สภาวะจิตดวงสุดท้าย ครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒

สภาวะจิตดวงสุดท้าย ครั้งที่ ๑

อนุโลมญาณ โคตรภูญาณ มรรคญาณ(อัปปณิหิตวิโมกข์) ผลญาณ
นิพพาน
ปฏิจสมุปบาทและอริยสัจ ๔
ผัสสะและอริยสัจ ๔
ปัจจเวกขณญาณ

ศิล
เป็นศีลที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย
เป็นศีลที่ เป็นไทจากตัณหา

วิญญูชนสรรเสริญ ไม่ถูกตัณหา และทิฏฐิลูบคลำ
เป็นศีลที่เป็นไปพร้อมเพื่อสมาธิ

เจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องหน้า
(วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดทีหลัง)

ชื่อว่าวิปัสสนา เพราะมีสภาวะพิจารณาเห็นโดยความไม่เที่ยง
ชื่อว่า วิปัสสนา เพราะมีสภาวะพิจารณาเห็นโดยความเป็นทุกข์
ชื่อว่าวิปัสสนา เพราะมีสภาวะพิจารณาเห็นโดยความเป็นอนัตตา

สภาวะที่จิตปล่อยธรรมทั้งหลายที่เกิดในวิปัสสนานั้นเป็นอารมณ์
และสภาวะที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ

วิปัสสนาจึงมีก่อน สมถะมีภายหลัง ด้วยประการดังนี้

สมถะที่เป็นสัมมาสมาธิ

เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้า
(สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดทีหลัง)

[๕๓๕] ภิกษุเจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้นอย่างไร ฯ
ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่านด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะเป็นสมาธิ

วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้น
โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง
โดยความเป็นทุกข์
โดยความเป็นอนัตตา

ด้วยประการดังนี้ สมถะจึงมีก่อน วิปัสสนามีภายหลัง

อุปกิเลส ไม่มีกำเริบเกิดขึ้นอีก

สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ
เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์เป็นไฉน
คือ ความเห็นดังนี้ว่า

ทานที่ให้แล้ว มีผล
ยัญที่บูชาแล้ว มีผล
สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล
ผลวิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่วแล้วมีอยู่
โลกนี้มี โลกหน้ามี
มารดามี บิดามี
สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี
สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ
ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลก มีอยู่

นี้สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ ฯ

สภาวะจิตดวงสุดท้าย ครั้งที่ ๒

อนุโลมญาณ โคตรภูญาณ มรรคญาณ(สุญญตวิโมกข์) ผลญาณ
อวิชชา สังขาร วิญญาณ(รู้ชัดในการตาย/จุติจิตและการเกิด/ปฏิสนธิจิต)

จิ.(จิต/วิญญาณธาตุรู้)
เจ.(เจตสิก)
รุ.(รูป/อุปทานขันธ์ ๕)
นิ.(นิพพาน)

๑. มีเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

จิ. หมายถึง จิต กล่าวคือ วิญญาณ/ธาตุรู้

เจ. หมายถึง เจตสิก กล่าวคือ ธรรมชาติชนิดหนึ่งซึ่งประกอบกับจิต ปรุงแต่งจิตให้มีความเป็นไปต่าง ๆ

รุ. หมายถึง รูป กล่าวคือ ผัสสะ
เป็นสภาวะของความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

นิ. หมายถึง นิพพาน กล่าวคือ ความดับภพ
ได้แก่ การไม่สร้างกรรมใหม่ ให้มีเกิดขึ้นอีก
โดยการไม่สร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

กล่าวโดยย่อ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ

๒. มีเกิดขึ้นในสภาวะจิตดวงสุดท้าย(ความตาย)
เป็นที่มาของ อนุโลมญาณ โคตรภูญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

จิ. หมายถึง จิต กล่าวคือ วิญญาณ/ธาตุรู้

เจ. หมายถึง เจตสิก กล่าวคือ ธรรมชาติชนิดหนึ่งซึ่งประกอบกับจิต ปรุงแต่งจิตให้มีความเป็นไปต่าง ๆ

รุ. หมายถึง รูป กล่าวคือ ผัสสะ
เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของสภาวะของความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

นิ. หมายถึง นิพพาน กล่าวคือ ความดับภพ
ได้แก่ การดับเหตุปัจจัยของการเกิด
อนุโลมญาณ โคตรภูญาณ มรรคญาณ ผลญาณ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

กล่าวโดยย่อ อวิชชา สังขาร วิญญาณ

เจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องหน้า
(วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดทีหลัง)

เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้า
(สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดทีหลัง)

เจริญสมถะและวิปัสสนาเคียงคู่กันไป(มรรค-อริยมรรคมีองค์ ๘)

สัมมาทิฏฐิ

กัจจานโคตตสูตร
ว่าด้วยพระกัจจานโคตร

{๔๒} [๑๕] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ … เขตกรุงสาวัตถี

ครั้งนั้น ท่านพระกัจจานโคตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่พระองค์ตรัสว่า สัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิ นี้
ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอจึงเรียกว่าสัมมาทิฏฐิ

{๔๓} กัจจานะ โดยมากโลกนี้อาศัยที่สุด ๒ อย่าง
คือ ความมี ๑ ความไม่มี ๑

ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดขึ้นของโลก
ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง
ความไม่มีในโลก ก็ไม่มี

เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก
ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว
ความมีในโลก ย่อมไม่มี

โลกนี้โดยมากยังพัวพันด้วยอุบายอุปาทานและอภินิเวส
แต่พระอริยสาวก ย่อมไม่เข้าถึง ไม่ถือมั่น ไม่ตั้งไว้ซึ่งอุบายและอุปาทานนั้น
อันเป็นอภินิเวสและอนุสัย อันเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิตว่า อัตตาของเรา ดังนี้

ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่า ทุกข์นั่นแหละ
เมื่อบังเกิดขึ้น ย่อมบังเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อดับ ย่อมดับ
พระอริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลย

ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล กัจจานะ จึงชื่อว่าสัมมาทิฐิ ฯ

{๔๔} ที่สุดอย่างที่ ๑ นี้ คือ
สิ่งทั้งปวงมีอยู่ ที่สุดอย่างที่ ๒ นี้ คือ สิ่งทั้งปวง ไม่มีอยู่

ตถาคตไม่เข้าไปใกล้ที่สุดทั้ง ๒ อย่างนี้
ย่อมแสดงธรรมโดยสายกลางว่า

เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี
เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี ฯลฯ
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ มีได้ด้วยประการฉะนี้

อนึ่ง เพราะอวิชชาดับไปไม่เหลือด้วยวิราคะ สังขารจึงดับ
เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ฯลฯ
ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ มีได้ด้วยประการฉะนี้

กัจจานโคตตสูตรที่ ๕ จบ

โฆษณา

พฤษภาคม 2019
พฤ อา
« เม.ย.    
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: