เหตุของการปล่อยวาง

ทุกข์ เมื่อกำหนดรู้ทุกข์ จะรู้ชัดในสภาวะทุกข์จนถึงที่สุดแล้วเบื่อ สุดท้ายจิตปล่อยวางลงไปเอง เป็นเหตุให้ปัญญาเกิด จึงเห็นตามความเป็นจริงว่า ทุกข์ก็ไม่เที่ยง

สุข เมื่อกำหนดรู้สุข จะรู้ชัดในสภาวะสุขถึงที่สุดแล้วเบื่อ สุดท้ายจิตจะปล่อยวางลงไปเอง เป็นเหตุให้ปัญญาเกิด จึงเห็นตามความเป็นจริงว่า สุขก็ไม่เที่ยง

เบื่อ เมื่อกำหนดรู้เบื่อ จะรู้ชัดในสภาวะเบื่อจนถึงที่สุด แม้ไม่มีเหตุอันใดก็เกิดเองเป็นเอง เบื่อสุดจะเบื่ออยู่ภายใน สุดท้ายจิตจะปล่อยวางลงไปเอง เป็นเหตุให้ปัญญาเกิด จึงเห็นตามความเป็นจริงว่า เบื่อก็ไม่เที่ยง

ทุกข์ก็ไม่เที่ยง สุขก็ไม่เที่ยง เบื่อก็ไม่เที่ยง เห็นตามความจริงๆได้เนืองๆเช่นนี้ จิตจึงเกิดความเบื่อหน่ายคลายหนัด เพราะเห็นโทษของการเกิด จิตมุ่งพระนิพพานคือการสร้างเหตุของการไม่เกิดอีกต่อไป

การปฏิบัติหรือทำทุกวันนี้ จึงไม่ได้ทำเพราะความอยากอีกต่อไป แม้กระทั่งคำบัญญัติต่างๆที่เรียกว่าอะไรๆ ไม่สามารถทำให้จิตเกิดการกระเพื่อมอีกต่อไป ที่ทำเพราะรู้ รู้แล้วจึงทำ ทำเหมือนกับการใช้ชีวิตประจำวันในทุกๆวัน ทำเป็นเรื่องปกติ

เหมือนที่ต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ แต่การทำเพื่อหาเลี้ยงชีพทางโลก ทำเท่าไหร่ก็ไม่จบ เพราะฝั่งอยู่ตรงไหนก็มองไม่เห็น

การปฏิบัติหรือการทำเช่นนี้ เพียงรู้ชัดอยู่ในกายและจิตหรือรูปนามเนืองๆ ก็หาเลี้ยงชีพเหมือนกัน เลี้ยงชีพที่ทำแล้วจบ เพราะเห็นฝั่งแล้ว จึงไม่ต้องหาอะไรอีกต่อไป

การปล่อยวางมีทั้งภายนอกและภายใน

ปล่อยวางภายนอก

ได้แก่ ปล่อยวางในสิ่งที่เกิดขึ้น คือ ผัสสะต่างๆที่มากระทบ

ผัสสะ

ผัสสะที่เกิดขึ้น หรือสิ่งที่มากระทบ ล้วนมีเหตุปัจจัย เมื่อยังมีเหตุอยู่ ย่อมมีผลมาแสดงให้เกิดขึ้นในรูปของผัสสะ เป็นเหตุให้ก่อให้เกิดความรู้สึกชอบ,ชังในสิ่งที่เกิดขึ้น หากไม่มีเหตุร่วมกันจะไม่มีความรู้สึกใดๆเกิดขึ้น

ตราบใดที่ยังมีกิเลส ย่อมมีความชอบ, ชัง การปล่อยวาง คือ ทำใจให้แยบคาย ได้แก่ มนสิการไว้ในใจพอประมาณ รู้สึกอย่างไร รู้ไปตามนั้น อย่าก่อให้เกิดการกระทำใดๆออกมา

เหตุมี ผลย่อมมี

หากก่อให้เกิดการกระทำใดๆออกมา ไม่ว่าจะทางชอบ, ชัง ตามความรู้สึกขณะนั้นๆ ล้วนมีผลให้ได้รับทั้งสิ้น ทำอย่างไร ย่อมได้รับผลเช่นนั้น เหตุตรงนี้ล้วนเป็นต้นเหตุของการเกิดในครั้งต่อๆไป

หากไม่ได้ก่อให้เกิดการกระทำออกมา แต่มีความรู้สึกนึกคิดอยู่ในใจ เมื่อยังมีเหตุ ย่อมมีผลอย่างแน่นอน มากน้อยอยู่ที่การยึดติดในความคิด เพียงแต่ผลที่ได้รับตรงนี้ไม่มากเท่ากับการได้สร้างเหตุออกไป

ปล่อยวางภายใน

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม เพียงหมั่นรู้ลงไปในสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นในจิต ยอมรับไปตามความเป็นจริงต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในจิต สักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้ ตราบใดที่ยังมีกิเลส ย่อมมีการให้ค่า ถ้ามีให้ค่า จงยอมรับว่าให้ค่า

ทุกอย่างล้วนมีเหตุ ให้ค่าแล้วยึดติดก็เกิดจากเหตุ ให้ค่าแล้วไม่ยึดติดก็เกิดจากเหตุ เพียงหมั่นรู้ชัดอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรมบ่อยๆ การให้ค่าจะลดน้อยลงไปเอง จนกระทั่งเห็นตามความเป็นจริงในที่สุด

มีเหตุ ย่อมมีผล

เมื่อปล่อยวางลงไปบ่อยๆได้ ย่อมเห็นตามความเป็นจริงมากขึ้น คือ ความไม่เที่ยง เป็นเหตุให้การคาดเดาที่มีอยู่ลดน้อยลงไป ความรู้สึกนึกคิดที่เป็นเหตุให้ก่อให้เกิดการกระทำใดๆออกมา ย่อมลดน้อยลงไป

เป็นเหตุให้นับวันรู้ชัดอยู่ในกายและจิตมากขึ้น ปัญญาย่อมเกิดขึ้นเนืองๆ เป้นเหตุให้เกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดตามสภาวะ ตามความเป็นจริง ไม่ใช่เกิดจากการน้อมเอาคิดเอาเพื่อให้เกิดขึ้นแต่อย่างใด สุดท้ายจิตปล่อยวางลงไปเอง

สภาวะ

สภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นทั้งภายนอกและภายในมีไว้ให้กำหนดรู้ ไม่ว่าจะรู้สึกอย่างไร กำหนดรู้ไปตามนั้น มนสิการไว้ในใจ เพียงทำต่อเนื่อง หมั่นรู้ชัดในกายและจิต สภาวะจะดำเนินไปตามสภาวะเอง การปฏิบัติจึงสะดวกสบายเป็นไปตามเหตุ

ปฏิบัติแล้วทุกข์, สุข

ทุกข์, สุข เพราะความไม่รู้ ถึงแม้รู้แล้วก็ยังทุกข์, สุข เพราะยังยึดติดในสภาวะ ยังมีการให้ค่าต่อสภาวะว่าดี,ไม่ดี บางครั้งยึดติดในบัญญัติเรียกนั่นเรียกนี่ ย่อมมีทุกข์บ้าง สุขบ้าง ตามการให้ค่า

บางวันดีระเบิดระเบ้อ บางวันห่วยแบบสุดๆ เหตุเกิดจากไปจดจ้องสภาวะ ว่าจะต้องเป็นแบบนั้น เป็นแบบนี้ พอไม่ได้ดั่งใจบ้าง ได้ดั่งใจบ้าง ตามแต่จะให้ค่าต่อสภาวะที่เกิดขึ้น จึงประสพกับทุกข์, สุขเนืองๆ

เพียงกำหนดรู้

ทุกข์ก็ให้รู้ สุขก็ให้รู้ รู้สึกอย่างไรก็ให้รู้ ยอมรับไปตามความเป็นจริงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในจิต รู้ไปตามนั้น รู้ได้บ่อยๆจะเห็นแต่ความไม่เที่ยง จิตจะปล่อยวางลงไปเอง โดยไม่ต้องไปคิดพิจรณาเพื่อให้เกิดการปล่อยวาง

เหตุมี ผลย่อมมี บางคนชอบคิด อยากจะคิดก็คิดไป อุบายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน รู้แค่ว่า สภาวะทั้งหมดนี้ ล้วนเกิดจากเหตุที่ทำมา รู้เพียงแค่นี้ แล้วหมั่นรู้ในกายและจิต รู้เท่านี้มันก็จบ หากยังไม่รู้ย่อมแสวงหาต่อไป

Advertisements

เหตุของความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด

แท้จริงแล้ว ชีวิตไม่ได้มีอะไรเลย มีแต่การกระทำเดิมๆซ้ำๆ แตกต่างแค่เหตุการณ์ แค่บุคคลที่มีวิบากร่วมกับเราเท่านั้นเอง ที่เหลือ ไม่มีความแตกต่างเลย หลงใช้ชีวิตเวียนวนโดยไม่รู้ว่าหลง

นี่แหละเหตุของการเกิด การก่อให้เกิดภพชาติไปด้วยความหลง พอมารู้เห็นความจริงของชีวิตที่เป็นอยู่จริง ตามสภาวะของชีวิต จิตจึงเกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัดเพราะเหตุนี้

ต่อให้มีครอบครัวที่ดี มีชีวิตที่ดีแบบสุดๆ รวยแสนรวยแค่ไหน ให้รวยล้นฟ้าจนไม่มีที่จะเก็บเงิน ทำทานมากเท่าไหร่ เงินไม่ยอมหมด แล้วเป็นยังไง ชีวิตยังคงเวียนวนเหมือนเดิม นี่แหละความหลง ความไม่รู้ กิเลสบดบังจิต

จิตที่มืดบอด ปัญญาไม่เกิด จึงมองไม่เห็นตามความเป็นจริง พอรู้แล้ว เห็นแล้วว่า ความเป็นจริงของชีวิตคืออะไร ยิ่งเห็นชัดมากเท่าไหร่ ยิ่งเกิดความเบื่อหน่ายยิ่งกว่าสิ่งใด ความเพียรจึงเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องมีความอยากที่จะทำ

ความอยากมี อยากได้เป็นอะไรๆในบัญญัติที่นำมาเรียกๆกันนั้นไม่มีในจิต ตราบใดที่ยังมีกิเลส ตราบนั้นยังต้องมีการเกิด ตราบใดที่ยังต้องมีการระวัง นั่นหมายถึงยังมีเหตุ เพราะผลยังคงให้ได้รับอยู่ หากหมดเหตุแล้วจริงๆ ไม่ต้องคอยระวัง

เริ่มต้นฝึกสมาธิใหม่

การปฏิบัติต้องรู้ชัดในอารมณ์ที่เกิดขึ้น และควรรู้วิธีรักษาจิต

หลายๆคนที่มาปรึกษา ส่วนมากที่เราให้เริ่มเรื่องสมาธิใหม่เพราะเหตุนี้ ต้องรู้ชัดในจิตของตัวเองว่า นั่งในอิริยาบทไหนในบรรยากาศหรืออากาศแบบไหน ที่สมาธิเกิดได้ง่ายและมีกำลังมากที่สุด คือดิ่ง

ตอนนี้อาจจะยังมองไม่เห็นประโยชน์ในสิ่งที่เราให้ทำเพิ่ม แต่ต่อไปเขาต้องได้ใช้อย่างแน่นอน เพราะสภาวะเบื่อจะต้องเจอทุกคน ไม่ใช่เบื่อแบบธรรมดาๆ ต้องบอกว่าเบื่อจนไม่มีที่จะอยู่ เป็นเหตุให้ไม่อยากปฏิบัติ แต่ต้องทำแล้วเพราะรู้ว่าทำเพราะอะไร

เมื่อไม่อยากทำ แต่พยายามที่จะทำ กลายเป็นฝืนใจทำ ไม่ใช่ทำแบบปกติ นี่เจอทุกข์อีกแล้ว ฉะนั้นต้องมีที่ให้จิตชอบ มีที่ให้จิตพัก สมาธิเป็นที่พักจิตที่ดีที่สุดยิ่งกว่าสิ่งอื่นๆ แต่ต้องดูจังหวะ รู้ชัดในจิตของตัวเองให้ได้ก่อน รู้ชัดในสภาวะของสมาธิก่อน

บางคนรู้ชัดในสภาวะเวลาสมาธิเกิด แต่ไม่รู้ชัดในวิธีที่จะทำให้สมาธิเกิดได้ง่าย ไม่รู้ชัดในวิธีที่จะทำให้จิตเกิดสมาธิได้แนบแน่น เกิดสมาธิได้มากๆแบบไม่มีประมาณ จึงให้ฝึกสมาธิใหม่เพราะเหตุนี้ ฝึกเพื่อให้เกิดความชำนาญ ให้มีวสีรู้ชัดในการเข้าออกสมาธิ

เมื่อชำนาญแล้ว เอาไว้ใช้ในเวลาเกิดสภาวะเบื่อ ในสภาวะนี้ต้องใช้สมาธิที่มีกำลังมากๆ จึงจะช่วยกดข่มสภาวะที่เป็นอยู่ได้ เป็นเหตุให้ไม่ต้องทุกข์กับสภาวะที่เกิดขึ้น แม้กระทั่งการปฏิบัติก็ไม่ฝืนใจทำ จะทำสลับไปมาแบบนี้

เบื่อมาก ปล่อยจิตเข้าพักในสมาธิ จะทำทั้งวันก็ไม่เป็นไร เพราะสภาวะเบื่อบางครั้งจะเกิดขึ้นทั้งวัน พักจิตไปจนกว่าจะหายเบื่อ

จิตพอได้พักเต็มที่จะมีสภาวะสดใส สดชื่น เบิกบาน โปร่ง โล่งเบาสบาย สุขไม่มีประมาณ แล้วตัวปัญญาจะเกิด ที่นี้พอมาปฏิบัติจะทำได้อย่างสะดวกสบายไม่ต้องฝืนใจทำ ไม่ต้องไปบังคับกดข่มจิตเพื่อให้ทำแต่อย่างใด

กิเลส

สมาธิก็เป็นกิเลส ทั้งๆที่สมาธิไม่ได้เป็นกิเลส แต่กลับกลายเป็นกิเลสเพราะความไม่รู้ เกิดการยึดติดในสมาธิ ยึดติดความสงบ สุข ในสภาวะที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นผลของจิตเป็นสมาธิ

เมื่อรู้ว่าสมาธิเป้นกิเลสได้เพราะเหตุใด ต้องรู้จักนำกิเลสมาใช้ให้ถูกที่ ถูกทาง กิเลสก็พลิกสถานะการณ์ให้สภาวะที่เป็นอยู่เป็นต่อไปทันที สภาวะจะก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ รู้ชัดในจิตมากขึ้น เห็นรายละเอียดต่างๆของสภาวะชัดมากขึ้น

รู้ชัดในรูป, นาม (กาย, เวทนา, จิต, ธรรม)

มีบางคนรู้ชัดในรูปนาม แต่ไม่รู้หรอกว่าสภาวะของตัวเองเป็นอย่างไร เมื่อเจอสภาวะเดิมๆซ้ำๆ ย่อมเกิดอาการเบื่อ นี่เป็นเรื่องปกติของความไม่รู้ ถึงแม้รู้แล้วยังเบื่อเลย เพราะยังไม่รู้จักวิธีรักษาจิต ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป

สร้างเหตุยังไง รับผลเช่นนั้น

สภาวะที่เกิดขึ้นของแต่ละคนก็เช่นเดียวกัน ผู้ที่ไม่รู้ชัดในสภาวะ เมื่อเจอสภาวะเบื่อเช่นนี้ อาจจะบอกว่า นี่นิพพิทาญาณเกิดขึ้นแล้ว เสร็จเลย เสร็จกิเลส เสร็จกิเลสเพราะไม่รู้ชัดในสภาวะ ที่นี้ก็วุ่นวาย หาทางแก้ไขสภาวะ ทั้งๆที่จริงแล้วสภาวะเป็นไปตามเหตุของตัวสภาวะเอง

ญาณ ๑๖

เรื่องของญาณ ๑๖ ในดีมีเสีย ในเสียมีดี มีไว้ให้ศึกษา มีไว้ให้รู้ ไม่ใช่มีไว้ให้ยึด ซึ่งเกิดจากการตีความว่าสภาวะแต่ละญาณจะต้องเป็นเช่นนั้น เช่นนี้ ให้ดูเรื่องเหตุ ให้ดูการกระทำ ดูอารมณ์ยามผัสสะที่เกิดขึ้น ดูทันไหม ถ้าดูทันย่อมรู้ชัด

โสฬสธรรม

อยากรู้เรื่อญาณ ๑๖ ให้อ่านโสฬสธรรม เป็นคำถามที่พรามหณ์พาวารีผูกปัญหาให้ลูกศิษย์ ๑๖ คน นำไปถามพระพุทธเจ้า สิ่งที่พระพุทธเจ้าตอบมานั้นล้วนมีสภาวะซ่อนอยู่ภายในคำตอบทุกคำตอบ

เช่นคำถามของพระโมฆราช สิ่งที่พระพุทธเจ้าตอบ บางคนนำมาตีความเป็นเรื่องสุญญตา

สุญฺญโต โลกํ อเวกฺสฺสุ โมฆราช สทา สโต

อตฺตานุทิฏฐึ โอหจฺจ เอวํ มจฺจุตฺตโร สิยา

เอวํ โลกํ เอวกฺขนฺตํ มจฺจุราชา น ปสฺสติ

แปลความว่า ดูก่อนโมฆราช ท่านจงเป็นผู้มีสติตลอดเวลา มองเห็นโลกโดยความเป็นของว่างเปล่า พึงถอนอัตตานุทิฏฐิ (คือ ความเห็นเนืองๆว่ามีอัตตา) เสีย

จึงจะเป็นผู้ข้ามพ้นมฤตยูด้วยอาการอย่างนั้น มัจจุราช (มองหา) ไม่เห็นบุคคลผู้มองเห็นโลกอย่างนี้

วิโมกคาถา

ครั้นโยคาวจรเห็น(โลก) โดยความเป็นของว่างเปล่าอย่างนั้นแล้ว ยกขึ้นสู่ไตรลักษณ์ กำหนดรู้สังขารทั้งหลายอยู่ ก็ละความกลัวและความพึงพอใจเสียได้

เป็นผู้มีตนเป็นกลาง วางเฉยในสังขารทั้งหลาย ไม่ถือว่าเป็น”เรา” หรือว่า “เป็นของเรา”

(นำมาจากหนังสือ วิปัสสนากรรมฐาน ภาค ๑ เล่ม ๒ หลวงพ่อโชดก ในบทภังคญาณ)

สุญญตาที่เป็นบัญญัติ ล้วนเป็นเพียงอุบายในการสอน แต่โดยตัวสภาวะของสุญญตาที่แท้จริงมีรายละเอียดลงลึกไปกว่านั้น คำว่า มองโลกว่างเปล่าไม่มีอะไรๆ ล้วนเป็นอุบายในการสอนทั้งสิ้น สอนไม่ให้ยึดติดในสิ่งที่เกิดขึ้นหรือผัสสะ

กับอีกในพระสูตร อากังเขยยสูตร ในมูลปัณณาสก์ มัชฌิมนิกาย หน้า ๕๘ ว่า

“อากงฺเขยฺย เจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ฯลฯ วิปสฺสนาย สมนฺนาคโต พฺรูเหตา สุญฺญาคารานํ”

มีใจความว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หากภิกษุหวังอยู่ว่า เราพึงเป็นที่รักใคร่ ที่ชอบใจ ที่เคารพ ที่ยกย่องของเพื่อนพรหมจรรย์ด้วยกันแล้ว เธอพึงทำให้บริบูรณ์ในศิล พึงเจริญสมถะและวิปปัสนาอยู่เนืองนิตย์ เป็นผู้ไม่ห่างเหินจากฌาน พอกพูนแต่ในสุญญาคารเถิด”

สุญญตาทั้งสองที่นำมาลง มีสภาวะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หากไม่รู้ชัดในสภาวะ ย่อมเข้าใจว่าเป็นสภาวะเดียวกัน

คำว่า “เธอพึงทำให้บริบูรณ์ในศิล พึงเจริญสมถะและวิปปัสนาอยู่เนืองนิตย์ เป็นผู้ไม่ห่างเหินจากฌาน พอกพูนแต่ในสุญญาคารเถิด”

พึงทำให้บริบูรณ์ในศิล

หมายถึง หมั่นรู้ชัดอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม หรือ รูปนาม (กายและจิต)

สภาวะคือ มีจิตตั้งมั่น รู้ชัดอยู่ในกายและจิต ขณะที่จิตตั้งมั่นรู้ชัดอยู่ในรูปนาม ศิลย่อมสะอาดบริสุทธิ์ บริบูรณ์

พึงเจริญสมถะและวิปัสสนา

หมายถึง มีสมาธิ (จิตตั้งมั่น) มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม (สัมปชัญญะ) รู้ชัด (สติ) อยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรม หรือเรียกสั้นๆว่า รู้ชัดอยู่ในรูปนาม

สภาวะคือ มีจิตตั้งมั่น (สมถะ) มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม รู้ชัดอยู่ในกายและจิต (วิปัสสนา)

เป็นผู้ไม่ห่างจากฌาน

หมายถึง เข้าออกฌานโดยชำนาญหรือมีวสีในการเข้าออกฌาน รู้ชัดในสภาวะของฌาน

พอกพูนอยู่แต่ในสุญญคาร

หมายถึง รู้ชัดอยู่ในกายและจิต(รูปนาม) หรือที่นิยมนำมาอธิบายว่า ไม่มีเขา ไม่มีเรา ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ซึ่งเป็นเพียงอุบายในการสอน แต่สภาวะที่แท้จริงคือ รู้ชัดอยู่ในรูปนามเนืองๆ

เมื่อรู้ชัดอยู่ในรูปนามได้เนืองๆ วิปัสสนาญาณ(ญาณ๑๖)ย่อมเกิดขึ้นเองตามลำดับขั้น

นิพพานัง ปรมัง สุขัง

นิพพานัง ปรมังสุขัง

ที่มาของคำว่า ” นิพพานัง ปรมังสุขัง ” พระนิพพานเป็นสุขยิ่ง คือ บรมสุข เรียกว่าสุขยากที่จะบรรยาย ไม่ใช่สุขที่เกิดจากการอาศัยผัสสะเป็นตัวให้เกิดสุข

แต่เป็นสุขเหนือสุข จนไม่มีคำจัดกัดความ เป็นสุขที่เกิดจากเหตุของการดับต้นเหตุของการเกิด จึงเป็นที่มาของพระนิพพานเป็นสุดยอดบรมสุข

ได้แก่

๑. เมื่อรู้เห็นตามความเป็นจริงของสภาวะต่างๆ เดิมๆซ้ำๆจนจำสภาวะต่างๆได้อย่างขึ้นใจ เป็นเหตุให้รู้ดีว่า สภาวะนั้นๆคืออะไร แล้วควรทำตัวอย่างไร เมื่อเจอสภาวะเหล่านั้น จึงไม่ไปทุกข์กับสภาวะที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด

๒. ไม่ยึดติดในคำเรียกต่างๆของสภาวะ คือ แค่รู้ว่าสภาวะที่เกิดขึ้นนั้น ว่ามีชื่อเรียก แค่รู้ว่ามีชื่อเรียก แต่ไม่ไปยึดติดกับบัญญัตินั้นๆจนกระทั่ง นำสิ่งที่คิดว่ารู้ไปสร้างเหตุใหม่ที่เป็นเหตุของการเกิดขึ้นอีก

๓. ความอยากต่างๆที่เคยมีเกี่ยวกับการปฏิบัติ เช่น อยากมี อยากได้ อยากเป็น อยากรู้สภาวะต่างๆ แม้กระทั่งสิ่งต่างๆที่มีการนำมาพูดๆกันนั้น จากพระไตรปิฎกก็ตาม จากอรรถกถาจารย์ก็ตาม จากหนังสือสอบอารมณ์ก็ตามฯลฯ

ความอยากเหล่านั้นหมดสิ้นไปไม่มีเหลือ จะมีแค่ความอยากที่เป็นมาแต่ดั้งเดิมของตัวเองที่มีอยู่ เช่น เป็นคนชอบกิน เป็นเหตุให้เห็นโลภะด้านอาหารได้อย่างชัดเจน ส่วนความอยากในด้านการปฏิบัติเพื่อเพิ่มกิเลสนั้นไม่มี

๔. เมื่อเกิดสภาวะปัจจเวกฯเป็นครั้งที่ ๒ สภาวะยิ่งตอกย้ำลงไปชัดๆในสิ่งที่ถูกรู้ว่าไม่ผิดอย่างแน่นอน ดูสภาวะ ดูผัสสะ ดูกิเลสที่เกิดขึ้นในใจเป็นหลัก

เมื่อไม่ยึดติดกับสภาวะ ย่อมอยู่กับสภาวะนั้นๆได้แบบสบายๆ ยังมีให้ค่าก็ยอมรับตามความเป็นจริงว่าให้ค่า แต่ไม่ไปยึดติดกับการให้ค่านั้นแต่อย่างใด จึงไม่หลงสร้างเหตุอันเป็นวิวาทะกับใครๆอีก เรียกว่าถ้ายังมี จะสามารถหยุดตัวเองได้ทันมากขึ้น

เมื่อรู้เห็นเช่นนี้แล้ว จึงไม่คิดโน้มน้าวหรือแสดงท่าทีเพื่อชักจูงให้ใครมาเชื่อ แต่จะทำตามเหตุ ถ้าใครเคยสร้างเหตุร่วมกันมา เขาจะเข้ามาหาเอง หากไม่ได้สร้างเหตุมาร่วมกัน ย่อมไม่มาเชื่อกันอย่างแน่นอน แล้วจะไปพูดให้เหนื่อยทำไม

พูดแค่ควรพูด พูดตามกาล ดูเหตุเป็นหลัก เพราะเหตุนี้ การสร้างเหตุของการเกิด นับวันจึงสั้นลงไปเรื่อยๆ เหตุเก่าชดใช้ไป เหตุใหม่ไม่สร้าง แล้วการเกิดขึ้นมาอีกจะมีขึ้นได้อย่างไร ไม่มีเหตุ ย่อมไม่มีผลอย่างแน่นอน

๕. นับวันอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น รู้ชัดอยู่ในกายและจิตมากขึ้น มองสิ่งต่างๆด้วยจิตที่เป็นปกติมากขึ้น เพราะเขา,เรา ล้วนไม่แตกต่างกันเลย เหมือนกันหมดทุกๆสภาวะ เพียงแต่เรามองเห็นแล้ว ส่วนเขาจะมองเห็นหรือยังเท่านั้นเอง

เราเห็นแล้ว ย่อมหยุดได้ ใจจะมีแต่เมตตาต่อผู้อื่น ส่วนเขาถ้ายังไม่เห็น ย่อมหยุดตัวเองยังไม่ได้ นี่ก็เรื่องปกติ เพราะเป็นเรื่องของเหตุแล้วก็เหตุ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติหรือเรื่องของความถูกผิดแต่อย่างใด

๖. ยังมีกิเลสด้านกามราคะอยู่ ปฏิฆะหรือเจ้าตัวหงุดหงิดยังมีอยู่ แต่อยู่กับปัจจุบันได้ทันมากขึ้น ไม่ได้ไปรู้สึกอะไรกับสิ่งที่มีอยู่ เพราะไม่ได้มีความอยากได้ อยากเป็น หรืออยากรู้สภาวะต่อๆไปอีก เพียงแต่เขียนตามความเป็นจริงที่รู้ว่ามี

ตำรามีเขียนไว้ ก็เขียนไปตามสภาวะในตำราที่มีเขียนไว้ เพียงจะบอกว่า กิเลสกามราคะและปฏิฆะนี้ เป็นสภาวะที่ละเอียด เกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องมีตัวผัสสะเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้นแต่อย่างใด

นิพพานัง ปรมัง สูุญญัง

ส่วนคำว่า ” นิพพานัง ปรมัง สุญญัง ” มีที่มาจากคำว่า ” สุญญตา ” ได้แก่ ความว่างเปล่า คือ ความว่างจากตัวตน

สุญญตา เมื่อนำไปเทียบกับสภาวะ เป็นสภาวะของสังขารุเปกขาญาณ

แต่ถ้าเป็นสุญญตาที่เกิดจากจินตามยปัญญา โดยการน้อมเอาคิดเอาเองว่า นั่นไม่ใช่ตัวตน นี่ไม่ใช่ตัวตน ไม่มีเขา ไม่มีเรา ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ไม่มีอะไรๆ อันนี้เป็นเพียงอุบายในการพิจรณาเท่านั้น ยังไม่ใช่สภาวะสังขารุฯที่แท้จริง

เพราะคำว่า ” ไม่ใช่ตัวตน นี่ไม่ใช่ตัวตน ไม่มีเขา ไม่มีเรา ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ไม่มีอะไรๆ ” ไม่แตกต่างจากคำบริกรรมภาวนา เป็นเพียงอุบายเท่านั้นเอง

เพราะสภาวะที่แท้จริง ที่กล่าวว่า ” ไม่มีคน ไม่สัตว์ ไม่มีอะไรๆ ” ขณะที่ผัสสะเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ยังคงมีอยู่ ยังเห็นคนเป็นคน เห็นสัตว์เป็นสัตว์ เพียงแต่แค่ดู แค่รู้ ไม่ใช่รู้ที่ก่อให้เกิดเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นแต่อย่างใด

การที่เห็นและรู้ตามสัญญาว่า แล้วไปยึดติดในบัญญัติ เมื่อผัสสะเกิด ย่อมมีความชอบหรือชัง ตามเหตุปัจจัยที่มีต่อสิ่งๆนั้น ล้วนเป็นก่อเหตุของการเกิดทั้งสิ้น

ส่วนที่กล่าวว่า ” ไม่มีเขา ไม่มีเรา ” หมายถึง ไม่มีถูก ไม่มีผิด ไม่มีใช่หรือไม่ใช่ เรียกว่า ไม่มีการนำอัตตาตัวตนที่ยังมีอยู่ลงไปเกี่ยวข้องกับสภาวะที่เกิดขึ้น

สภาวะของสังขารุฯ เกิดจากการเห็นไตรลักษณ์ เห็นเดิมๆซ้ำๆ จนจิตเห็นโทษของการเกิด เป็นเหตุให้จิตเบื่อหน่าย จิตมุ่งสู่พระนิพพาน ( ความดับ )

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น คือ จิตรู้ชัดอยู่ในรูปนามได้ดี สติ สัมปชัญญะดี สมาธิมีกำลังแนบแน่นดี จิตเป็นอุเบกขา คือ รู้ชัดอยู่กับรูปนาม กับ เกิดสภาวะดับ สลับไปมาแบบนี้

สภาวะดับ คือ เกิดที่จิต มีอาการเหมือนคนสัปหงก แต่เป็น จิตสัปหงก อาการนี้บางครั้งเกิดแค่ครั้งเดียว บางครั้งเกิดเป็นสิบๆครั้งขึ้นไป ไม่แน่นอน

แต่ละครั้งที่เกิดการดับแต่ละครั้ง จะมีโอภาสเกิดขึ้นสว่างมากๆ แบบไม่มีประมาณ คือ สว่างกว่าปกติในโอภาสที่เกิดโดยทั่วๆไป จะมีสติรู้ตัวตลอดขณะที่เกิดสภาวะนี้ ดับก็รู้ว่าดับ คือตอนที่ดับไปแล้ว จิตจะงุบลงไป แล้วถึงจะรู้ตัว ก่อนงุบจะไม่รู้

อาการที่เกิดขึ้นภายใน ไม่ส่งผลไปที่ภายนอก คือไม่ได้เกิดที่กายภายนอก เช่น หัวสัปหงก ภายนอกนั่งตัวตรงปกติ ไม่มีอาการงูบหรือโงกแต่อย่างใด ขณะที่เกิดสภาวะจิตสัปหงกนี้

สภาวะนี้ไม่ได้เกิดจากความง่วง หรือนิวรณ์ครอบงำแต่อย่างใด แต่เกิดจากกำลังของสมาธิที่มีกำลังมาก

อุปมาด้วยนกการู้ทิศ

สังขารุเปกขาญาณที่เกิดขึ้นแล้วนี้นั้น ถ้าเห็นพระนิพพาน อันเป็นทางสันติ โดยความสงบ ก็จะสลัดทิ้งความเป็นไปของสังขารทั้งปวง แล้วแล่นเข้าสู่พระนิพพานเลยทีเดียว

หากว่า ยังไม่เห็นพระนิพพาน โดยความสงบ ( สังขารุเปกขาญาณนั้น ) ก็มีสังขารเป็นอารมณ์อย่างเดียว แล้วดำเนินไปอยู่ แล้วๆเล่าๆ เปรียบเหมือนนกกาของพวกพ่อค้าเดินทะเล

อนุโลมญาณ

สภาวะดับเทียม

การเข้าสู่ความดับ เป็นจุดสุดยอดของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมมัฏฐาน เพราะความดับที่ไม่แท้อาจเกิดขึ้นได้โดยเหตุหลายประการคือ-

๑. ดับด้วย ปิติ

๒. ดับด้วย ปัสสัทธิ

๓. ดับด้วย สมาธิ ( ขาดความรู้สึกตัว )

๔. ดับด้วย ถีนมิทธะ

๕. ดับด้วย อุเปกขา

ทั้ง ๕ ประการนี้เป็นความดับเทียม ใช้ไม่ได้ เป็นการล่อให้หลงเข้าใจผิด ส่วนมากเกิดในอุทยัพพยญาณอย่างอ่อน ๑ ในมุญจิตุกัมยตาญาณ ๑ ในสังขารุเปกขาญาณ ๑ ถ้าเกิดขึ้นในญาณเหล่านี้ พึงตัดสินเลยว่าเป็นของเทียมใช้ไม่ได้

[b]ส่วนความดับที่แท้จริง [/b]ที่พึงประสงค์ในการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานนี้ ก็คือ ดับโดยมรรค ขณะที่สังขารุเปกขาญาณถึงความแก่กล้าที่สุด สังขารอารมณ์ซึ่งอ่อนละเอียด มีอาการสม่ำเสมอเป็นธรรมดานั้น ก็จะค่อยๆเร็วขึ้นๆจนถี่มาก

แล้วกลับช้าลงไปเป็นธรรมดาอีก ต่อไปจะมีอาการเร็วขึ้นๆแล้วค่อยๆช้าลงอีก เป็นอยู่อย่างนี้บ่อยๆ โดยเป็นไปตามสภาวะของญาณ อุปมาในเรื่อง ทิสากากะ

หมายเหตุ:-

สำหรับผู้ที่ฝึกให้เกิดสภาวะดับ พึงระวังอุปกิเลสให้ดี เพราะตาบใดที่ยังมีกิเลส อุปกิเลสจะเกิดอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่จะรู้เท่าทันกิเลสที่เกิดขึ้นหรือเปล่าเท่านั้นเอง

ไม่ได้เกิดตามที่ตำรามีการบันทึกไว้ ว่าจะต้องเกิดที่ญาณ ๓ เมื่อเห็นไตรลักษณ์ตามความเป็นจริงของสภาวะ

การทวนญาณ

สภาวะจะทวนด้วยตัวของสภาวะเอง ไม่ต้องไปตั้งจิตอธิษฐานแต่อย่างใด

แต่ตามตำราที่เขียนไว้ ให้ฝึกทวนญาณ เหตุของการฝึกเพื่อให้เกิดความแม่นยำในสภาวะ

ถ้าผู้ฝึกไม่รู้ความจริงตรงนี้ ถ้าฝึกด้วยความอยาก ย่อมติดอยู่ในอุปกิเลส เพราะสภาวะแต่ละสภาวะ กว่าจะรู้จะเข้าใจ ต้องวางความอยากโดยตัวจิตเอง ถึงจะรู้ชัดตามความเป็นจริงของสภาวะนั้นๆได้

ภยญาณ,อาทีนวญาณ,นิพพิทาญาณ

ภาคปริยัติ

ภยญาณ ปัญญาพิจรณาเห็นรูปนามเป็นภัย

อาทีนวญาณ ปัญญาพิจรณาเห็นรูปนามเป็นโทษ

นิพพิทาญาณ ปัญญาพิจรณาเห็นรูปนามเป็นของที่น่าเบื่อหน่าย

ทั้ง ๓ ญาณนี้ ต่างกันแค่พยัญชนะเท่านั้น ส่วนใจความนั้นเป็นอันเดียวกัน ดังพระบาลีในปฏิสัมภิทามรรค พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๑ หน้าที่ ๓๙๖ รับรองไว้ว่า

ยา จ ภยตุปฏฺฐาน ยญฺจ อาทีนเว ญาณํ ยส จ นิพฺพิทา อิเม ธมฺมา เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว ญานํ

ญาณทั้ง ๓ นี้คือ ภยตุปัฏฐานญาณ ๑ อาทีนวญาณ ๑ นิพพิทาญาณ ๑ มีใจความเป็นอันเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น

ญาณอย่างอ่อน เป็น ภยญาณ

ญาณอย่างกลาง เป็น อาทีนญาณ

ญาณอย่างแก่ เป็น นิพพิทาญาณ

ข้อสำคัญว่า ให้มีลักษณะปรากฏเป็นความเบื่อหน่ายในรูป,นามสังขารเป็นอันใช้ได้ เพราะญาณนี้มีความเบื่อหน่ายรูป,นามเป็นลักษณะ

ดังในธรรมบทมีพระพุทธวจนะแสดงว่า-

สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ

อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข เอส มคฺโค วิสุทฺธิยาติ

สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ

อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข เอส มคฺโค วิสุทฺธิยาติ

เมื่อบุคคลใดเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารรูป,นามทั้งปวงไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เมื่อนั้นย่อมเกิดความเบื่อหน่าย นี้เป็นทางเพื่อความบริสุทธิ์คือ นิพพาน ดังนี้

เมื่อผู้ปฏิบัติธรรม ได้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน มีวิปัสสนาญาณผ่านขึ้นมาโดยลำดับๆ นับแต่นามรูปปริจเฉทญาณ จนกระทั่งถึงญาณนี้

ถ้าขณะใดพิจรณาเห็นรูปนามปรากฏเป็นภัย คือ เป็นของน่ากลัว ขณะนั้นจัดเป็น ภยญาณ

ถ้าขณะใด พิจรณาเห็นรูปนามเป็นโทษ ขณะนั้นจัดเป็น อาทีนวญาณ

ถ้าขณะใด พิจรณาเห็นรูปนามที่ปรากฏเป็นของน่าเบื่อหน่าย และเบื่อหน่ายในรูปนาม ใจก็น้อมไปในสันติบท คือ บทที่ทำให้ใจถึงความสงบ ขณะนั้นจัดเป็นนิพพิทาญาณ

เมื่อผู้ปฏิบัติมีใจน้อมไปในสันติบทเช่นนี้ สังขารคือรูปนามที่กำลังปรากฏเป็นภัยอยู่นั้น ก็จะปรากฏเป็นของมีโทษมาก และเป็นของที่น่าเบื่อหน่ายแท้

ติวิธกิจฺจสามตฺวนตํ ญาณอันเดียว ก็สามารถยังกิจทั้ง ๓ อย่างให้สำเร็จได้ คือ พิจรณาเห็นรูปนามเป็นภัย ๑ มีโทษมาก ๑ น่าเบื่อหน่าย ๑

น สชฺชติ พหุวาทีนวตาย ทิฏฺฐตฺตา ใจของผู้นั้นจะไม่ติด ไม่ข้องอยู่ในรูปนาม เพราะตนได้พิจรณาเห็นด้วยปัญญาชั้นสูงแล้วว่า เป็นของมีโทษมาก

มุญฺจิตุกามํ นิสฺสริตุกามํ โหติ มีจิตอยากหลุดพ้น อยากออกหนีรูปนาม จากวัฏฏสงสาร เพราะตนได้รู้ได้เห็นโดยประจักษ์แล้วว่า รูปนามเป็นของไม่เที่ยง เป็นของไม่คงที่ เป็นของไม่ยั่งยืน เป็นของไม่มีสาระแก่นสาร เป็นของเป็นไปเพียงระยะกาลนิดเดียวเท่านั้นเอง

อตฺตานํ นิพฺเพเธตุกามตา นิสฺสริตุกามตา อปคนฺตุกามตา นักปฏิบัตินั้นอยากจะยกตนออก อยากจะรื้อตนออก อยากจะหนีไปจากรูปนาม หนีไปจากห้วงมหรรณพภพสงสาร อยากไปสู่พระนิพพานโดยส่วนเดียว

สงฺขารคเต นิพฺพินฺทติ ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดีในสังขาร คือ รูปนามที่เป็นไปในกามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิทั้งสิ้น เพราะสังขารในภพกำเนิดคติ วิญญาณฐิติและสัตตาวาสทั้งหมด ล้วนแต่มีความแตกสลายทำลายไป เสื่อมไปด้วยกันทั้งสิ้น

ดังตัวอย่าง ตามพระบาลีในปฏิสัมภิทามรรค ดังต่อไปนี้ คือ

ผู้เจริญวิปัสสนาย่อมพิจรณาเห็นว่า รูปนามที่เกิดขึ้นมาในโลกนี้ เพราะกรรมเก่าเป็นปัจจัยก็ดี

รูปนามที่กำลังเป็นไปอยู่ขณะนั้นก็ดี

รูปนามที่แก่ชราก็ดี

รูปนามที่กำลังสร้างกรรมซึ่งเป็นเหตุให้ปฏิสนธิต่อไปก็ดี

รูปนามที่จะต้องไปปฏิสนธิในคติต่างๆก็ดี

รูปนามที่กำลังเกิดก็ดี

รูปนามที่กำลังเป็นไปตามอำนาจแห่งผลกรรมก็ดี

รูปนามที่เกิดขึ้นมาแล้ว กำลังเป็นปัจจัยแก่ชราก็ดี

รูปนามที่กำลังร้องไห้ก็ดี

รูปนามที่กำลังคับแค้นใจ เพราะญาติตาย ทรัพย์หาย ถูกไฟไหม้ ถูกโรคภัยเบียดเบียนก็ดี ล้วนแต่เป็นภัย เป็นของน่ากลัว เป็นทุกข์ เป็นเหยื่อหลอกของวัฏฏะ เป็นเหยื่อหลอกของโลก เป็นเหยื่อหลอกของกิเลส

เป็นสังขารปรุงแต่งให้สรรพสัตว์เดือดร้อน ไม่เป็นที่ต้านทานรักษา ไม่เป็นที่หลบหลีก ไม่เป็นที่พึ่งพาอาศัยในภพไหนๆ ได้เลย

ดังนั้น จึงไม่ปรารถนารูปนามในภพกำเนิด ในคติทั้งหมด ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่นรูปนาม

ภพทั้ง ๓ คือ ภามภพ รูปภพ อรูปภพ จะปรากฏดุจหลุมเต็มไปด้วยถ่านเพลิงปราศจากเปลว เพราะเป็นที่ตั้งแห่งกองทุกข์ มีความเกิดเป็นต้น

และทำให้สรรพสัตว์เร่าร้อนอย่างใหญ่หลวง มหาภูติทั้ง ๔ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ในสกลกายก็จะปรากฏเหมือนอสรพิษ มีพิษอันร้ายกาจ มีปากแข็ง มีปากเน่า มีปากเป็นไฟ มีปากเป็นหอก

ข้อนี้สมด้วยพระบาลีที่องค์สมเด็จพระชินสีห์ได้ตรัสไว้ ซึ่งมีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค หน้า ๒๑๖ รับรองไว้ว่า

โฆรวิสาติ ภิกฺขเว จตุนฺนํ ธาตูนิ อธิวจนํ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำว่า ” อสรพิษมีพิษร้ายกาจ ” นี้เป็นชื่อของธาตุทั้ง ๔ ดังนี้

ขันธ์ ๕ ก็จะปรากฏเหมือนกันกับนายเพชฆาตกำลังถือดาบเงื้อจะตัดตออยู่แล้ว เพราะนำความทุกข์มา นำความตายมา ต่างก็เบียดเบียนบีบคั้นกันอยู่ตลอดเวลา สมด้วยพระบาลีว่า

อุกฺขิตฺตาสิโก วธโกติ โข ภิกฺขเว ปญฺจนฺเนตํ อุปทา นกฺขนฺธานํ อธิวจนํ

ภิกษุทั้งหลาย คำว่า นายเพชฆาต ผู้ถือดาบเงื้ออยู่นี้ เป็นชื่อของอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕

อายตนะภายใน ๖ ปรากฏเหมือนกันกับบ้านที่ว่างเปล่า เบื้องแรกนึกว่าเป็นบ้านที่เต็มไปด้วยข้าวปลาอาหารนานาประการ ครั้นดูเข้าไม่เห็นอะไรเลย

ข้อนี้ สมด้วยพระบาลีในสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค หน้า ๒๑๗ รับรองไว้ว่า

สุญฺญาคาโมติ โข ภิกฺขเว ฉนฺดนตํ อชฺฌตฺติกานํ อายตนานํ อธิวจนํ จกฺขุโต ปณฺฑิโต ตุจฺฉกเมว ขายติ สุญฺญกเมว ขายติ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำว่า ” บ้านว่างเปล่า ” นี้ เป็นชื่อของอายตนภายใน ๖

ภิกษุทั้งหลาย หากบุคคลเป็นบัณฑิต ฉลาดมีปัญญา มีตาดี พึงเข้าไปพิจรณาดูบ้านว่าง คือ อายตนภายใน ๖ นั้น จะปรากฏแก่ผู้มีตาดี คือ มีปัญญาดีนั้นว่า เป็นของว่าง เป็นของเปล่า เป็นของสูญแท้ๆ

อายตนภายนอก ๖ ก็จะปรากฏเหมือนกันกับมหาโจร ผู้ปล้นฆ่าชาวบ้าน เพราะ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ เหล่านี้ เบียดเบียนสรรพสัตว์ให้เดือดร้อน ให้ถึงทุกข์ ให้ถึงความตายมามากต่อมาก จนไม่สามารถประมาณได้ เช่น

ทะเลาะกัน วิวาทกัน ด่ากัน ตีกัน ฆ่ากัน เพราะรูปเป็นต้นนี้ เฉพาะวันหนึ่งๆ ถ้าจะรวบรวมมาทั้งโลกแล้ว ดูจะนับไม่ถ้วน ดังนั้น องค์สมเด็จพระจอมธรรม์จึงได้ตรัสสอนไว้ว่า

โจรา คามฆาตาติ โข ภิกฺขเว ฉนฺนเมตํ พาหิรานํ อายตนานํ อธิวจนํ จกฺขุํ ภิกฺขเว หญฺญติ มนาปามนาเปส รูเปสุ. ( ส. สฬ. ๒๑๗ )

ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำว่า ” มหาโจรผู้ปล้นฆ่าชาวบ้าน ” นี้เป็นชื่อของอายตนภายนอก ๖

ภิกษุทั้งหลาย เมื่อตาเห็นรูปดีและไม่ดี ก็เกิดความเดือดร้อน เมื่อหูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายถูกเย็น ร้อน อ่อน แข็ง ใจนึกคิดธรรมารมณ์ ก็ทำให้เกิดความเดือดร้อนเช่นกัน

วิญญาณฐิติ ๗ สัตตวาส ๙ ก็จะปรากฏราวกะว่า ถูกไฟ ๑๑ กอง มีราคะ โทสะ โมหะ เป็นต้น ติดทั่วแล้ว ลุกพวยพุ่งอยู่ตลอดเวลา สมด้วยพระพุทธพจน์ที่มีปรากฏอยู่ใน สังยุตตนิกายว่า

จกฺขุ ภิกฺขเว อาทิตฺตํ เกน อาทิต์ตํ ารคฺคินา โทสคฺคินา โมหคฺคินา ชาติยา ชราเมรเณน โสเกหิ ปริเทเวหิ ทุกฺเขหิ โทมนสฺเสหิ อุปายาเสหิ. ( ส. สฬ. ๒๓ )

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุอันไฟติดทั่วแล้ว ไฟอะไรติดทั่วแล้ว ไฟคือ ราคะ โทสะ โมหะ ชาติ ชรา มรณะ โศกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และไฟคืออุปายาส ติดทั่วแล้ว

รูปนามทั้งหมดจะปรากฏแก่ผู้ปฏิบัติดุจดังหัวฝี เป็นโรค เป็นลูกศร เป็นของคับแค้น เป็นของมีอาพาธ ไม่มีความแช่มชื่น มีแต่ทุกข์ ไม่มีรสชาติ ปราศจากสมบัติ มีแต่วิบัติ

เป็นกองโทษอันใหญ่โตมหึมาที่สุดในโลก ดุจป่ารกชัฏที่มีสัตว์ร้ายนานาชนิด ทำให้หวาดกลัว ขนลุกชูชันขึ้น ดุจถ้ำที่มีเสือโคร่ง ดุจบึงที่มีจระเข้ มีผีเสื้อ มียักษ์ ดุจข้าศึกกำลังเงื้อดาบจะตัดคอ ดุจโภชนาเจือด้วยยาพิษ

ดุจทางมีโจรคอยดักปล้นอยู่ ดุจเรือนกำลังถูกไฟไหม้ ดุจสมรภูมิที่มีกองทัพเตรียมไว้พร้อมแล้ว

เมื่อรูปนาม ปรากฏแก่ผู้ปฏิบัติโดยอาการดังกล่าวมานี้ ใจของผู้นั้นก็จะน้อมไปในสันติบท คือ บทที่ทำใจให้ถึงความสงบ ในข้อนี้มีอุปมาดังนี้คือ

พระราชาองค์หนึ่ง ยกกองทัพไปทำสงคราม แต่ทางไปนั้นกันดารมาก ไม่มีน้ำจะกิน จะอาบเลย พวกรี้พลก็พากันอ่อนกำลังลงไปมาก พระราชาจึงตรัสปลอบใจว่า

ดูก่อนท่านนักรบทั้งหลาย ทางต่อไปข้างหน้านี้ประมาณ ๕๐ โยชน์ มีสระน้ำใหญ่อยู่สระหนึ่ง บริบูรณ์ด้วยน้ำ มีน้ำใสสะอาดดี เป็นที่น่าพักพาอาศัยร่มเย็นดีนัก พวกเราจงรีบไปเถิด

เมื่อพวกรี้พลได้พากันฟังพระราชาตรัสเช่นนั้น ถึงแม้ว่าพวกตนยังไม่เคยเห็นสระน้ำนั้นก็จริง แต่ก็ได้พากันน้อมใจไปหา และพากันตั้งหน้ารีบออกเดินทางต่อไปมิชักช้า เพื่อจะได้ถึงสระนั้น แล้วจะได้อาบ ได้กิน ได้นอน ได้พักผ่อนหย่อนอารมณ์ตามสบาย

ข้อนี้ฉันใด ผู้ปฏิบัติธรรมก็ย่อมน้อมใจไปในสันติบท ยินดีในสันติบทฉันนั้นเหมือนกัน สันติบทนั้น มีอยู่หลายหมวดด้วยกัน ดังจะย่อมาพอเป็นตัวอย่างดังต่อไปนี้

๑. ผู้ปฏิบัติมีปัญญาพิจรณาเห็นว่า ความเกิดเป็นภัย เป็นทุกข์ เป็นเหยื่อหลอก เป็นสังขาร ความไม่ปลอดภัย

เป็นสุข ปราศจากเหยื่อหลอก เป็นนิพพาน

๒. ความเป็นไปของรูปนาม เป็นภัย เป็นทุกข์ เป็นเหยื่อหลอก เป็นสังขาร ความไม่เป็นไป

เป็นความปลอดภัย เป็นสุข ปราศจากเหยื่อหลอก เป็นนิพพาน

๓. รูปนาม เป็นภัย เป็นทุกข์ เป็นเหยื่อหลอก เป็นสังขาร

ความไม่มีรูปนาม ปลอดภัย เป็นสุข ปราศจากเหยื่อหลอก เป็นนิพพาน

๔. รูปนามที่กำลังสั่งสมกรรม เพื่อทำให้เกิดอีก เป็นภัย เป็นทุกข์ เป็นเหยื่อหลอก เป็นสังขาร

ไม่มีรูปนาม สั่งสมกรรม ปลอดภัย เป็นสุข ปราศจากเหยื่อหลอก เป็นนิพพาน

๕. การเกิดอีก เป็นภัย เป็นทุกข์ เป็นเหยื่อหลอก เป็นสังขาร

การไม่เกิดอีก ปลอดภัย เป็นสุข ปราศจากเหยื่อหลอก เป็นนิพพาน

๖. คติที่จะต้องไปปฏิสนธิ เป็นภัย เป็นทุกข์ เป็นเหยื่อหลอก เป็นสังขาร

ไม่มีคติ ปลอดภัย เป็นสุข ปราศจากเหยื่อหลอก เป็นนิพพาน

๗. ความบังเกิดขึ้นของขันธ์ทั้งหลาย เป็นภัย เป็นทุกข์ เป็นเหยื่อหลอก เป็นสังขาร

ความไม่บังเกิดขึ้นของขันธ์ทั้งหลาย เป็นสุข ปราศจากเหยื่อหลอก เป็นนิพพาน

๘. ความเป็นไปของวิบาก เป็นภัย เป็นทุกข์ เป็นเหยื่อหลอก เป็นสังขาร

ความไม่เป็นไปของวิบาก เป็นสุข ปราศจากเหยื่อหลอก เป็นนิพพาน

๙. ชาติ เป็นภัย เป็นทุกข์ เป็นเหยื่อหลอก เป็นสังขาร

ไม่มีชาติ ปลอดภัย เป็นสุข ปราศจากเหยื่อหลอก เป็นนิพพาน

๑๐. ชรา เป็นภัย เป็นทุกข์ เป็นเหยื่อหลอก เป็นสังขาร

ไม่มีชรา ปลอดภัย เป็นสุข ปราศจากเหยื่อหลอก เป็นนิพพาน

๑๑. พยาธิ เป็นภัย เป็นทุกข์ เป็นเหยื่อหลอก เป็นสังขาร

ไม่มีพยาธิ ปลอดภัย เป็นสุข ปราศจากเหยื่อหลอก เป็นนิพพาน

๑๒. มรณะ เป็นภัย เป็นทุกข์ เป็นเหยื่อหลอก เป็นสังขาร

ไม่มีมรณะ ปลอดภัย เป็นสุข ปราศจากเหยื่อหลอก เป็นนิพพาน

๑๓. โสกะ เป็นภัย เป็นทุกข์ เป็นเหยื่อหลอก เป็นสังขาร

ไม่โศก ปลอดภัย เป็นสุข ปราศจากเหยื่อหลอก เป็นนิพพาน

๑๔. ปริเทวะ เป็นภัย เป็นทุกข์ เป็นเหยื่อหลอก เป็นสังขาร

ไม่มีปริเทวะ ปลอดภัย เป็นสุข ปราศจากเหยื่อหลอก เป็นนิพพาน

๑๕. อุปายาส เป็นภัย เป็นทุกข์ เป็นเหยื่อหลอก เป็นสังขาร

ไม่มีอุปายาส ปลอดภัย เป็นสุข ปราศจากเหยื่อหลอก เป็นนิพพาน

เมื่อผู้ปฏิบัติมีใจน้อมไปในสันติบทเช่นนี้ สังขารคือรูปนามที่กำลังปรากฏเป็นภัยอยู่นั้น ก็จะปรากฏเป็นของมีโทษมาก และเป็นของที่น่าเบื่อหน่ายแท้

ติวิธกิจฺจสามตฺวนตํ ญาณอันเดียว ก็สามารถยังกิจทั้ง ๓ อย่างให้สำเร็จได้ คือ พิจรณาเห็นรูปนามเป็นภัย ๑ มีโทษมาก ๑ น่าเบื่อหน่าย ๑

น สชฺชติ พหุวาทีนวตาย ทิฏฺฐตฺตา ใจของผู้นั้นจะไม่ติด ไม่ข้องอยู่ในรูปนาม เพราะตนได้พิจรณาเห็นด้วยปัญญาชั้นสูงแล้วว่า เป็นของมีโทษมาก

มุญฺจิตุกามํ นิสฺสริตุกามํ โหติ มีจิตอยากหลุดพ้น อยากออกหนีรูปนาม จากวัฏฏสงสาร เพราะตนได้รู้ได้เห็นโดยประจักษ์แล้วว่า รูปนามเป็นของไม่เที่ยง เป็นของไม่คงที่ เป็นของไม่ยั่งยืน เป็นของไม่มีสาระแก่นสาร เป็นของเป็นไปเพียงระยะกาลนิดเดียวเท่านั้นเอง

อตฺตานํ นิพฺเพเธตุกามตา นิสฺสริตุกามตา อปคนฺตุกามตา นักปฏิบัตินั้นอยากจะยกตนออก อยากจะรื้อตนออก อยากจะหนีไปจากรูปนาม หนีไปจากห้วงมหรรณพภพสงสาร อยากไปสู่พระนิพพานโดยส่วนเดียว

สงฺขารคเต นิพฺพินฺทติ ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดีในสังขาร คือ รูปนามที่เป็นไปในกามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิทั้งสิ้น เพราะสังขารในภพกำเนิดคติ วิญญาณฐิติและสัตตาวาสทั้งหมด ล้วนแต่มีความแตกสลายทำลายไป เสื่อมไปด้วยกันทั้งสิ้น

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้น ( สภาวะ )

จิตมีแต่ความเบื่อหน่ายตั้งแต่แบบหยาบๆ จนกระทั่งเบื่อหน่ายสุดๆชนิดที่เรียกว่าไม่มีที่จะให้อยู่ เบื่อมากๆ จะเห็นแต่โทษของการเกิด มุ่งสร้างเหตุของการดับที่ต้นเหตุของการเกิดเหตุทั้งปวง

ไม่เที่ยง,เบื่อหน่าย,วางเฉย ( ญาณ ๑๖ )

สภาวะที่จะพบเจอตลอดคือ เห็นแต่ความไม่เที่ยง ( ไตรลักษณ์ ) สุขก็ไม่เที่ยง ทุกข์ก็ไม่เที่ยง ทุกอย่างคาดเดาอะไรไม่ได้เลย

เมื่อเห็นดังนี้บ่อยๆ เป็นเหตุให้เกิดความเบื่อหน่าย เป็นเหตุการคาดเดาลดน้อยลง การคาดหวังลดน้อยลง เป็นเหตุให้เกิดความวางเฉยในที่สุด

แล้วสภาวะจะเปลี่ยนไปอีก สลับไปมาอยู่แบบนี้ นี่คือ ตัวปัญญาที่พบเจอในญาณ ๑๖ ที่สามารถนำมาอธิบายเป็นรูปธรรมได้ ซึ่งทุกๆคนจะเจอเหมือนกันหมด ไม่มีความแตกต่างเลย

ส่วนการเห็นความน่ากลัวและโทษในเรื่องของการเกิดหรือสังขารนั้น จะเกิดในช่วงของสภาวะความเบื่อหน่าย จะมองเห็นว่า ชีวิตมีแค่นี้เอง ไร้สาระ ว่างเปล่า ไม่ได้มีแก่นสารอะไรที่จะยึดถือได้เลย แล้วจิตจะเกิดการวางเฉย ( ปล่อยวาง ) เอง

สภาวะทั้ง ๓ นี้จะเห็นตลอดเวลา ซึ่งมีตั้งแต่สภาวะหยาบๆจนกระทั่งละเอียด เพียงแต่จะเห็นแล้วหรือยังเท่านั้นเอง

เหตุของที่มาของคำว่า แค่รู้ แค่ดู อยู่กับปัจจุบัน

ไม่ว่าสภาวะใดๆที่เกิดขึ้น ถ้ามีสติตั้งมั่น มีความรู้สึกตัวขณะที่เกิด มีสมาธิที่ตั้งมั่น ไม่เอาความคิดที่มีอยู่เข้าไปข้องกับสภาวะที่กำลังเกิดขึ้น ให้แค่รู้ แค่ดู คืออยู่กับปัจจุบัน คือรู้อยู่กับสภาวะนั้นๆ จึงจะเห็นสภาวะที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง

แต่เมื่อใดก็ตามที่มีความคิดเข้าไปเกี่ยวข้องกับสภาวะนั้นๆ สภาวะจะเปลี่ยนไปทันที เปลี่ยนไปตามความคิดหรือการให้ค่าที่เกิดขึ้น แต่ไม่ใช่ตามความเป็นจริงของตัวสภาวะแต่อย่างใด นี่แหละเหตุของที่มาของคำว่า แค่รู้ แค่ดู อยู่กับปัจจุบัน

ความเบื่อหน่าย ( นิพพิทาญาณ )

นิพพิทาญาณ

นิพพิทาญาณ มีความหมายเดียวกันกับ ภยตุปัฏฐาญาณกับอาทีนวญาณ

ชื่อว่า ภยตุปัฏฐาญาณ เพราะ เห็นสังขารทั้งปวงโดยความน่ากลัว ( ญาณกำหนดรู้ในความปรากฏโดยความเป็นที่น่ากลัว )

ชื่อว่า อาทีนวานุปัสสนา เพราะ ให้เกิด ( ความเห็น ) โทษร้ายขึ้นในสังขารทั้งหลายเหล่านั้นเอง ( ญาณกำหนดรู้โดยการเห็นเนืองๆซึ่งโทษร้าย )

ชื่อว่า นิพพิทานุปัสสนา เพราะเกิดความเบื่อหน่ายขึ้นในสังขารทั้งหลายเหล่านั้นนั่นเอง ( ญาณกำหนดรู้โดยการเห็นเนืองๆ ด้วยความเบื่อหน่าย )

แม้ในพระบาลี ท่านก็กล่าวไว้ว่า ปัญญาใดภยตุปัฏฐาน ๑ ญาณใดในอาทีนวะ ๑ นิพพิทาใด ๑ ธรรมทั้งหลายนี้มีความหมายเดียวกัน พยัญชนะเท่านั้นที่ต่างกัน ”

สภาวะความเบื่อหน่ายของญาณทั้ง ๓ คือ ภยญาณ ๑ อาทีนวญาณ ๑ นิพพิทาญาณ ๑

๑. ภยญาณ เป็นญาณอย่างอ่อน

๒. อาทีนวญาณ เป็นญาณอย่างกลาง

๓. นิพพิทาญาณ เป็นญาณอย่างแก่

เมื่อบรรลุถึงญาณนี้ จะมีอาการเบื่อหน่ายในรูป,นามเป็นลักษณะ ถูกต้องตามพุทธวจนะที่ว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ เป็นอาทิ

เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่าสังขารคือ รูป,นามไม่เที่ยง,เป็นทุกข์ เมื่อนั้นย่อมเกิดความเบื่อหน่าย นี้เป็นทางเพื่อความบริสุทธิ์หมดจดคือ พระนิพพาน ดังนี้

ธันวาคม 2017
พฤ อา
« พ.ย.    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: