ปริยัติเพี้ยน

มานั่งอ่านที่เคยเขียนเกี่ยวกับคำเรียกต่างๆ อนิจจังจริงๆเลยเรา คือ รู้สภาวะ แต่อ่อนปริยัติ ถ้าไม่เกิดสัญญาเสื่อม คงอธิบายเพี้ยนๆ

โดยเรื่องความแตกต่างระหว่างธรรมฐิติญาณและญาณในพระนิพพาน
ทำไมธรรมฐิติญาณ จึงมีเกิดขึ้นก่อน ญาณในพระนิพพาน

หุหุ .. มันก็ต้องเป็นแบบนั้น จะโสดาบัน สกิทาคา อนาคามี อรหันต์ ที่ขณะเกิดอนุโลมญาณ มรรคญาณ ธรรมติญาณ(การละอุปาทาขันธ์ 5) ต้องมีเกิดขึ้นด้วย ผลจึงมีเกิดขึ้นตาม

ส่วนญาณนิพพาน เป็นเรื่องของกายสักขี อนาคามี อุภโตวิมุุต ที่ได้วิโมกข์ 8(สัมมาสมาธิ) และปัญญาวิมุติ(รูปฌาน/สัมมาสมาธิ) จึงแจ้งนิพพาน

ถ้าถามว่า แล้วคนทั่วไปและได้วิโมกข์ 8 จะแจ้งนิพพานได้มั๊ย

คำตอบ ไม่ได้ค่ะ เพราะไม่เป็นสาธารณะ

 

การเขียนตัวหนังสือ ตัวสะกดยังไม่ค่อยถูก แบบคำเรียกหรือการออกเสียง ยังมีจำไม่ได้ ต้องใช้เวลา มันแตกต่างกับการปฏิบัติ สภาวะที่มีเกิดขึ้นแล้วจำไม่ลืม

 

โฆษณา

สัญญาและญาณ

เป็นสิ่งที่ควรรรู้ เกี่ยวกับสภาวะ ที่เป็นผลของการเจริญสมถะและวิปัสสนา กล่าวคือ ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง โดยเฉพาะสมถะ/สัมมาสมาธิที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดปัญญา ความรู้ตรงนี้ ทุกคนจะรู้เหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเกิดในยุคใดสมัยใดก็ตาม

 

ความแตกต่างระหว่างธรรมฐิติญาณและญาณในพระนิพพาน
ทำไมธรรมฐิติญาณ จึงมีเกิดขึ้นก่อน ญาณในพระนิพพาน

.

ก่อนที่จะเกิดความรู้ชัดตรงนี้
สภาวะสัญญามีเกิดขึ้นก่อน ญาณเกิดที่หลัง
กล่าวคือ แจ้งในพระนิพพาน โดยสัญญา แจ้งออกมาจากจิตเอง
โดยไม่เคยอ่าน หรือเคยฟัง หรือเคยได้ศึกษามาก่อน

จะสมัยใด จะกี่กัปป์ กี่กัลป์ ต่อให้โลกแตกสลายลงไป
สิ่งเหล่านี้ยังคงมีอยู่ เพียงแต่จะมีใครไปรู้เห็นเท่านั้นเอง

ธรรมฐิติญาณ
เป็นเรื่องของการทำลายสังโยชน์ที่เป็นเครื่องร้อยรัดอยู่(ละอุปาทานขันธ์ 5)

ญาณในพระนิพพาน
เป็นเรื่องของ การดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบันและภพชาติในสารวัฏ
.

ฉะนั้น ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นของ “ความดับ”
จึงมีลักษณะโดยเฉพาะของตัวสภาวะเอง

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ การเจริญสมถะและวิปัสสนา ทำไมต้องทำให้เต็มที่ ทำไมต้องอดทน ทำไมต้องปฏิบัติแบบเอาชีวิตเข้าแลก และทำไมต้องกำหนดรู้ เป็นการฝึกเตรียมตัวพร้อมรับมือกับเวทนาต่างๆ ก่อนที่จะตายจริง ส่วนผลที่ได้รับเป็นแบบไหนนั้น นั่นอีกเรื่องหนึ่ง คนละส่วน คนละสภาวะกัน

สภาวะความดับที่มีเกิดขึ้นในแต่ละสภาวะ ก็ต้องเรียนรู้
ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง มี ๓ ชนิดด้วยกัน

๑. ดับแบบยังมีเชื้อ คือ ยังต้องเกิด ได้แก่ กุศลเจตนา เป็นกามาวจร เป็นรูปาวจร ที่สำเร็จด้วยทาน ที่สำเร็จด้วยศีล ที่สำเร็จด้วยภาวนา(ความดับที่มีเกิดขึ้นในรูปฌาน) นี้เรียกว่า ปุญญาภิสังขาร

๒. กุศลเจตนาเป็นอรูปาวจร นี้เรียกว่า อาเนญชาภิสังขาร
กล่าวคือ ความดับที่มีเกิดขึ้นในอรูปฌาน ดับทีละส่วน กายสังขารดับ วจีสังขารดับ เหลือแต่จิตที่รู้อยู่ แล้วดับ

๓. ดับแบบหมดเชื้อ คือ หมดเหตุปัจจัยของการเกิด
กล่าวคือ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม รู้ชัดในอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่มีเกิดขึ้น แล้วดับ

.

.

สำหรับบุคคลทั่วไป ที่ไม่ได้เจริญสมถะและวิปัสสนา
ย่อมไม่สามารถรู้ชัดในความดับที่มีเกิดขึ้น มีแต่เป็นไปตามกรรมที่กระทำมา ขณะทำกาละ จิตระลึกถึงสิ่งใด ไปเกิดตามนั้นทันที(๓๑ ภพภูมิ)

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ เวลาใกล้ตาย ญาติจึงมักนิมนต์พระมาเทศน์
หรือหาสิ่งที่เป็นมงคลมาเปิดให้ฟัง เพราะเชื่อว่า เมื่อได้ฟัง หากจิตจดจ่ออยู่กับเสียง ย่อมไปสู่สุคติอย่างแน่นอน

.

แรงใดหรือจะสู้แรงกรรม
หากกรรมชั่วที่เคยกระทำไว้ มีกำลังมากกว่า
แม้จะได้ฟังสิ่งที่เป็นมงคล แต่จิตกลับเกิดสิ่งที่ไม่เป็นมงคล
เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่ สังขารจะปรุงแต่งจากสิ่งที่เป็นมงคล ให้กลายเป็นอัปมงคล

ย้อนอดีต

กว่าจะรู้คำเรียกแต่ละคำเรียก ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของคำเรียกนั้นๆ

ทุกครั้งที่มีเหตุปัจจัยให้รู้ จะอุทานว่า ป๊าดดดดด!!!! กว่าจะรู้ ผ่านมาตั้งกี่ปีมาแล้วเนี่ย
ได้แต่เรียกตามสภาวะ แบบใช้ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นเป็นหลัก

สังเกตุเห็นอยู่อย่างหนึ่ง ทุกครั้งที่มีสภาวะที่เรียกว่า การระเบิดเกิดขึ้น ไม่ว่าจะทางกายหรือทางจิต
หลังจากนั้น จิตจะเข้าสู่โหมดความสงบ สัญญาต่างๆจะดับหายไปชั่วขณะ อาจจะหายไปหลายวัน หรือหายไปเป็นอาทิตย์ ไม่แน่นอน

พอออกจากความสงบ กลับมารู้อยู่กับปัจจุบัน สัญญาต่างๆจะมีเกิดขึ้นมากมาย
เหมือนมีคนอีกคนในตัวมาพูดให้ฟัง อธิบายให้ฟัง พร้อมๆกับเป็นการทบทวนสภาวะไปด้วย
คืนนั้นจะรู้สึกตัวเกือบทั้งคืน ทุกครั้งที่รู้สึกตัว จิตจะมีการคิดพิจรณาตลอด

เมื่อคืนก็เช่นกัน มีอาการแบเดิมทั้งคืน จิตคิดพิจรณาตลอด อธิบายเป็นฉากๆ
สิ่งที่ใช้เรียกเองตามสภาวะมาตลอด ก็เพิ่งรู้นะว่า มีชื่อเรียกด้วย ซึ่งมีปรากฏเป็นร่องรอยที่ยังมีให้เห็นอยู่ในพระธรรมคำสอน ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้
ทั้งๆที่เคยอ่านผ่านตามาบ้าง แต่ ณ ตอนนั้น ยังไม่รู้ พอถึงเวลาที่จะรู้ จะมีเหตุปัจจัยให้รู้เอง

เช่น ที่ใช้คำทับศัพท์ในการอธิบายเกี่ยวกับนิพพานว่า นิพพานคือความดับภพ ภพดับคือนิพพาน
หมายถึงการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน ได้แก่ ดับตัณหา
และ การดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติในสังสารวัฏ ได้แก่ ดับอวิชชา

ทั้งสองสภาวะที่เคยใช้อธิบายมาตลอด ไม่เคยรู้มาก่อนว่า มีคำเรียกเฉพาะสภาวะด้วยนะ
เพิ่งรู้เมื่อวานนี้เอง ธรรมฐิติญาณ และ ญาณในพระนิพพาน

พระพุทธเจ้าทรงดับขันธ์ ปรินิพพานไปนานแล้ว
แต่พระธรรมก็ยังคงอยู่ เพียงแต่จะมีใครรู้เห็นเท่านั้นเอง

พระธรรมนี้เป็นอกาลิโก ผู้ปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง
คือ ไม่ได้เกิดจากการอ่าน หรือการฟังแล้วจำมา หรือจากการศึกษา แต่เป็นผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง

.

หลายวันมานี่ เป็นโดเรม่อน ย้อนเวลาไปหาอดีต จะกี่ชาติ สภาวะล้วนเดิมๆ สุข เศร้า เคล้าน้ำตา แต่ไม่เคยรู้มาก่อน

เห็นแล้ว ปลงอนิจจัง ชีวิตมีแค่นี้เองนะ
เกิดมา แรกเริ่มต้องโง่ก่อน กว่าจะรู้ได้ว่ากระทำแต่เรื่องเดิมๆซ้ำๆ ไม่รู้กี่กัปป์ กี่กัลป์ กี่อสงไขย โลภะ โทสะ โมหะ ตัณหา อุปทาน ครบถ้วน

ใครใคร่เกิด มีแต่การแสวงหานอกตัว
สำหรับผู้ที่ถึงจุดอิ่มตัวในภพชาติของการเกิด รู้สึกเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด รู้สึกเบื่อหน่ายในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
ย่อมแสวงหาแต่ในตัว รู้ในตัว ไม่วิ่งออกนอกตัว จนกระทั่งแจ่มแจ้งด้วยตนเอง ก็หยุดได้ในที่สุด หยุดนอก รู้ใน หยุดใน รู้นอก รู้แล้วหยุด

ตัณหาเมื่อกำเริบ ย่อมหยุดการแสวงหา
เหมือนตำข้าวสารกรอกหม้อ ทำแค่พอกิน
หากใครมาขอกิน ให้เหมือนกัน ให้ข้าวเปลือก แล้วไปตำกินกันเอง สอนให้ช่วยตัวเอง ไม่ใช่แบมือขอย่างเดียว
คือ ทำให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า ทำยังไงถึงมีข้าวกิน ทำยังไงถึงทำให้ข้าวเปลือกกลายเป็นข้าวสารได้

.

คำว่า สิ้นตัณหา กับ คำว่า สิ้นกิเลส นั้นต่างกัน
ระหว่างตัณหากับกิเลส ที่ละได้ยากกว่าคือ กิเลส
กิเลส นองเนืองอยู่ในขันธสันดานดาน
ทั้งรู้ได้ยากและแยกได้ยาก

ตัณหา เห็นได้ง่าย รู้ได้ง่าย ได้แก่ ความติดใจ จนกระทั่งกลายเป็นความอยาก

เช่น มันว่ากู กูต้องว่ามัน

เมื่อยากได้สิ่งของ แต่ไม่มีปัญญาซื้อ
แต่อยากได้มาก ก็เลยขโมย

เห็นสามี ภรรยาของคนอื่น แล้วเกิดความชอบใจ อยากได้เป็นของตัวเอง เมื่อไม่สามารถครอบครองได้ ก็เป็นชู้แทน
ฯลฯ

.

ตัณหา สามารถกำหนดรู้ได้ หากรู้ทันตัณหาได้
กิเลสที่มีอยู่ ย่อมไม่สามารถทำอะไรได้
อุปมาเหมือนคนเป็นอัมพาต ได้แต่กรอกตาไปมา

ที่กิเลสสามารถทำให้กระทำเรื่องราวต่างๆขึ้นมาได้
ล้วนเกิดจากแรงผลักดันของตัณหา มีตัณหาเป็นแรงขับเคลื่อน

กิเลสกับตัณหา จึงเป็นคนละตัว คนละสภาวะกัน
กิเลสมีเกิดขึ้นก่อน ตัณหาเกิดที่หลัง

ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
หากกระทำไว้ในใจ ไม่สร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น
ตัณหาที่มีเกิดขึ้น เช่น ความอยากตอบโต้ อยากสารพัดอยาก กระทำไว้ในใจ

เมื่อกระทำแบบนี้เนืองๆ
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ย่อมมีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
จิตย่อมเกิดการปล่อยวางโดยตัวสภาวะเอง มิต้องบังคับให้เกิดการปล่อยวางแต่อย่างใด

เมื่อสิ้นกิเลส ตัณหาที่มีอยู่ ย่อมไม่สามารถทำอะไรได้ ย่อมสิ้นตามไปด้วย

ปฏิบัติที่เรียกว่า ลำบากแและสบาย

ปฏิบัติที่เรียกว่า ลำบาก
และปฏิบัติที่เรียกว่า สบาย
ล้วนเป็นเรื่องของความรู้สึกที่มีเกิดขึ้นทางใจล้วนๆ

.

ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ปฏิบัติลำบากทั้งรู้ได้ช้า ๑
ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ปฏิบัติลำบากแต่รู้ได้เร็ว ๑

ข้อปฏิบัติ ได้แก่ การเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
(วิปัสสนา/ไตรลักษณ์เกิดก่อน สมถะ/สัมมาสมาธิ เกิดทีหลัง)

.

สุขาปฏิปทาทันธาภิญญา ปฏิบัติสะดวกแต่รู้ได้ช้า ๑
สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ปฏิบัติสะดวกทั้งรู้ได้เร็ว ๑

ข้อปฏิบัติได้แก่ การเจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น
(สมถะ/สัมมาสมาธิ เกิดก่อน วิปัสสนา/ไตรลักษณ์เกิดทีหลัง)

.

ทั้งสุขาและทุกขาปฏิปทา จะรู้ช้าหรือรู้เร็ว
เป็นเรื่องของอินทรีย์ ๕ ตัวแปรของสภาวะทั้งหมด คือ ปัญญินทรีย์

กล่าวคือ ถึงแม้จะมี อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณเกิดขึ้นแล้ว
แต่ปัญญินทรีย์อ่อน ได้แก่ การรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔ มีเกิดขึ้นช้า

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ เป็นเหตุปัจจัยให้
ไม่รู้ชัดวิธีการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์
(รู้แค่เปลือก ไม่รู้ถึงที่สุด)

จึงชื่อว่า ปฏิบัติลำบากและปฏิบัติสะดวก แต่รู้ได้ช้า

.
การแจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔ จะมีเกิดขึ้นได้ ต้องแจ้งใน นิพพาน
ในแง่ของการนำมากระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์(ดับเหตุปัจจัยของการเกิด)

เมื่อแจ้งในนิพพาน ตามความเป็นจริง
ที่สามารถนำมากระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ได้

เป็นเหตุปัจจัยให้แจ้งใน ผัสสะและอริยสัจ ๔

และเป็นเหตุปัจจัยให้แจ้งใน ปฏิจจสมุปบาทและอริยสัจ ๔ ในที่สุด

.

หัวใจพระธรรมคำสอน ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้
ทุกข์
เหตุแห่งทุกข์
ความดับทุกข์
ทางให้ถึงความดับทุกข์

พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ทรงตรัสรู้อริยสัจ ๔

.

.

ทบทวนสภาวะสัญญา มีรายละเอียดเพิ่ม
แต่กระชับใจความมากขึ้น

ภพดับเป็นนิพพาน

เมื่อรู้ชัดในอริยสัจ ๔
ย่อมรู้ “ภพดับเป็นนิพพาน” เหมือนๆกันหมด
ไม่จำเป็นต้องเป็นพระอรหันต์ก่อน ถึงจะรู้

.

.

[๒๗๔] ป. ดูกรท่านนารทะ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การฟัง
ตามเขามา ความตรึกไปตามอาการ การทนต่อความเพ่งพินิจด้วยทิฐิ

ท่านนารทะมีญาณเฉพาะตัวท่านว่า
ภพดับเป็นนิพพาน ดังนี้หรือ ฯ

.
นา. ท่านปวิฏฐะ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การฟังตามเขามา ความ
ตรึกไปตามอาการ การทนต่อความเพ่งพินิจด้วยทิฐิ

ผมย่อมรู้ ย่อมเห็นอย่างนี้ว่า
ภพดับเป็นนิพพาน ฯ

.

ป. ถ้าอย่างนั้น ท่านนารทะก็เป็นพระอรหันตขีณาสพหรือ ฯ

.
นา. อาวุโส ข้อว่าภพดับเป็นนิพพาน
ผมเห็นดีแล้วด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง
แต่ว่าผมไม่ใช่พระอรหันตขีณาสพ

อาวุโส เปรียบเหมือนบ่อน้ำในหนทางกันดาร
ที่บ่อนั้นไม่มีเชือกโพงจะตักน้ำก็ไม่มี

ลำดับนั้นบุรุษถูกความร้อนแผดเผา
เหน็ดเหนื่อย หิว ระหาย เดินมา

เขามองดูบ่อน้ำนั้น ก็รู้ว่ามีน้ำ
แต่จะสัมผัสด้วยกายไม่ได้ ฉันใด

.
ดูกรอาวุโส ข้อว่า ภพดับเป็นนิพพาน
ผมเห็นดีแล้วด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง

แต่ว่า ผมไม่ใช่พระอรหันตขีณาสพ
ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ

.
http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php

.

.

อา. ก็ในสมัยนั้น ท่านพระสารีบุตรเป็นผู้มีสัญญาอย่างไร ฯ

สา. ดูกรท่านผู้มีอายุ สัญญาอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้นแก่ผมว่า
การดับภพเป็นนิพพาน การดับภพเป็นนิพพาน ดังนี้แล
สัญญาอย่างหนึ่งย่อมดับไป

ดูกรท่านผู้มีอายุ เมื่อไฟมีเชื้อกำลังไหม้อยู่
เปลวอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้น เปลวอย่างหนึ่งย่อมดับไป แม้ฉันใด

ดูกรท่านผู้มีอายุ สัญญาอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้นแก่ผมว่า
การดับภพเป็นนิพพาน การดับภพเป็นนิพพาน ดังนี้
สัญญาอย่างหนึ่งย่อมดับไป ฉันนั้นเหมือนกันแล

ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็แลในสมัยนั้น
ผมได้มีสัญญาว่า การดับภพเป็นนิพพาน ดังนี้ ฯ

.
http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=24&A=186&Z=277

รู้แจ้งนิพพาน

เมื่อรู้แจ้งเห็นจริงในสภาวะของพระนิพพาน
เป็นเหตุปัจจัยให้แจ้งใน อริยสัจกับปฏิจจะ และอริยสัจกับผัสสะ

จิตจะเป็นปกติ ไม่มีความอยากทำเพื่อเป็นอะไรหรือได้อะไร
แต่ทำเป็นปกติเหมือนต้องกินข้าวหรือทำกิจวัตรประจำวัน
คือ ไร้รูปแบบ ไร้ร่องรอย

คนภายนอกจะดูไม่ออกว่านี่กำลังเดินจงกรม นี่กำลังทำสมาธิ
เหตุเพราะ จิตเป็นสมาธิเนืองๆ

เมื่อรู้ชัดในอารมณ์ของจิต จิตจึงปล่อยวางจากรูปแบบต่างๆ
โดยไม่ต้องพยายามทำเพื่อที่จะให้จิตเกิดการปล่อยวาง

และไม่มีความสงสัยอยากรู้ในสภาวะต่อไป
เพราะรู้ชัดด้วยตนเองแล้ว จึงสิ้นสงสัย

จึงมิได้ทำเพราะความอยากมี อยากได้
อยากเป็นอะไรๆในบัญญัติแต่อย่างใด

เพราะเหตุนี้นี่แหละ เรียกว่าทำตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่
จิตนับวันจึงเป็นปกติมากขึ้นเรื่อยๆ

ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ ๕

ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ ๕

[๕๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง
มีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า

นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่ง
ของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ ด้วยเหตุ ๕ ประการ

ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น อาศัยอะไร ปรารภอะไร
จึงมีทิฏฐิว่านิพพานในปัจจุบันบัญญัติว่า

นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่
ด้วยเหตุ ๕ ประการ?

==========================

๕๘. (๑) ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้
มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า

ท่านผู้เจริญ เพราะอัตตานี้ เอิบอิ่ม พรั่งพร้อม
เพลิดเพลินอยู่ด้วยกามคุณห้า

ฉะนั้น จึงเป็นอันบรรลุนิพพานปัจจุบัน
อันเป็นธรรมอย่างยิ่ง.

พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า นิพพาน
ปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ อย่างนี้.

หมายเหตุ;

(๑)

เหตุปัจจัยที่สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลก
มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้

เกิดจาก อวิชชา(ความไม่รู้) ที่มีอยู่
เป็นปัจจัยให้ ไม่รู้ชัด “ผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้น)”
ที่มีเกิดขึ้น ตามความเป็นจริง

ผัสสะ เวทนา ตัณหา ภพ(กามภพ)
ที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ(ดำเนินชีวิต)

เมื่อไม่รู้ จึงปล่อยให้ก้าวล่วงออกมา
ทางกาย วาจา(ชาติ)

จึงกลายเป็นการสร้างกรรมใหม่
ให้มีเกิดขึ้นอีก

=====================

๕๙. (๒) สมณะหรือพราหมณ์พวกอื่น กล่าวกะสมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น อย่างนี้ว่า

ท่านผู้เจริญ มีอยู่จริง อัตตาที่ท่านกล่าวถึงนั้น
ข้าพเจ้ามิได้กล่าวว่าไม่มี

ท่านผู้เจริญ แต่อัตตานี้ใช่จะบรรลุ
นิพพานปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่ง
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้หามิได้.
ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร

เพราะเหตุว่า กามทั้งหลาย
ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

เพราะกามทั้งหลายแปรปรวนเป็นอย่างอื่น
จึงเกิดความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ โทมนัส และ
ความคับใจ ท่านผู้เจริญ

เพราะอัตตานี้สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่

ฉะนั้น จึงเป็นอันบรรลุนิพพานปัจจุบัน
อันเป็นธรรมอย่างยิ่ง

พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า
นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่อย่างนี้

หมายเหตุ;

(๒)

เหตุปัจจัยที่สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลก
มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้

เกิดจาก อวิชชา(ความไม่รู้) ที่มีอยู่
เป็นปัจจัยให้ ไม่รู้ชัด “ผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้น)”
ที่มีเกิดขึ้น ตามความเป็นจริง

ผัสสะ เวทนา ตัณหา ภพ(รูปภพ)
ที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

เมื่อไม่รู้ จึงปล่อยให้ก้าวล่วงออกมา
ทางกาย วาจา(ชาติ)

จึงกลายเป็นการสร้างกรรมใหม่
ให้มีเกิดขึ้นอีก
========================

๖๐. (๓) สมณะหรือพราหมณ์พวกอื่น กล่าวกะสมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น อย่างนี้ว่า

ท่านผู้เจริญ มีอยู่จริง อัตตาที่ท่านกล่าวถึงนั้น
ข้าพเจ้ามิได้กล่าวว่าไม่มี

ท่านผู้เจริญ แต่อัตตานี้ ช่จะบรรลุนิพพานปัจจุบัน
อันเป็นธรรมอย่างยิ่ง ด้วยเหตุเพียงเท่านี้หามิได้
ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร

เพราะเหตุว่าปฐมฌานนั้น ท่านกล่าวว่าหยาบ
ด้วยยังมีวิตกและวิจารอยู่ ท่านผู้เจริญ

เพราะอัตตานี้บรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน
มีความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น

เพราะวิตก วิจารสงบไป
ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่

ฉะนั้น จึงเป็นอันบรรลุนิพพานปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่ง
พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์
ผู้ปรากฏอยู่ อย่างนี้.

หมายเหตุ;

(๓)

เหตุปัจจัยที่สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลก
มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้

เกิดจาก อวิชชา(ความไม่รู้) ที่มีอยู่
เป็นปัจจัยให้ ไม่รู้ชัด “ผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้น)”
ที่มีเกิดขึ้น ตามความเป็นจริง

ผัสสะ เวทนา ตัณหา ภพ(รูปภพ)
ที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

เมื่อไม่รู้ จึงปล่อยให้ก้าวล่วงออกมา
ทางกาย วาจา(ชาติ)

จึงกลายเป็นการสร้างกรรมใหม่
ให้มีเกิดขึ้นอีก

======================

๖๑. (๔) สมณะหรือพราหมณ์พวกอื่น กล่าวกะสมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น อย่างนี้ว่า

ท่านผู้เจริญ มีอยู่จริง อัตตาที่ท่านกล่าวถึงนั้น
ข้าพเจ้ามิได้กล่าวว่าไม่มี

ท่านผู้เจริญ แต่อัตตานี้ใช่จะบรรลุนิพพานปัจจุบัน
อันเป็นธรรมอย่างยิ่ง ด้วยเหตุเพียงเท่านี้หามิได้
ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร

เพราะเหตุว่า ทุติยฌานนั้น ท่านกล่าวว่าหยาบ
ด้วยยังมีปีติเป็นเหตุให้จิตกระเหิมอยู่

เพราะอัตตานี้มีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ
เสวยสุขด้วยนามกาย

เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌาน
ที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า
ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติเสวยสุขอยู่

ฉะนั้น จึงเป็นอันบรรลุนิพพานปัจจุบัน
อันเป็นธรรมอย่างยิ่ง

พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบัน
เป็นธรรมอย่างยิ่ง ของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ อย่างนี้.

หมายเหตุ;

(๔)

เหตุปัจจัยที่สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลก
มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้

เกิดจาก อวิชชา(ความไม่รู้) ที่มีอยู่
เป็นปัจจัยให้ ไม่รู้ชัด “ผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้น)”
ที่มีเกิดขึ้น ตามความเป็นจริง

ผัสสะ เวทนา ตัณหา ภพ(รูปภพ)
ที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

เมื่อไม่รู้ จึงปล่อยให้ก้าวล่วงออกมา
ทางกาย วาจา(ชาติ)

จึงกลายเป็นการสร้างกรรมใหม่
ให้มีเกิดขึ้นอีก

=========================


๖๒. (๕) สมณะหรือพราหมณ์พวกอื่น กล่าวกะสมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น อย่างนี้ว่า

ท่านผู้เจริญ มีอยู่จริง อัตตาที่ท่านกล่าวถึงนั้น
ข้าพเจ้ามิได้กล่าวว่าไม่มี

ท่านผู้เจริญ แต่อัตตานี้ ใช่จะบรรลุนิพพานปัจจุบัน
อันเป็นธรรมอย่างยิ่ง ด้วยเหตุเพียงเท่านี้หามิได้
ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร

เพราะเหตุว่า ตติยฌานนั้น ท่านกล่าวว่าหยาบ
ด้วยจิตยังคำนึงถึงสุขอยู่

เพราะอัตตานี้บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข
มีอุเบกขาเป็นเหตุใ ห้สติบริสุทธิ์ เพราะละสุข ละทุกข์
และดับโสมนัส โทมนัสก่อนๆ ได้

ฉะนั้น จึงเป็นอันบรรลุนิพพานปัจจุบัน
อันเป็นธรรมอย่างยิ่ง

พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบัน
เป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ อย่างนี้.

หมายเหตุ;

(๕)

เหตุปัจจัยที่สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลก
มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้

เกิดจาก อวิชชา(ความไม่รู้) ที่มีอยู่
เป็นปัจจัยให้ ไม่รู้ชัด “ผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้น)”
ที่มีเกิดขึ้น ตามความเป็นจริง

ผัสสะ เวทนา ตัณหา ภพ(รูปภพ)
ที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

เมื่อไม่รู้ จึงปล่อยให้ก้าวล่วงออกมา
ทางกาย วาจา(ชาติ)

จึงกลายเป็นการสร้างกรรมใหม่
ให้มีเกิดขึ้นอีก

============================

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้น มีทิฏฐิว่านิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า

นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่ง
ของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ ด้วยเหตุ ๕ ประการนี้แล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง
มีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่ง
ของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่

สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด
ย่อมบัญญัติด้วยเหตุ ๕ ประการนี้เท่านั้น
หรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ไม่มี.

 

 

http://84000.org/tipitaka/read/?9/50

วิถีแห่งการรู้แจ้ง

วิถีแห่งการรู้แจ้ง

แจ้งใน นิพพาน
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

ย่อมแจ้งใน ปฏิจจสมุปบาท
และลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น ทั้ง 12 คำเรียก
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

ย่อมแจ้งใน อริยสัจ 4
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

1.ย่อมแจ้งใน ทุกข์,สุข ที่มีเกิดขึ้นในชีวิต
เกิดจากอะไร เป็นเหตุปัจจัยให้มีเกิดขึ้น

2.ย่อมแจ้งใน จิตดวงสุดท้าย
ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย
การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ
เกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัยให้มีเกิดขึ้น

หากไม่แจ้งในนิพพาน
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

ย่อมไม่แจ้งในปฏิจจสมุปบาท ทั้ง12 อาการ
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

เพราะเหตุปัจจัยนี้
อริยสัจ4 จึงเป็นหัวใจของข้อปฏิบัติ
และเป็นผลของการการปฏิบัติ

ธรรมที่มีอุปการะคุณมากในการปฏิบัติ

ทั้งทางโลก
(การดำเนินชีวิต)

และทางธรรม
(การทำความเพียรเพื่อละเหตุแห่งทุกข์)

ได้แก่

สมถะ
(สัมมาสมาธิ)

วิปัสสนา
(ไตรลัษณ์)

โยนิโสมนสิการ
(การกำหนดรู้ใน ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ/ความรู้สึกนึกคิด ที่มีเกิดขึ้นจากผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย)

บรรลุนิพพานในปัจจุบัน

๔. ธัมมกถิกสูตรที่ ๒
ว่าด้วยเหตุที่เรียกว่าพระธรรมกถึก

[๓๐๓] พระนครสาวัตถี.
ภิกษุนั้นนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า พระธรรมกถึก พระธรรมกถึก ดังนี้
ภิกษุชื่อว่าเป็นธรรมกถึกด้วยเหตุเพียงเท่าไร
ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรมด้วยเหตุเพียงเท่าไร?

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรภิกษุ หากว่า ภิกษุแสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไซร้
ควรจะเรียกว่า ภิกษุผู้ธรรมกถึก.

หากว่า ภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไซร้
ควรจะเรียกว่า ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม.

หากว่า ภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้วเพราะเบื่อหน่าย เพราะคลายกำหนัด เพราะดับ เพราะไม่ถือมั่นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไซร้
ควรจะเรียกว่า ภิกษุผู้ได้บรรลุนิพพานในปัจจุบัน.

จบ สูตรที่ ๔

ว่าด้วย เหตุของการเข้าสู่เส้นทาง

ปโตทสูตร

[๑๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าอาชาไนยตัวเจริญ ๔ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก
๔ จำพวกเป็นไฉน คือ

ม้าอาชาไนยตัวเจริญบางตัวในโลกนี้ พอเห็นเงาปะฏักเข้าก็ย่อมสลด ถึงความสังเวชว่า
วันนี้นายสารถีผู้ฝึกม้าจักให้เราทำเหตุอะไรหนอ
เราจักตอบแทนแก่เขาอย่างไร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าอาชาไนยตัวเจริญบางตัวในโลกนี้ แม้เห็นปานนี้ก็มี
นี้เป็นม้าอาชาไนยตัวเจริญที่ ๑ มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

อีกประการหนึ่ง ม้าอาชาไนยตัวเจริญบางตัวในโลกนี้ เห็นเงาปะฏักแล้ว
ย่อมไม่สลด ไม่ถึงความสังเวชเลยทีเดียว

แต่เมื่อถูกแทงด้วยปะฏักที่ขุมขน จึงสลด ถึงความสังเวชว่า
วันนี้นายสารถีผู้ฝึกม้าจักให้เราทำเหตุอะไรหนอ
เราจักตอบแทนแก่เขาอย่างไร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าอาชาไนยตัวเจริญบางตัวในโลกนี้ แม้เห็นปานนี้ก็มี
นี้เป็นม้าอาชาไนยตัวเจริญที่ ๒ มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

อีกประการหนึ่ง ม้าอาชาไนยตัวเจริญบางตัวในโลกนี้
เห็นเงาปะฏักแล้วย่อมไม่สลด ไม่ถึงความสังเวช
แม้ถูกแทงด้วยปะฏักที่ขุมขนก็ไม่สลด ไม่ถึงความสังเวช

แต่เมื่อถูกแทงด้วยปะฏักถึงผิวหนังจึงสลด ถึงความสังเวชว่า
วันนี้นายสารถีผู้ฝึกม้าจักให้เราทำเหตุอะไรหนอ
เราจักตอบแทนแก่เขาอย่างไร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าอาชาไนยตัวเจริญบางตัวในโลกนี้ แม้เห็นปานนี้ก็มี
นี้เป็นม้าอาชาไนยตัวเจริญที่ ๓ มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

อีกประการหนึ่ง ม้าอาชาไนยตัวเจริญบางตัวในโลกนี้
เห็นเงาปะฏักก็ไม่สลด ไม่ถึงความสังเวช

แม้ถูกแทงด้วยปะฏักที่ขุมขนก็ไม่สลด ไม่ถึงความสังเวช
แม้ถูกแทงด้วยปะฏักถึงผิวหนังก็ไม่สลด ไม่ถึงความสังเวช

แต่เมื่อถูกแทงด้วยปะฏักถึงกระดูก จึงสังเวช ถึงความสลดว่า
วันนี้นายสารถีผู้ฝึกม้าจักให้เราทำเหตุอะไรหนอ
เราจักตอบแทนแก่เขาอย่างไร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าอาชาไนยตัวเจริญบางตัวในโลกนี้ แม้เห็นปานนี้ก็มี
นี้เป็นม้าอาชาไนยตัวเจริญที่ ๔ มีปรากฏอยู่ในโลก

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าอาชาไนยตัวเจริญ ๔ จำพวกนี้แล
มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษอาชาไนยผู้เจริญ ๔ จำพวก
มีปรากฏอยู่ในโลก ฉันนั้นเหมือนกัน
๔ จำพวกเป็นไฉน คือ

บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในโลกนี้ได้ฟังว่า
ในบ้านหรือในนิคมโน้นมีหญิงหรือชายถึงความทุกข์ หรือทำกาลกิริยา
เขาย่อมสลด ถึงความสังเวช

เพราะเหตุนั้น เป็นผู้สลดแล้ว
เริ่มตั้งความเพียรไว้ โดยแยบคาย มีใจเด็ดเดี่ยว
ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งปรมสัจจะด้วยนามกาย
และเห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา

ม้าอาชาไนยตัวเจริญพอเห็นเงาปะฏักย่อมสลด ถึงความสังเวช แม้ฉันใด
เรากล่าวบุรุษอาชาไนยผู้เจริญนี้เปรียบฉันนั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในโลกนี้
แม้เห็นปานนี้ก็มี นี้เป็นบุรุษอาชาไนยผู้เจริญที่ ๑ มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

อีกประการหนึ่ง บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในโลกนี้
ไม่ได้ฟังว่าในบ้านหรือในนิคมโน้น มีหญิงหรือชายถึงความทุกข์ หรือทำกาลกิริยา
แต่เขาเห็นหญิงหรือชายผู้ถึงความทุกข์ หรือทำกาลกิริยาเอง
เขาจึงสลด ถึงความสังเวช

เพราะเหตุนั้น เป็นผู้สลดแล้ว
เริ่มตั้งความเพียรไว้โดยแยบคาย มีใจเด็ดเดี่ยว
ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งปรมสัจจะด้วยนามกาย และเห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา

ม้าอาชาไนยตัวเจริญถูกแทงด้วยปะฏักที่ขุมขนย่อมสลด ถึงความสังเวช
แม้ฉันใด เรากล่าวบุรุษอาชาไนยผู้เจริญนี้เปรียบฉันนั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษอาชาไนย ผู้เจริญบางคนในโลกนี้
แม้เห็นปานนี้ก็มี นี้เป็นบุรุษอาชาไนยผู้เจริญที่ ๒ มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

อีกประการหนึ่ง บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในโลกนี้
ไม่ได้ฟังว่าในบ้านหรือในนิคมโน้น มีหญิงหรือชายถึงความทุกข์ หรือทำกาลกิริยา
และไม่ได้เห็นหญิงหรือชายผู้ถึงความทุกข์ หรือทำกาลกิริยาเอง
แต่ญาติหรือสาโลหิตของเขาถึงความทุกข์ หรือทำกาลกิริยา
เขาจึงสลด ถึงความสังเวช

เพราะเหตุนั้น เป็นผู้สลดแล้ว
เริ่มตั้งความเพียรไว้โดยแยบคาย มีใจเด็ดเดี่ยว ย่อมกระทำให้แจ้ง
ซึ่งปรมสัจจะด้วยนามกาย และเห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา
ม้าอาชาไนยตัวเจริญถูกแทงผิวหนังจึงสลด ถึงความสังเวช
แม้ฉันใด เรากล่าวบุรุษอาชาไนยผู้เจริญนี้เปรียบฉันนั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในโลกนี้
แม้เห็นปานนี้ก็มี นี้เป็นบุรุษอาชาไนยผู้เจริญที่ ๓ มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

อีกประการหนึ่ง บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในโลกนี้
ไม่ได้ฟังว่าในบ้านหรือในนิคมโน้น มีหญิงหรือชายถึงความทุกข์ หรือทำกาลกิริยา
และไม่ได้เห็นหญิงหรือชายผู้ถึงความทุกข์ หรือทำกาลกิริยาเอง
ทั้งญาติหรือสาโลหิตของเขาก็ไม่ถึงทุกข์ หรือทำกาลกิริยา

แต่เขาเองทีเดียว อันทุกขเวทนาเป็นไปทางสรีระ กล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่น่ายินดี ไม่น่าพอใจ
แทบจะนำชีวิตไปเสีย ถูกต้องแล้วเขาจึงสลด ถึงความสังเวช

เพราะเหตุนั้น เป็นผู้สลดแล้ว
เริ่มตั้งความเพียรไว้โดยแยบคาย มีใจเด็ดเดี่ยว ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งปรมสัจจะด้วยนามกาย
และเห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา

ม้าอาชาไนยตัวเจริญถูกแทงด้วยปะฏักถึงกระดูก จึงสลดถึงความสังเวช
แม้ฉันใด เรากล่าวบุรุษอาชาไนยผู้เจริญนี้เปรียบฉันนั้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในโลกนี้
แม้เห็นปานนี้ก็มี นี้เป็นบุรุษอาชาไนยผู้เจริญที่ ๔ มีปรากฏอยู่ในโลก

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษอาชาไนยผู้เจริญ ๔ จำพวกนี้แล
มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

Previous Older Entries

กรกฎาคม 2019
พฤ อา
« มิ.ย.    
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: