ปัจจเวกขณญาณ ๑๖

ผู้เป็นบัณฑิต ย่อมปัจจเวกขณะมรรคญาณ,ผลญาณและพระนิพพาน
และย่อมพิจรณากิเลสที่ประหาณแล้ว และกิเลสที่ยังไม่ได้ประหาณ
แต่ผู้ไม่ได้พิจรณาก็มีบ้าง

ญาณที่ต่อจากผลญาณ ก็คือ ปัจจเวกขณญาณ
ได้แก่ โยคีบุคคล ที่เข้าสู่ความดับไปแล้ว

ครั้นรู้สึกตัวขึ้น ก็พิจรณาว่า ตนเป็นอะไรไป
สภาวะอย่างนี้ ทำไมเกิดขึ้นกับตน

หรือพิจรณาในทำนองที่คล้ายคลึงกันนี้
และนึกย้อนหลังไปถึงการกำหนดที่ผ่านมาก่อน
ที่จะเกิดอาการแปลกประหลาดอันนี้ขึ้น
ซึ่งตนไม่เคยได้ประสบมาก่อนเลยในชีวิต

ลักษณะญาณนี้ก็คือ กำหนดพิจรณาอีกครั้งหนึ่ง
ได้แก่ การหวนกลับพิจรณาถึงสภาวะที่ตนเข้าสู่ความดับดังกล่าวมาแล้วในตอนต้น

ปัจจเวกขณะ แปลว่า กำหนดพิจรณาอีกครั้งหนึ่ง
ได้แก่ การหวนกลับพิจรณาถึงสภาวะที่ตนเข้าสู่ความดับดังกล่าวมาแล้วในตอนต้น

บัณฑิตทั้งหลายย่อม พิจรณามรรค,ผล,นิพพาน
เฉพาะท่านที่เป็นพหูสูตรคงแก่เรียน ย่อมพิจรณากิเลสที่ละได้แล้วและที่ยังเหลืออยู่

กล่าวคือ
สำรวจทบทวนดูมรรคว่า
“ข้าพเจ้ามาด้วยมรรคนี้แน่นอนแล้ว” ๑

สำรวจทบทวนดูผลว่า
“ข้าพเจ้าได้อานิสงส์นี้แล้ว” ๑

สำรวจทบทวนดูกิเลสที่ละได้แล้วว่า
“ข้าพเจ้าละกิเลสชื่อนี้ๆได้แล้ว” ๑

สำรวจทบทวนดูกิเลสที่ต้องฆ่าด้วยมรรคทั้ง ๓ เบื้องสูงว่า
“กิเลสชื่อนีๆของข้าพเจ้าที่ยังเหลืออยู่” ๑

และสุดท้าย สำรวจทบทวนดูอมตะนิพพานว่า
“ธรรมนี้ ข้าพเจ้าแทงทะลุโดยอารมณ์แล้ว” ๑

ส่วนโยคีบุคคลนอกนั้น ไม่ได้พิจรณาสอบสวน เพราะไม่รู้ปริยัติ
แต่ทำการกำหนดต่อไป

ญาณความรู้ที่เกิดขึ้น พิจรณาเห็นมรรค,ผล,นิพพาน,
กิเลสที่เหลืออยู่และกิเลสที่ละแล้วโดยอำนาจมรรคทั้ง ๔

หมายเหตุ;

“กิเลสที่เหลืออยู่และกิเลสที่ละแล้วโดยอำนาจมรรคทั้ง ๔”
เป็นเรื่องของ เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่
เป็นเหตุปัจจัยให้ อุปกิเลส มีเกิดขึ้น

ดังพระธรรมคำสอน ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้

สิ้นกิเลสก็แล้วกัน ไม่ต้องรู้ว่าสิ้นไปเท่าไร

ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือน รอยนิ้วมือ หรือรอยนิ้วหัวแม่มือ
ย่อมปรากฏอยู่ที่ด้ามเครื่องมือของพวกช่างไม้ หรือลูกมือของพวกช่างไม้
แต่เขาก็ไม่มีความรู้ว่า ด้ามเครื่องมือของเรา วันนี้สึกไปเท่านี้ วานนี้สึกไปเท่านี้ วันอื่น ๆ สึกไปเท่านี้ ๆ
คงรู้แต่ว่ามันสึกไป ๆ เท่านั้น, นี้ฉันใด ;

ภิกษุ ท. ! เมื่อภิกษุตามประกอบภาวนาอยู่
ก็ไม่รู้อย่างนี้ว่า วันนี้ อาสวะของเราสิ้นไปเท่านี้ วานนี้สิ้นไปเท่านี้ วันอื่น ๆ สิ้นไปเท่านี้ ๆ
รู้แต่เพียงว่า สิ้นไปในเมื่อมันสิ้นไป ๆ เท่านั้น, ฉันใดก็ฉันนั้น.

ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนเรือเดินสมุทร ที่มีเครื่องผูกทำด้วยหวายอยู่ในน้ำตลอดหกเดือนแล้ว
เขายกขึ้นบกในฤดูหนาว เครื่องผูกเหล่านั้นผึ่งอยู่กับลมและแดด ชุ่มแฉะอยู่ด้วยหมอกอันชื้น
ย่อมยุบตัว เปื่อยพังไปโดยไม่ยากเลย, นี้ ฉันใด ;

ภิกษุ ท. ! เมื่อภิกษุตามประกอบการเจริญภาวนาอยู่
สังโยชน์ ทั้งหลาย (ซึ่งเสมือนเครื่องหวายที่อบอยู่กับแดดลมและความชื้น)
ย่อมระงับลง ๆ กระทั่งสูญเสียไป ฉันนั้นเหมือนกัน.

ภิกษุ ท. ! เมื่อภิกษุตามประกอบการเจริญภาวนาอยู่,
โดยแน่นอน เธอไม่ต้องปรารถนา ว่า

“โอหนอ ! จิตของเราถึงหลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่มีอุปาทานเถิด”ดังนี้.
จิตของเธอนั้นก็ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่มีอุปาทานได้เป็นแน่.
ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ?

ข้อนั้นเพราะเหตุว่า เธอมีการเจริญสติปัฏฐานสี่ สัมมัปปธานสี่ อิทธิบาทสี่
อินทรีย์ห้า พละห้า โพชฌงค์เจ็ด อริยมรรคมีองค์แปด.

ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือน ฟองไข่ ๘ ฟอง ๑๐ ฟอง หรือ ๑๒ ฟอง
อันแม่ไก่กกดีแล้ว พลิกให้ทั่วดีแล้ว คือฟักดีแล้ว,

โดยแน่นอน แม่ไก่ ไม่ต้องปรารถนา ว่า
“โอหนอ ! ลูกไก่ของเรา จงทำลายกระเปาะฟอง ด้วยปลายเล็บเท้า
หรือจะงอยปาก ออกมาโดยสวัสดีเถิด” ดังนี้,

ลูกไก่เหล่านั้นก็สามารถทำลายกระเปาะด้วยปลายเล็บเท้า
หรือจะงอยปาก ออกมาโดยสวัสดีได้ โดยแท้, ฉันใดก็ฉันนั้น.

– สตฺตก. อํ. ๒๓/๑๒๘/๖๘.

 

“เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า จักเป็นผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจระงับอยู่
เธอควรศึกษาเช่นนี้แหละ

กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม
ของผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจระงับ จักสงบระงับ

เพราะฉะนั้นแหละ เธอพึงศึกษาว่า
จักนำกายและจิตที่สงบระงับแล้วเท่านั้น เข้าไปในพรหมจารีทั้งหลาย”

Advertisements

อนุโลมญาณ,โคตรภู,มรคคญาณ

อนุโลมญาณ

โคตรภูญาณ

มรรคญาณ

บางคนอ่านแล้ว อาจสงสัยว่า
ในเนื้อหาของหนังสือวิปัสสนาทีปนีฎีกา
มีการอธิบายเรื่องอริยะ สอดแทรกอยู่ในเนื้อหา
แต่ทำไม ถึงเลือกที่จะตัดเนื้อความส่วนนั้นออก

ที่เป็นแบบนี้ เพราะเขียนตามลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นในครั้งแรก
ครั้งแรกของทุกๆคน มีเกิดขึ้นเหมือนกันหมดคือ ทำลายอุปทานขันธ์ ๕(สักกายทิฏฐิ)

แล้วจะรู้ได้ยังไงว่า สภาวะที่เกิดขึ้น
เป็นการทำลายอุทานขันธ์ ๕(สักกายทิฏฐิ) ตามความเป็นจริง

และนี่คือเหตุผลที่ตัดเรื่องอริยะออกไป

ควรศึกษาที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ก่อน

 

บุคคล ๙ จำพวก

“สารีบุตร ! ธรรมปริยายข้อนี้ ยังไม่เคยแสดงให้ปรากฏ
แก่หมู่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาทั้งหลาย มาแต่กาลก่อน.

ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ?

เพราะเราเห็นว่าถ้าเขาเหล่านั้นได้ฟังธรรมปริยาย
ข้อนี้แล้ว จักพากันเกิดความประมาท;

อนึ่งเล่า ธรรมปริยายเช่นนี้ เป็นธรรมปริยาย
ที่เรากล่าว ต่อเมื่อถูกถามเจาะจงเท่านั้น; ดังนี้ แล.”

หมายเหตุ;

“เพราะเราเห็นว่าถ้าเขาเหล่านั้นได้ฟังธรรมปริยาย
ข้อนี้แล้ว จักพากันเกิดความประมาท”

กล่าวคือ หากพึงพอใจแค่ โสดาบัน หรือ สกิทาคา หรือ อนาคามี
ชื่อว่า จักพากันเกิดความประมาท เพราะในเมื่อมีกิจอันจะพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปได้

 

 

“สารีบุตร พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกผู้เขลา ไม่เฉียบแหลม เป็นพวกไหน
และพวกไหนจักรู้จักบุคคลผู้เป็นสอุปาทิเสสว่าเป็นสอุปาทิเสส
หรือจักรู้จักบุคคลผู้เป็นอนุปาทิเสสว่าเป็นอนุปาทิเสส

สารีบุตร บุคคล ๙ จำพวกนี้แล เป็นสอุปาทิเสส
เมื่อตายไป
ก็พ้นจากนรกได้
พ้นจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานได้
พ้นจากเปรตวิสัยได้
พ้นจากอบาย ทุคติ และวินิบาตได้

สารีบุตร ธรรมบรรยายนี้ยังไม่แจ่มแจ้งแก่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาก่อน
ข้อนั้นเพราะเหตุไร

เพราะประสงค์ว่า ชนทั้งหลายฟังธรรมบรรยายนี้แล้ว อย่านำมาซึ่งความประมาท
อีกอย่างหนึ่ง เรากล่าวธรรมบรรยายนี้โดยมุ่งถึงปัญหา”

สอุปาทิเสสสูตรที่ ๒ จบ

http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=20&A=1667&Z=1728&pagebreak=0

 

สมัยพุทธกาล ก็เคยมีมาแล้ว

พระพุทธเจ้า ทรงตรัสกับพระสารีบุตร

[๒๘๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี

สมัยนั้นแล ท่านพระสารีบุตรอยู่ที่ปราสาทของนางวิสาขา มิคารมารดาในบุพพาราม
ใกล้พระนคร สาวัตถี ณ ที่นั้นแล ท่านพระสารีบุตรได้เรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า

ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นตอบรับท่านพระสารีบุตรแล้ว
ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวว่า

ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย เราจักแสดงบุคคลที่มีสังโยชน์ในภายใน และบุคคลที่มีสังโยชน์ในภายนอก
ท่านทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว

ภิกษุเหล่านั้น ตอบรับท่านพระสารีบุตรแล้ว
ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวว่า

ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลที่มีสังโยชน์ในภายในเป็นไฉน
ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล สำรวมแล้วในปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร
มีปรกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย

เมื่อแตกกายตายไปภิกษุนั้นย่อมเข้าถึงหมู่เทพหมู่ใดหมู่หนึ่ง
ครั้นจุติจากอัตภาพนั้นแล้วเป็นอนาคามีกลับมาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้
นี้เรียกว่าบุคคลผู้มีสังโยชน์ในภายใน เป็นอนาคามี กลับมาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้ ฯ

ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้มีสังโยชน์ในภายนอกเป็นไฉน
ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีศีล สำรวมแล้วในพระปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร
มีปรกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย
ภิกษุนั้นย่อมบรรลุเจโตวิมุติอันสงบอย่างใดอย่างหนึ่ง

เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงหมู่เทพหมู่ใดหมู่หนึ่ง
ครั้นจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เป็นอนาคามีไม่กลับมาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้
นี้เรียกว่า บุคคลผู้มีสังโยชน์ในภายนอก เป็นอนาคามี ไม่กลับมาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้ ฯ

ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีศีล สำรวมแล้วในปาติโมกขสังวร
ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปรกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย
สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย

ภิกษุนั้นย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อคลาย เพื่อความดับกามทั้งหลาย
ย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อคลาย เพื่อความดับภพทั้งหลาย
ย่อมปฏิบัติเพื่อสิ้นตัณหา เพื่อสิ้นความโลภ

ภิกษุนั้นเมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงหมู่เทพหมู่ใดหมู่หนึ่ง
ครั้นจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เป็นอนาคามี ไม่กลับมาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้
ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย นี้เรียกว่า บุคคลมีสังโยชน์ในภายนอก
เป็นอนาคามี ไม่กลับมาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้ ฯ

ครั้งนั้นแล เทวดาที่มีจิตเสมอกันมากองค์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ ประทับ
ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ท่านพระสารีบุตรนั่น กำลังเทศนาถึงบุคคลที่มีสังโยชน์ในภายใน
และบุคคลที่มีสังโยชน์ในภายนอก แก่ภิกษุทั้งหลาย
อยู่ที่ปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดาในบุพพาราม

ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ บริษัทร่าเริง ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงพระกรุณา
เสด็จไปหาท่านพระสารีบุตรจนถึงที่อยู่เถิด พระผู้มีพระภาคทรงรับคำอาราธนาด้วยดุษณีภาพ

ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคทรงหายจากพระเชตวันวิหารไปปรากฏเฉพาะหน้าท่านพระสารีบุตร
ที่ปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดาในบุพพาราม เหมือนบุรุษมีกำลังเหยียดแขนที่คู้หรือคู้แขนที่เหยียดฉะนั้น
พระผู้มีพระภาคประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ แม้ท่านพระสารีบุตรก็ได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค แล้วนั่งลง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระสารีบุตรว่า
ดูกรสารีบุตร เทวดาที่มีจิตเสมอกันมากองค์เข้าไปหาเรา จนถึงที่อยู่
ไหว้เราแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วบอกว่า
ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระสารีบุตรกำลังเทศนาถึงบุคคลที่มีสังโยชน์ในภายใน
และบุคคลที่มีสังโยชน์ในภายนอก แก่ภิกษุทั้งหลาย อยู่ที่ปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดาในบุพพาราม

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บริษัทร่าเริง ขอประทานพระวโรกาส
ขอพระผู้มีพระภาคทรงพระกรุณาเสด็จไปหาท่านพระสารีบุตรจนถึงที่อยู่เถิด

ดูกรสารีบุตร ก็เทวดาเหล่านั้นยืนอยู่ในโอกาสแม้เท่าปลายเหล็กแหลมจดลง
๑๐ องค์บ้าง ๒๐ องค์บ้าง ๓๐ องค์บ้าง ๔๐ องค์บ้าง ๕๐ องค์บ้าง ๖๐ องค์บ้าง แต่ก็ไม่เบียดกันและกัน

ดูกรสารีบุตร ก็เธอพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า
จิตอย่างนั้น ซึ่งเป็นเหตุให้เทวดาเหล่านั้นยืนอยู่ได้ในโอกาส
แม้เท่าปลายเหล็กแหลมจดลง ๑๐ องค์บ้าง … ๖๐ องค์บ้าง
เป็นจิตอันเทวดาเหล่านั้นอบรมแล้วในภพนั้นแน่นอน
ดูกรสารีบุตร ก็ข้อนั้นเธอไม่ควรเห็นเช่นนี้

ดูกรสารีบุตร ก็จิตอย่างนั้น ซึ่งเป็นเหตุให้เทวดาเหล่านั้นยืนอยู่ได้ในโอกาส
แม้เท่าปลายเหล็กแหลมจดลง ๑๐ องค์บ้าง ฯลฯ แต่ก็ไม่เบียดกันและกัน
เทวดาเหล่านั้นได้อบรมแล้วในศาสนานี้เอง

เพราะฉะนั้นแหละสารีบุตร เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า
จักเป็นผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจระงับอยู่
เธอควรศึกษาเช่นนี้แหละ สารีบุตร

กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม
ของผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจระงับ จักสงบระงับ

เพราะฉะนั้นแหละ สารีบุตร เธอพึงศึกษาว่า
จักนำกายและจิตที่สงบระงับแล้วเท่านั้น
เข้าไปในพรหมจารีทั้งหลาย

ดูกรสารีบุตร เธอควรศึกษาเช่นนี้แหละ

ดูกรสารีบุตร พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกที่ไม่ได้ฟังธรรมบรรยายนี้
ได้พากันฉิบหายเสียแล้ว ฯ

หมายเหตุ;

“ดูกรสารีบุตร พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกที่ไม่ได้ฟังธรรมบรรยายนี้ ได้พากันฉิบหายเสียแล้ว ฯ”

หมายถึง ผู้ที่ไม่ได้ฟังธรรมบรรยาย ที่พระองค์ทรงตรัสกับพระสารีบุตร(คือ ฟังแค่คำที่สารีบุตรกล่าวไป)

 

http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=20&A=1667&Z=1728&pagebreak=0

มรรคญาณ ที่๑๔

เมื่อวุกฐาคามินีวิปัสสนาดำเนินไปตามวิถี เพราะอินทรีย์เสมอกัน
(สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์) บริบูรณ์เสมอกันไม่ขัดข้อง
จนหมดความรู้สึกครั้งสุดท้ายที่อนุโลมญาณ

ครั้นผ่านอนุโลมญาณ ก็เข้าเขตโคตรภูญาณ เข้าถึงมัคคญาณ
ในทางปฏิบัตินั้น พึงทราบว่า เริ่มก้าวเข้าสู่ความดับตั้งแต่ย่างเข้าเขตโคตรภูญาณแล้ว
แม้มาถึงมัคคญาณนี้ ก็ยังอยู่ในความดับ

และอาการที่เข้าสู่ความดับนั้น ก็ไม่เหมือนกัน
มีลักษณาการต่างกันต่อไปนี้

๑. ขณะที่วุฏฐาคามินีวิปัสสนากำลังดำเนินไปอยู่
รูป,นาม สังขาร มีอาการสุขุมละเอียดเป็นอย่างยิ่ง เป็นธรรมดา
แล้วค่อยเร็วๆเข้าจนถี่ยิบ และในที่สุดก็ดับไปเลย

ลักษณาการอย่างนี้เรียกว่า อนิมิตตวิโมกข์
คือ ดับทางอนิจจัง

ถ้าวุฏฐาคามินีวิปัสสนา เห็นแจ้งชัดในความไม่เที่ยง
มรรคนั้นชื่อ อนิมิตตวิโมกข์

๒. ขณะที่วุฏฐาคามินีวิปัสสนาที่กำลังดำเนินไปอยู่
เกิดทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัสจนเหลือจะทน ในที่สุดก็ดับไป
ลักษณาการอย่างนี้เรียกว่า อัปปณิหิตวิโมกข์
คือ ดับทางทุกขัง

ถ้าวุฏฐาคามินีวิปัสสนา เห็นแจ้งชัดในความเป็นทุกข์
มรรคนั้นชื่อ อัปปณิหิตวิโมกข์

๓. ขณะที่วุฏฐาคามินีวิปัสสนาที่กำลังดำเนินไปอยู่
รูป,นาม มีอาการสุขุมละเอียดเป็นอย่างยิ่ง แล้วค่อยๆน้อยลง
เหมือนเส้นด้ายที่เล็กที่สุด แล้วขาด ดับหายไป
ลักษณาการอย่างนี้เรียกว่า สุญญตวิโมกข์
คือ ดับทางอนัตตา

ถ้าวุฏฐาคามินีวิปัสสนา เห็นแจ้งชัดในความเป็นอนัตตา
มรรคนั้นชื่อ สุญญตวิโมกข์

ถ้ามีคำถามว่า เหตุไฉนโยคีบุคคล จึงเข้าสู่ความดับไม่เหมือนกัน

คำวิสัชนา จึงพึงมีว่า เพราะการสร้างสมบารมีมาแตกต่างกัน ผู้ใดสร้างทางใด ก็ดับทางนั้น

คือ ผู้ที่มีสัทธินทรีย์แก่กล้า
มีศรัทธาเป็นปุุพพาธิการอันสูง คือได้สร้างสมมาแต่ชาติก่อน
เป็นกำลังส่งให้ขณะที่ปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาอยู่นั้น
ผู้นั้นย่อมจะเห็นแจ้งชัดแต่อนิจจลักษณะมากที่สุด

ทั้งนี้ พึงเข้าใจว่า พระไตรลักษณ์อื่นๆ ก็เห็นเช่นเดียวกัน
แต่ไม่แจ่มแจ้งชัดเท่าอนิจจลักษณะนี้
เพราะอนิจจลักษณะมีกำลังแรงกล้า

ฉะนั้น เมื่อวุฏฐาคามินีวิปัสสนา คือตัววิปัสสนาที่จะเข้าสู่มรรคกำลังเป็นไปอยู่นั้น
ย่อมจะทำให้เห็นรูป,นาม แสดงความไม่เที่ยง แล้วก็เข้าสู่มรรคเลย
ลักษณะอย่างนี้เรียกว่า อนิมิตตวิโมกข์ คือหลุดพ้นจากอนิจจัง

ผู้ที่มีสมาธินทรีย์แก่กล้า
มีสมาธิเป็นปุพพาธิการอันตนสั่งสมมาแต่ชาติก่อน
เป็นกำลังส่งให้ขณะที่ปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาอยู่นั้น
ผู้นั้นย่อมจะเห็นอย่างแจ่มแจ้งชัดในทุกขลักษณะมากที่สุด
ชัดเจนกว่าพระไตรลักษณ์อื่นๆ
เพราะทุกขลักษณะ มีกำลังแรงกล้า

ฉะนั้น เมื่อวุฏฐาคามินีวิปัสสนากำลังดำเนินไปอยู่นั้น
ย่อมจะเห็นรูป,นาม แสดงความเป็นทุกข์ ให้ปรากฏเห็นชัดเจน แล้วก็เข้าสู่มรรคเลย
ลักษณะอย่างนี้เรียกว่า อัปปณิหิตวิโมกข์ คือหลุดพ้นจากทางทุกขัง

สำหรับผู้ที่มีปัญญินทรีย์แก่กล้า
มีปัญญาเป็นปุพพาธิการอันตนสั่งสมมาแต่ชาติก่อน
เป็นกำลังแรงส่งให้ในขณะที่ปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาอยู่นั้น
ผู้นั้นย่อมจะเห็นชัดเจนในอนัตตลักษณะมากที่สุด
ชัดเจนกว่าพระไตรลักษณ์ตัวอื่นๆ
เพราะอนัตตลักาณะมีกำลังมากกว่า

ฉะนั้น เมื่อวุฏฐาคามินีวิปัสสนากำลังดำเนินไปอยู่
ย่อมจะเห็นรูป,นาม แสดงความเป็นอนัตตา ให้ปรากฏอย่างชัดเจน

เมื่อเห็นอนัตตตาให้ปรากฏอย่างชัดเจนแล้ว
วุฏฐาคามินีวิปัสสนาก็จะเข้าสู่มรรคเลย
ลักษณะอย่างนี้เรียกว่า สุญญตวิโมกข์
คือ หลุดพ้นทางอนัตตา หรือเข้าสู่มรรคทางอนัตตลักษณะ

นำมาเฉพาะเนื้อหาที่ควรรู้
จากหนังสือ วิปัสสนาทีปนีฎีกา(หลวงพ่อภัททันตระ)

อนุโลมญาณและโคตรภูญาณ

เมื่อวุฏฐาคามินีวิปัสสนา คือ ยอดสังขารุเปกขาญาณกับอนุโลมญาณรวมกัน
ดำเนินไปจนหมดความรู้สึกครั้งสุดท้าย ก็คือถึงสุดยอดของอนุโลมญาณแล้ว

เพราะในการปฏิบัติคือ การกำหนดสังขารอารมณ์นั้น
ความรู้สึกจะมีอยู่ได้เพียงอนุโลมญาณนี้เท่านั้น
ต่อจากนั้นก็เข้าเขตของโคตรภูญาณ

 

นำมาเฉพาะเนื้อหาที่ควรรู้
จากหนังสือ วิปัสสนาทีปนีฎีกา(หลวงพ่อภัททันตระ)

อนุโลมญาณ

อนุโลมญาณ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙
สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค
จุลปัณณาสก์
อันตวรรคที่ ๑

๑. อันตสูตร ว่าด้วยส่วนคือสักกายะ ๔

[๒๗๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วน ๔ อย่างเหล่านี้ ส่วน ๔ อย่างเป็นไฉน?
ส่วนคือสักกายะ ๑
ส่วนคือสักกายสมุทัย ๑
ส่วนคือสักกายนิโรธ ๑
ส่วนคือสักกายนิโรธคามินีปฏิปทา ๑.

[๒๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ส่วนคือสักกายะเป็นไฉน?
ส่วนคือสักกายะนั้น ควรจะกล่าวว่า อุปาทานขันธ์ ๕

อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นไฉน?

อุปาทานขันธ์ ๕ นั้น ได้แก่
อุปาทานขันธ์ คือ รูป ๑
อุปาทานขันธ์คือเวทนา ๑
อุปาทานขันธ์คือสัญญา ๑
อุปาทานขันธ์คือ สังขาร ๑
อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ส่วนคือสักกายะ

[๒๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ส่วนคือสักกายสมุทัยเป็นไฉน?
ส่วนคือสักกายสมุทัยนั้นคือ ตัณหาอันนำให้เกิดในภพใหม่
ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน
มีปกติเพลิดเพลินยิ่งในภพหรืออารมณ์นั้นๆ
ได้แก่กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ส่วนคือสักกายสมุทัย

[๒๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ส่วนคือสักกายนิโรธเป็นไฉน?
ส่วนคือสักกายนิโรธนั้นคือ ความดับโดยไม่เหลือแห่งตัณหานั้นแล ด้วยมรรค
คือ วิราคะ ความสละ ความสละคืน ความหลุดพ้น ความไม่มีอาลัย

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ส่วนคือสักกายนิโรธ

[๒๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ส่วนคือสักกายนิโรธคามินีปฏิปทาเป็นไฉน?
ส่วนคือสักกายนิโรธคามินีปฏิปทานั้น ได้แก่อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล
สัมมาทิฏฐิ ๑
สัมมาสังกัปปะ ๑
สัมมาวาจา ๑
สัมมากัมมันตะ ๑
สัมมาอาชีวะ ๑
สัมมาวายามะ ๑
สัมมาสติ ๑
สัมมาสมาธิ ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ส่วนคือสักกายนิโรธคามินีปฏิปทา.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วน ๔ อย่างนี้แล

จบ สูตรที่ ๑.

หมายเหตุ;

ความดับที่แท้จริง
เป็นเรื่องของ การเกิดและการดับเหตุปัจจัยของการเกิด
ไม่ใช่เรื่องของ การบรรลุธรรม ที่นิยมพูดกันในปัจจุบัน

 

สภาพธรรมใดที่มีเกิดขึ้น
ทำให้เกิดการน้อมใจเชื่อว่ามี เชื่อว่าเป็นในสมมุติ
เช่น โสดา สกิทาคา อนาคามี อรหันต์

ล้วนเป็นกับดักหลุมพรางของกิเลส
ที่มีเกิดขึ้นในใจ

แก่นของญาณ ๑๖
อนุโลมญาณ
โคตรภูญาณ
มรรคญาณ
ผลญาณ
ปัจจเวกขณญาณ.

ญาณ ๑๖ เป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้น
ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ(สมถะ) ที่เป็นสัมมาสมาธิ

กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น
เป็นเหตุปัจจัยให้รู้ชัดอยู่ภายใยกาย เวทนา จิต ธรรม ได้อย่างต่อเนื่อง

กล่าวโดยย่อ สิ่งที่เกิดขึ้นกับใจที่รู้อยู่

.

เป็นการเจริญสมถะและวิปัสสนา คู่กันไป
กล่าวคือ มีรูปนามเป็นอารมณ์

จำฝังใจ

๒๓ พค.๕๗

เรื่องราวของผัสสะต่างๆ(สิ่งที่เกิดขึ้น) ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

สภาวะต่างๆที่เกิดขึ้น จำฝังใจไม่รู้ลืม เพราะไม่ได้เกิดแค่ครั้งเดียว แต่เกิดเดิมๆซ้ำๆ 

ต้องอาศัยการทำความเพียรต่อเนื่อง จึงจะรู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านั้นได้ ไม่ใช่เกิดจากการท่องจำในตำรา หรือนำตำราไปเทียบเคียง เพื่อหาคำเรียก 

แต่จะมีเหตุปัจจัย ทำให้รู้ชัดในคำเรียกต่างๆเหล่านั้นเอง ไม่ใช่เกิดจากการวิ่งหานอกตัว

ฌาน

คำเรียกของ”ฌาน” มาจากไหน

คำเรียกของ”ฌานต่างๆ” มาจากไหน

คำเรียกของ”รูปฌานและอรูปฌาน” มาจากไหน

คำเรียกของ องค์ประกอบของ สมาธิในระดับต่างๆ มาจากไหน

คำเรียกเหล่านี้ จะรู้ได้ ล้วนเกิดจาก การทำความเพียรต่อเนื่อง มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

จนกระทั่งรู้แจ้ง แทงตลอด ในสิ่งที่เกิดขึ้น ทุกๆขณะ ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

ญาณ ๑๖

คำเรียกของญาณ ๑๖ ที่มี ๑๖ ชื่อ มาจากไหน

คำเรียกต่างๆเหล่านี้ ล้วนเกิดจากการทำความเพียรต่อเนื่อง มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

จนกระทั่ง รุ้แจ้ง แทงตลอด ในสิ่งที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

ถ้าสามารถรู้ชัดในสภาวะต่างๆเหล่านี้ได้

จะสามารถแยกแยะ สภาวะที่เกิดขึ้น ที่เรียกว่า ฌาน และ ญาณ ๑๖ ออกจากกันได้ ไม่มีการปนเประหว่างฌานและญาณ ๑๖ คือ แยกขาดออกจากกัน

องค์ประกอบ ของรูปฌาน มีความเด่นเฉพาะของ ลักษณะอาการ ที่เกิดขึ้น หรือองค์ประกอบ ที่เป็เหตุปัจจัย ให้เกิด สิ่งที่เรียกว่า รูปฌาน

องค์ประกอบ ของอรูปฌาน มีความเด่นเฉพาะของ ลักษณะอาการ ที่เกิดขึ้น หรือองค์ประกอบ ที่เป็นเหตุปัจจัย ให้เกิด สิ่งที่เรียกว่า อรูปฌาน

องค์ประกอบ ของญาณ ทั้ง ๑๖ ชื่อ มีความเด่นเฉพาะของ ลักษณะอาการ ที่เกิดขึ้น หรือองค์ประกอบ ที่เป็นเหตุปัจจัย ให้เกิด สิ่งที่เรียกว่า ญาณ ๑๖ ทั้ง ๑๖ ชื่อ มีจุดลักษณะเฉพาะตัว ของลักษณะอาการที่เกิดขึ้น ของคำเรียก ทั้ง ๑๖ ชื่อ ที่เรียกว่า ญาณ ๑๖

ไม่ว่าจะเป็น รูปฌาน อรูปฌาน ญาณ ๑๖ สภาวะเหล่านี้ ล้วนมีลักษณะที่เกิดขึ้นเฉพาะตัว ของแต่ละสภาวะ

สภาวะอรูปฌาน ฌาน ญาณ ๑๖ จะรู้ชัดได้ ต้องมีสัมมาสมาธิเกิดขึ้นแล้วเท่านั้น

และต้องย่ำสภาวะนั้นจนพรุน ถ้าเปรียบเทียบกับการเดิน หลับตาเดิน ก็ยังเดินได้ตรงทาง

เพียงจะบอกว่า เรื่องราวเหล่านี้ ฌานต่างๆ ญาณ ๑๖ สิ่งเหล่านี้ ให้สักแต่ว่า รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม คือ เป็นการเรียนรู้ ลักษณะที่เกิดขึ้นของ คำเรียกนั้นๆ

แต่คำเรียกที่กล่าวมานี้ ยังไม่ใช่วิธีการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ วลัยพรจึงบอกว่า รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม อย่าไปหลงติดกับดักของคำเรียกเหล่านี้

เพราะ วันใดวันหนึ่ง เพียงทำความเพียรต่อเนื่อง เมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม จะทำให้รู้ชัดในสภาวะเหล่านี้ ที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง

เมื่อมีสภาวะสัมมาสมาธิ เกิดขึ้นแล้ว จะเป็นเหตุปัจจัย ให้รู้ด้วยตนเองว่า สภาวะเหล่านี้ ล้วนเป็นความปกติ เป็นเรื่องปกติ ที่มีเกิดขึ้นในสัมมาสมาธิ

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้

เหตุเพราะ เมื่อเกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ จะรู้ชัดในสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่กาย(สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับกาย เช่น ขนลุก ขนพอง ขนหัวตั้ง

เวทนา ทุกขเวทนา ที่เกิดขึ้นกับกาย

จิต กิเลสต่างๆที่เกิดขึ้น

ธรรม ความนึกคิด บ้างเรียกว่า จิตคิดพิจรณา เรียกแบบใดก็ได้ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความคิด

สิ่งเหล่านี้ จะมีเกิดขึ้น ในแต่ละขณะ ที่เกิดขึ้น เหตุจาก มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ เป็นเหตุปัจจัยให้ เกิดความรู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้น ในแต่ละขณะ

ถ้ารู้ชัดแบบนี้ได้ อุปกิเลส จะทำอะไรไม่ได้เลย

๒๖ สค.๕๕ (ควรจำ)

๒๖ สค.๕๕ (ควรจำ)

ทำตามสภาวะ

เวลาให้คำแนะนำ   คือ เข้าใจ  ก็อย่างที่บอก เหตุมันก็เดิมๆซ้ำๆนี่แหละ เพียงแค่เปลี่ยนฉาก เปลี่ยนบุคคลเข้ามา ในรูปของผัสสะ เหมือนเล่นละครสลับฉาก ยังไงก็อย่างนั้น

ถ้าแค่ดู แค่รู้ ไม่ว่าจะรู้สึกนึกคิดยังไงก็ตาม ไม่ลงไปเล่นด้วย สิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมดับลงไปตามเหตุปัจจัยเอง

หน้าที่เรา คือ อยู่กับปัจจุบัน พยายามหักห้ามใจตัวเอง อย่าคล้อยตามกิเลสที่เกิดขึ้นในใจ จนกระทั่ง หลงสร้างเหตุให้เกิดขึ้นมาใหม่อีก ภพชาติไม่จบไม่สิ้นเพราะเหตุนี้

การปฏิบัติ เดินจงกรม นั่งสมาธิ ทำต่อเนื่องไป ไม่ต้องไปกังวลเรื่องเวลา มากน้อยแล้วแต่เหตุปัจจัย เมื่อถึงเวลา ธรรมะหรือสภาวะจัดสรรให้เอง

หมั่นทบทวนเรื่อง เวลานั่งสมาธิ เมื่อสมาธิเกิด สามารถรู้กายได้หรือเปล่า หรือพอเป็นสมาธิแล้ว ไม่รู้เรื่องอะไรเลย หรือมันดับเงียบหายไป ถ้าเป็นแบบนี้ ให้เพิ่มเดิน ก่อนนั่ง

หรือ เกิดสลับกัน รู้สึกตัวบ้าง ไม่รู้สึกตัวบ้าง จนกระทั่งครบเวลาที่ตั้งไว้ อันนี้ไม่เป็นไร ไม่ต้องเพิ่มหรือลดอะไร

 หลักสำคัญ

หยุดสร้างเหตุทางกายกรรม วจีกรรม เป็นการดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน

ไม่สานต่อ ไม่มีเหตุ ย่อมไม่มีผล ที่ยังมีผลมาให้ได้รับอยู่เนืองๆ เกิดจาก เหตุทางมโนกรรมที่ยังมีอยู่  ให้แค่ดู แค่รู้ยอมรับไป

การเดินจงกรม นั่งสมาธิ เป็นวิธีการสร้างเหตุ ของการดับที่ต้นเหตุของการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร ได้แก่ อนุสัยกิเลส หรือสังโยชน์ ๑๐ ที่มีอยู่

เพียงหยุดสร้างเหตุนอกตัว ปฏิบัติต่อเนื่อง สภาวะภายนอกส่งผลสภาวะภายใน เรียกว่า หนุนนำให้สภาวะภายใน ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

สภาวะทั้งชีวิตจริง และการปฏิบัติ โดยเนื้อแท้แล้ว ไม่ได้มีอะไรเลย ที่มีให้เหตุให้เกิดขึ้นเนืองๆ เกิดจาก การนำ “เรา” ที่มีอยู่ ลงไปคลุกเคล้าหรือไปมีส่วนร่วมกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ไม่ว่าจะเรื่องราว สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ถ้าแค่ดู แค่รู้ ตามความเป็นจริง ของสิ่งที่เกิดขึ้น เรื่องราวนั้นๆ ย่อมจบลงไปเอง

หากเราไม่ไปสานต่อ หรือมีส่วนร่วม ตบมือข้างเดียว ไม่ดังหรอก ที่มันดังสนั่น เพราะ ตัวเองน่ะผิด แก้ต้องแก้
ที่ตัวเอง นอกตัว แค่ดู แค่รู้ ไปแก้ไขอะไร ไม่ได้เลยจริงๆ

แม้กระทั่ง สิ่งที่เกิดขึ้น ขณะปฏิบัติ มีสิ่งใดเกิดขึ้น แค่ดู แค่รู้ไปตามความเป็นจริง สิ่งๆนั้น เกิดขึ้น ย่อมดับลงไปเอง ตามเหตุปัจจัย

พระผู้มีพระภาค ทรงวางแนวทางไว้ให้แล้ว ใช้ได้ตลอดชีวิต ทั้งนอก(สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต)

และใน(ขณะปฏิบัติเต็มรูปแบบ) นั่นคือ โยนิโสมนสิการ ตามความเป็นจริง

สิ่งใดที่ใช้ความรู้สึกนึกคิดส่วนตัว ลงไปแทรกแซง สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น  นั่นแหละคือ มิจฉาทิฏฐิ

แม้กระทั่งเรื่องสภาวะญาณต่างๆ ที่มีปรากฏ นำมาสอบอารมณ์ ล้วนเป็นเพียง สิ่งที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ ไม่ใช่เป็นสิ่งรู้เห็นวิเศษอันใดเลย เป็นสภาวะปกติ ที่เกิดขึ้นในสภาวะสัมมาสมาธิ

เมื่อยังมีความไม่รู้ ในความจริงของสภาวะสัมมาสมาธิ พอมีสิ่งใดเกิดขึ้น นำไปเทียบเคียงกับตำรา ผลตามมาคือ อุปกิเลส เป็นเหตุให้ หลงสร้างเหตุใหม่ ให้เกิดขึ้น เพราะ ความไม่รู้ที่มีอยู่

เหตุของความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด

แท้จริงแล้ว ชีวิตไม่ได้มีอะไรเลย มีแต่การกระทำเดิมๆซ้ำๆ แตกต่างแค่เหตุการณ์ แค่บุคคลที่มีวิบากร่วมกับเราเท่านั้นเอง ที่เหลือ ไม่มีความแตกต่างเลย หลงใช้ชีวิตเวียนวนโดยไม่รู้ว่าหลง

นี่แหละเหตุของการเกิด การก่อให้เกิดภพชาติไปด้วยความหลง พอมารู้เห็นความจริงของชีวิตที่เป็นอยู่จริง ตามสภาวะของชีวิต จิตจึงเกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัดเพราะเหตุนี้

ต่อให้มีครอบครัวที่ดี มีชีวิตที่ดีแบบสุดๆ รวยแสนรวยแค่ไหน ให้รวยล้นฟ้าจนไม่มีที่จะเก็บเงิน ทำทานมากเท่าไหร่ เงินไม่ยอมหมด แล้วเป็นยังไง ชีวิตยังคงเวียนวนเหมือนเดิม นี่แหละความหลง ความไม่รู้ กิเลสบดบังจิต

จิตที่มืดบอด ปัญญาไม่เกิด จึงมองไม่เห็นตามความเป็นจริง พอรู้แล้ว เห็นแล้วว่า ความเป็นจริงของชีวิตคืออะไร ยิ่งเห็นชัดมากเท่าไหร่ ยิ่งเกิดความเบื่อหน่ายยิ่งกว่าสิ่งใด ความเพียรจึงเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องมีความอยากที่จะทำ

ความอยากมี อยากได้เป็นอะไรๆในบัญญัติที่นำมาเรียกๆกันนั้นไม่มีในจิต ตราบใดที่ยังมีกิเลส ตราบนั้นยังต้องมีการเกิด ตราบใดที่ยังต้องมีการระวัง นั่นหมายถึงยังมีเหตุ เพราะผลยังคงให้ได้รับอยู่ หากหมดเหตุแล้วจริงๆ ไม่ต้องคอยระวัง

พระพุทธเจ้าตรัสรู้พระอภิธรรม

เหตุของการเห็นแจ้งในสภาวะอริยสัจจ์

เมื่อก่อนที่ยังไม่เขียนเรื่องนี้ เนื่องจากว่า เท่าที่อ่านๆตำรามา ไม่เคยเจอในตำราเล่มไหนๆจะมีบันทึกไว้ว่าพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เรื่องอะไร เห็นมีเขียนไว้อย่างเดียวว่า สิ่งที่พระองค์ทรงตรัสรู้คือ อริยสัจ ๔

ซึ่งสภาวะของอริยสัจจ์นี้จะต้องผ่านสภาวะสัจจานุโลมิกญาณ จึงจะเข้าใจและรู้ชัดในสภาวะของ อริยสัจ ๔

แล้วที่เกิดก่อนจะผ่านสภาวะสัจจานุฯล่ะ มันต้องมีเหตุมาก่อน ถึงจะมีผลมาแสดงให้ได้รับหรือให้เห็น อริยสัจจ ๔ ก็เช่นเดียวกัน

แม้กระทั่งเรื่องกับดักหลุมพรางของกิเลสหลุมใหญ่ที่ทุกๆคนจะต้องเจอเมื่อผ่านญาณ ๑๖ ครั้งแรกที่ทุกคนจะต้องเจอเหมือนๆกันหมด ไม่มีข้อยกเว้นแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นพระหรือฆราวาสก็ตาม เจอเหมือนกันหมดคือ อุปกิเลสตัวแม่

ไม่ว่าจะรู้ปริยัติหรือไม่รู้ปริยัติเลยก็ตาม เจอเหมือนๆกันหมด ต้องอาศัยการเจริญสติอย่างต่อเนื่องจึงจะผ่านสภาวะอุปกิเลสนี้ไปได้ สภาวะอุปกิเลสตรงนี้ มีสภาวะที่ละเอียดมากกว่าอุปกิเลสในสภาวะโดยทั่วๆไป

ถ้าผ่านสภาวะอุปกิเลสตรงนี้ไปได้แล้ว การปฏิบัติจะสะดวกสบาย เพราะผู้ปฏิบัติสามารถรู้จักจิตแท้ของตัวเองได้ละเอียดมากขึ้น รู้จักใช้อุบายในการรักษาจิตให้อยู่กับปัจจุบัน

จึงไม่ติดไม่ขัดเหมือนแรกๆของความไม่รู้ที่ยังมีอยู่ คือ ยังไม่รู้จักจิตที่แท้จริงของตัวเอง อุปมาอุปมัย เหมือนคนป่วยที่ใช้ยาในการรักษาไม่ถูกกับโรคที่เป็นอยู่

ไม่รู้ปริยัติ

เมื่อก่อนเราไม่รู้ปริยัติจริงๆ แต่สามารถรู้ได้ว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้นั้นคือ พระอภิธรรม ( รูป,นาม ขันธ์ ๕ ) และสมมุติ

ได้อ่านหนังสือเรื่อง อนัตตาสุดยอด เขียนโดยหลวงพ่อธี วิจิตฺตธมฺโม ปธ.๙ หลวงพ่อธีได้เขียนไว้ว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้พระอภิธรรม อยู่ในหน้าที่ ๒๗

โดยส่วนตัว ไม่เคยรู้จักหลวงพ่อธี และไม่เคยได้ยินชื่อของท่านมาก่อน แต่เคยอ่านเจอในเว็บบอร์ดลานธรรมจักร มีคนนำมาโพสไว้

สิ่งที่ถูกรู้

เรามักจะเขียนในสิ่งที่ได้รู้ตอนผ่านสภาวะ นั่นคือสภาวะของพระอภิธรรม แต่ไม่รู้จะพูดยังไงให้คนอื่นๆเข้าใจเหมือนที่เรารู้ เพราะนั่นเป็นสภาวะของรูป, นาม ขันธ์ ๕ ที่มีอยู่จริงๆ ไม่ใช่แค่ในตำราที่เขียนเอาไว้

เราจึงมักใช้คำว่า สิ่งที่รู้ คือ จิต กับสิ่งที่ถูกรู้ คือ สิ่งที่จิตรู้เห็น แต่รู้เห็นโดยสภาวะไม่ใช่โดยบัญญัติ แต่จะรู้ในบัญญัติทันที่ว่าสิ่งที่ถูกรู้นั้นคือ พระอภิธรรม แต่ไม่สามารถอธิบายให้เป็นรูปธรรมให้ใครๆฟังได้
ได้แต่บอกว่า มีแค่สิ่งที่รู้กับสิ่งที่ถูกรู้เท่านั้นเอง

มาวันนี้ กล้าที่จะเขียนเรื่องสิ่งที่ถูกรู้นี้ได้เต็มๆว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้พระอภิธรรม ซึ่งเป็นเหตุของการรู้แจ้งในสภาวะของอริยสัจ ๔ พอผ่านแล้ว ย่อมตกหลุมพรางของกิเลสหรืออุปกิเลสเหมือนกันหมด เพียงแต่จะรู้หรือไม่เท่านั้นเอง

ถ้าเรียงลำดับของการเกิดเหตุและผลแต่ละสภาวะจะเรียงตามลำดับดังนี้

กล่าวในแง่ของสภาวะ

เหตุของการผ่านญาณ ๑๖ ผลคือ รู้แจ้งในสภาวะของอภิธรรม (รูป นาม ขันธ์ ๕และสมมุติ)

เหตุของการรู้แจ้งในสภาวะอภิธรรม ผลคือ รู้แจ้งในสภาวะของอริยสัจ ๔

เหตุของการแจ้งอริยสัจ ๔ ทำให้รู้แจ้งชัดในสภาวะของพระนิพพาน คือ ลักษณะของพระนิพพาน ว่าทำอย่างไร จึงจะถึงซึ่งนิพพานที่แท้จริง

สภาวะเหล่านี้จะเกิดขึ้นเฉพาะในสภาวะของสมุจเฉทประหาณเท่านั้น คือเกิดจากสภาวะของจิตภาวนาจริงๆ ไม่ว่าจะรู้ปริยัติหรือไม่รู้ปริยัติ เมื่อผ่านสภาวะเหล่านี้แล้ว จะรู้เหมือนๆกันหมดและรู้นั้นๆตรงกัน ไม่แตกต่างกันเลยสักนิดเดียว

กล่าวในแง่ของปริยัติ

แสดงวิโมกขมุขสังคหะ

สุญฺญตานุปสฺสนา อนิตฺตานุปสฺสนา อปฺปณิหิตานุปสฺสนา เจติ ตีณิ วิโมกฺขมุขมุขานิ จ เวทิตพฺพานิ.

อธิบายคำว่า วิโมกขมุข แยกเป็น ๒ บท คือ

วิโมกฺข บทหนึ่ง

มุข บทหนึ่ง

วิโมกฺข แปลว่า การข้ามพ้นจากกิเลส ได้แก่ การปล่อยวางโดยตัวของจิตปล่อยวางเอง ไม่ใช่เกิดจากการคิดพิจรณาหรือมีความเห็น ตลอดตนความรู้สึกนึกคิดเข้าไปเกี่ยวข้องกับสภาวะ

มุข แปลว่า เป็นประตูหรือเป็นปาก หมายความว่า เป็นประตูทางเข้าอริยมรรค ได้แก่ สังขารุเปกขาญาณ

๑. สุญฺญตานุปสฺสนา วุฏฐาคามินีวิปัสสนาที่เนื่องมาจากอนัตตลักขณะ

๒. อนิตฺตานุปสฺสนา วุฏฐาคามินีวิปัสสนาที่เนื่องมาจากอนิจจลัขณะ

๓. อปฺปณิหิตานุปสฺสนา วุฏฐาคามินีวิปัสสนาที่เนื่องมาจากทุกขลักขณะ

ชื่อว่า สุญฺญตาวิโมกฺขมุข คือ ดับ(จิตปล่อยวาง)ทางอนัตตา หรือเข้าสู่สังขารุเปกขาญาณทางอนัตตา

ชื่อว่า อนิตฺตวิโมกฺขมุข คือ ดับ(จิตปล่อยวาง)ทางอนิจจัง หรือเข้าสู่สังขารุเปกขาญาณทางอนิจจัง

ชื่อว่า อปฺปณิหิตวิโมกฺขวิมุกข คือ ดับ(จิตปล่อยวาง)ทางทุกขัง หรือเข้าสู่สังขารุเปกขาญาณทางทุกขัง

พึงจำไว้ให้มั่นว่า การที่ผู้บำเพ็ญวิปัสสนาภาวนา จะเข้าสู่สังขารุเปกขาญาณ มรรคญาณบรรลุพระนิพพานได้นั้น จะต้องเข้าทางพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจลักขณะ , ทุกขลักขณะ , อนัตตลัขณะ

โดยเข้าตามประตูทั้ง ๓ ตามวาสนาบารมีที่ตนได้เคยสร้างสมอบรมมาแต่ชาติก่อนดังกล่าวมาเท่านั้น จะเข้าทางอื่นอย่างอื่นไม่ได้ จะติดขัดด้วยประการทั้งปวง

และการที่ผู้ปฏิบัติจะรู้แน่แท้แก่ใจตนว่า ตนได้เคยสร้างอบรมบารมีมาทางไหน ย่อมรู้ได้อย่างแน่นอนในขณะที่วุฏฐาคามินีวิปัสสนากำลังเป็นอยู่ โดยแสดงพระไตรลักษณ์ที่มีกำลังมากที่สุดให้ปรากฏเห็นอย่างชัดเจนนี้เอง

เพราะพระไตรลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่งจะต้องปรากฏให้เห็นอย่างแน่นอน แก่ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาจนได้บรรลุอริยมรรค,อริยผลอย่างชัดเจนทุกคนไป

เหตุนี้ จึงมีข้อที่ควรทราบคือ อาจมีผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งเป็นผู้มีความมึนเมาด้วยอำนาจแห่งทิฏฐิกิเลส สำคัญว่าตนเป็นผู้วิเศษ มีจิตสว่างสงบได้พบพระนิพพานแล้ว โดยตนไม่เคยปฏิบัติวิปัสสนาภาวนามาเลย

ได้แต่นึกคิดไปด้วยอำนาจจินตามยปัญญา แล้วสั่งสอนคนทั้งหลายด้วยภาษาอันเข้าใจบ้าง, ไม่เข้าใจบ้างอย่างผิดแบบผิดแผน

โดยนัยที่ว่าพระนิพพานนั้น ไม่ต้องไปปฏิบัติให้เหนื่อยยากลำบาก เพียงแต่ทำจิตให้ปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น ให้เป็นไปตามธรรมชาติ ก็เป็นสุญญตานิพพานแล้ว เรื่องนรก, สวรรค์เป็นเรื่องของคนพาล, คนโง่ เป็นเรื่องของเด็กอมมือที่ยังมีอุปทานยึดอยู่เท่านั้น

หรือบางที ผู้หนึ่งผู้ใดซึ่งมีอาการยิ่งกว่าทิฏฐิวาทีตามที่กล่าวมาแล้ว ไม่เคยบำเพ็ญวิปัสสนาภาวนาเช่นกัน อยู่ๆก็กล่าวออกมาว่า ตุ๊เจ้าขา ( ตุ๊เป็นภาษาทางภาคเหนือ ใช้เรียกพระภิกษุ ) เราเป็นผู้สำเร็จแล้ว ได้มรรค, ผล, ธรรมวิเศษ สำเร็จวิปัสสนาแล้ว ได้วิโมกขธรรมสูงสุดของพระพุทธเจ้าแล้ว ดังนี้ก็มี

ตามตัวอย่างที่ยกมาดังนี้ แสดงว่าบุคคลเหล่านี้ไม่มีภาวนามยปัญญา ไม่รู้จักวุฏฐาคามินีวิปัสสนาญาณ คือ ลักษณาการที่จะก้าวเข้าสู่สังขารุเปกขาญาณทางพระไตรลักษณ์ ว่าตนเข้าถึงโดยพระไตรลักษณ์อย่างไหน และพระไตรลักษณ์นั้นมีลักษณะอาการเป็นอย่างไร

ได้แก่การปล่อยวางของจิตโดยเกิดสภาวะปล่อยวางเอง ไม่ใช่เกิดจากการน้อมเอา คิดเอา พยายามพิจรณาเพื่อปล่อยวาง ตราบใดที่ยังมีการพยายามทำให้เกิดการปล่อยวาง นั่นยังไม่ใช่สภาวะที่แท้จริงของจิตปล่อยวาง

ถ้าเขาเหล่านั้นไม่รู้แจ้งชัดในปัญหาที่ว่ามานี้แล้ว เส้นทางเข้าสู่ มรรค, ผลที่เขาเข้าใจเอาเองนั้น ก็ไม่ใช่มรรค, ผลที่ประเสริฐ

Previous Older Entries

ตุลาคม 2017
พฤ อา
« ก.ย.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: