สภาวะนามรูปปริจเฉทญาณ

สภาวะนามรูปปริจเฉทญาณ สามารถรู้ได้ทั้งจากการอ่าน,การฟังผู้อื่นบอกเล่า ( สุตตมยปัญญา )

หรือจากสภาวะที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติแล้วนำไปเทียบเคียงกับตำราที่มีเขียนบันทึกไว้ ( จินตามยปัญญา )

และจากการภาวนา ( ผลของการปฏิบัติ ) ซึ่งแจ้งด้วยตัวของสภาวะเอง โดยไม่ได้นำสภาวะไปเทียบเคียงกับตำรา ถึงแม้จะไม่รู้ปริยัติก็ตาม

ถ้ามีการถามจะตอบได้ทันที ตอบตามสภาวะตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นของตัวเอง ซึ่งคำตอบของสภาวะจะตรงกับตำราทุกประการ ถึงแม้คนนั้นๆจะไม่รู้ปริยัติก็ตาม

ลักษณะของสภาวะที่เกิดขึ้น คือ การเคลื่อนไหวของกายไม่ว่าจะส่วนไหนก็ตาม กับ ใจ ที่รู้ในอาการนั้นๆที่เกิดขึ้นพร้อมๆกัน หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่า รูป,นามเกิดขึ้นพร้อมกัน

รู้ว่า การเคลื่อนไหวของกายที่เกิดขึ้น กับ ใจที่รู้ในอาการเคลื่อนไหวของกายของกายนั้น สิ่งที่ถูกรู้ ( กาย ) กับสิ่งที่รู้ ( ใจ ) เป็นคนละตัวกัน ( แยกออกเป็นส่วนๆไม่ปะปนกัน แต่รู้ในสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมๆกัน )

บัญญัติมีไว้ให้รู้ เพราะตราบใดที่ยังมีกิเลส การให้ค่าย่อมยังมีอยู่ ให้ค่าได้แต่อย่ายึด ถ้ายึดแล้วจะกลายเป็นอุปกิเลสไปทันที จะมีผลในสภาวะต่อๆไป เพราะความอยากเป็นเหตุ หรือที่เรียกว่า อายูหนา ( ความพยายาม ) เป็นเหตุ

สภาวะนี้เป็นของสภาวะสัมมาสติและสัมมาสมาธิ ทำงานร่วมกัน จึงสามารถรู้ชัดอยู่ในกายและจิตได้ เรียกว่า มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีทั้งสติ สัมปชัญญะและสมาธิ ส่วนจะรู้ได้นานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับกำลังของสมาธิว่ามีกำลังแนบแน่นแค่ไหน

ฉะนั้นจึงไม่ต้องไปใส่ใจว่า บางครั้งทำไมรู้เพียงสั้นๆ บางครั้งทำไมรู้ได้นานกว่าปกติ เพราะสภาวะที่เกิดขึ้นทุกๆสภาวะ ล้วนมาแสดงให้เห็นถึงความไม่เที่ยงตลอดเวลา จึงได้บอกว่า บัญญัติมีไว้ให้รู้ ไม่ได้มีไว้ให้ยึด

สภาวะที่รู้ในแต่ละคนที่แตกต่างกันไป ล้วนเกิดจากเหตุที่ทำมาทั้งสิ้น เรามาปฏิบัติเพื่อดับที่เหตุของการเกิดทั้งปวง ฉะนั้นพึงระวังการยึดในการรู้นั้นๆให้ดี

ยึด ยอมรับว่ายึดเพราะยังมีกิเลส ( รู้เท่าทันกิเลส ) แต่แค่รู้ว่ายึด ไม่ได้ก่อให้เกิดการกระทำใดๆออกไป เหตุมีแค่ความคิด เพียงแต่ยอมรับตามความเป็นจริงที่มีอยู่ ผลย่อมมี คือ รู้เท่าทันต่อกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตทันมากขึ้นเรื่อยๆ

ยึด แต่ไม่รู้ว่ายึด แต่แค่ดูแค่รู้ เพราะรู้ถึงเหตุที่กระทำและผลที่ได้รับ ย่อมไม่ก่อให้เกิดเหตุของการกระทำใดๆออกไป เหตุมีแค่ความคิด ผลย่อมมี แต่ไม่มีมากเท่ากับการกระทำออกไป

ยึด แต่ไม่รู้ว่ายึด แล้วก่อให้เกิดการกระทำออกไป ล้วนเป็นการสร้างเหตุใหม่ทั้งสิ้น เหตุมี ผลย่อมมี ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่ยังคงมีอยู่ ที่นี้อยู่ที่ว่าจะหักห้ามใจตัวเองให้หยุดการกระทำได้หรือไม่เท่าทันนั้นเอง

Advertisements

ยิ่งตอกย้ำ ความไม่เที่ยง

๒ มีค.๕๔

สภาวะที่เกิดขึ้น มีแต่มาตอกย้ำให้เห็นถึงความไม่เที่ยง และผลของการคาดเดา ตอกย้ำยิ่งๆขึ้นไปว่า อย่าคาดเดา

การคาดเดา อาจจะใช้ได้กับบางสิ่ง แต่เรื่องที่เกี่ยวกับจิต เราไม่สามารถไปคาดเดาอะไรได้เลย จิตเป็นเรื่องที่ละเอียด เป็นเรื่องของเหตุของแต่ละคน

การให้ค่า คือ กิเลส

การให้ค่าต่อผัสสะที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะคิดว่าถูก,ผิด ใช่,ไม่ใช่ ดี,ไม่ดี ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากอุปทาน เกิดจากกิเลสของแต่ละคน เกิดจากเหตุของแต่ละคนที่กระทำมากับตัวผัสสะที่เกิดขึ้น

การให้ค่าจะมีมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับกิเลสของแต่ละคน อันนี้พูดแบบสภาวะหยาบๆ

กิเลสมากย่อมเกิดการยึดติดมาก ปัญญาย่อมเกิดได้ยาก เพราะกิเลสหนาแน่นกว่า การยึดติกการเกาะเกี่ยวจึงมากตาม จึงยากที่จะเห็นตามความเป็นจริงที่สภาวะนั้นๆเป็นอยู่ได้ เหตุใหม่จึงเกิดขึ้นเพราะเหตุนี้

โดยตามสภาวะของตัวสภาวะที่แท้จริง ล้วนมีแต่เหตุและผลของสภาวะนั้นๆ จึงทำให้เป็นเช่นนั้น ไม่ใช่เกิดจากใครหรือเพราะอะไรทำให้เป็นไป แต่มันเป็นไปตามเหตุของสภาวะนั้นๆ เมื่อมีเหตุ ย่อมมีผล ดับที่เหตุได้ ผลย่อมไม่มี

เมื่อไม่มีเราเข้าไปเกี่ยวข้องในสภาวะนั้นๆ สุดท้ายตัวสภาวะย่อมดับลงไปเพราะตัวของสภาวะนั้นๆเอง

ส่วนตามความเป็นจริงต่อผัสสะที่เราเห็นโดยตัวสภาวะ คือ ความไม่เที่ยง เมื่อเห็นได้ชัดบ่อยๆ ย่อมมีอุปทานลดน้อยลงไปเรื่อยๆ จิตย่อมปล่อยวางได้ไวมากขึ้น

เรามีหน้าที่ดับเหตุทั้งปวงคือ ที่ตัวเราเอง ไม่ใช่ไปดับภายนอก ดับต้องดับภายใน ภายนอกไปดับให้ใครๆไม่ได้ ทุกคนต้องทำด้วยตัวเอง ดับด้วยตัวเอง เหตุของใคร ผลของคนๆนั้น ต้องดับกันเอง

เหตุเกิดจากอุปทาน ( กิเลส ) ที่ยังมีอยู่

ผล เกิดจากเหตุที่ยังมีอยู่

เมื่อยังมีเหตุ ย่อมมีผลมาแสดงเนืองๆให้ได้รับผลนั้นๆ คือ เหตุที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ในชีวิตของแต่ละคนนั่นเอง

ความดับ ความดับแห่งเหตุทั้งปวง คือ ดับที่ตัวต้นเหตุ ที่ทำให้เกิดเหตุทั้งปวง ต้นเหตุคือ ตัวเราเอง ต้องดับที่ตัวเรา

ทางที่จะดับ หรือ วิธีการที่จะดับเหตุทั้งปวงได้ คือ การเจริญสติ

เราทำหรือปฏิบัติเพื่อดับเหตุทั้งปวง ไม่ใช่ทำเพื่ออยากมี อยากได้ อยากสอน หรือสารพัดอยาก หรือแม้กระทั่งคิดว่าเป็นตามบัญญัติ หรือเป็นอะไรๆ นั่นคือ กิเลส แต่ไม่รู้ว่าเป็นกิเลส เพราะเกิดจากการให้ค่าต่อสิ่งๆนั้น

ทั้งๆที่สิ่งๆนั้น โดยสภาวะของตัวสภาวะเองเป็นกุศล แต่โดยบัญญัติ คือ กิเลสที่เกิดจากการให้ค่า ตามเหตุปัจจัยที่ทำมาของแต่ละคน

เรามุ่งทำเพื่อให้มีสติรู้เท่าทันต่อกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต เป็นเหตุให้ถ่ายถอนอุปทานมีอยู่

ให้ค่ามาก การยึดติดย่อมมีมาก เหตุมี ผลย่อมมีอย่างแน่นอน

คิดว่าดี ติดดี คิดว่าเป็นนั่นเป็นกุศล นี่เป็นอกุศล นั่นคือ กิเลส เพราะเป็นเพียงความคิด แต่ไม่ใช่ตามความเป็นจริง

เพราะล้วนเกิดจากความคิด เกิดจากจินตามยปัญญา ไม่ใช่เกิดจากภาวนามยปัญญา

หากเกิดจากภาวนามยปัญญา เช่นมีสภาวะรูอยู่กับรูปนามหรือ รู้อยู่ในกายและจิตนี้ แม้เพียงเสี้ยววินาที นี่คือ กุศลที่แท้จริง เพราะปราศจากคลื่นแทรกของกิเลส ปราศจากอามิสบูชาทั้งปวง กุศลที่แท้จริงอยู่ตรงนี้

ส่วนกุศลที่ยังเจือด้วยกิเลส ล้วนเป็นกุศลที่ก่อให้เกิดเหตุใหม่ได้ เพราะสำเร็จด้วยความคิด หาใช่โดยตัวของสภาวะเอง เมื่อเกิดจากความคิด ย่อมคิดเข้าข้างตัวเองว่า ดี,ไม่ดี กุศล,อกุศล ถูก,ผิด ใช่,ไม่ใช่ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นกิเลส

ตัวกุศลจริงๆ ต้องไม่มีการเบียดเบียนใครๆ ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม คือ อุเบกขาโดยตัวของสภาวะเอง ปราศจากตัวเราที่ยังมีอยู่ ( กิเลส ) เข้าไปเกี่ยวข้องกับสภาวะนั้นๆ

มีแค่ดู แค่รู้ ส่วนจะสักแต่ว่าได้มากน้อยแค่ไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับกิเลสที่เกิดขึ้น แล้วสติรู้เท่าทันกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตไหมเท่านั้นเอง

เมื่อใดมีสติรู้เท่าทันต่อการปรุงแต่งของจิต สภาวะนั้นๆย่อมดับลงไป รู้ทันมากแค่ไหนดับได้ไวมากขึ้น เราจึงมาเจริญสติเพราะเหตุนี้ ไม่ใช่ทำเพื่อสนองตัณหาความทะยานอยากทั้งหลายที่เกิดขึ้น

แม้แต่นิพพานก็เป็นกิเลส ทั้งๆที่โดยสภาวะไม่ได้เป้นกิเลส แต่ที่เป็นกิเลสไปได้ เกิดจากการให้ค่าตามบัญญัติ ตามอุปทานที่ยังมีอยู่

นิพพาน โดยสภาวะคือ ความดับ ดับอะไร ดับที่เหตุ มีแค่นั้นเอง

นิพพานที่แท้จริงคือ ไม่มี โดยสภาวะ คือ ไม่มีเหตุ ตราบใดที่ยังมี นั่นคือ กิเลส

ยถาภูทัสสนะ การเห็นตามความเป็นจริง

การยึดถือว่า สัตว์มีอยู่ ( บุคคลมีอยู่ ) โยคาวจรผู้นั้น ต้องยอมรับรู้ถึงความพินาศ หรือความไม่พินาศของสัตว์ ( บุคคล ) นั้นด้วย

เมื่อยอมรับรู้ความไม่พินาศย่อมตกไปอยู่ในฝ่ายสัสสตทิฏฐิ ( คือเห็นว่ายั่งยืน )

เมื่อยอมรับรู้ความพินาศ ก็ตกไปอยู่ในฝ่ายอุจเฉททิฏฐิ ( คือเห็นว่าขาดสูญ )

เพราะเหตุไร?

( ตอบว่า ) เพราะไม่มีอย่างอื่นที่ติดตามมาจากการยอมรับรู้นั้น เช่นเดียวกับนมส้ม เป็นผลติดตามจากน้ำนม

โยคาวจรผู้นั้น เมื่อยดถือว่า ” สัตว์ยั่งยืน ” ก็เรียกได้ว่า ล้าหลัง อยู่

เมื่อยึดถือว่า ” สัตว์ขาดสูญ ” ก็เรียกได้ว่าล้ำหน้า ไป

เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า

” ภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ถูกครอบงำด้วยทิฏฐิ ๒ ประการ พวกหนึ่งล้าหลังอยู่ พวกหนึ่งล้ำหน้าไป แต่พวกที่มีจักษุ ( ปัญญา ) เห็นอยู่

ภิกษุทั้งหลาย อันเทวดาและมนุษย์ ( พวกหนึ่ง ) ยินดีในภพ พอใจในภพ เพลิดเพลินในภพ เมื่อตถาคตแสดงธรรมเพื่อดับภพ จิตของพวกเขาจึงไม่แล่นเข้าไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งมั่น ไม่น้อมใจเชื่อ

ภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์พวกหนึ่งล้าหลังอยู่ด้วยอาการอย่างนี้แล

อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายพวกหนึ่งล้ำหน้าไปอย่างไร?

อันเทวดาและมนุษย์พวกหนึ่ง เบื่อหน่าย ระอา เกลียดชังอยู่ด้วยภพนั่นเอง ชื่นชมยินดีความปราศจากภพอยู่ ด้วยการปรารภว่า

ท่านผู้เจริญ เขาว่าในกาลใด อัตตานี้ขาดสูญพินาศไป เพราะร่างกายแตกดับ ภายหลังมรณะ ไม่มีอยู่ภายหลังตายแล้ว นั่นคือ ความสงบ นั่นเป็นสิ่งปราณีต นั่นเป็นความจริงแท้

ภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์พวกหนึ่งล้ำหน้าไปด้วยอาการอย่างนี้แล

อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ท่านผู้มีจักษุ ( ปัญญา ) ทั้งหลายเห็นอยู่อย่างไร?

ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้ เห็นภูต ( คือเบญจขันธ์ ) อ้วยอนิจจานุปัสสนา เป็นต้น โดยความเป็นภูต ( ตามความเป็นจริง )

ครั้นเห็นภูต ( เบญจขันธ์ ) โดยตามความเป็นจริงแล้ว เป็นผู้ปฏิบัติ เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับของภูต ( นั้น )

ภิกษุทั้งหลาย ท่านผู้มีจักษุทั้งหลายเห็นอยู่ด้วยอาการอย่างนี้แล ”

การเห็นนามและรูปตามความเป็นจริง ซึ่งครอบงำสัตตสัญญา ( คือ ความสำคัญหมายรู้ว่า มีสัตว์ ) เสียได้ แล้วตั้งอยู่ในภูมิที่ไม่ลุ่มหลงของโยคาวจรผู้กำหนดรู้นามและรูปโดยนัยต่างๆได้ พึงทราบว่า เป็น ทิฏฐิวิสุทธิ ( คือ ความเห็นบริสุทธิ์ )

แม้แต่คำว่า ” นามรูปววัฏฐาน การกำหนดรู้นามและรูป ” ก็ดี คำว่า ” สังขารปริจเฉท ” การกำหนดรู้สังขาร ” ก็ดี เป็นชื่อของนามและรูปตามความเป็นจริงนี้เหมือนกัน

นามรูปววัฏฐาน และ สังขารปริจเฉท นี้ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า นามรูปปริจเฉทญาณ เป็นญาณอันดับแรก หรือ ญาณ ๑ ในญาณ ๑๖

ข้อมูลของปริยัตินี้ นำมาจาก คัมภีร์วิสุทธิมรรค รจนาโดยสมเด็จพระพุทธโฆสเถระ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ( อาจ อาสภมหาเถระ ) แปลและเรียบเรียง

นามรูปปริจเฉทญาณ ที่ ๑

นามรูปปริจเฉทญาณ ที่ ๑

มีปัญญารู้จักรูป รู้จักนาม แยกรูป แยกนามได้ดี ได้แก่วิสุทธิข้อที่ ๓ ทิฏฐิวิสุทธิ มีความรู้เห็นอันบริสุทธิ์ หรือความเห็นนามรูปตามความเป็นจริง

แบ่งออกเป็น

๑. โดยการอาศัยบัญญัติ คือ ยังมีการตรึก นึก คิด พิจรณา

๒. โดยการรู้ในสภาวะตามความเป็นจริงที่เป็นอยู่

กล่าวในแง่ของปริยัติ

การที่โยคาวจรบุคคลตั้งใจกำหนดรู้,นาม เป็นอารมณ์ จนสามารถแยกรูปแยกนามจนเห็นได้ชัดว่า มีแต่รูปกับนาม ๒ อย่างเท่านั้น นอกจากรูป,นามแล้วไม่มีอะไร ที่เป็นเช่นนี้เพราะ ตั้งใจกำหนดได้ด้วยดีจึงเห็นได้ ถ้าไม่ตั้งใจกำหนด ไม่มีสมาธิ ก็ไม่สามารถรู้เห็นได้เลย

เพราะรูปนามนี้ ถ้าจิตสงบปราศจากนิวรณืย่อมปรากฏได้ และเมื่อปรากฏนั้น เมื่อรูปปรากฏดีแล้ว นามจึงปรากฏตามดังนี้

ดังที่ท่านพุทธโฆษาจารย์ แสดงไว้ในวิสุทธิมัคคอรรถกถาว่า

ยถา ยถา หิสฺส รูปํ สุวิกฺขาสิตํ โหติ นิชฺชฏํ สุปริสุทฺธํ ตถา ตถา ตทารมฺมณา อรูปธมฺมา สยเมว ปากฏา โหนฺติ

เมื่อรูปสะอาดสดใสบริสุทธิ์ดีแล้ว นามที่มีรูปเป็นอารณ์ก็ปรากฏขึ้นเอง ดังนี้

เมื่อสามารถเห็นนามรูปตามความเป็นจริงของสภาวะที่มีอยู่จริงได้ ผลที่ได้รับคือ ย่อมมีเราหรือตัวของเรา( การให้ค่า ) น้อยลงในทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น

การเห็นรูป,นามตามความเป็นจริงนี้ ต้องเห็นโดยการภาวนาของตนจริงๆ ไม่ใช่รู้จากการศึกษาพระปริยัติธรรม ที่มีอธิบายไว้ แล้วใช้ปัญญาคิดไปตามที่กล่าวไว้ในตำรา

เสร็จแล้วก็คิดนึกไปในใจว่า รูปเป็นอย่างนี้เอง นามเป็นอย่างนี้เอง ตนเห็นทีจะได้บรรลุนาม-รูปปริเฉทญาณแล้ว เช่นนี้ เป็นการนึกคิดเอาเอง

การเรียนรู้และนึกคิดเอาเองอย่างนี้ไม่ใช่วิปัสสนาญาณ คือ ญาณที่เกิดขึ้นจากการเจริญวิปัสสนาภาวนา เพราะการนึกเอาเดาเอาเองอย่างนี้เป็นเพียงสุตมยปัญญา ปัญญาที่เกิดขึ้นจากการศึกษาได้สดับรับฟังมา

และจินตามยปัญญา ปัญญาที่เกิดขึ้นจากจินตนาการแห่งตนเท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นภาวนามยปัญญา

ปัญญาที่เกิดจากการเจริญวิปัสสนาภาวนา อันเป็นปัญญาที่ละเอียด เพราะเป็นปัญญที่สามารถตัดกิเลสตัณหาได้ตามที่มุ่งหมาย

กล่าวในแง่ของการปฏิบัติ

คือ มีสติ สัมปชัญญะ กำหนดรู้รูปและนาม โดยอาศัยการใช้การกำหนดรู้ หรือ การใช้คำบริกรรมภาวนา แล้วรู้อยู่ในกาย เช่น รู้ลมหายใจเข้าออก รู้ท้องพองยุบ ฯลฯ

กล่าวในแง่ของสภาวะหรือลักษณะอาการที่เกิดขึ้น

แยกรูป แยกนาม ออกจากกันได้

รูป คือ สิ่งที่ถูกรู้

จิต คือ รู้อารมณ์

รู้ว่าพองกับยุบ เป็นคนละอันกัน โดยอาการคือ อาการพองขึ้นมา ใจรู้อาการพอง ใจที่รู้อาการพองกับอาการพองนั้นแยกออกจากกัน คือ อาการพองอย่างหนึ่ง ใจที่รู้อย่างหนึ่ง แต่ทั้งสองอย่างนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน เช่น หายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้ อาการพองก็รู้ อาการยุบก็รู้

ลมหายใจเข้ากับออก เป็นคนละอันกัน

หูกับเสียง เป็นคนละอันกัน

จมูกกับกลิ่น เป็นคนละอันกัน เป็นต้น

กล่าวในแง่ของการเห็น

๑. อย่างหยาบ ได้แก่ โดยสุตตะ หรือ เกิดจากการฟัง การอ่าน แล้วนำมาเทียบเคียงกับสภาวะที่ตัวเองได้พบเจอมา เช่น ปฏิบัติแล้ว นำสิ่งที่พบในการปฏิบัติมาเทียบเคียง ไม่ว่าจะเกิดจากการเดินจงกรม หรือเกิดจากการนั่งก็ตาม

๒. อย่างกลาง ได้แก่ โดยจินตะ หรือ พัฒนามาจากการอ่าน การฟัง แล้วนำมาคิดพิจรณา รู้จากองค์ประกอบของสภาวะว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง

๓. อย่างละเอียด ได้แก่ โดยภาวนา เกิดจากสัมมาสติและสัมมาสมาธิทำงานร่วมกัน ทำให้เห็นเอง รู้เอง โดยไม่ได้รู้จักตำราแต่อย่างใด หรือรู้จากการจำของตัวสัญญาแต่อย่างใด

กล่าวโดยตัวสภาวะแท้ๆของตัวสภาวะคือ สภาวะ จะมีแค่ สิ่งที่ถูกรู้ ( สิ่งที่เกิดขึ้น ) กับ สิ่งที่รู้เท่านั้นเอง ( จิต )

แต่ที่นำมากล่าวหลักๆในขั้นต้นนั้น กล่าวในแง่ของการเรียกตามบัญญัติหรือปริยัติ ว่าสภาวะที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆเรียกว่าอะไร

และ ตามตัวสภาวะที่เกิดขึ้น บ่งบอกถึงกำลังของสติ สัมปชัญญะและสมาธิว่าตั้งมั่นได้มากน้อยแค่ไหน ตั้งมั่นได้มาก ย่อมรู้ชัดได้มาก ตั้งมั่นได้น้อย ย่อมรู้ชัดได้น้อย ต้องอาศัยการเทียบเคียงเอาจากตำรา

ธันวาคม 2017
พฤ อา
« พ.ย.    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: