก ไปสิ แล้วเขาก็พูดเสียงดัง เสียงบ่นๆนั่นแหละ และก็บินไปเอง

กลับเข้ามาคุยกับdarlingว่า นี่เห็นไหม อยากไปวัด อยากไปทำบุญ ไม่ต้องไปละ วันนี้ได้ทำบุญแล้ว จิตรู้สึกมีความสุขจริงๆ ปิติเกิดตลอด ทุกอย่างจบลงที่ใจตัวเดียวเท่านั้นเอง นี่แค่อยากทำบุญ ได้ทำทันตาเห็น ไม่ต้องเดินทางออกนอกบ้าน

ใจได้บุญเต็มๆปราศจากความทะยานอยากของกิเลส เป็นการทำบุญที่สะอาดจริงๆ darlingก็ได้บุญไปด้วย เพราะคอยดูอยู่ว่าเราจะทำยังไง คอยบอกว่าให้ทำนั้นสิ แบบนี้สิ

หลังจากนั้นแล้ว เขาบอกว่า เพิ่งเคยเห็นครั้งแรกว่า อาการสัตว์ที่กลัวตายนั้นเป็นยังไง รู้ว่าคนกลัวตายน่ะมี กับสัตว์เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก

๙ มีค.๕๕ (เริ่มจับถูกจุด)

สภาวะเพียงแค่เปลี่ยนสถานที่ บรรยากาศ อากาศ ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่

ตั้งแต่ออกจากงานมา มีอาชีพใหม่ “แม่บ้านรีโมท” ชื่อนี้เหมาะสมกับสภาวะมากที่สุด ถูกให้ทดลองงานล่วงหน้ามา ๑ ปีเต็ม กว่าจะทำใจยอมรับตามความเป็นจริง กว่าจะปล่อยวาง กว่าจะอยู่ได้กับสภาวะที่เป็นอยู่ จนมาถึงปัจจุบันนี้

ทุกๆสภาวะถูกจัดสรรไว้ล่วงหน้า โดยที่ไม่เคยคิดว่านี่คือ สิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งเปลี่ยนแค่สถานที่ สัปปายะในการปฏิบัติแค่รู้ไปตามความเป็นจริง เดี๋ยวรู้คำตอบเองว่าควรทำอย่างไรต่อ

วันนี้รู้แล้ว สภาวะที่ผ่านมา สัปปายะที่เหมาะแก่สภาวะ ถึงแม้จะเปลี่ยนอาชีพ แต่สัปปายะยังคงเหมือนเดิม คือ เจริญอิทธิบาท ๔ รวมครบอยู่ในทั้งสมาธิและการเจริญสติกับการใช้ชีวิต ซึ่งทำแล้วได้ผลทุกๆสถานการณ์ ครั้งนี้ก็เช่นกัน

สิ่งที่ได้รู้เพิ่มอีกอย่างคือ หากสมาธิมากไป จิตจะมะลื่อมะทื่อ สมาธิกับสติควรจะสมดุลย์ เพียงแต่หมั่นสังเกตุเอาเอง ว่าทำแบบไหนถูกสัปปายะมากที่สุด

ยังคงอยู่ในอิริยาบทยืนกับเดินไปมา ระหว่างทำงานบ้าน เย็บผ้าบ้าง รีดผ้าบ้าง หางานให้จิตทำ ไม่ปล่อยให้ว่างจากงานที่ทำอยู่ สมาธิจึงมากตามงาน เวลานั่ง สมาธิจึงแนบแน่นดี รู้สึกตัวเป็นระยะๆ

วันนี้ เดินกับยืน สลับไปมา เป็นเวลา ๓ ชม. นั่ง ๑ ชม.

ห้อง สะอาดขึ้น อากาศถ่ายเทได้ดี เปลี่ยนผ้าปูโต๊ะที่ตั้งเตาแก๊สอยู่ ตอนนี้เปลี่ยนทุกวัน ขจัดกลิ่นต่างๆที่ค้างในผ้า มีผ้าสำรองไว้เยอะ ก็เสื้อเก่าๆที่ไม่ใช่แล้ว นำมาตัดเก็บๆเอาไว้สำหรับเปลี่ยน แม้แต่ผ้าจับตู้เย็น เปลี่ยนหมด

ผ้าถูพื้น นำถุงเท้า(darling) ที่ไม่ใช้แล้ว ตัดแยกออกจากกัน แล้วนำอีกข้างมาเย็บติด ขนาดตามต้องการ เป็นผ้าสำหรับทำความสะอาดฝุ่นต่างๆได้ดีมากๆ รวมทั้งเวลาล้างทำความสะอาดพัดลม ไม่ต้องเสียเวลามาก สะอาดด้วย

Previous Older Entries

มิถุนายน 2017
พฤ อา
« พ.ค.    
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: