ประกาศอีกครั้ง

บทความที่เขียนไว้ทั้งหมด เป็นการจดบันทึกสภาวะที่ตนเองได้พบเจอมา ขณะกำลังทำความเพียร

สำหรับข้อมูลเก่าๆ ในปีก่อนๆโน้น มีผู้ไม่รู้อีกมากมาย

นำบทความเก่าๆ ไปวิพากย์ วิจารณ์กัน อันนั้นให้อภัยสำหรับผู้ไม่รู้

หากรู้แล้ว จะไม่กระทำกันแบบนั้นอย่างเด็ดขาด

การที่พูดเองเออเอง ตัดสินใจปรุงแต่งกันเอง และไม่รู้ที่มาที่ไป ของบล็อกนี้

การกระทำดังกล่าว จึงเป็นการสร้างกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีกของผู้นั้น นี่แหละความไม่รู้

ทั้งๆที่เคยเขียนบอกไว้แล้วว่า ข้อมูลเก่าๆ ที่เกี่ยวกับสภาวะต่างๆ อย่าไปอ่าน

ถ้าจะอ่าน ในอ่านของปีปัจจุบัน นี่คือ สภาพธรรมตามความเป็นจริง

เรื่องราวในอดีต ให้ดูเรื่อง การทำความเพียร ไม่ใช่ไปดูว่า เขียนอะไร ยังไง อะไรแบบนั้น

หาสาระใดๆไม่ได้เลย แทนที่จะเกิดประโยชน์ กลับกลายเป็นโทษสำหรับผู้ที่เข้ามาอ่านแล้วนำไปวิพากย์ วิจารณ์

อย่ากระทำลับหลังแบบนั้น

สงสัยอะไร ถามกันต่อหน้า

 

แล้วประเภทที่เข้ามาแสดงความคิดเห็น โดยลอกตำรามา  ต้องอย่างงั้นอย่างงี้

ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ มีเกิดขึ้น ก็ยังไม่รู้สึกตัว

ข้าพเจ้าได้แต่มองแบบปลงอนิจจัง มีแต่เรื่องนอกแนว  หาใช่พระธรรมคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ไม่

 

 

 

 

 

 

เคลียร์บทความเก่าๆ

บางทีไปอ่านเจอ คนที่นำบทความเก่าที่ได้เคยเขียนไว้ แล้วนำไปวิพากย์วิจาณ์

เวลามอง ใจก็คิด นี่แหละความไม่รู้

ทั้งๆที่เราเคยเขียนไว้ชัดเจนแล้วว่า ให้อ่านปัจจุบัน เรื่องราวเก่าๆ ไม่ต้องไปอ่าน

เรื่องราวสภาวะที่เขียนอยู่นี่ เป็นการเขียนตามความเป็นจริง

สำหรับผู้ไม่รู้ ก็คือไม่รู้ หลงนำไปสร้างใหม่ให้มีเกิดขึ้นกันอีก น่าเห็นใจจริงๆ

ตัวกูรู้นี่ มันยิ่งใหญ่นะ เพราะอวิชชาแท้ๆ

จึงหลงกระทำตามตัณหาความทะยานอยาก คนอื่นผิด กูถูกอยู่คนเดียว

เมื่อคิดพิจรณาแล้ว เห็นว่า สภาวะเก่าๆที่เคยเขียนไว้ เป็นภัยต่อผู้ไม่รู้

เริ่มกลับมาทะยอยลบทิ้งไป อย่างน้อยๆ เป็นการช่วยไม่ให้ตัวเองเป็นภัยต่อผู้อื่น

ในการที่เขาเหล่านั้น นำสภาวะเก่าๆที่เคยเขียนไว้ ไปสร้างเหตุแห่งทุกข์ให้มีเกิดขึ้นใหม่กับพวกเขาเหล่านั้น

สัมมาสมาธิ

ถ้าจะฟังเรื่อง สมาธิ
จากมิจฉาสมาธิ เป็นสัมมาสมาธิ
ให้ฟัง หลวงพ่อ พุธ ฐานิโย


ถ้าจะศึกษาเรื่อง สัมมาสมาธิ
ให้ศึกษาพระธรรมคำสอน ในพระไตรปิฎก
ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนพระโมคคัลานะ
ลักษณะเด่นของสัมมาสมาธิ “ธรรมเอกผุด”

ในโมคคัลลานสังยุตต์ พระไตรปิฎกฉบับหลวง
เล่มที่ ๑๘ ข้อที่ ๕๒๓ หน้า ๒๘๓

สัมมาสมาธิ

เมื่อสัมมาสมาธิเกิด
(สมาธิที่มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้นร่วมด้วย)

เป็นเหตุปัจจัยให้ วิญญาณ/ธาตุรู้ มีเกิดขึ้น
(ธรรมเอกผุด ลักษณะที่เด่นชัดของสัมมาสมาธิ)

เป็นเหตุปัจจัยให้ รู้ชัดในลักษณะอาการ
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของ
คำที่เรียกว่า รูปฌาน ได้แก่

……

ปฐมฌาน
จงดำรงจิตไว้ในปฐมฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในปฐมฌาน
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในปฐมฌาน

……

ทุติยฌาน
จงดำรงจิตไว้ในทุติยฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในทุติยฌาน
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในทุติยฌาน

…..

ตติยฌาน
จงดำรงจิตไว้ในตติยฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในตติยฌาน
จงตั้งจิตไว้ในตติยฌาน

….

จตุถฌาน
จงดำรงจิตไว้ในจตุตถฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในจตุตถฌาน
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในจตุตถฌาน

กล่าวคือ เข้าออกสมาธิโดยความชำนาญ
รู้ชัดในลัษณะอาการที่มีเกิดขึ้นของ ผัสสะ
ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิใน รูปฌาน

….

อรูปฌาน ได้แก่

อากาสานัญจายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในอากาสานัญจายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ในอากาสานัญจายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
อากาสานัญจายตนฌาน

…..

วิญญาณัญจายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในวิญญาณัญจายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นใน
วิญญาณัญจายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
วิญญาณัญจายตนฌาน

….

อากิญจัญญายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในอากิญจัญญายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นใน
อากิญจัญญายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
อากิญจัญญายตนฌาน

….

เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นใน
เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

….

อนิมิตตเจโตสมาธิ
จงดำรงจิตไว้ในอนิมิตตเจโตสมาธิ

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในอนิมิตตเจโตสมาธิ
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในอนิมิตตเจโตสมาธิ

หมายเหตุ;

อนิมิตเจโตสมาธิ หมายถถึง นิโรธสมาบัติหรือสัญญาเวทยิตนิโรธ

ขณะที่กำลังเกิดสภาวะสัญญาเวทยิตนิโรธ
กายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร ดับทั้งหมด

….

สัมมาวิมุติ

สุญญตสมาธิ
อนิมิตตสมาธิ
อัปปณิหิตสมาธิ

ได้แก่ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)
ความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

กระทำไว่ในใจ ไม่สร้างเหตุออกไป(กาย วาจา)
ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

ชั่วขณะจิต จิตที่เกิดการปล่อยวาง
จาก ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

จิตย่อมตั้งมั่น
สุญญตสมาธิ
อนิมิตตสมาธิ
อัปปณิหิตสมาธิ

จึงมีเกิดขึ้น ตามควาเป็นจริง

เป็นที่มาของ คำเรียกเหล่านี้

ขณิกสมาธิ ที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดวิปัสสนาสมาธิ
และวิปัสสนาเจโตสมาธิ(ฌาน)

สัมมาสมาธิ มีลักษณะเจาะจง มีความเด่นชัด
ในลักษณะของสัมมาสมาธิ ได้แก่ ธรรมเอกผุด

ลักษณะที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของคำที่เรียกว่า ธรรมเอกผุด ที่มีเกิดขึ้นขณะจิตเป็นสมาธิ
ในสัมมาสมาธินั้น หมายถึง วิญญาณ/ธาตุรู้

เมื่อมีธรรมเอกผุด หรือวิญญาณ/ธาตุรู้เกิดขึ้น
เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความรู้ชัดในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น
ทุกขณะ ในแต่ละขณะ(ผัสสะ) ที่จิตเป็นสมาธิอยู่
ที่มีเกิดขึ้นในรูปเฌาน อรูปฌาน
ฌานสมาบัติและนิโรธสมาบัติ

กล่าวคือ
สิ่งที่เกิดขึ้น กับใจที่รู้อยู่

ที่เกินจากนั้น
ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่

เมื่อกำหนดรู้
อุปกิเลสต่างๆ ย่อมมีเกิดขึ้นไม่ได้

….

ที่มาของพระธรรมคำสอน ที่มีชื่อเรียกว่า วิโมกข์ ๘
ที่มีร่องรอยปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก

[๖๖] ดูกรอานนท์ วิโมกข์ ๘ ประการเหล่านี้ ๘ ประการเป็นไฉน คือ

๑. ผู้ได้รูปฌาน ย่อมเห็นรูป
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๑

๒. ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปในภายใน
ย่อมเห็นรูปในภายนอก
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๒

๓. ผู้ที่น้อมใจเชื่อว่า กสิณเป็นของงาม
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๓

๔. ผู้บรรลุอากาสานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า
อากาศหาที่สุดมิได้

เพราะล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆสัญญา
เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา โดยประการทั้งปวง
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๔

๕. ผู้ที่บรรลุวิญญาณัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่า
วิญญาณหาที่สุดมิได้

เพราะล่วงชั้นอากาสานัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง
เป็นวิโมกข์ที่ ๕

๖. ผู้ที่บรรลุอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า
ไม่มีอะไร

เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๖

๗. ผู้ที่บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ
เพราะล่วงอากิญจัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๗

๘. ผู้ที่บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ
เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๘

เรื่องนอกแนว

เส้นทางของผู้เพียรละเหตุแห่งทุกข์

เรื่องนอกแนว

กว่าจะเข้าใจ และรู้ชัดในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้
เกี่ยวกับเรื่องนอกแนว

ต้องได้พบประสบเจอสภาวะนั้นๆด้วยตนเอง
กว่าจะเข้าใจแบบแจ่มแจ้ง

ต้องละ ความมี ความเป็น
ความได้อะไร เป็นอะไรทั้งหลาย
ออกจากใจจนหมดสิ้น

เรื่องราวต่างๆ ที่ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับ
ทุกข์
เหตุแห่งทุกข์
ความดับทุกข์
วิธีการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์

ล้วนเป็นเรื่อง นอกแนว

อวิชชา

ความนึกคิด

เวลาที่เกิดความนึกคิดใดๆก็ตาม เดี๋ยวนี้เหมือนจะรู้ไปพร้อมๆกับความนึกคิดที่เกิดขึ้น

ไม่ว่าจะมีความนึกคิดใดๆเกิดขึ้น ถ้าเป็นเมื่อก่อน มักจะกระทำตามความนึกคิดที่เกิดขึ้น

เดี๋ยวนี้ไม่เป็นแบบนั้น เหมือนใจมันสงบ มันแค่รู้ว่ามีเกิดขึ้น แต่ไม่คล้อยตามจนถึงขั้น กระทำทันที จะรู้แบบเงียบๆ

การเรียนรู้
ตั้งใจเรียนรู้มาตลอด สภาพธรรมใดๆที่มีเกิดขึ้น รู้อย่างเดียว รู้ว่า มีเกิดขึ้น แต่ไม่หลงลงไปเล่นกับความนึกคิด

เมื่อไม่ลงไปเล่นกับมัน จะเป็นเหมือนผู้ดูอย่างเดียว มันอยากคิดอะไร ล้วนเป็นเหตุปัจจัยที่มีอยู่ จะนึกคิดสิ่งใด นั่นแหละเหตุปัจจัยที่มีอยู่

ทำความเพียรน่ะเรอะ มันจะนึกคิดอย่างไร นั่นแหละเหตุปัจจัยที่มีอยู่ กิเลส ตัณหา ความทะยานอยาก เมื่อยากแล้วไม่ได้ตามใจอยาก มันย่อมทุกข์ เป็นเรื่องธรรมดา

เบื่อหน่าย
บางครั้งก็รู้สึกเบื่อหน่ายเหมือนกัน เบื่อที่จะเรียนรู้ มันจะอะไรนักหนานะชีวิต ทำอะไรกับใครที่ไหนไว้มากมายนัก

เออนะ นี่แหละ ทุกข์ โทษ ภัย ของการเกิด มีความไม่รู้ เป็นโทษอันมหันต์ ทำให้ก่อเกิดภพชาติอเนกอนัต์ เวียนว่ายตายเกิด ไม่จบไม่สิ้น

ความไม่รู้เป็นเหตุ ความไม่รู้ตัวเดียวแท้ๆ จึงหลงกระทำตามแรงกิเลสที่เกิดขึ้น โลภะ โทสะ โมหะ ตัณหา ความทะยานอยาก เมื่อผู้ใดถูกครอบงำแล้ว ย่อมหลงกระทำภพชาติการเวียนว่ายในสังสารวัฏ ให้มีเกิดขึ้น ไม่จบไม่สิ้น

จิตดวงสุดท้าย

เมื่อรู้ชัดในทุกข์

รู้ชัดในเหตุแห่งทุกข์

ใจที่ยังมีกิเลส
ทำให้รู้สึกเหนื่อยใจบ้างเป็นบางครั้ง

ที่แน่ๆ รู้สึกเบื่อหน่ายทั้งร่างกาย
และเหตุปัจจัยที่มีอยู่ เบื่อมากๆ

บางคืนไม่หลับไม่นอน
นอนดูหนังทางใจทั้งคืน

ภาพของเรื่องราวในอดีต
ผุดขึ้นมา เป็นการตอกย้ำว่า

หากไม่ได้ทำกรรมฐาน
ไม่รู้ชัดในอริยสัจ 4 ตามความเป็นจริงด้วยตนเอง

ชีวิตนี้คงยังทำแต่เรื่องโง่ๆ
มีแต่การสร้างเหตุปัจจัยของการเกิดขึ้นอีกเนืองๆ
ทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม คิดแล้วสยองจริงๆ
จิตดวงสุดท้าย
จึงเป็นคำตอบของภพชาติของการเกิด

ยาอายุวัฒนะขนานแท้

สังขาร ร่างกายนี้ ไม่เที่ยงจริงๆ

เดี๋ยวเป็นนั่น เดี่ยวเป็นนี่

น่ารำคาญ

เวลาเจ็บหัวใจ ก็คิดนะ
ที่มีชีวิตอยู่รอดได้ทุกวันนี้
เพราะกรรมฐานล้วนๆ

สติ สัมปชัญญะ สมาธิ
นี่แหละ ยาอายุวัฒนะขนานแท้

เวลาที่มีอะไรเกิดขึ้นกับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
จิตมันเป็นอัตโนมัติ กระทบปั๊บ รู้ทันที
รู้แบบไม่ได้ตั้งใจที่จะรู้

เหมือนมีการแยกขาดออกจากกันระหว่างรูปกับนาม
ต่างฝ่ายต่างทำงานแยกออกจากกันคนละส่วน

สภาวะเริ่มเปลี่ยนไปอีกแล้ว

การกล่าวคำขออโหสิกรรม

การกล่าวคำขออโหสิกรรมต่อผู้ที่มีเหตุปัจจัยต่อกัน
หรือที่เรียกว่า เจ้ากรรม นายเวร

และการงดโทษ ให้การขอโหสิกรรมต่อการกระทำที่ผู้อื่นได้กระทำกับเรา
ที่ใช้มาตลอดและปัจจุบันก็ยังคงใช้อยู่

หลังจากทำความเพียรเสร็จ

แผ่เมตตาให้กับตัวเอง

แผ่เมตตาให้เหล่าสรรพสัตว์

กล่าวคำขออโหสิกรรม ต่อโทษล่วงเกิน
ที่เคยได้กระทำไว้กับผู้อื่น

กล่าวคำงดโทษ(ไม่เอาโทษ)
และให้การอโหสิกรรม ต่อการกระทำของผู้อื่น
ที่ได้เคยกระทำกับเราไว้

กรวดน้ำ

อธิษฐานจิต

=================

การกล่าวคำขออโหสิกรรม
และการงดโทษอโหสิกรรม

ข้าพเจ้า ขออโหสิกรรม ต่อเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง
ที่ข้าพเจ้าได้เคยล่วงเกินท่านไว้
ตั้งแต่อดีตชาติ จนถึงปัจจุบันชาติ

ไม่ว่าท่านจะอยู่ภพภูมิใดก็ตาม
ขอให้ท่านทั้งหลายจงได้รับผลบุญกุศลนี้

และขอให้ท่านทั้งหลาย
ได้โปรดงดโทษ และอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าขออนุโมทนา
(เดิมใช้ ด้วยอำนาจบุญนี้ด้วยเทอญ)

และด้วยกรรมอันใด ที่ท่านทั้งหลาย
ได้ล่วงเกินข้าพเจ้าไว้ ตั้งแต่อดีตชาติ จนถึงปัจจุบันชาติ

ไม่ว่าท่านจะอยู่ภพภูมิใดก็ตาม
ข้าพเจ้าของดโทษและอโหสิกรรมให้แก่ท่านทั้งหลาย

ขอเราอย่าได้มีเวรแก่กันและกันอีกเลย
อย่าได้ก่อภพก่อชาติกันอีกเลย
ข้าพเจ้าขออนุโมทนา

การอธิษฐานจิต

อ่านเจอคำอธิษฐานจิตที่เคยเขียนไว้ในบล็อก เป็นเวลาหลายปีมาแล้ว

เพิ่งรู้ว่า มีการนำไปใช้อย่างแพร่หลาย
ในกลุ่มคนที่สร้างเหตุปัจจัย ด้วยเหตุอันใดก็ตาม
ที่แน่ๆ เป้าหมายคือ เพื่อบรลุมรรคผลนิพพาน ในปัจจุบัน

อ่านแล้ว ทำให้รู้ว่า เขียนตอนแรก เขียนไว้ว่าอย่างไร
แล้วปรับเปลี่ยน ตัดทอนสิ่งใดออกไปบ้าง

ครั้งแรกเคยเขียนไว้ว่า

“ข้าพเจ้าขอตั้งสัจจะอธิษฐาน
ขออนุภาพแห่งบุญกุศล ที่ได้บำเพ็ญแล้วในวันนี้
จงเป็นพลังปัจจัย เป็นอุปนิสัยตามส่ง ให้ข้าพเจ้า
เกิดปัญญาญาณ ได้บรรลุมรรคผล
ล่วงพ้นบ่วงมาร เห็นแจ้งในพระนิพพาน
ในปัจจุบันธรรมนี้ด้วยเทอญ”

=========

เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง
ตอนที่เขียนเรื่องการอธิษฐานจิต

ติเหตุกะ (สร้างเหตุของการไม่เกิด โดยการอธิษฐานจิต)

การสร้างเหตุของการไม่เกิดอีกต่อไป มีหลายวิธีการ แม้กระทั่งการอธิษฐานจิตก็เป็นอีกหนึ่งเหตุ ในการสร้างเหตุของการไม่เกิดอีกต่อไป
ในแนวทางการปฏิบัติ ไม่ได้มีความยุ่งยากอะไร เพียงตั้งจิตอธิษฐานหลังการทำกรรมฐาน หรือ หลังการทำบุญ ตลอดจนการให้ทานต่างๆ สามารถตั้งจิตอธิษฐานเพื่อเป็นการสร้างเหตุของการหลุดพ้นจากวัฏสงสาร

วิธีการอธิษฐาน
ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญถวายปัจจัยไทยทานต่างๆ หรือการให้ทาน บริจาคทานก็ดี แม้กระทั่งการทำกรรมฐาน ถึงแม้จะใช้เวลาตามสะดวกที่แต่ละคนจะทำได้ ทุกๆหลังการสร้างเหตุนี้ ให้อธิษฐานทุกครั้งว่า

“ขอผลบุญที่ข้าพเจ้าได้ทำกรรมฐานหรือถวายปัจจัยไทยทานหรือการให้ทานตลอดจนสร้างถาวรวัตถุต่างๆในครั้งนี้ ขอผลบุญกุศลหนุนนำ ให้ข้าพเจ้าปฏิบัติ ได้เกิดปัญญญาณ ได้บรรลุมรรค,ผล ล่วงพ้นบ่วงมาร เห็นแจ้งพระนิพพาน ในปัจจุบันธรรมนี้ด้วยเทอญ”
จงหมั่นอธิษฐานเช่นนี้ทุกๆครั้งหลังจากที่ได้ทำบุญต่างๆ แม้กระทั่งหลังจากการทำกรรมฐาน ทำแล้วได้ผลจริงๆ ดังมีหลักฐานที่นำมาอ้างอิงดังนี้

ติเหตุกะ

คำว่า “ติกะเหตุกะ” ได้แก่ บุคคลมีเหตุ ๓ คือ อโลภเหตุ อโทสเหตุ อโมหเหตุ

กัมมชติเหตุกปฏิสนธิ คือ บุคคลผู้ปฏิสนธิด้วย ๓ เหตุ อันเกิดมาแต่กรรมที่เขาได้สร้างไว้ในชาติก่อนๆโน้น เช่น ในเวลาทำบุญ ทำทาน ฟังเทศน์ ฟังธรรม เป็นต้น มีความดีใจ ได้ตั้งปรารถนาไว้ว่า

“อายตึ ปญฺญวา ภวิสฺสามิ” ขอให้ข้าพเจ้ามีปัญญาในชาติต่อไป ดังมีหลักฐานปรากฏรับรองไว้ว่า

“อายตึ ปญฺญวา ภวิสฺสามีติ ปฏฺฐเปตฺวา นานปฺปการํ ทานํ เทติ ตสฺส เอวรูํ กมฺมํ อุปนิสฺสาย กุสลํ อุปฺปชฺชมานํ ญาณสมฺปยุตฺตํ อุปฺปชฺชติ”

แปลว่า บุคคลถวายทานมีประการต่างๆ ตั้งความปรารถนาว่า ด้วยผลทานนี้ ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้มีปัญญาในชาติต่อไป กุศลจิตที่เกิดขึ้นโดยอาศัยกรรมที่ดังกล่าวมานั้น เป็นญาณสัมปยุต คือ ประกอบด้วยปัญญา ด้วยอำนาจบุญกุศลที่ตนทำไว้อย่างนี้ จึงเป็นเหตุให้บุคคลนั้นได้เหตุ ๓ ในเวลาเกิดชาติใหม่อีก
บุคลลที่ปฏิสนธิด้วยเหตุ ๓ เช่นนี้ ถ้าเจริญสมถะก็ได้ฌาน ถ้าเจริญวิปัสสนาก็ได้บรรลุ มรรค ผล นิพพาน

ดังนั้นในพระคาถานี้ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า สปญฺโญ แปลว่า มีปัญญา คือ เป็นติเหตุกะ หรือไตรเหตุ

อ้างอิง
จากหนังสือ วิปัสสนากรรมฐาน ภาค ๑ เล่ม ๑ หลวงพ่อโชดก ญาณสิทฺธิ

http://walaiblog.blogspot.com/2011/08/blog-post_26.html

==============

แล้วมีคนนำเรื่อง ติกะเหตุกะ” ได้แก่ บุคคลมีเหตุ ๓ คือ อโลภเหตุ อโทสเหตุ อโมหเหตุ มาขยายใจความอีกที

เหตุ ๖
เหตุ เป็นธรรมที่ทำให้ผลเกิดขึ้น ธรรมทั้งหลายที่ได้อุปการะจากเหตุ คือ มีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นปัจจัยแล้ว ย่อมทำให้มีสภาพมั่นคงในอารมณ์ เช่น มั่นคงในความอยากได้ในรูปารมณ์ เป็นต้น เหมือนต้นไม้ที่มีรากงอกงามแผ่ขยายกว้างขวางออกไป
เหตุ มี ๖ ประการ ได้แก่
๑) โลภเหตุ ธรรมชาติที่ปรุงแต่งจิตใจให้เกิดความอยากได้ ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย ตลอดจนความคิดนึกติดใจในเรื่องราวต่าง ๆ จะเห็นได้ว่าเมื่อมีความอยากเกิดขึ้นคราวใด ก็จะเกิดความร้อนใจเพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ และจะกระทำไปตามความอยากที่เกิดขึ้นนั้น

เมื่อได้สิ่งนั้นมาแล้วก็เป็นทุกข์กับการดูแลรักษา ห่วงแหน หรือถ้าไม่ได้อย่างที่ต้องการก็เป็นทุกข์อีก องค์ธรรมได้แก่ โลภเจตสิก ที่ในโลภมูลจิต ๘

๒) โทสเหตุ ธรรมชาติที่ปรุงแต่งจิตใจทำให้เกิดความไม่พอใจ ไม่ปรารถนาที่จะได้พบเรื่องราวต่าง ๆ เหมือนกับการเห็นศัตรูหรืออสรพิษ ย่อมเกิดความไม่พอใจ หรือหวาดกลัวขึ้นมาทันที องค์ธรรมได้แก่ โทสเจตสิก ที่ในโทสมูลจิต ๒

๓) โมหเหตุ ธรรมชาติที่ปรุงแต่งจิตใจให้โง่ หลง งมงาย ไม่รู้ในสัจจะตามที่เป็นจริง เมื่อรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส หรือความคิดนึกในเรื่องราวต่าง ๆ ปรากฏขึ้นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ ก็ไม่เข้าใจสภาวะความเป็นจริง ว่าเป็นเพียงนาม เป็นเพียงรูป แต่กลับไปคิดยึดติดว่าเป็นตัวเป็นตน เป็นเขาเป็นเรา องค์ธรรมได้แก่ โมหเจตสิก ที่ในอกุศลจิต ๑๒

๔) อโลภเหตุ มีความหมายตรงกันข้ามกับโลภเหตุ คือความไม่อยากได้ใน รูป เสียง กลิ่น รส สิ่งที่มาสัมผัสทางกาย และความคิดนึกเรื่องราวต่าง ๆ ทางใจ องค์ธรรมได้แก่ อโลภเจตสิก ที่ในโสภณจิต ๕๙ หรือ ๙๑

๕) อโทสเหตุ มีความหมายตรงกันข้ามกับโทสเหตุ คือเมื่อได้ประสบกับอารมณ์ที่พอใจ (อิฏฐารมณ์) หรืออารมณ์ที่ไม่พอใจ (อนิฏฐารมณ์) จิตใจก็จะไม่เกิดความโกรธ หรือความไม่พอใจในอารมณ์นั้น ๆ องค์ธรรมได้แก่ อโทสเจตสิก ที่ในโสภณจิต ๕๙ หรือ ๙๑

๖) อโมหเหตุ มีความหมายตรงกันข้ามกับโมหเหตุ คือมีความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่กาลังปรากฏ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และ ทางใจ ว่าเป็นแต่เพียงรูปธรรมนามธรรมเท่านั้น มิใช่เป็นสัตว์บุคคลตัวตน เราเขา เป็นเพียงสภาวะที่ปรากฏเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเท่านั้นเอง องค์ธรรมได้แก่ ปัญญาเจตสิก ที่ในญาณสัมปยุตตจิต ๔๗ หรือ ๗๙

สรุปความได้ว่า
** โลภเจตสิก โทสเจตสิก และ โมหเจตสิก เมื่อเกิดขึ้นกับจิตใจของบุคคลใดแล้ว ก็เป็นเหตุให้บุคคลนั้นทำบาปอกุศล เจตสิกทั้ง ๓ นี้ เรียกว่า เหตุบาป ๓ คือ เป็นต้นเหตุให้บุคคลทำอกุศล
** อโลภเจตสิก, อโทสเจตสิก และ อโมหเจตสิก เมื่อเกิดขึ้นกับจิตใจของบุคคลใดแล้ว ก็เป็นเหตุให้บุคคลนั้นทำบุญกุศล เจตสิกทั้ง ๓ นี้ เรียกว่า เหตุบุญ ๓ คือ เป็นต้นเหตุให้บุคคลทำกุศล
โดยที่กุศลขั้นกามาวจรนั้น เมื่อตายลงบุญจะนำไปสู่สุคติภูมิ คือ มนุษยภูมิและเทวภูมิ

ถ้าเป็นกุศลขั้นรูปาวจรและอรูปาวจร เมื่อตายลงบุญจะนาไปสู่รูปภูมิและอรูปภูมิ
แต่ถ้าเป็นมรรคกุศล ก็จะส่งผลให้สำเร็จเป็นพระอริยบุคคล หมดสิ้นจากกิเลสทั้งปวง และพ้นจากวัฏฏทุกข์ได้ในที่สุด

ที่มา
พระอภิธรรมทางไปรษณีย์ ชุดที่ ๘ ตอนที่ ๒ เรื่องมิสสกสังคหะ โดยอาจารย์ทองสุข ทองกระจ่าง อภิธรรมโชติกะวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

อ้างอิง : พระสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ ; หลักสูตรจูฬอาภิธรรมิกะโท

โดยคุณ raponsan ศิษย์ตรง

คำอธิษฐานจิตที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

ข้าพเจ้าขอตั้งจิตอธิษฐาน
ขอผลบุญกุศล ที่ข้าพเจ้าได้กระทำแล้วในวันนี้

ขอให้ข้าพเจ้าปฏิบัติ ได้เกิดปัญญาญาณ
บรรลุมรรคผล ล่วงพ้นบ่วงมาร
เห็นแจ้งในพระนิพพาน
ณ ปัจจุบันธรรมนี้ด้วยเทอญ

การใช้คำอธิษฐานเริ่มสั้นลง
กระชับใจความมากขึ้น

ย้อนเวลาทางจิต

ปกติเป็นคนที่ไม่ค่อยมีความคิดอะไร

คำว่า ความคิด ที่เคยรู้จัก
หมายถึง ความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น
ส่วนจะนึกคิดถึงสิ่งใด มีแต่การคิดพิจรณาถึงเหตุปัจจัยที่มีอยู่

เมื่อเกิดการคิดพิจรณา
ทำให้เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายยิ่งนัก

บางคืน ยังคงมีความรู้สึกเบื่อหน่าย
เกิดขึ้นเนืองๆ ทุกครั้งที่รู้สึกตัว

พอจิตเป็นสมาธิวูบลงไป
นั่นแหละจึงสงบจากความคิดไปชั่ว ขณะ

หลังจากที่พบเจอสภาวะ “ความว่าง” ครั้งล่าสุด
ที่ยังไม่รู้ว่า ความว่างที่เกิดขึ้นนี้คือ อะไร

ต่อมา สภาวะความคิด เริ่มเปลี่ยนไป
ไม่ใช่ความนึกคิดแบบที่เคยเป็น

จะมาแบบเป็นภาพ เหมือนได้ย้อนกลับไปอดีต
ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้นๆ อีกครั้ง

ยิ่งรู้เห็นแบบนี้ รู้ชัดแบบนี้
ใจมันจะสะอื้น รู้สึกเศร้าใจใความไม่รู้ในอดีต

ถึงแม้กรรมที่เคยกระทำในชาตินี้
ไม่ได้หนักหนาสาหัสถึงขั้นเอาชีวิตใคร
มันก็ทำให้รู้สึกสลดสังเวชใจได้เหมือนกัน

แม้กระทั่งเวลาอยู่หน้าคอม.
กำลังนั่งทำงานหรือดูหนังอยู่ก็ตาม

ตาเห็นภาพหนังที่กำลังดูอยู่
แต่ภายในกลับเป็นภาพต่างๆในอดีต

นี่เป็นการย้อนเวลาทางจิต
ซึ่งเคยมีเกิดขึ้นมาก่อน แต่ไม่บ่อยแบบนี้

ทั้งกลางวันและกลางคืน
ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ก็ตาม
จะมีภาพเกิดเกิดขึ้นเนืองๆ

เหตุปัจจัยที่ทำให้ลดละการสร้างเหตุนอกตัวมากขึ้น
เพราะภาพที่ปรากฏขึ้นเนืองๆ

ตอนที่ทำ ไม่รู้หรอกว่า ไม่ควรทำ
พอเป็นผู้ดู ใจก็คิด ไม่น่าทำเลยเรา

เห็นแล้ว รู้สึกสลดใจ เศร้าใจยิ่งนัก
เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด เกิดซ้ำซาก
ก็ยังไม่รู้ว่า ทำแต่เรื่องเดิมๆซ้ำๆ
มีแต่กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม

การเกิดนี้น่ากลัวยิ่งนัก
เพราะเกิดมาแล้ว ยังไงก็ไม่พ้นทุกข์
ยิ่งเห็นทุกข์ รู้ชัดในทุกข์
รู้ชัดในเหตุแห่งทุกข์

กรรรเก่า ผลของกรรม กรรมใหม่
เวียนวน วนเวียนเดิมๆซ้ำๆ ก็ยังไม่รู้

Previous Older Entries

เมษายน 2017
พฤ อา
« มี.ค.    
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

คลังเก็บ

%d bloggers like this: