การทบทวน

หากผู้ใดชอบศึกษาพระไตรปิฎก ลองโยงเนื้อความ คำที่พระองค์ทรงใช้ในการสอนธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรัสไว้ ทั้งหมด

 

ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ขันธ์ ๕

 

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

 

สุญญตา

 

ปฏิจจสมุปบาท

 

อริยสัจ ๔

 

นิพพาน

 

ทุกพระธรรมคำสอน ขมวดลงที่ ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย

 

 

เหตุปัจจัยจาก ความไม่รู้ชัดในสิ่งที่เรียกว่า ผัสสะ

เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมีบังเกิดขึ้นทันที

 

เหตุจาก อวิชชา ที่มีอยู่เป็นเหตุปัจจัยให้

ไม่รู้ชัดใน สิ่งที่เรียกว่า ผัสสะ

 

 

ฉะนั้น ในบางตำรา จึงมีคำกล่าวประมาณว่า

 

ผู้ที่อวิชชา ถูกทำลายลง ครั้งที่หนึ่ง คือ โสดาบัน

 

อวิชชา ถูกทำลายลง ครั้งที่สอง คือ สกทาคามี

 

อวิชชา ถูกทำลายลง ครั้งที่สาม คือ อนาคามี

 

อวิชชา ถูกทำลายลง ครั้งที่สี่ คือ อรหันต์

 

 

เมื่อเป็นดังนี้ เพราะอวิชชา เป็นเหตุปัจจัย

ทำให้ไม่รู้ชัดในสิ่งที่เรียกว่า ผัสสะ

 

เพราะความไม่รู้ชัดในผัสสะที่เกิดขึ้นนี้

บุคลลเป็นจำนวนมาก จึงติดกับดักของผัสสะต่างๆ ที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

 

ความสำคัญมั่นหมาย ในผัสสะ ที่เกิดขึ้น

เป็นเหตุปัจจัยให้ ติดกับดักอุปกิเลส

 

เหตุปัจจัยจาก การให้ความสำคัญหมายมั่นต่อผัสสะ ที่เกิดขึ้น

ทำให้หลงคิดว่า ได้อะไร เป็นอะไร ตามคำเรียก ที่มีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก

 

อุปกิเลส มีบังเกิดขึ้น เพราะเหตุนี้เหตุจาก อวิชชา ที่มีอยู่

เป็นเหตุให้ ไม่รู้ชัดในผัสสะที่เกิดขึ้น

เป็นเหตุให้ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

มีบังเกิดขึ้น เพราะเหตุนี้

 

หากกลับมาทบทวนคำสอน ที่พระพุทธเจ้า ทรงทิ้งเป็นแนวทางไว้ให้

ดังเช่นที่พระผู้มีพระภาค ทรงตรัสสอนพระสารีบุตรว่า

 

“เพราะฉะนั้นแหละสารีบุตร เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า

จักเป็นผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจระงับอยู่

เธอควรศึกษาเช่นนี้แหละ สารีบุตร

 

กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมของผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจระงับ จักสงบระงับ

เพราะฉะนั้นแหละ สารีบุตร เธอพึงศึกษาว่า

 

จักนำกายและจิตที่สงบระงับแล้วเท่านั้นเข้าไปในพรหมจารีทั้งหลาย

ดูกรสารีบุตร เธอควรศึกษาเช่นนี้แหละ ”

 

http://84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=20&A=1617&Z=1840&pagebreak=0

 

 

วิธีการทบทวน คือ ให้ทบทวนสิ่งที่คิดว่ามี คิดว่าเป็น คิดว่าใช่ คิดว่ารู้สิ่งต่างๆ ที่คิดมานั้น

สามารถนำมากระทำเพื่อ กระทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้ไหม กล่าวคือ

 

จักเป็นผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจระงับอยู่

 

กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมของผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจระงับ จักสงบระงับ

 

จักนำกายและจิตที่สงบระงับแล้วเท่านั้น เข้าไปในพรหมจารีทั้งหลาย

Advertisements

สิ่งที่ควรศึกษา

พระพุทธเจ้า ทรงตรัสกับพระสารีบุตร

 

[๒๘๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน

อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถีสมัยนั้นแล

 

ท่านพระสารีบุตรอยู่ที่ปราสาทของนางวิสาขา มิคารมารดา

ในบุพพาราม ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล

 

ท่านพระสารีบุตรได้เรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย

ภิกษุเหล่านั้นตอบรับท่านพระสารีบุตรแล้ว ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวว่า

 

ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย เราจักแสดงบุคคลที่มีสังโยชน์ในภายใน

และบุคคลที่มีสังโยชน์ในภายนอก

 

ท่านทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว

ภิกษุเหล่านั้นตอบรับท่านพระสารีบุตรแล้ว ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวว่า

 

ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลที่มีสังโยชน์ในภายในเป็นไฉน

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล

 

สำรวมแล้วในปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร

มีปรกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย

 

เมื่อแตกกายตายไปภิกษุนั้นย่อมเข้าถึงหมู่เทพหมู่ใดหมู่หนึ่ง

ครั้นจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เป็นอนาคามีกลับมาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้

นี้เรียกว่าบุคคลผู้มีสังโยชน์ในภายใน เป็นอนาคามี กลับมาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้ ฯ

 

 

ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้มีสังโยชน์ในภายนอกเป็นไฉน

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล

 

สำรวมแล้วในพระปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร

มีปรกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย

ภิกษุนั้นย่อมบรรลุเจโตวิมุติอันสงบอย่างใดอย่างหนึ่ง

 

เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงหมู่เทพหมู่ใดหมู่หนึ่ง

ครั้นจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เป็นอนาคามีไม่กลับมาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้

นี้เรียกว่า บุคคลผู้มีสังโยชน์ในภายนอกเป็นอนาคามี ไม่กลับมาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้ ฯ

 

 

ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีศีล

สำรวมแล้วในปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร

มีปรกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย

 

ภิกษุนั้นย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อคลาย เพื่อความดับกามทั้งหลาย

ย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อคลาย เพื่อความดับภพทั้งหลาย

ย่อมปฏิบัติเพื่อสิ้นตัณหา เพื่อสิ้นความโลภ

 

ภิกษุนั้นเมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงหมู่เทพหมู่ใดหมู่หนึ่ง

ครั้นจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เป็นอนาคามี ไม่กลับมาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้

ดูกรผู้มีอายุทั้งหลายนี้เรียกว่า บุคคลมีสังโยชน์ในภายนอก

เป็นอนาคามี ไม่กลับมาสู่ความเป็นผู้เช่นนี้ ฯ

 

 

ครั้งนั้นแล เทวดาที่มีจิตเสมอกันมากองค์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ

ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

 

ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระสารีบุตรนั่นกำลังเทศนาถึง

บุคคลที่มีสังโยชน์ในภายใน และบุคคลที่มีสังโยชน์ในภายนอกแก่ภิกษุทั้งหลาย

อยู่ที่ปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดาในบุพพาราม

 

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บริษัทร่าเริง ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงพระกรุณา

เสด็จไปหาท่านพระสารีบุตรจนถึงที่อยู่เถิด พระผู้มีพระภาคทรงรับคำอาราธนาด้วยดุษณีภาพ

 

ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคทรงหายจากพระเชตวันวิหารไปปรากฏเฉพาะหน้าท่านพระสารีบุตร

ที่ปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดาในบุพพาราม เหมือนบุรุษมีกำลังเหยียดแขนที่คู้หรือคู้แขนที่เหยียดฉะนั้น

 

พระผู้มีพระภาคประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้

แม้ท่านพระสารีบุตรก็ได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค แล้วนั่งลง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

 

ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระสารีบุตรว่า

ดูกรสารีบุตร เทวดาที่มีจิตเสมอกันมากองค์

เข้าไปหาเราจนถึงที่อยู่  ไหว้เราแล้วยืนอยู่

ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วบอกว่า

 

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระสารีบุตร กำลังเทศนา

ถึงบุคคลที่มีสังโยชน์ในภายในและบุคคลที่มีสังโยชน์ในภายนอก

แก่ภิกษุทั้งหลาอยู่ที่ปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดาในบุพพาราม

 

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บริษัทร่าเริง ขอประทานพระวโรกาส

ขอพระผู้มีพระภาคทรงพระกรุณาเสด็จไปหาท่านพระสารีบุตรจนถึงที่อยู่เถิด

 

ดูกรสารีบุตร ก็เทวดาเหล่านั้นยืนอยู่ในโอกาส

แม้เท่าปลายเหล็กแหลมจดลง

 

๑๐ องค์บ้าง ๒๐ องค์บ้าง ๓๐ องค์บ้าง ๔๐ องค์บ้าง

๕๐ องค์บ้าง ๖๐ องค์บ้าง แต่ก็ไม่เบียดกันและกัน

 

ดูกรสารีบุตร ก็เธอพึงมีความคิดอย่างนี้ว่าจิตอย่างนั้น

ซึ่งเป็นเหตุให้เทวดาเหล่านั้นยืนอยู่ได้ในโอกาส

 

แม้เท่าปลายเหล็กแหลมจดลง ๑๐ องค์บ้าง … ๖๐ องค์บ้าง

เป็นจิตอันเทวดาเหล่านั้นอบรมแล้วในภพนั้นแน่นอน

ดูกรสารีบุตร ก็ข้อนั้นเธอไม่ควรเห็นเช่นนี้

 

ดูกรสารีบุตร ก็จิตอย่างนั้น ซึ่งเป็นเหตุให้เทวดาเหล่านั้น

ยืนอยู่ได้ในโอกาสแม้เท่าปลายเหล็กแหลมจดลง ๑๐ องค์บ้าง ฯลฯ

แต่ก็ไม่เบียดกันและกันเทวดาเหล่านั้นได้อบรมแล้วในศาสนานี้เอง

 

เพราะฉะนั้นแหละสารีบุตร เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า

จักเป็นผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจระงับอยู่

เธอควรศึกษาเช่นนี้แหละ สารีบุตร

 

กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมของผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจระงับ จักสงบระงับ

เพราะฉะนั้นแหละ สารีบุตร เธอพึงศึกษาว่า

 

จักนำกายและจิตที่สงบระงับแล้วเท่านั้น

เข้าไปในพรหมจารีทั้งหลาย

ดูกรสารีบุตร เธอควรศึกษาเช่นนี้แหละ

 

ดูกรสารีบุตร พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกที่ไม่ได้ฟังธรรมบรรยายนี้

ได้พากันฉิบหายเสียแล้ว ฯ

 

 

http://84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=20&A=1617&Z=1840&pagebreak=0

 

 

หมายเหตุ:

 

เหตุที่พระองค์ ทรงตรัสกับพระสารีบุตรเช่นนี้ว่า

 

“เพราะฉะนั้นแหละสารีบุตร เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า

จักเป็นผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจระงับอยู่

 

เธอควรศึกษาเช่นนี้แหละ สารีบุตร

กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมของผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจระงับ จักสงบระงับ

 

เพราะฉะนั้นแหละ สารีบุตร เธอพึงศึกษาว่า

จักนำกายและจิตที่สงบระงับแล้วเท่านั้นเข้าไปในพรหมจารีทั้งหลาย

ดูกรสารีบุตร เธอควรศึกษาเช่นนี้แหละ”

 

เพราะสิ่งที่พระสารีบุตร ได้พูดไปแล้ว เกี่ยวกับพระอนาคามี

เป็นเรื่องของ ผู้ที่มีเหตุแห่งภพ(การเกิด) บังเกิดขึ้นอยู่

 

เมื่อเป็นดังนี้ พระผู้มีพระภาค จึงทรงตรัสต่อไปว่า

 

“ดูกรสารีบุตร พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกที่ไม่ได้ฟังธรรมบรรยายนี้ ได้พากันฉิบหายเสียแล้ว ฯ”

 

หมายถึง ผู้ที่ไม่ได้ฟังธรรมบรรยาย

ที่พระองค์ทรงตรัสกับพระสารีบุตร(คือ ฟังแค่คำที่สารีบุตรกล่าวไป)

 

ได้พากันฉิบหายเสียแล้ว หมายถึง

หากพอใจติดอยู่แค่พระอนาคามี ไม่มุ่งกระทำเพื่อให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์

 

เหตุแห่งภพ(การเกิด) ย่อมมีบังเกิดขึ้นอยู่

พระองค์จึงทรงตรัสว่า ได้พากันฉิบหายเสียแล้ว เพราะเหตุนี้

การดำรงพระสัทธรรม

[๒๘๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพวกที่ห้ามอรรถและธรรม

โดยสูตรซึ่งตนเรียนไว้ไม่ดี ด้วยพยัญชนะปฏิรูปนั้น

 

ชื่อว่าปฏิบัติแล้วเพื่อมิใช่ประโยชน์ของชนมาก

เพื่อมิใช่สุขของชนมาก เพื่อความฉิบหาย

เพื่อมิใช่ประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก

เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

 

อนึ่ง ภิกษุพวกนั้นยังจะประสพบาปเป็นอันมาก

และทั้งชื่อว่าทำสัทธรรมนี้ให้อันตรธานไปอีกด้วย

 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพวกที่อนุโลมอรรถและธรรม

โดยสูตรซึ่งตนเรียนไว้ดี ด้วยพยัญชนะปฏิรูปนั้น

 

ชื่อว่าปฏิบัติแล้วเพื่อประโยชน์ของชนมาก

เพื่อความสุขของชนมาก เพื่อประโยชน์

เพื่อเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก

เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุพวกนั้นยังประสพบุญเป็นอันมาก

ทั้งชื่อว่าดำรงสัทธรรมนี้ไว้อีกด้วย ฯ

 

 

http://84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=20&A=1617&Z=1840&pagebreak=0

 

 

 

หมายเหตุ:

 

เกี่ยวกับพยัญชนะปฏิรูป

หากสามารถนำมาใช้กระทำ ให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์

ได้ชื่อว่า ดำรงพระสัทธรรม เพราะเหตุนี้

 

 

เช่น คำที่วลัยพร มักใช้ประจำ เกี่ยวกับ การหยุดสร้างเหตุนอกตัว

ว่ากระทำเพื่ออะไร

 

คำที่วลัยพรกล่าวมานั้น “การหยุดสร้างเหตุนอกตัว” ก็เป็นพยัญชนะปฏิรูป

เพียงแต่ วลัยพรไม่นำไปทำให้เกิดเป็นเหตุของ การทำสัทธรรมปฏิรูป

คือ นำไปแทรกในเนื้อความ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า หรือ อัครสาวก แสดงไว้

 

แต่จะใช้วิธี แยกข้อคิดเห็น เป็นคำอธิบายออกมาต่างหากว่าที่กล่าวว่า

การหยุดสร้างเหตุนอกตัว หมายถึงสิ่งใด ทำเพื่ออะไร ผลที่เกิดขึ้นตามมา คืออะไร

 

 

กล่าวในแง่ของภาคปฏิบัติ หรือ แง่ของการกระทำเมื่อนำคำใดมากล่าว

ไม่ว่าจะรู้ด้วยตนเอง หรือ ได้ยิน ได้อ่านมาจากที่อื่นควรอธิบายว่า

หมายถึงสิ่งใด ทำเพื่ออะไร ผลที่เกิดขึ้นตามมาคืออะไร

 

เหมือนกับการกล่าวทำนองว่า

เพื่อให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง

 

ก็ต้องมีคำอธิบายต่อไปอีกว่า เห็นเพื่ออะไร(กรณีมีคนถาม)

คือ หากคำตอบ ที่มีกลับมา มุ่งประเด็นไปสู่

การกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์(ไม่ใช่กล่าวแต่คำว่า เป็นปัจจัจตัง)

 

 

ถึงแม้จะเป็นพยัญชนะปฏิรูป

หากเป็นเรื่องเกี่ยวกับ การกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์

 

ซึ่งอาจใช้สำนวนชาวบ้าน ร้อยแก้ว กาพย์กลอน

เป็นสำนวนที่ตนถนัดใช้

 

หากไม่นำไปสอดแทรกในพระธรรมคำสอน(ใส่ลงไปในพระธรรมคำสอน)

 

ก็ชื่อว่า เป็นการดำรงพระสัทธรรม

เนื้อแท้ที่ไม่อันตรธาน

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! พวกภิกษุบริษัทในกรณีนี้,

สุตตันตะเหล่าใด ที่กวีแต่งขึ้นใหม่ เป็นคำร้อยกรอง

ประเภทกาพย์กลอน

มีอักษรสละสลวย

มีพยัญชนะอันวิจิตร

เป็นเรื่องนอกแนว

เป็นคำกล่าวของสาวก,

 

เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่;

เธอจักไม่ฟังด้วยดี

ไม่เงี่ยหูฟัง

ไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง

 

และจักไม่สำคัญว่า

เป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน.

 

ส่วนสุตตันตะเหล่าใดที่เป็นคำของตถาคต

เป็นข้อความลึก มีความหมายซึ้งเป็นชั้นโลกุตตระ

ว่าเฉพาะเรื่องสุญญตา,

 

เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่;

เธอย่อมฟังด้วยดี

ย่อมเงี่ยหูฟัง

ย่อมตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง

 

และย่อมสำคัญว่า

เป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน

 

จึงพากันเล่าเรียน ไต่ถาม ทวนถามแก่กันและกันอยู่ว่า

“ข้อนี้เป็นอย่างไร ? มีความหมายกี่นัย ?” ดังนี้.

 

ด้วยการทำดังนี้เธอย่อมเปิดธรรมที่ถูกปิดไว้ได้,

ธรรมที่ยังไม่ปรากฏ เธอก็จะทำให้ปรากฏได้,

ความสงสัยในธรรมหลายประการ ที่น่าสงสัย

เธอก็บรรเทาลงได้.

 

ภิกษุ ท. ! ภิกษุบริษัทเหล่านี้

เราเรียกว่าบริษัทที่มีการลุล่วงไปได้

ด้วยการสอบถามแก่กันและกันเอาเอง,

 

หาใช่ด้วยการชี้แจง

โดยกระจ่างของบุคคลภายนอกเหล่าอื่นไม่;

จัดเป็นบริษัทที่เลิศ แล.

 

ทุก. อํ. ๒๐/๙๒/๒๙๒.

 

http://etipitaka.com/read?language=thai&number=68&volume=20#

 

 

 

หมายเหตุ:

 

 

สุตตันตะเหล่าใด ที่กวีแต่งขึ้นใหม่

 

เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน

 

มีอักษรสละสลวย มีพยัญชนะอันวิจิตร

 

เป็นเรื่องนอกแนว

 

เป็นคำกล่าวสาวก

 

 

กล่าวคือ

 

ถ้าไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับการกระทำเพื่อให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ล้วนเป็นเรื่องนอกแนว

ไม่ควรศึกษานี่เป็นความหมายตามที่วลัยพรเข้าใจ

 

 

เหตุที่ทำให้ วลัยพรเข้าใจว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับการกระทำเพื่อให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์

เพราะจากคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรัสไว้

 

“ส่วนสุตตันตะเหล่าใดที่เป็นคำของตถาคต

เป็นข้อความลึก มีความหมายซึ้งเป็นชั้นโลกุตตระว่าเฉพาะเรื่องสุญญตา,

 

เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่;

เธอย่อมฟังด้วยดี ย่อมเงี่ยหูฟัง

ย่อมตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง

และย่อมสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน”

 

 

สุญญตา ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรัสไว้

 

ที่วลัยพรยังไม่อธิบายรายละเอียด

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น ที่เรียกว่า สุญญตา

 

ถ้ามีคนนำเรื่อง สุญญตา มาถาม

การอธิบาย สุดท้ายก็ไม่พ้น ต้องอธิบาย สิ่งที่เรียกว่า ผัสสะ

 

 

ความบังเกิดขึ้นแห่งภพ ก็ไม่พ้น ผัสสะ

 

 

เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต และ สิ่งที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

 

สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะใช้คำทับลงไปว่า

เรียกว่าอะไร

 

ตามความเข้าใจของตน เช่น ฌาน ญาณฯลฯ

แล้วคำเรียกนั้นๆ ทำให้เกิดเวทนา ก็ไม่พ้น ผัสสะ

 

ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

 

 

 

เหตุจากอวิชชาที่มีอยู่ ความไม่รู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้น

ซึ่งมีชื่อเรียกว่า ผัสสะ

 

 

ย่อมปล่อยให้ก้าวล่วง(ชาติ) ออกไปทาง วจีกรรม กายกรรม

 

ชรามรณะ(โลกธรรม ๘)

โสกะ ปริเทวะ ทุกขโทมนัส อุปายาส ย่อมมีบังเกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัย

 

จึงเป็นที่มาของ

ชาติ ชรามรณะ(เขียนติดกัน)โสกะ ปริเทวะ ทุกขโทมนัส อุปายาส

ธันวาคม 2017
พฤ อา
« พ.ย.    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: