จำฝังใจ

๒๓ พค.๕๗

เรื่องราวของผัสสะต่างๆ(สิ่งที่เกิดขึ้น) ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

สภาวะต่างๆที่เกิดขึ้น จำฝังใจไม่รู้ลืม เพราะไม่ได้เกิดแค่ครั้งเดียว แต่เกิดเดิมๆซ้ำๆ 

ต้องอาศัยการทำความเพียรต่อเนื่อง จึงจะรู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านั้นได้ ไม่ใช่เกิดจากการท่องจำในตำรา หรือนำตำราไปเทียบเคียง เพื่อหาคำเรียก 

แต่จะมีเหตุปัจจัย ทำให้รู้ชัดในคำเรียกต่างๆเหล่านั้นเอง ไม่ใช่เกิดจากการวิ่งหานอกตัว

ฌาน

คำเรียกของ”ฌาน” มาจากไหน

คำเรียกของ”ฌานต่างๆ” มาจากไหน

คำเรียกของ”รูปฌานและอรูปฌาน” มาจากไหน

คำเรียกของ องค์ประกอบของ สมาธิในระดับต่างๆ มาจากไหน

คำเรียกเหล่านี้ จะรู้ได้ ล้วนเกิดจาก การทำความเพียรต่อเนื่อง มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

จนกระทั่งรู้แจ้ง แทงตลอด ในสิ่งที่เกิดขึ้น ทุกๆขณะ ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

ญาณ ๑๖

คำเรียกของญาณ ๑๖ ที่มี ๑๖ ชื่อ มาจากไหน

คำเรียกต่างๆเหล่านี้ ล้วนเกิดจากการทำความเพียรต่อเนื่อง มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

จนกระทั่ง รุ้แจ้ง แทงตลอด ในสิ่งที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

ถ้าสามารถรู้ชัดในสภาวะต่างๆเหล่านี้ได้

จะสามารถแยกแยะ สภาวะที่เกิดขึ้น ที่เรียกว่า ฌาน และ ญาณ ๑๖ ออกจากกันได้ ไม่มีการปนเประหว่างฌานและญาณ ๑๖ คือ แยกขาดออกจากกัน

องค์ประกอบ ของรูปฌาน มีความเด่นเฉพาะของ ลักษณะอาการ ที่เกิดขึ้น หรือองค์ประกอบ ที่เป็เหตุปัจจัย ให้เกิด สิ่งที่เรียกว่า รูปฌาน

องค์ประกอบ ของอรูปฌาน มีความเด่นเฉพาะของ ลักษณะอาการ ที่เกิดขึ้น หรือองค์ประกอบ ที่เป็นเหตุปัจจัย ให้เกิด สิ่งที่เรียกว่า อรูปฌาน

องค์ประกอบ ของญาณ ทั้ง ๑๖ ชื่อ มีความเด่นเฉพาะของ ลักษณะอาการ ที่เกิดขึ้น หรือองค์ประกอบ ที่เป็นเหตุปัจจัย ให้เกิด สิ่งที่เรียกว่า ญาณ ๑๖ ทั้ง ๑๖ ชื่อ มีจุดลักษณะเฉพาะตัว ของลักษณะอาการที่เกิดขึ้น ของคำเรียก ทั้ง ๑๖ ชื่อ ที่เรียกว่า ญาณ ๑๖

ไม่ว่าจะเป็น รูปฌาน อรูปฌาน ญาณ ๑๖ สภาวะเหล่านี้ ล้วนมีลักษณะที่เกิดขึ้นเฉพาะตัว ของแต่ละสภาวะ

สภาวะอรูปฌาน ฌาน ญาณ ๑๖ จะรู้ชัดได้ ต้องมีสัมมาสมาธิเกิดขึ้นแล้วเท่านั้น

และต้องย่ำสภาวะนั้นจนพรุน ถ้าเปรียบเทียบกับการเดิน หลับตาเดิน ก็ยังเดินได้ตรงทาง

เพียงจะบอกว่า เรื่องราวเหล่านี้ ฌานต่างๆ ญาณ ๑๖ สิ่งเหล่านี้ ให้สักแต่ว่า รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม คือ เป็นการเรียนรู้ ลักษณะที่เกิดขึ้นของ คำเรียกนั้นๆ

แต่คำเรียกที่กล่าวมานี้ ยังไม่ใช่วิธีการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ วลัยพรจึงบอกว่า รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม อย่าไปหลงติดกับดักของคำเรียกเหล่านี้

เพราะ วันใดวันหนึ่ง เพียงทำความเพียรต่อเนื่อง เมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม จะทำให้รู้ชัดในสภาวะเหล่านี้ ที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง

เมื่อมีสภาวะสัมมาสมาธิ เกิดขึ้นแล้ว จะเป็นเหตุปัจจัย ให้รู้ด้วยตนเองว่า สภาวะเหล่านี้ ล้วนเป็นความปกติ เป็นเรื่องปกติ ที่มีเกิดขึ้นในสัมมาสมาธิ

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้

เหตุเพราะ เมื่อเกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ จะรู้ชัดในสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่กาย(สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับกาย เช่น ขนลุก ขนพอง ขนหัวตั้ง

เวทนา ทุกขเวทนา ที่เกิดขึ้นกับกาย

จิต กิเลสต่างๆที่เกิดขึ้น

ธรรม ความนึกคิด บ้างเรียกว่า จิตคิดพิจรณา เรียกแบบใดก็ได้ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความคิด

สิ่งเหล่านี้ จะมีเกิดขึ้น ในแต่ละขณะ ที่เกิดขึ้น เหตุจาก มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ เป็นเหตุปัจจัยให้ เกิดความรู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้น ในแต่ละขณะ

ถ้ารู้ชัดแบบนี้ได้ อุปกิเลส จะทำอะไรไม่ได้เลย

๒๖ สค.๕๕ (ควรจำ)

๒๖ สค.๕๕ (ควรจำ)

ทำตามสภาวะ

เวลาให้คำแนะนำ   คือ เข้าใจ  ก็อย่างที่บอก เหตุมันก็เดิมๆซ้ำๆนี่แหละ เพียงแค่เปลี่ยนฉาก เปลี่ยนบุคคลเข้ามา ในรูปของผัสสะ เหมือนเล่นละครสลับฉาก ยังไงก็อย่างนั้น

ถ้าแค่ดู แค่รู้ ไม่ว่าจะรู้สึกนึกคิดยังไงก็ตาม ไม่ลงไปเล่นด้วย สิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมดับลงไปตามเหตุปัจจัยเอง

หน้าที่เรา คือ อยู่กับปัจจุบัน พยายามหักห้ามใจตัวเอง อย่าคล้อยตามกิเลสที่เกิดขึ้นในใจ จนกระทั่ง หลงสร้างเหตุให้เกิดขึ้นมาใหม่อีก ภพชาติไม่จบไม่สิ้นเพราะเหตุนี้

การปฏิบัติ เดินจงกรม นั่งสมาธิ ทำต่อเนื่องไป ไม่ต้องไปกังวลเรื่องเวลา มากน้อยแล้วแต่เหตุปัจจัย เมื่อถึงเวลา ธรรมะหรือสภาวะจัดสรรให้เอง

หมั่นทบทวนเรื่อง เวลานั่งสมาธิ เมื่อสมาธิเกิด สามารถรู้กายได้หรือเปล่า หรือพอเป็นสมาธิแล้ว ไม่รู้เรื่องอะไรเลย หรือมันดับเงียบหายไป ถ้าเป็นแบบนี้ ให้เพิ่มเดิน ก่อนนั่ง

หรือ เกิดสลับกัน รู้สึกตัวบ้าง ไม่รู้สึกตัวบ้าง จนกระทั่งครบเวลาที่ตั้งไว้ อันนี้ไม่เป็นไร ไม่ต้องเพิ่มหรือลดอะไร

 หลักสำคัญ

หยุดสร้างเหตุทางกายกรรม วจีกรรม เป็นการดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน

ไม่สานต่อ ไม่มีเหตุ ย่อมไม่มีผล ที่ยังมีผลมาให้ได้รับอยู่เนืองๆ เกิดจาก เหตุทางมโนกรรมที่ยังมีอยู่  ให้แค่ดู แค่รู้ยอมรับไป

การเดินจงกรม นั่งสมาธิ เป็นวิธีการสร้างเหตุ ของการดับที่ต้นเหตุของการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร ได้แก่ อนุสัยกิเลส หรือสังโยชน์ ๑๐ ที่มีอยู่

เพียงหยุดสร้างเหตุนอกตัว ปฏิบัติต่อเนื่อง สภาวะภายนอกส่งผลสภาวะภายใน เรียกว่า หนุนนำให้สภาวะภายใน ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

สภาวะทั้งชีวิตจริง และการปฏิบัติ โดยเนื้อแท้แล้ว ไม่ได้มีอะไรเลย ที่มีให้เหตุให้เกิดขึ้นเนืองๆ เกิดจาก การนำ “เรา” ที่มีอยู่ ลงไปคลุกเคล้าหรือไปมีส่วนร่วมกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ไม่ว่าจะเรื่องราว สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ถ้าแค่ดู แค่รู้ ตามความเป็นจริง ของสิ่งที่เกิดขึ้น เรื่องราวนั้นๆ ย่อมจบลงไปเอง

หากเราไม่ไปสานต่อ หรือมีส่วนร่วม ตบมือข้างเดียว ไม่ดังหรอก ที่มันดังสนั่น เพราะ ตัวเองน่ะผิด แก้ต้องแก้
ที่ตัวเอง นอกตัว แค่ดู แค่รู้ ไปแก้ไขอะไร ไม่ได้เลยจริงๆ

แม้กระทั่ง สิ่งที่เกิดขึ้น ขณะปฏิบัติ มีสิ่งใดเกิดขึ้น แค่ดู แค่รู้ไปตามความเป็นจริง สิ่งๆนั้น เกิดขึ้น ย่อมดับลงไปเอง ตามเหตุปัจจัย

พระผู้มีพระภาค ทรงวางแนวทางไว้ให้แล้ว ใช้ได้ตลอดชีวิต ทั้งนอก(สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต)

และใน(ขณะปฏิบัติเต็มรูปแบบ) นั่นคือ โยนิโสมนสิการ ตามความเป็นจริง

สิ่งใดที่ใช้ความรู้สึกนึกคิดส่วนตัว ลงไปแทรกแซง สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น  นั่นแหละคือ มิจฉาทิฏฐิ

แม้กระทั่งเรื่องสภาวะญาณต่างๆ ที่มีปรากฏ นำมาสอบอารมณ์ ล้วนเป็นเพียง สิ่งที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ ไม่ใช่เป็นสิ่งรู้เห็นวิเศษอันใดเลย เป็นสภาวะปกติ ที่เกิดขึ้นในสภาวะสัมมาสมาธิ

เมื่อยังมีความไม่รู้ ในความจริงของสภาวะสัมมาสมาธิ พอมีสิ่งใดเกิดขึ้น นำไปเทียบเคียงกับตำรา ผลตามมาคือ อุปกิเลส เป็นเหตุให้ หลงสร้างเหตุใหม่ ให้เกิดขึ้น เพราะ ความไม่รู้ที่มีอยู่

เหตุของความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด

แท้จริงแล้ว ชีวิตไม่ได้มีอะไรเลย มีแต่การกระทำเดิมๆซ้ำๆ แตกต่างแค่เหตุการณ์ แค่บุคคลที่มีวิบากร่วมกับเราเท่านั้นเอง ที่เหลือ ไม่มีความแตกต่างเลย หลงใช้ชีวิตเวียนวนโดยไม่รู้ว่าหลง

นี่แหละเหตุของการเกิด การก่อให้เกิดภพชาติไปด้วยความหลง พอมารู้เห็นความจริงของชีวิตที่เป็นอยู่จริง ตามสภาวะของชีวิต จิตจึงเกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัดเพราะเหตุนี้

ต่อให้มีครอบครัวที่ดี มีชีวิตที่ดีแบบสุดๆ รวยแสนรวยแค่ไหน ให้รวยล้นฟ้าจนไม่มีที่จะเก็บเงิน ทำทานมากเท่าไหร่ เงินไม่ยอมหมด แล้วเป็นยังไง ชีวิตยังคงเวียนวนเหมือนเดิม นี่แหละความหลง ความไม่รู้ กิเลสบดบังจิต

จิตที่มืดบอด ปัญญาไม่เกิด จึงมองไม่เห็นตามความเป็นจริง พอรู้แล้ว เห็นแล้วว่า ความเป็นจริงของชีวิตคืออะไร ยิ่งเห็นชัดมากเท่าไหร่ ยิ่งเกิดความเบื่อหน่ายยิ่งกว่าสิ่งใด ความเพียรจึงเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องมีความอยากที่จะทำ

ความอยากมี อยากได้เป็นอะไรๆในบัญญัติที่นำมาเรียกๆกันนั้นไม่มีในจิต ตราบใดที่ยังมีกิเลส ตราบนั้นยังต้องมีการเกิด ตราบใดที่ยังต้องมีการระวัง นั่นหมายถึงยังมีเหตุ เพราะผลยังคงให้ได้รับอยู่ หากหมดเหตุแล้วจริงๆ ไม่ต้องคอยระวัง

พระพุทธเจ้าตรัสรู้พระอภิธรรม

เหตุของการเห็นแจ้งในสภาวะอริยสัจจ์

เมื่อก่อนที่ยังไม่เขียนเรื่องนี้ เนื่องจากว่า เท่าที่อ่านๆตำรามา ไม่เคยเจอในตำราเล่มไหนๆจะมีบันทึกไว้ว่าพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เรื่องอะไร เห็นมีเขียนไว้อย่างเดียวว่า สิ่งที่พระองค์ทรงตรัสรู้คือ อริยสัจ ๔

ซึ่งสภาวะของอริยสัจจ์นี้จะต้องผ่านสภาวะสัจจานุโลมิกญาณ จึงจะเข้าใจและรู้ชัดในสภาวะของ อริยสัจ ๔

แล้วที่เกิดก่อนจะผ่านสภาวะสัจจานุฯล่ะ มันต้องมีเหตุมาก่อน ถึงจะมีผลมาแสดงให้ได้รับหรือให้เห็น อริยสัจจ ๔ ก็เช่นเดียวกัน

แม้กระทั่งเรื่องกับดักหลุมพรางของกิเลสหลุมใหญ่ที่ทุกๆคนจะต้องเจอเมื่อผ่านญาณ ๑๖ ครั้งแรกที่ทุกคนจะต้องเจอเหมือนๆกันหมด ไม่มีข้อยกเว้นแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นพระหรือฆราวาสก็ตาม เจอเหมือนกันหมดคือ อุปกิเลสตัวแม่

ไม่ว่าจะรู้ปริยัติหรือไม่รู้ปริยัติเลยก็ตาม เจอเหมือนๆกันหมด ต้องอาศัยการเจริญสติอย่างต่อเนื่องจึงจะผ่านสภาวะอุปกิเลสนี้ไปได้ สภาวะอุปกิเลสตรงนี้ มีสภาวะที่ละเอียดมากกว่าอุปกิเลสในสภาวะโดยทั่วๆไป

ถ้าผ่านสภาวะอุปกิเลสตรงนี้ไปได้แล้ว การปฏิบัติจะสะดวกสบาย เพราะผู้ปฏิบัติสามารถรู้จักจิตแท้ของตัวเองได้ละเอียดมากขึ้น รู้จักใช้อุบายในการรักษาจิตให้อยู่กับปัจจุบัน

จึงไม่ติดไม่ขัดเหมือนแรกๆของความไม่รู้ที่ยังมีอยู่ คือ ยังไม่รู้จักจิตที่แท้จริงของตัวเอง อุปมาอุปมัย เหมือนคนป่วยที่ใช้ยาในการรักษาไม่ถูกกับโรคที่เป็นอยู่

ไม่รู้ปริยัติ

เมื่อก่อนเราไม่รู้ปริยัติจริงๆ แต่สามารถรู้ได้ว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้นั้นคือ พระอภิธรรม ( รูป,นาม ขันธ์ ๕ ) และสมมุติ

ได้อ่านหนังสือเรื่อง อนัตตาสุดยอด เขียนโดยหลวงพ่อธี วิจิตฺตธมฺโม ปธ.๙ หลวงพ่อธีได้เขียนไว้ว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้พระอภิธรรม อยู่ในหน้าที่ ๒๗

โดยส่วนตัว ไม่เคยรู้จักหลวงพ่อธี และไม่เคยได้ยินชื่อของท่านมาก่อน แต่เคยอ่านเจอในเว็บบอร์ดลานธรรมจักร มีคนนำมาโพสไว้

สิ่งที่ถูกรู้

เรามักจะเขียนในสิ่งที่ได้รู้ตอนผ่านสภาวะ นั่นคือสภาวะของพระอภิธรรม แต่ไม่รู้จะพูดยังไงให้คนอื่นๆเข้าใจเหมือนที่เรารู้ เพราะนั่นเป็นสภาวะของรูป, นาม ขันธ์ ๕ ที่มีอยู่จริงๆ ไม่ใช่แค่ในตำราที่เขียนเอาไว้

เราจึงมักใช้คำว่า สิ่งที่รู้ คือ จิต กับสิ่งที่ถูกรู้ คือ สิ่งที่จิตรู้เห็น แต่รู้เห็นโดยสภาวะไม่ใช่โดยบัญญัติ แต่จะรู้ในบัญญัติทันที่ว่าสิ่งที่ถูกรู้นั้นคือ พระอภิธรรม แต่ไม่สามารถอธิบายให้เป็นรูปธรรมให้ใครๆฟังได้
ได้แต่บอกว่า มีแค่สิ่งที่รู้กับสิ่งที่ถูกรู้เท่านั้นเอง

มาวันนี้ กล้าที่จะเขียนเรื่องสิ่งที่ถูกรู้นี้ได้เต็มๆว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้พระอภิธรรม ซึ่งเป็นเหตุของการรู้แจ้งในสภาวะของอริยสัจ ๔ พอผ่านแล้ว ย่อมตกหลุมพรางของกิเลสหรืออุปกิเลสเหมือนกันหมด เพียงแต่จะรู้หรือไม่เท่านั้นเอง

ถ้าเรียงลำดับของการเกิดเหตุและผลแต่ละสภาวะจะเรียงตามลำดับดังนี้

กล่าวในแง่ของสภาวะ

เหตุของการผ่านญาณ ๑๖ ผลคือ รู้แจ้งในสภาวะของอภิธรรม (รูป นาม ขันธ์ ๕และสมมุติ)

เหตุของการรู้แจ้งในสภาวะอภิธรรม ผลคือ รู้แจ้งในสภาวะของอริยสัจ ๔

เหตุของการแจ้งอริยสัจ ๔ ทำให้รู้แจ้งชัดในสภาวะของพระนิพพาน คือ ลักษณะของพระนิพพาน ว่าทำอย่างไร จึงจะถึงซึ่งนิพพานที่แท้จริง

สภาวะเหล่านี้จะเกิดขึ้นเฉพาะในสภาวะของสมุจเฉทประหาณเท่านั้น คือเกิดจากสภาวะของจิตภาวนาจริงๆ ไม่ว่าจะรู้ปริยัติหรือไม่รู้ปริยัติ เมื่อผ่านสภาวะเหล่านี้แล้ว จะรู้เหมือนๆกันหมดและรู้นั้นๆตรงกัน ไม่แตกต่างกันเลยสักนิดเดียว

กล่าวในแง่ของปริยัติ

แสดงวิโมกขมุขสังคหะ

สุญฺญตานุปสฺสนา อนิตฺตานุปสฺสนา อปฺปณิหิตานุปสฺสนา เจติ ตีณิ วิโมกฺขมุขมุขานิ จ เวทิตพฺพานิ.

อธิบายคำว่า วิโมกขมุข แยกเป็น ๒ บท คือ

วิโมกฺข บทหนึ่ง

มุข บทหนึ่ง

วิโมกฺข แปลว่า การข้ามพ้นจากกิเลส ได้แก่ การปล่อยวางโดยตัวของจิตปล่อยวางเอง ไม่ใช่เกิดจากการคิดพิจรณาหรือมีความเห็น ตลอดตนความรู้สึกนึกคิดเข้าไปเกี่ยวข้องกับสภาวะ

มุข แปลว่า เป็นประตูหรือเป็นปาก หมายความว่า เป็นประตูทางเข้าอริยมรรค ได้แก่ สังขารุเปกขาญาณ

๑. สุญฺญตานุปสฺสนา วุฏฐาคามินีวิปัสสนาที่เนื่องมาจากอนัตตลักขณะ

๒. อนิตฺตานุปสฺสนา วุฏฐาคามินีวิปัสสนาที่เนื่องมาจากอนิจจลัขณะ

๓. อปฺปณิหิตานุปสฺสนา วุฏฐาคามินีวิปัสสนาที่เนื่องมาจากทุกขลักขณะ

ชื่อว่า สุญฺญตาวิโมกฺขมุข คือ ดับ(จิตปล่อยวาง)ทางอนัตตา หรือเข้าสู่สังขารุเปกขาญาณทางอนัตตา

ชื่อว่า อนิตฺตวิโมกฺขมุข คือ ดับ(จิตปล่อยวาง)ทางอนิจจัง หรือเข้าสู่สังขารุเปกขาญาณทางอนิจจัง

ชื่อว่า อปฺปณิหิตวิโมกฺขวิมุกข คือ ดับ(จิตปล่อยวาง)ทางทุกขัง หรือเข้าสู่สังขารุเปกขาญาณทางทุกขัง

พึงจำไว้ให้มั่นว่า การที่ผู้บำเพ็ญวิปัสสนาภาวนา จะเข้าสู่สังขารุเปกขาญาณ มรรคญาณบรรลุพระนิพพานได้นั้น จะต้องเข้าทางพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจลักขณะ , ทุกขลักขณะ , อนัตตลัขณะ

โดยเข้าตามประตูทั้ง ๓ ตามวาสนาบารมีที่ตนได้เคยสร้างสมอบรมมาแต่ชาติก่อนดังกล่าวมาเท่านั้น จะเข้าทางอื่นอย่างอื่นไม่ได้ จะติดขัดด้วยประการทั้งปวง

และการที่ผู้ปฏิบัติจะรู้แน่แท้แก่ใจตนว่า ตนได้เคยสร้างอบรมบารมีมาทางไหน ย่อมรู้ได้อย่างแน่นอนในขณะที่วุฏฐาคามินีวิปัสสนากำลังเป็นอยู่ โดยแสดงพระไตรลักษณ์ที่มีกำลังมากที่สุดให้ปรากฏเห็นอย่างชัดเจนนี้เอง

เพราะพระไตรลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่งจะต้องปรากฏให้เห็นอย่างแน่นอน แก่ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาจนได้บรรลุอริยมรรค,อริยผลอย่างชัดเจนทุกคนไป

เหตุนี้ จึงมีข้อที่ควรทราบคือ อาจมีผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งเป็นผู้มีความมึนเมาด้วยอำนาจแห่งทิฏฐิกิเลส สำคัญว่าตนเป็นผู้วิเศษ มีจิตสว่างสงบได้พบพระนิพพานแล้ว โดยตนไม่เคยปฏิบัติวิปัสสนาภาวนามาเลย

ได้แต่นึกคิดไปด้วยอำนาจจินตามยปัญญา แล้วสั่งสอนคนทั้งหลายด้วยภาษาอันเข้าใจบ้าง, ไม่เข้าใจบ้างอย่างผิดแบบผิดแผน

โดยนัยที่ว่าพระนิพพานนั้น ไม่ต้องไปปฏิบัติให้เหนื่อยยากลำบาก เพียงแต่ทำจิตให้ปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น ให้เป็นไปตามธรรมชาติ ก็เป็นสุญญตานิพพานแล้ว เรื่องนรก, สวรรค์เป็นเรื่องของคนพาล, คนโง่ เป็นเรื่องของเด็กอมมือที่ยังมีอุปทานยึดอยู่เท่านั้น

หรือบางที ผู้หนึ่งผู้ใดซึ่งมีอาการยิ่งกว่าทิฏฐิวาทีตามที่กล่าวมาแล้ว ไม่เคยบำเพ็ญวิปัสสนาภาวนาเช่นกัน อยู่ๆก็กล่าวออกมาว่า ตุ๊เจ้าขา ( ตุ๊เป็นภาษาทางภาคเหนือ ใช้เรียกพระภิกษุ ) เราเป็นผู้สำเร็จแล้ว ได้มรรค, ผล, ธรรมวิเศษ สำเร็จวิปัสสนาแล้ว ได้วิโมกขธรรมสูงสุดของพระพุทธเจ้าแล้ว ดังนี้ก็มี

ตามตัวอย่างที่ยกมาดังนี้ แสดงว่าบุคคลเหล่านี้ไม่มีภาวนามยปัญญา ไม่รู้จักวุฏฐาคามินีวิปัสสนาญาณ คือ ลักษณาการที่จะก้าวเข้าสู่สังขารุเปกขาญาณทางพระไตรลักษณ์ ว่าตนเข้าถึงโดยพระไตรลักษณ์อย่างไหน และพระไตรลักษณ์นั้นมีลักษณะอาการเป็นอย่างไร

ได้แก่การปล่อยวางของจิตโดยเกิดสภาวะปล่อยวางเอง ไม่ใช่เกิดจากการน้อมเอา คิดเอา พยายามพิจรณาเพื่อปล่อยวาง ตราบใดที่ยังมีการพยายามทำให้เกิดการปล่อยวาง นั่นยังไม่ใช่สภาวะที่แท้จริงของจิตปล่อยวาง

ถ้าเขาเหล่านั้นไม่รู้แจ้งชัดในปัญหาที่ว่ามานี้แล้ว เส้นทางเข้าสู่ มรรค, ผลที่เขาเข้าใจเอาเองนั้น ก็ไม่ใช่มรรค, ผลที่ประเสริฐ

กับดักและญาณ ๑๖

นับตั้งแต่ทุกคนที่ได้เข้าสู่เส้นทางของการปฏิบัติ ไม่ว่าจะรูปแบบไหน หรือแบบใดๆก็ตาม สิ่งที่ทุกคนจะได้เจอคือ

ความไม่เที่ยง ได้แก่ ความแปรเปลี่ยนตลอดเวลาของสิ่งที่เกิดขึ้น

ความเบื่อหน่าย เหตุเกิดจาก การไม่ได้ดั่งใจ ไม่เป็นไปตามที่คาดเดา คาดคิด คาดหวัง

ความวางเฉย เหตุเกิดจาก การคาดเดาแล้วไม่เป็นไปตามที่คิด เป็นเหตุให้เกิดความเบื่อหน่าย จนกระทั่งจิตปล่อยวางลงไปเอง

ทั้ง ๓ สภาวะนี่จะเจอตลอดเวลา แรกๆจะเห็นแบบหยาบๆ จนกระทั่่งละเอียด และ กับดักของกิเลสที่มีอยู่ตลอดเวลาในเส้นทางนี้ เพียงแต่จะมองเห็นหรือเปล่าเท่านั้นเอง

ต้องผิดพลาดก่อนที่จะรู้ จึงเป็นที่มาของคำว่า โง่ก่อนถึงจะรู้ ไม่ใช่กับใครหรืออะไรที่ไหน แต่โง่กับกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตของแต่ละคนนั่นเอง ถ้าสติไม่ทันต่อกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต จะกลายเป็นคนโง่ไปทันที

โง่แต่ไม่รู้ว่าโง่ กว่าจะรู้ตัวอีกที คือ ทำผิดพลาดไปแล้ว ต้องปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามความเป็นจริง ไปคิดแก้ไขอะไรไม่ได้ เหมือนเรื่องในอดีต ไปแก้ไขอะไรไม่ได้ ที่แก้ได้คือ ปัจจุบัน

เดิมๆซ้ำๆ

ทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้นจะเป็นสภาวะเดิมๆซ้ำๆ เพียงแต่เปลี่ยนฉาก เปลี่ยนบรรยากาศ เปลี่ยนตัวละครที่มาแสดงตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ต่อสิ่งๆนั้น

หากสภาวะนั้นๆสิ้นสุดลง สภาวะใหม่จะเกิดต่อ จะเกิดเดิมๆซ้ำๆจนกว่าสภาวะนั้นๆจะจบสิ้นลงไปด้วยตัวของสภาวะเอง คือ หมายถึงการหมดเหตุปัจจัยที่มีกับสิ่งที่เกิดขึ้น

สิ่งที่สำคัญที่สุดในญาณ ๑๖

การรู้และเข้าใจในรูป,นาม สมมุติ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

การเห็นไตรลักษณ์ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

การเห็นอนิจจานุปัสสนา ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

การเห็นนิพพาน ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

การเห็นเกิด,ดับ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

แม้กระทั่งเห็นในสัจจานุโลมิกญาณ ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

แม้กระทั่งการเห็นอริยสัจจ์ ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

ฯลฯ

เรียกว่าไม่ว่าจะรู้หรือเห็นอะไรก็ตาม ล้วนไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะสิ่งเหล่านั้น สามารถรู้ได้โดยสุตตมยปัญญา คือ การอ่าน,การฟัง

รู้จากจินตามยปัญญา โดยการน้อมเอา คิดเอาเอง

หรือแม้กระทั่งรู้โดยภาวนามยปัญญา ที่เกิดสภาวะสมุจเฉทประหาณจริงๆก็ตาม

เหตุเพราะว่า เมื่อรู้สิ่งต่างๆเหล่านี้ได้ ไม่ว่าจะรู้โดยวิธีใดก็ตาม สิ่งแรกที่ทุกคนจะต้องเจอคือ หลุมพรางของกิเลส ที่เนียนและละเอียดมาก นี่แหละสภาวะของอุปกิเลสที่แท้จริง

สภาวะนี้จะเนียนมากๆหลอกให้เชื่อและสามารถทำให้ยึดติดได้มากกว่าการเจออุปกิเลสในครั้งแรกๆ แต่ทุกคนสามารถหลุดหรือผ่านจากสภาวะอุปกิเลสนี้ไปได้ เพียงเจริญสติอย่างต่อเนื่อง อย่าหยุด ถึงแม้ว่าจะคิดว่าได้อะไร เป็นอะไรก็ตาม

คิดอะไร รู้สึกอย่างไร รู้ไปตามนั้น เพราะยังมีกิเลสอยู่ เป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะสภาวะที่คิดว่าผ่านญาณ ๑๖ หรือรู้แจ้งเห็นจริงในอริยสัจจ์ จะเป็นเรื่องของกิเลส มีแต่กิเลสล้วนๆ ไม่ได้มีเรื่องอื่นๆเลย

สิ่งใดที่คิดว่ารู้ คิดว่าถูก คิดว่าใช่ สิ่งที่รู้เหล่านั้น ล้วนเป็นการให้ค่าตามบัญญัติทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเห็นตามความเป็นจริงหรือเกิดจากการให้ค่าต่อสภาวะที่เกิดขึ้น แล้วเกิดการคาดเดาเอาเองก็ตาม

แม้กระทั่งการนำมาพูดว่ามีแต่สิ่งที่รู้และสิ่งที่ถูกรู้ก็ตาม หากยังมีการนำสิ่งต่างๆเหล่านั้นมาสร้างเหตุของการเกิด นั่นคือ ยังมีตัวความเป็นตัวตนในการให้ค่าในสิ่งที่ทั้งรู้และถูกรู้

ที่มาของคำว่า ญาณ ๑๖

เรื่องราวของญาณ ๑๖ ล้วนเป็นเรื่องของสภาวะหรือสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งจะต้องพบเจอในการปฏิบัติและในชีวิตจริง

สภาวะที่สำคัญของญาณ ๑๖

สิ่งสำคัญที่ควรรู้ไว้ว่า สภาวะที่เป็นยอดของสภาวะของญาณทั้ง ๑๖ ญาณ ที่เป็นสัญลักษณ์ว่าได้ผ่านญาณทั้ง ๑๖ มาแล้ว สิ่งนี้ต่างหากที่สำคัญ

สภาวะที่สำคัญจะมีเพียงสภาวะเดียว คือ ปัจจเวกขณญาณ ซึ่งจะเกิดขึ้น หลังจากเกิดสภาวะสมุจเฉทประหาณเท่านั้น

ในสภาวะอื่นๆจะไม่มีการเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด เพราะผู้ที่เกิดสภาวะนี้จะต้องสูญเสียทุกๆสิ่งที่มีอยู่ไปจนหมดสิ้น เปรียบเทียบง่ายๆ เช่นเป็นพระราชา แต่ต้องกลายเป็นขอทานที่ไม่มีอะไรเลย แม้แต่ผ้าปิดกาย

ถ้าพูดในแง่ของสภาวะ ได้แก่ คนที่มีกำลังของสมาธิล้นเหลือ สามารถรู้ใจผู้อื่น รู้เหตุการณ์ล่วงหน้า รู้เห็นวิเศษต่างๆมากมาย ฯลฯ สิ่งต่างๆเหล่านี้จะหายไปจนหมดสิ้น แม้กระทั่งสมาธิจะหายไปจนหมดสิ้น ไม่มีเหลือแม้แต่สักนิดเดียว

สิ่งที่เหลืออยู่จะมีเพียงกำลังของสติ สัมปชัญญะที่มีอยู่ตามความเป็นจริง และกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนมากๆ

สภาวะที่เจอนี้ อาจทำให้ทุกข์สุดๆ ทุกข์เพราะความไม่รู้ เนื่องจากยังมีการให้ค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ยังมีการยึดติดในสิ่งที่คิดว่ามีได้แก่ สมาธิและการรู้เห็นอันวิเศษต่างๆที่หายไปจนหมดสิ้น

นี่คือ สภาวะที่นำมากล่าวนี้ คือสภาวะของผู้ที่ผ่านญาณ ๑๖ เป็นครั้งแรก ซึ่งทุกๆคนที่ผ่านสภาวะญาณ ๑๖ เป็นครั้งแรก จะต้องเจอทุกคน ไม่มีข้อยกเว้นแต่อย่างใด

สภาวะที่ผ่านครั้งแรกจะไม่รู้ว่าคืออะไร เพราะไม่เคยมีใครมาบอกหรือพูดให้ฟัง ถึงแม้จะรู้ปริยัติหรือไม่รู้ปริยัติเลยก็ตาม เวลาเจอสภาวะนี้จะมีความไม่รู้เกิดขึ้นเหมือนกันหมดทุกคน

จะรู้ชัดในสภาวะนี้ได้ว่าเป็นอะไร คืออะไร ต่อเมื่อสภาวะนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ ๒ ทีนี้การปฏิบัติที่เหลือจะเป็นไปด้วยความสะดวกสบาย เพราะละทิ้งบัญญัติต่างๆไปเสียได้ คือ รู้ในบัญญัติ แต่ไม่ยึดติดในบัญญัติ จะพูดแค่สิ่งที่ควรพูด

ไม่มีการว่ากัน เพราะสิ่งต่างๆที่ทุกคนเจอ ล้วนต้องเจอเหมือนกันหมด แตกต่างแค่เหตุที่ต้องเจอเท่านั้นเอง สร้างเหตุอย่างไร ผลย่อมมาแสดงให้ได้รับในรูปของเหตุที่เกิดขึ้นในชีวิตของผู้นั้น หากเข้าใจแล้ว จะแก้ที่ตัวเอง ไม่ไปกล่าวโทษนอกตัว

นิพพานัง ปรมัง สุขัง

นิพพานัง ปรมังสุขัง

ที่มาของคำว่า ” นิพพานัง ปรมังสุขัง ” พระนิพพานเป็นสุขยิ่ง คือ บรมสุข เรียกว่าสุขยากที่จะบรรยาย ไม่ใช่สุขที่เกิดจากการอาศัยผัสสะเป็นตัวให้เกิดสุข

แต่เป็นสุขเหนือสุข จนไม่มีคำจัดกัดความ เป็นสุขที่เกิดจากเหตุของการดับต้นเหตุของการเกิด จึงเป็นที่มาของพระนิพพานเป็นสุดยอดบรมสุข

ได้แก่

๑. เมื่อรู้เห็นตามความเป็นจริงของสภาวะต่างๆ เดิมๆซ้ำๆจนจำสภาวะต่างๆได้อย่างขึ้นใจ เป็นเหตุให้รู้ดีว่า สภาวะนั้นๆคืออะไร แล้วควรทำตัวอย่างไร เมื่อเจอสภาวะเหล่านั้น จึงไม่ไปทุกข์กับสภาวะที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด

๒. ไม่ยึดติดในคำเรียกต่างๆของสภาวะ คือ แค่รู้ว่าสภาวะที่เกิดขึ้นนั้น ว่ามีชื่อเรียก แค่รู้ว่ามีชื่อเรียก แต่ไม่ไปยึดติดกับบัญญัตินั้นๆจนกระทั่ง นำสิ่งที่คิดว่ารู้ไปสร้างเหตุใหม่ที่เป็นเหตุของการเกิดขึ้นอีก

๓. ความอยากต่างๆที่เคยมีเกี่ยวกับการปฏิบัติ เช่น อยากมี อยากได้ อยากเป็น อยากรู้สภาวะต่างๆ แม้กระทั่งสิ่งต่างๆที่มีการนำมาพูดๆกันนั้น จากพระไตรปิฎกก็ตาม จากอรรถกถาจารย์ก็ตาม จากหนังสือสอบอารมณ์ก็ตามฯลฯ

ความอยากเหล่านั้นหมดสิ้นไปไม่มีเหลือ จะมีแค่ความอยากที่เป็นมาแต่ดั้งเดิมของตัวเองที่มีอยู่ เช่น เป็นคนชอบกิน เป็นเหตุให้เห็นโลภะด้านอาหารได้อย่างชัดเจน ส่วนความอยากในด้านการปฏิบัติเพื่อเพิ่มกิเลสนั้นไม่มี

๔. เมื่อเกิดสภาวะปัจจเวกฯเป็นครั้งที่ ๒ สภาวะยิ่งตอกย้ำลงไปชัดๆในสิ่งที่ถูกรู้ว่าไม่ผิดอย่างแน่นอน ดูสภาวะ ดูผัสสะ ดูกิเลสที่เกิดขึ้นในใจเป็นหลัก

เมื่อไม่ยึดติดกับสภาวะ ย่อมอยู่กับสภาวะนั้นๆได้แบบสบายๆ ยังมีให้ค่าก็ยอมรับตามความเป็นจริงว่าให้ค่า แต่ไม่ไปยึดติดกับการให้ค่านั้นแต่อย่างใด จึงไม่หลงสร้างเหตุอันเป็นวิวาทะกับใครๆอีก เรียกว่าถ้ายังมี จะสามารถหยุดตัวเองได้ทันมากขึ้น

เมื่อรู้เห็นเช่นนี้แล้ว จึงไม่คิดโน้มน้าวหรือแสดงท่าทีเพื่อชักจูงให้ใครมาเชื่อ แต่จะทำตามเหตุ ถ้าใครเคยสร้างเหตุร่วมกันมา เขาจะเข้ามาหาเอง หากไม่ได้สร้างเหตุมาร่วมกัน ย่อมไม่มาเชื่อกันอย่างแน่นอน แล้วจะไปพูดให้เหนื่อยทำไม

พูดแค่ควรพูด พูดตามกาล ดูเหตุเป็นหลัก เพราะเหตุนี้ การสร้างเหตุของการเกิด นับวันจึงสั้นลงไปเรื่อยๆ เหตุเก่าชดใช้ไป เหตุใหม่ไม่สร้าง แล้วการเกิดขึ้นมาอีกจะมีขึ้นได้อย่างไร ไม่มีเหตุ ย่อมไม่มีผลอย่างแน่นอน

๕. นับวันอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น รู้ชัดอยู่ในกายและจิตมากขึ้น มองสิ่งต่างๆด้วยจิตที่เป็นปกติมากขึ้น เพราะเขา,เรา ล้วนไม่แตกต่างกันเลย เหมือนกันหมดทุกๆสภาวะ เพียงแต่เรามองเห็นแล้ว ส่วนเขาจะมองเห็นหรือยังเท่านั้นเอง

เราเห็นแล้ว ย่อมหยุดได้ ใจจะมีแต่เมตตาต่อผู้อื่น ส่วนเขาถ้ายังไม่เห็น ย่อมหยุดตัวเองยังไม่ได้ นี่ก็เรื่องปกติ เพราะเป็นเรื่องของเหตุแล้วก็เหตุ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติหรือเรื่องของความถูกผิดแต่อย่างใด

๖. ยังมีกิเลสด้านกามราคะอยู่ ปฏิฆะหรือเจ้าตัวหงุดหงิดยังมีอยู่ แต่อยู่กับปัจจุบันได้ทันมากขึ้น ไม่ได้ไปรู้สึกอะไรกับสิ่งที่มีอยู่ เพราะไม่ได้มีความอยากได้ อยากเป็น หรืออยากรู้สภาวะต่อๆไปอีก เพียงแต่เขียนตามความเป็นจริงที่รู้ว่ามี

ตำรามีเขียนไว้ ก็เขียนไปตามสภาวะในตำราที่มีเขียนไว้ เพียงจะบอกว่า กิเลสกามราคะและปฏิฆะนี้ เป็นสภาวะที่ละเอียด เกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องมีตัวผัสสะเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้นแต่อย่างใด

นิพพานัง ปรมัง สูุญญัง

ส่วนคำว่า ” นิพพานัง ปรมัง สุญญัง ” มีที่มาจากคำว่า ” สุญญตา ” ได้แก่ ความว่างเปล่า คือ ความว่างจากตัวตน

สุญญตา เมื่อนำไปเทียบกับสภาวะ เป็นสภาวะของสังขารุเปกขาญาณ

แต่ถ้าเป็นสุญญตาที่เกิดจากจินตามยปัญญา โดยการน้อมเอาคิดเอาเองว่า นั่นไม่ใช่ตัวตน นี่ไม่ใช่ตัวตน ไม่มีเขา ไม่มีเรา ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ไม่มีอะไรๆ อันนี้เป็นเพียงอุบายในการพิจรณาเท่านั้น ยังไม่ใช่สภาวะสังขารุฯที่แท้จริง

เพราะคำว่า ” ไม่ใช่ตัวตน นี่ไม่ใช่ตัวตน ไม่มีเขา ไม่มีเรา ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ไม่มีอะไรๆ ” ไม่แตกต่างจากคำบริกรรมภาวนา เป็นเพียงอุบายเท่านั้นเอง

เพราะสภาวะที่แท้จริง ที่กล่าวว่า ” ไม่มีคน ไม่สัตว์ ไม่มีอะไรๆ ” ขณะที่ผัสสะเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ยังคงมีอยู่ ยังเห็นคนเป็นคน เห็นสัตว์เป็นสัตว์ เพียงแต่แค่ดู แค่รู้ ไม่ใช่รู้ที่ก่อให้เกิดเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นแต่อย่างใด

การที่เห็นและรู้ตามสัญญาว่า แล้วไปยึดติดในบัญญัติ เมื่อผัสสะเกิด ย่อมมีความชอบหรือชัง ตามเหตุปัจจัยที่มีต่อสิ่งๆนั้น ล้วนเป็นก่อเหตุของการเกิดทั้งสิ้น

ส่วนที่กล่าวว่า ” ไม่มีเขา ไม่มีเรา ” หมายถึง ไม่มีถูก ไม่มีผิด ไม่มีใช่หรือไม่ใช่ เรียกว่า ไม่มีการนำอัตตาตัวตนที่ยังมีอยู่ลงไปเกี่ยวข้องกับสภาวะที่เกิดขึ้น

สภาวะของสังขารุฯ เกิดจากการเห็นไตรลักษณ์ เห็นเดิมๆซ้ำๆ จนจิตเห็นโทษของการเกิด เป็นเหตุให้จิตเบื่อหน่าย จิตมุ่งสู่พระนิพพาน ( ความดับ )

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น คือ จิตรู้ชัดอยู่ในรูปนามได้ดี สติ สัมปชัญญะดี สมาธิมีกำลังแนบแน่นดี จิตเป็นอุเบกขา คือ รู้ชัดอยู่กับรูปนาม กับ เกิดสภาวะดับ สลับไปมาแบบนี้

สภาวะดับ คือ เกิดที่จิต มีอาการเหมือนคนสัปหงก แต่เป็น จิตสัปหงก อาการนี้บางครั้งเกิดแค่ครั้งเดียว บางครั้งเกิดเป็นสิบๆครั้งขึ้นไป ไม่แน่นอน

แต่ละครั้งที่เกิดการดับแต่ละครั้ง จะมีโอภาสเกิดขึ้นสว่างมากๆ แบบไม่มีประมาณ คือ สว่างกว่าปกติในโอภาสที่เกิดโดยทั่วๆไป จะมีสติรู้ตัวตลอดขณะที่เกิดสภาวะนี้ ดับก็รู้ว่าดับ คือตอนที่ดับไปแล้ว จิตจะงุบลงไป แล้วถึงจะรู้ตัว ก่อนงุบจะไม่รู้

อาการที่เกิดขึ้นภายใน ไม่ส่งผลไปที่ภายนอก คือไม่ได้เกิดที่กายภายนอก เช่น หัวสัปหงก ภายนอกนั่งตัวตรงปกติ ไม่มีอาการงูบหรือโงกแต่อย่างใด ขณะที่เกิดสภาวะจิตสัปหงกนี้

สภาวะนี้ไม่ได้เกิดจากความง่วง หรือนิวรณ์ครอบงำแต่อย่างใด แต่เกิดจากกำลังของสมาธิที่มีกำลังมาก

อุปมาด้วยนกการู้ทิศ

สังขารุเปกขาญาณที่เกิดขึ้นแล้วนี้นั้น ถ้าเห็นพระนิพพาน อันเป็นทางสันติ โดยความสงบ ก็จะสลัดทิ้งความเป็นไปของสังขารทั้งปวง แล้วแล่นเข้าสู่พระนิพพานเลยทีเดียว

หากว่า ยังไม่เห็นพระนิพพาน โดยความสงบ ( สังขารุเปกขาญาณนั้น ) ก็มีสังขารเป็นอารมณ์อย่างเดียว แล้วดำเนินไปอยู่ แล้วๆเล่าๆ เปรียบเหมือนนกกาของพวกพ่อค้าเดินทะเล

อนุโลมญาณ

สภาวะดับเทียม

การเข้าสู่ความดับ เป็นจุดสุดยอดของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมมัฏฐาน เพราะความดับที่ไม่แท้อาจเกิดขึ้นได้โดยเหตุหลายประการคือ-

๑. ดับด้วย ปิติ

๒. ดับด้วย ปัสสัทธิ

๓. ดับด้วย สมาธิ ( ขาดความรู้สึกตัว )

๔. ดับด้วย ถีนมิทธะ

๕. ดับด้วย อุเปกขา

ทั้ง ๕ ประการนี้เป็นความดับเทียม ใช้ไม่ได้ เป็นการล่อให้หลงเข้าใจผิด ส่วนมากเกิดในอุทยัพพยญาณอย่างอ่อน ๑ ในมุญจิตุกัมยตาญาณ ๑ ในสังขารุเปกขาญาณ ๑ ถ้าเกิดขึ้นในญาณเหล่านี้ พึงตัดสินเลยว่าเป็นของเทียมใช้ไม่ได้

[b]ส่วนความดับที่แท้จริง [/b]ที่พึงประสงค์ในการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานนี้ ก็คือ ดับโดยมรรค ขณะที่สังขารุเปกขาญาณถึงความแก่กล้าที่สุด สังขารอารมณ์ซึ่งอ่อนละเอียด มีอาการสม่ำเสมอเป็นธรรมดานั้น ก็จะค่อยๆเร็วขึ้นๆจนถี่มาก

แล้วกลับช้าลงไปเป็นธรรมดาอีก ต่อไปจะมีอาการเร็วขึ้นๆแล้วค่อยๆช้าลงอีก เป็นอยู่อย่างนี้บ่อยๆ โดยเป็นไปตามสภาวะของญาณ อุปมาในเรื่อง ทิสากากะ

หมายเหตุ:-

สำหรับผู้ที่ฝึกให้เกิดสภาวะดับ พึงระวังอุปกิเลสให้ดี เพราะตาบใดที่ยังมีกิเลส อุปกิเลสจะเกิดอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่จะรู้เท่าทันกิเลสที่เกิดขึ้นหรือเปล่าเท่านั้นเอง

ไม่ได้เกิดตามที่ตำรามีการบันทึกไว้ ว่าจะต้องเกิดที่ญาณ ๓ เมื่อเห็นไตรลักษณ์ตามความเป็นจริงของสภาวะ

การทวนญาณ

สภาวะจะทวนด้วยตัวของสภาวะเอง ไม่ต้องไปตั้งจิตอธิษฐานแต่อย่างใด

แต่ตามตำราที่เขียนไว้ ให้ฝึกทวนญาณ เหตุของการฝึกเพื่อให้เกิดความแม่นยำในสภาวะ

ถ้าผู้ฝึกไม่รู้ความจริงตรงนี้ ถ้าฝึกด้วยความอยาก ย่อมติดอยู่ในอุปกิเลส เพราะสภาวะแต่ละสภาวะ กว่าจะรู้จะเข้าใจ ต้องวางความอยากโดยตัวจิตเอง ถึงจะรู้ชัดตามความเป็นจริงของสภาวะนั้นๆได้

ภังคญาณ

ภังคญาณ แปลว่า ปัญญาพิจรณาเห็นแต่ความดับของรูปนามฝ่ายเดียว ดังบาลีว่า

” อารมฺมณํ ปฏิสงฺขา ภงฺคานุปสฺสเน ปญฺญา วปสฺสเน ญาณํ ”

ปัญญาที่พิจรณานามรูปแล้ว ตามเห็นเฉพาะความดับไปของรูปนามฝ่ายเดียว ชื่อว่า ภังคญาณ

เมื่อวิปัสสนาญาณได้เกิดขึ้น จิตได้อารมณ์ปรมัตถ์ ทิ้งอารมณ์บัญญัติ ดังหลักฐานว่า

ภาวนาย ปน วฑฺฒมานาย ปญฺญตฺตึ สมติกฺกมิตฺวา สภาเวเยว จิตฺตํ ติฏฺฐติ

เมื่อภาวนากำลังดำเนินอยู่ จิตก้าวล่วงบัญญัติแล้ว ดำรงอยู่ในปรมัตถ์ล้วนๆ เมื่อปฏิบัติถึงญาณนี้ อารมณ์ที่กำหนดและจิตที่รู้ จะปรากฏว่า หายไปๆ
แต่ผู้ปฏิบัติจะเห็นว่า รูปหายไปก่อน จิตหายไปทีหลัง อันที่แท้นั้นหายไปพร้อมกัน การที่เป็นเช่นนั้น เพราะจิตก่อนดับไป จิตหลังตามรู้ ดังหลักฐานรับรองไว้ว่า

เยน จิตฺเตน ตํ รูปารมฺมณํ ขยโต ทิฏฺฐ ตสฺส จิตฺตสฺส ปเรน จิตฺเตน ภงฺคํ อนุปสฺสติ

จิตใดเห็นรูปารมณ์นั้น โดยความสิ้นไปเสื่อมไป ผู้ปฏิบัติย่อมตามเห็นความดับไปของจิตนั้นด้วยจิตอื่น

สภาวะหรือลักษณะอาการที่เกิดขึ้น

เมื่อมาถึงสภาวะนี้ จะไม่มีการใช้บัญญัติต่างๆเป็นอารมณ์ เช่น การใช้คำบริกรรมหรือการใช้การกำหนดต่างๆ จะหายไปหมด หายไปเอง ถึงแม้จะพยายามกำหนดหรือพยายามนำคำบริกรรมขึ้นมาใช้
จิตก็จะไม่ยึดติดกับคำบริกรรมหรือคำกำหนดนั้นๆ เพราะจิตจะไปรู้ที่สภาวะหรืออาการที่เกิดขึ้นโดยตรง ตามที่สภาวะนั้นๆเกิดขึ้นหรือเป็นอยู่

เช่น ท้องพอง จะกำหนดว่าพองหนอ จิตมันจะไม่ยอมกำหนดตาม แต่จะรู้ลงไปตรงๆตามความเป็นจริงของสภาวะหรืออาการที่เกิดขึ้น

การที่พยายามใส่คำบริกรรมลงไป หรือเมื่อพยายามกำหนดว่าพองหนอลงไป จะเหมือนการกำหนดลงไปบนความว่างเปล่า เหมือนอาการท่องปากเปล่า

แม้แต่การบริกรรมพุทโธตามลมหายใจเข้าออกก็เช่นกัน อาการที่เกิดขึ้นไม่แตกต่างจากการใช้พองหนอ ยุบหนอ
ไม่ส่งผลกระทบไปถึงจิต หรือรู้เข้าไปถึงจิตแต่อย่างใด

สภาวะเมื่อมาถึงจุดๆนี้ จะมีสภาวะอารมณ์เป็นปรมัตถ์ เช่น ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบท ยืน เดิน นั่ง นอน จะรู้ชัดอยู่ในอิริยาบทนั้นๆโดยมิต้องกำหนดอารมณ์บัญญัติขึ้นมาแต่อย่างใด

ในอิริยาบทเดินจะสังเกตุเห็นได้ง่ายๆของแรกๆที่สภาวะนี้ได้เกิดขึ้นคือ เวลาเดินจะรู้สึกเสียววาบๆที่ฝ่าเท้าตลอดเวลาที่เดิน ต่อมาจะรู้ชัดที่ฝ่าเท้า โดยไม่ต้องกำหนดคำบริกรรมหรือต้องกำหนดรู้แต่อย่างใด
ต่อมา อาการเสียววาบๆที่ฝ่าเท่าจะหายไป จะเป็นการรู้ในสภาวะโดยตรง รู้แบบธรรมชาติ รู้ชัดที่ฝ่าเท้าตลอดเวลา ไม่ว่าจะก้าวย่างทำอะไรหรือไปไหนก็ตาม จะรู้ชัดขึ้นมาเอง โดยมิต้องกำหนดรู้หรือต้องใช้คำบริกรรมแต่อย่างใด

การนั่ง เมื่อนั่ง จะรู้อยู่ในการเคลื่อนไหวของกายโดยตรง เช่น รู้ลมหายใจเข้าออก รู้ท้องพองยุบ รู้เสียงชีพจรเต้น รู้การเคลื่อนไหวในส่วนอื่นๆของกาย จะรู้ชัดอยู่อย่างนั้น โดยไม่ต้องใช้การกำหนดรู้หรือต้องใช้คำบริกรรมภาวนาแต่อย่างใด

การยืน ยืนก็รู้ว่ายืน รู้เท้าที่ยืนแนบพื้นชัดเจน รู้กายชัดเจน เรียกว่า รู้สึกตัวทั่วพร้อม โดยมิต้องใช้การกำหนดรู้หรือบริกรรมใดๆ

การนอน นอนก็รู้ชัดในการนอน

ในอิริยาบทย่อยอื่นๆ จะรู้ชัดในสิ่งที่กำลังทำหรือรู้ชัดอยู่ในอิริยาบทนั้นๆ

เรียกว่า ทุกๆอริยิบท ถึงแม้จะไม่ใช้คำบริกรรมหรือการกำหนดรู้ก็ตาม ก็ไม่ต้องไปจดจ้อง ไม่ต้องไปเอาจิตจดจ่อเพื่อที่จะรู้ แต่จิตเขาจะรู้เองโดยสภาวะของตัวเขาเอง

ทั้งหมดนี้ จะรู้ชัดได้มากน้อยแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับกำลังของสติ สัมปชัญญะ ส่วนจะรู้อยู่ในสภาวะนั้นๆได้นานแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับกำลังสมาธิขณะนั้นๆ ว่ามีกำลังแนบแน่นได้มากน้อยแค่ไหน
เพียงแต่สภาวะนี้ จะไม่มีการใช้อารมณ์บัญญัติหรือคำบริกรรมภาวนาใดๆแล้ว จิตเขาจะรู้ชัดลงไปตรงๆกับสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงของเขาเอง

จุดเด่นของสภาวะนี้ คือ เพราะไม่มีอะไร หายไปหมด

เพราะไม่มีอะไร คือ ไม่การใช้การกำหนดรู้ ไม่มีคำบริกรรมภาวนาใดๆทั้งสิ้น

หายไปหมด คือ แรกๆมีการใช้การกำหนดรู้ ใช้คำบริกรรมภาวนา พอปฏิบัติมาถึงสภาวะนี้แล้ว ทั้งการกำหนดรู้ และคำบริกรรมภาวนาต่างๆ หรือแม้กระทั่งการเอาจิตจดจ่อ จดจ้องเพื่อที่จะรู้ลงไปก็ตาม จะหายไปหมดสิ้นเองเมื่อมาถึงสภาวะนี้

และเมื่อมาถึงสภาวะนี้แล้ว สภาวะต่อๆไป จะมีสภาวะเป็นสภาวะปรมัตถ์ตลอด จะไม่มีการหวนกลับไปหาการใช้บัญญัติเป็นอารมณ์หรือการใช้การกำหนดรู้โดยการใช้บัญญัติอีกต่อไป

เรียกว่า ไม่มีการใช้การกำหนดรู้หรือไม่มีการใช้การบริกรรมหรือคำบริกรรมภาวนาต่างๆอีกต่อไปนั่นเอง มันจะแค่รู้อยู่ในสภาวะนั้นๆตามความเป็นจริงของสภาวะที่เกิดขึ้น

ภยญาณ,อาทีนวญาณ,นิพพิทาญาณ

ภาคปริยัติ

ภยญาณ ปัญญาพิจรณาเห็นรูปนามเป็นภัย

อาทีนวญาณ ปัญญาพิจรณาเห็นรูปนามเป็นโทษ

นิพพิทาญาณ ปัญญาพิจรณาเห็นรูปนามเป็นของที่น่าเบื่อหน่าย

ทั้ง ๓ ญาณนี้ ต่างกันแค่พยัญชนะเท่านั้น ส่วนใจความนั้นเป็นอันเดียวกัน ดังพระบาลีในปฏิสัมภิทามรรค พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๑ หน้าที่ ๓๙๖ รับรองไว้ว่า

ยา จ ภยตุปฏฺฐาน ยญฺจ อาทีนเว ญาณํ ยส จ นิพฺพิทา อิเม ธมฺมา เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว ญานํ

ญาณทั้ง ๓ นี้คือ ภยตุปัฏฐานญาณ ๑ อาทีนวญาณ ๑ นิพพิทาญาณ ๑ มีใจความเป็นอันเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น

ญาณอย่างอ่อน เป็น ภยญาณ

ญาณอย่างกลาง เป็น อาทีนญาณ

ญาณอย่างแก่ เป็น นิพพิทาญาณ

ข้อสำคัญว่า ให้มีลักษณะปรากฏเป็นความเบื่อหน่ายในรูป,นามสังขารเป็นอันใช้ได้ เพราะญาณนี้มีความเบื่อหน่ายรูป,นามเป็นลักษณะ

ดังในธรรมบทมีพระพุทธวจนะแสดงว่า-

สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ

อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข เอส มคฺโค วิสุทฺธิยาติ

สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ

อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข เอส มคฺโค วิสุทฺธิยาติ

เมื่อบุคคลใดเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารรูป,นามทั้งปวงไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เมื่อนั้นย่อมเกิดความเบื่อหน่าย นี้เป็นทางเพื่อความบริสุทธิ์คือ นิพพาน ดังนี้

เมื่อผู้ปฏิบัติธรรม ได้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน มีวิปัสสนาญาณผ่านขึ้นมาโดยลำดับๆ นับแต่นามรูปปริจเฉทญาณ จนกระทั่งถึงญาณนี้

ถ้าขณะใดพิจรณาเห็นรูปนามปรากฏเป็นภัย คือ เป็นของน่ากลัว ขณะนั้นจัดเป็น ภยญาณ

ถ้าขณะใด พิจรณาเห็นรูปนามเป็นโทษ ขณะนั้นจัดเป็น อาทีนวญาณ

ถ้าขณะใด พิจรณาเห็นรูปนามที่ปรากฏเป็นของน่าเบื่อหน่าย และเบื่อหน่ายในรูปนาม ใจก็น้อมไปในสันติบท คือ บทที่ทำให้ใจถึงความสงบ ขณะนั้นจัดเป็นนิพพิทาญาณ

เมื่อผู้ปฏิบัติมีใจน้อมไปในสันติบทเช่นนี้ สังขารคือรูปนามที่กำลังปรากฏเป็นภัยอยู่นั้น ก็จะปรากฏเป็นของมีโทษมาก และเป็นของที่น่าเบื่อหน่ายแท้

ติวิธกิจฺจสามตฺวนตํ ญาณอันเดียว ก็สามารถยังกิจทั้ง ๓ อย่างให้สำเร็จได้ คือ พิจรณาเห็นรูปนามเป็นภัย ๑ มีโทษมาก ๑ น่าเบื่อหน่าย ๑

น สชฺชติ พหุวาทีนวตาย ทิฏฺฐตฺตา ใจของผู้นั้นจะไม่ติด ไม่ข้องอยู่ในรูปนาม เพราะตนได้พิจรณาเห็นด้วยปัญญาชั้นสูงแล้วว่า เป็นของมีโทษมาก

มุญฺจิตุกามํ นิสฺสริตุกามํ โหติ มีจิตอยากหลุดพ้น อยากออกหนีรูปนาม จากวัฏฏสงสาร เพราะตนได้รู้ได้เห็นโดยประจักษ์แล้วว่า รูปนามเป็นของไม่เที่ยง เป็นของไม่คงที่ เป็นของไม่ยั่งยืน เป็นของไม่มีสาระแก่นสาร เป็นของเป็นไปเพียงระยะกาลนิดเดียวเท่านั้นเอง

อตฺตานํ นิพฺเพเธตุกามตา นิสฺสริตุกามตา อปคนฺตุกามตา นักปฏิบัตินั้นอยากจะยกตนออก อยากจะรื้อตนออก อยากจะหนีไปจากรูปนาม หนีไปจากห้วงมหรรณพภพสงสาร อยากไปสู่พระนิพพานโดยส่วนเดียว

สงฺขารคเต นิพฺพินฺทติ ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดีในสังขาร คือ รูปนามที่เป็นไปในกามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิทั้งสิ้น เพราะสังขารในภพกำเนิดคติ วิญญาณฐิติและสัตตาวาสทั้งหมด ล้วนแต่มีความแตกสลายทำลายไป เสื่อมไปด้วยกันทั้งสิ้น

ดังตัวอย่าง ตามพระบาลีในปฏิสัมภิทามรรค ดังต่อไปนี้ คือ

ผู้เจริญวิปัสสนาย่อมพิจรณาเห็นว่า รูปนามที่เกิดขึ้นมาในโลกนี้ เพราะกรรมเก่าเป็นปัจจัยก็ดี

รูปนามที่กำลังเป็นไปอยู่ขณะนั้นก็ดี

รูปนามที่แก่ชราก็ดี

รูปนามที่กำลังสร้างกรรมซึ่งเป็นเหตุให้ปฏิสนธิต่อไปก็ดี

รูปนามที่จะต้องไปปฏิสนธิในคติต่างๆก็ดี

รูปนามที่กำลังเกิดก็ดี

รูปนามที่กำลังเป็นไปตามอำนาจแห่งผลกรรมก็ดี

รูปนามที่เกิดขึ้นมาแล้ว กำลังเป็นปัจจัยแก่ชราก็ดี

รูปนามที่กำลังร้องไห้ก็ดี

รูปนามที่กำลังคับแค้นใจ เพราะญาติตาย ทรัพย์หาย ถูกไฟไหม้ ถูกโรคภัยเบียดเบียนก็ดี ล้วนแต่เป็นภัย เป็นของน่ากลัว เป็นทุกข์ เป็นเหยื่อหลอกของวัฏฏะ เป็นเหยื่อหลอกของโลก เป็นเหยื่อหลอกของกิเลส

เป็นสังขารปรุงแต่งให้สรรพสัตว์เดือดร้อน ไม่เป็นที่ต้านทานรักษา ไม่เป็นที่หลบหลีก ไม่เป็นที่พึ่งพาอาศัยในภพไหนๆ ได้เลย

ดังนั้น จึงไม่ปรารถนารูปนามในภพกำเนิด ในคติทั้งหมด ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่นรูปนาม

ภพทั้ง ๓ คือ ภามภพ รูปภพ อรูปภพ จะปรากฏดุจหลุมเต็มไปด้วยถ่านเพลิงปราศจากเปลว เพราะเป็นที่ตั้งแห่งกองทุกข์ มีความเกิดเป็นต้น

และทำให้สรรพสัตว์เร่าร้อนอย่างใหญ่หลวง มหาภูติทั้ง ๔ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ในสกลกายก็จะปรากฏเหมือนอสรพิษ มีพิษอันร้ายกาจ มีปากแข็ง มีปากเน่า มีปากเป็นไฟ มีปากเป็นหอก

ข้อนี้สมด้วยพระบาลีที่องค์สมเด็จพระชินสีห์ได้ตรัสไว้ ซึ่งมีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค หน้า ๒๑๖ รับรองไว้ว่า

โฆรวิสาติ ภิกฺขเว จตุนฺนํ ธาตูนิ อธิวจนํ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำว่า ” อสรพิษมีพิษร้ายกาจ ” นี้เป็นชื่อของธาตุทั้ง ๔ ดังนี้

ขันธ์ ๕ ก็จะปรากฏเหมือนกันกับนายเพชฆาตกำลังถือดาบเงื้อจะตัดตออยู่แล้ว เพราะนำความทุกข์มา นำความตายมา ต่างก็เบียดเบียนบีบคั้นกันอยู่ตลอดเวลา สมด้วยพระบาลีว่า

อุกฺขิตฺตาสิโก วธโกติ โข ภิกฺขเว ปญฺจนฺเนตํ อุปทา นกฺขนฺธานํ อธิวจนํ

ภิกษุทั้งหลาย คำว่า นายเพชฆาต ผู้ถือดาบเงื้ออยู่นี้ เป็นชื่อของอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕

อายตนะภายใน ๖ ปรากฏเหมือนกันกับบ้านที่ว่างเปล่า เบื้องแรกนึกว่าเป็นบ้านที่เต็มไปด้วยข้าวปลาอาหารนานาประการ ครั้นดูเข้าไม่เห็นอะไรเลย

ข้อนี้ สมด้วยพระบาลีในสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค หน้า ๒๑๗ รับรองไว้ว่า

สุญฺญาคาโมติ โข ภิกฺขเว ฉนฺดนตํ อชฺฌตฺติกานํ อายตนานํ อธิวจนํ จกฺขุโต ปณฺฑิโต ตุจฺฉกเมว ขายติ สุญฺญกเมว ขายติ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำว่า ” บ้านว่างเปล่า ” นี้ เป็นชื่อของอายตนภายใน ๖

ภิกษุทั้งหลาย หากบุคคลเป็นบัณฑิต ฉลาดมีปัญญา มีตาดี พึงเข้าไปพิจรณาดูบ้านว่าง คือ อายตนภายใน ๖ นั้น จะปรากฏแก่ผู้มีตาดี คือ มีปัญญาดีนั้นว่า เป็นของว่าง เป็นของเปล่า เป็นของสูญแท้ๆ

อายตนภายนอก ๖ ก็จะปรากฏเหมือนกันกับมหาโจร ผู้ปล้นฆ่าชาวบ้าน เพราะ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ เหล่านี้ เบียดเบียนสรรพสัตว์ให้เดือดร้อน ให้ถึงทุกข์ ให้ถึงความตายมามากต่อมาก จนไม่สามารถประมาณได้ เช่น

ทะเลาะกัน วิวาทกัน ด่ากัน ตีกัน ฆ่ากัน เพราะรูปเป็นต้นนี้ เฉพาะวันหนึ่งๆ ถ้าจะรวบรวมมาทั้งโลกแล้ว ดูจะนับไม่ถ้วน ดังนั้น องค์สมเด็จพระจอมธรรม์จึงได้ตรัสสอนไว้ว่า

โจรา คามฆาตาติ โข ภิกฺขเว ฉนฺนเมตํ พาหิรานํ อายตนานํ อธิวจนํ จกฺขุํ ภิกฺขเว หญฺญติ มนาปามนาเปส รูเปสุ. ( ส. สฬ. ๒๑๗ )

ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำว่า ” มหาโจรผู้ปล้นฆ่าชาวบ้าน ” นี้เป็นชื่อของอายตนภายนอก ๖

ภิกษุทั้งหลาย เมื่อตาเห็นรูปดีและไม่ดี ก็เกิดความเดือดร้อน เมื่อหูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายถูกเย็น ร้อน อ่อน แข็ง ใจนึกคิดธรรมารมณ์ ก็ทำให้เกิดความเดือดร้อนเช่นกัน

วิญญาณฐิติ ๗ สัตตวาส ๙ ก็จะปรากฏราวกะว่า ถูกไฟ ๑๑ กอง มีราคะ โทสะ โมหะ เป็นต้น ติดทั่วแล้ว ลุกพวยพุ่งอยู่ตลอดเวลา สมด้วยพระพุทธพจน์ที่มีปรากฏอยู่ใน สังยุตตนิกายว่า

จกฺขุ ภิกฺขเว อาทิตฺตํ เกน อาทิต์ตํ ารคฺคินา โทสคฺคินา โมหคฺคินา ชาติยา ชราเมรเณน โสเกหิ ปริเทเวหิ ทุกฺเขหิ โทมนสฺเสหิ อุปายาเสหิ. ( ส. สฬ. ๒๓ )

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุอันไฟติดทั่วแล้ว ไฟอะไรติดทั่วแล้ว ไฟคือ ราคะ โทสะ โมหะ ชาติ ชรา มรณะ โศกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และไฟคืออุปายาส ติดทั่วแล้ว

รูปนามทั้งหมดจะปรากฏแก่ผู้ปฏิบัติดุจดังหัวฝี เป็นโรค เป็นลูกศร เป็นของคับแค้น เป็นของมีอาพาธ ไม่มีความแช่มชื่น มีแต่ทุกข์ ไม่มีรสชาติ ปราศจากสมบัติ มีแต่วิบัติ

เป็นกองโทษอันใหญ่โตมหึมาที่สุดในโลก ดุจป่ารกชัฏที่มีสัตว์ร้ายนานาชนิด ทำให้หวาดกลัว ขนลุกชูชันขึ้น ดุจถ้ำที่มีเสือโคร่ง ดุจบึงที่มีจระเข้ มีผีเสื้อ มียักษ์ ดุจข้าศึกกำลังเงื้อดาบจะตัดคอ ดุจโภชนาเจือด้วยยาพิษ

ดุจทางมีโจรคอยดักปล้นอยู่ ดุจเรือนกำลังถูกไฟไหม้ ดุจสมรภูมิที่มีกองทัพเตรียมไว้พร้อมแล้ว

เมื่อรูปนาม ปรากฏแก่ผู้ปฏิบัติโดยอาการดังกล่าวมานี้ ใจของผู้นั้นก็จะน้อมไปในสันติบท คือ บทที่ทำใจให้ถึงความสงบ ในข้อนี้มีอุปมาดังนี้คือ

พระราชาองค์หนึ่ง ยกกองทัพไปทำสงคราม แต่ทางไปนั้นกันดารมาก ไม่มีน้ำจะกิน จะอาบเลย พวกรี้พลก็พากันอ่อนกำลังลงไปมาก พระราชาจึงตรัสปลอบใจว่า

ดูก่อนท่านนักรบทั้งหลาย ทางต่อไปข้างหน้านี้ประมาณ ๕๐ โยชน์ มีสระน้ำใหญ่อยู่สระหนึ่ง บริบูรณ์ด้วยน้ำ มีน้ำใสสะอาดดี เป็นที่น่าพักพาอาศัยร่มเย็นดีนัก พวกเราจงรีบไปเถิด

เมื่อพวกรี้พลได้พากันฟังพระราชาตรัสเช่นนั้น ถึงแม้ว่าพวกตนยังไม่เคยเห็นสระน้ำนั้นก็จริง แต่ก็ได้พากันน้อมใจไปหา และพากันตั้งหน้ารีบออกเดินทางต่อไปมิชักช้า เพื่อจะได้ถึงสระนั้น แล้วจะได้อาบ ได้กิน ได้นอน ได้พักผ่อนหย่อนอารมณ์ตามสบาย

ข้อนี้ฉันใด ผู้ปฏิบัติธรรมก็ย่อมน้อมใจไปในสันติบท ยินดีในสันติบทฉันนั้นเหมือนกัน สันติบทนั้น มีอยู่หลายหมวดด้วยกัน ดังจะย่อมาพอเป็นตัวอย่างดังต่อไปนี้

๑. ผู้ปฏิบัติมีปัญญาพิจรณาเห็นว่า ความเกิดเป็นภัย เป็นทุกข์ เป็นเหยื่อหลอก เป็นสังขาร ความไม่ปลอดภัย

เป็นสุข ปราศจากเหยื่อหลอก เป็นนิพพาน

๒. ความเป็นไปของรูปนาม เป็นภัย เป็นทุกข์ เป็นเหยื่อหลอก เป็นสังขาร ความไม่เป็นไป

เป็นความปลอดภัย เป็นสุข ปราศจากเหยื่อหลอก เป็นนิพพาน

๓. รูปนาม เป็นภัย เป็นทุกข์ เป็นเหยื่อหลอก เป็นสังขาร

ความไม่มีรูปนาม ปลอดภัย เป็นสุข ปราศจากเหยื่อหลอก เป็นนิพพาน

๔. รูปนามที่กำลังสั่งสมกรรม เพื่อทำให้เกิดอีก เป็นภัย เป็นทุกข์ เป็นเหยื่อหลอก เป็นสังขาร

ไม่มีรูปนาม สั่งสมกรรม ปลอดภัย เป็นสุข ปราศจากเหยื่อหลอก เป็นนิพพาน

๕. การเกิดอีก เป็นภัย เป็นทุกข์ เป็นเหยื่อหลอก เป็นสังขาร

การไม่เกิดอีก ปลอดภัย เป็นสุข ปราศจากเหยื่อหลอก เป็นนิพพาน

๖. คติที่จะต้องไปปฏิสนธิ เป็นภัย เป็นทุกข์ เป็นเหยื่อหลอก เป็นสังขาร

ไม่มีคติ ปลอดภัย เป็นสุข ปราศจากเหยื่อหลอก เป็นนิพพาน

๗. ความบังเกิดขึ้นของขันธ์ทั้งหลาย เป็นภัย เป็นทุกข์ เป็นเหยื่อหลอก เป็นสังขาร

ความไม่บังเกิดขึ้นของขันธ์ทั้งหลาย เป็นสุข ปราศจากเหยื่อหลอก เป็นนิพพาน

๘. ความเป็นไปของวิบาก เป็นภัย เป็นทุกข์ เป็นเหยื่อหลอก เป็นสังขาร

ความไม่เป็นไปของวิบาก เป็นสุข ปราศจากเหยื่อหลอก เป็นนิพพาน

๙. ชาติ เป็นภัย เป็นทุกข์ เป็นเหยื่อหลอก เป็นสังขาร

ไม่มีชาติ ปลอดภัย เป็นสุข ปราศจากเหยื่อหลอก เป็นนิพพาน

๑๐. ชรา เป็นภัย เป็นทุกข์ เป็นเหยื่อหลอก เป็นสังขาร

ไม่มีชรา ปลอดภัย เป็นสุข ปราศจากเหยื่อหลอก เป็นนิพพาน

๑๑. พยาธิ เป็นภัย เป็นทุกข์ เป็นเหยื่อหลอก เป็นสังขาร

ไม่มีพยาธิ ปลอดภัย เป็นสุข ปราศจากเหยื่อหลอก เป็นนิพพาน

๑๒. มรณะ เป็นภัย เป็นทุกข์ เป็นเหยื่อหลอก เป็นสังขาร

ไม่มีมรณะ ปลอดภัย เป็นสุข ปราศจากเหยื่อหลอก เป็นนิพพาน

๑๓. โสกะ เป็นภัย เป็นทุกข์ เป็นเหยื่อหลอก เป็นสังขาร

ไม่โศก ปลอดภัย เป็นสุข ปราศจากเหยื่อหลอก เป็นนิพพาน

๑๔. ปริเทวะ เป็นภัย เป็นทุกข์ เป็นเหยื่อหลอก เป็นสังขาร

ไม่มีปริเทวะ ปลอดภัย เป็นสุข ปราศจากเหยื่อหลอก เป็นนิพพาน

๑๕. อุปายาส เป็นภัย เป็นทุกข์ เป็นเหยื่อหลอก เป็นสังขาร

ไม่มีอุปายาส ปลอดภัย เป็นสุข ปราศจากเหยื่อหลอก เป็นนิพพาน

เมื่อผู้ปฏิบัติมีใจน้อมไปในสันติบทเช่นนี้ สังขารคือรูปนามที่กำลังปรากฏเป็นภัยอยู่นั้น ก็จะปรากฏเป็นของมีโทษมาก และเป็นของที่น่าเบื่อหน่ายแท้

ติวิธกิจฺจสามตฺวนตํ ญาณอันเดียว ก็สามารถยังกิจทั้ง ๓ อย่างให้สำเร็จได้ คือ พิจรณาเห็นรูปนามเป็นภัย ๑ มีโทษมาก ๑ น่าเบื่อหน่าย ๑

น สชฺชติ พหุวาทีนวตาย ทิฏฺฐตฺตา ใจของผู้นั้นจะไม่ติด ไม่ข้องอยู่ในรูปนาม เพราะตนได้พิจรณาเห็นด้วยปัญญาชั้นสูงแล้วว่า เป็นของมีโทษมาก

มุญฺจิตุกามํ นิสฺสริตุกามํ โหติ มีจิตอยากหลุดพ้น อยากออกหนีรูปนาม จากวัฏฏสงสาร เพราะตนได้รู้ได้เห็นโดยประจักษ์แล้วว่า รูปนามเป็นของไม่เที่ยง เป็นของไม่คงที่ เป็นของไม่ยั่งยืน เป็นของไม่มีสาระแก่นสาร เป็นของเป็นไปเพียงระยะกาลนิดเดียวเท่านั้นเอง

อตฺตานํ นิพฺเพเธตุกามตา นิสฺสริตุกามตา อปคนฺตุกามตา นักปฏิบัตินั้นอยากจะยกตนออก อยากจะรื้อตนออก อยากจะหนีไปจากรูปนาม หนีไปจากห้วงมหรรณพภพสงสาร อยากไปสู่พระนิพพานโดยส่วนเดียว

สงฺขารคเต นิพฺพินฺทติ ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดีในสังขาร คือ รูปนามที่เป็นไปในกามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิทั้งสิ้น เพราะสังขารในภพกำเนิดคติ วิญญาณฐิติและสัตตาวาสทั้งหมด ล้วนแต่มีความแตกสลายทำลายไป เสื่อมไปด้วยกันทั้งสิ้น

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น ( สภาวะ )

จิตมีแต่ความเบื่อหน่ายตั้งแต่แบบหยาบๆ จนกระทั่งเบื่อหน่ายสุดๆชนิดที่เรียกว่าไม่มีที่จะให้อยู่ เบื่อมากๆ จะเห็นแต่โทษของการเกิด มุ่งสร้างเหตุของการดับที่ต้นเหตุของการเกิดเหตุทั้งปวง

สภาวะปัจจเวกขณญาน

สภาวะการเกิดปัจจเวกขณญาณครั้งที่ ๑

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้นในตัวของผู้ปฏิบัติ คือ สมาธิที่มีอยู่จะหายไปหมดจนไม่มีเหลือแม้แต่สักนิดเดียว จะมีเหลือแต่สติ สัมปชัญญะ ตามความเป็นจริงที่มีอยู่

เหตุที่สมาธิไม่มีเหลือเลย เกิดเนื่องจากเป็นสภาวะทบทวนกิเลส หากสมาธิยังคงมีมาก จะเห็นสภาวะกิเลสที่มีเหลืออยู่อย่างแท้จริงไม่ได้ เนื่องจากกำลังของสมาธิกดข่มกิเลสเอาไว้

เนื่องจากไม่มีกำลังของสมาธิหล่อเลี้ยงจิต จะเกิดสภาวะจิตเห็นจิต เห็นกิเลสที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน ยามที่เกิดผัสสะหรือเกิดการกระทบทุกๆครั้ง แม้กระทั่งไม่มีการกระทบเกิดขึ้นก็ตาม จะเห็นสภาวะกิเลสที่ละเอียดลึกลงไปอีก

การเกิดครั้งแรก ด้วยความไม่รู้ในเรื่องของสภาวะ ไม่มีการเขียนบันทึกจากใครๆ หรืออาจจมีการเขียน แต่ตัวผู้เขียนไม่รู้ว่าสภาวะนั้นๆคืออะไร เราเองก็ไม่เคยรู้มาก่อน จะรู้สึกทุกข์ใจ ทรมาณมากๆ

เพราะเมื่อไม่มีสมาธิหล่อเลี้ยงจิต จะมองเห็นกิเลสยามเกิดการกระทบได้อย่างชัดเจน ต้องใช้กำลังสติที่มีอยู่ในการรู้อยู่กับปัจจุบันให้ได้ เพื่อที่จะไม่ก่อให้เกิดเหตุใหม่ที่เป็นการสร้างเหตุกับคนอื่นๆให้เกิดขึ้น ทรมาณจริงๆสภาวะนี้

หลวงตามหาบัว ได้เคยพูดไว้เรื่องการสูญเสียสมาธิของท่าน ที่จู่ๆก็หายไปจนหมดสิ้น แต่ท่านไม่ได้พูดถึงเรื่องสภาวะของญาณ หรือคำเรียก แต่อาการที่เกิดขึ้นเหมือนๆกันคือ สมาธิหายไปหมด เหลือแค่สติ สัมปชัญญะ

ซึ่งตัวท่านเองก็บอกว่ารู้สึกทรมาณมากๆ เหมือนคนเริ่มต้นการภาวนาใหม่ ที่ไม่มีอะไรเลย เรียกว่าเริ่มต้นใหม่หมดในการทำจิตให้เป็นสมาธิ สภาวะที่เกิดขึ้นของหลวงตากับเราไม่มีความแตกต่างกันเลย

สภาวะตอกย้ำ

เมื่อผ่านครั้งที่ ๑ มาได้ จะรู้แน่ชัดได้ว่าสภาวะที่เกิดขึ้นใช่สภาวะของปัจจเวกขณญาณจริงหรือไม่ จะรู้ได้ต่อเมื่อมีสภาวะนั้นเกิดขึ้นอีก

การเกิดสภาวะปัจจเวกขณญาณครั้งที่ ๒

ครั้งนี้จะมีสภาวะเหมือนครั้งแรก แต่แตกต่างตรงที่ กำลังของสมาธิ ครั้งแรกจะหายไปหมด เรียกว่าเหี้ยนเตียนไม่เหลือสักนิดเดียว

ครั้งที่ ๒ กำลังของสมาธิจะเหลือแค่แผ่วๆ อาการเหมือนคนใกล้จะหมดลมหายใจ แต่ยังหายใจได้อยู่ สมาธิที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จะแผ่วเบามากๆ เหมือนแทบจะไม่มี ครั้งนี้ไม่ทรมาณเพราะรู้แล้วว่าสภาวะที่เกิดขึ้นนี้คืออะไร

พอผ่านสภาวะครั้งที่ ๒ สมาธิจะกลับมามีกำลังมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งหนักหน่วงแนบแน่นทุกครั้งที่เกิด โดยไม่ต้องเริ่มฝึกทำสมาธิใหม่เหมือนการผ่านครั้งแรก กิเลสเบาบางลงไปอย่างเห็นได้ชัด ดูจากทั้งผัสสะที่เกิดขึ้น และไม่มีผัสสะเป็นเหตุปัจจัย

ต้องดูจิตให้ทันว่า ทุกๆการกระทำนั้นๆ ทำเพื่ออะไร ถ้าทำเพราะความอยาก มันจะทุกข์ เหมือนสภาวะปัจจะเวกที่เกิดขึ้นครั้งแรก ทุกข์มากๆเพราะเสียดายสมาธิ และมีความคาดหวัง อยากรู้ในสภาวะต่อๆไป มีความอยากแต่มองไม่เห็น

พอมาเกิดสภาวะนี้อีกเป็นครั้งที่ ๒ ไม่ได้ทำให้เกิดความทุกข์แต่อย่างใด เพราะเข้าใจในตัวสภาวะแบบถ่องแท้แล้ว รู้ดีว่าสภาวะจะดำเนินไปตามเหตุของตัวสภาวะเอง ไม่ได้มีความอยากเหมือนในครั้งแรก ครั้งนี้ดูจิตทันตลอด

เมื่อรู้แล้ว ย่อมไม่อยาก เพราะไม่รู้จะอยากไปทำไม ทำตามสภาวะไปนี่แหละ แล้วทุกอย่างจะจบลงไปด้วยตัวของตัวสภาวะเอง เรามีหน้าที่คือ ปรับเปลี่ยนตัวเองตลอดเวลา พยายามหาอุบายรักษาจิตตัวเองเอาไว้ ยามที่เกิดความเบื่อหน่าย

เพราะนับวันสภาวะความเบื่อหน่ายเปลี่ยนไปมากขึ้นเรื่อยๆ เราจึงต้องเอากิเลสที่เราชอบ มาหลอกล่อสภาวะความเบื่อที่เกิดขึ้น เพื่อจิตจะได้มีกำลัง จะได้อยู่ได้กับสภาวะความเบื่อที่เกิดขึ้น ยิ่งนับวันเกิดนานมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่สั้นๆ

ทุกๆครั้งที่ผ่านแต่ละสภาวะหรือรู้ชัดในสภาวะนั้นๆได้ กับดักกิเลสจะเกิดขึ้นตลอดเวลา นับวันเนียนมากขึ้น ละเอียดมากขึ้น สติจะคมกล้า ปัญญาจะเกิดขึ้นมากมาย ขอเพียงรู้เท่าทันสภาวะ จะไม่ตกหลุมพรางกิเลสอย่างแน่นอน

ครั้งนี้เราอยู่กับสภาวะต่างๆได้สบายๆมากขึ้นเรื่อยๆ สภาวะจัดสรรกิเลสให้ลงตัว ถึงแม้จะเปลี่ยนตัวละครมาแสดง เราดูทัน ไม่หลงกลกิเลส เหตุเพราะความอยากมี อยากได้ อยากเป็นอะไรๆนั้น หรือแม้กระทั่งความอยากสอน ไม่มีเหลือในจิต

สภาวะครั้งนี้ จะเห็นตัวโลภะในเรื่องอาหารได้อย่างชัดเจน เราพยายามทำใจให้เป็นกลาง นี่ก็เช่นกันโดนกิเลสเล่นงานแต่ไม่รู้ว่าโดน แรกๆหลงแก้ไขสภาวะไปด้วยความไม่รู้ จริงๆแค่อยู่กับปัจจุบัน ไม่ต้องไปพยายามทำอะไรเลย

ต้องโง่มาก่อน ต้องผิดพลาดถึงจะดูออก เรียกว่าถึงจะรู้ตัวว่าแก้ไขสภาวะอีกแล้ว เลยโดนกิเลสเล่นซะอ้วนพี แต่ไม่ทุกข์กับสภาวะ โง่กับกิเลสก็ยอมรับไปตามความเป็นจริง ของใกล้ตัวย่อมดูยาก เพราะเป็นของชอบ เรื่องปกติ

อยากกิน ก็ให้รู้ว่าอยากกิน ยังเป็นคนชอบกินอยู่ก็ให้รู้ว่าชอบกิน เพราะรู้ดีว่า เดี๋ยวมีเหตุให้โลภะตัวนี้ค่อยๆลดน้อยลงไปเอง จนกระทั่งไม่มี คืออยู่กับปัจจุบันได้ในที่สุด เหมือนหลายๆสภาวะที่ผ่านๆมา

สภาวะนามรูปปริจเฉทญาณ

สภาวะนามรูปปริจเฉทญาณ สามารถรู้ได้ทั้งจากการอ่าน,การฟังผู้อื่นบอกเล่า ( สุตตมยปัญญา )

หรือจากสภาวะที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติแล้วนำไปเทียบเคียงกับตำราที่มีเขียนบันทึกไว้ ( จินตามยปัญญา )

และจากการภาวนา ( ผลของการปฏิบัติ ) ซึ่งแจ้งด้วยตัวของสภาวะเอง โดยไม่ได้นำสภาวะไปเทียบเคียงกับตำรา ถึงแม้จะไม่รู้ปริยัติก็ตาม

ถ้ามีการถามจะตอบได้ทันที ตอบตามสภาวะตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นของตัวเอง ซึ่งคำตอบของสภาวะจะตรงกับตำราทุกประการ ถึงแม้คนนั้นๆจะไม่รู้ปริยัติก็ตาม

ลักษณะของสภาวะที่เกิดขึ้น คือ การเคลื่อนไหวของกายไม่ว่าจะส่วนไหนก็ตาม กับ ใจ ที่รู้ในอาการนั้นๆที่เกิดขึ้นพร้อมๆกัน หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่า รูป,นามเกิดขึ้นพร้อมกัน

รู้ว่า การเคลื่อนไหวของกายที่เกิดขึ้น กับ ใจที่รู้ในอาการเคลื่อนไหวของกายของกายนั้น สิ่งที่ถูกรู้ ( กาย ) กับสิ่งที่รู้ ( ใจ ) เป็นคนละตัวกัน ( แยกออกเป็นส่วนๆไม่ปะปนกัน แต่รู้ในสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมๆกัน )

บัญญัติมีไว้ให้รู้ เพราะตราบใดที่ยังมีกิเลส การให้ค่าย่อมยังมีอยู่ ให้ค่าได้แต่อย่ายึด ถ้ายึดแล้วจะกลายเป็นอุปกิเลสไปทันที จะมีผลในสภาวะต่อๆไป เพราะความอยากเป็นเหตุ หรือที่เรียกว่า อายูหนา ( ความพยายาม ) เป็นเหตุ

สภาวะนี้เป็นของสภาวะสัมมาสติและสัมมาสมาธิ ทำงานร่วมกัน จึงสามารถรู้ชัดอยู่ในกายและจิตได้ เรียกว่า มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีทั้งสติ สัมปชัญญะและสมาธิ ส่วนจะรู้ได้นานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับกำลังของสมาธิว่ามีกำลังแนบแน่นแค่ไหน

ฉะนั้นจึงไม่ต้องไปใส่ใจว่า บางครั้งทำไมรู้เพียงสั้นๆ บางครั้งทำไมรู้ได้นานกว่าปกติ เพราะสภาวะที่เกิดขึ้นทุกๆสภาวะ ล้วนมาแสดงให้เห็นถึงความไม่เที่ยงตลอดเวลา จึงได้บอกว่า บัญญัติมีไว้ให้รู้ ไม่ได้มีไว้ให้ยึด

สภาวะที่รู้ในแต่ละคนที่แตกต่างกันไป ล้วนเกิดจากเหตุที่ทำมาทั้งสิ้น เรามาปฏิบัติเพื่อดับที่เหตุของการเกิดทั้งปวง ฉะนั้นพึงระวังการยึดในการรู้นั้นๆให้ดี

ยึด ยอมรับว่ายึดเพราะยังมีกิเลส ( รู้เท่าทันกิเลส ) แต่แค่รู้ว่ายึด ไม่ได้ก่อให้เกิดการกระทำใดๆออกไป เหตุมีแค่ความคิด เพียงแต่ยอมรับตามความเป็นจริงที่มีอยู่ ผลย่อมมี คือ รู้เท่าทันต่อกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตทันมากขึ้นเรื่อยๆ

ยึด แต่ไม่รู้ว่ายึด แต่แค่ดูแค่รู้ เพราะรู้ถึงเหตุที่กระทำและผลที่ได้รับ ย่อมไม่ก่อให้เกิดเหตุของการกระทำใดๆออกไป เหตุมีแค่ความคิด ผลย่อมมี แต่ไม่มีมากเท่ากับการกระทำออกไป

ยึด แต่ไม่รู้ว่ายึด แล้วก่อให้เกิดการกระทำออกไป ล้วนเป็นการสร้างเหตุใหม่ทั้งสิ้น เหตุมี ผลย่อมมี ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่ยังคงมีอยู่ ที่นี้อยู่ที่ว่าจะหักห้ามใจตัวเองให้หยุดการกระทำได้หรือไม่เท่าทันนั้นเอง

Previous Older Entries

สิงหาคม 2017
พฤ อา
« ก.ค.    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: