โลก

2 ตุลาคม 61

วันนี้ไปพบแพทย์ตามนัด ระหว่างนั่งรอผลเลือด มองออกไปด้านนอก
เห็นคนนอนรถเข็น สายระโยงระยาง มองแล้วก็ปลง ชีวิตคนเรามีแค่นี้เองนะ เกิด แก่ เจ็บ ตาย
เกินจากนั้น ก็เป็นเรื่องของกรรมและการให้ผลของกรรม ที่ได้กระทำลงไป เกิดจากความไม่รู้ที่มีอยู่
กว่าจะรู้ หลงสร้างกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีกมากมาย ไม่ไหวจะเคลียร์

หลังจากหมอตรวจเสร็จ แล้วบอกถึงสิ่งที่จะให้เราทำต่อ พร้อมกับแจ้งราคาค่าใช้จ่าย
เราฟังแล้วก็คิดพิจรณา ชีวิตคนเรานี่ ๑ ชีวิต ราคาถูกกว่าซื้อควายหนึ่งตัว ชีวิตคนเรามีค่าแค่นี้เองเหรอ

เหตุที่ควายราคาแพง ตอนมีชีวิตอยู่ นำไปใช้งานได้ เวลาตาย เนื้อก็นำมาขายได้
ส่วนคนตาย ตายแล้วก็แล้วกัน ให้ฟรี ก็ไม่มีใครอยากได้ ยกเว้นบริจาคที่รพ. เพื่อเป็นอจ.ใหญ่

ทางเลือกสำหรับตัวเอง
หมอบบอกว่ามีสองทางเลือก
เพราะอาการหัวใจที่เป็นอยู่ น่าจะเกิดจากเส้นเลือดอุดตัน

ตามหลักแล้ว ไทรอยด์เป็นพิษ
ถ้าผลเลือดกลับมาปกติ หัวใจจะกลับมาเต้นปกติ
แต่หัวใจเรายังคงเต้นผิดปกติ

.
นี่เปลี่ยนยาละลายลิ่มเลือดตัวใหม่
ตัวเก่ากินแล้วมีผลข้างเคียง

ครูมาสอนคือ ไม่ต่างกับหนูทดลองยา
แต่ทำไงได้ อย่างน้อยไม่ต้องทรมาณแบบเมื่อก่อน

เมื่อก่อน เวลาที่เจ็บหัวใจแต่ละครั้ง
อาการเหมือนจะน็อคอยู่เรื่อย
ตั้งแต่กินยามา อาการเจ็บหัวใจยังมีอยู่
แต่ไม่รุนแรงแบบเมื่อก่อน คือเจ็บแบบยังรับมือได้

 

 

3 ตุลาคา 61

เมื่อคืนเล่าให้เจ้านายฟังถึงสิ่งที่หมอบบอกว่า รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่จะต้องใช้ เป็นค่าส่องกล้องหนึ่งหมื่นบาท
ถ้าเจอสะเก็ดเลือด ค่าช๊อตไฟฟ้าหัวใจ ค่านอนรพ. 1 คืน รวมค่าใช้จ่ายประมาณ ห้าถึงหกหมื่นบาท
ถ้าไม่เจอ ก็ไม่รู้ว่าหมอจะคิดรักษาแบบไหนต่อ

เมื่อวาน หลังจากได้ยาละลายลิ่มเลือดตัวใหม่เพิ่มมาอีกตัว ค่ายาตัวนี้แพงมาก
ยาแค่ 26 เม็ด ราคาประมาณสองพันบาท

ยาตัวนี้กินหลังอาหารเช้า-เย็น หลังจากกินยาตัวนี้ไป มีอาการเจ็บหัวใจ
เมื่อคืนเจ็บหัวใจเกือบทั้งคืน แต่ก็ทนได้ เพราะที่เคยเจ็บมา เคยเจ็บมากกว่านี้

.
สติ สัมปชัญญะ ทำให้เกิดการคิดพิจรณา

เมื่อคืน ขณะที่เจ็บหัวใจ ก็คิดพิจรณาไปด้วย เกี่ยวกับยาที่เคยกิน
กินแล้ว อาการเจ็บหัวใจเบาลง ไม่เกิดบ่อย

พอหมอเพิ่มยาละลายลิ่มเลือดทีไร จะเป็นแบบนี้ทุกที
คือ เจ็บหัวใจมากกว่าเดิม และมีเกิดขึ้นบ่อย

ก็คิดนะว่า เกี่ยวกับสิ่งที่มีเกิดขึ้น มองเป็นเรื่องของสภาวะ
พยายามหลบหลีกสภาวะหนึ่ง ก็มาเจอสภาวะหนึ่งแทน

กล่าวคือ ได้หลีกเลี่ยงการเดินจงกรมกับนั่งสมาธิ(เต็มรูปแบบ)
เพราะความที่ไม่อยากรู้เห็นอะไร แต่หันมานั่งสมาธิบนโซฟาแทน
ผลคือ อาการขาแข็งที่มีเกิดขึ้นเนื่องจากไม่ได้นั่งขัดสมาธิที่พื้น เส้นก็เลยยึด

เช้านี้บอกเจ้านายว่า ตัดสินใจจะใช้กรรมฐานรักษาตัวแบบที่เคยทำมา
จะกลับมาเดินจงกรมต่อด้วยนั่งสมาธิที่พื้น เหมือนที่เคยทำ
คือ มีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า อะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด
ต่อให้พยายามรักษาแค่ไหน ก็หนีไม่พ้น

.
กรรมของการฆ่าปู

เล่าให้เขาฟังว่า น่าจะเป็นผลของกรรมในอดีต ที่เคยฆ่าปู สมัยอยู่ที่ปากน้ำ เป็นคนชอบกินปู
ตอนนั้นซื้อปูทะเลที่ตลาด แม่ค้าบอกว่าปูตายแล้ว ตอนที่ซื้อมาเหมือนปูตายแล้วจริงๆ
แต่ตอนที่นำไปต้มนี่สิ ปูยังไม่ตาย ไต่ขึ้นปากหม้อหนีน้ำร้อน

จับปูขึ้นมา แล้วใช้อีโต้สับครึ่งตัว แล้วนำไปต้มต่อ หลายตัวเหมือนกันนะ
หลังจากนั้นมา เริ่มมีอาการเจ็บหน้าอก แรกๆไม่ได้คิดอะไร สงสัยว่าน่าจะเป็นกล้ามเนื้ออักเสบ
วานให้พี่ที่ทำงานทำ EKG ตรวจคลื่นหัวใจให้ แล้วนำไปขอให้หมอช่วยอ่านค่าให้ หมอบอกว่า ปกติ

.

ในตอนนี้ หลังจากที่หมอบอกว่า อาการที่เป็นอยู่ หมอยังหาสาเหตุไม่ได้ จึงขอส่องกล้อง
เพื่อดูข้างในของหัวใจว่า มีอุดตันตรงไหนหรือเปล่า แต่ความที่ว่าค่ารักษาที่แจ้งมานั้นราคาสูงมาก
เมื่อคืนจึงเสริชหาศูนย์โรคหัวใจ เจอรพ.จุฬาภรณ์

เช้านี้โทรฯติดต่อแผนกศูนย์หัวใจ

จนท.ถามว่า มีบัตรใช้สิทธิอะไรบ้าง
บอกเขาว่า มีบัตรทอง ของรพ.แพทย์ปัญญา

จนท.ซักประวัติคร่าวๆเรื่องการรักษาตัว แล้วให้คำแนะนำว่า ให้ไปติดต่อที่รพ.แพทย์ปัญญาก่อน
ถ้าหมอทางนั้นไม่สามารถรักษาได้ ให้ทางรพ.แพทย์ปัญญา ทำหนังสือส่งตัวมารับการรักษาที่รพ.จุฬาภรณ์
แล้วนำประวัติการรักษาจากรพ.ราม ที่เคยรักษามาทั้งหมดมาด้วย

 

5 ตค. 61

ตกลงสามารถติดต่อรพ.จุฬาภรณ์ได้
แล้วหมอนัดเจอวันที่ 11 ตค.นี้ ในตอนบ่าย

เสริชหาเส้นทาง และวิธีการเดินทาง

ถ้าไปรถเมล์ กลัวเจอจราจรติดขัด
ไปสถานีรถไฟฟ้า ขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน ไปลงจตุจักร

แล้วเดินข้ามไปฝั่งจตุจักร ตัดสินใจนั่งแท็กซี่
เพราะเพิ่งเคยไปเป็นครั้งแรก ไม่รู้ว่าเส้นทางเป็นแบบไหน

.
ที่ไปหาหมอที่จุฬาภรณ์
อย่างแรกเพราะ ค่าใช้จ่ายน่าจะถูกกว่ารพ.รามคำแหง
อีกอย่างจนท.บอกว่า หากมีการตรวจรักษาพิเศษ
ถ้ามีค่าใช้จ่ายสูง สามารถใช้บัตรทองได้
ทางจนท.จะช่วยประสานงานให้

.
อย่างที่สอง คิดว่า ถ้าส่องกล้องก็ดีเหมือนกัน
จะได้รู้ไปเลยว่า ตกลงเกิดจากเส้นเลือดอุดตัน
หรือเป็นเพียงเรื่องของสภาวะ

 

เมื่อคิดพิจรณา จะว่าไปแล้ว อาการเจ็บหน้าอกแต่ละครั้ง ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้น มากน้อยไม่เท่ากัน
ช่างเหมือนกับทุกขเวทนาที่มีเกิดขึ้น ขณะทำกรรมฐาน ไม่แตกต่างกันเลย

เพียงแต่ ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้น ขณะทำกรรมฐาน เกิดที่กายเป็นหลัก
เมื่อยังมีความยึดมั่นถือมั่นในกายอยู่ จึงส่งผลกระทบต่อใจ เจ็บมาก เจ็บน้อย
ขึ้นอยู่กับความยึดมั่นถือมั่น ที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ
เรียกว่า เป็นการรู้เห็นทุกขเวทนาที่มีเกิดขึ้นแบบหยาบๆ

ทีนี้อาการเจ็บหัวใจ ที่ยังไม่รู้ว่าเกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัย ยังหาสาเหตุไม่ได้
เป็นเรื่องของกายมีส่วนประกอบ  แต่ก็ยังน้อยกว่าใจ ซึ่งมองเห็นได้ชัด

โดยเฉพาะผู้ที่ยังมีอวิชชา หากมีความยึดมั่นถือมั่นมาก ผลที่ตามมา
คือ ความกลัว ความวิตกกังวลว่าจะเป็นอะไรหรือเปล่า ซึ่งก่อให้เกิดความเครียด
นับว่าเป็นเหตุดี ที่ตัวเองไม่ได้มีอาการเหล่านั้นเกิดขึ้นแต่อย่างใด

.
ถ้าถามความรู้สึกแล้ว ตั้งแต่กินยาที่หมอให้มา เฉพาะยาสองตัวที่กินประจำ แค่นี้ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว
อย่างน้อยๆ ช่วยบรรเทาอาการเจ็บที่มีเกิดขึ้น แทนที่จะเกิดบ่อย ทำให้เกิดน้อยลง นานๆถึงจะเกิด
แต่ถ้าต้องกินยาระยะยาว ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ยาที่กิน จะส่งผลกระทบอย่างไรกับร่างกายบ้าง
ตรงนี้ก็เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยอีก ถ้ามีเหตุ ผลย่อมมี ไม่ใช่บังเอิญเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

.
รู้สึกไม่ดีกับการกินยาละลายลิ่มเลือด ทุกครั้งที่หมอจ่ายตาตัวนี้เพิ่มมา ผลกระทบที่ตามมาคือ เจ็บหัวใจบ่อยขึ้น
ใจเรานั้น อยากได้ยาแค่ช่วยบรรเทาอาการไว้ แบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องเร่งรักษา ไม่ต้องไปอยากรู้นั่นรู้นี่
เหมือนกับการทำกรรมฐาน ให้ทุกอย่างเป็นไปตามสภาวะ เรามีหน้าที่ คือ มีสติ รู้อยู่กับปัจจุบัน ทำแค่นี้พอ
แล้วตั้งใจทำความเพียรต่อเนื่อง นอกนั้นเป็นเรื่องของเหตุปัจจัย

หากจะตาย จะอายุมาก อายุน้อย เรื่องของอายุ นั้นไม่เกี่ยว
เรื่องของโรคภัยก็ไม่เกี่ยว เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย

โรคภัยมาจากไหน
ล้วนเกิดจากการกระทำ
ที่เกิดจากความไม่รู้ที่มีอยู่ทั้งสิ้น
สิ่งที่กระทำที่มีเกิดขึ้นทางกาย วาจา ใจ ขณะดำเนินชีวิต
ไม่ว่าการกระทำนั้นๆ จะเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม
ทุกๆการกระทำ ล้วนส่งผลกระทบกลับมาให้รับผล
ในรูปแบบของสิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต รวมทั้งโรค ภัย ไข้ เจ็บ

.
เมื่อยังอร่อยกับเนื้อหนังมังสาของผู้อื่น
ทุกๆการบริโภค ล้วนมีข้ออ้าง
ผลกระทบกลับมา ก็ต้องยอมรับ

เมื่อการสำรวมทางกาย วาจา ใจ ยังไม่มากพอ
ทุกๆการกระทำ ล้วนมีข้ออ้าง
ผลกระทบกลับมา ก็ต้องยอมรับ
.
สิ่งที่เกิดขึ้น
มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

หากไม่เคยทำ ผลจะมาจากไหน
เรื่องบังเอิญไม่มีในโลก
พอๆกับของฟรี ไม่มีในโลก

.

ระหว่างหมอกับเรา มีความเห็นไม่ตรงกัน

หมอ ย่อมพยามใช้วิธีการแบบหมอ
คือ ต้องหาช่องทางรู้ให้ได้ว่า คนไข้เป็นอะไร
จึงต้องมีการทดลองเกิดขึ้นตามมา
มีการทดลองแบบถูกกฏหมาย และ ผิดกฏหมาย

สำหรับเรา เมื่อกินยาแล้ว อาการบรรเทาลง แค่นี้ก็พอใจ
ไม่จำเป็นต้องไปค้นหารากเหง้าของอาการ

ประกอบกับค่าใช้จ่าย เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเริ่มจะรับมือไม่ไหว
เราจึงต้องหาทางออกให้กับตัวเอง โดยการหาทางเลือกใหม่
ที่รักษาพื้นฐานเดิม แต่เสียค่าใช้จ่ายน้อยลง

ในตอนแรกยังคิดไม่ได้หรอก เอาสะดวก เอาใกล้ไว้ก่อน

เห็นทุกข์ จึงทำให้เกิดปัญญา

“เห็นทุกข์ จึงเห็นธรรม”

 

6 ตค.61

จากการเจ็บป่วย ทุกขเวทนาที่มีเกิดขึ้น
ไม่แตกต่างกับทุกขเวทนาที่มีเกิดขึ้น ขณะทำกรรมฐาน

ขณะทำกรรมฐาน เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกาย เป็นหลัก
เช่น รูปฌาน(รูปภพ) กายมีอยู่(รูปปรากฏ) 
เวทนาที่เกิดขึ้น มีกายเป็นหลัก ใจเป็นรอง
เพราะเมื่อสมาธิมีกำลังมาก เวทนาย่อมหายไป

.
อรูปฌาน(อรูปภพ) กายหาย(รูปไม่ปรากฏ)
เหลือเพียงใจที่รู้อยู่

เมื่อจิตคลายจากสมาธิ
เวทนาที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องของใจ

.
ความเจ็บป่วย(กามภพ) เช่น การเจ็บหัวใจ
เวทนาที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องของกายและใจ

.
เวลาที่เกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย
เป็นเรื่องของกายและใจ
ไม่ใช่แค่กายหรือใจ อย่างใดอย่างหนึ่ง
แต่มีเกิดขึ้นทั้งสองอย่าง

ทำให้เกิดการคิดพิจรณา เริ่มมองเห็นโลก ในมุมมองใหม่
ค่อยๆเกิดความรู้ชัดทีละนิด “อายตนะ”

.
ทำไมพระพุทธเจ้า เวลาพูดถึงโลก
เหตุปัจจัยใดจึงใช้คำว่า อายตนะ
แทนที่จะทรงตรัสเช่นเดียวกับคำว่าโลก
ความหมายของโลก เหมือนที่คนทั่วๆไปใช้พูดกัน

.
เพราะอาศัยธาตุทั้งหลาย 6 ประการ การก้าวลงสู่ครรภ์ย่อมมี

ภิกษุ ท.! ที่เรากล่าวว่า ธาตุ ๖ อย่าง นั้น
เราอาศัยข้อความอะไรกล่าว?

เราอาศัยข้อความนี้กล่าว คือ ธาตุเหล่านี้มีหก คือ
ปฐวีธาตุ
อาโปธาตุ
เตโชธาตุ
วาโยธาตุ
อากาสธาตุ
วิญญาณธาตุ

.
อายตนะทั้งภายในและภายนอกนี้ มีอย่างละ 6 แล คือ

จักษุและรูป
โสตและเสียง
ฆานะและกลิ่น
ชิวหาและรส
กายและโผฏฐัพพะ
มโนและธรรมารมณ์
เหล่านี้แล อายตนะทั้งภายในและภายนอกอย่างละ 6

.

โลกสูตรที่ ๑๐

[๑๙๖] เทวดาทูลถามว่า
เมื่ออะไรเกิดขึ้น โลกจึงเกิดขึ้น โลกย่อมชมเชยในอะไร
โลกยึดถือซึ่งอะไร โลกย่อมเดือดร้อนเพราะอะไร ฯ

[๑๙๗] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
เมื่ออายตนะ ๖ เกิดขึ้น โลกจึงเกิดขึ้น
โลกย่อมทำความชมเชยในอายตนะ ๖
โลกยึดถืออายตนะ ๖ นั่นแหละ
โลกย่อมเดือดร้อนเพราะอายตนะ ๖ ฯ

 

11 ตค.

วันนี้ไปพบหมอที่รพ.จุฬาภรณ์
 
ความที่ว่า ไม่ได้ไปไหนไกลๆ ต้องเรียนรู้เรื่องการเดินทาง โดยเฉพาะรถไฟฟ้าใต้ดิน แบบเป็นงงมาก ก็ถามกับคนแถวๆนั้นแหละ ขาไปไม่เท่าไหร่ ขากลับนี่ เรียกชื่อสถานีไม่ถูก
 
รถใต้ดินจะใช้เหรียญ ยืนดูคนอื่น เขาใช้แต่บัตรกัน เราก็รอดูว่าเผื่อมีคนใช้เหรียญ หาไม่เจอสักคน ถามคนแถวนั้นว่าใช้ยังไง ไม่เห็นมีรูให้หยอดเหรียญ เขาบอกว่า ใช้แตะลงไป โอเค!!!!
 
ลงหน้าจตุจักร นั่งแท็กซี่ ค่ารถประมาณ 85 บาท เศษที่เหลือยกให้คนขับ เขาขอบคุณใหญ่โต
 
ตอนที่มองเห็นรพ.ครั้งแรก โห!!!! พื้นที่กว้างใหญ่มากๆ มีศูนย์วิจัยด้วย ถามตลอดทางว่าไปทางไหน สำหรับโรคหัวใจ ต้องนั่งรถตู้ไปตึก 17 ไร่ เป็นรถบริการจากทางรพ. แบบดูไฮโซมาก การบริการดีมาก แอร์เย็นกระหน่ำ แบบถูกใจมาก
 
ตอนพบหมอ หมอสอบถามอาการและเหตุที่มีรักษาที่รพ.นี้ ได้เล่าเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะต้องจ่ายให้กับรพ.รามให้ฟัง เราบอกว่า ไม่ได้มีรายได้อะไรมากมาย  แรกๆ พอรับมือไหว แต่นี่ตั้งห้าหมื่น รับมือไม่ไหว ลองหาในกูเกิ้ล เจอรพ.จุฬาภรณ์ จึงคิดว่า ค่าใช้จ่ายพอจะรับมือได้
 
หมอถามเรื่องสิทธิการรักษา
เราบอกว่า จ่ายเงินสด เบิกไม่ได้ แล้วทางจนท.ได้ให้คำแนะนำไว้ว่า หากต้องมียอดค่าใช้จ่ายสูง ทางรพ.จะประสานงานไปกับรพ.แพทย์ปัญญาให้(บัตรทอง) จึงตัดสินใจที่จะมารับการรักษาที่นี่
 
หมอบอกว่า ตกลงรักษาที่นี่ต่อนะ หมอจะได้นัดต่อเนื่อง แล้วก็มีทำแอ็คโค่ มีส่องกล้อง ถ้าไม่เจอลิ่มเลือด หมอจะช๊อตไฟฟ้าที่หัวใจ เพื่อระงับอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจจะไม่ใช่แค่ครั้งเดียว หมอจะให้นอนรพ. 1 คืน แล้วหมอให้พยาบาลไปสอบถามเรื่องราคา
 
ค่าส่องกล้อง ที่รพ.รามคิด 1 หมื่น
ที่รพ.จุฬาภรณ์ 2000 บาท
 
แล้วเรื่องยาละลายลิ่มเลือดตัวใหม่ หมอบอกว่า ยาตัวนี้ ราคาเม็ดละ 100+ เหมือนกัน เราเอาใบเสร้จให้หมอดู ค่ายา ปกติ แบบไม่มียาละลายลิ่มเลือด ราคาประมาณ 1000+ ไม่เกิน 2000 บาท  พอมียาละลายลิ่มเลือดเพิ่มมาอีก 28 เม็ด ราคาทั้งหมด 6000+
 
หมอสั่งยาให้ พร้อมกับถามว่า ถ้าค่ายาประมาณ 2000 บาท ไหวมั๊ย
 
เราบอกว่า ไหวค่ะ
 
หมอนัดอีกสองอาทิตย์ ได้ยาละลายลิ่มเลือดมา 40 เม็ด ยากดการการเต้นของหัวใจ 20 เม็ด
 
ตอนรับยา เภสัชดีมาก เขาถามว่า เคยกินยาตัวนี้หรือยัง(ยากดการเต้นของหัวใจ) 
 
เราบอกว่า ยังไม่เคย พร้อมกับถามว่า มีอะไรหรือเปล่าคะ?
 
เภสัชบอกว่า เห็นมียาช่วยลดการเต้นของหัวใจอยู่แล้ว ยาตัวนี้ออกฤทธิ์คล้ายๆกัน แต่จะแรงกว่า เดี่ยวขอโทรฯถามหมอก่อน
 
สรุป หมอบอกให้กินยาตามที่สั่ง
 
เภสัชบอกว่า ถ้ากินแล้ว มีอาการหน้ามืด ให้มารพ.
เรากล่าวคำขอบคุณเขา
 
ที่นี่จะแยกการตรวจโรค หมอหัวใจรักษาหัวใจอย่างเดียว ไทรอยด์ หมอให้หมอเฉพาะทางแยกรักษาต่างหาก พรุ่งนี้นัดเจาะเลือด และพบหมอรักษาไทรอยด์
 
ขากลับ แท็กซี่บอกว่า ไปลงที่สถานีพหลโยธินมั๊ย อยู่ใกล้เซ็นทรัล 
 
เราบอกว่า ถ้ามั่นใจว่ารถไม่ติด ไปส่งที่นั่นก็ได้
เขาถามว่า แค่สถานีเดียว ไม่นั่งรถเมล์เหรอ
 
เราบอกว่า จากเซ็นทรัล ไปแยกรัชดา คือ เปรียบเทียบกับนั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน  ถ้าขึ้นรถเมล์ ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่ารถไม่ติด แต่รถไฟฟ้าใต้ดิน รับประกันได้
 
สรุป โชเฟอร์ไปส่งที่สถานี้รถไฟฟ้าใต้ดิน จตุจักร
 
.
 
บอกเจ้านายว่า พรุ่งนี้ต้องตื่นตีสี่ ออกจากบ้านตี 5  เพราะหมอนัด 9 โมงเช้า วันนี้ออกจากบ้าน 10 โมงเช้า กว่าจะถึงรพ. ปาเข้าไปบ่ายโมง
 
เขาบอกว่า นั่งเรือสิ ไปลงที่ท่าอโศก เดินอีกประมาณ ไม่เกิน 100 เมตร แล้วขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน แปบเดียวก็ถึงละจตุจักร ออกจากบ้าน 6 โมงเช้าก็ได้ ไม่ต้องรีบ
 
เราก็คิด เออ .. จริงสิ ไปเรือเร็วกว่าติดอยู่บนรถเมล์ รถไฟฟ้ากะเวลาได้ รถเมล์ กะเวลาที่แน่นอนไม่ได้
12 ตค.

สองหมอ ต่างความคิดเห็นในเรื่องการรักษา คนที่อยู่ตรงกลางก็คือ ฉันเอง อย่างที่เคยเกริ่นไว้ เหมือนหนูทดลองยา แต่ก็ต้องทำใจ ถ้าถามว่า แล้วเราทำยังไง?

หมอหัวใจ ไม่คิดค่า DF
หมอไทรอยด์ ไม่คิด DF

ค่ายาราคาถูกกว่าเอกชนยิ่งกว่าครึ่งต่อครึ่ง
.

หมอถามว่า ยังมีอาการใจสั่นอยู่อีกมั๊ย
เราก็ปากไว ไม่คิดก่อนตอบ น่าจะถามหมอก่อนว่า อาการใจสั่น ที่หมอถามมาเป็นแบบไหน ดันตอบไปทันทีว่า ไม่มี มีแต่เจ็บหัวใจ

ตอนที่ขึ้นลงบันไดเลื่อนนั่นแหละ มันรู้สึกเสียวๆขึ้นในใจ เหมือนเวลาเดินข้ามสะพานลอย ก่อนกินยา สะพานลอยเดินข้ามคนเดียวไม่ได้เลยนะ ต้องหาคนเกาะ ไม่งั้นเดินไม่ได้

เพียงแต่ตอนนี้ เดินข้ามสะพานลอย เริ่มเดินคนเดียวได้ ดันมาเป็นตอนขึ้นบันไดเลื่อน แบบมันสูง มันรู้สึกเสียววาบๆ ขึ้นมาในใจ

.

เรื่องหัวใจเต้นผิดจังหวะ หมอหัวใจสั่งยาไทรอยด์ตัวเก่าให้กินต่อ ส่วนยาลดการเต้นของหัวใจ เพิ่มมื้อกลางวันอีกหนึ่งมื้อ ให้กินสามเวลาหลังอาหาร เนื่องจากยังมีอาการเจ็บหัวใจอยู่ แล้วเพิ่มยาลดความดันในหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งยาละลายลิ่มเลือดที่ให้กินต่อ

มาวันนี้ หมอไทรอยด์กลับบอกว่า ยาไทรอยด์กับยาลดการเต้นของหัวใจตัวเก่า ไม่ต้องกิน จะเปลี่ยนยาไทรอยด์ตัวใหม่

เราบอกว่า ยังเจ็บหัวใจอยู่เป็นระยะๆ
หมอบอกว่า มันไม่เกี่ยวกัน เพราะค่าไทรอยด์กลับมาปกติแล้ว

เราก็คิดในใจว่า อ้าว … หมอหัวใจบอกว่า ต้องกินลดการเต้นของหัวใจต่อนะ เพราะยาตัวนี้ ช่วยให้ไม่เจ็บหัวใจ ที่ยังเจ็บหัวใจเป็นระยะๆ เพราะหมอคนเก่าที่เคยรักษามา ไปลดจำนวนการกินลง ถึงแม้ค่าไทรอยด์ จะกลับมาปกติก็ตาม ถ้ายังเจ็บหัวใจอยู่ ให้กินต่อ และเพิ่มเวลากินอีกหนึ่งมื้อ เป็นสามเวลาหลังอาหาร

เมื่อหมอสองคน มีความเห็นไม่ลงรอยกัน คนที่อยู่ตรงกลางอย่างเราล่ะ หากกินยาตามหมอหัวใจสั่ง ถ้าอาการไทรอยด์แย่ลง หมอไทรอยด์อาจบอกว่า ก็บอกแล้วไงให้เลิกกิน

ถ้าไม่กินยาต่อ ตามที่หมอไทรอยด์สั่งมา แล้วอาการหัวใจแย่ลงล่ะ เมื่อคิดพิจรณาแล้ว ก็ปลงตก บอกกับตัวเองว่า อะไรจะเกิด ยังไงมันก็ต้องเกิด ทุกคนเกิดมาที่มาเกี่ยวข้องกัน ล้วนมีกรรมต่อกัน เมื่อคิดแล้ว นึกถึงยาอีกตัว ที่หมอหัวใจสั่งเพิ่มมา แล้วเภสัชบอกว่า การออกฤทธิ์ จะคล้ายๆยาตัวเก่าที่กินอยู่ เภสัชถึงได้โทรฯไปถามหมอหัวใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่หมอหัวใจยืนยันว่า ให้กินทั้งสองตัว

มาคิดๆดูแล้ว ก็ลองงดยาหัวใจตัวเก่า ทำตามที่หมอไทรอยด์สั่ง เพราะยังมียาสำรองอีกตัว ที่กินได้ หมอไทรอยด์ไม่ได้สั่งงด

.
เล่าเรื่องการเดินทาง วันนี้ออกจากที่พักประมาณ 06.40 น. ถึงท่าเรื่อ 06.55 น. เจ้านายบอกตั้งแต่แรกแล้วถ้า ถ้าเกิน 7 โมงเช้า เรือจะไม่ค่อยมี คือ ขาดระยะ

ไม่ได้นั่งเรือนานละ จำไม่ได้แล้วว่า ท่าอโศกอยู่ตรงไหน เลยบอกคนขับว่า ถึงแล้วบอกด้วย เมื่อใกล้จะถึง คนขับบอกว่า ท่าต่อไปเป็นท่าอโศก จากท่าอโศกจะเป็นประตูน้ำ ตอนนี้จำได้ละ พอขึ้นจากท่า เดินอีกนิดหน่อย ถึงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ต้องดูป้าย จำไมไ่ด้ว่า ขึ้นฝั่งซ้ายหรือฝั่งขวา ไปฝั่งจตุจักร ต่อแท็กซี่ถึงรพ. 8 โมงกว่านิดๆ ไปสอบถามเรื่องที่หมอนัดไว้

ทีนี้เจอปัญหาตอนจ่ายเงินและรับยา เขาให้การ์ดสีชมพูมา เราไปนั่งรอหน้าห้องยา เพราะคิดว่า เดี่ยวคงเรียกเหมือนที่อื่นๆ นั่งรอตั้งนาน ไม่เรียกสักที พอดีจนท.เขามอเห็นบัตรที่ถืออยู่ในมือ เขาจึงบอกว่า ถ้าไม่นำบัตรสีชมพูมายื่น ก็จะไมไ่ด้ยา

เราก็นำบัตรไปเสียบไว้ตามที่เขาบอก แล้วนั่งรอเรียกชำระเงิน สักพักเรียกชำระเงิน หลังจ่ายเงิน จนท.บอกว่า ให้ไปรับยาได้

เราก็ทำเหมือนเดิม คือ นั่งรอหน้าห้องยา เพราะคิดว่าเดี่ยวคงจะเรียก รอเกือบชม. คนมาที่หลัง รับยาไปหมดแล้ว เรามองที่เคาท์เตอร์ กะจะไปถามว่า เรียกชื่อเราไปแล้วหรือยัง พอดีมีคนนำใบเสร็จไปยื่นรับยา เราก็ทำแบบเขามั่ง

จนท.ถามว่า ไปอยู่ไหนมา ไม่มารับยา
เราบอกว่า นั่งรออยู่ตรงนี้เป็นชม.แล้ว เพราะคิดว่าต้องรอเรียก จึงจะรับยาได้

จนท.จึงบอกว่า ขอโทษค่ะ
เราบอกว่า เพิ่งเคยมาใช้บริการเป็นครั้งแรก ก็คิดว่าทางรพ. คงให้บริการเหมือนที่อื่นๆ คือ ตึกด้านหลัง ที่ไปมาเมื่อวาน ต้องรอเรียกชื่อ จึงจะรับยาได้ แต่ตึกข้างหน้า ให้บริการคนละแบบ

สรุปแล้ว ถ้าไม่รวมกับการที่เสียเวลารอรับยา ถือว่า เมื่อเดินทางถูกช่องทาง ระยะเวลาที่ใช้ในการการเดินทางดีกว่านั่งรถเมล์ จากนั่งเรือและนั่งแท็กซี่ถึงรพ. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชม.

 

 

Advertisements

ตถาตา

ตั้งแต่รู้ชัดในทุกขัง
เป็นปัจจัยให้รู้ชัดในความไม่เที่ยง
เป็นปัจจัยให้รู้ชัดในอนัตตา
ความรู้สึกที่เกิดขึ้นตามมาคือ ความเบื่อหน่าย
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด
เป็นปัจจัยให้จิตเกิดการปล่อยวาง

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ จึงทำให้เกิดการยอมรับสภาพธรรม
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงได้

แล้วสภาวะก็จะเปลี่ยนไปอีก
มันก็จะเป็นแบบนี้แหละ

ไม่ได้อัพข้อมูล

ช่วงหลังๆ ไม่ได้ลงบันทึกที่เขียนไว้ โดยส่วนมากเขียนไว้แล้ว แต่ไม่ได้นำมาลง
ประมาณว่า สภาวะที่เขียนๆ ก็เรื่องเดิมๆซ้ำๆ อาจจะมีรายละเอียดข้อปลีกย่อยมากขึ้น
แต่เห็นแล้วว่า ก็แค่การรู้เห็นที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ ยังไม่แจ่มแจ้งซะทีเดียว
จึงไม่ได้นำมาลง จนกว่าเห็นว่า นำมาลงได้แล้ว จึงทะยอยนำมาโพส

กรณีของตัวเอง จะมีเกิดขึ้นเป็นแบบนี้นะ

จะรู้ชัดในทุกขัง
เป็นปัจจัยให้รู้ชัดในความไม่เที่ยง
เป็นปัจจัยให้รู้ชัดในอนัตตา
ความรู้สึกที่เกิดขึ้นตามมาคือ ความเบื่อหน่าย
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด
เป็นปัจจัยให้จิตเกิดการปล่อยวาง

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ จึงทำให้เกิดการยอมรับสภาพธรรม
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงได้

แล้วสภาวะก็จะเปลี่ยนไปอีก
มันก็จะเป็นแบบนี้แหละ

 

กว่าจะรู้

๒๖ สค. ๖๑

กว่าจะรู้ชัดได้ ต้องสงบ ระงับ
แรกๆ ก็ออกจะยาก ความที่ว่าตัณหากล้ายิ่งนัก

เมื่อกำหนดรู้เนืองๆ ไม่กระทำตามตัณหา
ตัณหาที่เคยมีกำลังกล้า ย่อมอ่อนกำลังลง
ทำให้เกิดความรู้ทันตัณหาที่มีเกิดขึ้นมากขึ้น

เมื่อรู้ทัน ย่อมสงบ ระงับ มากกว่าสานต่อ
ปล่อยให้ทุกสิ่งดำเนินไปตามเหตุปัจจัย

คือ ใช้เวลา ใช้การทำใจให้ยอมรับเป็นหลัก
เมื่อถึงเวลา จะมีเหตุปัจจัยให้เกิดความรู้ชัดโดยตัวสภาวะเอง

.

เหมือนการทำกรรมฐาน ก็ทำเดิมๆซ้ำๆนี่แหละ
เดินจงกรม ต่อด้วยนั่งสมาธิ ทำต่อเนื่อง คือ ทำทุกวัน
สภาวะที่มีเกิดขึ้น อาจดูเหมือนเดิมๆซ้ำๆ ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายได้ บางคนเลิกไปก็มี เพราะคาดหวังในผล เมื่อไม่เป็นไปตามที่ใจคิด ก็ทำให้เลิกปฏิบัติได้เช่นกัน

บางคนก็เป็นไปตามกรรมคือ การกระทำของตัวเอง ประกอบกับไม่ทำต่อเนื่อง เมื่อไม่ทำต่อเนื่อง ความขี้เกียจย่อมมาเยือน และครอบงำ จนในที่สุด ทำให้เลิกปฏิบัติไปก็มี

กล่าวคือ เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยในแต่ละคน
หลากหลายเหตุผลที่ทำให้เลิกปฏิบัติ

แต่สิ่งเหล่านี้ ไม่ได้สูญหายไปไหน
ล้วนถูกสะสมให้กลายเป็นสัญญาติดตัวทุกภพทุกชาติ

ที่ปฏิบัติอยู่นี่ ไม่ได้มีเกิดขึ้นเฉพาะในชาตินี้
แต่ทำมาแล้วหลายชาติต่อหลายชาติ

.

ผิดกับผู้ที่ปฏิบัติแล้วเห็นทุกข์ รู้ชัดในทุกข์
เพราะเห็นผลของการปฏิบัติในระดับหนึ่ง
คือ ทำให้ทุกข์น้อยลง
มีกรรมฐานเป็นที่พึ่ง
ถ้าไม่ทำจะยิ่งทุกข์

คนประเภทนี้ บอกให้เลิก ยังไงก็ไม่เลิก
เพราะรู้แล้วว่า มีแต่กรรมฐานเท่านั้น ที่ทำให้ทุกข์น้อยลง
และทำให้อยู่กับทุกข์ได้

 

.

๒๘ สค. ๖๑

ลักษณะของอวิชชาที่ปรากฏ จะแสดงออกทางพฤติกรรมของจิต
เมื่อไม่รู้ทันตัณหา จะปล่อยให้ก้าวล่วงออกมาทางกาย วาจา
โดยการกระทำเดิมๆซ้ำๆ “สิ่งนี้จริง สิ่งอื่นเปล่า”

เมื่อกระทำกรรมจนเป็นอาจิณ
จึงกลายเป็นการชอบประมาณในบุคคลอื่นแบบซ้ำซาก
เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน

ย้อนอดีต

กว่าจะรู้คำเรียกแต่ละคำเรียก ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของคำเรียกนั้นๆ

ทุกครั้งที่มีเหตุปัจจัยให้รู้ จะอุทานว่า ป๊าดดดดด!!!! กว่าจะรู้ ผ่านมาตั้งกี่ปีมาแล้วเนี่ย
ได้แต่เรียกตามสภาวะ แบบใช้ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นเป็นหลัก

สังเกตุเห็นอยู่อย่างหนึ่ง ทุกครั้งที่มีสภาวะที่เรียกว่า การระเบิดเกิดขึ้น ไม่ว่าจะทางกายหรือทางจิต
หลังจากนั้น จิตจะเข้าสู่โหมดความสงบ สัญญาต่างๆจะดับหายไปชั่วขณะ อาจจะหายไปหลายวัน หรือหายไปเป็นอาทิตย์ ไม่แน่นอน

พอออกจากความสงบ กลับมารู้อยู่กับปัจจุบัน สัญญาต่างๆจะมีเกิดขึ้นมากมาย
เหมือนมีคนอีกคนในตัวมาพูดให้ฟัง อธิบายให้ฟัง พร้อมๆกับเป็นการทบทวนสภาวะไปด้วย
คืนนั้นจะรู้สึกตัวเกือบทั้งคืน ทุกครั้งที่รู้สึกตัว จิตจะมีการคิดพิจรณาตลอด

เมื่อคืนก็เช่นกัน มีอาการแบเดิมทั้งคืน จิตคิดพิจรณาตลอด อธิบายเป็นฉากๆ
สิ่งที่ใช้เรียกเองตามสภาวะมาตลอด ก็เพิ่งรู้นะว่า มีชื่อเรียกด้วย ซึ่งมีปรากฏเป็นร่องรอยที่ยังมีให้เห็นอยู่ในพระธรรมคำสอน ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้
ทั้งๆที่เคยอ่านผ่านตามาบ้าง แต่ ณ ตอนนั้น ยังไม่รู้ พอถึงเวลาที่จะรู้ จะมีเหตุปัจจัยให้รู้เอง

เช่น ที่ใช้คำทับศัพท์ในการอธิบายเกี่ยวกับนิพพานว่า นิพพานคือความดับภพ ภพดับคือนิพพาน
หมายถึงการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน ได้แก่ ดับตัณหา
และ การดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติในสังสารวัฏ ได้แก่ ดับอวิชชา

ทั้งสองสภาวะที่เคยใช้อธิบายมาตลอด ไม่เคยรู้มาก่อนว่า มีคำเรียกเฉพาะสภาวะด้วยนะ
เพิ่งรู้เมื่อวานนี้เอง ธรรมฐิติญาณ และ ญาณในพระนิพพาน

พระพุทธเจ้าทรงดับขันธ์ ปรินิพพานไปนานแล้ว
แต่พระธรรมก็ยังคงอยู่ เพียงแต่จะมีใครรู้เห็นเท่านั้นเอง

พระธรรมนี้เป็นอกาลิโก ผู้ปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง
คือ ไม่ได้เกิดจากการอ่าน หรือการฟังแล้วจำมา หรือจากการศึกษา แต่เป็นผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง

 

 

 

ธรรมฐิติญาณ

[๒๙๑] พ. ดูกรสุสิมะ เธอจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ตาม
โดยแท้จริงแล้ว ธรรมฐิติญาณเกิดก่อน ญาณในพระนิพพานเกิดทีหลัง

สุสิมะ เธอจะเข้าใจความข้อนั้นอย่างไร
รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
สุ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
สุ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
สมควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
สุ. ข้อนี้ไม่สมควร พระเจ้าข้า ฯ

พ. เวทนาเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
สุ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
สุ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
สมควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
สุ. ข้อนี้ไม่สมควร พระเจ้าข้า ฯ

พ. สัญญาเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
สุ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
สุ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
สมควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
สุ. ข้อนี้ไม่สมควร พระเจ้าข้า ฯ

พ. สังขารทั้งหลายเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
สุ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
สุ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
สมควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
สุ. ข้อนี้ไม่สมควร พระเจ้าข้า ฯ

พ. วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
สุ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
สุ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
สมควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ
สุ. ข้อนี้ไม่สมควร พระเจ้าข้า ฯ

[๒๙๒] พ. ดูกรสุสิมะ เพราะเหตุนั้นแล
รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีตก็ดี อนาคตก็ดี ปัจจุบันก็ดี ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี อยู่ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี
รูปทั้งหมดนั่นอันเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ฯ

เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีตก็ดี อนาคตก็ดี ปัจจุบันก็ดี ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี อยู่ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี
เวทนาทั้งหมดนั่น อันเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ฯ

สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีตก็ดี อนาคตก็ดี ปัจจุบันก็ดี ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี อยู่ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี
สัญญาทั้งหมดนั่น อันเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ฯ

สังขารทั้งหลายอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีตก็ดี อนาคตก็ดี ปัจจุบันก็ดี ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี อยู่ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี
สังขารทั้งหลายทั้งหมดนั่น อันเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ฯ

วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีตก็ดี อนาคตก็ดี ปัจจุบันก็ดี ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี อยู่ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี
วิญญาณทั้งหมดนั่น อันเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ฯ

[๒๙๓] พ. ดูกรสุสิมะ อริยสาวกผู้ได้สดับ เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย
แม้ในรูป แม้ในเวทนา แม้ในสัญญา แม้ในสังขารทั้งหลาย แม้ในวิญญาณ
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น
เมื่อหลุดพ้น ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว
ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มี ฯ

.

ญาณในพระนิพพาน

[๒๙๔] พ. ดูกรสุสิมะ เธอเห็นว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะหรือ ฯ
สุ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ

พ. สุสิมะ เธอเห็นว่า เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติหรือ ฯ
สุ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ

พ. สุสิมะ เธอเห็นว่า เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพหรือ ฯ
สุ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ

พ. สุสิมะ เธอเห็นว่า เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทานหรือ ฯ
สุ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ

พ. … เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา
… เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา
… เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ
… เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ
… เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป
… เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ
… สุสิมะ เธอเห็นว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารหรือ ฯ
สุ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ

[๒๙๕] พ. ดูกรสุสิมะ เธอเห็นว่า เพราะชาติดับ ชราและมรณะจึงดับหรือ ฯ
สุ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า

พ. สุสิมะ เธอเห็นว่า เพราะภพดับ ชาติจึงดับหรือ ฯ
สุ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ

พ. … เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ
… เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ
… เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ
… เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ
…เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ
… เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ
…เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ
… เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ
… เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับหรือ ฯ
สุ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ

.

สมถะ

[๒๙๖] พ. ดูกรสุสิมะ เธอรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมบรรลุอิทธิวิธี
หลายประการ คือคนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้ ทะลุฝา กำแพง ภูเขา ไปได้ไม่ติดขัด
เหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปบนอากาศเหมือนนกก็ได้
ลูบคลำพระจันทร์ พระอาทิตย์ ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอด พรหมโลกก็ได้

[๒๙๗] พ. ดูกรสุสิมะ เธอรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมได้ยินเสียงสองชนิด คือเสียงทิพย์ และเสียงมนุษย์ ทั้งที่อยู่ไกล และอยู่ใกล้ ด้วยทิพยโสตธาตุอันบริสุทธิ์ ล่วงโสตของมนุษย์

[๒๙๘] พ. ดูกรสุสิมะ เธอรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นได้ด้วยใจ คือจิตมีราคะ ก็รู้ชัดว่าจิตมีราคะ ฯลฯ จิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ชัดว่าจิตไม่หลุดพ้น

[๒๙๙] พ. ดูกรสุสิมะ เธอรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือชาติหนึ่งบ้าง ฯลฯ ย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ ทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้

[๓๐๐] พ. ดูกรสุสิมะ เธอรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ ฯลฯ ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม

[๓๐๑] พ. ดูกรสุสิมะ เธอรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมถูกต้องเอารูปวิโมกข์อันสงบ ก้าวล่วงรูปวิโมกข์ทั้งหลาย ด้วยกาย

.

.

หลายวันมานี่ เป็นโดเรม่อน ย้อนเวลาไปหาอดีต จะกี่ชาติ สภาวะล้วนเดิมๆ สุข เศร้า เคล้าน้ำตา แต่ไม่เคยรู้มาก่อน

เห็นแล้ว ปลงอนิจจัง ชีวิตมีแค่นี้เองนะ
เกิดมา แรกเริ่มต้องโง่ก่อน กว่าจะรู้ได้ว่ากระทำแต่เรื่องเดิมๆซ้ำๆ ไม่รู้กี่กัปป์ กี่กัลป์ กี่อสงไขย โลภะ โทสะ โมหะ ตัณหา อุปทาน ครบถ้วน

ใครใคร่เกิด มีแต่การแสวงหานอกตัว
สำหรับผู้ที่ถึงจุดอิ่มตัวในภพชาติของการเกิด รู้สึกเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด รู้สึกเบื่อหน่ายในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
ย่อมแสวงหาแต่ในตัว รู้ในตัว ไม่วิ่งออกนอกตัว จนกระทั่งแจ่มแจ้งด้วยตนเอง ก็หยุดได้ในที่สุด หยุดนอก รู้ใน หยุดใน รู้นอก รู้แล้วหยุด

ตัณหาเมื่อกำเริบ ย่อมหยุดการแสวงหา
เหมือนตำข้าวสารกรอกหม้อ ทำแค่พอกิน
หากใครมาขอกิน ให้เหมือนกัน ให้ข้าวเปลือก แล้วไปตำกินกันเอง สอนให้ช่วยตัวเอง ไม่ใช่แบมือขอย่างเดียว
คือ ทำให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า ทำยังไงถึงมีข้าวกิน ทำยังไงถึงทำให้ข้าวเปลือกกลายเป็นข้าวสารได้

.

คำว่า สิ้นตัณหา กับ คำว่า สิ้นกิเลส นั้นต่างกัน
ระหว่างตัณหากับกิเลส ที่ละได้ยากกว่าคือ กิเลส
กิเลส นองเนืองอยู่ในขันธสันดานดาน
ทั้งรู้ได้ยากและแยกได้ยาก

ตัณหา เห็นได้ง่าย รู้ได้ง่าย ได้แก่ ความติดใจ จนกระทั่งกลายเป็นความอยาก

เช่น มันว่ากู กูต้องว่ามัน

เมื่อยากได้สิ่งของ แต่ไม่มีปัญญาซื้อ
แต่อยากได้มาก ก็เลยขโมย

เห็นสามี ภรรยาของคนอื่น แล้วเกิดความชอบใจ อยากได้เป็นของตัวเอง เมื่อไม่สามารถครอบครองได้ ก็เป็นชู้แทน
ฯลฯ

.

ตัณหา สามารถกำหนดรู้ได้ หากรู้ทันตัณหาได้
กิเลสที่มีอยู่ ย่อมไม่สามารถทำอะไรได้
อุปมาเหมือนคนเป็นอัมพาต ได้แต่กรอกตาไปมา

ที่กิเลสสามารถทำให้กระทำเรื่องราวต่างๆขึ้นมาได้
ล้วนเกิดจากแรงผลักดันของตัณหา มีตัณหาเป็นแรงขับเคลื่อน

กิเลสกับตัณหา จึงเป็นคนละตัว คนละสภาวะกัน
กิเลสมีเกิดขึ้นก่อน ตัณหาเกิดที่หลัง

ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
หากกระทำไว้ในใจ ไม่สร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น
ตัณหาที่มีเกิดขึ้น เช่น ความอยากตอบโต้ อยากสารพัดอยาก กระทำไว้ในใจ

เมื่อกระทำแบบนี้เนืองๆ
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ย่อมมีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
จิตย่อมเกิดการปล่อยวางโดยตัวสภาวะเอง มิต้องบังคับให้เกิดการปล่อยวางแต่อย่างใด

เมื่อสิ้นกิเลส ตัณหาที่มีอยู่ ย่อมไม่สามารถทำอะไรได้ ย่อมสิ้นตามไปด้วย

“หนอ”

๑๒ พค.๖๑

ประโยชน์ของการใช้ “หนอ” ในการกำหนด

.

การเจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดทีหลัง

การทำความเพียร เพื่อให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
การใช้พองหนอ ยุบหนอ เป็นการกำหนดรู้ตามความเป็นจริงของร่างกายที่มีเกิดขึ้น ขณะหายใจเข้า ท้องพองขึ้น หายใจออก ท้องยุบลง

แรกๆ อาจจะกำหนดไม่ค่อยได้ เพราะใจมักชอบแว่บไปโน่นนี่(คิด)
เมื่อทำบ่อยๆ จนทำเกิดเป็นวสี คือ จิตจดจำได้ คำบริกรรม พองหนอ ยุบหนอ ที่ใช้กำกับ จะหายไปเอง ไม่ต้องใช้พองหนอ ยุบหนอในการกำหนดอีกต่อไป เป็นสภาวะของรูปนาม ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง กล่าวคือ สิ่งที่เกิดขึ้น(ท้องพอง-ยุบ) กับใจที่รู้อยู่

ที่มาของปฏิสัมภิทามรรค วิปัสสนาญาณ ๙ ของพระสารีบุตร
กล่าวคือ สภาพธรรมต่างๆที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ มีรูปนามเป็นอารมณ์

ส่วนญาณ ๑๖ เป็นการแตกข้อปลีกย่อยออกมา
ผู้ที่ประสพพบเจอด้วยตนเอง เมื่อมาอ่าน จึงจะเข้าใจ
ภาษาชาวบ้าน หมายถึง ต้องผ่านญาณ ๑๖ มาแล้ว จึงจะอ่านได้อย่างเข้าใจในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามคำอธิบาย

หากไม่เคยผ่านญาณ ๑๖ (อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ)
อ่านแล้ว มีแต่การคาดเดา หาใช่ตามความเป็นจริงไม่

การการอธิบายความทั้งหมด ที่ตรงกับสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ล้วนลงรอยเดียวกัน กล่าวคือ เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ไม่ใช่เรื่องความมี ความเป็นแต่อย่างใด
มีแต่เรื่องของ อริยสัจ ๔

เหตุปัจจัยให้ความมี ความเป็นมีเกิดขึ้น ล้วนเกิดจากตัณหา

ภิกษุผู้มีสติ เป็นอย่างไร
คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้

๑. พิจารณาเห็นกายในกายอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้

๒. พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่ ฯลฯ

๓. พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ฯลฯ

๔. พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้

ภิกษุผู้มีสติ เป็นอย่างนี้แล

.

การเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดทีหลัง

เป็นสภาวะของศิล ที่เป็นไปเพื่อสมาธิ
ศีลที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไทย อันวิญญูชนสรรเสริญ
อันตัณหาและทิฐิไม่ลูบคลำ เป็นไปเพื่อสมาธิ

การใช้หนอในการกำหนดรู้ในผัสสะที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
เช่น ทางตา รูปที่มากระทบ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด กำหนดเห็นหนอ รูหนอ

เสียงที่มีเกิดขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด กำหนดเสียงหนอ ยินหนอ รู้หนอ พร้อมกับหายใจยาวๆ ลึกๆ

ฯลฯ

เป็นการสำรวม สังวร ระวัง ไม่สร้างเหตุออกไปทางกาย วาจา
ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

การเดิน แบ่งออกเป็น ๖ ระยะ ตั้งแต่หยาบ จนละเอียด
เช่น อย่างหยาบ ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ

กิน ดื่ม ถ่าย นอน ทุกอิริยาบาทใช้หนอกำกับทุกอย่าง
เช่น เสียงหนอ ยินหนอ เห็นหนอ กลิ่นหนอ กินหนอ ดื่มหนอ กลืนหนอ นอนหนอ รู้หนอฯลฯ

ภิกษุผู้มีสติ เป็นอย่างไร
คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้

๑. พิจารณาเห็นกายในกายอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้

๒. พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่ ฯลฯ
๓. พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ฯลฯ
๔. พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้

ภิกษุผู้มีสติ เป็นอย่างนี้แล

ภิกษุผู้มีสัมปชัญญะ เป็นอย่างไร
คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้

ทำความรู้สึกตัวในการก้าวไป การถอยกลับ
ทำความรู้สึกตัวในการแลดู การเหลียวดู
ทำความรู้สึกตัวในการคู้เข้า การเหยียดออก
ทำความรู้สึกตัวในการครองสังฆาฏิ บาตร และจีวร
ทำความรู้สึกตัวในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม
ทำความรู้สึกตัวในการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ
ทำความรู้สึกตัวในการเดิน การยืน การนั่ง
การนอน การตื่น การพูด การนิ่ง

ภิกษุผู้มีสัมปชัญญะ เป็นอย่างนี้แล

ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพึงมีสติสัมปชัญญะอยู่ นี้เป็นคำพร่ำสอนของเราสำหรับเธอทั้งหลาย

.

ภิกษุพึงหวังได้แต่ความเจริญอย่างเดียว ไม่มีความเสื่อมเลย
ตราบเท่าที่ภิกษุยังมีศีลที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไท
ท่านผู้รู้สรรเสริญ ไม่ถูกตัณหาและทิฏฐิครอบงำ เป็นไปเพื่อสมาธิ
เสมอกันกับเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ

.

เมื่อมีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอ่นเป็นที่พึ่ง 
มีธรรมเป็นเกาะมีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่

สิ่งที่มีเกิดขึ้นอย่างชัดเจนเกี่ยวกับความคิด คือ

.

๑. ไม่มีคิดถึงอนาคต การปรุงแต่งต่างๆล่วงหน้า จึงไม่มี

ไม่มีการคิดว่า ถ้าไม่มีเงินจะอย่างไร
เมื่อไม่มีเงิน ย่อมไม่มีกิน ไม่มีการคิดว่า ถ้าไม่มีกินจะทำอย่างไร

ถ้าไม่มีที่อยู่ที่อาศัย จะทำอย่างไร

ฯลฯ

ความคิดเกี่ยวกับอนาคตทั้งหมด จะไม่มีเกิดขึ้น
เพราะทุกคำถาม มีคำตอบไว้หมดแล้วว่า ควรทำอย่างไร
คือ ความคิดเหล่านี้ หากมีเกิดขึ้น
ไม่ก่อให้เกิดความทุกข์ร้อนแต่อย่างใด

.

๒. คิดถึงอดีต หรือเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมา มีแต่คิดพิจรณาเรื่องความผิดพลาดที่มีเกิดขึ้นจากอะไรเป็นปัจจัย ความประมาทต่างๆ การคิดพิจรณาที่มีเกิดขึ้นนี้ เป็นปัจจัยให้เกิดความเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด

.

๓. อยู่กับปัจจุบัน
เจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
เป็นเรื่องของ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
สิ่งที่เกิดขึ้นมีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
สงบ ระงับ มากกว่าสานต่อ
เป็นสภาวะศิล ที่เป็นไปเพื่อสมาธิ

.
เจริญสมถะและวิปัสสนา คู่เคียงกันไป
จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิเนืองๆ มีรูปนามเป็นอารมณ์
การรู้ชัดอยู่ภายในกาย เวทนา จิต ธรรม
มีเกิดขึ้นมากกว่าแว่บออกไปนอกตัว

สภาวะ

๑๐ พค. ๖๑

เดี๋ยวนี้ เวลามองอะไรแบบนิ่งๆเพียงจุดเดียว จะเห็นภาพตรงหน้าเป็นภาพสามมิติ เวลามองอากาศ จะเห็นเม็ดละเอียดจิ๋วๆ เหมือนมีเพชรเม็ดละเอียดกระจายทั่วท้องฟ้า คือไม่ว่าจะมองไปทางไหน ตรงหน้า หรือมองที่ท้องฟ้า เห็นเหมือนกันหมด

บางครั้ง นั่งอยู่ในห้อง มองออกไปนอกห้องตรงระเบียง ยังบอกเจ้านายว่า ดูสิ เหมือนมีเพชรที่ละเอียด ส่งแสงระยิบระยับ

เขาบอกว่า เขามองไม่เห็น

.

ถ้าถามว่า การที่เห็นแบบนี้คืออะไร คำตอบนี้ดูจากพฤติกรรมที่ชอบทำประจำ เช่น ประตูห้องน้ำด้านใน จะติดภาพดอกทานตะวันที่มีหลายๆดอก หลายขนาดเรียงกันในแผ่นภาพเดียวกัน

ทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำ ชอบมองไปที่ภาพ แปบเดียวจะเห็นภาพดอกทานตะวันเป็นภาพสามมิติ

ที่พื้นก็เช่นกัน เมื่อมองนิ่งๆ แปบเดียวจะเห็นเป็นภาพสามมิติ

เวลารอรถสองแถว จะมองโน่นนี่ แล้วมองอากาศตรงหน้า อันนี้จะไม่เป็นภาพสามมิติ เพราะไม่มีวัตถุ เป็นเพียงพื้นที่ว่างๆ ก็จะเห็นความระยิบระยับเต็มไปหมดในอากาศ ไม่มีพื้นที่ว่างในอากาศ

จึงคิดว่า น่าจะเกิดจากพฤติกรรมที่ทำประจำ เนื่องจากสายตาสั้น จะมองอะไรก็ต้องเพ่ง เพ่งไปเพ่งมา กลายเป็นทำให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ คิดว่าน่าจะเกิดจากตรงนี้นะ

ทีนี้เมื่อมีเกิดขึ้นประจำ เหมือนเป็นเรื่องปกติในชีวิต จากที่เคยมีเกิดขึ้นจากการเพ่ง จึงกลายเป็น แค่มองนิ่งๆ ไม่ต้องเพ่ง สภาวะเหล่านี้ก็มีเกิดขึ้นเอง

.

ถ้าถามว่า รู้สึกนึกคิดอย่างไรกับสภาวะที่มีเกิดขึ้นแบบนี้

คำตอบ ก็ดีนะ เหมือนเป็นการสะสมกำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ ทำให้หวนคิดถึงสภาวะที่เคยมีเกิดขึ้นในสมัยก่อน แต่ยังมีไม่มากเหมือนในสมัยนั้นก็ตาม เรียกว่า ดีกว่าอยู่เปล่าๆ หรือปล่อยให้จิตไม่อยู่กับปัจจุบัน

กิเลส

๘ พค. ๖๑

สำหรับผู้ไม่รู้ เมื่อได้มาพูดคุยกับเรานั้น
มักจะพูดเหมือนๆกันว่า เนี่ย สอนคนอื่นได้แล้วนะ น่าจะสอนคนอื่นบ้าง

เมื่อก่อน ตอนที่ได้ยิน ภายในนั้น รู้สึกโกรธมาก ไม่พอใจคนพวกนี้มาก ที่ขยันสร้างแต่เหตุปัจจัยของภพชาติการเกิด พอคิดได้ว่า เพราะไม่รู้ เขาจึงคิดแบบนี้กัน อารมณ์ก็สงบลงไปได้

.

ที่ไม่คิดสอนใคร ไม่มีอะไรมาก แค่คำว่า อาจารย์ ที่คนอื่นใช้เรียกเรานั้น สมัยก่อน ฟังแล้วขนพองสยองเกล้า ตัวมานะผงาดหรา ด้วยเหตุปัจจัยนี้ จึงไม่ชอบให้ใครเรียกว่าอาจารย์

แต่มียกเว้นกับบางคน ที่ยังไงก็ยอม จะเรียกอาจารย์อย่างเดียว เขาบอกว่า ก็คุณเป็นอาจารย์ของผม คำแนะนำต่างๆที่ให้ผมมาตลอด ทำให้ผมรู้ชัดอะไรขึ้นมาเยอะ ถึงแม้ผมจะไม่รู้จักคำเรียกพวกนั้นก็ตาม จะไม่ให้ผมเรียกว่าอาจารย์ ผมไม่ยอม เมื่อเจอแบบนี้ ต้องยอมเขา

ประมาณว่า ถ้าพูดคุยกันเรื่องทางโลกโดยทั่วๆไป เขาจะเรียกชื่อเราปกติ แต่พอคุยเรื่องสภาวะ เขาจะเปลี่ยนคำเรียกทันที เขาบอกว่า ตรงนี้ต้องเรียกอาจารย์ละ เพราะกำลังให้คำแนะนำผมเรื่องการปฏิบัติ

สำหรับในตอนนี้ รู้สึกเฉยๆ อยากเรียกอะไรก็เรียกไป ตามใจของผู้เรียก ขึ้นอยู่กับเขา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรา เมื่อเป็นแบบนี้ ตัวมานะ จึงสงบลงไป

.

กิเลสนี่ละเอียดนะ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน หากไม่ได้ปฏิบัติมา คงไม่เกิดความรู้ชัดหรือรู้เท่าทันกิเลสที่มีเกิดขึ้น หากไม่รู้ทัน ย่อมหลงกระทำกรรมได้อย่างง่ายตาย ตามแรงผลักดันของตัณหาที่มีเกิดขึ้นขณะนั้นๆ

.

การเจริญสติปัฏฐาน ๔ มีบทบาทสำคัญมากทั้งการดำเนินชีวิตและขณะทำกาละ ถึงแม้จะไม่รู้อะไรเลยก็ตาม คือ ถึงแม้จะไม่รู้ปริยัติก็ตาม เวลาตายก็แตกต่างจากคนทั่วๆไป ที่มีเรื่องของบุญ บาป แม้กระทั่งการทำกรรมฐานมาเกี่ยวข้อง คือเป็นตัวแปรของภพชาติการเกิด

แต่สำหรับผู้ที่เจริญสติปัฏฐาน ๔ จะมีความผิดแผกแตกต่างจากบุคคลเหล่านั้น คือ ไม่มีเรื่องบุญ บาป หรือกรรมฐานต่างๆมาเกี่ยวข้อง มีแต่สติที่คมชัด มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม รู้ชัดอยู่ภายในกาย เวทนา จิต ธรรม อย่างต่อเนื่อง เหมือนสภาวะที่มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิที่เป็นสัมมาสมาธิยังไงก็อย่างงั้น

ฉะนั้น ผู้ที่ได้วิโมกข์ ๘ ที่เป็นสัมมาสมาธิ ย่อมได้เปรียบกว่าผู้ที่ได้รูปฌานที่เป็นสัมมาสมาธิ คือ รู้ชัดในรายละเอียดของลักาษณะที่มีเกิดขึ้นที่เรียกว่า ความดับ ที่มีเกิดขึ้นจากกำลังของสมาธิที่มีเกิดขึ้น ในฌานสมาบัติ(รูปฌาน อรูปฌาน) นิโรธสมาบัติ

เมื่อมีความดับเกิดขึ้นขณะทำกาละ ย่อมสามารถแยกแยะรายละเอียดได้ว่า ความดับที่กำลังจะมีเกิดขึ้นนี้ เป็นความดับที่เกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัย และเป็นลักาณะอาการที่มีเกิดขึ้นของความดับชนิดไหน บุคคลที่รู้ชัดแบบนี้ ย่อมเป็นผู้ที่ไม่มีอุปทาน ไม่มีความสะดุ้งหวาดกลัวต่อสภาพธรรมต่างๆที่มีเกิดขึ้น แม้มีเกิดขึ้นขณะทำกาละก็ตาม

 

 

เมื่อคืน เจ้านายเปิดยูทูปฟัง มีตอนหนึ่งถึงตอนที่ ผู้ที่รู้จริงจะไม่พูดว่ารู้อะไร

เราบอกเจ้านายว่า งั้นหากรู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจ ๔ ก็เป็นหมันสิ เพราะบอกใครไม่ได้

ตามความจริงแล้ว ผู้ที่รู้จริง จะไม่พูดเรื่องราวทางโลก แต่จะพูดเรื่อง ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ จึงจะเกิดประโยชน์ต่อผู้ฟัง

.

เหมือนปฏิจจสมุปบาท เป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้นเฉพาะตน เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยของผู้นั้น ได้แก่ กรรม ผลของกรรม กรรมเก่า กรรมใหม่ ความดับแห่งกรรม ไม่ใช่เรื่องของสังคม

สังคมจะเป็นอย่างไร นั่นเป็นเรื่องของสังคม จะดีหรือเลวก็เป็นเรื่องของสังคม สิ่งที่สามารถทำได้ มีแต่การแผ่เมตตา กรวดน้ำ ให้ทุกสรรพสิ่งล้วนอยู่เป็นสุข ส่วนจะสุขหรือทุกข์ ก็เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยของสิ่งๆนั้น

หากมีผู้ใดกล่าวทำนองว่า ปฏิจจสมุปบาท ไม่ใช่เรื่องของ กรรม ไม่เกี่ยวเนื่องด้วยกรรม จะไม่เสียเวลาคุยด้วยกับผู้นั้น เมื่อปักใจเชื่อแบบนั้น จะไปคุยด้วยทำไม

สุดยอดบรมครู

๑ พค. ๖๑

ที่สุดของที่สุด ยิ่งกว่าที่สุด สุดยอดบรมครู

[๑๖๔] ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงจำพรรษา ได้เกิดอาการพระประชวรอย่างรุนแรง มีทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัสจวนเจียนจะปรินิพพาน

พระองค์ทรงมีสติสัมปชัญญะ ทรงอดกลั้นไม่พรั่นพรึงทรงพระดำริว่า 
“การที่เราไม่บอกผู้อุปัฏฐาก ไม่อำลาภิกษุสงฆ์ปรินิพพานนั้น ไม่เหมาะแก่เรา ทางที่ดี เราควรใช้ความเพียรขับไล่อาพาธนี้ ดำรงชีวิตสังขารอยู่ต่อไป”

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงใช้ความเพียรขับไล่อาการพระประชวรนั้น ทรงดำรงชีวิตสังขารอยู่ อาการพระประชวรจึงสงบ

เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงหายจากพระประชวร หายจากพระอาการไข้ไม่นาน ได้เสด็จออกจากพระวิหารไปประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้แล้วในร่มเงาพระวิหาร

.

๔ พค. ๖๑

ผลสูงสุดของการทำความเพียร คือ ที่สุดแห่งทุกข์
แม้ยังมีชีวิตอยู่ ก็ไม่ต้องอยู่ร้อนนอนทุกข์อีกต่อไป
แม้ขณะทำกาละ เวทนาจักดับเย็น

คำเรียกเดียวกัน แต่คนละความหมาย

30 เมย. 18

คำเรียกเดียวกัน แต่คนละความหมาย

.

คำว่า กำหนด ที่เราใช้พูดประจำนั้น
หมายถึง โยนิโสมนสิการ ได้แก่ ดูตามความเป็นจริง รู้ตามความเป็นจริง ของสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด ให้กำหนดรู้
รู้สึกนึกคิดอะไร หรืออย่างไร ให้กำหนดรู้

ไม่ใช่กำหนดรู้หนอ เห็นหนอฯลฯ อะไรแบบนั้น
พอมาพูดคุยกัน ก็เลยกลายเป็นคุยคนละเรื่อง
พูดยังไง ก็ไม่ลงรอยเดียวกันสักที

ปฏิบัติมาหลายปี ไตรลักษณ์ไม่เคยเห็นแบบแจ่มแจ้งแก่ใจ
แล้วจะทำให้เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัดได้อย่างไร

.

สำหรับผู้ปฏิบัติ วันนี้ปฏิบัติ สภาวะที่เกิดขึ้นเป็นแบบไหน จดจำไว้
วันต่อๆไปในแต่ละวัน จะเหมือนเดิม ไม่เหมือนเดิม รายละเอียดแตกต่างกันไป
หากกำหนดรู้ตามความเป็นจริง จะเห็นว่า สภาวะแต่วันมีเปลี่ยนแปลง
บางครั้งดูเหมือนเดิม แต่มีรายละเอียดแตกต่างกัน

เมื่อทำแบบนี้เนืองๆ กำหนดรู้เนืองๆ
ไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ย่อมประจักษ์แจ้งแก่ใจขึ้นมา
ที่ไตรลักษณ์ไม่ปรากฏให้เห็น เพราะมัวแต่ไปกำหนดผิดที่ ไปรู้หนอ เห็นหนอ
บริกรรมแค่ปาก แต่ไม่ลงไปถึงใจ คือไม่มีการจดจำ แค่มีเกิดขึ้นแล้วปล่อยให้ผ่านไป

.

บางคนยึดติดความรู้ ความเห็นเดิมๆที่เคยมี
พูดอะไรไป ก็วกกลับไปเรื่องเดิมๆ สภาวะเดิมๆ
พูดตามตรง ก็กลัวจะไม่ถูกใจเขา พูดอ้อมๆ เขาก็ไม่เข้าใจ
ความสนิทกันนี่ไม่ดีเลยนะ เพราะทำให้เกิดความเกรงใจกัน
ทำให้ต้องรักษาน้ำใจกัน

ไม่เหมือนกับผู้ปฏิบัติคนอื่นๆ ที่รู้จักกันเพราะเรื่องปฏิบัติ
ที่เขามาขอคำแนะนำ แล้วเราใยังคงห้คำแนะนำอยู่
อันนั้นพูดตามความเป็นจริงได้ ไม่ต้องเกรงใจกัน

สภาวะที่เกิดจากสมาธิ ไม่ใช่ความวิเศษหรือพิเศษอันใดเลย
มันเป็นเรื่องปกติ เป็นความปกติที่มีเกิดขึ้นจากผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง

จะสันตติขาด ฆนบัญญติแตก ให้รู้ชัดขนาดไหน
จะเกิดความรู้ชัดขึ้นมาในใจ อยู่ในอิริยาบทไหน กระทบรู้ขึ้นมาในใจ
สิ่งเหล่านี้ ยังไม่สามารถนำมากระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ได้
เป็นแค่เรื่องปกติของสภาวะเท่านั้นเอง ตัวปัญญายังไม่เกิดเลย

กำหนดตั้งแต่หยาบ ยืน เดิน นั่ง นอน
จนถึงอิริยาบทย่อย กิน ดื่ม ถ่ายฯลฯ
ทำมานานแค่ไหน ไตรลักษณ์เป็นแค่เงา
ควรพิจรณาได้แล้วว่าเพราะอะไร
มันไม่ใช่เรื่องการทำไม่ต่อเนื่อง
แต่เป็นเพราะติดกับดักคำเรียก “กำหนดรู้หนอ เห็นหนอฯลฯ”
รู้หนอ เห็นหนอ ไม่ได้ผิดอะไรด้วย แต่ตัวผู้ปฏิบัติถือมั่นเอง
ติดกับดักสภาวะเดิมๆ ที่เป็นเรื่องของสภาวะที่เกิดจากจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
สภาวะมาสอนความไม่เที่ยง แต่ไม่รู้ไม่เห็น เพราะอโยนิโสมนสิการ

Previous Older Entries

ตุลาคม 2018
พฤ อา
« ส.ค.    
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: