ปฏิจจสมุปบาท

ญาณ วัตถุ ๔๔ อย่าง และ ญาณ วัตถุ ๗๗

ผู้รู้แจ้งใน สภาวะนิพพาน ตามความเป็นจริง จึงจะรู้ชัดในสภาวะเหล่านี้ รู้แจ้งอริยสัจ ๔ ยังไม่สามารถ รู้สภาวะเหล่านี้ได้ ตามความเป็นจริง

ปัจจุบัน จึงมีคำกล่าวทำนองว่า ชาติ คือ การเกิด กำเหนิด หรือ คลอดออกมา

แม้กระทั่งสังขาร ในปฏิจจสมุปบาท นำมากล่าวว่า คือ การกระทำที่เกิดขึ้น ในปัจจุบัน

 

ปัจจุบัน มีการตีความ สภาวะปฏิจจสมุปบาท อย่างแพร่หลาย

ล้วนมีแต่สัญญา ที่เกิดจากการเรียน หรือท่องจำมาพูด สภาวะที่นำมาพูด จึงไม่ตรงกับสภาวะที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง

ปฏิจจสมุปบาท เมื่อนำมาอธิบาย จึงวกวนไปมา ตามการตีความจากคำเรียก ไม่ใช่จากสภาวะที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง

เหตุที่มาของคำว่า “แก้วแตก ทำให้แก้วทุกข์”

เหตุที่มาของ ชาติ คือ การเกิด กำเนิด การคลอดออกมา

เหตุที่มาของ สังขาร คือ การปรุงแต่ง ที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน

เหตุที่มาของ สังขาร คือ ความคิด

 

ต้นเหตุของทั้งหมด เกิดเนื่องจาก ยังไม่รู้แจ้ง ในสภาวะนิพพาน ตามความเป็นจริงปฏิจจสมุปบาท

ญาณ วัตถุ ๗๗

ดูก่อน ภิกษุ ทั้ง หลาย ! เรา จัก แสดง ซึ่ง ญาณ วัตถุ ๗๗ อย่าง แก่ พวก เธอ ทั้ง หลาย .

พวก เธอ ทั้ง หลาย จง ฟัง ความ ข้อ นั้น ,จง ทำ ใน ใจ ให้ สำเร็จ ประโยชน์ , เรา จัก กล่าว บัดนี้ .

ครั้น ภิกษุ ทั้ง หลาย เหล่า นั้น ทูล รับ สนอง พระพุทธ ดำรัส นั้น แล้ว พระ ผู้ มี พระ ภาค เจ้า ได้ ตรัส ถ้อยคำ เหล่า นี้ ว่า : –
ดู ก่อน ภิกษุ ทั้ง หลาย ! ก็ ญาณ วัตถุ ๗๗ อย่าง เป็น อย่างไร เล่า ?

ญาณ วัตถุ ๗๗ อย่าง นั้น คือ : –

( หมวด ๑ ) ๑ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เพราะ มี ชาติ เป็น ปัจจัย จึง มี ชรา มรณะ ;
๒ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เมื่อ ชาติ ไม่มี ชรา มรณะ ย่อม ไม่มี ;
๓ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เพราะ มี ชาติ เป็น ปัจจัย จึง มี ชรา มรณะ ;
๔ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เมื่อ ชาติ ไม่มี ชรา มรณะ ย่อม ไม่มี ;
๕ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เพราะ มี ชาติ เป็นปัจจัย จึงมี ชรา มรณะ ;
๖ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เมื่อ ชาติ ไม่มี ชรา มรณะ ย่อม ไม่มี ;
๗ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ธัมมัฏ ฐิติ ญาณ(๑) ใน กรณี นี้ ก็ มี ความ สิ้น ไป เสื่อม ไป จาง ไป ดับ ไป เป็น ธรรมดา ;

( หมวด ๒ ) ๑ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เพราะ มี ภพ เป็น ปัจจัย จึง มี ชาติ ;
๒ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เมื่อ ภพ ไม่มี ชาติ ย่อม ไม่มี ;
๓ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เพราะ มี ภพ เป็น ปัจจัย จึง มี ชาติ ;
๔ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เมื่อ ภพ ไม่มี ชาติ ย่อม ไม่มี ;
๕ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เพราะ มี ภพ เป็น ปัจจัย จึง มี ชาติ ;
๖ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เมื่อ ภพ ไม่มี ชาติ ย่อม ไม่มี ;
๗ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ธัมมัฏ ฐิติ ญาณ ใน กรณี นี้ ก็ มี ความ สิ้น ไป เสื่อม ไป จาง ไป ดับ ไป เป็น ธรรมดา ;

( หมวด ๓ ) ๑ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เพราะ มี อุปาทาน เป็น ปัจจัย จึง มี ภพ ;
๒ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เมื่อ อุปาทาน ไม่มี ภพ ย่อม ไม่มี ;
๓ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เพราะ มี อุปาทาน เป็น ปัจจัย จึง มี ภพ ;
๔ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เมื่อ อุปาทาน ไม่มี ภพ ย่อม ไม่มี ;
๕ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เพราะ มี อุปาทาน เป็น ปัจจัย จึง มี ภพ ;
๖ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เมื่อ อุปาทาน ไม่มี ภพ ย่อม ไม่มี ;
๗ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ธัมมัฏ ฐิติ ญาณ ใน กรณี นี้ ก็ มี ความ สิ้น ไป เสื่อม ไป จาง ไป
ดับ ไป เป็น ธรรมดา ;

(๑)  ธัมมัฎ ฐิติ ญาณ ใน กรณี นี้ คือ ญาณ เป็น ไป ตาม หลัก ของ ปฏิจจ สมุป บาท เป็น กรณี ๆ ไป เช่น ใน กรณี แห่ง ชาติ ดัง ที่ กล่าว นี้ เป็นต้น .

( หมวด ๔ ) ๑ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เพราะ มี ตัณหา เป็น ปัจจัย จึง มี อุปาทาน ;
๒ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เมื่อ ตัณหา ไม่มี อุปาทาน ย่อม ไม่มี ;
๓ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เพราะ มี ตัณหา เป็น ปัจจัย จึง มี อุปทาน ;
๔ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เมื่อ ตัณหา ไม่มี อุปาทาน ย่อม ไม่มี ;
๕ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เพราะ มี ตัณหา เป็นปัจจัย จึงมี อุปาทาน ;
๖ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เมื่อ ตัณหา ไม่มี อุปาทาน ย่อม ไม่มี ;
๗ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ธัมมัฏ ฐิติ ญาณ ใน กรณี นี้ ก็ มี ความ สิ้น ไป เสื่อม ไป จาง ไป ดับ ไป เป็น ธรรมดา ;

( หมวด ๕ ) ๑ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เพราะ มี เวทนา เป็น ปัจจัย จึง มี ตัณหา ;
๒ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เมื่อ เวทนา ไม่มี ตัณหา ย่อม ไม่มี ;
๓ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เพราะ มี เวทนา เป็น ปัจจัย จึง มี ตัณหา ;
๔ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เมื่อ เวทนา ไม่มี ตัณหา ย่อม ไม่มี ;
๕ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เพราะ มี เวทนา เป็น ปัจจัย จึง มี ตัณหา ;
๖ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เมื่อ เวทนา ไม่มี ตัณหา ย่อม ไม่มี ;
๗ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ธัมมัฏ ฐิติ ญาณ ใน กรณี นี้ ก็ มี ความ สิ้น ไป เสื่อม ไป จาง ไป ดับ ไป เป็น ธรรมดา ;

( หมวด ๖ ) ๑ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เพราะ มี ผัสส ะ เป็น ปัจจัย จึง มี เวทนา ;
๒ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เมื่อ ผัสส ะ ไม่มี เวทนา ย่อม ไม่มี ;
๓ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เพราะ มี ผัสส ะ เป็น ปัจจัย จึง มี เวทนา ;
๔ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เมื่อ ผัสส ะ ไม่มี เวทนา ย่อม ไม่มี ;
๕ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาลยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เพราะ มี ผัสส ะ เป็น ปัจจัย จึง มี เวทนา ;
๖ . ญาณ คือความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เมื่อ ผัสส ะ ไม่มี เวทนา ย่อม ไม่มี ;
๗ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ธัมมัฏ ฐิติ ญาณ ใน กรณี นี้ ก็ มี ความ สิ้น ไป เสื่อม ไป จาง ไป ดับ ไป เป็น ธรรมดา ;

( หมวด ๗ ) ๑ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เพ ราะ มีสฬาย ตนะ เป็น ปัจจัย จึง มี ผัสส ะ ;
๒ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เมื่อ สฬาย ตนะ ไม่มี ผัสส ะ ย่อม ไม่มี ;
๓ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เพ ราะ มีสฬาย ตนะ เป็นปัจจัย จึงมี ผัสส ะ ;
๔ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เมื่อ สฬาย ตนะ ไม่มี ผัสส ะ ย่อม ไม่มี ;
๕ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เพราะ มีสฬาย ตนะ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ;
๖ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เมื่อ สฬาย ตนะ ไม่มี ผัสส ะย่อม ไม่มี ;
๗ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ธัมมัฏ ฐิติ ญาณ ใน กรณี นี้ ก็ มี ความ สิ้น ไป เสื่อม ไป จาง ไป ดับ ไป เป็น ธรรมดา ;

( หมวด ๘ ) ๑ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เพราะ มี นาม รูป เป็น ปัจจัย จึง มีสฬาย ตนะ ;
๒ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เมื่อ นาม รูป ไม่มี สฬาย ตนะ ย่อม ไม่มี ;
๓ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เพราะ มี นามรูป เป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ ;
๔ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เมื่อ นาม รูป ไม่มี สฬาย ตนะ ย่อม ไม่มี ;
๕ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เพราะ มีนามรูป เป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ ;
๖ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เมื่อ นาม รูป ไม่มี สฬาย ตนะ ย่อม ไม่มี ;
๗ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ธัมมัฏ ฐิติ ญาณ ใน กรณี นี้ ก็ มี ความ สิ้น ไป เสื่อม ไป จาง ไป ดับ ไป เป็น ธรรมดา ;

( หมวด ๙ ) ๑ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เพราะ มี วิญญาณ เป็น ปัจจัย จึง มี นาม รูป ;
๒ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เมื่อ วิญญาณ ไม่มี นาม รูป ย่อม ไม่มี ;
๓ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เพราะ มี วิญญาณ เป็น ปัจจัย จึง มี นาม รูป ;
๔ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เมื่อ วิญญาณ ไม่มี นาม รูป ย่อม ไม่มี ;
๕ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เพราะ มี วิญญาณ เป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ;
๖ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เมื่อ วิญญาณ ไม่มี นาม รูป ย่อม ไม่มี ;
๗ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ธัมมัฏ ฐิติ ญาณ ใน กรณี นี้ ก็ มี ความ สิ้น ไป เสื่อม ไป จาง ไป ดับ ไป เป็น ธรรมดา ;

( หมวด ๑๐ ) ๑ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เพราะ มี สังขาร เป็น ปัจจัย จึง มี วิญญาณ ;
๒ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เมื่อ สังขาร ทั้ง หลาย ไม่มี วิญญาณ ย่อม ไม่มี ;
๓ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เพราะ มี สังขาร เป็น ปัจจัย จึง มี วิญญาณ ;
๔ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เมื่อสังขาร ทั้งหลาย ไม่มีวิญญาณ ย่อมไม่มี ;
๕ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เพราะ มี สังขาร เป็นปัจจัย จึง มีวิญญาณ ;
๖ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เมื่อ สังขาร ทั้ง หลาย ไม่มี วิญญาณ ย่อม ไม่มี ;
๗ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ธัมมัฏ ฐิติ ญาณ ใน กรณี นี้ ก็ มี ความ สิ้น ไป เสื่อม ไป จาง ไป ดับ ไป เป็น ธรรมดา ;

( หมวด ที่ ๑๑ ) ๑ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เพราะ มี อวิชชา เป็น ปัจจัย จึง มี สังขาร ทั้ง หลาย ;
๒ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า เมื่อ อวิชชา ไม่มี สังขาร ทั้ง หลาย ย่อม ไม่มี ;
๓ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เพราะ มี อวิชชา เป็น ปัจจัย จึง มี สังขาร ทั้ง หลาย ;
๔ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อดีต เมื่อ อวิชชา ไม่มีสังขาร ทั้ง หลาย ย่อม ไม่มี ;
๕ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เพราะ มี อวิชชา เป็น ปัจจัย จึง มี สังขาร ทั้ง หลาย ;
๖ . ญาณ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ใน กาล ยืด ยาวนาน ฝ่าย อนาคต เมื่ออวิชชา ไม่มีสังขาร ทั้งหลายย่อมไม่มี ;
๗ . ญาณ ๕๙ คือ ความ รู้ ว่า แม้ ธัมมัฏ ฐิติ ญาณ ใน กรณี นี้ ก็ มี ความ สิ้น ไป เสื่อม ไป จาง ไป ดับ ไป เป็น ธรรมดา

ดู ก่อน ภิกษุ ทั้ง หลาย ! เหล่า นี้ เรียก ว่า ญาณ วัตถุ ๗๗ อย่าง , ดังนี้ แล .

 

สิงหาคม 2017
พฤ อา
« ก.ค.    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: