นาม-รูป

เรื่องนาม-รูป เป็นเรื่องละเอียด 

อันนี้เรื่องจริง

ฉะนั้น ในปฏิจจสมุปบาท พระพุทธเจ้า จึงทรงใช้คำสำทับลง ในแต่ละสภาวะที่เกิดขึ้น

ทำไม ทรงใช้คำว่า นามรูป ทำไมไม่ใช้ คำว่า รูปนาม ถ้าเป็นการทำงานของขันธ์ ๕

ทำไม สังขาร ไม่เขียนว่า สังขารขันธ์

ทำไม วิญญาณ ไม่เขียนว่า วิญญาณขันธ์

ทำไม อุปทาน ไม่เขียนว่า สังขารขันธ์

ทำไมภพ ไม่เขียนว่า มโนกรรม

ทำไม ชาติ ไม่เขียนว่า คือ  การเกิด กำเนิด ได้แก่ การก้าวล่วงออกมาทางวจีกรรม กายกรรม

แล้วทำไม เวลาทรงอธิบาย เหมือนจะย้อนกลับไปกลับมา ระหว่าง วิญญาณ เป็นเหตุปัจจัย ให้เกิด นามรูป

นามรูป เป็นเหตุปัจจัย ให้เกิด วิญญาณ หรือ แม้กระทั่ง วิญญาณ เป็นเหตุปัจจัย ให้เกิดรูปนาม นี่เขียนต่างไปจาก นามรูปอีก

เพราะ ทรงมีเหตุผล ที่ทำเช่นนั้น หากทรงอธิบายตามความเป็นจริงทั้งหมด ของสภาวะที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง

ป่านนี้ ทั้งอริยะและอรหันต์ เดินให้เกลื่อนกลาดไปหมด เพราะ เอาสิ่งที่มีปรากฏอยู่ มาแสดง แต่หาได้รู้แจ้งแทงตลอด ในสภาวะปฏิจจสมุปปบาท ตามความเป็นจริงไม่

เหตุนี้ ปฏิจจสมุปปบาท เมื่อยังไม่รู้แจ้งแทงตลอดโดยสภาวะ เมื่อนำมาอธิบาย จึงอธิบายตามที่เรียนรู้ หรือเกิดจากการได้ยินมา เวลาอธิบาย จึงวกวนไปมา ไม่สามารถหาจุดลงตัวได้

หรือ ไม่ก็หยิบยกมาวาง แต่ไม่สามารถอธอบายให้เห็นเป็นรูปธรรม หรือ สามารถปฏิบัติตามได้ แม้กระทั่ง คนไม่รู้หนังสือ มานั่งฟัง

Advertisements

วิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป(พระสารีบุตร)

[๒๖๖] สา. ดูกรอาวุโส ถ้าเช่นนั้น ผมจักเปรียบให้ท่านฟัง ในโลกนี้
บุรุษผู้ฉลาดบางพวกย่อมรู้ชัดเนื้อความของภาษิตได้ แม้ด้วยอุปมา ฯ

อาวุโส ไม้อ้อ ๒ กำ พึงตั้งอยู่ได้เพราะต่างอาศัยซึ่งกันและกันฉันใด
เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะ
นามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ฯลฯ
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฉันนั้นแล ฯ

ถ้าไม้อ้อ ๒ กำนั้น พึงเอาออกเสียกำหนึ่ง อีกกำหนึ่งก็ล้มไป ถ้าดึงอีก
กำหนึ่งออก อีกกำหนึ่งก็ล้มไป ฉันใด เพราะนามรูปดับ วิญญาณจึงดับ เพราะ
วิญญาณดับ นามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะ
ดับ ผัสสะจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้
ฉันนั้นแล ฯ

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v … agebreak=0

ตรงนี้ ต้องยกประโยคทั้งหมดมา ไม่ใช่ หยิบยก ส่วนใดส่วนหนึ่งของประโยคนั้นๆมา
เพราะ ประโยคที่ ๒ เป็นการขยายใจความเรื่อง เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ของประโยคแรก

“อาวุโส ไม้อ้อ ๒ กำ พึงตั้งอยู่ได้เพราะต่างอาศัยซึ่งกันและกันฉันใด

เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะ
นามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ฯลฯ
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฉันนั้นแล ฯ”

เป็นการแสดงเรื่อง วิญญาณปฏิสนธิ(สเหตุกะป กับ นามรูป ที่ปรากฏขึ้น ได้แก่ การมีชีวิต จะมีชีวิตได้ ต้องประกอบด้วยกายและจิต

เมื่อมีทั้งกายและจิต เป็นเครื่องหมายหรือนิมิต ความเป็นสิ่งที่มีชีวิต ได้แก่ วิญญาณ

เมื่อมีเครื่องหมายหรือนิมิต ความเป็นสิ่งที่มีชีวิต จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ฯลฯ

ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฉันนั้นแล ฯ

“ถ้าไม้อ้อ ๒ กำนั้น พึงเอาออกเสียกำหนึ่ง อีกกำหนึ่งก็ล้มไป ถ้าดึงอีก
กำหนึ่งออก อีกกำหนึ่งก็ล้มไป ฉันใด เพราะนามรูปดับ วิญญาณจึงดับ เพราะ
วิญญาณดับ นามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะ
ดับ ผัสสะจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฉันนั้นแล ฯ”

หากมีแต่กาย ไม่มีจิต เครื่องหมายหรือนิมิต ความเป็นสิ่งที่มีชีวิต(วิญญาณ) ย่อมปรากฏขึ้นไม่ได้

หากมีแต่จิต ปราศจากกาย เครื่องหมายหรือนิมิต ของความเป็นสิ่งมีชีวิต(วิญญาณ) ย่อมปรากฏขึ้นไม่ได้

เมื่อขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่เป็นเครื่องหมายหรือนิมิต ของความเป็นสิ่งมีชีวิต (วิญญาณ)

เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ ฯลฯ

ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฉันนั้นแล ฯ

 

 

หมายเหตุ:

สำหรับผู้ที่เข้ามาอ่าน  ก่อนแสดงความคิดเห็นใดๆลงไป  ควรอ่านเนื้อความทั้งหมด ตามลิงค์พระไตรปิฎก ที่แนบไว้ ในบทความ

ถ้าอ่านเฉพาะ บางส่วนที่วลัยพร หยิบยกมา รายละเอียดของสภาวะ ที่เขียนไว้แล้ว จะเป็นแบบหยาบๆ ไม่ใช่ทั้งหมด

 

วิญญาณ เป็นเหตุปัจจัยให้เกิด นามรูป

วิญญาณนี้ เป็นวิญญาณประเภท สเหตุกะ และ อเหตุกะ เป็นเรื่องของ ความเกิดขึ้นของ ภพชาติในวัฏฏสงสาร

 

นามรูป เป็นเหตุปัจจัยให้เกิด วิญญาณ เป็นเรื่องของ ความเกิดขึ้นของ ภพชาติปัจจุบัน

วิญญาณนี้ เป็นวิญญาณประเภท วิญญาณ ๖

 

ควรเข้าไปอ่านหมวด นิพพานก่อน แล้วจึงอ่านหมวดปฏิจจสมุปบาท ที่วลัยพรได้ทะยอยเขียนลงไว้บางส่วน แบบหยาบๆ

ยังไม่ได้ลงรายละเอียดทั้งหมดของสภาวะที่เกิดขึ้น

วิญญาณเป็นปัจจัยเกิดนามรูป(พระพุทธเจ้า)

ก็คำนี้ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้-

ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าวไว้ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป 

ดูกรอานนท์ ก็วิญญาณจักไม่หยั่งลงในท้องแห่งมารดา นามรูปจักขาดในท้องแห่งมารดาได้บ้างไหม ฯ

ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ

ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณหยั่งลงในท้องแห่งมารดา แล้วจักล่วงเลยไป
นามรูปจักบังเกิดเพื่อความเป็น อย่างนี้ได้บ้างไหม ฯ

ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ

ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณ ของกุมารก็ดี ของกุมาริกาก็ดี ผู้ยังเยาว์วัยอยู่
จักขาดความสืบต่อ นามรูปจักถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ได้บ้างไหม ฯ

ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ

เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งนามรูป
ก็คือวิญญาณนั่นเอง ฯ

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=10&A=1455&Z=1887

เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป

วิญญาณ ได้แก่ วิญญาณประเภท อเหตุกะ(หมดเหตุ)กับสเหตุกะ(ยังมีเหตุอยู่)

วิญญาณในที่นี้ หมายถึง สเหตุกะ ได้แก่ วิญญาณปฏิสนธิ หรือปฏิสนธิวิญญาณ

นามรูป ได้แก่ กายและจิต หรือ การมีชีวิต ที่เกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัย

เรื่องวิญญาณขันธ์ หาอ่านได้ใน

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka3/v.php?B=35&A=1240&Z=1498

เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ

ก็คำนี้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้-

ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าวไว้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ 

ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณจักไม่ได้อาศัยในนามรูปแล้ว ความเกิดขึ้นแห่งชาติชรามรณะและกองทุกข์ พึงปรากฏต่อไป ได้บ้างไหม ฯ

ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ

เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งวิญญาณ
ก็คือนามรูปนั่นเอง 

ด้วยเหตุผลเพียงเท่านี้แหละ อานนท์ วิญญาณและนามรูป จึงยังเกิด แก่ ตาย จุติ หรืออุปบัติ ทางแห่งชื่อ ทางแห่งนิรุติ ทางแห่งบัญญัติ ทางที่กำหนดรู้ด้วยปัญญาและวัฏฏสังสาร ย่อมเป็นไปด้วยเหตุเพียงเท่านี้ๆ ความเป็นอย่างนี้ ย่อมมีเพื่อบัญญัติ คือนามรูปกับวิญญาณ ฯ

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v … 455&Z=1887

พระพุทธเจ้า ทรงตรัสไว้กับพระอานนท์

เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ หมายถึง วิญญาณ ๖

ผัสสะ มีหกอย่าง คือ
1.จักขุสัมผัส หมายถึง ความกระทบทางตา คือ ตา+รูป+จักขุวิญญาณ
2.โสตสัมผัส หมายถึง ความกระทบทางหู คือ หู+เสียง+โสตวิญญาณ
3.ฆานสัมผัส หมายถึง ความกระทบทางจมูก คือ จมูก+กลิ่น+ฆานวิญญาณ
4.ชิวหาสัมผัส หมายถึง ความกระทบทางลิ้น คือ ลิ้น+รส+ชิวหาวิญญาณ
5.กายสัมผัส หมายถึง ความกระทบทางกาย คือ กาย+โผฏฐัพพะ(เช่น ร้อน เย็น อ่อน แข็ง)+กายวิญญาณ
6.มโนสัมผัส หมายถึง ความกระทบทางใจ คือ ใจ+ธรรมารมณ์(สิ่งที่ใจนึกคิด)+มโนวิญญาณ

ถ้าวิญญาณจักไม่ได้อาศัยในนามรูปแล้ว หมายถึง ถ้าไม่มีชีวิต ผัสสะย่อมเกิดขึ้นไม่ได้

ตุลาคม 2017
พฤ อา
« ก.ย.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: