หน้าที่ กับ ชีวิตคู่

หน้าที่ในการใช้ชีวิตคู่ หรือ ครอบครัว วลัยพรมีหน้าที่ สนับสนุนคู่ครอง ทั้งทางโลก(การดำเนินชีวิต) และทางะรรม(สภาวะที่เกิดขึ้น ขณะจิต คิดพิจรณา หรือ สภาวะที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ เพื่อไม่ให้ติดอุปกิเลส)

วันแรก

ตั้งแต่อยู่ร่วมกันมา เข้าปีที่ ๔ เพิ่งเคยเห็นเจ้านายแกะสลีปเงินเดือน ต่อหน้า แต่วลัยพร ไม่ได้ให้ความสนใจ และไม่ขอดู

พูดตามความเป็นจริง ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมา ไม่เคยรู้หรอกว่า เงินเดือนที่แท้จริงของเจ้านาย รับเท่าไหร่ รู้แค่ตามที่เขาบอกมา และไม่เคยค้นหาว่า จริงหรือไม่

ไม่มี ไม่ทุกข์

เหมือนเรื่องการตัดค่าใช้จ่ายภายในบ้าน แค่รู้ว่า ตรงไหนที่พอจะช่วยเกื้อกูลคู่ครองได้ พร้อมให้ความช่วยเหลือ

เมื่อวาน เจ้านายให้มา ๖ พัน วลัยพรคืนให้ ๑ พัน รับไว้ ๕ พัน

๕ พัน ค่าอะไรบ้าง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าส่วนกลาง ค่าเนต ค่าบัตรเครดิต(ปกติเคลียร์หมด ไม่เคยค้าง แต่เพราะเจ้านายต่อเติมบ้าน จำเป็นต้องค้าง จ่ายขั้นต่ำไป เดี๋ยวก็หมด)

สรุป เหลือประมาณ ๔๐๐ เป็นค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ค่าเครื่องบริโภคในบ้าน ถ้ามีรายจ่ายก้อนใหญ่ เช่น ค่าอาหารเสริม ที่จำเป็นต้องซื้อ ค่าใช้จ่ายเฉพาะวันหยุด อันนี้ เขาจ่ายเอง วลัยพรให้เขาทำแบบนี้เอง

ถามเขาว่า เงินที่หักไป ช่วยได้มากไหม แล้วค่ากระเบื้องที่จ่ายไปฆมี่นหกพันกว่า) เป็นหนี้ไหม

เขาบอกว่า ถ้าไม่ได้ช่องทางที่วลัยพรช่วย คงลำบากหน่อย ต้องกระเหม็ดกระแหม่ในการดำเนินชีวิต นอกบ้าน(ทำงาน)

เราบอกว่า เราน่ะ ไม่เป็นไรหรอก หากไม่มีค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ความต้องการใช้เงินจับจ่าย ซื้อของส่วนตัวไม่มี เงินจึงไม่จำเป็นสำหรับเรา เพราะ วันหยุด เขาจ่ายเป็นค่าอาหารในบ้านอยู่แล้ว ถึงเราไม่มี ก็ไม่เป็นไร

ส่วนเงิน ถ้าไม่พอใช้ เจ้านายบอกว่า บอกได้นะ

นำเงินเข้าไปเก็บในตู้ เปิดดูกระเป๋าเงิน เห็นเงินเหลือเยอะ นำออกมาให้เจ้านายอีก ๓ พัน ตัวเองเก็บไว้แค่ ๕ พัน ที่ให้มา

เจ้านายถามว่า ทำไมเงินเหลือ

เราบอกว่า ระยะหลัง รู้จักใช้เงินในการจับจ่ายมากขึ้น อีกทั้งตอนไปแพร่ เจ้านายจ่ายเอง เราจึงมีเงินเหลือเก็บ เลยคืนให้เขาหมด

ตอนที่นอนอยู่ เราแกล้งพูดว่า เออ เมื่อกี้ขาดสตินะ ให้ไปได้ยังไงก็ไม่รู้ ตั้ง ๓ พัน

เจ้านายบอกว่า เหรอๆๆๆๆ ดีนะ พอใจๆๆๆๆ

คือ เขาจะรู้ว่า อันไหนเราพูดจริง หรือพูดเล่น

หากพูดจริง มักจะเน้นว่า นี่พูดจริงนะ

ถ้าพูดเล่น จะพูดกันแบบนี้แหละ คือ ล้อกัน แต่ไม่จริง

อธิบาย

เจ้านายอธิบายให้ฟังว่า ผ่านเดือนกค.ไป คงจะคลี่คลายลง ตอนนี้ที่เก็บเงิน ไม่ใช่แค่เรื่องต่อเติมบ้านให้ยาย อย่างเดียว

แต่รวมกับหนี้ ที่จะต้องจ่ายในเดือน กค. ประมาณ ๒ หมื่น เป็นค่าเงินกู้ ที่เคยกู้รัฐบาลไว้ สมัยที่เรียนปริญญาตรี ยังใช้ไม่หมด ทะยอยใช้อยู่

เราบอกว่า หากแม้นใช้หนี้ตรงนี้แล้ว ให้คงค่าใช้จ่ายภายในบ้านไว้แบบเดิม ไม่ต้องให้เพิ่ม แล้วเก็บเงินตรงนี้ ไปต่อเติมบ้าน ที่ยังต้องมีทำอีก

เพื่อยายของเจ้านาย จะได้อยู่สบาย แกแก่แล้ว เป็นบั้นปลายชีวิตของแกแล้ว ให้แกอยู่อย่างสบาย

เวลาใครมาดูบ้าน แกจะได้ยิ้มอย่างภูมิใจ บ้านยายหากทำเสร็จทั้งหมดแล้ว สวยจริงๆ ใครๆที่เคยมาพูดโอ้อวดให้แกเป็นทุกข์ จะได้เลิกคุยโอ้อวดกันไปเลย หรือเวลามาโม้ให้แกฟัง แกจะได้นั่งยิ้มได้อย่างสบายใจ ก็คนที่มาโม้น่ะ ไม่ได้มีอะไรเหนือกว่าแกเลย บ้านคนโม้ก็เสาปูน ผิดกับบ้านยาย

บ้านยาย ไม้สักทั้งหลัง เสาก็ไม้สักต้นใหญ่ แต่ไม่งดงาม เพราะ ถูกสีที่ทาไว้หลอกตา บ้านยายจึงเหมือนบ้านเก่าๆ

พอเริ่มต่อเติมบ้าน เสาไม้สัก ถูกขัดเงา ยิ่งทาสีกันชื้น กันเชื้อราลงไป สีไม้สัก จะเป็นสีน้ำตาลเข้ม บ่งบอกอายุของไม้สักว่า มีอายุมากแค่ไหน

สวยจริงๆ เสาทั้งสูง ต้นใหญ่ๆ(บ้านสองชั้น ใช้เสาต้นเดียวกัน) ตั้งกี่ต้น เกือบ ๒๑ ต้น

(ที่ไหนๆ ก็ชอบคุย ขี้โม้ โอ้อวดกัน ทั้งๆที่ ความเป็นอยู่ ย่ำแย่กว่ายายอีก ยายน่ะ ผ้าขี้ริ้วห่อทอง แต่น้อยคนที่จะรู้ เพราะ ยายไม่เก็บเงินไว้กับตัว แต่ฝากกับหลานคนรวยแทน อยากได้เมื่อไหร่ เบิกได้เลย ยิ่งกว่าเอทีเอ็ม เงินนี้ ก็เงินที่เจ้านายส่งให้ยายทุกเดือนน่ะแหละ แต่โอนผ่านชื่อ หลานยายคนนี้)

แหม บางคนที่มาโม้กับยาย มีรถขับ แต่บ้านก็งั้นๆ ผิดกับบ้านยาย ไม่ต้องมีรถขับ แต่บ้านงามหรู ไม่ใช่งามแบบธรรมดานะ

คุยกับเจ้านายว่า ไม้กระดานเก่าๆ ที่เป็นไม้สักของยายมีเยอะ ยายบอกว่า มีคนมาขอซื้อ ยายไม่ขาย

เราบอกกกับเจ้านายว่า เอาไว้ ใช้ไม้กระดานเก่า ที่มีอยู่ นำไปเกลาให้ใหม่หมดเลย แล้วนำไปตีเป็นฝ้าทั้งบ้าน ซึ่งเจ้านายเห็นด้วย

และบอกว่า นำไปทำที่ ยายนำเสาไม้สัก(ของเก่า ที่ผุ โดนปลวกกิน แล้วยายจ้างเขาขุดออก ตอนยกเสาขึ้นใหม่ ทั้งหมด เสาไหนผุมาก ขุดออก แล้วใช้เสาปูนใส่แทน) ไปแปรรูป เป็นไม้กระดาน เตรียมไว้ต่อเติมบ้าน ไม่ต้องไปทำไกล ทำที่เดียวกับ ที่ยายนำไม้สักที่มีอยู่ ไปทำน่ะแหละ

ตอนนี้ปรับปรุงชั้นล่างให้เสร็จก่อน แล้วค่อยปรับปรุงบ้านชั้นบน ทีหลัง จึงจำเป็นต้องช่วยกันเก็บเงิน เพราะเหตุนี้แหละ

ยอม กับ ลองดู

บางครั้ง ไม่วิ่งไปหามัน(เหตุที่มีอยู่) มันก็วิ่งมาหาเรา

ก็เรื่องของมัน เราแค่รู้ว่า มี

บางครั้ง มันวิ่งมาหาเรา(เหตุที่มีอยู่) เราก็ยอมชนกับมัน

ที่บางครั้งต้องทำแบบนั้น วัดดวงกันไปเลย หากยังมีอีก เลิกชนกับมัน

ที่เคยเจอมาในครั้งนี้ มี ๒ เรื่อง

เรื่องแรก การนึ่งข้าวเหนียว วลัยพรถนัดใช้หวด ไม่ถนัดใช้หม้อนึ่ง

แบบหวด ใส่ข้าวเหนียวลงไปนึ่งได้เลย เวลาข้าวได้ที่ จะพลิกนิดเดียว(ยกหวดกระดกข้าว) ข้าวจะหลุดออกจากหวดแบบง่ายดาย

นึ่งข้าวแบบหม้อ ต้องใส่ถุงนึ่ง การดูข้าสุก ต้องอาศัยคำชำนาญ ที่เคยทำประจำ

วลัยพรเคยลองแบบใช้หม้อนึ่งมาหลายครั้ง ผลคือ ข้าวไม่สุกทั่ว ไม่ก็ ข้าวด้านล่างไหม้ คือ ไม่ถนัดจริงๆ

อีกทั้งการใช้เวลาระหว่างนึ่งข้าวด้วยหวด กับ นึ่งข้าวด้วยหม้อ ใช้เวลาต่างกันมาก

นึ่งข้าวด้วยหวด ใช้เวลาไม่ถึง ครึ่งชม.

นึ่งข้าวด้วยหม้อ ใช้เวลาเป็นชม. แถมต้องคอยเปิดดูว่า ข้าวข้างบนสุกหรือยัง และถ้ามีข้าวเก่าเหลือ จะนำไปผสมกับข้าวใหม่ นึ่งรวมกันก็ไม่ได้ ต้องแยกออก ถุงใคร ถุงมัน

ส่วนหวด ใส่ข้าวเก่า วางบนข้าวใหม่ นึ่งพร้อมกันได้เลย เวลาสุก นำข้าวมาคลุกๆ ผสมรวมกัน
ที่เจอในครั้งนี้ เจอคนที่ถนัดใช้หม้อนึ่ง มาบอกกับวลัยพรว่า น่าจะใช้หม้อนึ่ง(ครั้งที่ ๑)

วลัยพรบอกไปว่า ไม่ถนัด เดี๋ยวเสียข้าวอีก

เจอซ้ำอีกครั้ง จากอีกคน รับคำสั่งของคนเดิมมา มาบอกกับวลัยพร ด้วยคำพูดเดิม

วลัยพรตอบกลับไปว่า จะวิธีไหน ข้าวสุกแล้ว กินได้เหมือนกันหมด หากกินข้าว ที่นึ่งด้วยหวดไม่ได้ อยากกินข้าวด้วยวิธีนั้น(นึ่งด้วยหม้อ) ก็ทำกินกันเองละกัน (วลัยพรแค่ทำหน้าที่ ที่ต้องทำ ถนัดแบบไหน ทำแบบนั้น กินได้ก็กิน กินไม่ได้ ก็ทำกันเอง)

กลับออกมาจากครัว หายไปหมด ทั้งคนที่เคยพูด และสั่งคนอื่นมาพูด และทั้งคนที่รับคำสั่งมาพูด

ถึงเวลากินข้าว ก็เห็นกินกันได้ปกติ ไม่มีใครพูดเรื่องการนึ่งข้าวด้วยหม้ออีก
ซักผ้า

ที่นั่น ร้อนตับแล่บ น่าจะพอๆกับกรุงเทพ เมื่อวานไปข้างนอกมา เจอแดด แสบผิวมาก เหมือนแดดที่แพร่
ตอนนี้ที่นั่น ต่อเติมบ้านใหม่ คนทำถุงเท้า ย้ายยอกไปหมดแล้ว(รง.เสร็จ) จึงไม่มีม้วนผ้ามาวางกองข้างบน(ขนไปหมด) ข้างบนจึงมีที่ว่าง

จึงใช้ประโยชน์ในการตากผ้า นำวัสดุมาผูกกับขื่อ สำหรับตากผ้า ใช้งานดีด้วย ไม่ต้องตากแดด ผ้าสีไม่ซีดด้วย เราเองก็ไม่ต้องร้อน และแสบตามแขน ตามหน้า(คราวก่อน ได้ฝ้าและตัวดำ เป็นของแถมกลับมา)

ผ้าในบ้านทั้งหมด ที่ต้องซัก จะซักกลางคืน ช่วงอาบน้ำ ซักเสร็จ นำมาแขวนด้านนอก

เช้ามา ไม่มีน้ำหยด นำผ้าไปตากบนบ้าน ไม่ต้องทนกับแสงแดด ที่แสบสันต์

ทีนี้ มีบางคน ต้องการให้นำผ้าไปตากกลางสวน ทำที่ตากผ้าไว้ให้เรียบร้อย

เราบอกว่า จะตากตรงไหน ผ้าก็แห้งเหมือนกัน ตากบนบ้าน เวลาตาก ไม่ต้องสู้กับแสงแดด ผ้าแห้ง ไม่ต้องวิ่งเก็บ (สู้กับแดดอีก ที่นี่กว่าแสงแดด จะอ่อนลง โน่น ๖ โมงเย็น ไหนจะต้องรดน้ำต้นไม้อีก งานไม่จบ)

ไม่จบ ไม่สนเหมือนกัน

ทีนี้ อีกฝ่ายไม่ยอมจบ ตอนเช้า เห็นเรานำผ้าขึ้นไปตาก(ซักกลางคืน) ไม่ซักได้ยังไง กางเกงยีนส์ มีใส่ ๓ ตัว เสื้อนอน กับ กางเกงใส่นอน มี ๓ ตัว จึงจำเป็นต้องซัก

ที่นี้ คนที่เห็น คงคิดว่า เราซักแต่ผ้าของตัวเอง ไม่ซักผ้าอื่นๆด้วย จัดแจงเอากระมังออกมา นำผ้ามาแช่

เราบอกว่า แช่ทำไม ผ้าที่ใส่มีเยอะแยะ ที่เราซัก เพราะ ไม่มีกางเกงใส่แล้ว ตัวหนึ่งใส่สลับกัน ตัวละ ๒ วัน (ที่ซักไม่ได้ เพราะ ฝุ่นจากการทำบ้าน เยอะมาก ทั้งฝุ่นปูน และ ฝุ่นไม้

และ ไม่ทันคิดถึงการตากผ้าบนบ้านด้วย พอคิดขึ้นได้ จึงตากผ้าบนบ้าน กว่าจะคิดได้ ต้องไม่มีผ้าใส่ ทีนี้ คนที่เห็น เขาก็เลยคิดว่า เราซักเฉพาะของเรา ไม่ซักผ้าอื่นๆให้ด้วย)

เขาจัดแจง เอาน้ำใส่กระมัง นำผ้าลงไปแช่ ไม่กี่ตัว แปบบเดียว ขนมาแช่เพิ่มอีก เราก็มอง ไม่พูดต่อ(หลังจากที่พูดไปแล้ว)

เขาทำท่าจะซักผ้า มีคนเดินเข้ามา พร้อมกับบอกว่า ดูสิจะซักผ้าแล้ว

เราบอกว่า อยากซักก็ซักไป อยากทำอะไร ก็ทำไป(คือ ปกติ ถ้าวลัยพร เห็นแบบนี้ จะบอกว่า อยาทำ เดี๋ยวทำเอง แต่นี่ เขาอยากทำตามใจเขา และจะให้ไปตากผ้ากลางสวนด้วย เราปล่อยเลย ให้เรียนรู้กันเองว่า แสงแดด แสบสันต์ ขนาดไหน)

คนนั้นฟังแล้ว เข้าไปห้ามคนซัก หายไปทั้งคู่

ช่วงบ่าย มีเวลาว่าง ไปนั่งหลังห้องเตาถ่าน ด้านหลังลมจะเย็น จิตเป็นสมาธิอย่างง่ายดาย

นั่งไปสักพัก มีเสียงซักผ้า ถ้าเป็นเมื่อก่อน คงลุกไปห้าม
ตอนนี้ไม่ ปล่อยเลย ให้เรียนรู้กันเอง

เสียงซักผ้าเงียบหายไป นั่งไปสักพัก เดินออกมา ข้างนอก แดดแรงมาก ตรงที่กระมังแช่ผ้า แสงแดดส่อง สวนไม่ต้องพูดถึง

วันต่อมา ไม่มีการนำผ้ามาแช่ และซักเองอีก หายไปเลย คงรู้แล้วมังว่า แสงแดด เวลาโดนตัว แสบขนาดไหน ดีนะที่เขาไม่เป็นลม ไม่งั้น ไม่พ้นเราอีกแหละ
ก่อนกลับ ซักผ้าตอนเช้า เคลียร์ผ้าที่ใช้ทั้งหมด กลัวผ้าแห้งไม่ทัน(ข้างบน) ต้องตากผ้าด้านนอก และ ในสวน

แสงแแดดที่โดนตัว เป็นอย่างที่คิดไว้ ร้อนมาก แสบทั้งแขนและหน้า(ส่วนที่โดนแดด) แค่วันเดียว ยอม ไม่งั้น ผ้าแห้งไม่ทัน ไหนจะเก็บผ้าอีก พับผ้าเข้าถุง(เก็บ)อีก

ที่นั่น ไม่มีตู้ใส่เสื้อผ้า จะใช้ถุงพลาสติกใส่ผ้า(เวลาไม่อยู่) กันหนูด้วย ที่นั่นหนูเยอะมาก ยกใส่วางไว้ในตู้ ที่ไม่มีกระจกอีกที วางกับพื้นไม่ได้ กลัวหนูแทะ เจอถุงผ้าที่หนูแทะ ทำให้ระวังมากขึ้น
บางอย่าง เลิกชน

บางอย่างก็เลิกชน เพราะ เห็นแล้วว่า เกิดจาก พฤติกรรม ความเคยชินกับการทำแบบนั้น คือ พูดแล้ว รับปากกับเราแล้ว พอเผลอ ก็ทำอีก

เล่าเรื่องทั้งหมดให้เจ้านายฟัง เจ้านายถามว่า แล้วบอกไปหรือยัง เราบอกว่า บอกแล้ว แต่ก็ยังทำอีก เลยปล่อย เพราะ คงทำด้วยความเคยชิน(เจ้านายหัวเราะ ดีนะที่เขาเข้าใจในสิ่งที่เราพูด)

คือ ชอบนำผ้าที่ใส่แล้ว ไปแขวนรวม ไม่ก็ไปสุมรวม(นำไปพาดรวม) กับผ้าที่ซักแล้ว

ที่รู้ เพราะ เราจะมองผ้าที่อีกฝ่ายใส่ ใส่สีไหน จะจำไว้ บางครั้งจำไม่ได้ แต่คุ้นๆตา จับผ้ามาดม จะมีกลิ่นของผ้าที่ใส่แล้ว จึงนำมาซัก

ผ้าที่ใส่แล้ว วางตระกร้าไว้ให้ และบอกว่า ใส่แล้ว ใส่ในนี้ อย่าวางไปทั่ว หาไม่เจอ

สุดท้าย ลงอีหรอบเดิม เมื่อเห็นแล้วว่า เกิดจากความเคยชินของอีกฝ่าย จึงไม่พูดอะไรอีก มีผ้าในตระกร้าแค่ไหน ซักแค่นั้น เลิกดมผ้าที่แขวนรวมกันไว้ หรือเจอผ้าที่พาดไว้ที่อื่นๆ ก็จะไม่ถาม ยกเว้นอีกฝ่ายบอกให้ซัก

บางทีเขาก็ไม่บอก แต่เล่นนำผ้ามาแช่ให้เห็น ถ้าเป็นกลางวัน ก็เมินซะเถอะ ที่วลัยพรจะซัก จะซักเฉพาะช่วงอาบน้ำกลางคืนเท่านั้น เข็ดดกับแดดจริงๆ

หรือถ้ามาทำท่าซักให้เห็น จะปล่อยเลย อยากทำอะไร ก็ทำไป ถ้าไม่สบายมา ก็ไม่พ้นเรา แต่ไม่เป็นไร หากอีกฝ่ายเจอทุกข์มากๆ คงเลิกทำไปเอง หากไม่เลิก ก็เรื่องของเขา
หุหุ นี่แหละชีวิต แม่ผัวกับลูกสะใภ้ เป็นความปกติที่เกิดขึ้นในชีวิต เหมือนกับเรื่องอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต
มีนะ คราวก่อน หลงสร้างเหตุ แอดคนโดยไม่คิดล่วงหน้า ไปรับแอดกับคนแถวนั้น

ทีนี้ ด้วยความไม่รู้ของอีกฝ่าย มาคอยส่องว่าเขียนอะไรบ้าง แล้วนำไปเล่าให้อีกคนฟัง ก็เป็นเรื่องน่ะสิ เพราะ คนเหล่านี้ เขาไม่รู้จักคำว่า สภาวะ สิ่งที่เกิดขึ้น หรือ ผัสสะ

สิ่งที่วลัยพรเขียน แค่ระบายออกมา ไม่ได้มีจิต คิดอาฆาต พยาบทจองเวรกับใครๆ แค่เขียนในสิ่งที่ตนมีอยู่ และเป็นอยู่

แต่คนที่ไม่เข้าใจ กลับนำเรื่องราวตรงนี้ ไปสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้น แล้วจะเหลืออะไรล่ะ กับชีวิตของคนพวกนั้น

ทุกข์ สุข สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของพวกเขา โดนสรรเสริญ โดนนินทาว่าร้าย ก็ไม่สามารถรู้ได้ว่า เกิดจากอะไร เหตุเพราะ อวิชชา ที่มีอยู่ ทำให้เกิดการสร้างเหตุออกไป ตามแรงของกิเลส โลภะ โทสะ โมหะ ที่เกิดขึ้น

ทุกข์

๒๘ มีค.๕๗

ทุกข์ของแต่ละคน ที่เกิดขึ้น แตกต่างกันไป ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และที่กำลังจะสร้าง ให้เกิดขึ้นใหม่ ทุกๆ ขณะ ที่เกิดจาก ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ (ผัสะ)

แปลก แต่ จริง

เห็นความแตกต่างของสภาวะหนึ่ง คือ เห็นทุกข์ ที่ตัวเอง กำลังเป็นอยู่

ถึงเวลาเช้า ต้องตื่นขึ้นมาทำกิจวัตร ประจำวัน ก็ทุกข์นะ ใจคิดว่า เช้าอีกแล้วเหรอ

ถึงเวลากินข้าว จะมีอาการปวดท้องเตือน เพราะ ไม่อยากกินข้าว ก็ทุกข์นะ
ใจก็คิด ถึงเวลา ที่จะต้องกินข้าว อีกแล้วเหรอ

ถึงเวลา ต้องขับถ่าย ก็ทุกข์นะ
ใจก็คิด กินแล้วก็ถ่าย ระบบของร่างกาย มีแค่นี้เอง

ถึงเวลานอน ก็ทุกข์นะ
ใจก็คิด ต้องนอน อีกแล้วเหรอ

ชีวิต น่าเบื่อชะมัด เดิมๆ ซ้ำๆ

มีบางสิ่ง ที่ไม่ทำให้ทุกข์ มีแต่ทำแล้ว สงบ

เวลาทำงานบ้าน หรือ ทำกิจอื่นๆ เช่น ยืนเย็บผ้า หรือ การทำความเพียร ในอริยาบทต่างๆ

ไม่เคยมีความคิดว่า ถึงเวลาที่ต้องทำ อีกแล้วเหรอ คือ ไม่มีจริงๆ

เวลาทำงาน จิตจะสงบ รู้อยู่กับงานที่ทำ
บางวัน ไม่อยากไปตลาด เพราะ ใจสงบมาก ไม่อยากไปไหน แต่ต้องออกไป

เพราะ หน้าที่ ที่ต้องดูแล อาหาร การกิน ของคนในครอบครัวนั้น ยังมีอยู่ อะไรที่จำเป็น จึงจะออก ถ้าไม่เร่งด่วน รอได้ จะไม่ออก

การสนทนา

บางครั้ง น้องๆติดขัด เรื่องการดำเนินชีวิต วลัยพรไม่ค่อยได้คุยด้วย ส่วนมากจะแนะนำไปว่า ไปอ่านในบล็อกที่วลัยพรเขียนไว้เถอะ เรื่องที่ถามมาทั้งหมด มีเขียนไว้หมดแล้ว

คือ คำถามส่วนมาก เรื่องเดิมๆซ้ำๆ ถึงแม้ สิ่งที่แต่ละคน พบเจอนั้น อาจจะเปลี่ยนสภาพไป(สิ่งที่เกิดขึ้น)

แต่ดูให้ดีๆเถอะ ตั้งสติดู อย่าไปโอดครวญ อย่าไปโทษใคร แม้กระทั่งโชคชะตา

คิดทบทวน ดูให้ดีๆ สิ่งที่เกิดขึ้น ถึงจะมีเหตุการร์แตกต่างกันไป แต่ทำไม ความรู้สึกนึกคิด จึงเวียนวน เดิมๆซ้ำๆ เหมือนการย้ำคิด

จริงๆแล้ว เป็นเรื่องของ กิเลส ที่ยังมีอยู่ เรามีหน้าที่ คือ รู้ว่ามี รู้ว่า คิด รู้ว่า รู้สึกอย่างไร รู้ไปตามนั้น อย่าไปใส่คำเรียกต่างๆลงไป

การทำแบบนั้น เท่ากันการทับถมกิเลส ลงไปอีก คือ มีปรุงแต่งอยู่แล้ว ตามอุปทานที่มีอยู่ ยังไม่พอ ยังจะเติมการปรุงแต่งของคำเรียกต่างๆ ลงไปอีก

ก็แค่รู้ไปปกติ รู้ว่ามี รู้แค่นี้ แล้วอย่าไปกล่าวโทษนอกตัว โทษคนนั้น คนนี้ เพราะสิ่งนั้น สิ่งนี้ เท่ากับเป้นการสร้างเหตุทางมโนกรรม ให้เกิดขึ้นใหม่

เมื่อภพมี ชาติ ชรา มรณะ ทุกขโทมนัส โสกะ ปริเทวะ ย่อมมีเกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัย ต้องโทษตัวเอง เหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่ จึงหลงสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้น เดิมๆซ้ำๆ แต่ดูไม่ออก เพราะ ยังหยุดรู้ เฉพาะที่ตัวเอง ยังไม่ได้

ตกงาน

วลัยพรเคยตกงาน ไม่ได้ทำงานหลายปี เหตุจาก ถูกกดราคา จากค่าจ้างวันละ ๕๐๐ บาท/๘ ชม. จะให้วันละ ๓๐๐ บาท/๘ ชม. ก็ยอมตกงาน เพราะรับแล้วไม่คุ้ม ไหนจะค่าเดินทางไกล ไกลจริงๆนะ ถ้าระยะจากปากน้ำ ถึงวัดด่าน ยังพอจะรับได้ นี่เลยไปโน่น นิคมอุตสาหกรรมบางปู บางที่ ไปทางคลองด่าน บางที่ไปบางนา ให้ ๕๐๐ บาท ก็ไม่ไป เพราะ การเดินทาง มีความเสี่ยงสูง รถเยอะ ตอนนั้นตัวเองยังใช้มอไซค์อยู่

เมื่อหางานประจำทำ ยังไม่ได้ ลองค้าขายดู ผลคือ เจ๊งเป็นแสน เพราะ ไม่มีพื้นฐานด้านขายอาหาร ตักไม่เป็น ให้มาก จึงขาดทุน

ถึงแม้มีเหตุการณ์แบบนี้ ทั้งทุกข์ และท้อ แต่ไม่เคยถอยต่อ การทำความเพียร ยิ่งช่วงเจ๊งจากค้าขาย ทำความเพียรแบบ หามรุ่งหามค่ำ ก็ไม่มีทางให้ไปแล้วนี่ รู้แค่ว่า ทำแบบนี้ ชีวิตต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน

ทำทั้งน้ำตา น้ำตานองหน้าทุกวัน น้อยใจกับโชคชะตาของตัวเอง เดินจงกรมพร้อมกับสะอื้นไปด้วย สวดมนต์พร้อมกับร้องไห้ไปด้วย ทุกข์จริงๆ แต่ความทุกข์ ไม่ทำให้ให้ท้อถอยต่อการปฏิบัติ

มีสร้างเหตุด้วย ตอนนั้นยังไม่รู้ ขนาดเอาตัวเองยังไม่รอด มีนะยุ่งเรื่องของชาวบ้าน ใครมาถามเรื่องการปฏิบัติ แนะนำไปทั่ว เรื่องอะไรๆๆ ต่อมิอะไร แนะนำหมด ผลคือ เจอแต่สิ่งที่ทำให้ทุกข์หนักกว่าเก่า

มีเหตุนะ

ผลของการทำความเพียรแบบหนัก คงถึงเวลาที่ มีเหตุให้ หยุดสร้างเหตุนอกตัว ที่ยังหลงทำอยู่

มีคนเมา(สนิทกันนะ) ยืนด่าหน้าบ้าน ด่าเป็นชม. เขาพูดสิ่งที่คิดไว้ในใจทั้งหมด

จากเรื่องตรงนั้น ยังไม่จบ โดนชาวบ้านนินทา แล้วเราไปได้ยิน โดยเขาไม่รู้กัน

ทีนี้ทำไงล่ะ ไม่สนใจแล้ว ไม่มีใครจริงใจสักคน ต่อหน้าพูดยกยอปอปั้นเราสารพัด แท้จริง เป็นเรื่องผลประโยชน์ ที่เราทำให้เขาได้ เลิกคบหมดเลยนะ เจอหน้าไม่มั่วสุม แค่ทักทายนิดหน่อย แล้วกลับเข้าบ้าน มุ่งทำความเพียรอย่างเดียว

ต่อมมา มีคนติดต่องานมาให้ ไม่รู้จักกัน แต่เขาได้เบอร์โทรมาจาก เพื่อนที่เคยทำงานด้วยกัน

ชีวิตดีขึ้น

แรกๆ ไปแทนเขา ค่าจ้างวันละ ๕๐๐ บาท/๘ ชม. ห้องทำงานติดแอร์ สัปปายะถูกจริตตัวเอง สมาธิเกิดง่าย

มีหวาดเสียว

ช่วงนั้น ทำกันเป็นทีม มีหน.ทีม จัดตารางงานให้ ได้มีรายได้ ๓๐๐๐-๔๐๐๐ บาท พอจ่ายค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ (อยู่กับรุ่นน้อง หารคนละครึ่ง พันกว่าบาท) ทำให้เริ่มมีความเป็นอยู่ ที่สบายมากขึ้น(ข้าวซื้อไปกินเอง แกงหน้าบ้าน ถุงละ ๒๐ บาท กินในห้องทำงาน)

ต่อมา บริษัทอีกที่ของหน.ทีม เขาจ้างทีมใหม่ ทีนี้ทีมที่ทำงานในบริษัทนั้น จะมาลงที่เราทำอยู่ เท่ากับมีคนเพิ่มขึ้นอีก ๔ คน แล้วจะได้คนละกี่วันกันล่ะ

ทุกข์มาอีกแล้ว ใจก็คิดว่า ทำยังไงดี รายได้หารออกมาตาจำนวนคนแล้ว ได้ไม่กี่บาท คงต้องหาที่อื่นเพิ่ม

ตอนที่ทำงานอยู่ วลัยพร ทำกรรมฐานที่นั่น ที่ห้องทำงานน่ะแหละ บางวันอยู่ถึงทุ่ม(สภาวะดี) จึงจะกลับก็มี ทำแบบนี้มาตลอด

ที่บริษัทนั้น ระหว่างนั่งสมาธิอยู่ พบเจออะไรมากมาย บางครั้ง มีบางสิ่ง มานั่งขัดสมาธิ ตรงหน้า เราลืมตาขึ้นมา ป๊ะสายตากันทันที

ก็หลับตาลง พร้อมกับบอกว่า อย่ามาแบบนี้ อย่ามาให้เห็น ไม่อยากเห็น แค่รู้ว่ามี ก็พอแล้ว ทำกรรมฐานต่อ แผ่เมตตา กรวดน้ำเสร็จ ลืมตาอีกที หายไปแล้ว

ย้อนกลับไปเรื่องงาน มีเหตุนะ พวกที่จะมาเพิ่ม ต่างได้งานที่อื่นกัน บางคนไปเรียนต่อ

ส่วนคนที่เหลืออยู่ โดนผีหลอก บางคนโดนบีบคอ เห็นหน้าตากันแบบจะๆ ทุกคนกลัว เลยไม่มากันอีก เหลือวลัยพรทำคนเดียว

หลังจากนั้นมา สภาวะการปฏิบัติ และการดำเนินชีวิต มีแต่ความก้าวหน้า ไม่มีถอยหลัง ชีวิตไม่ต้องอยู่ร้อนนอนทุกข์ แบบก่อนๆ

เจอเจ้านาย

ก่อนที่บริษัทจะเกิดปัญหา แล้วมีเหตุให้เลิกจ้าง มีเหตุให้เจอกับเจ้านายก่อน ที่จะมีเรื่องไม่ต่อสัญญาว่าจ้าง

พอมาอยู่กับเจ้านายประมาณ ๑หรือ ๒ ปี(จำไม่ได้ ขี้เกียจย้อนไปหาอ่านในบล็อก) บริษัทขาดทุน เริ่มประหยัดค่าใช้จ่ายทุกทาง เราถูกย้ายห้องทำงาน ให้ไปนั่งรวมกับฝ่ายบุคคล จนกระทั่งเลิกต่อสัญญา

ไม่อยากได้

หนซทีม ชวนไปทำงานแถวอยุทธยา รายได้วันละ ๑๐๐๐ บาท ให้ไปเป็นอาทิตย์ มีที่พักพร้อม อาหารหากินเอง

เราคุยกับเจ้านายว่า ไม่อยากทำงานแล้ว ถึงจะมีรายได้วันละ ๑๐๐๐ บาท ก็ไม่อยากได้ อยากทำความเพียรมากกว่า

เจ้านายบอกว่า ก็ไม่ต้องทำ อยู่ห้องนี่แหละ ทำงานบ้านไป เขารับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆเอง

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนมีเหตุนะ

ช่วงที่ทำงานอยู่ ตอนอยู่กับเจ้าใหม่ๆ ทำให้รู้ชัดสภาวะกิเลสต่างๆ ที่ยังมีอยู่มากขึ้น เหตุจาก เริ่มแรกอยู่ด้วยกัน เจ้านายไม่เคยให้เงิน ค่าใช้จ่ายภายในบ้าน อาหารการกินทั้งหมด วลัยพรเป็นคนจ่าย เริ่มเป็นหนี้บัตรเครดิต เห็นหนี้ แล้วหงุดหงิด ไหนจะงานบ้าน ไหนจะซักผ้า ที่ทำได้เฉพาะวันอาทิตย์(หยุด)

ประทุภายใน ภายนอกเงียบ

ความรู้สึกช่วงนั้น สุดๆ คิดแค่ว่า ต้องอดทน เพราะรู้ดีว่า ถ้าเหตุยังมี ผลย่อมมี ไม่เคยคิดทิ้งเขาไป

เจ้านายเอง มีเหตุให้พบเจอกับเรา และมาอยู่ด้วยกันแบบเฉียดฉิว เส้นยาแดงผ่าแปด

ช่วงนั้น เขาให้ความช่วยเหลือผู้หญิงคนหนึ่ง ที่รู้จักกันทางเนต เคยเจอตัวจริงครั้งเดียว เขาให้ความช่วยเหลือเรื่องเงินมาตลอด(ตอนเจอกันใหม่ๆ ผู้หญิงคนนั้น ยังโสด)

ยังมีต่อ

ย่างเข้าปีที่ ๔(ชีวิตคู่)

๖ มีค.๕๗

ตั้งแต่เมื่อคืน จิตคิดพิจรณา วิตก วิารณ์ เรื่องไปวัด อยากไปวัด ไม่ได้ไปนานแล้ว

สติขุดๆเรื่องที่ยังคิดไม่จบ คิดหาเหตุ หาผลตลอด หากยังปล่อยวาง จากเรื่องที่คิดอยู่ไม่ได้ จิตจะหวนกลับไปคิดเรื่องนั้นอีก เรื่องอยากไปวัดก็เช่นกัน

ตี ๓ ครึ่ง ลุกขึ้นปิดแอร์(จะเปิดแอร์ ๓ ชม.) ตอนเข้าห้องน้ำ จิตคิดพิจรณาตลอด

ชีวิต มีแค่นี้เอง กินแล้ว ต้องถ่าย ตราบใดที่ยังกิน ต้องทำงาน

ถึงเวลาเช้า ก็ต้องลุก ถึงเวลานอน ก็ต้องนอน ชีวิตนี้น่าเบื่อหนอ
การเกิด ล้วนเป็นทุกข์

ภาพต่างๆในอดีต ผุดขึ้นมา เกิดทันที โง่ทันที โง่มาก่อน กว่าจะรู้ ชีวิตอยู่ร้อนนอนทุกข์ แต่ไม่เคยรู้

เช้านี้ ระหว่างทำงานบ้าน คิดพิจรณาตลอด อยากไปวัดหนอ ไปเช้า เย็นต่อที่วัดเทพลีลา สวดมนต์ ทำวัตรเย็น แล้วกลับ(ไม่ปฏิบัติร่วม)

จะได้กลับมานึ่งข้าวให้เจ้านายทัน ไม่เบียดเบียนครอบครัว

คิดคำนวณค่าใช้จ่าย ทั้งเดินทางกับกิน น่าจะประมาณ ไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ บาท อยู่บ้าน ยังใช้ไม่ถึงเลย บางวัน ไม่ได้ใช้สักบาท

คิดเปรียบเทียบ แต่ก็มีตัวแย้งขึ้นมาว่า ก็แค่ไปเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง ไปทุกวันซะเมื่อไหร่

พอดีแช่ผ้าไว้แต่เช้า ถึงผ้าไม่มาก แต่ก็ทำให้เวลาเนิ่นนานออกไป ทำให้คิดว่า วันนี้ ทำที่บ้านแหละ วันไหนไปวัด อย่าซักผ้า ไปแต่เช้าเลย

สรุป อยากไปวัดอยู่ แต่ไม่ได้ไป

สภาวะ ณ ตอนนี้ ไม่ว่าจะหยิบจะจับอะไร มีสภาวะจิตคิดพิจรณาตลอด สลับกับ ความเงียบ สงบ เป็นระยะๆ มีสมาธิ เกิดขึ้นเนืองๆ

ก่อนจิตเป็นสมาธิ จะรู้สึกวูบ และก็วาบ สว่าง ทุกครั้ง แม้กระทั่งเวลานอน หรือรู้สึกตัวระหว่างนอนอยู่ มีฝันบ้าง แต่ไม่สนใจ บางครั้งจำไม่ได้ แค่รู้ว่า ฝัน
ความรู้ชัดในทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และวิธีกระทำ เพื่อดับเหตุแห่งทุกข์
ทำให้ทุกข์ น้อยลง

 

ปรับสภาวะ

นานแล้วสินะ ที่ไม่เคยเขียนเกี่ยวกับการทำความเพียรในรูปแบบ ที่เคยทำ

ที่ไม่ได้เขียนเพราะ ช่วงหลัง หนักไปทาง ทำสมาธิเวลานอน
และ ทำความรู้สึกตัว ขณะทำงานแทน มีสมาธิเกิดเนืองๆ ไม่จำเป็นต้องนั่ง

จิตมีคิดพิจรณา ทบทวนเนืองๆ เกี่ยวกับสภาวะที่ผ่านๆมา รูปแบบของการทำความเพียร ที่ถูกกับจริตของตัวเอง

กลับมาเริ่มต้นใหม่ ทำแบบที่เคยทำ สมัยที่เคยทำงาน ทำให้ห้องทำงานและที่บ้าน

ที่ห้องทำงาน ไม่ว่าจะทำอะไร จะอยู่ในอิริยาบท เดินกับยืน เป็นหลัก กี่ชม. ก็ชั่ง หลังจากนั้น ต่อด้วยนั่ง

ตอนนี้ กลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ในรูปแบบที่เคยทำ แล้วสภาวะ เป็นไปด้วยดี
ดำเนินไปพร้อมๆกับ พยายามไม่สร้างเหตุนอกตัวกับใครๆ ไม่ว่าจะโลกของความจริง และ ทางเน็ต
กลับมาทำความเพียร มากกว่า ไปยุ่งทางเน็ตมากขึ้น

ยังมีความสนใจในการแสดงความเห็นเกี่ยวกับ สภาวะทั้งบัญญัติและปรมัตถ์ ของผู้อื่นอยู่
แต่ไม่เข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยแบบก่อนๆ

เพราะเห็นแล้วว่า สุดท้ายก็งั้นๆ เหตุใคร ก็เหตุมัน จึงกลับมารู้อยู่ที่กายใจ มากขึ้น

ตั้งแต่เช้า ตอนนี้ ๐๙. ๓๐ น. ทำงานบ้าน เพิ่งเสร็จงาน อาบน้ำ เพื่อให้กายสบาย ต่อด้วยนั่ง

ปิดมือถือ กันวิบากที่ตนเองมีอยู่ และ กับผู้ที่มีเหตุปัจจัยร่วม จะได้ไม่ต้องมาสร้างเหตุให้เกิดขึ้นใหม่ ต่อกันอีก

ยืนก่อนนั่ง มีสมาธิเกิด ขณะที่กำลังยืน แล้วนั่งลง

ระหว่างนั่ง รู้สึกเพ่งตรงกลางหน้าผาก ช่วงนี้สภาวะจะเป็นแบบนี้ แค่รู้ว่า เป็นอยู่ ไม่คิดเข้าไปข้องเกี่ยวสภาวะ

ไม่มีความชอบใจ ไม่ชอบใจกับอาการเพ่ง ที่เป็นอยู่ เพราะรู้ดีว่า สภาวะที่เกิดขึ้นทั้งหมด คือ การเรียนรู้ ไม่ต้องไปทำอะไร

ระหว่างนั่ง ความคิดเกิดตลอด คิดๆๆๆๆๆ จนรำคาญ มีหงุดหงิด แต่ไม่มีความอยากให้ความคิดหายไป

นี่คือ ประโยชน์ของความรู้ชัดในสภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้น รู้ว่า เป็นความปกติ ของกิเลส ที่มีอยู่

แค่รู้ว่า มี ไม่ต้องอยากให้หาย หรือ คิดทำเพื่อให้หาย ไม่ต้องไปคิดจัดการอะไรทั้งสิ้น

หากมีคิดจัดการ หรือ พยายามทำให้ หรือ อยากให้ สภาวะที่่เป็นอยู่ หายไป
นั่นคือ การปฏิเสธสภาวะ การไม่ยอมรับสภาวะ ที่ตนเอง มีอยู่ และเป็นอยู่
เมื่อรู้ชัดในสภาวะต่างๆแล้ว จึงไม่ทำให้ทุกข์ แค่หงุดหงิดกับรำคาญ
รู้ดีว่า เดี๋ยวความรู้สึกเหล่านี้ ก็หายไปเอง จึงไม่ต้องคิดทำ หรือ คิดจัดการอะไร

สภาวะนี้ เคยเป็นมาก่อน ช่วงที่สมาธิหายเกลี้ยงจนหมดสิ้น ไม่มีเหลือสักนิดเดียว

นั่งแค่ ๕ นาที จะเป็นจะตายเสียให้ได้ เหตุจาก มีแต่นิวรณ์ ความฟุ้งซ่าน มีแต่คิดๆๆๆๆๆๆ แบบนี้แหละ
เมื่อมาเจอกับสภาวะนี้อีก จึงไม่ทำให้เกิดทุกข์ อย่างที่บอกไป แค่ทำให้หงุดหงิด และรำคาญ
แค่รู้ว่า มีสภาวะอะไรเกิดขึ้น ไม่ต้องคิดทำอะไร เดี๋ยวความรู้สึก ก็หายไปเอง ไม่ต้องไปกำหนดอะไร

นั่งสักพัก คิดว่า พอละ ตั้งจิต แผ่เมตตา กรวดน้ำ

ระหว่างที่แผ่เมตตา กล่าวคำขออโหสิกรรม และ ให้การอโหสิกรรม ต่อด้วย กรวดน้ำ

ช่วงนั้น มีสมาธิเกิด รู้สึกเย็นทั้งท้อง ตาในสว่างปกติ
เป็นความปกติ ที่เกิดขึ้นทุกครั้ง ที่แผ่เมตตา กรวดน้ำ

ลืมตามองนาฬิกา นั่งไป ครึ่งชม.

 

๗ มีค. ๕๗

เช้านี้ หลังจาก เจ้านายไปทำงานแล้ว เดินไป เดินมา มองไปรอบๆห้อง ไม่ได้ซักผ้า เริ่มย้ายตู้ เปลี่ยนโต๊ะกินข้าวใหม่ ตัวเก่าเยิน เอาไปแทนตัวที่ตั้งลำโพงอยู่ แล้วเอาตัวที่ใช้รองลำพองอยู่มาเป้นโต๊ะกินข้าวแทน

จริงๆแล้ว ไม่น่าเรียกโต๊ะกินข้าวหรอก ขนาดเท่าโต๊ะเขียนหนังสือ แต่เอามาทำเป็นโต๊ะกินข้าว จัดห้องทั้งวัน ง่วงมาก ก้ยังทำงานตลอด ไม่ได้พัก กินข้าวไปด้วย เดินทำงานไปด้วย กว่าจะเสร็จ เกือบ ๖ โมงเย็น ง่วงมากกกก แต่ไม่ได้นอน เก็บกวาดห้องต่อ แล้วล้างชามต่อ

ถ้วยชามเยอะมาก เมื่อวาน ทำสุกี้กับปิ้งย่าง กินกับเจ้านาย เพิ่งถอยมาใหม่ มีหม้อสุกี้ ที่นึ่งติ่มซำ(ทำด้วยไม้) มีฐานวางในกระทะ(เทปล่อน) กินเสร็จ เอาถาดรองน้ำมันออกมา เห็นแล้ว สยองงง น้ำมันในเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะเนื้อปลาแซลม่อน น้ำมันเยอะขนาดนั้นเชียว

เจ้านายกลับมาถึงห้อง มองรอบห้อง บอกว่า ถูกใจมาก ห้องดูกว้างขึ้น

เราบอกว่า เมื่อเช้านี้ ก็ไม่รู้คิดยังไง มองรอบห้อง มือไปเอง ลองย้ายตู้ดู เข้าที่พอดี ห้องเลยดูกว้างขึ้น โล่งขึ้น ย่างเข้าปีที่ ๔ แล้วเนอะ

เจ้านายบอกว่า ดีเลย ไม่ต้องเสียเงิน ซื้อโต๊ะกินข้าวใหม่

 

ยังมีอีกหลายอย่าง ที่ต้องจัดการ(ในห้อง) ก็แล้วแต่นะ บทจะจัดห้องใหม่ ก็จัดทันที ไม่มีการวางแผน หรือ คิดล่วงหน้า นึกจะทำ ก็ทำเลย

รู้สึกปวดเข่าซ้าย คงเกิดจาก เดินทั้งวัน แทบจะไม่ได้นั่งเลย

 

ชีวิตคู่

สำหรับทุกๆคน ไม่ใช่กับน้องคนนี้ คนเดียว สำหรับวลัยพร ผ่านมาแล้ว กลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ มีแต่ทำตามเหตุปัจจัย ซึ่งเป็นเส้นทางของการดับเหตุของการเกิดเหมือนกัน แตกต่างตรงสถานะการใช้ชีวิต เท่านั้นเอง

ถ้ากลับไปเส้นทางเดิมได้ คงไปอาศัยปฏิบัติอยู่ที่ ศูนย์ปฏิบัติธรรม ธรรมโมลี จนกว่าชีวิตจะหาไม่ ที่นั่นไม่เสียค่าใช้จ่ายใด แล้วแต่จะทำบุญ ตามกำลังของตนเอง หากไม่มีกำลังในการใช้ทรัพย์ จงใช้แรงกาย แรงใจ ที่มีอยู่ ในการตั้งใจทำความเพียรต่อ ทำจริง ได้ของจริง ทำลุ่มๆดอนๆ ชีวิตก็ลุ่มๆดอนๆ ตามเหตุที่ทำ

สำหรับน้องๆ

ต้นเอ๊ย อย่าไปเอาทางโลกเลย ทางโลกมีแต่เหตุของการเกิด มากกว่าดับเหตุของการเกิด เกิดจากอวิชชาตัวเดียวนี่แหละ ที่ทำให้หลง หลงรูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์

เรื่องเจ้านายกับพี่ ชีวิตคู่ของเราสองคน ไม่ใช่เหมือนคู่อื่นๆ เป็นการใช้ชีวิตคู่แบบ อพรัมจริยา คือ อยู่ด้วยกัน ไม่ใช่เพราะ กามราคะ อยู่ด้วยกันเพราะเหตุ ต่างคนต่างเกื้อหนุนกัน

เจ้านายพี่เกื้อหนุนพี่ ในเรื่อง การดำเนินชีวิต ให้ที่อยู่ ที่กิน พี่เกื้อหนุนเจ้านาย ในเรื่อง การดำเนินชีวิตและการปฏิบัติ ต่างคนต่างทำความเพียรตามสัปปายะของตน ไม่มีการตระเวณทำบุญ แต่จะทำบุญ เวลาไปปฏิบัติ เลี้ยงน้ำปานะ ทั้งพระและผู้ปฏิบัติ ตามกำลังของตน ไม่ฟุ้งเฟื้อ งมงายเรื่องการทำบุญ

ชีวิตพี่ ผ่านสิ่งเหล่านั้นมาหมดแล้ว งมงายเรื่องการทำบุญ ทำเพราะ กลัวอด อยากร่ำรวย อยากมีปัญญา ทำเพราะ ความอยากนำหน้า มีเสียเงิน ปัญญาไม่เกิด

ผิดกับการทำความเพียร ไม่ต้องทัวร์บุญ ไม่ต้องเทียวไปเทียวมา ตามสถานที่ต่างๆ ไม่ต้องไปเข้าพิธีกรรม คือ ตัดขาดจากความวมงายแบบสิ้นเชิง

การปฏิบัติ ไม่ต้องเสียเงินสักบาทเดียว ใช้แรงกาย แรงใจที่มีอยู่ ชีวิตจึงอยู่อย่างสุขสบาย ไม่เป็นหนี้ ที่เกิดจากการจับจ่ายนอกตัว ใช้เงินเกินตัว ไม่มีแบบนั้น

บุญกุศล ที่เกิดจากการทำความเพียร แผ่ให้ได้หมดทุกคน(ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของคนนั้นที่มีกับพี่ และเหตุที่เขาทำด้วย) ชีวิตแม่พี่ น้องพี่ คนที่พี่รู้จัก ต่างมีชีวิตที่ดีขึ้น(เข้าสู่เส้นทางดับเหตุของการเกิด)

แม้เขาเหล่านั้น เจอทุกข์ ก็รับมือกับทุกข์ที่เกิดขึ้น ได้มากขึ้น โทษนอกตัวกันน้อยลง กลับมาแก้ที่ตัวเองมากขึ้น

ต้นล่ะ จะเป็นหนึ่งในคนเหล่านั้นหรือเปล่า มุ่งดับเหตุของการเกิด หรือ ยังคิดสร้างเหตุของการเวียนว่ายตายเกิด ในวัฏฏสงสาร

เลือกเอานะต้น โอกาสวางอยู่ตรงหน้าแล้ว ที่นี้อยู่ที่ว่า ต้นคิดจะไปทางไหน

หากยังไม่พร้อมที่จะบวช ใช้ชีวิตฆราวาสไปก่อน ดูแลพ่อแม่ให้มากๆ อย่ามัวหลงตระเวณบุญ อย่าไปหลงเข้าพิธีกรรม มีแต่เหตุของความงมงาย ที่มีแต่ความครอบงำ มีแต่เหตุของการเกิดความทะยานอยาก

ตั้งใจทำความเพียร ขอให้ทำให้จริงเถอะ ถ้าตั้งใจทำจริง ย่อมได้ของจริง เงินสักบาทก็ไม่เสีย เอาเงินนั้น ไปเลี้ยงพ่อแม่ ยังได้บุญกุศลหนุนนำ ทำให้การปฏิบัติก้าวหน้า เหตุของการเกิดภพชาติ ย่อมสั้นลง

หากยังชอบที่จะทำให้ชีวิต อยู่ร้อน นอนทุกข์ต่อไป พี่คงช่วยไม่ได้หรอกนะ ทุกคนต้องช่วยตัวเอง(การปฏิบัติ) พี่แค่บอกทาง บอกในสิ่งที่ควรบอกเท่านั้นเอง

เล่าสู่กันฟัง

 ๓ ปี กับชีวิตที่ ….
ช่วงระยะเวลา ๓ ปี ที่อยู่กับเจ้านาย ทั้งวลัยพร และเจ้านาย มีชีวิตที่ดำเนินไปตามสภาวะอย่างต่อเนื่อง

เราสองคน มักคุยกันเสมอๆว่า กว่าชีวิตจะเป็นแบบนี้ได้ คือ รู้ชัดสภาวะ ในการดำเนินชีวิต

และการปฏิบัติ ที่กระทำเพื่อ ที่สุดแห่งทุกข์(ดับเหตุของการเกิด) แบบตรงทาง ตั้ง ๓ ปีเลยนะ กว่าจะรู้

 

ความจริง เรื่องที่วลัยพรอยู่กับเจ้านาย เป็นเรื่องส่วนตัวของเราสองคน ไม่ค่อยเล่าห้ใครฟังนะ

เพราะถ้าไม่รู้ชัดสภาวะกัน อาจกลายเป็น คำบอกเล่านี้ กลายเป็นเหตุใหม่ ให้เกิดกับคนฟัง

เมื่อมีคนที่รู้จักวลัยพร มักจะมีคำถามเสมอๆว่า ทำไมเป็นแบบนี้ คิดว่าไปบวชแน่นอน คงไม่มีครอบครัว เรื่องปกตินะที่มีคนคิดกันแบบนี้ เพราะวลัยพรก็เคยคิดแบบนั้นเหมือนกัน มันมีเหตุปัจจัยนะ ที่ทำให้เราสองคนมาอยู่ด้วยกัน

สำหรับวลัยพร เหตุปัจจัยที่ทำให้เป็นแบบนี้ เกิดจาก สภาวะอุปกิเลส แต่ไม่รู้ว่า สภาวะที่เกิดขึ้น เป็นอุปกิเลส

สำหรับเจ้านาย ติดสภาวะบางอย่างอยู่ ทำให้เสียทรัพย์ไปมากมาย เมื่อมาอยู่กับวลัยพร จึงมีเงินเหลือพอที่จะเจือจุนคนในครอบครัวของเจ้านาย(ยาย) คือ เจ้านายก็ให้อยู่ แต่ให้ไม่เท่ากับ แหล่งที่เสียทรัพย์ไป

วลัยพรอยู่กับเจ้านาย ไม่มีเงินเดือนนะ มีแต่เงินค่าใช้จ่ายภายในบ้าน หากอยากได้ ต้องหาวิธีจัดการเอง ส่วนมาก ไม่เคยเหลือเก็บ สักเดือนเดียว

ตั้งแต่สภาวะหัวใจเต้นแรง เร็ว ที่เกิดขึ้นเนืองๆ ขณะที่กำลังจะทำอะไรอยู่ก็ตาม เป็นตัวช่วยลดแรงเสียดทานของกิเลส(ขณะผัสสะเกิด) ลงไปได้เยอะ

ทำให้มีความละเอียดในการทำงานต่างๆ ตลอดทั้งการจับจ่ายใช้สอย มากขึ้น เช่น

การใช้น้ำ รู้วิธีการใช้น้ำแบบคุ้มค่าทุกหยดมากขึ้น ค่าน้ำ เคยใช้ ๘ หน่วยต่อเดือน ตอนนี้ใช้ ๒ หน่วยต่อเดือน

การใช้ไฟฟ้า ไม่ว่าจะรีดผ้า การใช้เครื่องซักผ้า การใช้เครื่องไฟฟ้าในห้องที่มีอยู่ รู้วิธีการใช้ไฟแบบคุ้มค่ามากขึ้น ให้สมกับเงินที่ต้องจ่ายไป

การใช้เตาแก๊ส กะปุ๊กลุ๊ก ถังหนึ่ง ใช้ได้หลายเดือน เพราะ ใช้เตาถ่านมากขึ้น ทั้งรู้วิธีการติดเตาถ่าน ไม่ต้องเสียเงินค่าขี้ไต้ ใช้ของฟรี คือ หนังสือพิมพ์ ที่เจ้านายได้มาฟรีทุกเช้า นำมาก่อเตาถ่าน แก๊สถังขนาดกลาง อยู่ได้หลายเดือนเพราะเหตุนี้

ทุกเช้า วลัยพรกับเจ้านาย กินกาแฟ+โอวัลติน ไม่เคยใช้กระติกต้มน้ำร้อน แต่ซื้อกระติกเก็บน้ำร้อน keyway ขนาด ๐.๖ ลิตร เป็นสแตนเลส เก็บความร้อนได้นาน ฝากระติก ใช้เป็นแก้วน้ำได้สบาย ดังภาพตัวอย่าง ถ้าซื้อในห้าง ก็หลักพัน ซื้อที่โลตัส ราคา ๓๙๙ บาท

การต้มน้ำ เวลาทำกับข้าวเสร็จ จึงต้มน้ำร้อนต่อ ความร้อนเก็บได้หลายชม. เช้ามา น้ำในกระติกยังร้อนจัดอยู่ ใช้ชงกาแฟ+โอวัลติน โดยไม่ต้องต้มน้ำร้อนใหม่

กระติกเก็บน้ำร้อน นอกจากใช้ที่ห้องแล้ว ยังนำติดไปใช้ เวลาไปปฏิบัติที่อื่นๆ ไว้ใส่น้ำดื่ม และใส่น้ำร้อน เผื่อดึกๆหิว ใช้ชงน้ำปานะได้

เห็นว่า เรื่องนี้ น่าจะเป็นวิทยาทานกับคนอื่นๆได้ อย่างน้อยๆ จะได้รู้ว่า เส้นทางการปฏิบัติ หลุมพรางหรือกับดักของกิเลส(อุปกิเลส) มีตลอดทาง

ต้องขอปรึกษาเจ้านายก่อนว่า ให้เขียนได้ไหม

https://www.google.co.th/search?q=กระติกเก็บน้ำร้อน+keyway&tbm=isch&tbo=u&source=univ&sa=X&ei=zxupUtjnLI6TigeQ04DYDg&ved=0CFIQsAQ&biw=1366&bih=680#facrc=_&imgdii=_&imgrc=DgbnWFMpRo39-M%3A%3BdQckkVSdShVOHM%3Bhttp%253A%252F%252Fboard.trekkingthai.com%252Fboard%252Fupload%252Fphoto%252F2011-05%252F7a1b1dcb06703c2ee5ab064ea3313ad7.JPG%3Bhttp%253A%252F%252Fboard.trekkingthai.com%252Fboard%252Fshow.php%253Fforum_id%253D79%2526topic_no%253D273638%2526topic_id%253D277476%3B960%3B720

สิงหาคม 2017
พฤ อา
« ก.ค.    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: