๒๒-๒๓ สค.๕๖

๒๒ สค.๕๖(ยังสุขอยู่)

รอบแรก

หลังจากเจ้านายไปทำงานแล้ว เช้าเข้าเนต ขณะที่เขียนโน่นี่อยู่ สมาธิเกิด สุขเกิด ตอนแรกยังไม่นั่ง คิดว่าแปบ คงหายไป

เวลาผ่านไป สมาธิคงเกิดอยู่ สุขเกิดอยู่ จึงนั่งสมาธิต่อ ตั้งแต่ ๐๘.๔๕ น.

ขณะนั่งอยู่ มีเมื่อยตามร่างกาย บิดขี้เกียจ จิตยังเป็นสมาธิอยู่ สุขเกิดตลอด บางครั้งภายนอกดับ รู้ภายใน

บางครั้ง รู้ทั้งภายในและภายนอก มีนิมิต แต่จำเรื่องราวไม่ได้ นั่งไปสักพัก คิดว่าพอแล้ว แผ่เมตตา กรวดน้ำ

ขณะแผ่เมตตา กรวดน้ำ จิตยังเป็นสมาธิอยู่ มีสุขเกิดตลอด จนกระทั่งแผ่เมตตา กรวดน้ำเสร็จ มองนาฬิกา ๑๑.๔๕ น.

นั่งทั้งหมด เป็นเวลา ๓ ชม. มิน่า ถึงเมื่อยตามตัวเป็นระยะๆ เหตุจาก คราวนี้ ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ มีความรู้สึกตัวมากกว่าดิ่ง
รอบสอง

ทำงาน ยืนเย็บผ้าสองชม. นั่ง ครึ่งชม.

รอบสาม ทำงาน ยืนเย็บผ้า ๔๕ นาที นั่ง ครึ่งชม.

สมาธิในรอบหลังๆ เป็นสมาธิ สำหรับการทำงาน มากกว่าจะนั่ง จึงนั่งไม่นาน
๒๓ สค.๕๖(เบื่อหน่าย-อยากตาย)

ตื่นตี ๕ เตรียมปิดแอร์ ปรับจากcool เป็น dry เป็น fan และเป็น cool อีกครั้ง ก่อนปิดแอร์

ที่ทำแบบนี้ ได้รับคำแนะนำจากคนขายแอร์ เขาบอกว่า จะทำให้แอร์ตันช้า ภายในเครื่อง จะแห้ง ไม่ชื้น

เมื่อลุกขึ้น หยิบรีโมต พื่อปรับระบบต่างๆ เสร็จแล้ว นั่งสมาธิต่อ จิตเป็นสมาธิดี รู้ทั้งภายนอกและภายใน จนถึง ๐๖.๑๕ ลุกเตรียมมื้อเช้าให้เจ้านาย

เช้านี้ ซักผ้า มีจิตคิดพิจรณาตลอด ทบทวนสภาวะที่ผ่านมา ตั้งแต่เก่าๆ จนถึงเมื่อวันก่อน สภาวะเบื่อ มักจะมาควบคู่กับ การไม่อยากมีชีวิตอยู่ แต่ไม่ถึงขั้น คิดฆ่าตัวตาย เคยมีคิด แต่ไม่ทำ

ที่คิด เพราะรู้ว่า ขณะที่กำลังจะตาย จิตจะไปไหน ที่ไม่ทำ เพราะนึกถึงประโยชน์ของการอยู่ต่อ การเขียนเรื่องราวของสภาวะ ที่เปิดโอกาสให้กับคนอื่นๆ ที่มีเหตุปัจจัยและไม่มีเหตุปัจจัยต่อกัน
จิตรักษาจิต

การทำความเพียรต่อเนื่อง ยิ่งทำมากเท่าไหร่ สภาวะเบื่อหน่าย ยิ่งเกิดเด่นชัด เบื่อแม้กระทั่งการมีชีวิตอยู่

สภาวะเบื่อ เริ่มเปลี่ยนไปอีก เมื่อก่อน เบื่อบ้าน อยากไปอยู่วัด อยู่ตามป่า อยากตาย(นานๆครั้ง)

ตอนนี้ ไม่สนใจเรื่องจะอยู่ที่ไหน อยู่ที่ไหนก็ได้ ทุกสถานที่ ล้วนเป็นเหตุปัจจัยภายนอก เป็นเรื่องของสัปปายะ

สภาวะเบื่อหน่ายเกิดขึ้นมากเท่าไหร่ ความอยากตาย/ไม่อยากมีชีวิตอยู่ เกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว

พอมาถึงสภาวะนี้ ยากที่จะทนอยู่ได้ สุดจะทานทน จิตจะรักษาสภาวะที่กำลังเป็นอยู่เอง โดยการเกิดสภาวะดับ ดับขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ ส่วนจะดับกี่ชม. ไม่แน่นอน บางครั้ง มากกว่า ๕ ชม. ก็มี

เมื่อจิตคลายสมาธิ ยังคงมีสมาธิคลอเคลียอยู่ ไม่หายไปหมดเลยทีเดียว อาการเบื่อถึงขั้นอยากตาย จะหายไปเอง คือ อยู่เป็นปกติกับปัจจุบัน

ทุกวันนี้ จะทำหรือไม่ทำ จิตก็เกิดสมาธิขึ้นเนืองๆเอง โดยไม่ต้องอยากทำ เกิดขึ้นเองแบบธรรมดา เหมือนลมหายใจเข้า-ออก

กำลังของสมาธิที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง ไม่เท่ากัน มากครั้งน้อย เหมาะแก่การทำงาน จะไม่นั่ง เลือกทำงานแทน

บางครั้ง เกิดแรงมาก มากจนต้องนั่ง เพราะทนอยู่ไม่ได้ จิตตั้งมั่นนานเท่าไหร่ รอบต่อไป จะลดน้อยลง ยิ่งถ้านานมากกก หลายชม. รอบต่อไป ต้องทำงานมากกว่าเดิม ถึงจะนั่งได้ เหมือนกินข้าว กินอิ่มแล้ว ไม่อยากกินต่อ จิตก็เช่นเดียวกัน

การทำความเพียรมากๆ จิตจะอิ่ม ความหิวจะไม่มี เกิดความเบื่อหน่ายในอาหาร แต่ต้องกิน เพระไม่อยากป่วย

เหตุนี้ ผู้ที่ทำความเพียรมาก มักจะผอม กินน้อย นอนน้อย ดื่มน้ำเป็นหลัก ไม่กินจุ๊บจิ๊บ นน.จึงขึ้นได้ยาก

ซักผ้าเสร็จ ๑๑ โมง นั่งใช้เครื่องนวดหลัง สมาธิเกิดดีมาก วึ๊ดๆๆตลอด นวดสิบนาที นั่งสมาธิต่อ นั่งไป ๑ ชม.

เดี๋ยวนี้ พยายามทำความเพียรต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำแบบ เช้าชาม เย็นชามแบบก่อนๆ กำลังอยู่ในช่วงของการปรับอินทรีย์

พร้อมกับเรียนรู้สภาวะต่างๆไปด้วย สุดท้าย สภาวะเดิมๆซ้ำๆนี่แหละ ไม่มีอะไรมากหรอก

เป้าหมายชัดเจน ยังคงอยากไปวัด สักสามวัน เป็นการปรับอินทรีย์ ในการปฏิบัติร่วมและการอยู่กับคนอื่นๆ

Advertisements

ธรรมชาติของคน

รู้ชัดภายใน(ภายในตัวเอง) มากเท่าไหร่ ยิ่งรู้จักธรรมชาติ(ภายนอก/คนอื่นๆ) มากขึ้นเท่านั้น

อคติที่มีอยู่ ค่อยๆลดดีกรีลงไปเรื่อยๆ เวลาเจอสิ่งที่ไม่ชอบใจหรือชอบใจ มักจะไม่อยู่กับสภาวนั้นๆ เพราะรู้ดีว่า เหตุอยู่ตรงไหน ต้องดับที่ตรงนั้น

เป็นเหตุให้ นับวัน ใจเบาสบายมากขึ้นเรื่อยๆ

 

เหตุมี ผลย่อมมี

วลัยพร ไม่ชอบแสดงอาการออกถึงความชื่นชมใคร โดยเฉพาะผู้ปฏิบัติ ที่รับคำแนะนำจากวลัยพรอยู่ อย่าได้คาดหวังว่า จะได้รับคำชมจากวลัยพร ไม่ว่า สภาวะที่นำมาเล่าให้ฟังนั้น จะดีในความรู้สึกของอีกฝ่ายก็ตาม

เพราะอะไรถึงไม่ชม เหตุเพราะ คำชม ล้วนก่อให้เกิดกิเลส กับผู้ฟัง ทำให้เกิดความหยิ่งผยอง มะมังการ คือ เจอมาเยอะ บางคน เลิกคบกันไปก็มี เพราะเขาคิดว่า เขารู้แล้ว เหตุจาก คำชมของเรานี่แหละ

ฉะนั้น จึงไม่ค่อยจะชมใคร น้อยมากๆ ไม่ค่อยให้หลุดออกมา

คำพูดที่ให้กับผู้ปฏิบัติจริงๆ ส่วนมากชี้ในสิ่งที่เขาควรทำ หากเขาทำตาม ไม่เคยชม แม้เขาไม่ทำตาม เวลาเขามาปรึกษา มักจะบอกว่า ก็บอกไปแล้วนี่

คือ พูดตามเหตุปัจจัย ไม่เอาตัวเองลงไปเกี่ยวข้อง จึงไม่มีการคาดหวังว่า อีกฝ่ายจะทำตามหรือไม่

แม้กระทั่งการปฏิบัติของอีกฝ่าย ก็ไม่เคยติดตาม นานๆที ถึงจะถามว่า ทำบ้างไหม ถ้าตอบมากระอ้อมกระแอ้ม จะไม่ถาม

ถ้าตอบมาว่า ทำ ก็จะบอกว่า ทำต่อเนื่องไป พยายามหยุดสร้างเหตุนอกตัว อย่าตามใจตัวเอง แล้วชีวิตจะดีขึ้นจริงๆ

ถ้าเขาบอกว่า ไม่ทำ ก็คุยเรื่องอื่นเป็นมารยาท เพื่อไม่ให้เสียน้ำใจต่อกัน แล้วเลิกถามไถ่ เพราะสิ่งนั้น เกิดจากเลือกกันเอง ไม่ใช่หน้าที่เรา จะไปจ้ำจี้จำไชกับใคร

ใครจะว่าเห็นแก่ตัวก็ช่าง เอาตัวเองให้รอดก่อนดีกว่า ภพชาติน้่กลัวมากกว่า อามิสบูชาต่างๆที่จะได้มา จากเหตุปัจจัยตรงนั้น

 

แพ็คกระเป่า 

เจ้านายบอกไว้แต่เช้า วลัยพร เตรียมเสื้อผ้าไปวัด ไว้ได้เลย เสาร์-อาทิตย์นี้ หยุด ๒๖ กค.๕๖

ปลีกวิเวก

เมื่อถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม จะมีเหตุให้ปลีกวิเวก

แต่เวลาที่คิดจะทำด้วยความอยาก คิดเท่าไหร่ๆ คิดไปเถอะ ช่างหาโอกาสยากเสียจริง

เมื่อหยุดคิด ที่เกิดจากการปล่อยวาง โดยสภาวะจิตเอง ไม่ได้พยามที่จะหยุดคิด เป็นเรื่องแปลก แต่จริง จะมีโอกาสปลีกวิเวกได้เนืองๆ

การเปลี่ยนถ่ายเลือดเสียที่มีอยู่ในตัวอีกครั้ง อีกครั้ง ตลอดจนหลายๆครั้ง ภายในจิต ถูกชะล้าง ขัดเกลา ถากถางกิเลส ด้วยจิตภาวนามาอย่างต่อเนื่อง

อะไรที่เคยตั้งใจไว้ว่า คิดจะทำ เริ่มมองเห็นเป็นรูปธรรม จับต้องได้มากขึ้น เหตุจาก จิตเกิดการปล่อยวาง โดยจิตเอง

หลายครั้ง ที่เกิดสภาวะ จิตปล่อยวางเอง โดยที่ไม่ต้องคิดพิจรณาให้เกิดการปล่อยวาง จะเกิดความเบา สบาย มีความสุขเกิดขึ้นภายในเนืองๆ มองผู้คนด้วยจิตที่แจ่มใสมากขึ้น

อาการปริ๊ดๆๆๆ เวลาไม่ชอบใจ ยังมีอยู่บ้าง แต่เกิดสั้นลง สติสำคัญจริงๆ ยามที่สมาธิ ไม่มีกำลังมาก จะเห็นสภาวะที่เกิดขึ้นภายในกายและจิต ได้อย่างชัดเจน

เดี๋ยวนี้ ดูตามความเป็นจริง ที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง ทั้งนอกและใน ดูและรู้ทันมากขึ้น ไม่ได้ดูเพราะ ความอยากได้อะไร เป็นอะไรแบบก่อนๆ

ดูทันเพราะ รู้ว่า ควรทำอย่างไร จึงจะดับ ต้นเหตุของการเกิดได้ คือ ขณะที่ผัสสะเกิด แล้วผัสสะนั้นๆ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดต่างๆนานา แค่ดู แค่รู้ ยอมรับมากขึ้น

พยายามยับยั้งชั่งใจ อดทน อดกลั้น ไม่สร้างเหตุออกไป(สร้างเหตุนอกตัว) ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ

ผลคือ สภาวะศิล เป็นศิลที่สะอาดมากขึ้น ทำให้นิวรณ์ต่างๆ เกิดขึ้นได้ยาก

ที่สำคัญ การทำความเพียรต่อเนื่อง เหตุจากการพยามหยุดสร้างเหตุนอกตัว เป็นเหตุ มีศิลเป็นปทัฏฐาน ในการปฏิบัติ นิวรร์ต่างๆ จึงไม่ค่อยมี

เป็นเหตุให้ จิตเกิดความตั้งมั่นได้ง่าย(สมาธิ) เหตุนี้ จึงทำให้ ปัจจุบันนี้ จิตเกิดเป็นสมาธิได้เนืองๆ ทุกๆอิริยาบท ไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่ก็ตาม

ศิล ที่ถูกอบรมมาต่อเนื่อง(หยุดสร้างเหตุนอกตัว) เป็นเหตุให้จิตตั้งมั่นได้เนืองๆ

สมาธิ ที่ถูกอบรมมาต่อเนื่อง(สัมมาสมาธิ) เป็นเหตุให้ สามารถแยกแยะสภาวะ วิญญาณ สัญญา ปัญญา ออกจากกัน เป็นเหตุให้ สภาวะอุปกิเลส ไม่สามารถกำเริบ หรือเกิดขึ้นได้ อีกต่อไป

ปัญญา ที่ถูกอบรมมาต่อเนื่อง(นิพพาน-ปฏิจจสมุปบาท) เป็นเหตุให้ รู้วิธีการสร้างเหตุ ของการดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน และ ภพชาติของการเวียนว่าย ตายเกิดในวัฏฏสงสาร ที่เป็นรูปธรรม ได้อย่างชัดเจน

ศิล สมาธิ ปัญญา ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นเหตุให้ สภาวะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ไม่มีสะดุด ไม่มีติดขัด เหตุจาก อุปกิเลส(อยากได้อะไร เป็นอะไร -วิจิกิจฉา) เป็นเหตุปัจจัย

สมาธิดี

เมื่อคืน ขณะที่นอนอยู่ เดี๋ยววึ๊ด เดี๋ยววึ๊ด เกือบทั้งคืน แทบจะไม่ได้หลับแบบปกติ

แม้อาการศจะเย็นแค่ไหน เจ้านายนอนห่มผ้าทั้งตัว ผ้าจรดคาง ส่วนเรา ผ้าปิดแค่เท้านิดๆ ไม่ได้ห่ม เพราะ อากาศกำลังสบาย ไม่รู้สึกหนาว

ตอนที่ล้มตัวนอนใหม่ๆ ยังบอกเจ้านายว่า วันนี้สมาธิดีจริงๆ หัวใจเหมือนมาเต้นอยู่ข้างนอก

เจ้านายถามว่า เหมือนเวลาออกกำลังกายใช่ไหม

เราบอกว่า ใช่ เต้นแรงแบบนั้นเลย แต่จังหวะการเต้นของหัวใจ ไม่เหมือนเมื่อก่อน
เมื่อก่อนจะดัง ตุบ ตุบ เป็นจังหวะ แบบนั้น

เมื่อคืน เต้นแปลกๆ จับจังหวะไม่ได้ เหมือนเต้นกระจัดกระจาย เต้นไปทั่วอก จับเฉพาะจุดไม่ได้ แถบสะโพก แถบหลัง ตามแขนขา ชีพจรเต้นกระจายไปทั่ว

แค่รู้ไปตามเสียงเต้นของชีพจรและหัวใจ สักพัก วูบลงไป มารู้สึกตัวตอน รู้สึกวึ๊ดขึ้นมา จิตเป็นสมาธิ มีสุขเกิด

นอนรู้อยู่อย่างนั้น จนกระทั่งสมาธิคลายตัว แปบเดียว วึ๊ดขึ้นมาอีกละ เป็นแบบนี้ทั้งคืน สุข สงบมาก จนไม่อยากลุกจากที่นอน

สุขจริงหนอ

เมื่อคืน หลับอย่างเป็นสุข

เช้านี้ ตื่นอย่างเป็นสุข สุขใจไม่หาย ทำสมาธิก่อนลุกจากที่นั่งอีกรอบ สุขจริงหนอ

กลับไปอ่าน เรื่องราวในบล็อก ช่วงปี ๒๐๐๙ ยังอ่านไม่หมด อ่านแล้ว สุขใจ ไม่ใช่เรื่องได้อะไร เป็นอะไร สุขใจ ที่วันนี้ รู้ชัดสภาวะที่ผ่านมามากขึ้น รู้ว่า สภาวะนั้นๆ คือ อะไร เรียกว่า อะไร

จิตทรงฌาน จิตมีนิพพานเป็นอารมณ์ โอ๊ยยยย พอรู้แล้ว เออหนอออ ดีที่ไม่ได้สร้างเหตุกับใคร เลยติดอุปกิเลส ในระยะสั้นๆ สิ่งที่เรียกว่า ได้อะไร เป็นอะไร

สภาวะแท้จริงแล้ว ไม่มีการได้อะไร เป็นอะไร ที่คิดว่า ได้อะไรเป็นอะไรนั้น ล้วนเกิดจากการอ่าน การได้ยินมา เป็นเหตุให้ตัณหาและความหลงที่มีอยู่ บดบังจิต ไม่ให้เห็นสภาวะตามความเป็นจริง

สภาวะตามความเป็นจริง ของการได้อะไร เป็นอะไรนั้น สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ ทรงหมายถึง การกระทำเป็นหลัก จึงได้มีชื่อว่า โคตรนี้ สกุลนี้

นิพพานเป็นอารมณ์

คำว่า มีนิพพาน เป็นอารมณ์ หรือจิตหน่วงนิพพาน เป็นอารมณ์ มีหลายสภาวะที่เกิดขึ้น ไม่ได้เจาะจงหมายถึง สภาวะใด สภาวะหนึ่ง

การทำความเพียร โดยการหยุดสร้างเหตุนอกตัว ก็เรียกว่า มีนิพพานเป็นอารมณ์ คือ ดับเหตุของการเกิด

แม้กระทั่ง ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ ไม่ว่าจะระดับไหนๆ หรือ รูปฌาน และอรูปฌาน ก็ตาม ชื่อว่า มีนิพพาน เป็นอารมร์ หมายถึง การหยุดสร้างเหตุนอกตัวชั่วคราว

ยิ่งรู้ ยิ่งทำ

พอรู้แล้ว ขยันนะ เพราะ รู้ว่า สภาวะแบบไหน จะไปที่ใด หรือจะมีสภาวะใดเกิดขึ้น อันนี้ ก็เป็นกิเลส อย่างหนึ่งเหมือนกัน

เรื่องของสภาวะ ที่เกิดขึ้น มีทั้ง จิตปกติ กับจิตใต้สำนึก

จิตปกติ รู้ได้ ถ้ามีสติมากพอ หยุดได้

จิตใต้สำนึก ห้ามไม่ได้จริงๆ

ความสุข

ความสุขที่เกิดขึ้น เกิดทางใจ สุขทางใจที่เกิดจากสุขภายใน ไม่ใช่ความสุขใจ ที่เกิดจากทางโลกหรือ สิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก เป็นเหตุปัจจัย

แต่เป็นความสุขใจ ที่เกิดจาก จากสิ่งที่เกิดขึ้นภายในใจ เป็นเหตุปัจจัย

ทุกสิ่งล้วนไม่เที่ยง รู้ดีว่า ความสุขที่เกิดขึ้น ครั้งนี้ เป้นเหมือนการตอบแทน ที่ทำความเพียรมาต่อเนื่อง

สภาวะนี้ เจอบ่อยจนชิน ส่วนจะเกิดขึ้นนานหรือไม่นาน แล้วแต่เหตุปัจจัย บางคร้ง เกิดขึ้นนานเป้นเดือน บางครั้ง แค่ไม่กี่วินาทีก็มี

นี่แหละ เหตุดีของการรู้ชัดสภาวะ ทำให้ไม่เกิดการยึดติดกับสภาวะภายในที่เกิดขึ้น

ส่วนภายนอกน่ะหรือ บางครั้งยอมรับว่า สุดจะทานทนาได้จริงๆก็มี แต่เมื่อพยายามหยุดสร้างเหตุ จะทำให้เกิดการคิดพิจรณามากขึ้น เป็นเหตุให้ หยุดได้ทันมากขึ้น แค่รู้มากขึ้น รู้ว่า ยังมีอยู่ แค่ยอมรับไป

ถูกฝึกอย่างต่อเนื่อง มีแต่ฝึก และก็ฝึก เรียนรู้ และเรียนรู้ นอกนั้น ไม่มีอะไรเลยจริงๆ มีแต่เหตุปัจจัยที่มีอยู่ ตราบใดที่ยังมีเหตุ ผลย่อมมี

เสียดายจริงๆเลย(ขาดพี่เลี้ยง)

ความติดพัน หลังจากที่รู้เรื่องสภาวะ  เนวสัญญานาสัญญายตนะ  การอ่านเรื่องราวในบล็อก ตั้งแต่เรื่อง สภาวะหุ่นยนต์ จึงเกิดการติดพัน

เรื่องตั้งแต่ปี ๒๐๐๙ ยังอ่านไม่ทั่ว มีอยู่เรื่องหนึ่ง อ่านแล้ว รู้สึกเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ที่ขาดพี่เลี้ยง ที่รู้สภาวะตามความเป็นจริง นำทางให้

อ่านต่อเนื่อง มาถึงเรื่องนี้ รู้สึก เสียดายมากกกก “วินาทีเฉียดตาย”

 

https://walailoo2010.wordpress.com/2009/05/22/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%89%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A2/

 

อ่านแล้ว ร้องเฮ้ออออ นี่แหละหนา เหตุปัจจัย ที่ยังมีอยู่ จนไม่สามารถผ่านเข้าไปได้ ถึง ๒ ครั้ง เสียดายจริงๆ

สภาวะตายก่อนนี่แหละ คือ ประตูผ่านเข้านิพพาน แล้วแจ้งสภาวะนิพพาน ตามความเป็นจริง

เรียนรู้ จากใจ

เมื่อก่อน ไม่ชอบการเรียนรู้ เรื่องราวของสภาวะ ทุกๆเรื่อง เหตุเพราะ ทำให้เจอแต่ความทุกข์ บีบคั้น ความทนอยู่ ไม่ได้ในบางครั้ง บางครั้ง ก็ทนได้

คราใด ที่ทนไม่ได้ หลงสร้างเหตุออกไปอีก ผลรับคือ ความทุกข์ ที่เกิดขึ้น ภายในใจ

 

จากการเรียนรู้ เรื่องราวของสภาวะต่างๆมาต่อเนื่อง มาวันนี้  รู้สึกดีใจมาก ที่ได้เรียนรู้มาต่อเนื่อง ในการพยายาม หยุดสร้างเหตุนอกตัว และทำความเพียรต่อเนื่อง ถึงจะทำมาก น้อย ไม่เท่ากัน ในแต่ละครั้งก็ตาม

 

ที่รู้สึกดีใจ เพราะเนื่องจาก สิ่งที่รู้ว่าทำอย่างไร จึงไม่ต้องกลับมาเวียนว่าย ตายเกิดในวัฏฏสงสารอีกต่อไป จึงไม่คิดจะสอนใครๆ หรือ แม้กระทั่งคิด ตั้งตนเป็นอาจารย์ สอนใคร การกระทำเช่นนี้ ทำให้ คลาดแคล้ว จากอุปกิเลส รอดพ้นจาก คำสรรเสริญ เยินยอ ตลอดจน อามิสบูชาต่างๆ มาได้

 

ณ วันนี้ ขณะนี้ ที่รู้สึกยินดี ดีใจเป้นอย่างยิ่งคือ สภาวะที่ได้เรียนรู้ผ่านมานั้น ทั้งหมด คนอื่นๆ ล้วนต่างก็เรียนรู้ เหมือนๆกัน เพียงแต่ ใครจะหยุดสร้างเหตุของการเกิด หรือ สามารถดับเหตุของการเกิด ได้ก่อนกัน แม้กระทั่ง วิธีการปฏิบัติ ใครจะรู้ชัดในรายละเอียดของสภาวะ ที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง ได้ก่อนกัน

 

รู้ก่อน ย่อมได้เปรียบ เพราะ การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏกสงารสั้นลง ทั้งนี้ทั้งนี้ การได้เปรียบหรือเสียเปรียบ ล้วนขึ้นอยู่กับการกระทำ ประจวบกัน เหตุปัจจัยของแต่ละคน

 

อย่างน้อยๆ ข้อความที่ได้ขีดเขียนไว้นี้ อาจจะมีประโยชน์ กับผู้ที่มีเหตุปัจจัยร่วมกัน เพื่อจะได้ ดำเนินไปตรงทาง ไม่ว่อกแว่ก เสียท่า อุปกิเลสไปเสียก่อน

 

ฉะนั้น เรื่องที่จะคิดสอนใคร หรือแม้กระทั่งคิดตั้งตน เป็นอาจารย์ จึงไม่มีอยู่ในหัว เหตุนี้แหละ จึงคลาดแคล้วจากสภาวะ อุปกิเลส

ปีศาจ

กำลังเริ่มต้น เดินทางใหม่อีกครั้ง

พักนี้ ฝันบ่อย ไปสถานที่แปลกๆ ทำไมปีศาจช่างมากขนาดนี้

ไปแต่ละสถานที่ มีแต่ปราบปีศาจ

ความฝันครั้งนี้ ตีความเอาเองว่า ปีศาจ ที่เจอในฝันนั้น ไม่ใช่ปีศาจที่ไหนเลย กิเลสที่มีอยู่นั่นเอง

เพราะเหตุนี้ จึงเริ่มต้นเดินทางใหม่อีกครั้ง ตามเหตุปัจจัย

รับบทหนัก

ผู้ที่รับบทหนักมากที่สุด คือ ผู้ที่สอนคนอื่นๆ

ข้าพเจ้า ขอนอบน้อม พระผู้มีพระภาคเจ้า ที่ทรงมีพระเมตตาไม่มีประมาณ ที่สั่งสอนเหล่าสรรพสัตว์ ทั้งหลายทั้งปวง

 

คลาดแคล้ว อุปกิเลส

การปฏิบัติ ตราบใด ที่ไม่คิดสอนใคร นั่นแหละเหตุปัจจัย ที่ทำให้คลาดแคล้วจาก อุปกิเลส ที่เกิดจาก อามิสบูชา เป็นเหตุปัจจัย

อดีตเคยหลง แต่ไม่ได้นำสิ่งที่หลง(สภาวะ) ไปสอนใคร เป็นเหตุให้ ผ่านสภาวะอุปกิเลสต่างๆมาได้

เมื่อไม่ไดด้สอนใคร อามิสบูชา(ลาภ ยศ สรรเสริญ) จึงไม่เกิด เมื่ออามิสบูชาไม่มี อุปกิเลส จึงเกิดขึ้น ตามความเป็นจริง(ขณะจิตเป็นสมาธิ) ไม่ใช่เกิดจาก การน้อมเอา คิดขึ้นมาเอง

ทั้งนี้ ทั้งนั้น แล้วแต่เหตุปัจจัยจริงๆ

เบื่อกินข้าว(๘ กค.๕๖)

เมื่อถึงเวลา ที่ต้องกินข้าว รู้สึกเบื่อจริงๆ กินแล้ว ก็ถ่าย ถ่ายแล้ว ก็กิน น่าเบื่อชะมัด

ต่อให้อาหารเลิศรสแค่ไหน กินแล้ว ก็ต้องถ่ายออกมาอยู่ดี

ความชอบกิน ยังมีอยู่ แต่รู้สึกเบื่อ ที่จะต้องกิน
พอจะกิน คิดละ จะกินอะไรดี กับข้าวที่เห็น มีแต่เดิมๆซ้ำๆ

จะเข้าร้านอาหาร ก็เบื่ออีก กินไป ก็แค่นั้น อิ่มแล้ว ก็ถ่ายออกมา เสียดายตังค์

คิดไปคิดมา บางครั้งไปนั่งซิสเลอร์ อาหารห่อกลับบ้าน นอกจากนั้น กินในร้าน ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม เข้าบ่อยๆ ก็เบื่ออีก เหมือนเดิม

น้ำ เป็นสิ่งที่ดีที่สุด วันๆกินแต่น้ำ

Previous Older Entries

ตุลาคม 2017
พฤ อา
« ก.ย.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: