ชรา – มรณะ

ถ้าเขียนแยก

ชรา หมายถึง ศัพท์ว่า ชรา เป็นศัพท์แสดงถึงสภาพความเป็นเอง. 
ศัพท์ว่า ชีรณตา แสดงถึงภาวะ คืออาการ. ศัพท์ว่า ขณฺฑิจฺจํ เป็นต้น คือแสดงถึงภาวะเปลี่ยนแปลง. 

จริงอยู่ เวลาเป็นหนุ่มสาว ฟันก็เรียบขาว. 
ครั้นหง่อมเข้า ฟันเหล่านั้นก็เปลี่ยนสีไปโดยลำดับ หลุดตกไปในที่นั้นๆ. 

อนึ่ง ฟันหัก หมายถึงฟันที่หลุดร่วง และที่ยังอยู่ ชื่อว่า ขณฺฑิตา. 
ภาวะแห่งฟันที่หักเรียกว่า ขณฺฑิจฺจํ ความที่ฟันหัก. 

ผมและขนคร่ำคร่าไปโดยลำดับ ชื่อว่าผมหงอก. 
ผมหงอกเกิดพร้อมแล้วแก่บุคคลนั้น เหตุนั้น บุคคลนั้นชื่อว่ามีผมหงอก. 
ภาวะแห่งบุคคลผู้มีผมหงอก ชื่อว่า ปาลิจฺจํ ความที่ผมหงอก. 

เกลียวที่หนังของบุคคลนั้น มีอยู่ เพราะมีเนื้อและเลือดแห้งไปด้วยถูกลม คือชราประหาร เหตุนั้น บุคคลนั้นชื่อว่ามีหนังเป็นเกลียว (เหี่ยว). 
ภาวะแห่งบุคคลผู้มีหนังเป็นเกลียวนั้น ชื่อว่า วลิตฺตจตา ความที่หนังเหี่ยว. 

ด้วยถ้อยคำมีประมาณเพียงเท่านี้ เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงชราที่เปิดเผย อันปรากฏชัด โดยแสดงความเปลี่ยนแปลงในฟัน ผม ขน หนัง. 

ทางไปของลมหรือไฟ จะปรากฏได้ ก็เพราะลมพัดถูกหญ้า หรือต้นไม้เป็นต้นหักระเนระนาดหรือไฟไหม้ แต่ทางไปของลมและไฟนั้นก็หาปรากฏไม่ฉันใด 

ทางไปแห่งชราก็ฉันนั้นเหมือนกัน จะปรากฏได้ก็โดยภาวะมีฟันหักเป็นต้นแห่งอาการ ๓๒ มีฟันเป็นต้น 

แม้บุคคลลืมตาดู ก็จับไม่ได้ ความคร่ำคร่าแห่งอาการมีฟันหักเป็นต้น หาใช่ตัวชราไม่ เพราะชราจะพึงรู้ทางจักษุมิได้. 

แต่เพราะเมื่อถึงชรา อายุเสื่อมไป ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสโดยผลใกล้เคียงว่า ความเสื่อมไปแห่งอายุ เรียกว่า ชรา. 

อนึ่ง เพราะเวลาเป็นหนุ่มสาว อินทรีย์ทั้งหลายมีจักษุเป็นต้นแจ่มใสดี สามารถรับอารมณ์ของคน แม้ที่ละเอียดได้ให้สะดวกทีเดียว 

เมื่อถึงชรา ก็แก่งอม ขุ่นมัว ไม่ผ่องใส ไม่สามารถรับอารมณ์ของตน แม้ที่หยาบได้ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสโดยผลใกล้เคียงว่า ความแก่งอมแห่งอินทรีย์ทั้งหลายเรียกว่า ชรา ดังนี้บ้าง.

มรณะ 

ในมรณนิทเทส มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- 

ศัพท์ว่า ยํ หมายถึง มรณะ เป็นศัพท์แสดง นุปํสกลิงค์ (ไม่ใช่เพศชาย เพศหญิง ทางไวยากรณ์). 

ในคำว่า ยํ นั้น พึงประกอบความดังนี้ว่า มรณะ ท่านเรียกว่า จุติ เรียกว่า จวนตา. 
ในศัพท์เหล่านั้น ศัพท์ว่า จุติ แสดงถึงสภาพที่เป็นเอง. 
ศัพท์ว่า จวนตา แสดงถึงภาวะ คืออาการ. 

เมื่อบุคคลถึงมรณะแล้ว ขันธ์ทั้งหลายย่อมแตก และหายไป แลไม่เห็น เพราะฉะนั้น มรณะนั้นจึงเรียกว่า ความแตก ความหายไป ความมอดม้วย. 

บทว่า มัจจุมรณะ คือ มัจจุมรณะ มิใช่ ขณิกมรณะ (ตายชั่วขณะ). การทำกาละ คือ ตาย ชื่อว่า กาลกิริยา. แม้ทั้งหมดนี้กล่าวโดยสมมติทั้งนั้น. 

ส่วนบาลีว่า ขนฺธานํ เภโท นี้ เป็นการกล่าวโดยปรมัตถ์. 
ความแตกแห่งขันธ์ทั้งหลายที่แยกเป็นขันธ์หนึ่ง ขันธ์สี่และขันธ์ห้า ในบรรดาหมู่สัตว์ที่มีขันธ์หนึ่งเป็นต้นนั่นเอง มิใช่ความแตกแห่งบุคคล. 

แต่เมื่อความประชุมพร้อมแห่งขันธ์มีอยู่ ก็สมมติเรียกว่า บุคคลตาย. การทอดทิ้งอัตตภาพ ชื่อว่าการทอดทิ้งซากศพ. 

จริงอยู่ เมื่อบุคคลถึงความตาย อัตตภาพก็ตกเป็นเหมือนท่อนไม้ ไร้ประโยชน์ฉะนั้น เพราะฉะนั้น มรณะนั้น ท่านจึงเรียกว่า การทอดทิ้งซากศพ. 

ส่วนความขาดแห่งชีวิตินทรีย์ เมื่อว่าโดยปรมัตถ์ โดยอาการทั้งปวง ก็คือมรณะ. 
มรณะนั้นนั่นแหละ เรียกว่าสมมติมรณะ. 

ชาวโลกถือเอาความขาดแห่งชีวิตินทรีย์เท่านั้น จึงพูดว่า ติสสะตาย ผุสสะตาย ดังนี้.

ชรา-มรณะ เขียนติดกัน ชรามรณะ หมายถึง ความเสื่อม ได้แก่ โลกธรรม ๘ ประการ

นำมาจากกูเกิ้ล นำมาผสมผสาน กับสัญญาที่เกิดขึ้น

รู้ไว้ก็ดีนะ ปริยัติ แต่สิ่งที่วลัยพรเขียนมานี้ ไม่เที่ยงหรอก เพราะยังไม่ถึงขั้น จำเพาะเจาะจง สภาวะได้ชัดเจน และต้องมีคำสอนของพระพุทธเจ้ากำกับ

สิงหาคม 2017
พฤ อา
« ก.ค.    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: