รู้แจ้งนิพพาน

เมื่อรู้แจ้งเห็นจริงในสภาวะของพระนิพพาน
เป็นเหตุปัจจัยให้แจ้งใน อริยสัจกับปฏิจจะ และอริยสัจกับผัสสะ

จิตจะเป็นปกติ ไม่มีความอยากทำเพื่อเป็นอะไรหรือได้อะไร
แต่ทำเป็นปกติเหมือนต้องกินข้าวหรือทำกิจวัตรประจำวัน
คือ ไร้รูปแบบ ไร้ร่องรอย

คนภายนอกจะดูไม่ออกว่านี่กำลังเดินจงกรม นี่กำลังทำสมาธิ
เหตุเพราะ จิตเป็นสมาธิเนืองๆ

เมื่อรู้ชัดในอารมณ์ของจิต จิตจึงปล่อยวางจากรูปแบบต่างๆ
โดยไม่ต้องพยายามทำเพื่อที่จะให้จิตเกิดการปล่อยวาง

และไม่มีความสงสัยอยากรู้ในสภาวะต่อไป
เพราะรู้ชัดด้วยตนเองแล้ว จึงสิ้นสงสัย

จึงมิได้ทำเพราะความอยากมี อยากได้
อยากเป็นอะไรๆในบัญญัติแต่อย่างใด

เพราะเหตุนี้นี่แหละ เรียกว่าทำตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่
จิตนับวันจึงเป็นปกติมากขึ้นเรื่อยๆ

Advertisements

ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ ๕

ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ ๕

[๕๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง
มีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า

นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่ง
ของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ ด้วยเหตุ ๕ ประการ

ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น อาศัยอะไร ปรารภอะไร
จึงมีทิฏฐิว่านิพพานในปัจจุบันบัญญัติว่า

นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่
ด้วยเหตุ ๕ ประการ?

==========================

๕๘. (๑) ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้
มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า

ท่านผู้เจริญ เพราะอัตตานี้ เอิบอิ่ม พรั่งพร้อม
เพลิดเพลินอยู่ด้วยกามคุณห้า

ฉะนั้น จึงเป็นอันบรรลุนิพพานปัจจุบัน
อันเป็นธรรมอย่างยิ่ง.

พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า นิพพาน
ปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ อย่างนี้.

หมายเหตุ;

(๑)

เหตุปัจจัยที่สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลก
มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้

เกิดจาก อวิชชา(ความไม่รู้) ที่มีอยู่
เป็นปัจจัยให้ ไม่รู้ชัด “ผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้น)”
ที่มีเกิดขึ้น ตามความเป็นจริง

ผัสสะ เวทนา ตัณหา ภพ(กามภพ)
ที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ(ดำเนินชีวิต)

เมื่อไม่รู้ จึงปล่อยให้ก้าวล่วงออกมา
ทางกาย วาจา(ชาติ)

จึงกลายเป็นการสร้างกรรมใหม่
ให้มีเกิดขึ้นอีก

=====================

๕๙. (๒) สมณะหรือพราหมณ์พวกอื่น กล่าวกะสมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น อย่างนี้ว่า

ท่านผู้เจริญ มีอยู่จริง อัตตาที่ท่านกล่าวถึงนั้น
ข้าพเจ้ามิได้กล่าวว่าไม่มี

ท่านผู้เจริญ แต่อัตตานี้ใช่จะบรรลุ
นิพพานปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่ง
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้หามิได้.
ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร

เพราะเหตุว่า กามทั้งหลาย
ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

เพราะกามทั้งหลายแปรปรวนเป็นอย่างอื่น
จึงเกิดความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ โทมนัส และ
ความคับใจ ท่านผู้เจริญ

เพราะอัตตานี้สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่

ฉะนั้น จึงเป็นอันบรรลุนิพพานปัจจุบัน
อันเป็นธรรมอย่างยิ่ง

พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า
นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่อย่างนี้

หมายเหตุ;

(๒)

เหตุปัจจัยที่สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลก
มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้

เกิดจาก อวิชชา(ความไม่รู้) ที่มีอยู่
เป็นปัจจัยให้ ไม่รู้ชัด “ผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้น)”
ที่มีเกิดขึ้น ตามความเป็นจริง

ผัสสะ เวทนา ตัณหา ภพ(รูปภพ)
ที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

เมื่อไม่รู้ จึงปล่อยให้ก้าวล่วงออกมา
ทางกาย วาจา(ชาติ)

จึงกลายเป็นการสร้างกรรมใหม่
ให้มีเกิดขึ้นอีก
========================

๖๐. (๓) สมณะหรือพราหมณ์พวกอื่น กล่าวกะสมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น อย่างนี้ว่า

ท่านผู้เจริญ มีอยู่จริง อัตตาที่ท่านกล่าวถึงนั้น
ข้าพเจ้ามิได้กล่าวว่าไม่มี

ท่านผู้เจริญ แต่อัตตานี้ ช่จะบรรลุนิพพานปัจจุบัน
อันเป็นธรรมอย่างยิ่ง ด้วยเหตุเพียงเท่านี้หามิได้
ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร

เพราะเหตุว่าปฐมฌานนั้น ท่านกล่าวว่าหยาบ
ด้วยยังมีวิตกและวิจารอยู่ ท่านผู้เจริญ

เพราะอัตตานี้บรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน
มีความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น

เพราะวิตก วิจารสงบไป
ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่

ฉะนั้น จึงเป็นอันบรรลุนิพพานปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่ง
พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์
ผู้ปรากฏอยู่ อย่างนี้.

หมายเหตุ;

(๓)

เหตุปัจจัยที่สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลก
มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้

เกิดจาก อวิชชา(ความไม่รู้) ที่มีอยู่
เป็นปัจจัยให้ ไม่รู้ชัด “ผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้น)”
ที่มีเกิดขึ้น ตามความเป็นจริง

ผัสสะ เวทนา ตัณหา ภพ(รูปภพ)
ที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

เมื่อไม่รู้ จึงปล่อยให้ก้าวล่วงออกมา
ทางกาย วาจา(ชาติ)

จึงกลายเป็นการสร้างกรรมใหม่
ให้มีเกิดขึ้นอีก

======================

๖๑. (๔) สมณะหรือพราหมณ์พวกอื่น กล่าวกะสมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น อย่างนี้ว่า

ท่านผู้เจริญ มีอยู่จริง อัตตาที่ท่านกล่าวถึงนั้น
ข้าพเจ้ามิได้กล่าวว่าไม่มี

ท่านผู้เจริญ แต่อัตตานี้ใช่จะบรรลุนิพพานปัจจุบัน
อันเป็นธรรมอย่างยิ่ง ด้วยเหตุเพียงเท่านี้หามิได้
ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร

เพราะเหตุว่า ทุติยฌานนั้น ท่านกล่าวว่าหยาบ
ด้วยยังมีปีติเป็นเหตุให้จิตกระเหิมอยู่

เพราะอัตตานี้มีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ
เสวยสุขด้วยนามกาย

เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌาน
ที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า
ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติเสวยสุขอยู่

ฉะนั้น จึงเป็นอันบรรลุนิพพานปัจจุบัน
อันเป็นธรรมอย่างยิ่ง

พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบัน
เป็นธรรมอย่างยิ่ง ของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ อย่างนี้.

หมายเหตุ;

(๔)

เหตุปัจจัยที่สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลก
มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้

เกิดจาก อวิชชา(ความไม่รู้) ที่มีอยู่
เป็นปัจจัยให้ ไม่รู้ชัด “ผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้น)”
ที่มีเกิดขึ้น ตามความเป็นจริง

ผัสสะ เวทนา ตัณหา ภพ(รูปภพ)
ที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

เมื่อไม่รู้ จึงปล่อยให้ก้าวล่วงออกมา
ทางกาย วาจา(ชาติ)

จึงกลายเป็นการสร้างกรรมใหม่
ให้มีเกิดขึ้นอีก

=========================


๖๒. (๕) สมณะหรือพราหมณ์พวกอื่น กล่าวกะสมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น อย่างนี้ว่า

ท่านผู้เจริญ มีอยู่จริง อัตตาที่ท่านกล่าวถึงนั้น
ข้าพเจ้ามิได้กล่าวว่าไม่มี

ท่านผู้เจริญ แต่อัตตานี้ ใช่จะบรรลุนิพพานปัจจุบัน
อันเป็นธรรมอย่างยิ่ง ด้วยเหตุเพียงเท่านี้หามิได้
ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร

เพราะเหตุว่า ตติยฌานนั้น ท่านกล่าวว่าหยาบ
ด้วยจิตยังคำนึงถึงสุขอยู่

เพราะอัตตานี้บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข
มีอุเบกขาเป็นเหตุใ ห้สติบริสุทธิ์ เพราะละสุข ละทุกข์
และดับโสมนัส โทมนัสก่อนๆ ได้

ฉะนั้น จึงเป็นอันบรรลุนิพพานปัจจุบัน
อันเป็นธรรมอย่างยิ่ง

พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบัน
เป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ อย่างนี้.

หมายเหตุ;

(๕)

เหตุปัจจัยที่สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลก
มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้

เกิดจาก อวิชชา(ความไม่รู้) ที่มีอยู่
เป็นปัจจัยให้ ไม่รู้ชัด “ผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้น)”
ที่มีเกิดขึ้น ตามความเป็นจริง

ผัสสะ เวทนา ตัณหา ภพ(รูปภพ)
ที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

เมื่อไม่รู้ จึงปล่อยให้ก้าวล่วงออกมา
ทางกาย วาจา(ชาติ)

จึงกลายเป็นการสร้างกรรมใหม่
ให้มีเกิดขึ้นอีก

============================

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้น มีทิฏฐิว่านิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า

นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่ง
ของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ ด้วยเหตุ ๕ ประการนี้แล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง
มีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่ง
ของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่

สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด
ย่อมบัญญัติด้วยเหตุ ๕ ประการนี้เท่านั้น
หรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ไม่มี.

 

 

http://84000.org/tipitaka/read/?9/50

วิถีแห่งการรู้แจ้ง

วิถีแห่งการรู้แจ้ง

แจ้งใน นิพพาน
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

ย่อมแจ้งใน ปฏิจจสมุปบาท
และลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น ทั้ง 12 คำเรียก
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

ย่อมแจ้งใน อริยสัจ 4
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

1.ย่อมแจ้งใน ทุกข์,สุข ที่มีเกิดขึ้นในชีวิต
เกิดจากอะไร เป็นเหตุปัจจัยให้มีเกิดขึ้น

2.ย่อมแจ้งใน จิตดวงสุดท้าย
ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย
การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ
เกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัยให้มีเกิดขึ้น

หากไม่แจ้งในนิพพาน
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

ย่อมไม่แจ้งในปฏิจจสมุปบาท ทั้ง12 อาการ
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

เพราะเหตุปัจจัยนี้
อริยสัจ4 จึงเป็นหัวใจของข้อปฏิบัติ
และเป็นผลของการการปฏิบัติ

ธรรมที่มีอุปการะคุณมากในการปฏิบัติ

ทั้งทางโลก
(การดำเนินชีวิต)

และทางธรรม
(การทำความเพียรเพื่อละเหตุแห่งทุกข์)

ได้แก่

สมถะ
(สัมมาสมาธิ)

วิปัสสนา
(ไตรลัษณ์)

โยนิโสมนสิการ
(การกำหนดรู้ใน ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ/ความรู้สึกนึกคิด ที่มีเกิดขึ้นจากผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย)

บรรลุนิพพานในปัจจุบัน

๔. ธัมมกถิกสูตรที่ ๒
ว่าด้วยเหตุที่เรียกว่าพระธรรมกถึก

[๓๐๓] พระนครสาวัตถี.
ภิกษุนั้นนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า พระธรรมกถึก พระธรรมกถึก ดังนี้
ภิกษุชื่อว่าเป็นธรรมกถึกด้วยเหตุเพียงเท่าไร
ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรมด้วยเหตุเพียงเท่าไร?

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรภิกษุ หากว่า ภิกษุแสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไซร้
ควรจะเรียกว่า ภิกษุผู้ธรรมกถึก.

หากว่า ภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไซร้
ควรจะเรียกว่า ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม.

หากว่า ภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้วเพราะเบื่อหน่าย เพราะคลายกำหนัด เพราะดับ เพราะไม่ถือมั่นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไซร้
ควรจะเรียกว่า ภิกษุผู้ได้บรรลุนิพพานในปัจจุบัน.

จบ สูตรที่ ๔

ว่าด้วย เหตุของการเข้าสู่เส้นทาง

ปโตทสูตร

[๑๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าอาชาไนยตัวเจริญ ๔ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก
๔ จำพวกเป็นไฉน คือ

ม้าอาชาไนยตัวเจริญบางตัวในโลกนี้ พอเห็นเงาปะฏักเข้าก็ย่อมสลด ถึงความสังเวชว่า
วันนี้นายสารถีผู้ฝึกม้าจักให้เราทำเหตุอะไรหนอ
เราจักตอบแทนแก่เขาอย่างไร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าอาชาไนยตัวเจริญบางตัวในโลกนี้ แม้เห็นปานนี้ก็มี
นี้เป็นม้าอาชาไนยตัวเจริญที่ ๑ มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

อีกประการหนึ่ง ม้าอาชาไนยตัวเจริญบางตัวในโลกนี้ เห็นเงาปะฏักแล้ว
ย่อมไม่สลด ไม่ถึงความสังเวชเลยทีเดียว

แต่เมื่อถูกแทงด้วยปะฏักที่ขุมขน จึงสลด ถึงความสังเวชว่า
วันนี้นายสารถีผู้ฝึกม้าจักให้เราทำเหตุอะไรหนอ
เราจักตอบแทนแก่เขาอย่างไร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าอาชาไนยตัวเจริญบางตัวในโลกนี้ แม้เห็นปานนี้ก็มี
นี้เป็นม้าอาชาไนยตัวเจริญที่ ๒ มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

อีกประการหนึ่ง ม้าอาชาไนยตัวเจริญบางตัวในโลกนี้
เห็นเงาปะฏักแล้วย่อมไม่สลด ไม่ถึงความสังเวช
แม้ถูกแทงด้วยปะฏักที่ขุมขนก็ไม่สลด ไม่ถึงความสังเวช

แต่เมื่อถูกแทงด้วยปะฏักถึงผิวหนังจึงสลด ถึงความสังเวชว่า
วันนี้นายสารถีผู้ฝึกม้าจักให้เราทำเหตุอะไรหนอ
เราจักตอบแทนแก่เขาอย่างไร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าอาชาไนยตัวเจริญบางตัวในโลกนี้ แม้เห็นปานนี้ก็มี
นี้เป็นม้าอาชาไนยตัวเจริญที่ ๓ มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

อีกประการหนึ่ง ม้าอาชาไนยตัวเจริญบางตัวในโลกนี้
เห็นเงาปะฏักก็ไม่สลด ไม่ถึงความสังเวช

แม้ถูกแทงด้วยปะฏักที่ขุมขนก็ไม่สลด ไม่ถึงความสังเวช
แม้ถูกแทงด้วยปะฏักถึงผิวหนังก็ไม่สลด ไม่ถึงความสังเวช

แต่เมื่อถูกแทงด้วยปะฏักถึงกระดูก จึงสังเวช ถึงความสลดว่า
วันนี้นายสารถีผู้ฝึกม้าจักให้เราทำเหตุอะไรหนอ
เราจักตอบแทนแก่เขาอย่างไร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าอาชาไนยตัวเจริญบางตัวในโลกนี้ แม้เห็นปานนี้ก็มี
นี้เป็นม้าอาชาไนยตัวเจริญที่ ๔ มีปรากฏอยู่ในโลก

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าอาชาไนยตัวเจริญ ๔ จำพวกนี้แล
มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษอาชาไนยผู้เจริญ ๔ จำพวก
มีปรากฏอยู่ในโลก ฉันนั้นเหมือนกัน
๔ จำพวกเป็นไฉน คือ

บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในโลกนี้ได้ฟังว่า
ในบ้านหรือในนิคมโน้นมีหญิงหรือชายถึงความทุกข์ หรือทำกาลกิริยา
เขาย่อมสลด ถึงความสังเวช

เพราะเหตุนั้น เป็นผู้สลดแล้ว
เริ่มตั้งความเพียรไว้ โดยแยบคาย มีใจเด็ดเดี่ยว
ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งปรมสัจจะด้วยนามกาย
และเห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา

ม้าอาชาไนยตัวเจริญพอเห็นเงาปะฏักย่อมสลด ถึงความสังเวช แม้ฉันใด
เรากล่าวบุรุษอาชาไนยผู้เจริญนี้เปรียบฉันนั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในโลกนี้
แม้เห็นปานนี้ก็มี นี้เป็นบุรุษอาชาไนยผู้เจริญที่ ๑ มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

อีกประการหนึ่ง บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในโลกนี้
ไม่ได้ฟังว่าในบ้านหรือในนิคมโน้น มีหญิงหรือชายถึงความทุกข์ หรือทำกาลกิริยา
แต่เขาเห็นหญิงหรือชายผู้ถึงความทุกข์ หรือทำกาลกิริยาเอง
เขาจึงสลด ถึงความสังเวช

เพราะเหตุนั้น เป็นผู้สลดแล้ว
เริ่มตั้งความเพียรไว้โดยแยบคาย มีใจเด็ดเดี่ยว
ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งปรมสัจจะด้วยนามกาย และเห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา

ม้าอาชาไนยตัวเจริญถูกแทงด้วยปะฏักที่ขุมขนย่อมสลด ถึงความสังเวช
แม้ฉันใด เรากล่าวบุรุษอาชาไนยผู้เจริญนี้เปรียบฉันนั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษอาชาไนย ผู้เจริญบางคนในโลกนี้
แม้เห็นปานนี้ก็มี นี้เป็นบุรุษอาชาไนยผู้เจริญที่ ๒ มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

อีกประการหนึ่ง บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในโลกนี้
ไม่ได้ฟังว่าในบ้านหรือในนิคมโน้น มีหญิงหรือชายถึงความทุกข์ หรือทำกาลกิริยา
และไม่ได้เห็นหญิงหรือชายผู้ถึงความทุกข์ หรือทำกาลกิริยาเอง
แต่ญาติหรือสาโลหิตของเขาถึงความทุกข์ หรือทำกาลกิริยา
เขาจึงสลด ถึงความสังเวช

เพราะเหตุนั้น เป็นผู้สลดแล้ว
เริ่มตั้งความเพียรไว้โดยแยบคาย มีใจเด็ดเดี่ยว ย่อมกระทำให้แจ้ง
ซึ่งปรมสัจจะด้วยนามกาย และเห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา
ม้าอาชาไนยตัวเจริญถูกแทงผิวหนังจึงสลด ถึงความสังเวช
แม้ฉันใด เรากล่าวบุรุษอาชาไนยผู้เจริญนี้เปรียบฉันนั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในโลกนี้
แม้เห็นปานนี้ก็มี นี้เป็นบุรุษอาชาไนยผู้เจริญที่ ๓ มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

อีกประการหนึ่ง บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในโลกนี้
ไม่ได้ฟังว่าในบ้านหรือในนิคมโน้น มีหญิงหรือชายถึงความทุกข์ หรือทำกาลกิริยา
และไม่ได้เห็นหญิงหรือชายผู้ถึงความทุกข์ หรือทำกาลกิริยาเอง
ทั้งญาติหรือสาโลหิตของเขาก็ไม่ถึงทุกข์ หรือทำกาลกิริยา

แต่เขาเองทีเดียว อันทุกขเวทนาเป็นไปทางสรีระ กล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่น่ายินดี ไม่น่าพอใจ
แทบจะนำชีวิตไปเสีย ถูกต้องแล้วเขาจึงสลด ถึงความสังเวช

เพราะเหตุนั้น เป็นผู้สลดแล้ว
เริ่มตั้งความเพียรไว้โดยแยบคาย มีใจเด็ดเดี่ยว ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งปรมสัจจะด้วยนามกาย
และเห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา

ม้าอาชาไนยตัวเจริญถูกแทงด้วยปะฏักถึงกระดูก จึงสลดถึงความสังเวช
แม้ฉันใด เรากล่าวบุรุษอาชาไนยผู้เจริญนี้เปรียบฉันนั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในโลกนี้
แม้เห็นปานนี้ก็มี นี้เป็นบุรุษอาชาไนยผู้เจริญที่ ๔ มีปรากฏอยู่ในโลก

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษอาชาไนยผู้เจริญ ๔ จำพวกนี้แล
มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

นิพพาน

ปฏิปทาเป็นที่สบาย
แก่การบรรลุนิพพาน

ภิกษุ ท. ! เราจักแสดง ปฏิปทาเป็นที่สบาย
แก่การบรรลุนิพพาน แก่พวกเธอ.
พวกเธอจงฟัง จงทำในใจให้ดี เราจักกล่าว.

ภิกษุ ท. ! ปฏิปทาเป็นที่สบาย แก่การบรรลุนิพพาน นั้น เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้

ย่อมเห็นซึ่ง จักษุ ว่า ไม่เที่ยง ;
ย่อมเห็นซึ่ง รูปทั้งหลาย ว่า ไม่เที่ยง ;
ย่อมเห็นซึ่ง จักขุวิญญาณ ว่า ไม่เที่ยง ;
ย่อมเห็นซึ่ง จักขุสัมผัส ว่า ไม่เที่ยง ;
ย่อมเห็นซึ่ง เวทนา อันเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือ
เป็นอทุกขมสุข (ไม่ทุกข์ไม่สุข) ที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัส เป็นปัจจัย ว่า ไม่เที่ยง.

(ในกรณีแห่ง โสตะ(หู) ฆานะ(จมูก) ชิวหา(ลิ้น) กายะ(กาย) และมนะ(ใจ)
ก็ได้ตรัสต่อไป ด้วยข้อความอย่างเดียวกัน ทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อเท่านั้น).

ภิกษุ ท. ! นี้แล คือปฏิปทาเป็นที่สบาย
แก่การบรรลุนิพพาน นั้น.
สฬา.สํ. ๑๘ / ๑๖๗ / ๒๓๒.

หมายเหตุ:

นิพพานนี้ หมายถึง ความดับภพ(ภพชาติปัจจุบัน)

ปฏิจจสมุปบาท

เรียนรู้จาก พระไตรปิฎก

http://www.palapanyo.com/files/tpd/index.php?f=Tripitaka-Attakata/26/src/260001.txt

http://www.geocities.ws/tmchote/tpd-mcu/tpd16.htm

 

 

ทิฏฐิ ๖๒ เป็นผลของการไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท

http://faq.watnapp.com/word/164-04-00-0011#

http://www.navy.mi.th/newwww/code/special/budham/tps/tps1402.htm#๖

 

 

ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ ๕

http://84000.org/tipitaka/read/?9/50

ปัญจัตตยสูตร (๑๐๒)

http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=14&A=512&Z=792&bgc=aliceblue&pagebreak=0

การแจ้งนิพพาน

การรู้เบญจขันธ์ โดยหลักแห่งอริยสัจสี่

โสณะ ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง
ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งรูป
ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งรูป
ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งรูป
ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งรูป,
(ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ก็มีข้อความที่ตรัสอย่างเดียวกัน) ;

โสณะ ! สมณะหรือ พราหมณ์เหล่านั้น มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ
มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมุติว่า เป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์.

อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้ไม่รู้เหล่านั้น จะทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ
หรือประโยชน์แห่งความ เป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ หาได้ไม่.
โสณะ ! ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง
รู้ทั่วถึง ซึ่งรูป
รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งรูป
รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งรูป
รู้ทั่วถึง ซึ่งทางดำเนินให้ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งรูป,
(ในกรณีแห่ง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็มีข้อความที่ตรัสอย่างเดียวกัน) :

โสณะ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นย่อมเป็น ผู้ ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ
ย่อมเป็นผู้ควรได้รับการสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์,

อีกอย่างหนึ่งบุคคลผู้รู้ทั่วถึงเหล่านั้น ย่อมทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ
หรือประโยชน์แห่งความ เป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ ได้โดยแท้.
– ขนฺธ.สํ. ๑๗/๖๒/๑๐๑.
หมายเหตุ:

จะรู้ชัดเรื่อง รูปได้ ต้องแจ้งในสภาวะนิพพาน ตามความเป็นจริง
เพราะ เมื่อรู้ชัด ในผัสสะ ย่อมรู้ชัดใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

การรู้แจ้ง อริยสัจจ์ จะรู้ชัดในขันธ์ ๕ แบบหยาบๆ คือ รู้ว่า ทุกสรรพสิ่ง ล้วนเป็นเพียงสมมุติ สิ่งที่เกิดขึ้น มีแต่รูปกับนามเท่านั้นเอง

เป็นที่มาของ จิ เจ รุ นิ

จิ หมายถึง จิต

เจตสิก หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมจิต

รูป ได้แก่ สิ่งที่เกิดขึ้น (ผัสสะ) เรียกว่า รูป

นิพพาน หมายถึง ความดับภพ ได้แก่ ดับภพชาติปัจจุบัน ๑
หมายถึง ปัจจุบัน ขณะ ได้แก่ สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน แต่ละ ขณะๆ
ที่เป็นเหตุให้ เกิดความรู้สึกยินดี/ยินร้าย/เฉยๆ โดยมี ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย

วิธีการดับเหตุของการเกิด ภพชาติปัจจุบัน ได้แก่ โยนิโสมนสิการ เป็นเหตุของการเกิด มรรค มีองค์ ๘ หรือ สติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ การรู้ชัดอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม
หมายถึง การหยุดสร้างเหตุนอกตัว ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกยินดี/ยินร้าย ที่เกิดขึ้น โดยมีแรงผลักดันของกิเลส เป็นตัวหนุนนำอยู่ เกิดจาก ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัยอยู่
และ ทำความเพียรต่อเนื่อง

หมายเหตุ วิธีการนี้ ไม่ว่าจะปฏิบัติแบบไหนอยู่ นับถือศาสนาใดอยู่ ใช้ได้ทั้งสิ้น

บางคนถามว่า ดับที่ผัสสะ ไม่ได้หรือ?
คำตอบ คือ ไม่ได้ เหตุเพราะ ตราบใดที่มีอายตนะ(มีชีวิต) ผัสสะ ย่อมเกิด เป็นเรื่องปกติ

การที่มีอายตนะ หมายถึง ยังมีนามรูป(กายและจิต) ได้แก่ ยังมีการเกิดอยู่
เมื่อมีนามรูป ย่อมมีอายตนะ เมื่อมีอายตนะ ย่อมมีผัสสะ

หากจะดับ ต้องดับที่วิญญาณ ที่เป็นเหตุปัจจัยอยู่
ดับวิญญาณได้ นามรูปย่อมดับ

วิธีการดับภพ โดยมีอุปทาน เป็นเหตุปัจจัย ในปฏิจจสมุปบาท
วิธีการ ได้แก่ โยนิโสมนสิการ ซึ่งเป็นเหตุของการเกิด มรรค มีองค์ ๘

แตกย่อยภาษาออกมา ให้เห็นภาพของ สภาวะการทำงาน ของขันธ์ ๕ ให้ชัดมากขึ้น
อุปทาน ในปฏิจสมุปบาท ได้แก่ สังขารขันธ์ หมายถึง การปรุงแต่ง ที่เกิดจากอุปทาน ที่มีอยู่

ภพ ในปฏิจจสมุปบาท หมายถึง วิญญาณขันธ์ ที่เกิดจาก สังขารขันธ์(อุปทาน) เป็นเหตุปัจจัย
ถ้ามีเหตุ จากวิญญาณขันธ์ จะเป็น มโนกรรม ได้แก่ ความคิด ซึ่งเกิดจาก สังขารขันธ์(การปรุงปต่ง) เป็นเหตุปัจจัย ให้เกิด
เป็นเหตุให้ เกิดการปรุงแต่งทางความคิด ตามความรู้สึกที่เกิดขึ้น(เวทนา โดยมีตัณหา เป็นแรงหนุน)

ถ้าไม่มีเหตุ วิญญาณ สักแต่ว่าวิญญญาณ เป็นเพียงธาตุรู้
เนื่องจาก ไม่มีเหตุปัจจัย ต่อ สิ่งที่เกิดขึ้น หรือ ผัสสะ เป็นเหตุให้ ไม่เกิดความรู้สึกยินดี/ยินร้าย
เมื่อเวทนาไม่เกิด ตัณหา อุปทาน ย่อมไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ภพ ย่อมดับ ตามเหตุปัจจัย

ดับภพชาติ การเวียนว่าย ในวัฏฏสงสาร ๑
วิธีการดับเหตุของการเกิดภพชาติ การเวียนว่าย ในวัฏฏสงสาร ได้แก่ อริยมรรค มีองค์ ๘

วิธีการดับวิญญาณ ในปฏิจจสมุปบาท ได้แก่ อริยมรรค มีองค์ ๘
หมายถึง การสร้างสัมมาสมาธิให้เกิดขึ้น ขณะจิต ตั้งมั่นอยู่ เมื่อมีสิ่งใดเกิดขึ้น เช่น นิมิต แสง สี เสียง หรือความคิด
ให้ใช้หลักโยนิโสมนสิการ ดุไปตามความเป็นจริง รู้ไปตามความเป็นจริง ของสภาวะที่เกิดขึ้น

เมื่อใช้หลักโยนิโสมนสิการ ย่อมเห็นตามความเป็นจริงว่า สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้น ย่อมดับลงตามเหตุปัจจัย
สภาวะอริยมรรค มีองค์ ๘ ย่อมเกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัย

เมื่อตัวรู้เกิด/การคิดพิจรณา ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ ให้ดูสภาวะตามความเป็นจริง

สภาวะปัญญา รู้แล้ว มีแต่มุ่งดับเหตุ/ผัสสะ
สภาวะสัญญา รู้แล้ว มีแต่หลงนำไปสร้างเหตุ ภพชาติจึงเกิดขึ้นเนืองๆ เพราะเหตุนี้

 

ภิกษุ ท. ! อุปาทานขันธ์ ๕ อย่างนี้ มีอยู่, ห้าอย่างอะไรบ้างเล่า ?

ภิกษุ ท. ! ปัญจุปาทานขันธ์นั้น ได้แก่ ขันธ์คือรูป ที่ถูกอุปาทานครองแล้ว,
ขันธ์คือเวทนา ที่ถูกอุปาทานครองแล้ว, ขันธ์คือสัญญา ที่ถูกอุปาทานครองแล้ว,
ขันธ์คือสังขาร ที่ถูกอุปาทานครองแล้ว, และขันธ์คือวิญญาณ ที่ถูกอุปาทานครองแล้ว.

ภิกษุ ท. ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดก็ตาม ยังไม่รู้จักความก่อขึ้น แห่งอุปาทานขันธ์ห้านี้,
ไม่รู้จักความตั้งอยู่ไม่ได้ ของอุปาทานขันธ์ห้านี้, ไม่รู้จักอุปาทานขันธ์ห้าในแง่ที่มันให้รสอร่อย,
ไม่รู้จักอุปาทาขันธ์ห้าในแง่ที่ มันให้แต่โทษร้ายกาจ, ทั้งไม่รู้จักอุบายที่ไปให้พ้นอุปาทานขันธ์ห้านี้ ตามที่ถูก ที่จริงแล้ว ;

ภิกษุ ท. ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น แม้สมมติกันว่า เป็นสมณะผู้หนึ่งๆ ในสมณะทั้งหลายก็ตาม
แม้สมมติกันว่าเป็นพราหมณ์ผู้หนึ่งๆ ในบรรดาพราหมณ์ทั้งหลายก็ตาม ก็หาอาจเป็นสมณะ เป็นพราหมณ์ได้ไม่,

หาสามารถทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ที่ตนมาเป็นสมณะ หรือประโยชน์ที่ตนมาเป็นพราหมณ์
ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ ได้ไม่เลย.
ภิกษุ ท. ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ได้รู้จักความก่อขึ้นแห่ง อุปาทานขันธ์ห้านี้,
รู้จักความตั้งอยู่ไม่ได้ ของอุปาทานขันธ์ห้านี้, รู้จักอุปาทานขันธ์ห้า ในแง่ที่มันให้รสอร่อย,
รู้จักอุปาทานขันธ์ห้า ในแง่ที่มันให้แต่โทษร้ายกาจ, ทั้งได้รู้จักอุบายที่ไปให้พ้นอุปาทานขันธ์ห้านี้ ตามที่ถูกที่จริงแล้ว;
ภิกษุ ท. ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ที่สมมติกันแล้วว่าเป็นสมณะบ้าง เป็นพราหมณ์บ้าง ก็เป็นสมณะหรือเป็นพราหมณ์ได้จริง
และทำให้แจ้งได้ซึ่งประโยชน์ที่ตนเข้ามาเป็นสมณะ หรือประโยชน์ที่ตนมาเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้.
– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๙๕/๒๙๕.

ไม่รู้กับรู้

แรกเริ่ม ไม่รู้ชัดสภาวะ(คิดว่ารู้) จึงสร้างเหตุของการเกิดเนืองๆ

เริ่มรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิต (ถอยออกมาจากรู้)
เริ่มรู้รายะลเอียดข้อปลีกย่อย ของสภาวะต่างๆมากขึ้น

รู้ชัด(ทั้งภายในและภายนอก) รู้วิธีการดับเหตุ ของการเกิดมากขึ้น

รู้สึกตัวทั่วพร้อม(สักแต่ว่า) ทั้งหยุดตัวเองทันมากขึ้น และอ่านพระไตรปิฎกรู้เรื่อง

คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมด มีแต่วิธีการสอน อยู่สองเรื่อง คือ

๑. การดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน

๒. การดับเหตุของการเวียนว่าย ตายเกิดในวัฏฏสงสาร

คำสอนที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกทั้งหมด เป็นอุบายในการสอนเรื่อง
การดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
และ การดับเหตุของการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร

“ธรรมอันเป็นประธานแห่งวิโมกข์เป็นไฉน นิพพานอันเป็นที่ดับ
เป็นอารมณ์ของธรรมเหล่านั้น นี้เป็นธรรมอันเป็นประธานแห่งวิโมกข์ ฯ”

นิพพาน ที่นี่ เดี๋ยวนี้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง
บัญญัตินิพพานอันยวดยิ่งในปัจจุบัน มีอยู่

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความหลุดพ้นเพราะไม่ถือมั่น
เพราะรู้ความเกิด ความดับ คุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ประการ

เลิศกว่าการบัญญัตินิพพานอันยอดยิ่งในปัจจุบันแห่งสมณพราหมณ์

……………………………………..

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมกล่าวตู่เราผู้มีวาทะอย่างนี้
ผู้กล่าวอย่างนี้ด้วยคำไม่จริง ด้วยคำเปล่า ด้วยคำเท็จ ด้วยคำไม่เป็นจริงว่า

พระสมณโคดมไม่บัญญัติความ กำหนดรู้กามทั้งหลาย
ไม่บัญญัติความกำหนดรู้รูปทั้งหลาย
ไม่บัญญัติความกำหนดรู้เวทนาทั้งหลาย

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมบัญญัติความกำหนดรู้กามทั้งหลายด้วย
ย่อมบัญญัติความกำหนดรู้รูปทั้งหลายด้วย
ย่อมบัญญัติความกำหนดรู้เวทนาทั้งหลายด้วย

เราเป็นผู้หายหิวแล้ว ดับแล้ว เย็นแล้ว ย่อมบัญญัติ
อนุปาทาปรินิพพานในปัจจุบัน ฯ

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_it … agebreak=0

หมายเหตุ:

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความหลุดพ้นเพราะไม่ถือมั่น
เพราะรู้ความเกิด ความดับ คุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ประการ

นี่คือ ความหมายของนิพพาน ที่พระผู้มีพระภาค ทรงตรัสไว้

 

Previous Older Entries

ตุลาคม 2017
พฤ อา
« ก.ย.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: