จิตเห็นจิต

สภาวะจิตเห็นจิต คือ การมีสติ รู้ทันต่อ ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ทั้งในการดำเนินชีวิต และ ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

ตอนนี้ สภาวะจิตเห็นจิต เห็นเด่นชัดกว่า เมื่อก่อน เช่น

วันนี้ ขณะทำสมาธิอยู่ มีจิตคิดทบทวนเรื่องต่างๆ ที่ขีดเขียนลงไป(เขาคิดของเขาเอง ไม่ใช่เกิดจาก จงใจคิด หรือ พยายามไปคิดเอาเอง) เจอเรื่องหนึ่ง ก็อุทานว่า ตายละ หลุดอีกแล้ว ยิ่งมีคนอยากได้ทัรพย์ของคนอื่นอยู่ 

แผ่เมตตา กรวดน้ำเสร็จ มาเปิดดูในเฟส ใจก็โล่ง อ้อ เรื่องนั้นไม่มี แต่เจออีกเรื่อง อาจดูเหมือนไม่มีอะไร กันไว้ดีกว่า จึงลบทิ้งไป

เรื่องทางโน้น จะพยายามงดเขียนถึง จะเข้าสู่จุดเดิม เขียนเรื่องสภาวะของตนเอง ณ ตรงนี้

หากยังมีหลุดอยู่บ้าง ก็น่าจะน้อยลง เพราะ ระวังเราไม่เท่าไหร่ ระวังเขานี่สิ ต้องระวังมากขึ้น

เพราะ รู้สึกเห็นใจในความไม่รู้ของอีกฝ่าย ทั้งในเรื่อง ความทะยานอยากของอีกฝ่าย จึงต้องระวังเรามากขึ้น เพื่อระวังเขาไปโดยปริยาย

จิตเห็นจิต รู้ทัน หยุดได้ทันมากขึ้น

หากมีพลาดพลั้งเรื่อง การสร้างเหตุออกไปแล้ว ไม่เป็นไร
ผลที่ได้รับ นั่นแหละคือ เหตุของการสำรวมสังวรระวังมากขึ้น

ไม่ใช่เป็นการทำผิดแบบเดิมๆซ้ำๆ ก็ยังไม่รู้
ไม่ใช่แบบนั้น อย่างแน่นอน

ผลของการสร้างเหตุนอกตัว
ผลที่ได้รับส่วนมาก คือ ทุกข์ที่เกิดขึ้น

เมื่อรู้ชัดในทุกข์ ที่เกิดขึ้นแบบนี้แล้ว
เรื่องจะเอาเหตุแห่งทุกข์ เข้าหาตัวอีก ย่อมน้อยลง
จนกระทั่ง ไม่มีเกิดขึ้นอีก ในที่สุด

Advertisements

ดูจิต

ดูตามความเป็นจริง ของสิ่งที่เกิดขึ้นที่จิต เช่น

เมื่อจิตมีราคะก็รู้ว่าจิตมีราคะ เมื่อจิตปราศจากราคะก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ

เมื่อจิตมีโทสะก็รู้ว่าจิตมีโทสะ เมื่อจิตปราศจากโทสะก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ

เมื่อจิตมีโมหะก็รู้ว่าจิตมีโมหะ เมื่อจิตปราศจากโมหะก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ

จิตหดหู่ก็รู้ว่าจิตหดหู่ เมื่อจิตฟุ้งซ่านก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่านฯลฯ

สภาวะที่เกิดขึ้นเหล่านี้ เป็นความปกติของจิต

 

 

ดูความสิ้นกิเลส

ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนรอยนิ้วมือ หรือรอยนิ้วหัวแม่มือ
ย่อมปรากฏอยู่ที่ด้ามเครื่องมือของพวกช่างไม้ หรือลูกมือของพวกช่างไม้

แต่เขาก็ไม่มีความรู้ว่า ด้ามเครื่องมือของเรา
วันนี้สึกไปเท่านี้ วานนี้สึกไปเท่านี้
วันอื่น ๆ สึกไปเท่านี้ ๆ คงรู้แต่ว่ามันสึกไป ๆ เท่านั้น,
นี้ฉันใด;

ภิกษุ ท. ! เมื่อภิกษุตามประกอบภาวนาอยู่ ก็ไม่รู้อย่างนี้ว่า
วันนี้ อาสวะของเราสิ้นไปเท่านี้ วานนี้สิ้นไปเท่านี้
วันอื่น ๆ สิ้นไปเท่านี้ ๆ

รู้แต่เพียงว่า สิ้นไป ในเมื่อมันสิ้นไป ๆ เท่านั้น,
ฉันใดก็ฉันนั้น.

สตฺตก. อํ. ๒๓/๑๒๘/๖๘.

หมายเหตุ:

ที่พระองค์ ทรงตรัสสอนแบบนี้ เพราะเหตุว่า
ตราบใด ที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์ อวิชชา ยังไม่ถูกทำลายจนหมดสิ้น

จึงสอนไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น ในสภาวะที่เกิดขึ้น โดยใช้หลัก โยนิโสมนสิการ ได้แก่

ดูตามความเป็นจริง รู้ตามความเป็นจริง ของสิ่งที่เกิดขึ้น อย่าใส่อะไรๆ ลงไป ในสิ่งที่เกิดขึ้น

เพราะ เมื่อใส่อะไรๆลงไป ในสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว
เป็นเหตุให้ สิ่งนี้มี สิ่งนั้นจึงมี เกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัย

เมื่อไม่ใส่อะไรๆ ลงไปในสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นเหตุให้
สิ่งที่เกิดขึ้น ดับลงเอง ตามเหตุปัจจัย
คือ สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้น ย่อมดับลงไป เป็นธรรมดา

ความลึกซึ้งของสภาวะ เป็นเรื่องที่เรียนแล้ว มีแต่การดับเหตุของการเกิด

เป็นเหตุให้ การสร้างเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน สั้นลง

เป็นเหตุปัจจัยให้ ภพชาติการเวียว่ายตายเกิด ในวัฏฏสงสารสั้นลง

ตุลาคม 2017
พฤ อา
« ก.ย.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: