๒๔ มค.๕๖

สมาธิ

การทำสมาธิ จิตที่ถูกฝึกมาอย่างต่อเนื่อง ผลคือ ไม่ว่าจะลืมตา หลับตา หรืออยู่ในอิริยาบทใดๆก็ตาม จิตเป็นสมาธิอัตโนมัติ

 

กิเลสแทรก สภาวะเปลี่ยน
เมื่อวาน ขณะนั่งสมาธิอยู่ มีสภาวะงุบๆๆๆๆๆ งุบหลายครั้ง งุบๆๆๆ สว่างทุกครั้ง นั่งไปชม. ๔๐ นาที เวทนาเกิด มีสติรู้อยู่ รู้ว่ามี แต่ไม่มีทุกข์เกิด(ทุกขเวทนาทางกาย) ข้างนอกดับสนิท รู้แต่สภาวะที่เกิดขึ้นภายใน

สัญญา

พองุบๆลงไป สภาวะหนึ่งกำลังจะเกิดขึ้น จิตยิ้ม ฮ่าๆๆๆๆ ขอใช้คำนิยมหน่อย อาการเหมือนเวลาที่พบสิ่งดีๆ แล้วยิ้มแย้มน่ะ

พอกิเลสเข้าแทรก สภาวะที่กำลังจะเกิดขึ้น หายวั๊บไปทันที กลับมารู้ที่กายดังเดิม เหมือนง้างธนู แต่แขนกลับหมดแรงเสียก่อน

ปกติ

ถ้าเป็นเมื่อก่อน เจอสภาวะแบบนี้ จะมีความเสียดาย แค่นิดเดียวเอง จะได้ตายและเกิดอีกครั้ง

ตอนนี้ ความเสียดายไม่มี บทจะเกิด สภาวะเกิดเอง มาไว ไปไว กิเลสแทรกปั๊บ หายวั๊บทันที ความปกติของสภาวะ เหมือนเป็นการให้ของขวัญ เป็นกำลังใจ

สัปปายะดี

ช่วงนี้ อากาศส่งเสริม มีสภาพอากาศเย็นทุกวัน ส่งเสริมให้จิตเป็นสมาธิได้ต่อเนื่อง จะอยู่ในอิริยาบทใด สมาธิเกิดตลอด แม้กระทั่ง กิน ดื่ม เข้าห้องน้ำ ซักผ้า

เมื่อมานั่งต่อ สมาธิเกิดแนบแน่นมากขึ้น นั่งเป็นชม.ขึ้นไป เวทนามี แต่เกิดแล้วหายไปเอง

ช่วงนี้ สภาวะถือว่า ดีนะ(ถูกใจ)

ไทม์แมชชีน

เมื่อคืน ขณะที่เข้านอน มีคิดโน่น คิดนี่ พร้อมกับรู้กายปกติ รู้สึกวาบขึ้นมา ตานอกหลับ ตาในสว่าง เหมือนนอนมองกระจกเงา
ภาพต่างๆ ในอดีตผุดขึ้นมา เห็นการกระทำ ที่เกิดจากความไม่รู้ ที่เคยทำไว้ในอดีต ภาพแต่ละภาพ เปลี่ยนไปเร็วมา เหมือนดูหนังเงียบ

เหตุของอวิชชา

ระหว่างท่องเที่ยวกับอดีต จิตอีกตัว มีคิดพิจรณา โอหนอ นี่แหละเหตุแห่งทุกข์ หลงสร้างมานานเท่าไหร่แล้วหนอ เราหลงสร้างเหตุของการเกิด จึงทำให้เกิดซ้ำซาก เกิดแล้ว เกิดอีก

การเกิดแต่ละครั้ง ความโง่(อวิชชา)นำหน้ามาก่อน โง่หลงสร้างเหตุนอกตัวมากมาย โง่หลงสร้างเหตุตามจินตนาการ ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นว่า จะต้องเป็นอย่างนั้น อย่างนี้

ยิ่งเห็นแบบนี้ เหมือนนั่งเครื่องย้อนเวลากลับไปในอดีต ดีก็แค่นั้น ไม่ดีก็แค่นั้น ล้วนเป็นเหตุที่ทำให้ต้องเกิด

ต่อเนื่อง

สมาธิเกิดต่อเนื่อง วูบลงไป ดับสนิททั้งคืน เช้ามา รู้ที่หู ได้ยินเสียงนาฬิกา ที่ตั้งเวลาไว้ ตะโกนเรียก ลุกขึ้นปิดเวลา

ช่วงเช้า ระหว่างนั่งกินกาแฟผสมโอวัลติน จิตเป็นสมาธิ ไม่อยากกิน แต่ต้องกิน เพราะไม่อยากปวดท้อง

อยู่ตรงนี้

เวลานั่ง เข่ายังมีปัญหาอยู่ นั่งขัดสมาธิได้ยาก ถ้านั่งเก้าอี้ สมาธิที่เกิดขึ้น มากเกินไป ไม่ค่อยรู้สึกตัว

ตอนปฏิบัตินอกสถานที่ เห็นผู้ปฏิบัติ พกหมอนรองนั่งส่วนตัวมา มองนอก รู้ใน ปัญญาเกิด

พอกลับมาบ้าน เย็บหมอนรองเข่า ทำให้นั่งขัดสมาธิที่พื้นได้ ใช้หมอนรองหนุนเข่าให้สูง ทำให้อาการปวดเข่า ไม่ส่งผลต่อการนั่งขัดสมาธิที่พื้น

คงที่

สภาวะที่เกิดขณะจิตเป็นสมาธิ ตอนนี้มีสภาวะเกิดขึ้นเหมือนเดิม คือ ไม่ต้องกำหนดอะไร จิตมีครุ่นคิดปกติ มีวิตกวิจารณ์ขึ้นมาเอง(ส่วนมากเห็นทุกข์ ของการเกิด) รู้สึกวาบขึ้นมา บางครั้ง รู้ชัดความเย็นในโพรงจมูก ขาดการรับรู้นอกตัว รู้ในตัวอย่างเดียว

พอรู้แบบนี้ ท้องพองขึ้นจะรู้ แต่ยุบไม่รู้ รู้ว่าพอง แล้วกายเริ่มหายไปหมด เหมือนเหลือแค่เงาที่ซ้อนอยู่ จะรู้แบบนี้ทุกครั้ง ที่ทำสมาธิ รู้ว่า ตานอกหลับ ตาในสว่าง เหมือนนั่งลืมตา มองกระจกเงา(เวลานอนกลางคืน จะเป็นแบบนี้ทุกคืน)

รู้ชัดที่กาย กายซ้อนกาย กายหยาบไม่ปรากฏ รู้ชัดที่เงา(กายละเอียด) ที่ซ้อนอยู่ รู้ที่มือ แต่มือไม่มี ประมาณนั้น ทีนี้จะรู้สภาวะอะไรต่อไป เป็นเรื่องของสภาวะ

Advertisements

อุเพงคาปีติ

ปีติ เผื่อไม่รู้

บางสภาวะ ผู้ปฏิบัติ อาจจะไม่เข้าใจว่า สภาวะนั้นคืออะไร

เช่น ปฏิบัติ ไม่ว่าจะเดิน หรือนั่ง จิตตกภวังค์ทันที หัวทิ่มหัวตำ

คำว่า ตกภวังค์ เป็นสำนวนของผู้รู้ปริยัติ พูดง่ายๆ คือ อาการสัปหงก ที่เกิดขึ้น ขณะเดินจงกรม หรือนั่งสมาธิ

ตัวเองเจอกับสภาวะนี้เหมือนกัน เมื่อครั้งไปปฏิบัติ ๗ วัน ก็เพิ่งรู้ จากพระที่มาคุมการปฏิบัติ ท่านบอกว่า เป็นอาการปีติชนิดหนึ่ง เรียกว่า อุเพงคาปีติ

ดีที่ว่า ได้ผ่านสภาวะต่างๆมา จึงไม่ได้ยึดติดกับสภาวะที่เกิดขึ้น รู้ว่า เดี๋ยวก็รู้เอง ไม่ต้องไปถามใคร และก็ได้รู้จริงๆ ตอนที่เล่าสภาวะขณะปฏิบัติ และเกิดขึ้น ตอนที่ไม่ได้ปฏิบัติ ให้ท่านฟัง

หากไม่รู้ชัดในสภาวะ เกิดความยึดมั่นถือมั่น ในสภาวะที่เกิดขึ้น คิดว่าได้อะไร เป็นอะไร ล้วนเป็นสภาวะของอุปกิเลส ที่เกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัย(ความยึดมั่น ตามอุปทานที่มีอยู่)

ยิ่งทำความเพียรมาก ยิ่งเกิดสภาวะนี้บ่อย เบื่อนะ แต่ก็ต้องอยู่กับสภาวะนี้ให้ชิน เหมือนกับการใช้ชีวิตประจำวัน

ตอนนี้ รู้จักคำเรียก จิตตกภวังค์มากขึ้น สภาวะจิตตกภวังค์ มีหลายลักาณะ มีเกิดที่หัว เรียกว่า สัปหงก มีเกิดที่กาย อาการเหมือนสัปหงก มีเกิดที่จิต

สภาวะทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นขณะจิตเป็นสมาธิ ไม่ว่าจะปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติ ก็ตาม มีสติ รู้อยู่ ขณะที่เกิดสภาวะเหล่านี้

มียกเว้น อยู่ ๑ สภาวะ คือ จิตสัปหงก จะเกิดเฉพาะ ขณะ ปฏิบัติเท่านั้น เกิดร่วมกับสภาวะสังขารุเปกขาญาณ มีชื่อเรียกว่า ทิสากะกะ หรือ ยอดสังขารุเปกขาญาณ

“เอวเมว สเจ สงฺขารุเปกฺขาญาณํ สนฺติปทํ นิพฺพานํ สนฺตโต ปสฺสติ สพฺพํ สงฺขารปฺปวตฺตํ วิสชฺเชตฺวา นิพฺพานเมว ปกฺขนฺทติ โน เจ ปสฺสติ ปุนปฺปุนํ สงํขารารมฺมณเมว หุตฺวา ปวตฺตติ.

สังขารุเปกขาญาณนี้ก็เป็นเช่นนี้ ถ้าจะเห็นพระนิพพานอันเป็นสันติบท ก็ปล่อยความเป็นไปของรูป,นามสังขารทั้งหมดแล่นตรงเข้าสู่พระนิพพานอย่างเดียว เช่นเดียวกับนกกาบินหาฝั่งก็บินไปเลยไม่กลับมา

ถ้าไม่เห็นพระนิพพานก็จะกลับมาเอารูป,นามสังขารเป็นอารมณ์อีกหลายครั้ง เหมือนกาบินไปแล้วไม่เห็นฝั่งก็กลับมาที่เรืออีกฉะนั้น นี้เป็นลักษณะของสังขารุเปกขาญาณชั้นสุดยอด”

สภาวะนี้ ถ้าผู้ใด ยังไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน หรือ ไม่เคยผ่านมาก่อน ย่อมยากที่จะรู้ชัดในสภาวะดังกล่าวมานี้ได้

กล่าวโดยสภาวะ

จิตจะมีสมาธิแรงมาก จิตจะงุบลงไป 10 กว่าครั้ง หรือน้อยกว่านี้ก็ตาม

จิตงุบหรือจะเรียกว่า จิตตกภวังค์หรือจิตสัปปะหงกก็ได้
อาการเหมือนกับหัวสัปปะหงก แต่นี่เกิดภายใน เกิดที่จิต
เนื่องจากกำลังของสมาธิแรงมาก มีโอภาสเกิดทุกครั้ง ที่เกิดสภาวะนี้ โอภาสสว่างมากๆ สว่างแบบไม่มีประมาณ คือ นำมาเปรียบเทียบไม่ถูก

นี่แหละคือสภาวะทิสากากะ ที่ต่อยอดจากสภาวะสังขารุเปกขาญาณ
จะผ่านสภาวะที่เห็นแจ้งจากจิตได้ ต้องผ่านสภาวะสองขั้นตอนนี้เท่านั้น
ขั้นตอนอื่นๆ แค่ข้อปลีกย่อย ไม่ใช่สภาวะหลักที่แท้จริง

นกทิสากาะ

สภาวะนี้ต่อเนื่องจากสภาวะสังขารุเปกขาญาณ เปรียบเสมือนนกทิสากากะที่นักเดินเรือใช้ในการหาเส้นทางของการเดินเรือ

พายุที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินเรือ คือกิเลสนี่เอง เช่น ถ้าสภาวะกำลังดำเนินอยู่ แล้วเกิดอาการดีใจ หรือสภาวะใดแทรกเข้ามา

สภาวะจะหยุดทำงานทันที กลับไปรู้อยู่กับรูปนามเหมือนเดิม หรือ อีกสาเหตุคือ กำลังของสมาธิไม่มีกำลังมากพอที่จะผ่านสภาวะนี้ไปได้

เหตุฉะนี้พระพุทธองค์จึงทรงตรัสไว้เรื่องสัมมาสมาธิหรือจตุตถฌานที่เป็นสัมมาสมาธิ ว่าเป็นสมาธิที่เกื้อหนุนในมรรค

เพราะสภาวะนกทิสากา จะใช้กำลังสมาธิมากๆ มากกว่าสภาวะสังขารุเปกขาญาณ
เป็นด่านสุดท้ายที่ทุกคนจะต้องผ่าน จะผ่านได้หรือไม่ได้ คือ ด่านนี้เอง

เหมือนจากมิติหนึ่ง ไปสู่อีกมิติหนึ่ง เรื่องเวลาไม่ใช่เรื่องสำคัญ ที่สำคัญคือพละ ๕
ถ้าพละ๕ พร้อมเมื่อไหร่ สภาวะนี้เขาจะเกิดขึ้นเอง เหนือการคาดเดาใดๆทั้งสิ้น

แม้กระทั่ง การแจ้งใน สภาวะนิพพาน ก็ต้องผ่านสภาวะนี้

การที่จะเจอสภาวะนกทิสากากะได้ ต้องผ่านสังขารุเปกขาญาณก่อน
คือ ปราศจากความคิด หรือพิจรณาใดๆ ไม่มีความยินดี ยินร้ายต่อสภาวะที่เกิดขึ้น
มีสติ สัมปชัญญะรู้อยู่กับรูปนามได้ตลอดเวลา
มีเวทนาเกิด สักแต่ว่าเวทนา ไม่มีผลส่งต่อสมาธิแต่อย่างใด

ทุกอย่างจะแยกการทำงานออกเป็นส่วนๆ แต่อยู่รวมๆกัน เกิดสภาวะรวมๆกัน
แต่การทำงานแยกขาดออกจากกัน จะรู้อยู่กับรูป,นามเป็นหลัก

มาถึงตรงสภาวะนี้ กำลังของสมาธิจะแนบแน่นดี มีสติ สัมปชัญญะดี
เป็นเรื่องของสภาวะปรมัตถ์ล้วนๆ ไม่มีการบริกรรมหรือภาวนาใดๆทั้งสิ้น

ถ้ามีกำลังของสมาธิไม่มากพอ สภาวะจะถอยกลับไปเริ่มต้นใหม่
อาจจะไปที่นิพพิทาญาณ ปฏิสังขาญาณ หรือสังขารุเปกขาญาณ
แต่จะไม่มีตกต่ำไปกว่านั้น เพียงต้องทำต่อเนื่อง คือ ทำทุกวัน ห้ามหยุด
ยิ่งถ้าคนที่ยังไม่ผ่าน ยิ่งห้ามหยุด หยุดเมื่อไหร่ นับหนึ่งใหม่ทันที
สติ สัมปชัญญะไม่มากพอ เสร็จวิปัสสนูปกิเลสกิเลสทันที

อุปกิเลส เกิดได้ตลอดเวลา ที่มีการยึดติดในสภาวะที่เกิดขึ้น ทั้งสัมมาสมาธิและมิจฉาสมาธิ

วิปัสสนูปกิเลส เกิดขึ้น เมื่อมีกิเลส หรือความรู้สึกยินดี ต่อสภาวะที่กำลังเกิดขึ้น เมื่อมีกิเลสเกิดแทรก สภาวะที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นั้น จะหายไปทันที แล้วกลับมารู้ที่กายปกติ จะเกิดขึ้นเฉพาะ สภาวะสัมมาสมาธิเท่านั้น

กว่าจะรู้สภาวะคำเรียกต่างๆ ต้องเข้าออกสภาวะนั้นๆจนชำนาญ คือ กระทบปั๊บ รู้ทันที

อุปกิเลส เมื่อรู้แล้วจบ ไม่มีกำเริบหรือเกิดขึ้นมาใหม่

วิปัสสนูปกิเลส เป็นสภาวะที่ละเอียดกว่า อุปกิเลส ยากที่จะละได้ เพราะ เมื่อรู้ชัดในสภาวะใดแล้ว เมื่อมีสภาวะนั้นเกิดขึ้นมาอีก กิเลสหรือความยินดีย่อมเกิด

ต้องปฏิบัติไปจนกว่า จิตจะเกิดการปล่อยวาง โดยตัวของจิตเอง จึงจะผ่านสภาวะวิปัสสนูปกิเลสได้

สภาวะรู้อยู่กับรูปนาม ( สังขารุเปกขาญาณ )

สภาวะรู้อยู่กับรูปนามนี้ ขอนำมาเล่าสู่ในรูปแบบของสภาวะที่จะนำไปสำรวจตัวเองได้
สภาวะนี้จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อ มีสติ สัมปชัญญะดี มีกำลังของสมาธิแนบแน่นดี
จิตสามารถเข้าออกสมาธิได้ตลอดเวลา เรียกว่า จิตถูกหล่อเลี้ยงไว้ด้วยสมาธิ
เป็นเหตุให้เกิดสมาธิได้ง่ายมากยิ่งๆขึ้นไป
 
ขณะที่เกิดจงกรม จะรู้สึกตัวทั่วพร้อม เท้าจะกระทบพื้นแบบชัดเจนมากๆ
บางคนถ้าตัวสัมปชัญญะทีกำลังมาก จะมีอาการเสียวๆที่ฝ่าเท้าตลอดเวลา
ไม่ว่าจะอยู่ในอริยาบทใดๆก็ตาม แม้ขณะที่เดินจงกรม จิตจะเป็นสมาธิได้ง่าย
 
ในอริยาบทนั่ง จะรู้อยู่กับกายได้ดี สมาธิแนบแน่นดี สติ สัมปชัญญะดี
รู้สึกตัวทั่วพร้อมได้ตลอดเวลาขณะที่นั่งอยู่
 
หากกำลังของสมาธิยังไม่แรงมาก จะรู้ลมหายใจได้ดี รู้ได้ชัด
เมื่อกำลังสมาธิเริ่มมีมากขึ้น ลมหายใจจะละเอียดมากขึ้น จะไม่สามารถจับได้เลย
หลังจากนั้น จะเห็นท้องที่พองขึ้น ยุบลง ตามลมหายใจเข้าออกได้แบบชัดเจนมากๆ
 
เมื่อสมาธิมีกำลังมากขึ้นไปอีก ทีนี้ท้องพองยุบจะหายไป จับไม่ได้เลย
จะมาเห็นกายที่เคลื่อนไหว คือ ช่วงหน้าอก บางทีก็รู้ทั้งตัว แต่ตรงท้องจะจับไม่ได้เลย
 
เมื่อจิตมีกำลังของสมาธิแรงขึ้นไปอีก ทีนี้จะรู้สึกว่า จับอะไรไม่ได้เลยสักอย่างเดียว
ให้กลับมารู้ที่กายนั่งอยู่ อย่าไปติดอยู่ที่ความสงบ
 
เมื่อมีเวทนาเกิด  สภาวะที่มาอยู่ตรงนี้ได้ เวทนาจะสักแต่ว่าเวทนา
จะเห็นการทำงานของเวทนา จิตจะรับรู้อาการของกายเป็นส่วนๆ จะรู้ได้ละเอียดแบบนี้
 
เวทนาที่เกิดขึ้น จิตจะรู้ตั้งแต่เริ่มแรกเกิด กำลังเกิด จนกระทั่งเวทนาค่อยๆแผ่วลงไปและหายไปในที่สุด
อาจจะเกิดวนๆอยู่แบบนี้หลายๆรอบ หรือไม่เกิดเลยก็มี
 
สภาวะนี้ถ้ามีความคิดเกิด จะเกิดไม่นาน จะหายไปเอง
แล้วจะมารู้อยู่กับกายได้ชัดเจนดี 
 
ปราศจากความยินดี ยินร้ายใดๆทั้งสิ้น
แล้วสภาวะเขาจะดำเนินไปของเขาเอง
 
มาถึงสภาวะนี้ จะนั่งกี่ชั่วโมงก็ได้ นั่งทั้งคืนก็ได้ แต่ไม่แนะนำให้นั่ง
เพราะไม่มีประโยชน์อะไรเลย
 
การจะดูสภาวะ ให้ดูในเวลาเพียง 1 ชม. พอ
ถ้าจะเห็นแจ้งเมื่อไหร่ จะเกิด เกิดเอง เมื่อพละ ๕ พร้อม จะไปคาดเดาใดๆไม่ได้ทั้งสิ้น
 
บางครั้ง เมื่อกำลังของสมาธิแรงมากๆ จะมีโอภาสเกิดร่วมด้วย
อาจจะสว่างมากๆ อย่าไปให้ค่าให้ความหมายใดๆ เพราะเป็นเพียงแค่กำลังของสมาธิเท่านั้นเอง
 
บางคนที่มีกำลังของสมาธิมากๆ พวกนี้จะไม่หลับไม่นอน
แต่จิตเขาจะไปพักในสมาธิแทน เหมือนกับการเข้าฌาน คือ ดับไปเลย จะกี่ชม.ก็ได้
 
จะรู้ว่าใช่สภาวะสังขารุเปกขาญาณหรือไม่
ให้ดูสภาวะของนกทิสากากะเป็นหลัก
 
ถ้ามีสภาวะของนกทิสากากะเกิดร่วมด้วย
นั่นคือ สภาวะสังขารุเปกขาญาณที่แท้จริง
ประตูแห่งการรู้แจ้งจากจิต อยู่ตรงนี้
 
ถ้ามีสภาวะรู้อยู่กับรูปนามได้ดี แต่ไม่มีสภาวะของนกทิสากากะร่วมด้วย
อันนั้นเป็นเพียง สัมมาสมาธิและสัมมาสติ ทำงานร่วมกันเท่านั้นเอง
 
แต่ที่ดีที่สุดคือ แค่ดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น รู้อยู่กับกายและจิตเท่านั้นพอ
อย่าไปให้ค่า ให้ความหมายต่อสิ่งที่เกิดขึ้นน่ะดีที่สุด
 
เพราะเมื่อไปให้ค่าให้ความหมายต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
กิเลสสามารถเข้าแทรกได้ทุกเมื่อ ทำให้มีผู้คนหลงสภาวะกันได้เพราะเหตุนี้นี่เอง
 
 
ดังมีสาธกยกอุปมาในเรื่อง ทิสากากะ เปรียบเหมือนนกกาดูทิศ

อันธรรมดานายเรือผู้ชาญฉลาดเมื่อจะนำเรือแล่นไปสู่มหาสมุทร 
ย่อมนำนกกาสำหรับดูทิศใส่กรงติดไปกับเรือด้วย 
 
ครั้นแล่นไปท่ามกลางมหาสมุทร  ขณที่ท้องทะเลปั่นป่วนมีพายุลมแรง  ทั้งฝนก็ตกหนักท้องฟ้ามืดมน 
เรือก็แล่นไปตามลมจนหลงผิดทิศทาง  ไม่รู้ว่าเรือไปอยู่ในบริเวณไหน 
 
เมื่อเป็นเช่นนี้ นายเรือย่อมนำนกกาออกมาจากกรงแล้วปล่อยขึ้นไป 
นกกาเมื่อถูกปล่อยก็จะรีบบินขึ้นสู่ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่  เหลียวแลดูไปตามทิศต่างๆ
เมื่อไม่เห็นฝั่งก็จะบินกลับลงมาเกาะปลายเสากระโดงเรือ  ด้วยความกลัวว่าจะหมดแรงตกทะเลตาย 
 
ต่อเมื่อได้รวบรวมกำลังบินขึ้นไปอีกให้สูงกว่าเดิมจนสามารถถมองเห็นได้แล้ว 
ก็จะบินตรงเข้าสู่ฝั่งเลย ไม่กลับมาที่เรืออีก    นายเรือก็สามารถรู้ได้ว่าฝั่งอยู่ทางทิศที่กาบินตรงไปนั้น
 
                                      
เอวเมว  สเจ  สงฺขารุเปกฺขาญาณํ  สนฺติปทํ  นิพฺพานํ  สนฺตโต    ปสฺสติ 
สพฺพํ  สงฺขารปฺปวตฺตํ  วิสชฺเชตฺวา  นิพฺพานเมว  ปกฺขนฺทติ  โน  เจ  ปสฺสติ  ปุนปฺปุนํ   สงํขารารมฺมณเมว  หุตฺวา  ปวตฺตติ.
 
                    
สังขารุเปกขาญาณนี้ก็เป็นเช่นนี้  ถ้าจะเห็นพระนิพพานอันเป็นสันติบท 
ก็ปล่อยความเป็นไปของรูป,นามสังขารทั้งหมดแล่นตรงเข้าสู่พระนิพพานอย่างเดียว 
 เช่นเดียวกับนกกาบินหาฝั่งก็บินไปเลยไม่กลับมา 
 
ถ้าไม่เห็นพระนิพพานก็จะกลับมาเอารูป,นามสังขารเป็นอารมณ์อีกหลายครั้ง 
เหมือนกาบินไปแล้วไม่เห็นฝั่งก็กลับมาที่เรืออีกฉะนั้น  นี้เป็นลักษณะของสังขารุเปกขาญาณชั้นสุดยอด
 
 
 
กล่าวโดยสภาวะ
 
จิตจะมีสมาธิแรงมาก จิตจะงุบลงไป 10 กว่าครั้ง
 
จิตงุบหรือจะเรียกว่า จิตตกภวังค์หรือจิตสัปปะหงกก็ได้
อาการเหมือนกับหัวสัปปะหงก  แต่นี่เกิดภายใน เกิดที่จิต
เนื่องจากกำลังของสมาธิแรงมาก
 
นี่แหละคือสภาวะทิสากากะ ที่ต่อยอดจากสภาวะสังขารุเปกขาญาณ
จะผ่านสภาวะที่เห็นแจ้งจากจิตได้ ต้องผ่านสภาวะสองขั้นตอนนี้เท่านั้น
ขั้นตอนอื่นๆ แค่ข้อปลีกย่อย ไม่ใช่สภาวะหลักที่แท้จริง
 
 
นกทิสากาะ
 
สภาวะนี้ต่อเนื่องจากสภาวะสังขารุเปกขาญาณ เปรียบเสมือนนกทิสากากะที่นักเดินเรือใช้ในการหาเส้นทางของการเดินเรือ
พายุที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินเรือ คือกิเลสนี่เอง เช่น ถ้าสภาวะกำลังดำเนินอยู่ แล้วเกิดอาการดีใจ หรือสภาวะใดแทรกเข้ามา
สภาวะจะหยุดทำงานทันที กลับไปรู้อยู่กับรูปนามเหมือนเดิม หรือ อีกสาเหตุคือ กำลังของสมาธิไม่มีกำลังมากพอที่จะผ่านสภาวะนี้ไปได้
 
เหตุฉะนี้พระพุทธองค์จึงทรงตรัสไว้เรื่องสัมมาสมาธิหรือจตุตถฌานที่เป็นสัมมาสมาธิ ว่าเป็นสมาธิที่เกื้อหนุนในมรรค
เพราะสภาวะนกทิสากา จะใช้กำลังสมาธิมากๆ มากกว่าสภาวะสังขารุเปกขาญาณ
 เป็นด่านสุดท้ายที่ทุกคนจะต้องผ่าน จะผ่านได้หรือไม่ได้ คือ ด่านนี้เอง
เหมือนจากมิติหนึ่ง ไปสู่อีกมิติหนึ่ง เรื่องเวลาไม่ใช่เรื่องสำคัญ ที่สำคัญคือพละ ๕ 
ถ้าพละ๕ พร้อมเมื่อไหร่ สภาวะนี้เขาจะเกิดขึ้นเอง เหนือการคาดเดาใดๆทั้งสิ้น

หมุนวนมาอีกครั้ง ” นกทิสากากะ “

 สังขารุเปกขาญาณ  ญาณที่วางเฉย เมื่อผู้มีความเพียรเจริญวิปัสสนาตั้งสติกำหนดรูป,นามอยู่อย่างไม่ย่อท้อติดต่อกันไป
และได้เห็นรูป,นามแสดงอาการออกมาต่างๆนานา  เป็นไปตามอำนาจแห่งพระไตรลักษณ์  ซึ่งล้วนแต่เป็นอาการร้ายๆไม่น่าพึงใจ  ไม่น่าปรารถนา  อันเป็นลักษณะของปฏิสังขาญาณที่กล่าวมาแล้ว  ต่อจากนั้นย่อมเกิดความรู้เห็นอย่างแจ้งชัดแก่ใจโดยการภาวนามยปัญญาว่ารูป,นามนี้ไม่มีอะไรที่จะยึดถือเอาเป็นที่พึ่งได้  ไม่เป็นแก่นสาร  มีแต่สิ่งที่ไม่น่าปรารถนา  ไม่น่าชอบใจ   คือมีแต่ภัยและทุกข์โทษทั้งสิ้น  เมื่อเห็นแจ้งชัดโดยปัญญาดังนี้แล้ว  ย่อมละความยินดีความพอใจในรูป,นามนั้นเสีย  อันการละความยินดี ความพอใจในรูป,นามนั้นเสีย  อันการละความยินดีพอใจในรูป,นามนั้น  ก็คือความวางเฉยในรูป,นามนั่นเอง
         ในกรณีนี้ ถ้าจะเปรียบเทียบก็เหมือนกับว่า  ชายผู้หนึ่งมีภรรยารูปสวยและมีความรักใคร่ในนางมาก  อุตสาหะพยายามทะนุถนอมนางให้ได้รับความสุขยิ่งกว่าตนเอง  ด้วยความหลงใหลเป็นหนักหนา  ไม่อาจที่จะพลัดพรากจากนางแม้แต่ครู่เดียว  ขณะใดได้เห็นภรรยาที่รักแห่งตนยืนก็ดี,นั่งก็ดี,พูดก็ดี,หัวเราะก็ดีกับชายอื่นแล้ว  ย่อมร้อนรุ่มกลุ้มใจแทบเป็นบ้าไปด้วยความหึงหวง  เต็มไปด้วยความหงุดหงิดขมขื่น  เสวยความโทมนัสมีประมาณยิ่ง แต่เมื่ออยู่ด้วยกันนานเข้าเกิดตาสว่าง  เห็นความชั่วของนางผู้เป็นภรรยานั้นมีประการต่างๆและต้องการสละละทิ้งไป  จึงทำการหย่าขาดจากนาง  และไม่ถือว่าเป็นภรรยาของตนอีกต่อไป  จำเดิมแต่นั้นมา  แม้จะเห็นภรรยาเก่าผู้นั้นคบหากับชายใดก็ตาม  ย่อมไม่โกรธ  ไม่หึงหวง  ไม่เกิดความโทมนัส  เป็นผู้วางเฉยเสียได้  อุปมานี้ฉันใดผู้ประกอบความเพียรเจริญวิปัสสนาภาวนา ก็ฉันนั้น  เมื่อกาลก่อนตนมีความยินดีพอใจรักใคร่ในรูป,นามสังขารแห่งตนเป็นยิ่งนัก  เอาอกเอาใจประการต่างๆ บัดนี้เกิดมีปัญญา จักขุสว่าง มองเห็นทุกข์ในรูป,นามต้องการจะสละละทิ้งเสีย  จึงกำหนดรูป,นามโดยได้เห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรยึดถือเอาว่าเป็นเรา,ของเราดังนี้แล้ว  จึงละความยินดียินร้าย  กลายเป็นผู้วางเฉยต่อรูป,นาม  เหมือนอย่างสามารถวางเฉยต่อภรรยาที่ได้หย่าขาดจากกัน ดังอุปมาที่ยกมาแล้ว
          สภาวะอย่างนี้แลเรียกว่าก้าวเข้าสู่ภูมิแห่งสังขารุเปกขาญาณ  เมื่อผู้บำเพ็ญความเพียรเจริญวิปัสสนาภาวนาได้บรรลุถึงสังขารุเปกขาญาณนี้แล้ว  ก็จะเกิดอัศจรรย์ขึ้นในทันทีทันใดนั้น  คือจะเกิดความรู้สึกสงบสบายทันที  การกำหนดรูป,นามก้คล่องแคล่วรวดเร็วยิ่งนัก  กำหนดได้นานๆ  จิตใจก็สงบเงียบ  สรุปความว่า สภาวะญาณก้าวไปสู่เหตุการณ์ที่ดีกว่าญาณที่ผ่านมาแล้วทั้งหมด  จนเจ้าตัวตั้งสติกำหนดอยู่ก็รู้สึกอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่ง  ในเมื่อพยายามบำเพ็ญวิปัสสนาต่อไป  ความจริงนั้นในระยะนี้ถึงจะไม่มีผู้แนะนำให้ตั้งใจพยายามก็ไม่ท้อถอย  เพราะผู้เจริญวิปัสสนาเกิดความสงบใจและพร้อมที่จะเจริญความเพียรอย่างไม่ลดละอยู่แล้ว  เนื่องจากมีใจบริสุทธิ์ผ่องแผ้วและมีสมาธิญาณอันสูงยิ่งนัก  เมื่ออินทรีย์เสมอกันเป้นอันดีแล้ว  สังขารุเปกขาญาณนี้ก็จะค่อยแก่กล้าขึ้นทุกๆที จนในที่สุดสภาวะแห่งญาณนี้จะแสดงออกมาซึ่งความบริบูรณ์ทุกประการคือ –
๑. ภยญฺจ นฺนที วิปฺปหาย ( วิสุทธิมรรค ) ไม่มีความกลัว  ไม่ยินดียินร้าย กำหนดรูป,นามได้ง่ายที่สุด
กำหนดได้สม่ำเสมอเรียบร้อยและด้วยความสบาย ปราศจากข้อขัดข้องคืออุปสรรคทั้งปวง
๒. เนว สุมโน โหติ น ทุมฺมโน อุเปกฺขโก วิหรติ สโต สมฺปชาโน ( วิภังคบาลี ) ดีใจก็ไม่มี เสียใจก็ไม่มี มีแต่ตั้งสติกำหนดรู้เฉย
๓. สพฺเพสงฺขาเรสุ อุทาสิโน ( วิสุทธิมรรค ) วางเฉยอยู่ได้ในสังขารรูป,นามทั้งปวง  คือเป็นความเฉยหรือเป็นอุเปกขา 
ซึ่งผู้ไม่ได้บรรลุจะทราบไม่ได้ หรือจะอนุมานเอาเองไม่ได้
๔. สนฺติฏฐนา ปญฺญา ( ปฏิสัมภิทามัค ) สมาธิตั้งอยู่นาน หมายความว่า กำหนดอยู่ได้นานๆ ไม่อยากลุกขึ้นเพราะใจสงบ 
ในระยะนี้มีความรู้สึกไม่อยากไปไหน  ไม่อยากพบใคร ไม่คิดไม่นึกอะไรทั้งสิ้น เพราะความฟุ้งซ่านไม่มี นิวรณ์ธรรมทั้งหลายก็สงบไม่มากวน
๕. สุปฺปคฺเค ปิฏฐํ วฏุฏิยมานํ วิย ( วิสุทธิมัคค ) กำหนดอาการรูป,นาม สังขารสุขุมละเอียดละออ   
ยิ่งนานวันเข้าก็ยิ่งละเอียดมาก เห็นไม่ค่อยชัดเจน  แต่ก็กำหนดได้อย่างสบาย  ในด้านจิตใจรู้สึกสงบที่สุด 
ลักษณะของสังขารุเปกขาญาณนี้ เมื่อโยคีกำหนดไปๆ ก็ยิ่งละเอียดสุขุม  ฉันนั้น
๖. ปฏิลียติ ปฏิกุฏติ ปฏิวตฺตติ น สมฺปสาริยติ ( วิสุทธิมัคค )  ถึงภาวะที่เรียกว่า มีธรรมเป็นอำนาจเต็มที่ 
คือมีจิตใจแคบเข้ามาความฟุ้งซ่านน้อยสุด กล่าวว่าไม่มีอะไรเลยก็ได้ คือ คิดฟุ้งซ่านออกไปข้างนอกน้อยสุด จนแทบจะไม่มี 
ในขณะที่กำหนดอยู่นั้นแม้อารมณ์ภายในก็ถอยลงมา เพียงแต่กำหนดอาการรูป,นามเท่านั้น
จิตใจก็สงบเสียแล้ว  ไม่ต้องกำหนดรูปนามอื่นๆให้เกินต้องการ ระยะบทนี้กัมมัฏฐานที่แท้จะสั้นเข้า
เหมือนยางที่ยืดออกไปแล้วกลับหดสั้นเข้ามา  ฉะนั้น
        วิปัสสนาจารย์ได้สอบสวนพิจรณา  เห็นว่า โยคีบุคคลผู้ปฏิบัติมีสภาวะบังเกิดองคคุณทั้ง ๖ ก็พึงจงทราบเถิดว่า
บัดนี้โยคีผู้นั้นบรรลุถึงสังขารุเปกขาญาณแน่นอน
 ดังมีสาธกยกอุปมาในเรื่อง ทิสากากะ เปรียบเหมือนนกกาดูทิศ
อันธรรมดานายเรือผู้ชาญฉลาดเมื่อจะนำเรือแล่นไปสู่มหาสมุทร 
ย่อมนำนกกาสำหรับดูทิศใส่กรงติดไปกับเรือด้วย 
ครั้นแล่นไปท่ามกลางมหาสมุทร  ขณที่ท้องทะเลปั่นป่วนมีพายุลมแรง  ทั้งฝนก็ตกหนักท้องฟ้ามืดมน 
เรือก็แล่นไปตามลมจนหลงผิดทิศทาง  ไม่รู้ว่าเรือไปอยู่ในบริเวณไหน 
เมื่อเป็นเช่นนี้ นายเรือย่อมนำนกกาออกมาจากกรงแล้วปล่อยขึ้นไป 
นกกาเมื่อถูกปล่อยก็จะรีบบินขึ้นสู่ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่  เหลียวแลดูไปตามทิศต่างๆ
เมื่อไม่เห็นฝั่งก็จะบินกลับลงมาเกาะปลายเสากระโดงเรือ  ด้วยความกลัวว่าจะหมดแรงตกทะเลตาย 
ต่อเมื่อได้รวบรวมกำลังบินขึ้นไปอีกให้สูงกว่าเดิมจนสามารถถมองเห็นได้แล้ว 
ก็จะบินตรงเข้าสู่ฝั่งเลย ไม่กลับมาที่เรืออีก    นายเรือก็สามารถรู้ได้ว่าฝั่งอยู่ทางทิศที่กาบินตรงไปนั้น
                                      
เอวเมว  สเจ  สงฺขารุเปกฺขาญาณํ  สนฺติปทํ  นิพฺพานํ  สนฺตโต    ปสฺสติ 
สพฺพํ  สงฺขารปฺปวตฺตํ  วิสชฺเชตฺวา  นิพฺพานเมว  ปกฺขนฺทติ  โน  เจ  ปสฺสติ  ปุนปฺปุนํ   สงํขารารมฺมณเมว  หุตฺวา  ปวตฺตติ.
                    
สังขารุเปกขาญาณนี้ก็เป็นเช่นนี้  ถ้าจะเห็นพระนิพพานอันเป็นสันติบท 
ก็ปล่อยความเป็นไปของรูป,นามสังขารทั้งหมดแล่นตรงเข้าสู่พระนิพพานอย่างเดียว 
 เช่นเดียวกับนกกาบินหาฝั่งก็บินไปเลยไม่กลับมา 
ถ้าไม่เห็นพระนิพพานก็จะกลับมาเอารูป,นามสังขารเป็นอารมณ์อีกหลายครั้ง 
เหมือนกาบินไปแล้วไม่เห็นฝั่งก็กลับมาที่เรืออีกฉะนั้น  นี้เป็นลักษณะของสังขารุเปกขาญาณชั้นสุดยอด
เป็นเดือนได้กระมังที่เราย่ำอยู่กับรูป,นาม  เราจำสภาวะทั้งหมดได้แม่นยำ
 แต่สภาวะที่จะเห็นแจ้งจากจิตได้ ต้องผ่านสังขารุเปกขาญาณนี้ทุกคน
เพราะสภาวะหลักๆจริงๆเลยนี่  มีไม่กี่สภาวะที่เป็นหลักๆ  นอกนั้นสภาวะอื่นๆไม่มีอะไร
มีแต่สภาวะหลอกๆที่ครูบาฯท่านเขียนใส่ตบตาเอาไว้
มีไว้เพื่อตรวจสอบคนที่ตกหลุมพรางกิเลส
 
สภาวะนกทิสากากะ ถ้าเราไม่เขียนก็คงจะไม่มีใครรู้ว่าสภาวะนี้เป็นอย่างไร
เพราะเราไม่เคยเขียนเอาไว้ว่า ถ้าอากรแบบนี้คือ ทิสากากะ
กลัวคนเอาไปตีความผิดๆ และทำให้หลงหนักกว่าเดิม
 
การที่จะเจอสภาวะนกทิสากากะได้ ต้องผ่านสังขารุเปกขาญาณก่อน
คือ ปราศจากความคิด หรือพิจรณาใดๆ ไม่มีความยินดี ยินร้ายต่อสภาวะที่เกิดขึ้น
มีสติ สัมปชัญญะรู้อยู่กับรูปนามได้ตลอดเวลา
มีเวทนาเกิด สักแต่ว่าเวทนา ไม่มีผลส่งต่อสมาธิแต่อย่างใด
 
 
ทุกอย่างจะแยกการทำงานออกเป็นส่วนๆ แต่อยู่รวมๆกัน เกิดสภาวะรวมๆกัน
แต่การทำงานแยกขาดออกจากกัน จะรู้อยู่กับรูป,นามเป็นหลัก
 
มาถึงตรงสภาวะนี้ กำลังของสมาธิจะแนบแน่นดี มีสติ  สัมปชัญญะดี
เป็นเรื่องของสภาวะปรมัตถ์ล้วนๆ ไม่มีการบริกรรมหรือภาวนาใดๆทั้งสิ้น
ถ้ามีกำลังของสมาธิไม่มากพอ สภาวะจะถอยกลับไปเริ่มต้นใหม่
อาจจะไปที่นิพพิทาญาณ ปฏิสังขาญาณ หรือสังขารุเปกขาญาณ
แต่จะไม่มีตกต่ำไปกว่านั้น เพียงต้องทำต่อเนื่อง คือ ทำทุกวัน ห้ามหยุด
ยิ่งถ้าคนที่ยังไม่ผ่านรอบแรก ยิ่งห้ามหยุด หยุดเมื่อไหร่ นับหนึ่งใหม่ทันที
สติ สัมปชัญญะไม่มากพอ เสร็จอุปกิเลสทันที
 
 
9.00-11.00
 
เดินจงกรม จิตเป็นสมาธิตั้งแต่ตอนเดิน
นั่ง สมาธิแนบแน่นดี มีสติ สัมปชัญญะรู้อยู่กับรูป,นามได้ตลอด
 
11.00-13.30
 
เดินจงกรมเสร็จ ไปนั่งกำหนดที่โซฟา สมาธิแรงมากๆ 
การกำหนดนั่งที่โซฟานี่ ถือว่าเป็นการสะสมทั้งกำลังของสมาธิและสติ สัมปชัญญะ
ทำแบบนี้ดีมากๆเลยสำหรับเรา
 
โอภาสยิ่งสว่างมากเท่าไหร่ นั่นคือ กำลังของสมาธิที่มีเพิ่มมากขึ้น
เราสะสมตรงนี้เอาไว้ เมื่อเวลาต้องนั่งกำหนดที่พื้น จิตจะมีกำลังของสมาธิมากขึ้น
ส่วนเรื่องสติ สัมปชัญญะนั้นไม่ห่วง เพราะมีกำลังของสติ ล้ำหน้าอยู่มาก
 
13.30-17.00
 
มีสมาธิแรงมาก จิตงุบลงไป 10 กว่าครั้ง
 
จิตงุบหรือจะเรียกว่า จิตตกภวังค์หรือจิตสัปปะหงกก็ได้
อาการเหมือนกับหัวสัปปะหงก  แต่นี่เกิดภายใน เกิดที่จิต
เนื่องจากกำลังของสมาธิแรงมาก
 
นี่แหละคือสภาวะทิสากากะ ที่ต่อยอดจากสภาวะสังขารุเปกขาญาณ
จะผ่านสภาวะที่เห็นแจ้งจากจิตได้ ต้องผ่านสภาวะสองขั้นตอนนี้เท่านั้น
ขั้นตอนอื่นๆ แค่ข้อปลีกย่อย ไม่ใช่สภาวะหลักที่แท้จริง
 
บางคนย่ำอยู่ที่สังขารุเปกขานานมากๆ เป็นปีก็มี
สำหรับเราน่ะ เฉยๆนะ แค่รู้ เพราะจำสภาวะได้ดี
ตอนนี้แค่รอเวลา รอกำลังของสมาธิ เมื่อถึงเวลาเขาเกิดเอง

ธันวาคม 2017
พฤ อา
« พ.ย.    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: