จำฝังใจ

๒๓ พค.๕๗

เรื่องราวของผัสสะต่างๆ(สิ่งที่เกิดขึ้น) ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

สภาวะต่างๆที่เกิดขึ้น จำฝังใจไม่รู้ลืม เพราะไม่ได้เกิดแค่ครั้งเดียว แต่เกิดเดิมๆซ้ำๆ 

ต้องอาศัยการทำความเพียรต่อเนื่อง จึงจะรู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านั้นได้ ไม่ใช่เกิดจากการท่องจำในตำรา หรือนำตำราไปเทียบเคียง เพื่อหาคำเรียก 

แต่จะมีเหตุปัจจัย ทำให้รู้ชัดในคำเรียกต่างๆเหล่านั้นเอง ไม่ใช่เกิดจากการวิ่งหานอกตัว

ฌาน

คำเรียกของ”ฌาน” มาจากไหน

คำเรียกของ”ฌานต่างๆ” มาจากไหน

คำเรียกของ”รูปฌานและอรูปฌาน” มาจากไหน

คำเรียกของ องค์ประกอบของ สมาธิในระดับต่างๆ มาจากไหน

คำเรียกเหล่านี้ จะรู้ได้ ล้วนเกิดจาก การทำความเพียรต่อเนื่อง มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

จนกระทั่งรู้แจ้ง แทงตลอด ในสิ่งที่เกิดขึ้น ทุกๆขณะ ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

ญาณ ๑๖

คำเรียกของญาณ ๑๖ ที่มี ๑๖ ชื่อ มาจากไหน

คำเรียกต่างๆเหล่านี้ ล้วนเกิดจากการทำความเพียรต่อเนื่อง มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

จนกระทั่ง รุ้แจ้ง แทงตลอด ในสิ่งที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

ถ้าสามารถรู้ชัดในสภาวะต่างๆเหล่านี้ได้

จะสามารถแยกแยะ สภาวะที่เกิดขึ้น ที่เรียกว่า ฌาน และ ญาณ ๑๖ ออกจากกันได้ ไม่มีการปนเประหว่างฌานและญาณ ๑๖ คือ แยกขาดออกจากกัน

องค์ประกอบ ของรูปฌาน มีความเด่นเฉพาะของ ลักษณะอาการ ที่เกิดขึ้น หรือองค์ประกอบ ที่เป็เหตุปัจจัย ให้เกิด สิ่งที่เรียกว่า รูปฌาน

องค์ประกอบ ของอรูปฌาน มีความเด่นเฉพาะของ ลักษณะอาการ ที่เกิดขึ้น หรือองค์ประกอบ ที่เป็นเหตุปัจจัย ให้เกิด สิ่งที่เรียกว่า อรูปฌาน

องค์ประกอบ ของญาณ ทั้ง ๑๖ ชื่อ มีความเด่นเฉพาะของ ลักษณะอาการ ที่เกิดขึ้น หรือองค์ประกอบ ที่เป็นเหตุปัจจัย ให้เกิด สิ่งที่เรียกว่า ญาณ ๑๖ ทั้ง ๑๖ ชื่อ มีจุดลักษณะเฉพาะตัว ของลักษณะอาการที่เกิดขึ้น ของคำเรียก ทั้ง ๑๖ ชื่อ ที่เรียกว่า ญาณ ๑๖

ไม่ว่าจะเป็น รูปฌาน อรูปฌาน ญาณ ๑๖ สภาวะเหล่านี้ ล้วนมีลักษณะที่เกิดขึ้นเฉพาะตัว ของแต่ละสภาวะ

สภาวะอรูปฌาน ฌาน ญาณ ๑๖ จะรู้ชัดได้ ต้องมีสัมมาสมาธิเกิดขึ้นแล้วเท่านั้น

และต้องย่ำสภาวะนั้นจนพรุน ถ้าเปรียบเทียบกับการเดิน หลับตาเดิน ก็ยังเดินได้ตรงทาง

เพียงจะบอกว่า เรื่องราวเหล่านี้ ฌานต่างๆ ญาณ ๑๖ สิ่งเหล่านี้ ให้สักแต่ว่า รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม คือ เป็นการเรียนรู้ ลักษณะที่เกิดขึ้นของ คำเรียกนั้นๆ

แต่คำเรียกที่กล่าวมานี้ ยังไม่ใช่วิธีการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ วลัยพรจึงบอกว่า รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม อย่าไปหลงติดกับดักของคำเรียกเหล่านี้

เพราะ วันใดวันหนึ่ง เพียงทำความเพียรต่อเนื่อง เมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม จะทำให้รู้ชัดในสภาวะเหล่านี้ ที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง

เมื่อมีสภาวะสัมมาสมาธิ เกิดขึ้นแล้ว จะเป็นเหตุปัจจัย ให้รู้ด้วยตนเองว่า สภาวะเหล่านี้ ล้วนเป็นความปกติ เป็นเรื่องปกติ ที่มีเกิดขึ้นในสัมมาสมาธิ

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้

เหตุเพราะ เมื่อเกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ จะรู้ชัดในสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่กาย(สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับกาย เช่น ขนลุก ขนพอง ขนหัวตั้ง

เวทนา ทุกขเวทนา ที่เกิดขึ้นกับกาย

จิต กิเลสต่างๆที่เกิดขึ้น

ธรรม ความนึกคิด บ้างเรียกว่า จิตคิดพิจรณา เรียกแบบใดก็ได้ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความคิด

สิ่งเหล่านี้ จะมีเกิดขึ้น ในแต่ละขณะ ที่เกิดขึ้น เหตุจาก มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ เป็นเหตุปัจจัยให้ เกิดความรู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้น ในแต่ละขณะ

ถ้ารู้ชัดแบบนี้ได้ อุปกิเลส จะทำอะไรไม่ได้เลย

ฌาน กับ ญาน

เรื่องราวของสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้น ในการปฏิบัติ

ตำรามีหลายเล่ม ล้วนเป็นประสพการณ์ของคนเขียน
รู้แค่ไหน เขียนได้แค่นั้น

ส่วนใครอ่านตำราเล่มไหนแล้ว ทำให้เชื่อกัน หรือ ไม่เชื่อกัน
ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีต่อกัน

สิ่งที่เรียกว่า ฌาน และญาน

ฌานมีทั้งมิจฉาสมาธิ และสัมมาสมาธิ

ฌานที่เป็นมิจฉาสมาธิ มีลักษณะอาการที่เกิดขึ้นคือ
ขาดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่
เป็นเหตุให้ ไม่สามารถรู้ชัดอยู่ภายใน กาย เวทนา จิต ธรรม

ฌานที่เป็นสัมมาสมาธิ มีลักษณะอาการที่เกิดขึ้นคือ
มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่
เป็นเหตุให้ รู้ชัดอยู่ภายใน กาย เวทนา จิต ธรรม

คำเรียกของ ฌาน ในแต่ละฌาน
มีคำเรียกมาจาก องค์ประกอบที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

ญาน มี ๒ สภาวะ

เกิดจาก สภาวะที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง และเกิดจาก การน้อมเอา คิดเอาเอง

ญาณ ที่เกิดจาก การได้ยิน ได้อ่าน แล้วน้อมเอาคิดเอาเอง
เหตุจาก การนำความมีตัวตน เข้าไปเกี่ยวข้องกับสภาวะที่เกิดขึ้น

ญาณ สภาวะที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง เกิดเฉพาะ สภาวะสัมมาสมาธิเท่านั้น
เป็นสภาวะ ที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง ปราศจาก ความมีตัวตน เข้าไปเกี่ยวข้องกับสภาวะที่เกิดขึ้น

เหตุนี้ จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สุญญตา

ตำรา เปรียบเสมือนแผนที่
เพื่อเอาไว้เทียบเคียงกับสภาวะที่เกิดขึ้นว่า เดินถูกทางไหม

แรกๆ ทั้งแบกทั้งหามตำราติดตัว

แรกเริ่ม มีแต่ความถูกใจตัวเองเป็นหลัก
ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่(อวิชชา)

แรกที่คิดว่า “รู้” ต้องผ่านความหลงมาก่อน ที่จะรู้

สิงหาคม 2017
พฤ อา
« ก.ค.    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: