ตถาตา

มองแล้ว ทิ้งไป ไม่มีใครช่วยใครได้หรอก

ต้องฝึกอีกเยอะนะเรา ฝึกที่จะนิ่งให้มากๆ อย่าได้ขยับแม้แต่มือ

เหตุของใคร ก็ของคนนั้น

 

เมื่อผัสสะเกิด แค่ดูบ่อยๆ เห็นบ่อยๆ เห็นเนืองๆ เราจะเห็นว่า มันเป็นเช่นนั้นเอง แล้วจิตจะปล่อยวางลงเอง ตามเหตุปัจจัย

ตราบใดที่จิตยังมีอวิชชา เป็นเจ้านาย ตราบนั้น ย่อมสร้างเหตุทาง มโนกรรมบ้าง วจีกรรมบ้าง กายกรรมบ้าง นี่เป็นฝ่ายเหตุ เหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่

ฝ่ายผล ส่งมาในรูปของผัสสะ เหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่ ก็หลงสร้างต่อไปอีก วัฏฏสงสาร ยาวนานเพราะเหตุนี้ เหตุของความไม่รู้

เมื่อยังมีการสร้างเหตุ มโนกรรม วจีกรรม กายกรรม ย่อมมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต และต่อสภาวะ ทั้งปฏิบัติ และสภาวะที่เกิดขึ้น ขณะปฏิบัติ

เมื่อยังรักตัวเอง ไม่มากพอ มันก็เป็นแบบนี้ ดังที่กล่าวมา

 

เมื่อรู้วิธีจัดการกับสภาวะที่เกิดขึ้นอยู่ เป็นเหตุให้หมดเหตุ อย่างน้อยๆ ไม่ต้องมากระทบ

ทีนี้อยู่ที่ว่า เราวิ่งเข้าไปหาหรือเปล่า หากอยู่กับที่ ไม่วิ่งเข้าไปหา ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมจบลงไปตามเหตุปัจจัยเอง

ถ้าถามว่า การทำเช่นนี้ เป็นการปฏิเสธต่อสภาวะที่เกิดขึ้นหรือไม่?

คำตอบ แล้วแต่เหตุปัจจัยของแต่ละคน สุดแต่ว่า จะรู้สึกนึกคิดยังไงกัน นั่นเหตุของคนๆนั้น

สำหรับตัวเอง อะไรที่เป็นเหตุให้ มีผลกระทบกลับมา ต่อการดำเนินชีวิต และการปฏิบัติ ตัดทิ้งหมด ใครจะว่าใจจีดใจดำก็ช่าง

เพราะ พูดเป็นประจำอยู่แล้วว่า หยุดสร้างเหตุนอกตัว ทำความเพียรต่อเนื่อง สภาวะจะดำเนินไปตามเหตุปัจจัยเอง ส่วนจะเชื่อกันหรือไม่ ก็แล้วแต่เหตุปัจจัยที่มีต่อกัน

เพียงพูดในสิ่งที่ควรพูด เพราะทุกสรรพสิ่ง ล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัย และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่

ต้องเรียนรู้กับความผิดพลาด ยิ่งเฝ้าระวังตัวเองมากเท่าไหร่ ยิ่งแก้ที่ตัวเองได้ทัน มากขึ้นเท่านั้น

เมื่อเป็นเช่นนี้ ใจก็เบาสบาย สภาวะทั้งการดำเนินชีวิต และการปฏิบัติ ย่อมดำเนินไปด้วยดี

เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี

หนทางย่อมโล่ง สะดวกโยธิน

Advertisements

ธันวาคม 2017
พฤ อา
« พ.ย.    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: