หัวใจ

29 สค.

จากที่เคยแค่เจ็บหัวใจเพียงอย่างเดียว

ตอนนี้จะเจ็บแน่นกลางหน้าอก

ไม่ได้ใช้วิธีกำหนดแต่อย่างใด
คือ ไม่ใช้กำหนดรู้หนอ สำทับลงไปในอาการที่มีเกิดขึ้น
จะใช้วิธีปล่อยให้ทุกสิ่งมีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

อาการเจ็บแน่นกลางหน้าอก นานๆจะเกิด
จะไม่มีเกิดขึ้นบ่อยเหมือนเจ็บหัวใจ
ตั้งแต่กินยา อาการเจ็บหัวใจมีเกิดน้อยลง

.

ตอนที่รู้สึกเจ็บแน่นกลางหน้าอก จะนอนราบก็นอนไม่ได้
นั่งที่โซฟา ลองนั่งในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน
ยังคงรู้สึกเจ็บมาก หายใจลำบาก
สูดลม หายใจเข้าออกยาวๆลึกๆ หายใจช้าๆ
เอามือทาบไว้ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องทำแบบนั้น

สักพักนำเสื่อโยคะมาปูนอน ลองนอนราบดูอีกครั้ง
ครั้งนี้นอนได้ นอนตะแคงขวา เอามือรองแก้ม
แขนข้างซ้าย มาวางบนข้อศอกที่รองแก้ม
รู้ชัดไปตามอาการที่มีเกิดขึ้น

สักพักจิตเป็นสมาธิ
ยังคงนอนในท่านั้น ไม่ขยับตัว
รู้ชัดอาการจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ แล้วคลายตัวลง
แล้วตั้งมั่นเป็นสมาธิใหม่ แล้วคลายตัว
มีเกิดขึ้นสลับกันไป

จนกระทั่งอาการเจ็บหายไป
นอนอยู่อย่างนั้นยังไม่ลุกขึ้น
ผ่านไปสักพักแบบอาการที่เป็นอยู่หายไปหมดแล้ว จึงลุกขึ้น
มองดูนาฬิกา ช่วงเวลาที่มีอาการเกิดขึ้นทั้งหมดเกือบ ๑ ชม.

.

ถ้าไม่ได้กรรมฐาน
ไม่รู้ว่าจะทนได้แบบนี้หรือเปล่า

 

 

6 กค.

เหมือนติดเครื่องกระตุ้น ให้เกิดความรู้สึกตัว

.

อาการเจ็บหัวใจ เป็นเหมือนเครื่องกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกตัว
เจ็บแป๊บเหมือนฟ้าแลบ เจ็บสั้นๆ แต่เจ็บบ่อย

ความรู้สึกเจ็บที่เกิดขึ้นทำให้เกิดการคิดพิจรณา
ทบทวนเรื่องราวของชีวิต สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต

เกิดมานี่ ใช้ชีวิตคุ้มจริงๆ มีทั้งสูง ทั้งต่ำตม ขมขื่น หวานชื่น เปรี้ยวปริ๊ด ฯลฯ ได้ลิ้มลองทุกอย่าง ล้มลลงไป ก็ลุกขึ้นมาใหม่ ลุกไม่ไหว ก็คลานเอา

ผลของการเจริญสติที่ทำมาต่อเนื่อง ทำให้มีจิตใจที่เข้มแข็ง ไม่มีท้อถอย ไม่ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นในชีวิต มีแต่คิดพิจรณาถ่ายถอนอุปาทานที่มีอยู่

.
เมื่อคืนประมาณตี ๔ มีเสียงเคาะประตูเป็นระยะห่าง ประมาณ ๔ ครั้ง ตอนแรกที่ได้ยิน คิดว่าหูแว่ว ใครที่ไหนจะมาเคาะประตูเล่นในช่วงนั้น

มีภาพผุดขึ้นมา เคาะโลงเรียก

พอมีเสียงเคาะอีก เรานึกในใจว่า ยังไม่ตายโว๊ย ไม่ต้องมาเคาะ

เสียงเคาะก็เงียบหายไป

 

 

12 กค.

อ่านเจอเรื่องการถอนฟันกับไทรอยด์เป็นพิษ
ทำให้คิดพิจรณาว่า โรคทั้งหลายทั้งปวง
ไม่มีอะไรที่ยิ่งไปกว่า ใจหรือจิตดวงนี้

.

เราได้ถอนฟันไป ๒ ซี่ๆละปี ถอนตอนกลับบ้าน
ก่อนถอนฟัน ทางรพ.จะให้เซ็นเอกสาร การยอมรับการรักษา
หากมีเหตุอันทำให้ถึงแก่ชีวิต จะไม่เอาความกับรพ.
ตอนที่อ่านแล้วเซ็น ความรู้สึกตอนนั้น เฉยๆนะ
และก็ยังไม่รู้ว่า โรคที่เป็นอยู่ ห้ามถอนฟัน
เนื่องจากยาชาที่ใช้ ส่งผลกระทบกับหัวใจ
ตอนนั้น เรายังไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้
เพราะยังไม่รู้ว่าตัวเองป่วย จึงไม่ได้หาข้อมูลใดๆทั้งสิ้น

.

ปีก่อน ถอนฟันครั้งแรก
เป็นคนกลัวการถอนฟัน เพราะฝังใจในตอนเด็ก
ตอนนั้นเหงือกบวม แล้วหมอฉีดยาชา
เจ็บปวดยิ่งกว่าอะไร จึงทำให้กลัวการถอนฟัน

ครั้งนี้ ใช้วิธีกำหนดรู้หนอๆ กำหนดไปเรื่อยๆ
รู้ชัดทุกขณะที่หมอฉีดยาชาที่เหงือก ด้านนอกและด้านใน
ความรู้สึกเหมือนถูกมดกัด

หลังถอนฟันเสร็จ
ขอหมอดู เเหลือแค่รากฟันที่เป็นเศษเล็กๆ
หลังกลับมาจากรพ. นอนอย่างเดียว ไม่ทำอะไรทั้งสิ้น
นอนจนตะวันตกดิน จึงลุกขึ้น ดึงผ้าก๊อซออก แล้วเอามาดม
กลิ่นเหมือนเนื้อเน่า มีเลือดสีคล้ำๆ ยังไม่กล้ากินอะไร ดื่มแต่น้ำ
อาการปวดฟันไม่มี

วันรุ่งขึ้นกินข้าวปกติ เคี้ยวอาหารด้านที่ไม่ได้ถอนฟัน
จำไม่ได้ว่ากี่วันเนื้อเหงือกจึงขึ้นเต็ม รู้แต่ว่าไม่นาน

.

ปีนี้ ถอนฟันครั้งที่ ๒
เป็นฟันกรามเช่นกัน สาเหตุจากเคี้ยวน้ำแข็ง ฟันแตกครึ่ง
ตอนที่หมอฉีดยาชา ไม่มีกำหนดรู้หนอ แต่รู้ตามความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น รู้ชัดทุกขณะที่หมอฉีดยาชา ด้านนอกเหงือก ด้านในเหงือก และในโพรงฟัน
ความรู้สึกเหมือนโดนมดกัด

วิธีถอนฟันครั้งนี้ ไม่เหมือนครั้งแรก หมอใช้คีมช่วยดึงฟัน
กว่าจะถอนออกได้ นานเหมือนกัน

พอถอนเสร็จ ขอฟันจากหมอ
กลับมาถึงบ้าน รู้สึกเหงือกระบม นอนอย่างเดียว
ตอนที่ดูฟัน รากฟันอยู่ครบ ฟันถึงได้ถอนยาก

ตกเย็น เอาผ้าก๊อซออก เลือดสีคล้ำๆ มีกลิ่นเหม็นเน่า
ไม่มีการใช้ผ้าก็อซอีก อมน้ำแล้วบ้วนทิ้ง
ต้องกินพารา รู้สึกระบมที่เหงือก
ตอนกินข้าว เคี้ยวข้างที่ไม่ได้ถอนฟัน
ครั้งนี้กินข้าวเร็วกว่าครั้งก่อน เพราะต้องกินยาแก้ปวด

.

แบบว่าอ่านแล้วแปลกใจ ที่มีคนมาแชร์เรื่องการดูแลหลังถอนฟัน ห้ามนอนราบ ควรเปลี่ยนผ้าก๊อซทุกคครึ่งชม.หรือ 45 นาที
เพื่อป้องกันเลือดแข็งตัวติดผ้าก๊อซ
2-3 วันแรกของการถอนฟัน ไม่ควรดื่มน้ำโดยใช้หลอดดูด

แต่เราไม่ได้ทำแบบนั้นเลย
ทั้งนอนราบ และไม่มีการเปลี่ยนผ้าก๊อซ
อาหารกินปกติ ดื่มน้ำก็ใช้หลอดดูด
หลังกินอาการเสร็จ จะกลั้วปากเบาๆ
หลังถอนฟัน ประมาณ ๒ อาทิตย์ เหงือกขึ้นเต็ม
แบบว่า แอบส่องดูทุกวัน

ทุกอย่างอยู่ที่ใจ
ความวิตกกังวล ทำให้ใจป่วย ส่งผลกระทบต่อร่าง

 

 

24 กค.

วันนี้หมอนัด ก่อนพบหมอ ตรวจคลื่นหัวใจ
การเต้นของหัวใจยังไม่ปกติ

หมอบบอกว่า ถ้าค่าไทรอยด์กลับมาปกติ จะมีอาการหนาว
เราบอกว่า งั้นชาตินี้คงไม่หาย

หมอบอกว่า แสดงว่าเป็นมานานมาก
เราบอกว่า เปล่าค่ะ โดยปกติเป็นคนชอบอากาศเย็น เป็นมาตั้งแต่เด็ก คำว่าหนาว คนทั่วไปอาจจะหนาว แต่เราไม่เป็น

(เรื่องนี้เคยคุยกับเจ้านายนะ ตอนไปแพร่ มีแต่คนถามว่า ไม่หนาวเหรอ ตอนนั้นหน้าหนาว แต่ละคนใส่เสื้อหนา บางคนหลายชั้น เราใส่เสื้อแขนยาวบางๆ เราบอกว่าไม่นะ อากาศกำลังสบาย เราบอกเจ้านายว่า อาจเป็นเพราะกสิณไฟที่เคยฝึกมา ทำให้ร่างกายจะอุ่นเกือบร้อน แต่เหงื่อไม่ค่อยมี)

หมอบอกว่า เพิ่มยาละลายลิ่มเลือด(orafarin สีฟ้า ๑ เม็ด หลังอาหารเช้า) อีกสองอาทิตย์เจาะเลือด

หมอถามว่า บอกเรื่องหัวใจโตแล้วใช่มั๊ย
เราบอกว่า ค่ะ

หมอบอกว่า ระวังเรื่องเส้นเลือดอุดตันที่หัวใจห้องบน ถ้ามีเศษลิ่มเลือดหลุดออกมาแล้วขึ้นสมอง เสี่ยงอัมพาต จึงต้องให้ยาละลายลิ่มเลือด

ตอนไปรับยา เภสัชถามว่า ได้เจาะเลือดหรือยัง
เราบอกว่า ยังค่ะ
เขาถามว่า หมอให้กินยาก่อนเจาะเลือดเหรอ
เราบอกว่า หมอให้กินยาก่อน อีกสองอาทิต์เจาะเลือด
เขาให้หนังสือคู่มือ ให้เราจดสีของยา และขนาดของยา
บอกว่า อ่านคู่มือให้ละเอียด ระวังการมีแผลหรือเลือดออก
ถ้าเลือดออกผิดปกติ ให้รีบมารพ.

ตอนเจ้านายกลับมา เราบอกเขาว่า ต้องระวังผักสีเขียว พอดีไม่ชอบกินผัก ก็เลยรอดตัวไป ถ้าเป็นเขาคงลำบากเพราะเขาชอบกินผัก

.

วันนี้หลังจากจ่ายค่ายา ก็คิดพิจรณาว่า เออหนอ.. นึกถึงคนที่ไม่มีเงินหรือมีรายได้น้อย แล้วป่วยแบบเรานี่ ทางรอดมีน้อยมาก ตายอย่างเดียวจริงๆ

 

7 สิงหาคม

วันนี้ไปตรวจตามที่หมอนัด ผลเลือดค่าไทรอยด์ลดลงปกติ แต่หมอยังให้กินยาต่อ

ยาสำหรับลดอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ ให้กินต่อ

ยาละลายลิ่มเลือด หลังจากเล่าอาการให้หมอฟัง หมอบอกว่า เพิ่งเจอเป็นเคสแรกที่มีอาการแบบนี้ คือ หลังกินยา จะมีความรู้สึกเหมือนกลิ่นบุหรี่อยู่ในคอ แล้วได้กลิ่นบุหรี่บ่อยมาก ทั้งๆที่อยู่คนเดียว ไม่มีใครสูบบุหรี่ และมีอาการเจ็บหัวใจบ่อยกว่าตอนที่ยังไม่กินยาตัวนี้ หมอจึงให้งดยาไว้ก่อน

ตอนแรก หมอถามก่อนว่า ขอหมอลองเปลี่ยนยาตัวใหม่มั๊ย แต่ยาตัวนี้เม็ดละ 10 บาท

เราบอกว่า ไม่ค่ะ

ดีที่หมอยังให้ตามที่เราบอก คือ ไม่ลองเปลี่ยนยาตัวใหม่

เหตุที่เราเราปฏิเสธ ไม่ใช่เรื่องราคา แต่เป็นเรื่องของผลกระทบต่อร่างกายที่มีเกิดขึ้นตามมา ซึ่งคิดว่า จะรักษาแบบที่เคยรักษามา อาจจะใช้เวลา แต่ดีกว่ามาลองยาตัวนั้น ตัวนี้

.

รอบนี้ผลเลือดเกี่ยวกับตับ จากที่โปรตีนในเลือดต่ำ ค่ากลับมาปกติ แต่ค่าตับอีกตัวจากที่เคยปกติ กลับมีค่าสูงมาก

sgpt จาก 16 กระโดดไปที่ 95

ส่วนค่าน้ำย่อยในตับที่เคยสูงนั้น ลดลง แต่ก็ยังสูงอยู่

หมอถามว่า เคยป่วยเป็นโรคตัวเหลือง(โรคตับมั๊ย)
เราบอกว่า ไม่เคยค่ะ เคยเจาะเลือด มีภูมิคุ้มกันอยู่

หมอถามว่า เคยดื่มสุราหรือของมึนเมามั๊ย
เราบอกว่า ตอนวัยรุ่นเคยดื่ม

หมอถามว่า ดื่มมากมั๊ย บ่อยมั๊ย
เราบอกว่า ไม่ 6 โมงเช้า ยังไม่กลับบ้าน

หมอถามว่า แล้วเลิกได้ยังไง
เราบอกว่า เพราะทำกรรมฐาน

หมอบอกว่า ดีจริงๆ
เราบอกว่า ขึ้นอยู่กับเพื่อนที่คบ คบเพื่อนเที่ยว ย่อมชอบเที่ยวเป็นเรื่องธรรมดาค่ะ แล้วถามหมอว่า เราเป็นคนที่ไม่รู้จักคำว่าหลับ ถามหมอว่า หมอเข้าใจคำว่าหลับใช่มั๊ยคะ?

หมอพยักหน้า

เราบอกว่า สิบกว่าปีแล้ว เราไม่เคยหลับ และไม่รู้จักคำว่าหลับ รู้จักแต่สมาธิ เวลานอน ถ้ากำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นมีน้อย จะรู้สึกตัวทั้งคืน ถ้ากำลังสมาธิมีมาก จะรู้สึกวูบลงไป แล้วสว่าง ต่อมามันจะดิ่ง แล้วทุกอย่างจะดับหายไป เป็นแบบนี้มาตลอด พร้อมกับถามหมอว่า แบบนี้ส่งผลต่อร่างกายมั๊ยคะ?

หมอบอกว่า ไม่ส่งผล

(ตอนที่หมอบอกว่าไม่ส่งผล ในใจเราก็ค้านนะ คือ ไม่เห็นด้วย เรามองว่า ถ้าร่างกายยังคงมีความรู้สึกตัว มันก็เหมือนคนที่ไม่นอน อวัยวะต่างๆของร่างกายย่อมทำงานอยู่ ไม่งั้นหัวใจเราคงไม่เป็นแบบนี้ คือ แค่คิด แต่ไม่พูดออกไป)

.

การตรวจครั้งต่อไป หมอขอตรวจเกี่ยวกับตับ และหัวใจยังคงต้องดูอาการต่อเนื่อง หมอนัด 1 เดือน

 

 

 

โฆษณา

จิตตานุปัสสนา

๑๓ พค. ๖๑

ความคมชัดของกิเลส ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น ก็มีความแตกต่างกัน ไม่ต้องเกิดสภาวะจิตเสื่อม สมาธิเสื่อม ความคมชัดในกิเลสที่มีเกิดขึ้น สามารถมีเกิดขึ้นได้เช่นกัน แต่ความรู้สึกนึกคิดต่างกัน

สมัยที่จิตเสื่อม สมาธิเสื่อม ความคมชัดของกิเลส เหมือนโดนหนามทิ่มแทง เหมือนเข็มแทงเข้าไปในเนื้อ รู้สึกชัดแบบนั้นเลย ด้วยเหตุปัจจัยนี้ จึงทำให้เกิดความทุกข์ ความบีบคั้น ความทนอยู่ได้ยาก เรื่องขันธ์ ๕ อะไรนี่ ตัดทิ้งไปได้เลย รู้แบบลูบๆคลำๆ

สิ่งที่ทำให้เป็นทุกข์ เกิดจากตัณหา ความอยากให้กำลังสมาธิที่เสื่อมหายไปหมดสิ้น กลับมาเป็นเหมือนเดิม มีเหมือนเดิม ความอยากมากเท่าไหร่ ความเพียรยิ่งทวีคูณ เพียรหนัก เพียรเพราะรู้ว่า มีวิธีเดียว ต้องทำแบบนี้เท่านั้น กำลังสมาธิจะฟื้นคืนกลับมาเหมือนเดิม

.
ปัจจุบัน เวลาที่กิเลสมีเกิดขึ้น รู้ทันมากขึ้น รู้ชัดมากขึ้น รู้เป็นปกติ โดยไม่ต้องจ้องดูหรือสนใจดูแต่อย่างใด รู้ปกติเหมือนลมหายใจเข้าออก

ถ้าไม่เคยประสพพบเจอกับสภาวะจิตเสื่อม สมาธิเสื่อมมาก่อน ความคมชัดของกิเลสที่มีเกิดขึ้นแบบนี้ อาจทำให้คิดว่า นี่สมาธิเสื่อมหายไปอีกแล้วอย่างงั้นเหรอ ทว่าความรู้สึกที่มีเกิดขึ้น แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ครั้งนี้ไม่ได้ทำให้เป็นทุกข์แต่อย่างใด รู้ชัดก็จริง แต่ไม่เป็นทุกข์ จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ มีเกิดขึ้นเนืองๆเป็นปกติเหมือนเดิม

“จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

ไทรอยด์เป็นพิษและหัวใจเต้นผิดจังหวะ(AF)

๑๐ พค. ๖๑

ทุกขเวทนากล้า

.

เมื่อวาน ขณะนั่งสมาธิอยู่ สภาวะที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ มีเกิดขึ้นเกือบจะเหมือนๆเดิม ตอนที่ใกล้ครบเวลาที่กำหนดไว้(๑ ชม.)

จู่ๆ เป็นตะคริวตั้งแต่เอวขึ้นมาถึงศรีษะ โดยเฉพาะแผ่นหลัง อาการที่มีเกิดขึ้นเหมือนสมัยสภาวะกายแตก กายระเบิด

ถ้าเป็นเมื่อก่อน ตอนที่ยังไม่เคยเจอสภาวะกายแตก กายระเบิด และเป็นตะคริวหนักแบบนี้ คงตกใจกลัว กลัวเป็นอัมพาต

แต่ครั้งนี้ไม่ตกใจ รู้ไปตามความเป็นจริงของสภาวะที่มีเกิดขึ้น โดยเฉพาะตะคริว รู้สึกเจ็บมาก ยิ่งกว่าเป็นตะคริวที่ขา

หากตอนไหนปวดมาก กำหนดรู้หนอๆๆๆ ตามความรู้สึกที่เกิดขึ้น
สักพัก อาการที่เกิดขึ้นค่อยๆจางคลายหายไป

.

วันนี้ ขณะจิตเป็นสมาธิ รู้สึกเจ็บกลางหน้าอก เจ็บมากๆ จึงล้มตัวนอนยาว เพื่อให้บรรเทาอาการเจ็บปวด แต่ทำแล้ว ยิ่งเจ็บกว่าเดิม เจ็บมากๆ
จนรู้สึกว่า เจ็บจนทนไม่ไหว เจ็บยิ่งกว่าครั้งที่เจ็บหัวใจ(ตอนที่หัวใจวาย)

เปลี่ยนจากนอน มานั่งที่เก้าอี้ จับชีพจร หัวใจเต้นเร็วมาก จับได้ ๑๒๕ ครั้งต่อนาที ตอนที่รู้สึกเจ็บจนทนไม่ไหว สูดลมหายใจยาวๆลึกๆ หายใจเข้า ช้าๆ ยาวๆ หายใจออก ช้าๆยาวๆ มีภาพผุดขึ้นมา เป็นคนไข้ที่ใช้เครื่องช่วยอาหายใจ(ออนเบิด) อาการที่ตัวเองเป็นอยู่ เป็นอาการเดียวกันเป๊ะๆ

ยังคงหายใจยาวๆลึกๆ สักพักรู้ชัดที่ตำแหน่งของหัวใจ เหมือนหัวใจถูกแปะไว้ที่หน้าอกด้านนอก เหมือนงอกออกมาจากข้างใน มาอยู่ข้างนอกแทน ยังคงกำหนดรู้ แล้วอาการต่างๆคลายตัวลง

.

ตอนที่มีอาการต่างๆเกิดขึ้น ตอนนั้นรู้แค่ว่า เจ็บมากๆ แต่ไม่มีความรู้สึกตกใจหรือหวาดหวั่นแต่อย่างใด จะมีสภาวะเกิดขึ้นสองสภาวะ

๑. ความรู้สึกที่เจ็บมาก เกิดขึ้นทางกาย

๒. ใจที่รู้อยู่นั้น สงบมาก

.

ลมหายใจที่ถูกฝึกอย่างต่อเนื่อง มีประโยชน์มากนะ

 

 

๒๑ พค.

อาการเจ็บหัวใจ มีเกิดขึ้นเป็นระยะๆ เจ้านายเลิกพูดละว่าให้ไปหาหมอ เพราะรู้ว่าพูดยังไงเราก็ไม่ไป คือ เราไม่สนใจทั้งการมีชีวิตอยู่หรือไม่มีชีวิตอยู่ แค่อยู่ตามเหตุปัจจัยเท่านั้นเอง อย่างที่เคยบอกไว้ ถ้าไม่ถึงคราวตาย ยังไงก็ไม่ตาย ถ้าถึงเวลาตาย อะไรก็ฉุดไม่อยู่

ก่อนหน้านี้ อาจมีคนสงสัยว่า ครั้งล่าสุดที่เจ็บหัวใจมาก ทำไมต่องกำหนดด้วย

คำตอบ การกำหนด “รู้หนอ” พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าช้าๆ ลึกๆ ปล่อยลมหายใจออกช้าๆ ทำให้จิตอยู่กับปัจจุบัน ไม่ไหลไปตามทุกขเวทนาทางกายที่มีเกิดขึ้น

ส่วนครั้งที่แล้ว ก่อนที่จะหัวใจวาย ก็ใช้วิธีกำหนดแบบเดียวกัน ไม่แตกต่างกัน เพียงแต่สภาวะที่มีเกิดขึ้นหลังจากนั้น ที่มีเกิดขึ้นแตกต่างกัน เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย

นี่เป็นผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง การกำหนดให้จิตรู้อยู่กับปัจจุบัน ทำให้ไม่ไหลตามกิเลสที่มีเกิดขึ้น ไม่ให้ค่าให้ความหมายกับสภาวะที่มีเกิดขึ้น เนื่องจากรู้ว่า สภาวะที่มีเกิดขึ้นนั้นไม่เที่ยง แปรปรวนตามเหตุและปัจจัย

หากไม่กำหนดจิตให้อยู่กับปัจจุบัน สิ่งที่มีเกิดขึ้นแน่นอน คือ อุปทานขันธ์ ๕ เพราะอวิชชาที่มีอยู่ ตัณหาจึงมีกำลังกล้า ความยึดมั่นถือมั่นในสภาวะที่มีเกิดขึ้น การให้ค่าให้ความหมายในสภาวะที่มีเกิดขึ้น อุปกิเลสต่างๆ ย่อมมีเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย

ทุกๆสภาวะที่มีเกิดขึ้น ไม่แตกต่างกับสมัยที่เรียนหนังสือ การเรียนต้องอาศัยท่องจำ จึงจะทำข้อสอบผ่าน แต่สภาวะที่มีเกิดขึ้นจากการทำความเพียร ไม่ต้องอาศัยการท่องจำ แต่ใช้ความชำนาญแห่งจิต ในการจดจำสภาวะที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง คือ เรียนแล้วจบภพจบชาติ ผิดกับทางโลก เรียนเท่าไหร่ มีแต่การสะสม มากกว่าเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด

ตรงนี้แล้วแต่เหตุปัจจัยของแต่ละคนด้วย แค่พูดไปตามเนื้อผ้า แต่หาใช่ตามความเป็นจริงที่มีเกิดขึ้นในแต่ละคน ที่ล้วนมีความแตกต่างกันไปตามเหตุและปัจจัย

ไม่เรียนหรือจะรู้ ไม่ดูหรือจะเห็น
ไม่ทำหรือจะเป็น จะรำเค็ญย่ำแย่จนแก่ตาย

ทุกสภาวะที่มีเกิดขึ้น ต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง
ไม่ได้เกิดจากการให้ค่าให้ความหมาย
หรือจากการทำนายทายทักของใครๆ

จะหลุดจากความหลงได้
มีแต่การกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)เท่านั้น

 

 

 

๑๖ มิย.๖๑

อีกครั้งกับทุกขเวทนากล้า

เมื่อคืน จู่ๆเกิดอาการเจ็บตั้งแต่บริเวณหน้าอก
จนถึงช่วงท้องน้อย ร้าวไปถึงช่วงหลัง

ครั้งแรกรู้สึกเจ็บเป็นบริเวณกว้าง เจ็บแบบบอกไม่ถูก
เดินไปที่โซฟา จะเอนตัวลงนอนก็ไม่ได้ รู้สึกตึงไปหมด
เดินไปจะนั่งที่เก้าอี้เหมือนครั้งก่อนที่เคยทำ
นั่งแล้วอาการดีขึ้น แต่ครั้งนี้นั่งไม่ได้

ตอนที่เจ้านายถามว่า เป็นอะไร ไปรพ.มั๊ย
บอกเขาว่า ไม่ไป แม้แต่จะพูดก็ลำบาก รู้สึกเหมือนคอตีบ
ตอนนั้นรู้สึกเจ็บมาก เจ็บที่หัวใจ ร้าวไปถึงหลัง
พยามกำหนดปวดหนอ นึกขึ้นได้ว่าไม่ควรกำหนดแบบนั้น
จึงกำหนดรู้หนอ พยายามหายใจยาวๆลึกๆ แบบที่เคยทำ
หายใจก็ลำบาก แน่นไปหมด เหมือนหายใจไม่ค่อยจะออก

ตอนนั้นภายนอกดับหมด รู้ที่กายเพียงอย่างเดียว
รู้ชัดในทุกขเวทนาที่เกิดต่อเนื่อง

นั่งลงกับพื้น ก้มหน้าฟุบกับขอบโซฟา รู้สึกเจ็บหัวใจมาก
ขณะที่ฟุบหน้าอยู่ ที่กำหนดรู้หนอนั้นหายไป

แปบนึง รู้ชัดถึงความว่างที่มีเกิดขึ้น คือ กายหายไปหมด
มีเพียงสองสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นกับใจที่รู้อยู่
อาการเจ็บที่กำลังเป็นอยู่ เงียบสงบลงไป
แล้วกลับมารู้ที่กายที่ยังฟุบหน้าอยู่กับขอบโซฟา
ล้มตัวลงนอนยาวกับพื้น ณ ขณะนั้นๆ เงียบสงบมากๆ
นอนไปสักพัก ก็ลุกขึ้น

เจ้านายนั่งทำงานอยู่ เขาเล่าให้ฟังทีหลังว่า
ตอนที่เรากำลังเกิดอาการปวด เขาบอกว่า ตอนแรกตกใจ
เมื่อกี้เห็นยังดีๆอยู่ พอเขาออกมาจากห้องน้ำ เจอเราเป็นแบบนี้ เขาแปลกใจมันเจ็บขนาดนี้เลยหรือ จากที่เขามองเห็น
เขาจึงถามว่า ไปรพ.มั๊ย?

เราบอกว่า สตินี่สำคัญมาก ถึงบอกว่าไม่ไปรพ.
คิดดูละกัน ถ้าไปรพ. ต้องนอนรพ. และต้องเสียค่าใช้จ่าย
คนที่ทำกรรมฐานจนสภาวะจิตดวงสุดท้ายมีเกิดขึ้นกับตัวเองแล้ว

คนเหล่านั้นจะไม่กลัวตาย ไม่มีความวิตกกังวลแต่อย่างใด
จะกำหนดรู้อยู่กับปัจจุบัน คือ ทุกขเวทนาที่กำลังมีเกิดขึ้น
ถ้าถึงคราวจะต้องตาย ยังไงก็ต้องตาย
ถ้ายังไม่ถึงคราวที่จะต้องตาย จะกลับมารู้ที่กายเอง

ตอนที่เขาถามว่าไปรพ.มั๊ย ถึงตอบเขาว่า ไม่ไป
เพราะเชื่อในผลของการทำกรรมฐาน การรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตอย่างต่อเนื่อง และมีความเชื่อในเรื่องของเหตุและผล จะไปห่วงอะไรกับการมีชีวิตอยู่หรือไม่มีชีวิตอยู่

.

จากทุกขเวทนาครั้งก่อน ก็รู้สึกว่าความรู้สึกที่เคยมีอยู่นั้น(กิเลส) เปลี่ยนไป คือรู้สึกว่าเบาบางลง

ดูจากการกลับไปบ้านครั้งนี้ แม่จะเป็นตัวสอบอารมณ์สำหรับเรา ในเรื่องของเหตุปัจจัยที่มีอยู่

ไปครั้งก่อนๆ ไม่ว่าแม่จะพูดอะไร ถ้าเราไม่เห็นด้วยหรือไม่ชอบใจ ความรู้สึกภายในจะมีเกิดขึ้นอย่างเด่นชัด

แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนก่อนๆ มันจะสงบ
แล้วพูดกับแม่ด้วยเสียงปกติ
ตอนที่กลับมา ก็คิดว่า ที่มีอาการแบบนี้
เพราะเริ่มจะชินกับสิ่งที่แม่กระทำเดิมๆซ้ำๆหรือเปล่า
อะไรในทำนองนี้

.

วันนี้ ตอนที่รู้ตัว รู้ที่กายเป็นสิ่งแรก ภายในสงบ
มีปีติ สุข เกิดขึ้นเป็นระยะๆ

จากทุกขเวทนาที่มีเกิดขึ้นในครั้งนี้
เป็นหลักฐานยืนยันในสิ่งที่เขียนไว้เมื่อวาน
สมถะและวิปัสสนา มีบทบาทำสำคัญทั้งขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ และขณะทำกาละ

ถ้าไม่ได้สมถะ ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง จิตที่ตั้งมั่นดีแล้วในสัมมาสมาธิ กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ ช่วยกดข่มทุกขเวทนาที่กำลังมีเกิดขึ้น

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า หากไม่มีสมาธิ ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นจะมีมากขนาดไหน คงแทบจะขาดใจตายได้กระมัง คือนึกถึงสมัยที่จิตเสื่อม สมาธิเสื่อม ความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้นจะคมชัดมาก เหมือนโดนเข็มทิ่มแทง

ถ้าไม่ได้วิปัสสนา ผลของการกำหนดรู้อย่างต่อเนื่อง อาจจะยังยึดมั่นถือมั่นในกายนี้ว่าเป็นตัวตน ยังคงนึกถึงแม่ พี่น้องหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง จิตมีแต่วิ่งแล่นออกนอกกาย ปรุงแต่งไปตามกรรมที่เคยกระทำไว้ และสิ่งที่ยังเกาะเกี่ยวเอาไว้

 

 

ทุกขเวทนากล้า

๑๐ พค. ๖๑

ทุกขเวทนากล้า

.

เมื่อวาน ขณะนั่งสมาธิอยู่ สภาวะที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ มีเกิดขึ้นเกือบจะเหมือนๆเดิม ตอนที่ใกล้ครบเวลาที่กำหนดไว้(๑ ชม.)

จู่ๆ เป็นตะคริวตั้งแต่เอวขึ้นมาถึงศรีษะ โดยเฉพาะแผ่นหลัง อาการที่มีเกิดขึ้นเหมือนสมัยสภาวะกายแตก กายระเบิด

ถ้าเป็นเมื่อก่อน ตอนที่ยังไม่เคยเจอสภาวะกายแตก กายระเบิด และเป็นตะคริวหนักแบบนี้ คงตกใจกลัว กลัวเป็นอัมพาต

แต่ครั้งนี้ไม่ตกใจ รู้ไปตามความเป็นจริงของสภาวะที่มีเกิดขึ้น โดยเฉพาะตะคริว รู้สึกเจ็บมาก ยิ่งกว่าเป็นตะคริวที่ขา

หากตอนไหนปวดมาก กำหนดรู้หนอๆๆๆ ตามความรู้สึกที่เกิดขึ้น
สักพัก อาการที่เกิดขึ้นค่อยๆจางคลายหายไป

.

วันนี้ ขณะจิตเป็นสมาธิ รู้สึกเจ็บกลางหน้าอก เจ็บมากๆ จึงล้มตัวนอนยาว เพื่อให้บรรเทาอาการเจ็บปวด แต่ทำแล้ว ยิ่งเจ็บกว่าเดิม เจ็บมากๆ
จนรู้สึกว่า เจ็บจนทนไม่ไหว เจ็บยิ่งกว่าครั้งที่เจ็บหัวใจ(ตอนที่หัวใจวาย)

เปลี่ยนจากนอน มานั่งที่เก้าอี้ จับชีพจร หัวใจเต้นเร็วมาก จับได้ ๑๒๕ ครั้งต่อนาที ตอนที่รู้สึกเจ็บจนทนไม่ไหว สูดลมหายใจยาวๆลึกๆ หายใจเข้า ช้าๆ ยาวๆ หายใจออก ช้าๆยาวๆ มีภาพผุดขึ้นมา เป็นคนไข้ที่ใช้เครื่องช่วยอาหายใจ(ออนเบิด) อาการที่ตัวเองเป็นอยู่ เป็นอาการเดียวกันเป๊ะๆ

ยังคงหายใจยาวๆลึกๆ สักพักรู้ชัดที่ตำแหน่งของหัวใจ เหมือนหัวใจถูกแปะไว้ที่หน้าอกด้านนอก เหมือนงอกออกมาจากข้างใน มาอยู่ข้างนอกแทน ยังคงกำหนดรู้ แล้วอาการต่างๆคลายตัวลง

.

ตอนที่มีอาการต่างๆเกิดขึ้น ตอนนั้นรู้แค่ว่า เจ็บมากๆ แต่ไม่มีความรู้สึกตกใจหรือหวาดหวั่นแต่อย่างใด จะมีสภาวะเกิดขึ้นสองสภาวะ

๑. ความรู้สึกที่เจ็บมาก เกิดขึ้นทางกาย

๒. ใจที่รู้อยู่นั้น สงบมาก

.

ลมหายใจที่ถูกฝึกอย่างต่อเนื่อง มีประโยชน์มากนะ

ทุกข์,เหตุแห่งทุกข์,วิธีดับเหตุแห่งทุกข์

๑๖ มิย.๕๗

ทุกข์

 

กัสสปะ ! เมื่อบุคคลมีความสำคัญมั่นหมายมาแต่ต้น ว่า

“ผู้นั้นกระทำ ผู้นั้นเสวย (ผล)” ดังนี้เสียแล้ว

 

เขามีวาทะ (คือลัทธิยืนยันอยู่) ว่า

“ความทุกข์ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเอง” ดังนี้ :

นั้นย่อมแล่นไปสู่ (คลองแห่ง) สัสสตะ (ทิฏฐิ ที่ถือว่าเที่ยง).

 

กัสสปะ ! เมื่อบุคคลถูกเวทนากระทบ ให้มีความสำคัญมั่นหมายว่า

“ผู้อื่นกระทำ ผู้อื่นเสวย (ผล)” ดังนี้เสียแล้ว

 

เขามีวาทะ (คือลัทธิยืนยันอยู่) ว่า

“ความทุกข์ เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำให้” ดังนี้:

นั่นย่อมแล่นไปสู่ (คลองแห่ง) อุจเฉทะ (ทิฏฐิที่ถือว่าขาดสูญ).

 

กัสสะปะ ! ตถาคต ย่อม แสดงธรรมโดยสายกลาง

ไม่เข้าไปหาส่วนสุดทั้งสองนั้น คือ ตถาคตย่อมแสดงดังนี้ว่า

 

“เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ;

….ฯลฯ….ฯลฯ….ฯลฯ….

 

เพราะมีชาติเป็นปัจจัย,

ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน :

 

ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้

ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.

 

เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว,

จึงมีความดับแห่งสังขาร;

 

เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ ;

…. ฯลฯ…. ฯลฯ….ฯลฯ….

 

เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล,

ชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น :

 

ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.” ดังนี้.

– นิทาน. สํ. ๑๖/๒๔/๕๐.

 

 

 

 

 

 เหตุแห่งทุกข์

 

อุปวาณะ! เรากล่าวว่า

ความทุกข์เป็นสิ่งที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น(ปฏิจจสมุปปันนธรรม).

 

ทุกข์นั้น อาศัยปัจจัยอะไรเกิดขึ้นเล่า ?

อุปวาณะ ! ทุกข์อาศัยปัจจัยคือผัสสะเกิดขึ้น. ….

 

ทุกข์ที่สมณพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัติว่า ตนทำเอง

ก็เป็นทุกข์ที่อาศัย ผัสสะเกิดขึ้น.

 

ทุกข์ที่สมณพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัติว่า ผู้อื่นทำให้

ก็เป็นทุกข์ที่อาศัย ผัสสะเกิดขึ้น.

 

ทุกข์ที่สมณพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัติว่า ตนทำเองด้วยผู้อื่นทำให้ด้วย

ก็เป็นทุกข์ที่อาศัย ผัสสะเกิดขึ้น.

 

ทุกข์ที่สมณพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัติว่า ตนทำเองก็หามิได้ผู้อื่นทำให้ ก็หามิได้

ก็เป็นทุกข์ที่อาศัย ผัสสะเกิดขึ้น.

– นิทาน. สํ. ๑๖/๔๙/๘๗.

 

 

 

หมายเหตุ:

 

เมื่อผัสสะเกิด(สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต)

สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด(เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ)

และไม่ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด(สักแต่ว่ามีสิ่งเกิดขึ้น/ผัสสะ)

 

เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่

เป็นเหตุให้ไม่รู้ชัดในผัสสะที่เกิดขึ้น

 

 

เป็นเหตุปัจจัยให้ เกิดการสร้างเหตุออกไป/ปล่อยให้ก้าวล่วงออกไป(ชาติ/วจีกรรม กายกรรม)

ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น(ภพ/มโนกรรม)

 

ชรามรณะ(โลกธรรม ๘)

โสกะ ปริเทวะ ทุกขโทมนัส อุปายาส  จึงมีบังเกิดขึ้น

 

 

เมื่อยังมีการเกิด ได้แก่ นามรูป สาฬยตนะ ย่อมมี ผัสสะ ย่อมมี

ตราบใด ที่ยังมีชีวิต เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงผัสสะต่างๆได้

 

 

 

วิธีดับเหตุแห่งทุกข์

 

จึงควรศึกษาผัสสะให้ถ่องแท้ ว่าทำไม

เมื่อผัสสะเกิด จึงมีความรู้สึกนึกคิดต่างๆเกิดขึ้น แม้กระทั่ง ไม่รู้สึกอะไรเลย(เฉยๆ)

พฤษภาคม 2019
พฤ อา
« เม.ย.    
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: