ภพชาติของการเกิด

คำว่า ตัวกู ของกู หมายถึง อุปทานขันธ์ ๕
กล่าวคือ ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

ความยึดมั่นถือมั่นในรูป
ความยึดมั่นถือมั่นในเวทนา
ความยึดมั่นถือมั่นในสัญญา
ความยึดมั่นถือมั่นในสังขาร
ความยึดมั่นถือมั่นในวิญญาณ

ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

โสดาบัน ตัวกูของกู อย่างหยาบ

ได้แก่ ทิฏฐิกิเลส,วิจิกิจฉากิเลส

สักกายทิฏฐิ,วิจิกิจฉา,สีลัพพตปรามาส และ อปายคมนียกามราค-ปฏิฆะ อย่างหยาบ
ถูกประหาณเป็นสมุจเฉทประหาณ

อปายคมนียกามราค-ปฏิฆะ หรือ กามราคะ-ปฏิฆะ อย่างหยาบ
หมายถึง กามรมณ์ทั้ง ๕ มากระทบทวารทั้ง ๕ แล้วมีความยินดีพอใจเป็นอย่างมาก
จนถึงสามารถล่วงอกุศลกรรมบถได้ เช่น พอใจในรูปารมณ์ที่มากระทบ
สามารถทำให้ทำกรรมอันเป็นกาเมสุมิจฉาจารได้ เป็นต้น

กามราค-ปฏิฆสังโยชน์ หรือโลภกิเลส และโทสกิเลส ได้แก่
กามราคะ-ปฏิฆะ ที่เป็นอปายคมนียะ
กามราคะ-ปฏิฆะ ที่ไม่เป็นอปายคมนียะ

กามราคะ-ปฏิฆะ ที่ไม่เป็นอปายคมนียะ มี ๒ อย่าง
อย่างหยาบ และ อย่างละเอียด

 

 

สกิทาคา ตอกย้ำ ตัวกูของกู แบบหยาบ
ที่ถูกประหาณเป็นสมุจเฉทประหาณ

และละกามราคะ-ปฏิฆะ ที่ไม่เป็นอปายคมนียะ อย่างหยาบได้
กล่าวคือ เป็นความพอใจในกามรมณ์ทั้ง ๕ ดังที่กล่าวมาแล้ว
แต่ความพอใจนั้นไม่รุนแรง เป็นความพอใจที่ปรากฏอยู่แต่ในใจพอประมาณ

 

 

อนาคามี ตัวกูของกู อย่างกลาง(โทสกิเลส/กามราคะ-ปฏิฆะ) ถูกประหาณเป็นสมุจเฉทประหาณ
กล่าวคือ ประหาณกามราค-ปฏิฆะ ที่ไม่เป็นอปายคมนียะที่เป็นอย่างละเอียดได้โดยเด็ดขาด

 

อรหันต์ ตัวกูของกู อย่างละเอียด(โลภกิเลส/รูปราคะ อรูปราคะ, มานกิเลส,อุทธัจจกิเลส,ถีนกิเลส,อหิริกกิเลส,อโนตตัปปกิเลส,โมหกิเลส)
ถูกประหาณเป็นสมุจเฉทประหาณ

 

 

จิ.เจ.รุ.นิ

จิต เจตสิก รูป นิพพาน แบ่งออกเป็น ๓

๑. มีเกิดขึ้นจากการกำหนดรู้ผัสสะ
ที่มีเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

การเกิดและการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
ได้แก่ กามภพ

๒. มีเกิดขึ้นจากการกำหนดรู้ในผัสสะ
ที่มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

การเกิดและการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
ได้แก่ รูปภพ อรูปภพ

๓. มีเกิดขึ้นในสภาวะจิตดวงสุดท้าย
หากยังไม่ทำกาละ(ตาย) เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นของ
อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

การเกิดและการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติ
การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ

Advertisements

สภาวะจิตดวงสุดท้าย ครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒

สภาวะจิตดวงสุดท้าย ครั้งที่ ๑

อนุโลมญาณ โคตรภูญาณ มรรคญาณ(อัปปณิหิตวิโมกข์) ผลญาณ
นิพพาน
ปฏิจสมุปบาทและอริยสัจ ๔
ผัสสะและอริยสัจ ๔
ปัจจเวกขณญาณ

ศิล
เป็นศีลที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย
เป็นศีลที่ เป็นไทจากตัณหา

วิญญูชนสรรเสริญ ไม่ถูกตัณหา และทิฏฐิลูบคลำ
เป็นศีลที่เป็นไปพร้อมเพื่อสมาธิ

เจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องหน้า
(วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดทีหลัง)

ชื่อว่าวิปัสสนา เพราะมีสภาวะพิจารณาเห็นโดยความไม่เที่ยง
ชื่อว่า วิปัสสนา เพราะมีสภาวะพิจารณาเห็นโดยความเป็นทุกข์
ชื่อว่าวิปัสสนา เพราะมีสภาวะพิจารณาเห็นโดยความเป็นอนัตตา

สภาวะที่จิตปล่อยธรรมทั้งหลายที่เกิดในวิปัสสนานั้นเป็นอารมณ์
และสภาวะที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ

วิปัสสนาจึงมีก่อน สมถะมีภายหลัง ด้วยประการดังนี้

สมถะที่เป็นสัมมาสมาธิ

เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้า
(สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดทีหลัง)

[๕๓๕] ภิกษุเจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้นอย่างไร ฯ
ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่านด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะเป็นสมาธิ

วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้น
โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง
โดยความเป็นทุกข์
โดยความเป็นอนัตตา

ด้วยประการดังนี้ สมถะจึงมีก่อน วิปัสสนามีภายหลัง

อุปกิเลส ไม่มีกำเริบเกิดขึ้นอีก

สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ
เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์เป็นไฉน
คือ ความเห็นดังนี้ว่า

ทานที่ให้แล้ว มีผล
ยัญที่บูชาแล้ว มีผล
สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล
ผลวิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่วแล้วมีอยู่
โลกนี้มี โลกหน้ามี
มารดามี บิดามี
สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี
สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ
ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลก มีอยู่

นี้สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ ฯ

สภาวะจิตดวงสุดท้าย ครั้งที่ ๒

อนุโลมญาณ โคตรภูญาณ มรรคญาณ(สุญญตวิโมกข์) ผลญาณ
อวิชชา สังขาร วิญญาณ(รู้ชัดในการตาย/จุติจิตและการเกิด/ปฏิสนธิจิต)

จิ.(จิต/วิญญาณธาตุรู้)
เจ.(เจตสิก)
รุ.(รูป/อุปทานขันธ์ ๕)
นิ.(นิพพาน)

๑. มีเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

จิ. หมายถึง จิต กล่าวคือ วิญญาณ/ธาตุรู้

เจ. หมายถึง เจตสิก กล่าวคือ ธรรมชาติชนิดหนึ่งซึ่งประกอบกับจิต ปรุงแต่งจิตให้มีความเป็นไปต่าง ๆ

รุ. หมายถึง รูป กล่าวคือ ผัสสะ
เป็นสภาวะของความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

นิ. หมายถึง นิพพาน กล่าวคือ ความดับภพ
ได้แก่ การไม่สร้างกรรมใหม่ ให้มีเกิดขึ้นอีก
โดยการไม่สร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

กล่าวโดยย่อ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ

๒. มีเกิดขึ้นในสภาวะจิตดวงสุดท้าย(ความตาย)
เป็นที่มาของ อนุโลมญาณ โคตรภูญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

จิ. หมายถึง จิต กล่าวคือ วิญญาณ/ธาตุรู้

เจ. หมายถึง เจตสิก กล่าวคือ ธรรมชาติชนิดหนึ่งซึ่งประกอบกับจิต ปรุงแต่งจิตให้มีความเป็นไปต่าง ๆ

รุ. หมายถึง รูป กล่าวคือ ผัสสะ
เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของสภาวะของความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

นิ. หมายถึง นิพพาน กล่าวคือ ความดับภพ
ได้แก่ การดับเหตุปัจจัยของการเกิด
อนุโลมญาณ โคตรภูญาณ มรรคญาณ ผลญาณ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

กล่าวโดยย่อ อวิชชา สังขาร วิญญาณ

เจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องหน้า
(วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดทีหลัง)

เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้า
(สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดทีหลัง)

เจริญสมถะและวิปัสสนาเคียงคู่กันไป(มรรค-อริยมรรคมีองค์ ๘)

สัมมาทิฏฐิ

กัจจานโคตตสูตร
ว่าด้วยพระกัจจานโคตร

{๔๒} [๑๕] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ … เขตกรุงสาวัตถี

ครั้งนั้น ท่านพระกัจจานโคตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่พระองค์ตรัสว่า สัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิ นี้
ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอจึงเรียกว่าสัมมาทิฏฐิ

{๔๓} กัจจานะ โดยมากโลกนี้อาศัยที่สุด ๒ อย่าง
คือ ความมี ๑ ความไม่มี ๑

ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดขึ้นของโลก
ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง
ความไม่มีในโลก ก็ไม่มี

เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก
ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว
ความมีในโลก ย่อมไม่มี

โลกนี้โดยมากยังพัวพันด้วยอุบายอุปาทานและอภินิเวส
แต่พระอริยสาวก ย่อมไม่เข้าถึง ไม่ถือมั่น ไม่ตั้งไว้ซึ่งอุบายและอุปาทานนั้น
อันเป็นอภินิเวสและอนุสัย อันเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิตว่า อัตตาของเรา ดังนี้

ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่า ทุกข์นั่นแหละ
เมื่อบังเกิดขึ้น ย่อมบังเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อดับ ย่อมดับ
พระอริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลย

ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล กัจจานะ จึงชื่อว่าสัมมาทิฐิ ฯ

{๔๔} ที่สุดอย่างที่ ๑ นี้ คือ
สิ่งทั้งปวงมีอยู่ ที่สุดอย่างที่ ๒ นี้ คือ สิ่งทั้งปวง ไม่มีอยู่

ตถาคตไม่เข้าไปใกล้ที่สุดทั้ง ๒ อย่างนี้
ย่อมแสดงธรรมโดยสายกลางว่า

เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี
เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี ฯลฯ
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ มีได้ด้วยประการฉะนี้

อนึ่ง เพราะอวิชชาดับไปไม่เหลือด้วยวิราคะ สังขารจึงดับ
เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ฯลฯ
ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ มีได้ด้วยประการฉะนี้

กัจจานโคตตสูตรที่ ๕ จบ

จิ.เจ.รุ.นิ

จิ.เจ.รุ.นิ

๑. ที่มีเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

๒. ที่มีเกิดขึ้นในสภาวะจิตดวงสุดท้าย(ความตาย)

ที่มีเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

จิ. หมายถึง จิต กล่าวคือ วิญญาณ/ธาตุรู้

เจ. หมายถึง เจตสิก กล่าวคือ คำเรียกต่างๆ ที่ไม่ใช่จิต
เช่น สติ สัมปชัญญะ สมาธิ กิเลสฯลฯ

รุ. หมายถึง รูป กล่าวคือ ผัสสะ
เป็นสภาวะของความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

นิ. หมายถึง นิพพาน กล่าวคือ ความดับภพ
ได้แก่ การไม่สร้างเหตุใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีก
โดยการไม่สร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

กล่าวโดยย่อ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ

ที่มีเกิดขึ้นในสภาวะจิตดวงสุดท้าย(ความตาย)
ที่มาของ อนุโลมญาณ โคตรภูญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

จิ. หมายถึง จิต กล่าวคือ วิญญาณ/ธาตุรู้

เจ. เจ. หมายถึง เจตสิก กล่าวคือ คำเรียกต่างๆ ที่ไม่ใช่จิต
เช่น สติ สัมปชัญญะ สมาธิ กิเลสฯลฯ

รุ. หมายถึง รูป กล่าวคือ ผัสสะ
เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของสภาวะของความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

นิ. หมายถึง นิพพาน กล่าวคือ ความดับภพ
ได้แก่ การดับเหตุปัจจัยของการเกิด
โคตรภูญาณ มรรคญาณ ผลญาณ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

กล่าวโดยย่อ อวิชชา สังขาร วิญญาณ

ข้อปฏิบัติ ได้แก่ การเจริญสมถะและวิปัสสนา

๑. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้า

๒. ภิกษุย่อมเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องหน้า

๓. ภิกษุย่อมเจริญสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป

๔. การปฏิบัติอดทน ๑ การปฏิบัติข่มใจ ๑ การปฏิบัติ ระงับ ๑
ใจของภิกษุปราศจากอุทธัจจะในธรรม
สมัยนั้น จิตนั้นย่อมตั้งมั่น สงบ ณ ภายใน
เป็นจิตเกิดดวงเดียว ตั้งมั่นอยู่

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=21&A=4083&Z=4299

 

ใบไม้ในกำมือ

สมาธิ

๑. มิจฉาสมาธิ(ขาดความรู้สึกตัว ขณะจิตเป็นสมาธิ)

๒. สัมมาสมาธิ(มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิ)

ข้อปฏิบัติ “ปรับอินทรีย์ ”

๓. ญาณ ๑๖

(ผัสสะ ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ เฉพาะสัมมาสมาธิ)

ข้อปฏิบัติ ไม่ให้ติดอุปกิเลส “โยนิโสมนสิการ”

ปัญญา

๑. กรรม (กรรมเก่า-กรรมใหม่)

๒. ผัสสะ

๓. โยนิโสมนสิการ

๔. ไตรลักษณ์

๕. ปฏิบัติสมควรแก่ธรรม(มรรค – อริยมรรค มีองค์ ๘)

๖. อริยสัจ ๔

ทุกข์

สมุทัย

นิโรธ

มรรค

๗.. ปฏิจจสมุปบาท

๘. อริยสัจ ๔

ทุกขสัจ

ทุกขสมุทยอริยสัจ

ทุกขนิโรธอริยสัจ

ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ

๙. นิพพาน

๑๐. จิ. เจ. รุ. นิ.

จิต

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=34&A=6742&Z=6822&pagebreak=0

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=35&A=13904&Z=13972&pagebreak=0

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka3/v.php?B=35&A=1240&Z=1498

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=34&A=8195&Z=8270

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=29&A=9094&Z=10136

ธันวาคม 2018
พฤ อา
« พ.ย.    
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: