นิพพาน(ปรมัตถ์)

นิ๒.JPG

 


 

 

โฆษณา

พระพุทธเจ้าปรินิพพาน

25  สิงหาคม
พระพุทธเจ้าปรินิพพาน
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติแล้ว ทรงเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะ ออกจากเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติแล้ว ทรงเข้าอากิญจัญญายตนะ ออกจากอากิญจัญญายตนสมาบัติแล้ว ทรงเข้าวิญญาณัญจายตนะ ออกจากวิญญาณัญจายตนสมาบัติแล้ว ทรงเข้าอากาสานัญจายตนะ ออกจากอากาสนัญจายตนสมาบัติแล้ว ทรงเข้าจตุตถฌาน
ออกจากจตุตถฌานแล้ว ทรงเข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌานแล้ว ทรงเข้าทุติยฌาน ออกจากทุติยฌาน แล้ว ทรงเข้าปฐมฌาน ออกจากปฐมฌานแล้ว ทรงเข้าทุติยฌาน ออกจากทุติยฌานแล้ว ทรงเข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌานแล้ว ทรงเข้าจตุตถฌาน
พระผู้มีพระภาคออกจากจตุตถฌานแล้ว เสด็จปรินิพพานในลำดับ
.
บางคนอ่านแล้ว อาจไม่เข้าใจ สงสัยว่า ออกจากจตุตถฌาน ถ้างั้นเวลาทำกาละก็ไม่แตกต่างคนธรรมดาทั่วๆไป
ภายนอก อาจจะมองเห็นเป็นแบบนั้น
ส่วนภายใน พระองค์ทรงรู้ชัดในสติปัฏฐาน ๔ ตัณหาไม่มี อุปาทานขันธ์ ๕ ไม่มี ผัสสะที่มีเกิดขึ้นสักแต่ว่าสภาวะที่มีเกิดขึ้น เป็นเพียงสภาวะที่มีเกิดขึ้นเท่านั้น แล้วดับ(ปรินิพพาน)
ตรงนี้สามารถอธิบายได้ เพราะเคยตายมาแล้ว/หัวใจวาย(สภาวะจิตดวงสุดท้ายครั้งที่ ๒) ที่มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต
ไม่ใช่ที่มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ(สภาวะจิตดวงสุดท้ายครั้งที่ ๑)
.
ส่วนตรงนี้
ปรินิพพานสูตรที่ ๕
[๖๒๕] เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพาน ท่านพระอนุรุทธะได้กล่าวคาถา พร้อมกับการเสด็จปรินิพพานว่า ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกของพระผู้มีพระภาคผู้มีพระทัยมั่นคง ผู้คงที่ ไม่มีแล้ว พระมุนีผู้ไม่หวั่นไหว มุ่งใฝ่สันติ  มีพระจักษุ เสด็จปรินิพพานแล้ว
พระองค์ผู้มีพระทัย ไม่หดหู่ ทรงอดกลั้นเวทนาไว้ได้ มีพระทัยหลุดพ้นแล้ว ดุจดวงประทีปที่โชติช่วงดับไป ฉะนั้น
.
ตรงนี้เราอธิบายได้นะ คำว่า ทรงอดกลั้นเวทนาไว้ได้
คำกล่าวที่ว่า ทรงอดกลั้นเวทนาไว้ได้  ไม่ตรงสภาวะที่มีเกิดขึ้น 
สภาวะที่มีเกิดขึ้น จะมีแค่สภาวะ ๒ สภาวะที่มีเกิดขึ้น คือ ผัสสะ(สิ่งที่มีเกิดขึ้น) และใจที่รู้อยู่  ไม่มีการกลั้นเวทนาใดๆทั้งสิ้น
ถ้าบอกว่ายังมีกลั้นเวทนาไว้ นั่นหมายถึงอุปาทานขันธ์ ๕ ยังมีอยู่ พระอรหันต์ ตัณหาทำลายไม่มีเหลือ เวทนาสักแต่ว่ามีเกิดขึ้น แต่ไม่ผลกระทบต่อใจ กายและจิต แยกขาดออกจากกัน

หลักมหาประเทศ ๔

นิ.

 

ก่อนอธิบายเกี่ยวกับ “นิพพาน”

อ่านเรื่องนี้ก่อน “คำบอกเล่า” นำมาจากพันทิป

.
ลองพิจารณาดูนะครับ ผมคิดว่าพระสารีบุตรและพระทั้งหลายสอนธรรมมะจากการทรงจำมาจากคำของพระพุทธเจ้านะครับ
ด้านล่างเป็นพระสูตรที่พระอานนท์ถามธรรมะกับพระพุทธเจ้า แล้วไปถามพระสารีบุตร ปรากฏว่าตรงกันครับ จึงเป็นไปได้ว่ามาจากการทรงจำนะครับ
ซึ่งเป็นวิธีการถ่ายทอดธรรมะสมัยก่อนที่จะมีการจารึกลงเป็นตัวอักษรนะครับ ดูพระสูตรนะครับ
—————————————————————————

ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พึงมีหรือหนอแล การที่ภิกษุได้สมาธิโดยประการที่ตน
ไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุ ว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์
ไม่พึงมีความสำคัญในอาโปธาตุ ว่าเป็นอาโปธาตุเป็นอารมณ์
ไม่พึงมีความสำคัญในเตโชธาตุ ว่าเป็นเตโชธาตุเป็นอารมณ์
ไม่พึงมีความสำคัญในวาโยธาตุ ว่าเป็นวาโยธาตุเป็นอารมณ์
ไม่พึงมีความสำคัญในอากาสานัญจายตนะ ว่าเป็นอากาสานัญจายตนะเป็นอารมณ์
ไม่พึงมีความสำคัญในวิญญาณัญจายตนะ ว่าเป็นวิญญาณัญจายตนะเป็นอารมณ์
ไม่พึงมีความสำคัญในอากิญจัญญายตนะ ว่าเป็นอากิญจัญญายตนะเป็นอารมณ์
ไม่พึงมีความสำคัญในเนวสัญญานาสัญญายตนะ ว่าเป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะเป็นอารมณ์
ไม่พึงมีความสำคัญในโลกนี้ ว่าเป็นโลกนี้เป็นอารมณ์
ไม่พึงมีความสำคัญในโลกหน้า ว่าเป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์
ไม่พึงมีความสำคัญในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ ธรรมที่รู้แจ้ง ที่ถึงแล้ว ที่แสวงหาแล้ว ที่ตรองตามแล้วด้วยใจ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า พึงมีได้อานนท์ การที่ภิกษุได้สมาธิโดยประการที่ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ … ที่ตรองตามแล้วด้วยใจ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา ฯ

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พึงมีได้อย่างไรเล่า การที่ภิกษุได้สมาธิโดยประการที่ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ … ที่ตรองตามแล้วด้วยใจ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา ฯ

พ. ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเป็นผู้มีสัญญาอย่างนี้ว่าธรรมชาตินั่นสงบธรรมชาตินั้นประณีต คือ ความสงบแห่งสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหาความสิ้นกำหนัด ความดับ นิพพาน
ดูกรอานนท์ พึงมีได้อย่างนี้แล การที่ภิกษุได้สมาธิโดยประการที่ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในอาโปธาตุว่าเป็นอาโปธาตุเป็นอารมณ์
ไม่พึงมีความสำคัญในเตโชธาตุว่าเป็นเตโชธาตุเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในวาโยธาตุว่าเป็นวาโยธาตุเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในอากาสาณัญจายตนะว่าเป็นอากาสนัญจายตนะเป็นอารมณ์
ไม่พึงมีความสำคัญในวิญญาณัญจายตนะว่าเป็นวิญญาณัญจายตนะเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในอากิญจัญญายตนะว่าเป็นอากิญจัญญายตนะเป็นอารมณ์
ไม่พึงมีความสำคัญในเนวสัญญานาสัญญายตนะ ว่าเป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในโลกนี้ว่าเป็นโลกนี้เป็นอารมณ์
ไม่พึงมีความสำคัญในโลกหน้าว่าเป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในรูปที่ได้เห็นเสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบธรรมที่รู้แจ้ง ที่ถึงแล้ว ที่แสวงหาแล้ว ที่ตรองตามแล้วด้วยใจ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา ฯ

ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้ว ลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณแล้ว เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่ครั้นแล้ว ได้ปราศรัยกับท่านพระสารีบุตร

ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ถามท่านพระสารีบุตรว่า

ดูกรท่านสารีบุตรผู้มีอายุ พึงมีได้หรือหนอแล การที่ภิกษุได้สมาธิโดยประการที่ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ ฯลฯ
ไม่พึงมีความสำคัญในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบธรรมที่รู้แจ้งที่ถึงแล้ว ที่แสวงหาแล้ว ที่ตรองตามแล้วด้วยใจ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา ฯ

ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ดูกรท่านอานนท์ผู้มีอายุ พึงมีได้ การที่ภิกษุได้สมาธิ โดยประการที่ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุ ว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ ฯลฯ ไม่พึงมีความสำคัญในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบธรรมที่รู้แจ้ง ที่ถึงแล้ว ที่แสวงหาแล้ว ที่ตรองตามแล้วด้วยใจ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา ฯ

อา. ดูกรท่านสารีบุตรผู้มีอายุ พึงมีได้อย่างไรเล่า การที่ภิกษุได้สมาธิโดยประการที่ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ ฯลฯไม่พึงมีความสำคัญในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ ธรรมที่รู้แจ้งที่ถึงแล้ว ที่แสวงหาแล้ว ที่ตรองตามแล้วด้วยใจ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา ฯ

สา. ดูกรท่านอานนท์ผู้มีอายุ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเป็นผู้มีสัญญาอย่างนี้ว่า ธรรมชาตินั่นสงบ ธรรมชาตินั่นประณีต คือ ความสงบสังขารทั้งปวงความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความสิ้นกำหนัด ความดับ นิพพาน
ดูกรท่านอานนท์ผู้มีอายุ พึงมีได้อย่างนี้แล การที่ภิกษุได้สมาธิโดยประการที่ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ ฯลฯไม่พึงมีความสำคัญในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ ธรรมที่รู้แจ้ง ที่ถึงแล้ว ที่แสวงหาแล้ว ที่ตรองตามแล้วด้วยใจ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา ฯ

อา. ดูกรท่านสารีบุตรผู้มีอายุ น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว การที่อรรถกับอรรถพยัญชนะกับพยัญชนะ ของพระศาสดาและของสาวก เปรียบเทียบได้กัน เสมอกัน ไม่ผิดกัน ในบทที่เลิศ
ดูกรท่านสารีบุตรผู้มีอายุ เมื่อกี้นี้กระผมเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ได้ทูลถามเนื้อความอันนี้ แม้พระผู้มีพระภาคก็ทรงพยากรณ์เนื้อความอันนี้ ด้วยบทเหล่านี้ ด้วยพยัญชนะเหล่านี้ แก่กระผมเหมือนที่ท่านพระสารีบุตรพยากรณ์
ดูกรท่านสารีบุตรผู้มีอายุน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว การที่อรรถกับอรรถ พยัญชนะกับพยัญชนะ ของพระศาสดาและของพระสาวก เปรียบเทียบกันได้ เสมอกัน ไม่ผิดกัน ในบทที่เลิศนี้ ฯ

—————–
(บางส่วน)
ลองพิจารณาดูนะครับ ผมคิดว่า

พระสารีบุตรและพระทั้งหลายสอนธรรมมะจากการทรงจำมาจากคำของพระพุทธเจ้านะครับ
ด้านล่างเป็นพระสูตรที่พระอานนท์ถามธรรมะกับพระพุทธเจ้า แล้วไปถามพระสารีบุตร ปรากฏว่าตรงกันครับ
จึงเป็นไปได้ว่ามาจากการทรงจำนะครับ ซึ่งเป็นวิธีการถ่ายทอดธรรมะสมัยก่อนที่จะมีการจารึกลงเป็นตัวอักษรนะครับ
ดูพระสูตรนะครับ
.
สมาธิสูตรที่ ๒

[๒๒๖] ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย พึงมีได้หรือหนอแล การที่ภิกษุได้สมาธิโดยประการที่ไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ … ไม่พึงมีความสำคัญในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ ธรรมที่รู้แจ้ง ที่ถึงแล้ว แสวงหาแล้ว ตรองตามแล้วด้วยใจ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา ฯ

ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมทั้งหลายของข้าพระองค์ทั้งหลาย มีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำมีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่ง ขอประทานพระวโรกาส ขออรรถแห่งภาษิตนี้จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเถิด ภิกษุทั้งหลายได้สดับต่อพระผู้มีพระภาคแล้วจักทรงจำไว้

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้นเธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย พึงมีได้ การที่ภิกษุได้สมาธิโดยประการที่ไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ ฯลฯ ไม่พึงมีความสำคัญในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ ธรรมที่รู้แจ้ง ที่ถึงแล้วแสวงหาแล้ว ตรองตามแล้วด้วยใจ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา ฯ

ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็พึงมีได้อย่างไร การที่ภิกษุได้สมาธิโดยประการที่ไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ ฯลฯ ไม่พึงมีความสำคัญในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ ธรรมที่รู้แจ้ง ที่ถึงแล้ว แสวงหาแล้ว ตรองตามแล้วด้วยใจ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา ฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเป็นผู้มีสัญญาอย่างนี้ว่า ธรรมชาตินั่นสงบ ธรรมชาตินั่นประณีต คือความสงบสังขารทั้งปวง ความสละ คืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความสิ้นกำหนัด ความดับ นิพพาน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย พึงมีได้อย่างนี้แล การที่ภิกษุได้สมาธิโดยประการที่ไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ … ไม่พึงมีความสำคัญในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ ธรรมที่รู้แจ้ง ที่ถึงแล้ว แสวงหาแล้ว ตรองตาม
แล้วด้วยใจ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา ฯ

http://84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=24&A=8633&Z=8661

ต้องการเชื่อมโยงพระสูตรให้เห็นน่ะครับ เพราะผมก็ลองไปอ่านที่ จขกท. นำพระสูตรมาให้ดูหลายๆ พระสูตรที่มีการกล่าวธรรมกัน

แต่ไม่ได้มีบอกไว้ว่ากล่าวว่าอะไร พอดีไปเจอที่พระอานนท์กล่าวตรงนี้ เลยพอจะเชื่อมโยงกันได้ว่า ธรรมะที่ถ่ายทอดกันนั้น น่าจะมาจากการทรงจำคำของพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้วนำมาถ่ายทอด คือคำของพระพุทธเจ้านั่นเอง ไม่ใช่สาวกภาษิตขึ้นใหม่ สาวกเพียงนำมาถ่ายทอด
ซึ่งตรงกับลักษณะการถ่ายทอดธรรมะก่อนที่จะมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรคือ “การทรงจำ” นั่นเอง

แต่แน่นอนว่าถึงแม้จะมีคนมาบอกว่านี้คือคำสอนของพระศาสดาก็ตาม พระพุทธเจ้าได้ทรงวางหลักมหาประเทศ ๔ ไว้ ให้ตรวจสอบว่าใช่คำของพระศาสดาจริงๆ หรือไม่

ถ้าไม่ใช่ ก็พึงทิ้งคำเหล่านั้นไปเสีย และจะป่วยกล่าวไปใย ถึงสิ่งที่ไม่ใช่คำสอนของพระศาสดา

 

พระปัจเจก นิพพาน ปรมัตถ์

นิพพาน เป็นปรมัตถ์
8400 ธรรมขันธ์ เป็นบัญญัติ ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติขึ้นมา เพื่อให้สัตตานัง ปฏิบัติเพื่อหลุดพ้นจากภพชาติของการเกิด
 
.
“นิพพาน ท่านกล่าวว่าปรมัตถ์ เพื่อถึงนิพพานนั้น ชื่อว่าเพื่อถึงปรมัตถ์”
.
[๗๙๒] อมตนิพพาน ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับ ความออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด ท่านกล่าวว่า ปรมัตถประโยชน์ ในอุเทศว่า อารทฺธวิริโย ปรมตฺถปตฺติยา ดังนี้.
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นปรารภความเพียร เพื่อถึง คือ เพื่อได้ เพื่อได้เฉพาะ เพื่อบรรลุ เพื่อถูกต้อง เพื่อทำให้แจ้ง ซึ่งปรมัตถประโยชน์ มีเรี่ยวแรง มีความบากบั่นมั่นคง เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อความถึงพร้อมแห่งกุศลธรรม ไม่ทอดธุระในกุศลธรรม เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าปรารภความเพียรเพื่อถึงปรมัตถประโยชน์.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๔ ดังต่อไปนี้.
ชื่อว่า อารทฺธวิริโย เพราะมีความเพียรอันปรารภแล้ว.
ด้วยบทนี้ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าแสดงถึงความเพียรเบี้องต้น เริ่มด้วยวิริยะของตน.
นิพพาน ท่านกล่าวว่าปรมัตถ์ เพื่อถึงนิพพานนั้น ชื่อว่าเพื่อถึงปรมัตถ์. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าแสดงถึงผลที่ควรบรรลุ ด้วยการเริ่มความเพียรนั้น.
.
จาก อรรถกถามหานิทเทส ชื่อสัทธัมมปัชโชติกา
พระมหาเถระชื่อว่า อุปเสน ผู้อยู่ในบริเวณกว้าง เป็นนักเขียน

ชื่อว่า สิ้นสงสัยในนิพพาน

งดงาม “ผัสสะ”
ผู้ใดที่แจ้งนิพพาน ย่อมแจ้งผัสสะ
ชื่อว่า สิ้นสงสัยในนิพพาน
.
๗. ปรายนสูตร
[๓๓๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี
ก็สมัยนั้น เมื่อภิกษุผู้เถระหลายรูปกลับจากบิณฑบาตภายหลังภัต นั่งประชุมกันอยู่ที่โรงกลม ได้เกิดการสนทนากันขึ้นในระหว่างว่า
ดูกรอาวุโสทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ในปัญหาของเมตเตยยมาณพ ในปรายนสูตรว่า
ผู้ใดทราบส่วนสุดทั้งสองด้วยปัญญาแล้ว ไม่ติดอยู่ในส่วนท่ามกลาง
เรากล่าวผู้นั้นว่าเป็นมหาบุรุษ ผู้นั้นก้าวล่วงเครื่องร้อยรัดในโลกนี้ได้แล้ว ดังนี้ ฯ
ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ส่วนสุดที่ ๑ เป็นไฉนหนอ ส่วนสุดที่ ๒ เป็นไฉน อะไรเป็นส่วนท่ามกลาง อะไรเป็นเครื่องร้อยรัด ฯ
  .
เมื่อสนทนากันอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้กล่าวกะภิกษุผู้เถระทั้งหลายว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย
ผัสสะเป็นส่วนสุดที่ ๑
เหตุเกิดขึ้นแห่งผัสสะเป็นส่วนสุดที่ ๒
ความดับแห่งผัสสะเป็นส่วนท่ามกลาง
ตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด
เพราะว่าตัณหาย่อมร้อยรัดผัสสะและเหตุเกิดขึ้นแห่งผัสสะนั้น เพราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งภพนั้นๆ
ด้วยเหตุเท่านี้แล ภิกษุชื่อว่าย่อมรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ย่อมกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้
เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันเทียว ฯ
.
เมื่อภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ภิกษุอีกรูปหนึ่งได้กล่าวกะภิกษุผู้เถระทั้งหลายว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย
อดีตเป็นส่วนสุดที่ ๑ อนาคตเป็นส่วนสุดที่ ๒ ปัจจุบันเป็นส่วนท่ามกลาง ตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด
เพราะว่าตัณหาย่อมร้อยรัดอดีตอนาคต และปัจจุบันนั้นไว้ เพราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งภพนั้นๆ
ด้วยเหตุเท่านี้แล ภิกษุชื่อว่าย่อมรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ย่อมกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้
เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันเทียว ฯ
.
เมื่อภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ภิกษุอีกรูปหนึ่งได้กล่าวกะภิกษุผู้เถระทั้งหลายว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย
สุขเวทนาเป็นส่วนสุดที่ ๑ ทุกขเวทนาเป็นส่วนสุดที่ ๒ อทุกขมสุขเวทนาเป็นส่วนท่ามกลาง ตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด
เพราะว่าตัณหาย่อมร้อยรัดสุขเวทนา ทุกขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนานั้นไว้ เพราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งภพนั้นๆ
ด้วยเหตุเท่านี้แล ภิกษุชื่อว่าย่อมรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ย่อมกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้
เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันเทียว ฯ
.
เมื่อภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ภิกษุอีกรูปหนึ่งได้กล่าวกะภิกษุผู้เถระทั้งหลายว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย
นามเป็นส่วนสุดที่ ๑ รูปเป็นส่วนสุดที่ ๒ วิญญาณเป็นส่วนท่ามกลาง ตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด
เพราะว่าตัณหาย่อมร้อยรัดนาม รูป และวิญญาณนั้นไว้ เพราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งภพนั้นๆ
ด้วยเหตุเท่านี้แล ภิกษุชื่อว่าย่อมรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้
เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันเทียว ฯ
.
เมื่อภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ภิกษุอีกรูปหนึ่งได้กล่าวกะภิกษุผู้เถระทั้งหลายว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย
อายตนะภายใน ๖ เป็นส่วนสุดที่ ๑ อายตนะภายนอก ๖ เป็นส่วนสุดที่ ๒ วิญญาณเป็นส่วนท่ามกลาง ตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด
เพราะว่าตัณหาย่อมร้อยรัดอายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ และวิญญาณนั้นไว้ เพราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งภพนั้นๆ
ด้วยเหตุเท่านี้แล ภิกษุชื่อว่าย่อมรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้
เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันเทียว ฯ
.
เมื่อภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ภิกษุอีกรูปหนึ่งได้กล่าวกะภิกษุผู้เถระทั้งหลายว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย
สักกายะเป็นส่วนสุดที่ ๑ เหตุเกิดสักกายะเป็นส่วนสุดที่ ๒ ความดับสักกายะเป็นส่วนท่ามกลาง ตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด 
เพราะว่าตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัดสักกายะ เหตุเกิดสักกายะ และความดับสักกายะนั้นไว้ เพราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งภพนั้นๆ
ด้วยเหตุเท่านี้แล ภิกษุชื่อว่าย่อมรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้
เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันเทียว ฯ
.
เมื่อภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ภิกษุอีกรูปหนึ่งได้กล่าวกะภิกษุผู้เถระทั้งหลายว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย พวกเราทั้งปวงเทียวได้พยากรณ์ตามปฏิภาณของตนๆ มาเถิด เราทั้งหลายจักพากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ แล้วจักกราบทูลเนื้อความนั้นให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาคจักทรงพยากรณ์แก่พวกเรา โดยประการใด  เราทั้งหลายจักทรงจำข้อที่ทรงพยากรณ์นั้นไว้ โดยประการนั้น ภิกษุผู้เถระทั้งหลายรับคำของภิกษุนั้นแล้ว
ครั้งนั้น ภิกษุผู้เถระทั้งหลายได้พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้วได้กราบทูลการที่สนทนาปราศรัยทั้งหมดนั้นแด่พระผู้มีพระภาค แล้วทูลถามว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คำของใครหนอเป็นสุภาษิต พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
คำของเธอทั้งปวงเป็นสุภาษิตโดยปริยาย อนึ่ง เราหมายเอาข้อความที่กล่าวไว้ในปัญหาของเมตเตยยมาณพ ในปรายนสูตรว่า
ผู้ใดทราบส่วนสุดทั้ง ๒ ด้วยปัญญา แล้วไม่ติดอยู่ในส่วนท่ามกลาง เรากล่าวผู้นั้นว่า เป็นมหาบุรุษ ผู้นั้นก้าวล่วงเครื่องร้อยรัดในโลกนี้ได้แล้ว ดังนี้ ฯ
.เธอทั้งหลายจงฟังข้อความนั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ผัสสะเป็นส่วนสุดที่ ๑
เหตุเกิดผัสสะเป็นส่วนสุดที่ ๒
ความดับผัสสะเป็นส่วนท่ามกลาง
ตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด 
เพราะว่าตัณหาย่อมร้อยรัดผัสสะ เหตุเกิดผัสสะ และความดับผัสสะนั้นไว้ เพราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งภพนั้นๆ
ด้วยเหตุเท่านี้แล ภิกษุจึงชื่อว่าย่อมรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้
เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันเทียว ฯ
.
หมายเหตุ;
ในภิกษุทั้งหมด มีภิกษุเพียงรูปเดียว ที่อธิบายโดยสภาวะปรมัติถ์ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้”ผัสสะ”
ภิกษุที่เหลืออธิบายโดยอัตตวาทุปาทาน(บัญญัติ)
นึกถึง วาทะเกี่ยวกับเที่ยง สูญ ใครทำใครนั้นได้รับผล(ตามความที่มองเห็นหรือเกิดจากให้ค่า) นึกไม่ออกว่าเรียกว่าอะไร  เคยอ่านผ่านตามา

 

นิพพาน ปรมัตถ์

84000 พระธรรมขันธ์ ทั้งหมด เป็นบัญญัติที่พระพุทธเจ้าทรงตั้งขึ้นมาจากคำเดียวเพียงคำเดียวเท่านั้น คือ “นิพพาน”
ส่วนพระอริยะ(โสดาบัน อนาคามี) ที่ได้สมาบัติ ๘ จะแจ้งปรมัตถ์จากจิต “นิพพาน ความดับภพ”
แต่การจะสิ่งที่รู้ที่เห็นนี้ มาปฏิบัติเพื่อเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ต้องฟังที่พระธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เกี่ยวกับนิพพานและข้อปฏิบัติเพื่ออนุปาทาปรินิพพาน
อริยสัจ 4 เป็นบัญญัติ
ปฏิจจสมุปบาท เป็นบัญญัติ
จิ/จิต เจ/เจตสิก รุ/รูป  เป็นบัญญัติ
.
ไม่ว่าใครจะใช้คำนิยามเกี่ยวกับ “นิพพาน”
บ่งบอกถึงผู้นั้น มีสภาวะแค่ไหน โดยเฉพาะ สัมมาสมาธิ
และมีเกิดขึ้นเฉพาะผู้ที่ได้มรรค ผล ตามความเป็นจริง
นิพพาน เป็นสภาวะปรมัตถ์ โดยตัวสภาวะเอง เหนือสมมุติ
ผู้ที่จะรู้เห็นได้ ผู้นั้นต้องได้วิโมกข์ 8 แล้วต้องสมถะที่เป็นสัมมาสมาธิเท่านั้น
เพราะสัมมาสมาธิ ประกอบด้วยสมถะและวิปัสสนาโดยตัวสภาวะ เกิดจากอินทรีย์ 5
แต่การที่จะแจ้งนิพพานจากใจได้ ต้องเป็นผู้ที่ได้มรรค ผล ก่อน เช่น โสดาบัน อนาคามี อรหันต์ ต้องได้มรรค ผลก่อน
หลังจากนั้น เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิตามลำดับ จนเข้านิโรธสมาบัติ เมื่อสมาธิคลายตัวออกจากนิโรธ จะมีความรู้ ความเห็นมีเกิดขึ้นว่า นิพพาน ความดับภพ มีแค่นี้ ไม่สามารถเลียนแบบได้ ต้องเริ่มจากปฏิบัติ รู้ตามลำดับ
พระพุทธเจ้ามีพระคุณไม่มีประมาณ ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้าบัญญัติเกี่ยวกับคำว่า นิพพานไว้ สาวกถึงจะรู้ จะเห็นด้วยตนเอง(ปฏิบัติ)  ก็ไม่สามารถเข้าใจได้คำว่า นิพพาน ความดับภพ  ที่แจ้งจากจิต หมายถึงสิ่งใด
เมื่อขาดการศึกษาที่พระธรรมคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้  ก็ไม่สามารถอธิบายให้คนอื่นๆเข้าใจได้ เมื่อไม่เข้าใจ ก็ไม่สามารถนำมาปฏิบัติตามได้ กลายเป็นการรู้เฉพาะตน พระศาสนาก็กุดสั้นลงเพราะเหตุนี้
เช่น เป็นผู้ปฏิบัติจนได้วิโมกข์ 8 แล้วมีสภาวะจิตดวงสุดท้ายเกิดขึ้น หลังจากนั้นแจ้งนิพพานจากจิต เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่ ขาดการศึกษา กำลังสมาธิที่มีอยู่ บดบังกิเลสที่มีอยู่ ทำให้คิดว่าตนเป็นอรหันต์(กิเลสไม่มี) มาวันหนึ่ง มีปัจจัยทำให้กำลังสมาธิที่มีอยู่เสื่อมหายไปหมดสิ้น ทำให้รู้ว่า สังโยชน์ที่คิดว่าหมดสิ้นแล้วนั้น ยังมีอยู่ ไม่ได้หายไปไหน จึงทำให้รู้ว่า ตนไม่ได้เป็นอรหันต์
จึงเป็นที่มาของคำว่า อรหันต์เสื่อม  จริงๆแล้วไม่ใช่อรหันต์ตั้งแต่แรก เป็นเพียงโสดาบัน(ในกรณีที่ได้มรรค ผล ตามความเป็นจริง)
.
คำถาม แล้วโสดาบันสามารถเสื่อมได้มั๊ย
คำตอบ โสดาบันมีหลายแบบ ถ้าเป็นโสดาบันที่ได้มรรค ผลแล้ว สังโยชน์ที่ถูกประหาณแล้ว จะไม่มีกำเริบเกิดขึ้นอีก ถึงแม้กำลังสมาธิที่มีอยู่เสื่อมหายไปหมดสิ้นก็ตาม มรรค ผล ที่เคยได้ ไม่เสื่อม แต่ที่เสื่อมได้ ผู้นั้นไม่ได้มรรค ผล ตามความเป็นจริง ซึ่งมีปรากฏอยู่ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้
.
๔. ปัญญาสูตร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายผู้เสื่อมจากอริยปัญญา ชื่อว่าเสื่อมสุด  สัตว์เหล่านั้นย่อมอยู่เป็นทุกข์ มีความเดือดร้อน มีความคับแค้น มีความเร่าร้อน ในปัจจุบันทีเดียว เมื่อตายไปแล้วพึงหวังได้ทุคติ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายผู้ไม่เสื่อมจากอริยปัญญา ชื่อว่าไม่เสื่อม  สัตว์เหล่านั้นย่อมอยู่เป็นสุข ไม่มีความเดือดร้อน ไม่มีความคับแค้น ไม่มีความเร่าร้อน ในปัจจุบันเทียวแล   เมื่อตายไปพึงหวังได้สุคติ ฯ

.
กลับมาเข้าเรื่อง นิพพาน
สภาวะเต็มๆ คือ นิพพาน ความดับภพ
แต่พระองค์ทรงเพียงว่า นิพพาน
ดังที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้(เรื่องเล่า) เช่น
พุทธอุทาน
ภิกษุทั้งหลาย อายตนะมีอยู่
ในอายตนะนั้นไม่มีปฐวีธาตุ ไม่มีอาโปธาตุ ไม่มีเตโชธาตุ ไม่มีวาโยธาตุ ไม่มีอากาสานัญจายตนะ ไม่มีวิญญาณัญจายตนะ ไม่มีอากิญจัญญายตนะ ไม่มีเนวสัญญานาสัญญายตนะ ไม่มีโลกนี้ ไม่มีโลกหน้า ไม่มีดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ทั้งสองนั้น
ภิกษุทั้งหลาย เราไม่เรียกอายตนะนั้นว่า มีการมา มีการไป มีการตั้งอยู่ มีการจุติ มีการอุบัติ
อายตนะนั้นไม่มีที่ตั้งอาศัย ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีอารมณ์ยึดเหนี่ยว นี้แลคือที่สุดแห่งทุกข์
.
๔. นิพพานสูตรที่ ๔
[๑๖๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาค ทรงชี้ให้ภิกษุทั้งหลายเห็นแจ้ง … เงี่ยโสตลงฟังธรรม
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว
ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า ความหวั่นไหว
ย่อมมีแก่บุคคลผู้อันตัณหาและทิฐิอาศัย
ย่อมไม่มีแก่ผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัย
เมื่อความหวั่นไหวไม่มี ก็ย่อมมีปัสสัทธิ
เมื่อมีปัสสัทธิ ก็ย่อมไม่มีความยินดี
เมื่อไม่มีความยินดี ก็ย่อมไม่มีการมาการไป
เมื่อไม่มีการมาการไป ก็ไม่มีการจุติและอุปบัติ
เมื่อไม่มีการจุติและอุปบัติ
โลกนี้โลกหน้าก็ไม่มี ระหว่างโลกทั้งสองก็ไม่มี
นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์ ฯ
.

 

นิโรธสมาบัติ กับ อนิมิตเจโตสมาธิ

๓. มหาเวทัลลสูตร
การสนทนาธรรมที่ทำให้เกิดปีติ

เรื่องอินทรีย์ ๕
[๕๐๑] ก. ดูกรท่านผู้มีอายุ อินทรีย์ ๕ ประการ คือ จักขุนทรีย์ ๑ โสตินทรีย์ ๑ ฆานินทรีย์ ๑ ชิวหินทรีย์ ๑ กายินทรีย์ ๑ อินทรีย์ ๕ นี้ อาศัยอะไรตั้งอยู่?

สา. ดูกรท่านผู้มีอายุ อินทรีย์ ๕ ประการนี้นั้น คือจักขุนทรีย์ ๑ โสตินทรีย์ ๑ ฆานินทรีย์ ๑ ชิวหินทรีย์ ๑ กายินทรีย์ ๑ อาศัยอายุ (ชีวิตินทรีย์) ตั้งอยู่.
ก. อายุ อาศัยอะไรตั้งอยู่?
สา. อายุ อาศัยไออุ่น (ไฟที่เกิดแต่กรรม) ตั้งอยู่.
ก. ไออุ่น อาศัยอะไรตั้งอยู่?
สา. ไออุ่น อาศัยอายุตั้งอยู่.
ก. ผมรู้ทั่วถึงภาษิตของพระสารีบุตรผู้มีอายุในบัดนี้เองอย่างนี้ว่า อายุอาศัยไออุ่นตั้งอยู่และว่าไออุ่นอาศัยอายุตั้งอยู่ แต่ผมจะพึงเห็นความแห่งภาษิตนี้ได้อย่างไร?

สา. ถ้าเช่นนั้น ผมจักทำอุปมาแก่คุณ เพราะวิญญูชนบางพวกในโลกนี้ ย่อมทราบความแห่งภาษิตได้แม้ด้วยอุปมา
เปรียบเหมือนประทีปน้ำมันกำลังติดไฟอยู่ แสงสว่างอาศัยเปลวปรากฏอยู่ เปลวก็อาศัยแสงสว่างปรากฏอยู่ฉันใด
อายุอาศัยไออุ่นตั้งอยู่ ไออุ่นก็อาศัยอายุตั้งอยู่ฉันนั้นเหมือนกัน

 

ก. อายุสังขาร (อายุ ชีวิตินทรีย์) กับเวทนียธรรม (เวทนา) เป็นอันเสมอกัน หรือว่าอายุสังขารกับเวทนียธรรมเป็นคนละอย่าง?

สา. อายุสังขารกับเวทนียธรรม ไม่ใช่อันเดียวกัน
(ถ้า) อายุสังขารกับเวทนียธรรมเป็นอันเดียวกันแล้ว การออกจากสมาบัติของภิกษุผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ก็ไม่พึงปรากฏ
แต่เพราะอายุสังขารกับเวทนียธรรมเป็นคนละอย่าง ฉะนั้น การออกจากสมาบัติของภิกษุผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ จึงปรากฏอยู่.

 

[๕๐๒] ก. ดูกรผู้มีอายุ ในเมื่อธรรมเท่าไรละกายนี้ไป กายนี้ก็ถูกทอดทิ้งนอนนิ่งเหมือนท่อนไม้ที่ปราศจากเจตนา?

สา. ดูกรผู้มีอายุ ในเมื่อธรรม ๓ ประการ คือ อายุ ไออุ่น และวิญญาณละกายนี้ไป
กายนี้ก็ถูกทอดทิ้ง นอนนิ่ง เหมือนท่อนไม้ที่ปราศจากเจตนา.

ก. สัตว์ผู้ตายทำกาละไป กับภิกษุผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ มีความแปลกกันอย่างไร?

สา. สัตว์ผู้ตายทำกาละไป มีกายสังขาร วจีสังขาร และจิตสังขารดับระงับไป มีอายุหมดสิ้นไป มีไออุ่นสงบ มีอินทรีย์แตกทำลาย
ส่วนภิกษุผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ มีกายสังขารวจีสังขาร และจิตสังขารดับ ระงับไป แต่มีอายุยังไม่หมดสิ้น มีไออุ่นยังไม่สงบ มีอินทรีย์ผ่องใส
สัตว์ผู้ตายทำกาละไป กับภิกษุผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ มีความแปลกกัน ฉะนี้.

 

 

 

เรื่องปัจจัยเจโตวิมุติ

[๕๐๓] ก. ดูกรผู้มีอายุ ปัจจัยแห่งสมาบัติที่เป็นเจโตวิมุติ อันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุขมีเท่าไร?
สา. ดูกรผู้มีอายุ ปัจจัยแห่งสมาบัติที่เป็นเจโตวิมุติอันไม่มีทุกข์ไม่มีสุขมี ๔ อย่าง
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ บรรลุจตุตถฌาน อันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข
เพราะละสุข ละทุกข์ และดับโสมนัส โทมนัสในก่อนเสียได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่
ปัจจัยแห่งสมาบัติที่เป็นเจโตวิมุติอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มี ๔ อย่าง ดังนี้แล.

 

 

ก. ปัจจัยแห่งสมาบัติที่เป็นเจโตวิมุติอันไม่มีนิมิต มีเท่าไร?
สา. ปัจจัยแห่งสมาบัติที่เป็นเจโตวิมุติอันไม่มีนิมิต มี ๒ อย่างคือ
การไม่มนสิการถึงนิมิตทั้งปวง ๑ การมนสิการถึงนิพพานธาตุอันไม่มีนิมิต ๑
ปัจจัยแห่งสมาบัติที่เป็นเจโตวิมุติอันไม่มีนิมิต มี ๒ อย่าง ดังนี้แล.

 

 

ก. ปัจจัยแห่งความตั้งอยู่ของเจโตวิมุติอันไม่มีนิมิต มีเท่าไร?
สา. ปัจจัยแห่งความตั้งอยู่ของเจโตวิมุติอันไม่มีนิมิต มี ๓ อย่าง คือ
การไม่มนสิการถึงนิมิตทั้งปวง ๑
การมนสิการถึงนิพพานธาตุอันไม่มีนิมิต ๑
อภิสังขาร (ความกำหนดระยะกาล)ในเบื้องต้น ๑
ปัจจัยแห่งความตั้งอยู่ของเจโตวิมุติอันไม่มีนิมิต มี ๓ อย่าง ดังนี้แล.

 

(หมายเหตุ : อภิสังขาร (ความกำหนดระยะกาล)ในเบื้องต้น ได้แก่ การกำหนดเวลาก่อนเข้าและการออก โดยกำหนดรู้ด้วยใจ ไม่ใช่ตั้งนาฬิกา เช่น มองนาฬิกาว่า เริ่มจะเข้าสมาธิตั้งแต่กี่โมง(สมมุติว่า เข้า 8 โมงเช้า)  แล้วกำหนดทางใจว่า จะออกกี่โมง(4 โมงเย็น ) เวลาจิตคลายกำลังสมาธิ ออกจากสมาธิ จะตรงกับเวลาที่กำหนดไว้ ถ้าไม่มีการกำหนดไว้ บ้างครั้งกว่าจะออกจากสมาธิ สองทุ่ม ก็เคยมี เมื่อมีงานต้องทำ จึงต้องกำหนดออกไว้)

 

 

ก. ปัจจัยแห่งความออกของเจโตวิมุติอันไม่มีนิมิต มีเท่าไร?
สา. ปัจจัยแห่งความออกของเจโตวิมุติอันไม่มีนิมิต มี ๒ อย่างคือ
การมนสิการถึงนิมิตทั้งปวง ๑ การไม่มนสิการถึงนิพพานธาตุอันไม่มีนิมิต ๑
ปัจจัยแห่งความออกของเจโตวิมุติอันไม่มีนิมิต มี ๒ อย่าง ดังนี้แล.

 

 

[๕๐๔] ก. ดูกรผู้มีอายุ เจโตวิมุติมีอารมณ์ไม่มีประมาณ
เจโตวิมุติมีอารมณ์ว่าไม่มีอะไรๆ
เจโตวิมุติมีอารมณ์อันว่าง
เจโตวิมุติมีอารมณ์อันไม่มีนิมิตธรรมเหล่านี้
มีอรรถต่างกันและมีพยัญชนะต่างกัน หรือมีอรรถอย่างเดียวกันต่างกันแต่เพียงพยัญชนะเท่านั้น?

สา. ดูกรผู้มีอายุ เจโตวิมุติมีอารมณ์ไม่มีประมาณ เจโตวิมุติมีอารมณ์ไม่มีอะไรๆ เจโตวิมุติมีอารมณ์อันว่าง เจโตวิมุติมีอารมณ์อันไม่มีนิมิต
ปริยายที่บ่งว่าธรรมเหล่านี้ มีอรรถต่างกัน และมีพยัญชนะต่างกันก็มี และปริยายที่บ่งว่า ธรรมเหล่านี้ มีอรรถอย่างเดียวกันต่างกันเพียงพยัญชนะเท่านั้นก็มี.

 

ก็ปริยายที่บ่งว่า ธรรมเหล่านี้ มีอรรถต่างกัน และมีพยัญชนะต่างกันเป็นไฉน?

ภิกษุในธรรมวินัยนี้
มีจิตสหรคตด้วยเมตตา แผ่ไปสู่ทิศที่ ๑ อยู่ แผ่ไป สู่ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น แผ่ไปสู่ทิศที่ ๓ ก็อย่างนั้น แผ่ไปสู่ทิศที่ ๔ ก็อย่างนั้น
และมีจิตสหรคตด้วยเมตตาอันกว้างขวางเป็นส่วนใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แผ่ไปสู่โลกหมดทุกส่วน
เพื่อประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง ในที่ทุกสถานทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง อยู่ดังนี้
มีจิตสหรคตด้วยกรุณา …
มีจิตสหรคตด้วยมุทิตา …
มีจิตสหรคตด้วยอุเบกขา แผ่ไปสู่ที่ทิศที่ ๑ อยู่ แผ่ไปสู่ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น แผ่ไปสู่ทิศที่ ๓ ก็อย่างนั้น แผ่ไปสู่ทิศที่ ๔ ก็อย่างนั้น
มีจิตสหรคตด้วยอุเบกขาอันกว้างขวางเป็นส่วนใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แผ่ไปสู่โลกหมดทุกส่วน
เพื่อประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง ในที่ทุกสถาน ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง อยู่ดังนี้
นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เจโตวิมุติมีอารมณ์อันหาประมาณมิได้.

 

 

 

เจโตวิมุติมีอารมณ์ว่าไม่มีอะไรๆ เป็นไฉน?
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ล่วงวิญญาณัญจายตนฌาน โดยประการทั้งปวง บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน ด้วยมนสิการว่าไม่มีอะไรๆ อยู่ ดังนี้
นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เจโตวิมุติมีอารมณ์ว่าไม่มีอะไรๆ.

 

 

 

เจโตวิมุติมีอารมณ์อันว่าง เป็นไฉน?
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดีไปสู่เรือนว่างก็ดี พิจารณาเห็นว่า สิ่งนี้ว่างจากตนบ้าง จากสิ่งที่เนื่องด้วยตนเอง ดังนี้
นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เจโตวิมุติมีอารมณ์อันว่าง.

 

 

 

เจโตวิมุติมีอารมณ์อันไม่มีนิมิต เป็นไฉน?
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ บรรลุเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต เพราะไม่มนสิการถึงนิมิตทั้งปวงอยู่
นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เจโตวิมุตติมีอารมณ์อันไม่มีนิมิต.
ดูกรผู้มีอายุ นี้แลปริยายที่บ่งว่า ธรรมเหล่านี้ มีอรรถต่างกัน และมีพยัญชนะต่างกัน.

 

ก็ปริยายที่บ่งว่า ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ มีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันเพียงพยัญชนะเท่านั้นเป็นไฉน?

 

ราคะอันทำประมาณ โทสะอันทำประมาณ โมหะอันทำประมาณ ราคะเป็นต้นนั้น อันภิกษุผู้ขีณาสพละเสียแล้ว
มีรากอันตัดขาดแล้วทำไม่ให้มีที่ตั้งดังว่าต้นตาลแล้ว ทำไม่ให้มีต่อไปแล้วมีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา.
เจโตวิมุติอันไม่กำเริบ ท่านกล่าวว่า เลิศกว่าเจโตวิมุติมีอารมณ์ไม่มีประมาณทั้งหมด
เจโตวิมุติอันไม่กำเริบนั้นแล ว่างจากราคะ ว่างจากโทสะ ว่างจากโมหะ.

 

 

ราคะอันเป็นเครื่องกังวล โทสะอันเป็นเครื่องกังวล โมหะอันเป็นเครื่องกังวล ราคะเป็นต้นนั้น อันภิกษุผู้ขีณาสพละเสียแล้ว
มีรากอันตัดขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังว่าต้นตาลแล้ว ทำไม่ให้มีต่อไปแล้ว มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา.
เจโตวิมุติอันไม่กำเริบ ท่านกล่าวว่าเลิศกว่าเจโตวิมุติอันมีอารมณ์ว่าไม่มีอะไรๆ ทั้งหมด.
เจโตวิมุติอันไม่กำเริบนั้นแล ว่างจากราคะ ว่างจากโทสะ ว่างจากโมหะ.

 

 

ราคะอันทำนิมิต โทสะอันทำนิมิต โมหะอันทำนิมิต ราคะเป็นต้นนั้น  อันภิกษุผู้ขีณาสพละเสียแล้ว
มีรากอันตัดขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังว่าต้นตาลแล้ว ทำไม่ให้มีต่อไปแล้ว มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา.
เจโตวิมุติอันไม่กำเริบ ท่านกล่าวว่า เลิศกว่าเจโตวิมุติมีอารมณ์อันไม่มีนิมิต
เจโตวิมุติอันไม่กำเริบนั้นแลว่างจากราคะ ว่างจากโทสะ ว่างจากโมหะ.

 

ดูกรผู้มีอายุ นี้แลปริยายที่บ่งว่า ธรรมเหล่านี้ มีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่เพียงพยัญชนะเท่านั้น.

ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวแก้ปัญหานี้แล้ว ท่านพระมหาโกฏฐิกะชื่นชมยินดีภาษิตของท่านพระสารีบุตร ฉะนี้แล.

 

หมายเหตุ;

เจโตวิมุติมีอารมณ์ไม่มีประมาณ(มีจิตสหรคต)
เจโตวิมุติมีอารมณ์ไม่มีอะไรๆ (บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน ด้วยมนสิการว่าไม่มีอะไรๆ อยู่)
เจโตวิมุติมีอารมณ์อันว่าง(สิ่งนี้ว่างจากตนบ้าง จากสิ่งที่เนื่องด้วยตนเอง)
เจโตวิมุติมีอารมณ์อันไม่มีนิมิต

เจโตวิมุติอันไม่กำเริบ ท่านกล่าวว่า เลิศกว่าเจโตวิมุติมีอารมณ์ไม่มีประมาณทั้งหมด
เจโตวิมุติอันไม่กำเริบ ท่านกล่าวว่า เลิศกว่าเจโตวิมุติอันมีอารมณ์ว่าไม่มีอะไรๆ ทั้งหมด.
เจโตวิมุติอันไม่กำเริบ ท่านกล่าวว่า เลิศกว่าเจโตวิมุติมีอารมณ์อันไม่มีนิมิต

ปริยัติเพี้ยน

มานั่งอ่านที่เคยเขียนเกี่ยวกับคำเรียกต่างๆ อนิจจังจริงๆเลยเรา คือ รู้สภาวะ แต่อ่อนปริยัติ ถ้าไม่เกิดสัญญาเสื่อม คงอธิบายเพี้ยนๆ

โดยเรื่องความแตกต่างระหว่างธรรมฐิติญาณและญาณในพระนิพพาน
ทำไมธรรมฐิติญาณ จึงมีเกิดขึ้นก่อน ญาณในพระนิพพาน

หุหุ .. มันก็ต้องเป็นแบบนั้น จะโสดาบัน สกิทาคา อนาคามี อรหันต์ ที่ขณะเกิดอนุโลมญาณ มรรคญาณ ธรรมติญาณ(การละอุปาทาขันธ์ 5) ต้องมีเกิดขึ้นด้วย ผลจึงมีเกิดขึ้นตาม

ส่วนญาณนิพพาน เป็นเรื่องของกายสักขี อนาคามี อุภโตวิมุุต ที่ได้วิโมกข์ 8(สัมมาสมาธิ) และปัญญาวิมุติ(รูปฌาน/สัมมาสมาธิ) จึงแจ้งนิพพาน

ถ้าถามว่า แล้วคนทั่วไปและได้วิโมกข์ 8 จะแจ้งนิพพานได้มั๊ย

คำตอบ ไม่ได้ค่ะ เพราะไม่เป็นสาธารณะ

 

การเขียนตัวหนังสือ ตัวสะกดยังไม่ค่อยถูก แบบคำเรียกหรือการออกเสียง ยังมีจำไม่ได้ ต้องใช้เวลา มันแตกต่างกับการปฏิบัติ สภาวะที่มีเกิดขึ้นแล้วจำไม่ลืม

 

สัญญาและญาณ

เป็นสิ่งที่ควรรรู้ เกี่ยวกับสภาวะ ที่เป็นผลของการเจริญสมถะและวิปัสสนา กล่าวคือ ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง โดยเฉพาะสมถะ/สัมมาสมาธิที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดปัญญา ความรู้ตรงนี้ ทุกคนจะรู้เหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเกิดในยุคใดสมัยใดก็ตาม

 

ความแตกต่างระหว่างธรรมฐิติญาณและญาณในพระนิพพาน
ทำไมธรรมฐิติญาณ จึงมีเกิดขึ้นก่อน ญาณในพระนิพพาน

.

ก่อนที่จะเกิดความรู้ชัดตรงนี้
สภาวะสัญญามีเกิดขึ้นก่อน ญาณเกิดที่หลัง
กล่าวคือ แจ้งในพระนิพพาน โดยสัญญา แจ้งออกมาจากจิตเอง
โดยไม่เคยอ่าน หรือเคยฟัง หรือเคยได้ศึกษามาก่อน

จะสมัยใด จะกี่กัปป์ กี่กัลป์ ต่อให้โลกแตกสลายลงไป
สิ่งเหล่านี้ยังคงมีอยู่ เพียงแต่จะมีใครไปรู้เห็นเท่านั้นเอง

ธรรมฐิติญาณ
เป็นเรื่องของการทำลายสังโยชน์ที่เป็นเครื่องร้อยรัดอยู่(ละอุปาทานขันธ์ 5)

ญาณในพระนิพพาน
เป็นเรื่องของ การดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบันและภพชาติในสารวัฏ
.

ฉะนั้น ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นของ “ความดับ”
จึงมีลักษณะโดยเฉพาะของตัวสภาวะเอง

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ การเจริญสมถะและวิปัสสนา ทำไมต้องทำให้เต็มที่ ทำไมต้องอดทน ทำไมต้องปฏิบัติแบบเอาชีวิตเข้าแลก และทำไมต้องกำหนดรู้ เป็นการฝึกเตรียมตัวพร้อมรับมือกับเวทนาต่างๆ ก่อนที่จะตายจริง ส่วนผลที่ได้รับเป็นแบบไหนนั้น นั่นอีกเรื่องหนึ่ง คนละส่วน คนละสภาวะกัน

สภาวะความดับที่มีเกิดขึ้นในแต่ละสภาวะ ก็ต้องเรียนรู้
ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง มี ๓ ชนิดด้วยกัน

๑. ดับแบบยังมีเชื้อ คือ ยังต้องเกิด ได้แก่ กุศลเจตนา เป็นกามาวจร เป็นรูปาวจร ที่สำเร็จด้วยทาน ที่สำเร็จด้วยศีล ที่สำเร็จด้วยภาวนา(ความดับที่มีเกิดขึ้นในรูปฌาน) นี้เรียกว่า ปุญญาภิสังขาร

๒. กุศลเจตนาเป็นอรูปาวจร นี้เรียกว่า อาเนญชาภิสังขาร
กล่าวคือ ความดับที่มีเกิดขึ้นในอรูปฌาน ดับทีละส่วน กายสังขารดับ วจีสังขารดับ เหลือแต่จิตที่รู้อยู่ แล้วดับ

๓. ดับแบบหมดเชื้อ คือ หมดเหตุปัจจัยของการเกิด
กล่าวคือ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม รู้ชัดในอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่มีเกิดขึ้น แล้วดับ

.

.

สำหรับบุคคลทั่วไป ที่ไม่ได้เจริญสมถะและวิปัสสนา
ย่อมไม่สามารถรู้ชัดในความดับที่มีเกิดขึ้น มีแต่เป็นไปตามกรรมที่กระทำมา ขณะทำกาละ จิตระลึกถึงสิ่งใด ไปเกิดตามนั้นทันที(๓๑ ภพภูมิ)

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ เวลาใกล้ตาย ญาติจึงมักนิมนต์พระมาเทศน์
หรือหาสิ่งที่เป็นมงคลมาเปิดให้ฟัง เพราะเชื่อว่า เมื่อได้ฟัง หากจิตจดจ่ออยู่กับเสียง ย่อมไปสู่สุคติอย่างแน่นอน

.

แรงใดหรือจะสู้แรงกรรม
หากกรรมชั่วที่เคยกระทำไว้ มีกำลังมากกว่า
แม้จะได้ฟังสิ่งที่เป็นมงคล แต่จิตกลับเกิดสิ่งที่ไม่เป็นมงคล
เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่ สังขารจะปรุงแต่งจากสิ่งที่เป็นมงคล ให้กลายเป็นอัปมงคล

ย้อนอดีต

กว่าจะรู้คำเรียกแต่ละคำเรียก ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของคำเรียกนั้นๆ

ทุกครั้งที่มีเหตุปัจจัยให้รู้ จะอุทานว่า ป๊าดดดดด!!!! กว่าจะรู้ ผ่านมาตั้งกี่ปีมาแล้วเนี่ย
ได้แต่เรียกตามสภาวะ แบบใช้ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นเป็นหลัก

สังเกตุเห็นอยู่อย่างหนึ่ง ทุกครั้งที่มีสภาวะที่เรียกว่า การระเบิดเกิดขึ้น ไม่ว่าจะทางกายหรือทางจิต
หลังจากนั้น จิตจะเข้าสู่โหมดความสงบ สัญญาต่างๆจะดับหายไปชั่วขณะ อาจจะหายไปหลายวัน หรือหายไปเป็นอาทิตย์ ไม่แน่นอน

พอออกจากความสงบ กลับมารู้อยู่กับปัจจุบัน สัญญาต่างๆจะมีเกิดขึ้นมากมาย
เหมือนมีคนอีกคนในตัวมาพูดให้ฟัง อธิบายให้ฟัง พร้อมๆกับเป็นการทบทวนสภาวะไปด้วย
คืนนั้นจะรู้สึกตัวเกือบทั้งคืน ทุกครั้งที่รู้สึกตัว จิตจะมีการคิดพิจรณาตลอด

เมื่อคืนก็เช่นกัน มีอาการแบเดิมทั้งคืน จิตคิดพิจรณาตลอด อธิบายเป็นฉากๆ
สิ่งที่ใช้เรียกเองตามสภาวะมาตลอด ก็เพิ่งรู้นะว่า มีชื่อเรียกด้วย ซึ่งมีปรากฏเป็นร่องรอยที่ยังมีให้เห็นอยู่ในพระธรรมคำสอน ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้
ทั้งๆที่เคยอ่านผ่านตามาบ้าง แต่ ณ ตอนนั้น ยังไม่รู้ พอถึงเวลาที่จะรู้ จะมีเหตุปัจจัยให้รู้เอง

เช่น ที่ใช้คำทับศัพท์ในการอธิบายเกี่ยวกับนิพพานว่า นิพพานคือความดับภพ ภพดับคือนิพพาน
หมายถึงการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน ได้แก่ ดับตัณหา
และ การดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติในสังสารวัฏ ได้แก่ ดับอวิชชา

ทั้งสองสภาวะที่เคยใช้อธิบายมาตลอด ไม่เคยรู้มาก่อนว่า มีคำเรียกเฉพาะสภาวะด้วยนะ
เพิ่งรู้เมื่อวานนี้เอง ธรรมฐิติญาณ และ ญาณในพระนิพพาน

พระพุทธเจ้าทรงดับขันธ์ ปรินิพพานไปนานแล้ว
แต่พระธรรมก็ยังคงอยู่ เพียงแต่จะมีใครรู้เห็นเท่านั้นเอง

พระธรรมนี้เป็นอกาลิโก ผู้ปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง
คือ ไม่ได้เกิดจากการอ่าน หรือการฟังแล้วจำมา หรือจากการศึกษา แต่เป็นผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง

.

หลายวันมานี่ เป็นโดเรม่อน ย้อนเวลาไปหาอดีต จะกี่ชาติ สภาวะล้วนเดิมๆ สุข เศร้า เคล้าน้ำตา แต่ไม่เคยรู้มาก่อน

เห็นแล้ว ปลงอนิจจัง ชีวิตมีแค่นี้เองนะ
เกิดมา แรกเริ่มต้องโง่ก่อน กว่าจะรู้ได้ว่ากระทำแต่เรื่องเดิมๆซ้ำๆ ไม่รู้กี่กัปป์ กี่กัลป์ กี่อสงไขย โลภะ โทสะ โมหะ ตัณหา อุปทาน ครบถ้วน

ใครใคร่เกิด มีแต่การแสวงหานอกตัว
สำหรับผู้ที่ถึงจุดอิ่มตัวในภพชาติของการเกิด รู้สึกเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด รู้สึกเบื่อหน่ายในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
ย่อมแสวงหาแต่ในตัว รู้ในตัว ไม่วิ่งออกนอกตัว จนกระทั่งแจ่มแจ้งด้วยตนเอง ก็หยุดได้ในที่สุด หยุดนอก รู้ใน หยุดใน รู้นอก รู้แล้วหยุด

ตัณหาเมื่อกำเริบ ย่อมหยุดการแสวงหา
เหมือนตำข้าวสารกรอกหม้อ ทำแค่พอกิน
หากใครมาขอกิน ให้เหมือนกัน ให้ข้าวเปลือก แล้วไปตำกินกันเอง สอนให้ช่วยตัวเอง ไม่ใช่แบมือขอย่างเดียว
คือ ทำให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า ทำยังไงถึงมีข้าวกิน ทำยังไงถึงทำให้ข้าวเปลือกกลายเป็นข้าวสารได้

.

คำว่า สิ้นตัณหา กับ คำว่า สิ้นกิเลส นั้นต่างกัน
ระหว่างตัณหากับกิเลส ที่ละได้ยากกว่าคือ กิเลส
กิเลส นองเนืองอยู่ในขันธสันดานดาน
ทั้งรู้ได้ยากและแยกได้ยาก

ตัณหา เห็นได้ง่าย รู้ได้ง่าย ได้แก่ ความติดใจ จนกระทั่งกลายเป็นความอยาก

เช่น มันว่ากู กูต้องว่ามัน

เมื่อยากได้สิ่งของ แต่ไม่มีปัญญาซื้อ
แต่อยากได้มาก ก็เลยขโมย

เห็นสามี ภรรยาของคนอื่น แล้วเกิดความชอบใจ อยากได้เป็นของตัวเอง เมื่อไม่สามารถครอบครองได้ ก็เป็นชู้แทน
ฯลฯ

.

ตัณหา สามารถกำหนดรู้ได้ หากรู้ทันตัณหาได้
กิเลสที่มีอยู่ ย่อมไม่สามารถทำอะไรได้
อุปมาเหมือนคนเป็นอัมพาต ได้แต่กรอกตาไปมา

ที่กิเลสสามารถทำให้กระทำเรื่องราวต่างๆขึ้นมาได้
ล้วนเกิดจากแรงผลักดันของตัณหา มีตัณหาเป็นแรงขับเคลื่อน

กิเลสกับตัณหา จึงเป็นคนละตัว คนละสภาวะกัน
กิเลสมีเกิดขึ้นก่อน ตัณหาเกิดที่หลัง

ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
หากกระทำไว้ในใจ ไม่สร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น
ตัณหาที่มีเกิดขึ้น เช่น ความอยากตอบโต้ อยากสารพัดอยาก กระทำไว้ในใจ

เมื่อกระทำแบบนี้เนืองๆ
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ย่อมมีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
จิตย่อมเกิดการปล่อยวางโดยตัวสภาวะเอง มิต้องบังคับให้เกิดการปล่อยวางแต่อย่างใด

เมื่อสิ้นกิเลส ตัณหาที่มีอยู่ ย่อมไม่สามารถทำอะไรได้ ย่อมสิ้นตามไปด้วย

Previous Older Entries

กันยายน 2019
พฤ อา
« ส.ค.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: