ลบทิ้ง

20/07/2019 วันเวลาผ่านไป เช่นกับผลของการทำความเพียร
ซึ่งในสิ่งที่เขียนไว้นั้น รู้แค่ไหน จะเขียนตามที่รู้ที่เห็นตามความเป็นจริง ไม่ใช่ไปลอกความรู้เห็นของคนอื่นๆ

ในสิ่งที่เขียนไว้ในตอนนี้ รู้ชัดปริยัติน้อยๆ ทั้งที่จริง ตัวสภาวะรู้ชัดเกินสิ่งที่เขียนไว้
เพียงแต่ยังไม่สามารถถ่ายทอดออกมาตามความเป้นจริงทั้งหมด
ดังนั้น เนื้อความทั้งหมด แค่ปฏิบัติแบบ จิตเล็กๆ แค่เอาตัวเองรอด 

ส่วนเรื่องภพชาติของการเกิด ยังไม่ต้องไปถึงขนาดนั้น
พูดแค่เรื่อง นิวรณ์ ก็พอ แค่รู้วิธีการกำหนด นิวรณ์ ที่มีเกิดขึ้น ก็พอแล้ว

ต่อนั้น ก็ทำกรรมฐาน เมื่อใช้สมาธิกดข่มการสร้างกรรม(การกระทำ)
ลำบากใจแค่การกำหนดเพียงอย่างเดียว บอกได้เลยว่า เหนื่อยใจมากๆ

 

 

05 มี.ค. 2010  ชีวิตมีวันสิ้น…คนไม่มีวันพอ

การเจริญสติปัฏฐาน ๔ ก็เหมือนกับนักเดินทาง เพียงแต่ไม่ต้องเดินทางไปแห่งหนตำบลใดๆ
แต่เป็นการเดินทางอยู่ในกายและจิต ของตัวเรานี่เอง

ผู้ที่เจริญสติ จะมีเรื่องราวมากมาย ทุกๆการกระทบ คือ สภาวะของแต่ละคน
แต่ละคนจึงมีเรื่องแตกต่างกันไปตามเหตุที่แต่ละคนที่ได้กระทำกันมา และที่เคยสร้างเหตุกับคนอื่นๆมา

หนึ่งการกระทบ คือ หนึ่งการชดใช้ พร้อมๆกับหนึ่งของเหตุที่กำลังจะสร้างขึ้นใหม่
จิตเรานี้ไวมากๆ ไวยิ่งกว่าสิ่งใดๆในโลกนี้ เราจึงต้องมาเจริญสติกันเพราะเหตุนี้

เจริญสติ เพื่อจะได้มี ทั้ง สติ สัมปชัญญะ รู้เท่าทันทุกๆการกระทบที่เกิดขึ้น
ลำพังแค่ สติ แบบที่คนเราปกติทั่วๆไปมีอยู่กันนั้นยังไม่มีกำลังมากพอที่รู้เท่าทันจิตได้
เพราะขาดกำลังหนุนที่สำคัญคือ ตัวสัมปชัญญะ หรือ ความรู้สึกตัว ตัวนี้สำคัญมากๆ
ตัวสัมปชัญญะ หรืออีกนัยยะหนึ่ง เขาเรียกว่า ตัวปัญญา ก็แล้วแต่สมมุติที่เขาว่าไว้นะ
ถ้ากล่าวโดยสภาวะนั้น ตัวสัมปชัญญะ มีบทบาทสำคัญมากๆ

เช่น ในการเดิน ขณะที่เดินอยู่ หากเราไม่ได้มาเจริญสติ เราก็รู้นะ ระลึกได้ว่า กำลังเดินอยู่
แต่เจ้าความรู้สึกตัวขณะที่กำลังเดินนี่สิ มันไม่สามารถรู้ได้อย่างต่อเนื่อง
เดี๋ยวจิตมันก็แว่บหนีไปเที่ยวแล้ว ไปหาอดีตมั่ง วิ่งไปหาอนาคตที่ยังไม่เกิดมั่ง
สุดท้ายโดนความทุกข์เล่นงาน ทุกข์เพราะคิด ความคิดของตัวเอง

เรามาฝึกเจริญสติ เพื่อจะได้รู้อยู่ขณะปัจจุบันให้ทันได้มากขึ้น จิตจะได้หนีไปเที่ยวไม่ได้
เอาจิตผูกไว้อยู่กับกาย เอาตัว สติ สัมปชัญญะเปรียบเสมือนเชือก คอยดึง คอยรั้งเอาไว้

ชีวิตนับวันสิ้นลงไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็ถึงเวลาสิ้นสุดจริงๆของชีวิต
แต่คนเรา เมื่อยังไม่รู้จักคำว่า “พอ”  เลยไม่มีวัน “พอ”
มีแล้วยังไม่พอ ยังตะเกียกตะกายที่จะมีให้มากขึ้นไปอีก

วัฏสงสารถึงได้ยืดยาวออกไปเรื่อยๆ เพราะเหตุนี้
ไม่ใช่เพราะใครทำให้เกิดขึ้นเลยนะ เหตุเกิดจากตัวเราเองทั้งนั้นเลย

มาเป็นผู้มีสติอยู่เถิด โดยการมาเจริญสติปัฏฐาน ๔ กัน
การเจริญสติปัฏฐานนี้ อิสระสุดๆ ไม่มีรูปแบบตายตัว
ทุกคนสามารถเลือกปฏิบัติได้ ตามใจตัวเอง

ถนัดแบบไหนก็ทำแบบนั้น ไม่มีถูก ไม่มีผิด ไม่ต้องไปคาดหวัง
ทำไปเรื่อยๆ ทำอย่างต่อเนื่อง มีกำลังแค่ไหน ทำตามกำลังของตัวเอง
พอวันใด สติ สัมปชัญญะมากพอ เราสามารถนำมาปรับรายละเอียด ข้อปลีกย่อยได้

โฆษณา

จิ. เจ.รุ.นิ.

มีเหตุให้ค้นหาที่เราเคยเขียนไว้เกี่ยวกับ จิ เจ รุ นิ หรือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน

หาจนเจอปีพศ 2017 ที่มีหลงตาอยู่ ลบทิ้งสิ จะเอาไว้ทำไม

เป็นแค่บัญญัติ ไม่สามารถนำมากระทำเพื่อดับทุกข์

แล้วที่สำคัญ ที่เขียนไว้เขียนไว้เกี่ยวกับ สภาวะจิตดวงสุดท้าย

เรื่อง จิ เจ รุ นิ . กับสภาวะจิตดวงสุดท้าย

การรู้เห็นตรงนี้ ต่างกันราวฟ้ากับเหว

สิ่งหนึ่ง จิ เจ รุ นิ . บางคนที่ไม่รู้ชัดสภาวะที่มีเกิดขึ้น ทำให้เกิดความยึดมั่นในบัญญัติ มีแต่การกระทำให้เกิดภพชาติของการเกิดเนิ่นนาน

ส่วนสภาวะจิตดวงสุดท้าย จะเรียกอนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ ตรงนี้สิ รู้ชัดลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง เป็นการดับภพชาติของการเกิด เกิดสั้นลง

 

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทา ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ
ปฏิบัติลำบากทั้งรู้ได้ช้า ๑ ปฏิบัติลำบากแต่รู้ได้เร็ว ๑ ปฏิบัติสะดวกแต่รู้ได้ช้า ๑ ปฏิบัติสะดวกทั้งรู้ได้เร็ว ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทา ๔ ประการนี้แล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาปฏิปทา ๔ ประการนี้ ปฏิบัติสะดวกทั้งรู้ได้เร็วเป็นเลิศ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายแม้ผู้ปฏิบัติอย่างนี้แลมีอยู่

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นอย่างอื่นมีอยู่แท้ ความแปรปรวนมีอยู่แก่สัตว์ทั้งหลายแม้ปฏิบัติอย่างนี้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมหน่ายแม้ในปฏิปทานั้น
เมื่อหน่ายในปฏิปทานั้น ย่อมคลายกำหนัดในสิ่งที่เลิศ จะป่วยกล่าวไปไยในสิ่งที่เลวเล่า ฯ”

ผจญภัยและกลับมาปัจจุบัน

กลับมาปัจจุบัน

เปรียบเทียบของสภาวะที่มีเกิดขึ้น

ครั้งแรกป่วยสมอง ทำให้เข้าสู่ความว่าง 

ครั้งที่สอง ตอนที่เกิดอาการสมองที่กลับมาเป็นอีกครั้ง ถ้าไทรอยด์ไม่กลับมาเป็นพิษ เราก็คงไม่ได้สนใจอะไร คงไม่ไปรพ. เมื่อไม่ได้การรักษา ลิ่มเลือดไม่รู้อีกกี่ก้อน ที่เกิดจากเลือดข้น จะหลุดเข้าเส้นเลือดในสมอง นึกภาพไม่ออกว่าจะมีอะไรเกิดตามมาอีก

.

เรื่องของหมอ เอาเป็นว่า กรรมของใครก็ของคนนั้น
ใครจะเป็นอะไรอย่างไร ร่วมทั้งเราด้วย
ล้วนเกิดจาก กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม
อาจจะไม่ใช่ผลของปัจจุบัน
แต่อาจเกิดจากในอดีต สมัยไหนก็ไม่รู้

จากการป่วย ทำให้เรารู้ว่า เป็นคนที่อึดมาก เกิดจากการทำกรรมฐาน แต่ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายของสังขาร เดิมก็มีอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งกว่าเบื่อ ยิ่งกว่าเบื่อ ทำไงละ เหตุมี ผลก็ยังมี
ยาฉีดละลายลิ่มเลือด ช่วยให้มีความรู้สึกต่อผัสสะที่มีเกิดขึ้น อย่างน้อยจะได้ป้องกันตัวเวลาที่เกิดการอันตรายที่มีเกิดขึ้นกับร่างกาย ที่เคยพูดถึงแก้วแตก แล้วเศษแก้วตำ ก็ไม่รู้สึก นี่อันตราย

อาการสมอง ควาวามรู้สึกต่างๆ ที่ยังมีเป็นอยู่ ก็เกิด ดับ อยู่อย่างนั้น บางครั้งเกิดยาว บางครั้งสั้น ไม่แน่นอน

ดตามความเป็นจริงคือ ดีสุดๆ ผัสสะก็สักแต่ว่า

.

ครั้งแรก 13-16 ธค. 61
การป่วยครั้งนี้ เกิดจากหมอหยุดยาละลายลิ่มเลือด ทำให้เลือดข้น จนเป็นลิ่มหลุดเข้าเส้นเลือดสมอง
ถ้ามองสภาวะ ครั้งแรกการป่วยสมอง ทำให้ความจำเสื่อม(สภาวะสัญญาเสื่อม)
ถ้าใครอยากรู้ว่าสภาวะสัญญาเสื่อมที่มีเกิดขึ้นเป็นแบบนั้น ให้ทำสมาธิจนถึงเนวสัญญาฯ จึงจะเข้าใจ แล้วต้องเป็นสัมมาสมาธิ จึงจะรู้ได้
เนวสัญญาเนวสัญญา ที่มีเกิดขึ้น สิ่งที่มีเกิดขึ้น(ผัสสะ) สักแต่ว่ามีเกิดขึ้น กระทบ(เกิด) ดับ อยู่แบบนั้น
ไม่สามารถบังคับร่างกายให้การเคลื่อนไหวตามที่ต้องการได้ กายก็สักแต่ว่ากาย ทุกสิ่งสักแต่ว่า
ต้องรอเวลากำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น คลายตัวก่อน จึงจะเคลื่อนกายตามไปปกติ

มันเหมือนกับอาการป่วยสมองครั้งนี้ บางครั้งเข้าสู่ความว่าง ได้แค่ดู ทำอะไรไม่ได้
เมื่อมีตัวตนเกิดขึ้น จะพูดหรืออะไร จะสั้นหรือยาว ขึ้นอยู่กับอาการที่เกิดขึ้น

การป่วยครั้งนี้ ทำให้สิ่งที่เรียกว่า บัญญัติ หรือคำเรียกต่างๆ ถูกทำลาย
สำหรับทางโลก จะทำให้มีปัญหาเรื่องการสื่อสาร เช่น การพูด พูดเหมือนคนติดอ่าง เพราะต้องคิดก่อนที่จะพูด
ที่บอกว่าพูดการคิด หมายถึง นึกถึงการออกเสียง ทำให้พูดช้า

สำหรับทางธรรม ไม่มีปัญหา กลับดีสำหรับผู้ปฏิบัติ เน้น ต้องผู้ปฏิบัติเท่านั้น
เวลาอ่านพระธรรมต่างๆที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ เข้าสู่ปรมัตถ์โดยอัตโนมัติ คือ มองผ่านจากตัวอักษร เห็นอาการที่มีเกิดขึ้นของคำเรียกนั้นๆ
เราก็ได้แค่มอง ทำอะไรไม่ได้ เกิดจากการสื่อสารผ่านตัวหนังสือ การเขียนตัวหนังสือต้องใช้เวลา จึงทำให้ไม่กล้าเขียนสิ่งที่รู้เห็น กลัวว่าจะสื่อสารผิด
จึงเป็นที่มาของการเขียน ที่เราเขียนว่า ปริยัติเพี้ยน

ครั้งที่สอง 11-18 มิย. 62
การป่วยครั้งนี้ จะคล้ายครั้งแรก แต่ไม่ได้เกิดจากหมอหยุดยา
แต่เกิดจากหมอให้กินยาละลายลิ่มเลือด แต่ไม่มีการติดตามผลเลือด บอกเราแค่ว่า ถ้ามีผิดปกติให้มารพ.
กว่าจะรู้ว่าผิดปกติ ก็ทำให้ป่วยสมองเป็นอีกครั้ง ที่เกิดจากเลือดข้น แล้วกลายเป็นลิ่ม ลิ่มเลือดจากหัวใจหลุดเข้าเส้นเลือดสมอง
อาการก่อนเป็นนั้นทางกาย จะมีเกิดขึ้นเหมือนกับครั้งแรก ตอนตีสี่ เหมือนเวลาเดิมๆ จะลุกเข้าห้องน้ำ แล้วขาอ่อน ขึ้นเดินไม่ไหว
ใช้มือเกาะขอบโต๊ะ แล้วพยุงตัวช่วยการเดิน อาการครั้งนี้ ไม่มีอาการปวดหัวข้างซ้าย แต่เวียนหัว คลื่นไส้
แล้วจู่ๆรู้สึกหนาวเข้าใจ แบบหนาวๆมากๆ เหมือนคนนอนหน้าหนาวแล้วไม่ได้ใส่ผ้า อาการแบบนั้น

ตอนที่เกิดอาการสมองที่กลับมาเป็นอีกครั้ง ถ้าไทรอยด์ไม่กลับมาเป็นพิษ เราก็คงไม่ได้สนใจอะไร คงไม่ไปรพ.
เมื่อไม่ได้การรักษา ลิ่มเลือดไม่รู้อีกกี่ก้อน ที่เกิดจากเลือดข้น จะหลุดเข้าเส้นเลือดในสมอง นึกภาพไม่ออกว่าจะมีอะไรเกิดตามมาอีก

การรักษาครั้งนี้ หมอให้ยาฉีดละลายลิ่มเลือด 13 เข็ม เพื่อให้เลือดไม่ข้น
ยาที่ฉีดครั้งนี้ ทำให้เกิดความรู้ชัดในต่อผัสสะที่มีเกิดขึ้น รวมทั้งความรู้สึกทางกายและใจ
อาการเหมือนการคลายออกจากเนวสัญญาฯ เหลืออยู่ที่กิญจัญญายตนะ
จิตจะมีแต่การคิดพิจรณา จากสิ่งหนึ่งไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง เช่น
พระสูตรในแต่ละพระสูตร พูดตามความเป็นจริง หมายถึง พระธรรมคำสอนที่พระพุทธทรงตรัสสอนไว้
เวลาอ่าน มองเผินๆ หากอ่านตามตัวอักษร จะมองว่า เรื่องเล่า แค่ถ่ายทอดออกมาแค่นั้น ตามความเป็นจริงนั้น ไม่ใช่
เมื่อเห็นทะลุตัวอักษร ทุกคำพูดที่พระเจ้าตรัสนั้น เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของคำเรียกนั้นๆ

พระสูตรในแต่ละสูตร จะว่าไปแล้ว พระสูตรที่เราเลือกไว้ บอกไม่ถูก เอาเป็นว่าเรื่องของเหตุปัจจัย
เพราะพระสูตร(เรื่องเล่าจากพระพุทธเจ้า) มีทั้งหมด 6 พระสูตร
เริ่มตั้งแต่ สุริยสูตร เกี่ยวกับ สัทธานุสารี ธัมมนุสา เป็นสิ่งที่ทุกคนควรรู้ไว้
พระสูตร   ๔. มหาสุทัสสนสูตร (๑๗)    พระโสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ(สัทธานุสารี ธัมมานุสารี เกิด 7 ชาต)
พระสูตร ๙. เทวธาวิตักกสูตร ชาติปัจจุบันที่ตรัสู้เป็นพระพุทธเจ้า
และอีกสามพระสูตร จบเรื่องเล่าทั้งหมด  อริยสัจ4 สรุปย่อ ทุกข์(เกิด) และความดับทุกข์

ทำไมสัทธานุสารี ธัมมานุสารี  ที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้นั้น ทำไมเขียนเหมือนกัน แต่มาความแตกตต่างตัวสภาวะที่มีเกิดขึ้น
เกิดจาก “จิต” จากเริ่มจาก จิตเล็กๆ ที่มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต นี่ก็สัทธานุสารี ธัมมานุสารี
เข้าสู่จิตที่ใหญ่ขึ้น รูปฌาน อรูปฌาน นี่ก็สัทธานุสารี ธัมมาสารี ต้องนี้เข้าสู่อินทรีย์ 5
เวลาเรียก เรียกเหมือนกัน แตกต่างเกี่ยวกับอินทรีย์ 5

ภพชาติของการเกิด จะเกิดนั้น หรือเกิดสั้น ขึ้นอยู่กับอินทรีย์ 5
ถ้าเป็นจิตเล็กๆ ก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดเนิ่นนานเหมือนเรื่องเล่า

พระองค์ทรงบัญญัติจากจิตเล็กๆ(เกิดนาน) ที่มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิต
ไปสู่จิตใหญ่(เกิดสั้น) ที่มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ต้องนี่ต้องผ่านการอบรมกายและอบรมจิต ได้แก่ สมถะและวิปัสสนา

 

 

เป็นที่มาของภาพใหญ่เกี่ยวกับโสดาบันทั้งหมด(ภพชาติของการเกิด) 

 
สอุปาทิเสสสูตร(ยกมาแสดงบางส่วน)
อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลกระทำพอประมาณในสมาธิ ในปัญญา
บุคคลนั้นเป็นเอกพีชี เพราะสังโยชน์สิ้นไป บังเกิดยังภพมนุษย์นี้ครั้งเดียว จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๗ ผู้เป็นสอุปาทิเสสะกระทำกาละ พ้นจากนรก พ้นจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน พ้นจากเปรตวิสัยพ้นจากอบาย ทุคติ และวินิบาต

อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลกระทำพอประมาณในสมาธิ ในปัญญา
บุคคลนั้นเป็นโกลังโกละ เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป ท่องเที่ยวอยู่ ๒-๓ ตระกูล แล้วจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๘ … ฯ

อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลกระทำพอประมาณในสมาธิ ในปัญญา
บุคคลนั้นเป็นสัตตักขัตตุปรมโสดาเพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป ท่องเที่ยวอยู่ยังเทวดาและมนุษย์ ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่งแล้วจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๙ … ฯ
เสขสูตรที่ ๓ (ยกมาแสดงบางส่วน)
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีล เป็นผู้ทำพอประมาณในสมาธิ เป็นผู้ทำพอประมาณในปัญญา เธอย่อมล่วงสิกขาบทเล็กน้อยบ้าง ย่อมออกจากอาบัติบ้าง
ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะไม่มีใครกล่าวความเป็นคนอาภัพ เพราะเหตุล่วงสิกขาบทนี้แต่ว่าสิกขาบทเหล่าใด เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ สมควรแก่พรหมจรรย์ เธอเป็นผู้มีศีลยั่งยืน และมีศีลมั่นคงในสิกขาบทเหล่านั้น สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย
เธอเป็นพระสัตตักขัตตุปรมโสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓ หมดสิ้นไปท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์อย่างมากเจ็ดครั้ง แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
เธอเป็นพระโกลังโกละโสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓ หมดสิ้นไป ท่องเที่ยวไปสู่๒ หรือ ๓ ตระกูล (ภพ) แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
เธอเป็นพระเอกพิชีโสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓ หมดสิ้นไป มาเกิดยังภพนี้ภพเดียวเท่านั้นแล้ว จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
ว่าด้วยอินทรีย์ 5
เอกาภิญญาสูตร
ความเป็นพระอริยบุคคลระดับต่างๆ
เป็นพระโสดาบันผู้เอกพิชี เพราะอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนกว่าอินทรีย์ของพระสกทาคามี
เป็นพระโสดาบันผู้โกลังโกละ เพราะอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนกว่าอินทรีย์ของพระโสดาบันผู้เอกพิชี
เป็นพระโสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ เพราะอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนกว่าอินทรีย์ของพระโสดาบันผู้โกลังโกละ
เป็นพระโสดาบันผู้ธัมมานุสารี เพราะอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนกว่าพระโสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ
เป็นพระโสดาบันผู้สัทธานุสารี เพราะอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนกว่าอินทรีย์ของพระโสดาบันผู้ธัมมานุสารี.

แม่น้ำหลายสาย

สิ่งเหล่านี้(การกระทำ) เรากระทำมาหลายชาติๆ เพียงแต่ในชาตินี้ ระลึกไม่ได้ การเขียน ก็เขียนแบบนี้ๆๆๆๆๆ แต่ทว่ารายละเอียดมากขึ้นตั้งแต่หยาบจนกระทั่งละเอียด กว่าจะเข้าสู่ แก่น จนกว่าจะรวบได้ เบื่อหน่าย คลายกำหนัด

แม่น้ำมีหลายสาย(สำนัก)

1. ทำดี ต้องฝืนใจ เชื่อเรื่องกรรม(การกระทำ) และวิบากกรรม(ผลของกรรม) เช่น เจริญสติ

2. สำรวม สังวร อินทรีย์ 5 อิริยบท 4 เช่น ญาณ 16

3. อานาปาสติ เช่น พุทโธ

4. ปริยัติ(พระไตรปิฎก) เช่น อภิธรรม

5. กสิณ

แม่น้ำหลายทั้งสาย(ธรรมานุสารี,สัทธานุสารี,กายสักขี) เข้าสู่เส้นทางสติปัฏฐาน 4 ที่มีชื่อเรื่องแตกต่างกัน(บัญญัติ)

เป็นเรื่องของตามเหตุปัจจัย(กรรมและผลของกรรม และอวิชชาที่มีอยู่)ของแต่ละคน

เพราะอวิชชาที่มีอยู่ เป็นเหตุปัจจัยให้ยึดมั่นถือมั่นในบัญญัติเป็นปัจจัยให้เกิดการกระทำตามความรู้สึกที่มีเกิดขึ้น

จิตเป็นใหญ่ เป็นประธาน
ถ้ารู้ทันตัณหา อุปาทานที่มีเกิดขึ้น ก็ทำงานไม่ได้

ถ้าไม่เกิดสภาวะสัญญาณเสื่อม ก็คงไม่สามารถรวบรวมแบบนี้ได้ เพราะสมองได้รับการกระทบกระเทือน เป็นเรื่องของวิบากกรรม “ทุกขัง”

 

 

ยิ่งกว่าคำว่า คุ้ม

ปฏิบัติที่ไม่รู้ปริยัติ
เปรียบเสมือนคนที่เดินทาง ขาดแผนที่และเข็มทิศ(คำแนะนำ/เหตุปัจจัย)

แต่จะเดินตรงทาง(ดับ)หรือออกนอกทาง(เกิด)
เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย(กรรมและผลของการ)

ทว่าอะไรจะแพ้ความเพียร มั่นมุ่ง ไม่ท้อถอย
ไม่ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นในชีวิต ยังคงเดินต่อเนื่อง

 

คุ้มค่ายิ่งกว่าคำว่า คุ้ม ที่แลกกับชีวิต(ความรู้สึก)

การระลึกในอดีตชาติ

การระลึกในอดีตชาติ การรู้เห็นจะแตกต่างกันไปตามเหตุปัจจัย ไม่จำเป็นว่าต้องเกิดเป็นคนนั้นนี้ เกิดเป็นอะไรในแต่ละชาติ ทำนองนั้น

สำหรับเรานั้น สิ่งที่รู้เห็น มีตอนเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้ายในครั้งที่ 1 สิ่งที่มองเห็นเป็นเหมือนกำลังถูกดูดเข้าไปในจักรวาล
ระหว่างอยู่กลางทางเดิน ทั้งสองฝั่ง เหมือนมีหนังกลางแปลงขนาดย่อทุกพื้นที่ในจักรวาล แบบเยอะมาก ดูไม่ทันหรอกว่าในแต่ละชาติเกิดเป็นอะไร ใช้ความเร็วสูงมาก มองเห็นแค่รู้ว่าเหมือนจอหนังแบบย่อลง แต่พอจะมองเห็นว่า เหมือนมีหนังฉายอยู่

ก็คิดว่า ไม่รู้ว่าเคยเกิดมีนานเท่าไหร่
ถ้าไม่ทุกข์ ยังไม่ทำความเพียร ก็คงไม่ได้รู้เห็นแบบนี้ได้

ส่วนการระลึกในแต่ละชาติ ที่มองเห็นและจำได้ ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด จึงทำให้เกิดการทำความเพียรหนัก

การรักษาตัว

การป่วย

วันก่อนเล่าให้เจ้านายเรื่องที่พบหมอ ทั้งสองหมอ พูดตรงกัน แนะนำให้เราใส่เรื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจนผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ

เป็นการฝังเครื่องมือคล้ายกับเครื่องกระตุ้นหัวใจ ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยงหัวใจห้องล่างเต้นผิดปกติ (ventricular fibrillation) ซึ่งอาจอันตรายต่อชีวิต โดยเมื่อหัวใจเต้นช้า เครื่องมือจะทำหน้าที่ในการกระตุ้นหัวใจ แต่เมื่อหัวใจเต้นเร็ว เครื่องมือจะปล่อยพลังงานไฟฟ้าในระดับที่เหมาะสมเพื่อกระตุกหัวใจให้กลับมาเต้นปกติทันที ราคาประมาณ 350,000 บาท สำหรับผู้ที่ใช้สิทธิ 30 บาท ไม่ต้องเสียค่าใช้

.
การปฏิบัติตนภายหลังการใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ
เมื่อใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจเข้าไปในร่างกายเรียบร้อยแล้ว ผู้ป่วยต้องพักในหออภิบาลผู้ป่วยเพื่อเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ผู้ป่วยต้องพักอยู่ที่โรงพยาบาล 1-2 วันเพื่อให้แพทย์ดูแลว่าเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจทำงานเรียบร้อยดีและหัวใจผู้ป่วยเต้นถูกจังหวะ

ไม่ควรยกแขนด้านเดียวกับที่ใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจขึ้นสูงเหนือไหล่

หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ใช้แรงมาก

ห้ามยกของหนักเป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือน

พบแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามผลการรักษาตามระยะ โดยแพทย์จะตรวจสอบการทำงานของเครื่องว่าเป็นปกติหรือไม่ โดยปกติแบตเตอรีของเครื่องสามารถให้พลังงานได้ถึง 10 ปี

อาการผิดปกติที่ควรแจ้งให้แพทย์ทราบภายหลังจากใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจแล้ว หากมีอาการต่อไปนี้ควรปรึกษาแพทย์

– มีเลือดออก บวม หรือปวดบริเวณที่ใส่เครื่อง
– มีไข้
– เจ็บหน้าอก
– หายใจติดขัด

.

และที่แน่นอน การผลกระทบ เช่น

– มีเลือดออกหรือมีก้อนเลือดที่เกิดจากการมีเลือดออกและคั่งอยู่ใต้ผิวหนัง หรือติดเชื้อบริเวณที่ใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ

– มีอาการแพ้ยาที่ได้รับระหว่างการใส่เครื่อง

– หลอดเลือดได้รับความเสียหาย

– สายสื่อสัญญาณไฟฟ้าหลุดเลื่อนจากตำแหน่งเดิม

– เนื้อปอดหรือหัวใจเกิดรูรั่ว

– เกิดลิ่มเลือดอุดตันทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดในสมองตีบ กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรือภาวะอื่นซึ่งพบได้น้อยมาก

– เสียชีวิต (โอกาสเกิดน้อยมาก)

.

เรื่องตายจะมีหรือไม่มี ตัดทิ้ง เราไม่สนใจ

เราบอกเจ้านายว่า ผลของการทำกรรมฐาน ทำให้เราเป็นคนที่มีความอดทนต่อทุกขเวทนามากๆ ฉะนั้น เราคิดว่า พอกันทีกับการรักษา และตั้งแต่สมองมีปัญหา เราไม่ต้องความเจ็บปวดต่างๆกับทางกาย เช่น หากมีอาการหัวใจวาย ก็ไม่ต้องเจ็บปวด มันจะแค่ทำให้ทรมาณใจ เป็นช่วงๆ เหมือนคนจะหายใจไม่ออก ก็อาศัยกรรมฐาน ไม่ต้องทำอะไร เวลาจิตเป็นสมาธิ สักพักอาการต่างๆจะหายไปเอง

เรื่องยาที่อาจจะช่วยได้ หมอบอกว่า ใช้ยากับเราไม่ได้ เพราะหัวใจเราเต้นไม่สม่ำเสมอ เดียวเต้นเร็วมาก(160+) บางครั้งเต้นช้า(30+) บางครั้งค่าออกซิเจน 34+ 50+ จึงทำให้เหมือนจะขาดใจตาย และไม่ตาย

จึงบอกเจ้านายว่า ปล่อยไปเถอะ ให้การกำหนดเอา ไม่ต้องทำอะไรกับร่างกายออกแล้ว เบื่อนะ ขอใช้กรรมฐาน ใช้สมาธิเท่านั้น

.

สัญญาเสื่อม

เรื่องสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้น มันก็คุ้ม ตรงที่ทำให้เกิดความแจ่มแจ้งสภาวะที่ไม่เคยเข้าใจว่า นี่คือสภาวะอะไร ทำให้รู้ว่าคืออะไร

ส่วนใครทำกรรมใด เป็นเรื่องของอวิชชาที่มีอยู่

คิดดูละกัน ท้องฟ้า มีกว้างใหญ่ ก็ว่ากว้างแล้วนะ
จักรวาล ก็ว่ากว้างใหญ่ยิ่งกว่าแล้วนะ
ยังไม่บรรจุพอที่จะใส่ภาพอดีตชาติให้มองเห็น

อดีตชาติ

เกี่ยวกับกรรมของการทำสัทธรรมปฏิรูป ระหว่าง ปถุชน กับ โสดาบัน ผลที่ได้รับความแตกต่างกัน

เปรียบระหว่าง บุรุษตาบอด กับ บุรุษตาดี ผลที่ได้รับก็แตกต่าง
โสดาบัน ผลที่ได้คือ ความรู้สึกทางใจ แต่บางคนเขาเลือกทำ แต่บางคนไม่เลือกทำ เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย

ส่วนปถุชน ผลที่ได้คือ สังสารวัฏ เหตุปัจจัยจากอวิชชา(ไม่แจ้งอริยสัจ 4)

 
ท้องฟ้า มีกว้างใหญ่ ก็ว่ากว้างแล้วนะ
จักรวาล ก็ว่ากว้างใหญ่ยิ่งกว่าแล้วนะ
ยังไม่บรรจุพอที่จะใส่ภาพอดีตชาติให้มองเห็น

สัมมาสติ

นี่ก็เป็นสิ่งที่เขียนค้างไว้ แบบนึกไม่ออกเหมือนกัน จึงเคยไว้เล่าไว้ว่า จิตมักจะทบทวนสภาวะเนืองๆ จึงทำให้รู้ชัดว่า สัมมาสติก็มีความแตกต่างกันระหว่างเสขะกับอเสขะ

.

แบบว่าลืมเขียนแยกสภาวะออกจากกัน โสดาบัน สกิทาคา อนาคามี และที่เขียนตกไปเรื่องการปฏิบัติไม่อดทน ๑ การปฏิบัติอดทน ๑ การปฏิบัติข่มใจ ๑ การปฏิบัติรระงับ ๑

เช่น หลังโสดาบันที่ยังไม่แจ้งนิพพาน ต้องทำยังไงต่อ ตรงนั้นเขียนไว้แล้ว ส่วนโสดาบันที่แจ้งนิพพาน ทำต่อ ยังไม่ได้เขียน

แต่ทั้งสองสภาวะ(ยังไม่แจ้งนิพพานและแจ้งนิพพาน) ก็เป็นเรื่องของมมรค ผล ในสกิทาคามี

หลังจากนั้น จะเป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้นเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพานโดยส่วนเดียว

เมื่อสภาวะดำเนินตามมรรค อนุโลญาณ มรรคญาณ ผลญาณ ในอนาคามี จึงมีเกิดขึ้น เมื่ออินทรีย์ 5 ย่อมแจ้งนิพพานและอริยสัจ 4

ก็คิดว่า เดี๋ยวลบทิ้ง แล้วเขียนแยกสภาวะ เพื่อสะดวกสำหรับผู้ปฏิบัติจะได้รู้ว่า ติดขัดตรงไหนไว้ จะได้รู้ว่าควรทำยังไงต่อ

 

22 มีค. 62

8. รวมวิธีที่ใช้ในการกระทำเพื่อละอุปาทานขันธ์ 5

.

1. มนสิการโดยแยบคาย
พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอที่จะเล็งเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ
ภิ. ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เวทนาเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิ. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ หรือเป็นสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอที่จะเล็งเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ
ภิ. ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน สัญญาเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิ. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอที่จะเล็งเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ
ภิ. ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน สังขารเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิ. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอที่จะเล็งเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ
ภิ. ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิ. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ หรือเป็นสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอที่จะเล็งเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ
ภิ. ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล พวกเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็นไปในภายใน หรือมีในภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา

พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา

พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา

พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา

พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้สดับแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในรูป แม้ในเวทนา แม้ในสัญญา แม้ในสังขาร แม้ในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณรู้ว่า หลุดพ้นแล้วรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ

.

2. มนสิการโดยแยบคาย
ข้อฏิบัติเพื่อ อนุปาทาปรินิพพาน

ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้ปฏิบัติอย่างนี้ คือ ย่อมได้ความวางเฉย(อุเบกขา) ว่า

ถ้ากรรมในอดีตไม่ได้มีแล้วไซร้
อัตตภาพในปัจจุบันก็ไม่พึงมีแก่เรา

ถ้ากรรมในปัจจุบันย่อมไม่มีไซร้
อัตตภาพในอนาคตก็จักไม่มีแก่เรา

เบญจขันธ์ที่กำลังเป็นอยู่ ที่เป็นมาแล้วเราย่อมละได้
เธอย่อมไม่กำหนัดในเบญจขันธ์อันเป็นอดีต
ไม่ข้องอยู่ในเบญจขันธ์อันเป็นอนาคต

ย่อมพิจารณาเห็นบทอันสงบระงับอย่างยิ่งด้วยปัญญาอันชอบ
ก็บทนั้นแล อันภิกษุนั้นทำให้แจ้งแล้ว โดยอาการทั้งปวง

อนุสัย คือมานะ อนุสัยคืออวิชชา เธอยังละ ไม่ได้โดยอาการทั้งปวง เธอย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่

.

3. โยนิสมนสิการ
สิ่งที่มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิตและขณะทำกรรมฐาน
ให้ดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น อย่าไปชอบ อย่าไปชัง รู้ลงไป อยู่กับมัน อย่าคิดเปลี่ยนแปลง อย่าคิดแก้ไข อย่าแทกแซงสภาวะ อย่าขัดขืน ดู รู้ อยู่กับมัน มีเท่านี้เอง มันเป็นเรื่องของไตรลักษณ์

ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป
เมื่อภิกษุนั้นเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป มรรคย่อมเกิด ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

.

4. การเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเบื้องต้น
วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดที่หลัง

บุคคลบางคนในโลกนี้
โดยปรกติเป็นคนมีราคะกล้า
ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่ราคะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นคนมีโทสะกล้า
ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โทสะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นคนมีโมหะกล้า
ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โมหะเนืองๆ บ้าง

วิปัสสนา ด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา

ความที่จิตมีการปล่อยธรรมทั้งหลายที่เกิดในวิปัสสนานั้นเป็นอารมณ์ เพราะความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ

ภิกษุเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
เมื่อภิกษุนั้นเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิดขึ้น ภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

.

5. เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น ฯ
สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง

บุคคลบางคนในโลกนี้ โดยปรกติไม่เป็นผู้มีราคะกล้า
ไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่ราคะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นผู้ไม่มีโทสะกล้า
ไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โทสะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นผู้ไม่มีโมหะกล้า
ไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โมหะเนืองๆ บ้าง

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน
ด้วยสามารถความไม่พยาบาท เป็นสมาธิ

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน
ด้วยสามารถแห่งอาโลกสัญญา เป็นสมาธิ ฯลฯ

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน
ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า เป็นสมาธิ

วิปัสสนาด้วยอรรถว่า พิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้นโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ด้วยประการดังนี้

ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมเจริญวิปัสสนาอันมีสมถะเป็นเบื้องต้น เมื่อภิกษุนั้นเจริญวิปัสสนาอันมีสมถะเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิด ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

.

6. เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น ฯ
สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่

บรรลุทุติยฌานมีความผ่องใสแห่งจิตในภายในเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตกวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป

บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดังนี้

บรรลุจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุขเพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติ บริสุทธิ์อยู่

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน
ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะเป็นสมาธิ

วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้น โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ด้วยประการดังนี้

ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมเจริญวิปัสสนาอันมีสมถะเป็นเบื้องต้น
เมื่อภิกษุนั้นเจริญวิปัสสนาอันมีสมถะเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิด ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

นึกไม่ออก

บางครั้งก็นึกไม่ออกว่า จะเขียนถึงอะไรที่ยังค้างไว้ เกี่ยวกับคำทำนาย

ทำไมผู้ที่ให้คำทำนาย ส่วนมากจะฝันเห็นเหมือนๆกัน คือ

“จะมีหนึ่งนารีขี่ม้าขาว ควงคทามุ่งสู่ดาวสร้างความหวัง”

“หลวงปู่จันทร์เรียน วัดถ้ำสหาย เทศน์สอนศิษย์ ช่วงฉันปานะ. ประมาณปี 2553 ว่า. “…พระศรีอารย์ ท่านเกิดที่โลกนี้นี่ละ. ศาสนาท่านไม่ได้นุ่งห่ม ปฏิบัติแบบนี้. ” หลวงปู่ ดึงผ้าอังสะท่าน. ประมาณได้ว่า. ศาสนาพระศรีอารย์ ไม่ได้ห่มเหลือง ไม่ได้ถือปฏิบัติเช่นศาสนาพุทธกาลนี้”

และคำทำนายต่างๆ เกี่ยวกับพระโพธิสัตว์ไว้

เกี่ยวกับคำทำนายอนาคามี สกทาคามี โสดาบัน ช่วงสืบต่อพระดำรงพระสัทธรรม บอกได้ว่า เป็นผู้หญิง

.

ทำให้นึกถึงพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้

“พรหมจรรย์ไม่ตั้งอยู่นาน

[๕๑๘] ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า พระนางมหาปชาบดีโคตมี ยอมรับครุธรรม ๘ ประการแล้ว พระมาตุจฉาของพระผู้มีพระภาค อุปสมบทแล้ว

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ ก็ถ้าสตรีจักไม่ได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว พรหมจรรย์จักตั้งอยู่ได้นานสัทธรรมจะพึงตั้งอยู่ได้ตลอดพันปี
ก็เพราะสตรีออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว บัดนี้ พรหมจรรย์จักไม่ตั้งอยู่ได้นาน สัทธรรมจักตั้งอยู่ได้เพียง ๕๐๐ ปีเท่านั้น

ดูกรอานนท์ สตรีได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยใด ธรรมวินัยนั้นเป็นพรหมจรรย์ไม่ตั้งอยู่ได้นาน เปรียบเหมือนตระกูลเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่มีหญิงมาก มีชายน้อย ตระกูลเหล่านั้นถูกพวกโจรผู้ลักทรัพย์กำจัดได้ง่าย
อีกประการหนึ่ง เปรียบเหมือนหนอนขยอกที่ลงในนาข้าวสาลีที่สมบูรณ์ นาข้าวสาลีนั้นไม่ตั้งอยู่ได้นาน อีกประการหนึ่ง เปรียบเหมือนเพลี้ยที่ลงในไร่อ้อยที่สมบูรณ์ ไร่อ้อยนั้นไม่ตั้งอยู่ได้นาน

ดูกรอานนท์ บุรุษกั้นทำนบแห่งสระใหญ่ไว้ก่อน เพื่อไม่ให้น้ำไหลไป แม้ฉันใด เราบัญญัติครุธรรม ๘ ประการแก่ภิกษุณี เพื่อไม่ให้ภิกษุณีละเมิดตลอดชีวิต ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ”

Previous Older Entries

กรกฎาคม 2019
พฤ อา
« มิ.ย.    
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: