จิ.เจ.รุ.นิ

จิ.เจ.รุ.นิ

๑. ที่มีเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

๒. ที่มีเกิดขึ้นในสภาวะจิตดวงสุดท้าย(ความตาย)

ที่มีเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

จิ. หมายถึง จิต กล่าวคือ วิญญาณ/ธาตุรู้

เจ. หมายถึง เจตสิก กล่าวคือ คำเรียกต่างๆ ที่ไม่ใช่จิต
เช่น สติ สัมปชัญญะ สมาธิ กิเลสฯลฯ

รุ. หมายถึง รูป กล่าวคือ ผัสสะ
เป็นสภาวะของความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

นิ. หมายถึง นิพพาน กล่าวคือ ความดับภพ
ได้แก่ การไม่สร้างเหตุใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีก
โดยการไม่สร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

กล่าวโดยย่อ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ

ที่มีเกิดขึ้นในสภาวะจิตดวงสุดท้าย(ความตาย)
ที่มาของ อนุโลมญาณ โคตรภูญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

จิ. หมายถึง จิต กล่าวคือ วิญญาณ/ธาตุรู้

เจ. เจ. หมายถึง เจตสิก กล่าวคือ คำเรียกต่างๆ ที่ไม่ใช่จิต
เช่น สติ สัมปชัญญะ สมาธิ กิเลสฯลฯ

รุ. หมายถึง รูป กล่าวคือ ผัสสะ
เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของสภาวะของความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

นิ. หมายถึง นิพพาน กล่าวคือ ความดับภพ
ได้แก่ การดับเหตุปัจจัยของการเกิด
โคตรภูญาณ มรรคญาณ ผลญาณ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

กล่าวโดยย่อ อวิชชา สังขาร วิญญาณ

ข้อปฏิบัติ ได้แก่ การเจริญสมถะและวิปัสสนา

๑. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้า

๒. ภิกษุย่อมเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องหน้า

๓. ภิกษุย่อมเจริญสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป

๔. การปฏิบัติอดทน ๑ การปฏิบัติข่มใจ ๑ การปฏิบัติ ระงับ ๑
ใจของภิกษุปราศจากอุทธัจจะในธรรม
สมัยนั้น จิตนั้นย่อมตั้งมั่น สงบ ณ ภายใน
เป็นจิตเกิดดวงเดียว ตั้งมั่นอยู่

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=21&A=4083&Z=4299

 

Advertisements

ใบไม้ในกำมือ

สมาธิ

๑. มิจฉาสมาธิ(ขาดความรู้สึกตัว ขณะจิตเป็นสมาธิ)

๒. สัมมาสมาธิ(มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิ)

ข้อปฏิบัติ “ปรับอินทรีย์ ”

๓. ญาณ ๑๖

(ผัสสะ ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ เฉพาะสัมมาสมาธิ)

ข้อปฏิบัติ ไม่ให้ติดอุปกิเลส “โยนิโสมนสิการ”

ปัญญา

๑. กรรม (กรรมเก่า-กรรมใหม่)

๒. ผัสสะ

๓. โยนิโสมนสิการ

๔. ไตรลักษณ์

๕. ปฏิบัติสมควรแก่ธรรม(มรรค – อริยมรรค มีองค์ ๘)

๖. อริยสัจ ๔

ทุกข์

สมุทัย

นิโรธ

มรรค

๗.. ปฏิจจสมุปบาท

๘. อริยสัจ ๔

ทุกขสัจ

ทุกขสมุทยอริยสัจ

ทุกขนิโรธอริยสัจ

ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ

๙. นิพพาน

๑๐. จิ. เจ. รุ. นิ.

จิ.เจ.รุ.นิ.

แรกรู้ จิ. เจ. รุ. นิ.

เป็นที่มาของ จิ เจ รุ นิ

จิ หมายถึง จิต

เจตสิก หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมจิต

รูป ได้แก่ สิ่งที่เกิดขึ้น (ผัสสะ) เรียกว่า รูป

นิ ได้แก่ นิพพาน คือ ความดับภพ
หมายถึง การดับเหตุของการเกิด ภพชาติปัจจุบัน
และ การดับเหตุของการเกิด เวียนว่ายในวัฏฏสงสาร

ที่เคยเขียนไว้ 9/12/2013

ถึงจะรู้แบบนี้ ก็ยังรู้สึกว่า ยังไม่ลึกซึ้ง
รู้ สักแต่ว่า รู้ เพราะ เป็นเพียงสัญญา

คือ คำอธิบาย ผัสสะ ที่เกิดขึ้นต่างๆ ล้วนเป็นเพียง สภาวะสัญญา

จากสภาวะสัญญา จะเป็นปัญญาได้ เมื่อสามารถนำคำอธิบายนั้นๆ มากระทำเพื่อ ดับเหตุของการเกิดได้

จากเมื่อวานนี้

เพิ่งรู้

วันนี้ เพิ่งรู้ชัดในคำเรียกของสิ่งที่เกิดขึ้น หรือ สภาวะ

โดยเนื้อแท้ ลักษณะอาการ ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ของสภาวะที่เกิดขึ้นนั้นๆ ทั้งที่เกิดขึ้นในการดำเนินชีวิต และที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ มีชื่อเรียกว่า ผัสสะ

นี่กี่ปีผ่านไปแล้วหนอ ที่ได้มารู้ชัดในคำเรียก ที่ตรงกับสภาวะ ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ของสิ่งที่เกิดขึ้น หรือที่เคยเรียกว่า สภาวะ

ผัสสะ

สภาวะ หรือ สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต
ทั้งที่มีเกิดขึ้นในการดำเนินชีวิต และเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

โดยสภาพธรรม ตามความเป็นจริง ของสิ่งที่เกิดขึ้นนี้
เป็นลักษณะอาการ ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ของสิ่งที่เรียกว่า ผัสสะ

จิ เจ รุ นิ

จิ หมายถึง จิต

เจตสิก หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นกับจิต

รุ หมายถึง รูป ได้แก่ สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต หมายถึง ผัสสะ ที่เกิดขึ้นทุกๆขณะ ทั้งในการดำเนินชีวิต และ เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

นิพพาน ได้แก่ ความดับภพ

วิธีการกระทำ คือ การดับผัสสะ

การดับผัสสะ ดับได้อย่างไร ก็ต้องลงไปในรายละเอียด ที่พระพุทธเจ้า ทรงทิ้งเป็นแนวทางไว้ให้ ว่าด้วย ผัสสะ ความเกิดขึ้นแห่งผัสสะ และ อุบายในการดับผัสสะ

ทีนี้สังขาร ที่วลัยพรเคยเขียนไว้ว่า คือ สังขารขันธ์ ที่ปรุงแต่งไปตามอุปทาน(อุปทาน ๔)ที่มีอยู่

อันนี้ตีความได้ ๒ แบบ คือ

แบบที่วลัยพรเคยเขียนไว้

กับอีกแบบคือ จิตขณะจุติ คือ ใกล้ตาย

เหตุของอวิชชา ที่มีอยู่ ชั่วขณะนั้น จิตระลึกถึงสิ่งใดอยู่ น้อมย่อมไปในสิ่ง ที่เคยทำไว้ ไม่ว่าจะเรียกว่า กุศล หรือ อกุศล หรือ ไม่เป็นทั้งกุศลและอกุศล

ตรงนี้เรียกว่า สังขาร หมายถึง การปรุงแต่ง

สังขารเป็นเหตุปัจจัย ให้เกิด วิญญาณ

วิญญาณตรงนี้ วลัยพรเคยเขียนไว้ว่า เป็นวิญญาณประเภท สเหตุกะ(มีเหตุต้องเกิด) กับ อเหตุกะ(ไม่มีเหตุให้ต้องเกิด)

ถ้าอธิบายให้ตรงกับสภาวะที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง วิญญาณตัวนี้ หมายถึง วิญญาณ ๖(ผัสสะ ที่เกิดขึ้น) ได้แก่ มโนกรรม วจีกรรม กายกรรม ที่เคยทำไว้

หากยังมีเหตุ ให้ต้องเกิดเวียนว่ายอีก วิญญาณ เป็นเหตุปัจจัยให้เกิด นามรูป

นามรูปนี้ หมายถึง กายและจิต ที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย มีทั้งรูป และอรูป ที่เกิดขึ้น(๓๑ ภพภูมิ) ตามเหตุปัจจัย

แต่ในที่นี้ หมายเอา ความมีชีวิต ที่เรียกว่า มนุษย์

นามรูป เป็นเหตุปัจจัย ให้เกิด สฬายตนะ(อายตนะ)

ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

รูป เสียง กลิ่น รส กายสัมผัส ธรรมารมณ์(ความนึกคิด)

สฬายตนะ เป็นเหตุปัจจัย ให้เกิด ผัสสะ
การกระทบกระทั่งระหว่าง ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียงฯลฯ เรียกว่า ผัสสะ
หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต และ สิ่งที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ ล้วนเป็น สภาวะของ ผัสสะ ที่เกิดขึ้น ทั้งสิ้น

ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย ให้เกิด เวทนา

ถ้าต้องการรู้ว่า เพราะอะไร ผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้น ในชีวิต แต่ละ ขณะๆๆๆๆ ทำไมจึงทำให้เกิดความรู้สึก(เวทนา) ได้

ต้องลงไปในคำสอน ที่พระพุทธเจ้า ทรงทิ้งเป็นแนวทางไว้ให้ ว่าด้วย ผัสสะ

ถ้าต้องการรู้เรื่อง เวทนาที่เกิดขึ้น ต้องลงไปในคำสอน ที่พระพุทธเจ้า ทรงทิ้งเป็นแนวทางไว้ให้ ว่าด้วย เวทนา ไม่ใช่มีแค่ เวทนา ๓ ตามที่อาจจะเข้าใจกันแบบนั้น

การแจ้งนิพพาน

การรู้เบญจขันธ์ โดยหลักแห่งอริยสัจสี่

โสณะ ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง
ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งรูป
ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งรูป
ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งรูป
ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งรูป,
(ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ก็มีข้อความที่ตรัสอย่างเดียวกัน) ;

โสณะ ! สมณะหรือ พราหมณ์เหล่านั้น มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ
มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมุติว่า เป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์.

อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้ไม่รู้เหล่านั้น จะทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ
หรือประโยชน์แห่งความ เป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ หาได้ไม่.
โสณะ ! ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง
รู้ทั่วถึง ซึ่งรูป
รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งรูป
รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งรูป
รู้ทั่วถึง ซึ่งทางดำเนินให้ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งรูป,
(ในกรณีแห่ง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็มีข้อความที่ตรัสอย่างเดียวกัน) :

โสณะ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นย่อมเป็น ผู้ ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ
ย่อมเป็นผู้ควรได้รับการสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์,

อีกอย่างหนึ่งบุคคลผู้รู้ทั่วถึงเหล่านั้น ย่อมทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ
หรือประโยชน์แห่งความ เป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ ได้โดยแท้.
– ขนฺธ.สํ. ๑๗/๖๒/๑๐๑.
หมายเหตุ:

จะรู้ชัดเรื่อง รูปได้ ต้องแจ้งในสภาวะนิพพาน ตามความเป็นจริง
เพราะ เมื่อรู้ชัด ในผัสสะ ย่อมรู้ชัดใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

การรู้แจ้ง อริยสัจจ์ จะรู้ชัดในขันธ์ ๕ แบบหยาบๆ คือ รู้ว่า ทุกสรรพสิ่ง ล้วนเป็นเพียงสมมุติ สิ่งที่เกิดขึ้น มีแต่รูปกับนามเท่านั้นเอง

เป็นที่มาของ จิ เจ รุ นิ

จิ หมายถึง จิต

เจตสิก หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมจิต

รูป ได้แก่ สิ่งที่เกิดขึ้น (ผัสสะ) เรียกว่า รูป

นิพพาน หมายถึง ความดับภพ ได้แก่ ดับภพชาติปัจจุบัน ๑
หมายถึง ปัจจุบัน ขณะ ได้แก่ สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน แต่ละ ขณะๆ
ที่เป็นเหตุให้ เกิดความรู้สึกยินดี/ยินร้าย/เฉยๆ โดยมี ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย

วิธีการดับเหตุของการเกิด ภพชาติปัจจุบัน ได้แก่ โยนิโสมนสิการ เป็นเหตุของการเกิด มรรค มีองค์ ๘ หรือ สติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ การรู้ชัดอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม
หมายถึง การหยุดสร้างเหตุนอกตัว ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกยินดี/ยินร้าย ที่เกิดขึ้น โดยมีแรงผลักดันของกิเลส เป็นตัวหนุนนำอยู่ เกิดจาก ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัยอยู่
และ ทำความเพียรต่อเนื่อง

หมายเหตุ วิธีการนี้ ไม่ว่าจะปฏิบัติแบบไหนอยู่ นับถือศาสนาใดอยู่ ใช้ได้ทั้งสิ้น

บางคนถามว่า ดับที่ผัสสะ ไม่ได้หรือ?
คำตอบ คือ ไม่ได้ เหตุเพราะ ตราบใดที่มีอายตนะ(มีชีวิต) ผัสสะ ย่อมเกิด เป็นเรื่องปกติ

การที่มีอายตนะ หมายถึง ยังมีนามรูป(กายและจิต) ได้แก่ ยังมีการเกิดอยู่
เมื่อมีนามรูป ย่อมมีอายตนะ เมื่อมีอายตนะ ย่อมมีผัสสะ

หากจะดับ ต้องดับที่วิญญาณ ที่เป็นเหตุปัจจัยอยู่
ดับวิญญาณได้ นามรูปย่อมดับ

วิธีการดับภพ โดยมีอุปทาน เป็นเหตุปัจจัย ในปฏิจจสมุปบาท
วิธีการ ได้แก่ โยนิโสมนสิการ ซึ่งเป็นเหตุของการเกิด มรรค มีองค์ ๘

แตกย่อยภาษาออกมา ให้เห็นภาพของ สภาวะการทำงาน ของขันธ์ ๕ ให้ชัดมากขึ้น
อุปทาน ในปฏิจสมุปบาท ได้แก่ สังขารขันธ์ หมายถึง การปรุงแต่ง ที่เกิดจากอุปทาน ที่มีอยู่

ภพ ในปฏิจจสมุปบาท หมายถึง วิญญาณขันธ์ ที่เกิดจาก สังขารขันธ์(อุปทาน) เป็นเหตุปัจจัย
ถ้ามีเหตุ จากวิญญาณขันธ์ จะเป็น มโนกรรม ได้แก่ ความคิด ซึ่งเกิดจาก สังขารขันธ์(การปรุงปต่ง) เป็นเหตุปัจจัย ให้เกิด
เป็นเหตุให้ เกิดการปรุงแต่งทางความคิด ตามความรู้สึกที่เกิดขึ้น(เวทนา โดยมีตัณหา เป็นแรงหนุน)

ถ้าไม่มีเหตุ วิญญาณ สักแต่ว่าวิญญญาณ เป็นเพียงธาตุรู้
เนื่องจาก ไม่มีเหตุปัจจัย ต่อ สิ่งที่เกิดขึ้น หรือ ผัสสะ เป็นเหตุให้ ไม่เกิดความรู้สึกยินดี/ยินร้าย
เมื่อเวทนาไม่เกิด ตัณหา อุปทาน ย่อมไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ภพ ย่อมดับ ตามเหตุปัจจัย

ดับภพชาติ การเวียนว่าย ในวัฏฏสงสาร ๑
วิธีการดับเหตุของการเกิดภพชาติ การเวียนว่าย ในวัฏฏสงสาร ได้แก่ อริยมรรค มีองค์ ๘

วิธีการดับวิญญาณ ในปฏิจจสมุปบาท ได้แก่ อริยมรรค มีองค์ ๘
หมายถึง การสร้างสัมมาสมาธิให้เกิดขึ้น ขณะจิต ตั้งมั่นอยู่ เมื่อมีสิ่งใดเกิดขึ้น เช่น นิมิต แสง สี เสียง หรือความคิด
ให้ใช้หลักโยนิโสมนสิการ ดุไปตามความเป็นจริง รู้ไปตามความเป็นจริง ของสภาวะที่เกิดขึ้น

เมื่อใช้หลักโยนิโสมนสิการ ย่อมเห็นตามความเป็นจริงว่า สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้น ย่อมดับลงตามเหตุปัจจัย
สภาวะอริยมรรค มีองค์ ๘ ย่อมเกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัย

เมื่อตัวรู้เกิด/การคิดพิจรณา ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ ให้ดูสภาวะตามความเป็นจริง

สภาวะปัญญา รู้แล้ว มีแต่มุ่งดับเหตุ/ผัสสะ
สภาวะสัญญา รู้แล้ว มีแต่หลงนำไปสร้างเหตุ ภพชาติจึงเกิดขึ้นเนืองๆ เพราะเหตุนี้

 

ภิกษุ ท. ! อุปาทานขันธ์ ๕ อย่างนี้ มีอยู่, ห้าอย่างอะไรบ้างเล่า ?

ภิกษุ ท. ! ปัญจุปาทานขันธ์นั้น ได้แก่ ขันธ์คือรูป ที่ถูกอุปาทานครองแล้ว,
ขันธ์คือเวทนา ที่ถูกอุปาทานครองแล้ว, ขันธ์คือสัญญา ที่ถูกอุปาทานครองแล้ว,
ขันธ์คือสังขาร ที่ถูกอุปาทานครองแล้ว, และขันธ์คือวิญญาณ ที่ถูกอุปาทานครองแล้ว.

ภิกษุ ท. ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดก็ตาม ยังไม่รู้จักความก่อขึ้น แห่งอุปาทานขันธ์ห้านี้,
ไม่รู้จักความตั้งอยู่ไม่ได้ ของอุปาทานขันธ์ห้านี้, ไม่รู้จักอุปาทานขันธ์ห้าในแง่ที่มันให้รสอร่อย,
ไม่รู้จักอุปาทาขันธ์ห้าในแง่ที่ มันให้แต่โทษร้ายกาจ, ทั้งไม่รู้จักอุบายที่ไปให้พ้นอุปาทานขันธ์ห้านี้ ตามที่ถูก ที่จริงแล้ว ;

ภิกษุ ท. ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น แม้สมมติกันว่า เป็นสมณะผู้หนึ่งๆ ในสมณะทั้งหลายก็ตาม
แม้สมมติกันว่าเป็นพราหมณ์ผู้หนึ่งๆ ในบรรดาพราหมณ์ทั้งหลายก็ตาม ก็หาอาจเป็นสมณะ เป็นพราหมณ์ได้ไม่,

หาสามารถทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ที่ตนมาเป็นสมณะ หรือประโยชน์ที่ตนมาเป็นพราหมณ์
ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ ได้ไม่เลย.
ภิกษุ ท. ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ได้รู้จักความก่อขึ้นแห่ง อุปาทานขันธ์ห้านี้,
รู้จักความตั้งอยู่ไม่ได้ ของอุปาทานขันธ์ห้านี้, รู้จักอุปาทานขันธ์ห้า ในแง่ที่มันให้รสอร่อย,
รู้จักอุปาทานขันธ์ห้า ในแง่ที่มันให้แต่โทษร้ายกาจ, ทั้งได้รู้จักอุบายที่ไปให้พ้นอุปาทานขันธ์ห้านี้ ตามที่ถูกที่จริงแล้ว;
ภิกษุ ท. ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ที่สมมติกันแล้วว่าเป็นสมณะบ้าง เป็นพราหมณ์บ้าง ก็เป็นสมณะหรือเป็นพราหมณ์ได้จริง
และทำให้แจ้งได้ซึ่งประโยชน์ที่ตนเข้ามาเป็นสมณะ หรือประโยชน์ที่ตนมาเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๙๕/๒๙๕.

ตุลาคม 2017
พฤ อา
« ก.ย.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: