มีกำลังมากขึ้น

หลังจากที่ทำความเพียรตามสัปปายะ มาสักระยะหนึ่ง
สิ่งที่รู้สึกได้ชัด กำลังสมาธิที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ

เปลี่ยนจากเย็บผ้าด้วยมือ
มาใช้จักร(กระเป๋า) เย็บผ้าแทน
แต่ยังคงยืนเย็บ เหมือนสมัยเย้บมือ
เหตุผลคือ เป็นการรู้อยู่กับกิจที่ทำอยู่ในอิริยาบทยืน

พอเลิกเย็บผ้า เปลี่ยนเป็นอิริยาบทเดิน
รู้ชัดจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ สภาวะที่เคยมีเกิดขึ้น มีเกิดขึ้นอีก
การเกิด เดินปกติ รู้ชัดที่ฝ่าเท้า ไมได้ใช้คำบริกรรมหรือการกำหนดใดๆ
รู้สึกเสียวที่ฝ่าเท้า รู้ชัดการแยกขาดออกจากกันทุกย่างก้าว ที่ก้าวเดิน

เมื่อนั่งลง หลับตาลง โอภาสสว่างจ้า รู้สึกหน่วงในใจ
รู้ชัดอยู่ภายในกายและจิต ระหว่างนี้มีแต่ความสงบ โอภาสเกิดอยู่
สักระยะ รู้สึกถึงกำลังสมาธิที่อ่อนตัวลง ความคิดเริ่มเกิด
มีแต่คิดพิจรณานั่นนี่ ก็รู้ไป รู้สึกตึงๆที่ขา ก็รู้ไป
จนกระทั่งคิดว่า พอละ แล้วลุกขึ้น มองนาฬิกาผ่านไป ๑ ชม.

เดินไปนั่งที่โซฟา จิตยังคงเป็นสมาธิอย่างต่อเนื่อง
พอนั่งลง หลับตา โอภาสสว่างจ้า นั่งไปจนรู้สึกว่าพอแล้ว
แผ่เมตตา กรวดน้ำ ลืมตามองนาฬิกา ผ่านไป ๔ ชม.

วันนี้สมาธิดี หลังจากเลิกนั่ง เดินทำโน่นนี่
จิตยังคงเป็นสมาธิต่อเนื่อง มีเกิดขึ้นพอดี ไม่มาก ไม่น้อย
รู้ชัดที่โพรงจมูก มีปีติ สุข สลับกับความสงบ เป็นระยะๆ

Advertisements

เรื่องเล่า

ตอนนี้มีแต่เล่าเรื่องรายละเอียดของสภาวะต่างๆ

พร้อมทั้งการตรวจสอบสภาวะตนเอง
เมื่อเกิดความสำคัญมั่นหมายว่า
เป็นโสดาบัน สกิทาคา อนาคามี อรหันต์

คือ ไม่ต้องนำไปถามใคร หรือให้ใครมาพยากรณ์
สามารถตรวจสอบสภาวะนั้นๆ ด้วยตัวเองได้
โดยตรวจทานกับพระธรรมคำสอน
เน้นนะ ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้เป็นหลัก

ยกตย. ตอนที่ได้วิโมกข์ ๘
แล้วเป็นที่มาของความสำคัญมั่นหมายในสภาวะนั้นๆ
คิดว่า เป็นอรหันต์ เพราะกิเลสไม่มีสักนิดเดียว
ทุกผัสสะที่มีเกิดขึ้น สักแต่ว่ามีเกิดขึ้น
กระทบปั๊บ ดับทันที ไม่มีคำเรียกใดๆ
ตัวตน เขา เรา อะไรทั้งสิ้น ไม่มี

ได้นำไปเทียบกับ กายสักขีและอุภโตภาควิมุติ
ตรงกับพระธรรมคำสอนแบบเป๊ะๆ

คือ คิดว่ามี คิดว่าเป็น
แต่ไม่ได้มีความยินดี พอใจแต่อย่างใด

ต่อมา มีเหตุปัจจัยให้กำลังสมาธิที่มีอยู่ เสื่อมหายไปหมดสิ้น
เป็นครั้งแรกที่รู้ชัดว่า การถ่ายเทสมาธิ ที่มีพูดๆกัน มีอยู่จริง
กำลังสมาธิที่เกิดขึ้น สามารถถ่ายเทไปหาผู้อื่นได้

ช่วงที่กำลังสมาธิหายไปหมดสิ้น
อารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น มีความคมชัดมาก
เหมือนโดนเข็มแทงเข้าไปในเนื้อ

จึงทำให้เกิดความรู้ชัดเป็นครั้งแรกว่า
อารมณ์ต่างๆเหล่านี้ เรียกว่า กิเลส

ตอนนั้น ยังไม่รู้ชัด ในดีมีเสีย ในเสียมีดี
ยิ่งอยากให้สภาวะเดิมๆ กลับคืนมา
การทำความเพียร ยิ่งเพียรหนักกว่าเดิม
แรกๆ เดินจงกรม 1 ชม.
พอนั่งต่อ สมาธิสักนิดเดียว ก็ไม่ได้แอ้ม
มีแต่ความฟุ้งซ่าน แต่ก็ยังคงทนนั่งจนครบเวลา

เป็นครั้งแรกเช่นกัน ที่รู้ชัดในสิ่งที่เรียกว่า นิวรณ์

เดินให้มากขึ้น บางครั้ง เดินถึง 4 ชม.
พอนั่งลง รู้ชัดจิตเป็นสมาธิ แค่แว๊บเดียว
รู้สึก ดีใจมากมาย

ทำให้รู้ว่า สมาธิ สามารถทำให้มีเกิดขึ้นใหม่ได้
เพียงใช้เวลา และตั้งใจทำความเพียร ไม่ท้อถอย

ตอนนั้น ยังคงถือมั่นสภาวะเก่าๆอยู่
เพราะมีการรู้เห็นอะไรๆมากมาย
สามารถรู้ความคิดของบุคคลอื่น
สามารถรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า
กำลังสมาธิที่มีกำลังมาก สามารถใช้รักษาตัวได้
แทนที่จะเป็นหนัก กลับทำให้เบาลง
จนกระทั่งหายเป็นปกติ โดยไม่ต้องหาหมอหรือกินยาใดๆ

เวลาจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ โอภาสที่เกิดขึ้นสว่างเจิดจ้า
ขณะนั้น จะสัมผัสได้ถึง กระแสไฟอ่อนๆ ที่ไหลชอกชอน
ไปทั่วทุกอณูของร่างกาย จะรู้สึกชัดแบบนั้นเลย
ทำให้นั่งได้นานกี่ชม.ก็ได้ เวทนาต่างๆ ตัดทิ้งไปได้เลย

และอีกหลายๆอย่าง ที่ทำให้รู้สึกแปลกประหลาดมหัศจรรย์มาก
แม้กระทั่ง เรื่องการเมือง คือ รู้หมดว่าจะจบยังไง
แล้วก็เป็นจริง ตามสิ่งที่รู้เห็นล่วงหน้า

ปัจจุบัน ยังไม่ได้เศษเสี้ยวของสภาวะในอดีตเลย
แต่ก็เป็นเหตุดีนะ

ก็เป็นครั้งแรกอีกน่ะแหละ
ที่รู้ชัดว่า ในดีมีเสีย ในเสียมีดี
ไม่มีอะไรดีที่สุด หรือแย่ที่สุด
ทุกสิ่ง อยู่ที่การกระทำของตัวเอง
ไม่ใช่เกิดจากอะไร หรือใคร
หรือสิ่งใดดลบันดาลให้มีเกิดขึ้นแต่อย่างใด

เพียงแต่ในตอนนั้น ยังไม่รู้ชัดเรื่อง อุปกิเลส

สมุดทำบ/ช ค่าใช้จ่าย

สมุดทำบ/ช ค่าใช้จ่ายมีทั้งหมด ๓ เล่ม
ซื้อจากร้านทุกอย่าง ๒๐ บาท
หลังจากที่ทำมาหลายปี ทำมั่ง ไม่ทำมั่ง
ตอนนี้แทบไม่ต้องบังคับให้ทำ

๑. พกติดตัว ๑ เล่ม มีที่เสียบปากกา
เป็นรายละเอียดการจับจ่ายต่อวัน ซื้ออะไร จดหมด

๒. สมุดทำบ/ช สรุปค่าใช้จ่ายประจำวัน
และจำนวนเงินที่เหลือทั้งหมด

๓. สมุดสรุปค่าใช้จ่ายประจำต่อเดือน
เช่น ค่าไฟ ค่าเนตฯลฯ
พร้อมทั้งรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดต่อเดือน

ถ้าถามว่า ทำไมสมุด ๑ และสมุด ๒
ไม่ทำรวมในเล่มเดียวกัน

เหตุผล
เล่มที่มีที่ใส่ปากกา นำติดตัวไปด้วย
สะดวกต่อการใส่กระเป๋า
มีจดรายละเอียดยิบย่อย
เงินทอนชอบขาด

เมื่อกลับมาเขียนสรุปอีกครั้ง
ต้องการดูจำนวนเงินที่เหลือต่อวัน
จึงทำแยกไว้เพื่อความสะดวกในการดู

อีกอย่าง เมื่อตรวจสอบซ้ำ
เท่ากับเป็นการทบทวนเรื่องการใช้จ่ายไปในตัว
บางวัน สติไม่มี เงินทอนขาด
เวลาให้เงินแม่ค้า ไม่รู้เป็นอะไร ใจลอย

การทำแบบนี้ ที่ทำมาตลอด
โดยเฉพาะเมื่อเจอเงินทอนขาด
ทำให้มีสติในการจับจ่าย ตอนหยิบเงินจ่าย
ต้องดูให้แน่ใจว่า ให้แบงค์อะไร
และตอนรับเงินทอน นับก่อนใส่กระเป๋า

ที่เจอมา ส่วนมาก พ่อค้า แม่ค้า มักตาบอดสี
จะเห็นแบงค์ ๑๐๐๐ , ๕๐๐ กลายเป็นแบงค์ ๑๐๐
แบงค์ ๕๐ กลายเป็นแบงค์ ๒๐

ส่วนตัวเอง สมัยก่อน คงตาบอดสีเช่นกัน
ให้แบงค์อะไร ไม่ค่อยจำ
รับเงินทอน ไม่ค่อยนับ

มาปัจจุบัน ละเอียดกว่าเมื่อก่อน
นี่เป็นผลของการทำบ/ช

เหม็นสาบคน

เหม็นสาบคน

สมัยที่เคยกินเจ กินมาตลอด ไม่ใช่แค่ช่วงเทศกาล
ถ้าถามเหตุผลในการกิน ไม่มีอะไรมาก
คือ สะดวก ประหยัดเงิน ผัก ๕ บาท ได้ละกับข้าวหนึ่งจาน

ต่อมาจะเหม็นสาบคน ก็เลยเลิกกิน ไม่งั้นลำบาก
เพราะการทำงาน ต้องคลุกคลีกับผู้คน

เลิกกินเจมาสิบกว่าปีละ

.

สภาวะมักจะเป็นเรื่องเดิมๆซ้ำๆ ทั้งๆที่เลิกกินเจมานานแล้ว
สภาวะเก่าๆ เริ่มกลับมาอีก เป็นอาการจมูก มีสัมผัสดี
คือ ได้กลิ่นสาบจากตัวคน ยิ่งคนที่เพิ่งกินข้าวมาใหม่ๆ
หรือเดินผ่านร้านอาหาร จะได้กลิ่นเหม็นสาบจากคนพวกนี้

ขนาดบางคนกินเจ คือเดินผ่านกลุ่มคนที่กำลังสั่งซื้ออาหารเจ
บางคน มีกลิ่นสาบแรงมาก เหม็นจริงๆ
ก็ไม่รู้นะว่า เป็นเพราะอะไร

ที่ทำได้คือ กลั้นหายใจ หายใจช้าๆ
ช่วยระงับการได้กลิ่นเหม็นสาบไปชั่วขณะ

เมื่อจิตเป็นสมาธิเนืองๆ
นิพพิทา ความเบื่อหน่ายจะมีเกิดขึ้นเป็นระยะๆ

เมื่อจิตเป็นสมาธิ อาการปิติ สุข ความอิ่มเอิบใจ ความสงบใจจะเกิด
เมื่อสมาธิคลายตัว จิตมีแต่คิดพิจรณาถึงเหตุปัจจัยภพชาติของการเกิด

สัญญา คำเรียกต่างๆมีเกิดขึ้นเป็นระยะๆ
บางคืน จิตคิดพิจรณาทั้งคืน

เหมือนต่อจิ๊กซอ ของลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นของคำเรียกนั้นๆ
เมื่อกลับมารู้กาย จะจำได้มั่ง ไม่ได้มั่ง ก็กำหนดรู้

.

เมื่อรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตเนืองๆ
ทำให้ไม่เกิดความอยากในอาหาร
แต่ต้องกิน ไม่งั้นกระเพาะจะแย่

อาหารที่กินประจำ ข้าวกล้อง
กับไข่ดาว ๒ ฟอง ราดด้วยซอสมะเขือเทศ
เวลาเห็นเนื้อสัตว์ หรืออาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์
มักมีภาพต่างๆเกิดขึ้น รู้สึกสังเวชใจยิ่งนัก
แผ่เมตตาให้สรรพสัตว์และวิญญาณทุกๆดวง

.

สภาวะเหล่านี้ มีเกิดขึ้นไม่แน่นอน
บทจะเกิดก็เกิด คาดเดาไม่ได้

เมื่อสภาวะนี้หายไป คือ หายไปเอง
จะกลับมากินอาหารได้ปกติ
แต่ความอยากในอาหารลดน้อยลง

.

เนื่องจากการที่ไม่ค่อยกินเนื้อสัตว์
จึงทำให้โปรตีนในเลือดต่ำ

ใช้วิธีรักษาด้วยตนเอง
กินโปรตีนของแอมเวย์

ตั้งแต่กินมา ตอนนี้อาการเล็บที่แตกเป็นร่องๆทุกนิ้ว เริ่มดีขึ้น
ที่เคยมีอาการอ่อนเพลียง่าย เริ่มดีขึ้น
ทุกวันนี้ยังกินอยู่

21 กันยายน 2015

ทำแบบ สะเปะสะปะ คือ การปฏิบัติ อาศัยการทำสมาธิ ที่ทำได้มาตั้งแต่เด็กๆ
ทำเพราะอยากรู้ อยากเห็น ตามที่อ่านเจอในหนังสือปกอ่อน เรื่อง กฏแห่งกรรม
เล่าโดยหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม มีทั้งหมด ๘ เล่ม ซื้อมาหมดเลย

ทำไปเรื่อยๆ เพราะรู้สึกว่า ทำแล้วเงินไหลมา มีงานพิเศษ รายได้พิเศษเข้ามามากมาย
ทำแบบไม่รู้อะไรเลย ไม่มีคนแนะนำ ไม่มีพี่เลี้ยง

สภาพธรรมต่างๆ ที่มีเกิดขึ้น ขณะทำความเพียร ตอนที่ยังไม่รู้ชัดเกี่ยวกับผัสสะ
ยังไม่รู้ชัดสิ่งต่างๆที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ ก็เล่นเอาหลงเรื่องญาณ ๑๖ นานเหมือนกันนะ
หลงน้อมเข้าสู่ความมี ความเป็น ตามตำราที่มีเขียนอธิบายไว้

กว่าจะรู้ว่า เป็นความปกติของสิ่งที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
ที่มีเกิดขึ้นเฉพาะใน สมาธิที่มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เกิดขึ้นร่วมด้วยเท่านั้น
ที่มีชื่อเรียกว่า สัมมาสมาธิ ซึ่งมีปรากฏอยู่ในพระธรรมคำสอน ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้

ถึงแม้ว่า จะน้อมเข้าสู่ความมี ความเป็น(ถือมั่น)
ไม่เคยประมาท ยังคงทำความเพียรต่อเนื่อง

ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง สมาธิมีกำลังมากขึ้นเรื่อยๆ
โอภาสเอย สุดแสนอลังการจริงๆ รักษาโรคด้วยตัวเอง

 

 

นี่คือ ครั้งแรก ที่เกือบสัมผัสความตาย แต่ตอนนั้นยังไม่รู้

ตอนที่ป่วยมาก เกือบตายนะ ชีวิตเกือบสิ้นไปแล้ว
เพราะได้สมาธินี่แหละ รักษาโรคที่เป็นอยู่ ทำให้ร่างกายไม่อ่อนเพลียเกินไป

จากการที่เสียเลือดมาก ประจำเดือนมามากผิดปกติ
อาการเหมือนคนตกเลือด ป่วยเป็นเดือน รักษาตัวด้วยการอบสมุนไพร
อาบน้ำด้วยน้ำต้มสมุนไพร ทำสมาธิระหว่างอบตัว

เดินจงกรม ทำสมาธิในระหว่างวัน ทำทั้งวัน
เรียกว่า ๒๔ ชม. แม้เวลาจะนอน ไม่มีการว่างเว้น ทำตลอด

สภาวะตอนนี้ ยังไม่รู้ชัดเกี่ยวกับลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น ตามความเป็นจริง
ของสิ่งที่มีชื่อเรียกว่า ความตาย

เพียงแต่รู้ว่า จิตที่เป็นสมาธิ กำลังสมาธิที่มีมาก(โอภาสสว่างประมาณไม่ได้ สว่างมาก)
สมาธิที่มีเกิดขึ้นแบบนี้ ใช้รักษาโรค หรืออาการเจ็บป่วยได้

 

 

 

ครั้งที่สอง เฉียดตาย

ตอนนี้เจอตอนไปวัดตาลเอน อยุทธยา ระหว่างข้ามถนน มองซ้าย มองขวา เห็นโล่งทั้งสองฝั่ง
จึงเดินข้าม แว่บเดียวจริงๆ มีรถสองคัน วิ่งสวนทางกัน เรายืนอยู่ตรงกลาง

เสียงแตรรถดัง ความรู้สึกรถวิ่งเฉียดหน้าไป
เสียงตะโกนจากคนในรถว่า อยากตายหรือไง

วินาทีนั้น ใจมันนิ่งสงบ ไม่มีการขยับตัว ยืนอยู่นิ่งๆ
ท่าทกลางรถวิ่งสวนกัน ใจสงบมาก ไม่รู้สึกอะไรเลย

รถกระบะวิ่งผ่านหน้า
รถเมล์ประจำทาง วิ่งผ่านด้านหลัง
เฉียดฉิวเส้นยาแดง ถ้าขยับตัวนิดเดียว …

หลังจากนั้นมา มักคิดถึงแต่ความตาย คิดว่าตัวเองจะต้องตายแน่นอน เล่าให้ท่านจิ๋วฟัง

ท่านบอกว่า จะรีบไปไหน นิมนต์อยู่ก่อน อยู่นานๆ

หลังจากนั้นมา ความรู้สึกที่ว่า จะต้องตาย หายไปหมด

 

 

 

รู้ชัดในความตาย ครั้งที่ ๑

เจอลักษณะอาการที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ของสิ่งที่เรียกว่า ความตาย

รู้ชัดในแต่ละขณะ ก่อนเกิด กำลังเกิด เกิดทันที เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ทันที
อาการเหมือนคลอดออกมาจากช่องคลอดแม่ แต่รู้สึกตัวตลอด ระหว่างคลอดออกมา
อาการเหมือนเด็กแรกเกิดที่หมอใช้เครื่องดูดในการทำคลอด ความรู้สึกรู้ชัดแบบนั้นเลย

ตั้งแต่นั้นมา ใจมันอาจหาญ ไม่มีความสะดุ้ง ไม่มีความกลัวตาย
เพราะรู้แล้วว่า ความตายเป็นแค่ภาษาสมมุติทางโลก ที่ใช้เรียกคน ที่วิญญาณได้ทิ้งร่างไปแล้ว

สภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ของสิ่งที่เรียกว่า ความตายนั้น
เป็นเพียงการเปลี่ยนเปลือก เปลี่ยนรูป ตามเหตุปัจจัยของการเกิด ที่ยังมีอยู่
การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ จึงมีเกิดขึ้นกับผู้ที่ยังมีห่วงๆ มีความอาลัยต่างๆ สิ่งที่ยังมีข้องอยู่ในจิต

สิ่งต่างๆเหล่านี้ เป็นบ่วงผูกมัด ร้อยเหล่าสรรพสัตว์ ทั้งดี และชั่ว เป็นไปตามกรรมที่เคยกระทำไว้
จิตระลึกถึงสิ่งใด ขณะกำลังจะหมดลมหายใจ ไปเกิดตามนั้นทันที นรก สวรรค์ จุดแบ่งแยก อยู่ที่ตรงนี้

ส่วนผู้ที่รู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตเนืองๆ ผู้ที่ไม่มีห่วง ไม่มีอาลัย
ขณะใกล้หมดลมหายใจ ย่อมรู้สึกตัวอยู่ ไม่มีความนึกคิดถึงเรื่องราวใดๆ
คือ ตายก็ตาย ไม่ห่วง ไม่กังวล

 

 

 

ตอนนี้ สภาพธรรมต่างๆ ที่วลัยพรได้พบเห็นอยู่ รู้ชัดอยู่
ไม่มีการน้อมเข้าสู่ความมี ความเป็น การได้เป็นนั่นนี่
ความรู้สึกนึกคิดแบบนั้นไม่เคยมีเกิดขึ้น ตั้งแต่รู้ชัด ในสิ่งที่เรียกว่า ผัสสะ

ที่สำคัญ จุดเปลี่ยน เกิดจากภาพต่างๆ ที่ปรากฏขณะคิดพิจรณา ในการดำเนินชีวิต
และภาพต่างๆ ที่ปรากฏขณะจิตเป็นสมาธิ

มีแต่ตอกย้ำว่า ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไร
ภพภูมิดีเลิศประเสริฐศรีขนาดไหน ล้วนเป็นทุกข์

ยิ่งเกิดในสวรรค์ชั้นฟ้า กี่กัปป์ กี่กัลล์ กี่อสงไขย
สุดท้าย ก็ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก จะเกิดสั้น จะเกิดยาว ล้วนเป็นทุกข์

เมื่อรู้ชัดแบบบนี้แล้ว
ไม่ว่าสภาพธรรมใดปรากฏ ไม่มีการน้อมเข้าหาตัว
หรือน้อมใจเชื่อเข้าสู่ความมี ความเป็น โสดา สกิทาคา อนาคามี อรหันต์
สักนิดเดียว ไม่มีเกิดขึ้นในจิต

แค่รู้ว่า ตอนนี้มีความรู้สึกนึกคิดแบบนี้ๆ
แต่ไม่มีการให้ค่าให้ความหมายใดๆ

มีแต่รู้ว่า เหตุมี ผลย่อมมี
เมื่อเพียรละในเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่
ความประมาทพลาดพลั้ง จะด้วยเจตนาใดๆก็ตาม
เมื่อกระทำลงไปแล้ว ผลรับกลับมา ย่อมมีแน่นอน จะเร็วหรือช้า ต้องรับผลแน่นอน

และอาศัยการทำความเพียรต่อเนื่อง
ผลของการทำความเพียร ทำให้กำลังสมาธิที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะ
มีกำลังมากขึ้นเรื่อยๆ เพียงแต่ยังไม่มากเหมือนกับเมื่อก่อน
โดยการดูโอภาสที่เกิดขึ้นเป็นหลัก

หลงสภาวะ

สภาวะจิตดวงสุดท้าย ภาคปริยัติ ลงครบหมดแล้ว
ภาคสภาวะหรือลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ของคำเรียกต่างๆ
จะนำมาทะยอยลงให้อ่าน

ที่แน่ๆ กว่าจะรู้ชัดในสภาวะจิตดวงสุดท้าย
ต้องหลง(สภาวะ) ก่อนที่จะเกิดความรู้ชัด
รู้ว่าทาง หรือไม่ใช่ทาง

นำมาบางส่วน ที่หลงสภาวะ
ที่กล่าวว่า หลงสภาวะนี้ เพราะเกิดการน้อมใจเชื่อว่า สภาวะที่เกิดขึ้น
เคยอ่านเจอประมาณว่า เป็นนั่นนี่ จึงคิดว่า คำที่บอกเล่าต่อๆกันมา น่าจะใช่

14 มี.ค. 2008

ยิ่งปฏิบัติ ก็ยิ่งเห็นทุกข์ มองไปทางไหนก็มีแต่ทุกข์ ทำไมทุกข์มันช่างมากมายอย่างนี้หนอ
เมื่อก่อนเข้าใจว่า เมื่อเห็นทุกข์ ย่อมเข้าใจในทุข์ ย่อมอยู่ในทุกข์ได้โดยไม่ต้องไปทุกข์กับทุกข์นั้นๆ
แต่ทุกข์ครั้งนี้เราเห็นมันคนละอย่างกับทุกข์ที่เราเคยเห็น เคยเข้าใจ

ทุกข์ครั้งก่อนคือทุกข์ทั่วๆไปที่เกิดขึ้นในครองชีวิต ในการมีชีวิตอยู่
แต่ทุกข์ครั้งนี้เป็นทุกข์ของการเวียนว่ายตายเกิด ไม่อยากเกิดมาทุกข์แบบนี้อีกแล้ว
เกิดมานี่มันช่างวุ่นวาย วุ่นวายทั้งข้างนอกและข้างใน มันดูวุ่นวายไปหมด

เมื่อคืนปฏบัติ เจอเวทนา ตัดใจเลยสู้กับเวทนา
พิจรณาลงไปว่าเวลาตายเราจักต้องทรมาณมากกว่านี้เยอะ เวทนาที่เคยเจอมีทั้งหนักและเบา

ครั้งนี้ก็หนักหนาสาหัส ปวดจนหลังมากๆร้าวมาที่ก้นกบ เหมือนมันจะหลุดออกมาเป็นชิ้นๆ
บังคับตัวเองเลย ตั้งหลังให้ตรง แล้วสู้กับเวทนาที่เกิด

ใจก็คิดพิจรณาไปด้วย เพราะเรายังมีอุปทานยึดมั่นถือมั่นในกายของเรา มันจึงยังมีเวทนาเกิดอยู่ตลอด
มันเกิดแล้วก็หายอยู่อย่างนั้น หนักเบาไม่เท่ากัน มันไม่เที่ยง
เราไปบังคับว่าให้เกิดหรือไม่ให้เกิดไม่ได้

พิจรณาหนักๆ พิจรณาว่ามันไม่เที่ยง
แล้วจากที่ปวดสุดๆมันก็รู้สึกซ่าๆไปทั้งขา ซ่าๆไปตามส่วนที่ปวด
แล้วมันก็ค่อยๆหายปวดไป แล้วนั่งต่อไปจนกระทั่งครบเวลาที่ตั้งไว้

เวทนานี่เจอมาหลายรอบละหนักๆทั้งนั้น
แต่ครั้งนี้หนักกว่าทุกครั้งเหมือนร่างกายเรามันจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
แต่ตั้งใจไว้แล้ว ต่อไปนี้จะปฏิบัติ เพื่อเตรียมตัวตาย เมื่อถึงเวลาที่ต้องตายจริงๆ
จะได้มีสติรู้ตัวตลอดเวลาจนกระทั่งหมดลมหายใจ

31 มีนาคม ’51

วันนี้ ระหว่างเดินจงกรม เกิดเวทนาสุดๆ อยู่ๆมีอาการเหมือนกล้ามเนื้อหลังจะเป็นตะคริว
มันเป็นกลุ่มเป็นก้อนๆขึ้นมา แต่ยังไม่ถึงขั้นตะคริว

ความคิดอันดับแรกที่เกิดก็คือ กลัวสุดๆ กลัวเป็นอัมพาต เพราะหลังนี่สำคัญมากๆ
หายใจยาวๆ กำหนดรู้หนอๆๆแล้วหยุดเดิน เปลี่ยนอารมณ์มาจับตรงเวทนาแทน
ค่อยๆเอามือออกจากการที่จับไว้ตรงกระเบนเหน็บ หายใจยาวๆ กำหนดรู้ไปเรื่อยๆ
เปลี่ยนเอามือมากุมไว้ข้างหน้า แต่ยกมือขึ้นไม่ได้ หลังมันจะเป็นตะคริว ความรู้สึกยังกลัวอยู่แบบบอกไม่ถูก

แต่ใจก็คิด ถ้าจะเป็นอะไรไปเพราะการปฏิบัติ ก็ให้มันเป็นไป ยังกำหนดรู้อยู่อย่างนั้น
หายใจยาวๆ ค่อยๆลองยกแขนมากุมไว้ข้างหน้า ยังหายใจยาวๆ ใช้สติจับอยู่ที่อาการทุกขณะ
พอยกมือมากุมไว้ข้างหน้าได้แล้ว ก็เริ่มยกมือไปกุมไว้ข้างหลัง

พอกุมมือได้ สักพัก มีอาการเหมือน แผ่นหลังมันแตกออกเป็นส่วนๆ
เหมือนกายมันแยกออกจากกัน มันดังเปรี๊ยะในความรู้สึก
แล้วมันก็รู้สึกว่าในหัวสมองมันโล่งไปหมดเลย มันโล่งแบบบอกไม่ถูก ทั้งตัวนี่เบาไปหมด

พอมานั่งสมาธิต่อ แค่หย่อนตัวนั่งลง ยังไม่ทันจะหายใจเข้าเลย มันเข้าสู่สมาธิทันที
ไม่ได้คิดว่าอาการที่เกิดขึ้นนั้นมันคืออะไร เพียงแต่มองว่า เวทนาแต่ละครั้งนี่ มันช่างสุดๆจริงๆ

ครั้งที่ 1 ที่จำได้คือ เวทนาที่เกิดตอนนั่งสมาธิ อันนี้เกิดที่ขา แต่ที่เหมือนกันคือมันหฤโหดสุดๆเหมือนๆกัน
เหมือนกายมันระเบิดแยกออกจากกันเหมือนกัน แต่ตรงนี้พอมันแตกออกมา มันกลับมีตัวรู้เกิดขึ้น
ผลที่ตามมาจากการเดินจงกรมแล้วเกิดเกิดเวทนาเวทนาครั้งนี้ คือ โรคปวดหลังนี่
เป็นมาตั้งแต่สมัยทำงาน ส่วนมากจะเป็นกัน ยกคนไข้ประจำ
มันก็เลยเป็นเรื้อรังมาตลอด ( หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท )

ความที่ว่าเจอเวทนาบ่อยๆ แบบโหดๆ เดี๋ยวนี้เลยกลายเป็นว่า
สามารถมีสติพิจรณาเวทนาที่เกิดได้ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน
วันนั้นเจอเวทนาสองชั่วโมงเต็มๆ (วันไปปฏิบัติที่วัดมหาธาตุ)

พระอาจารย์ท่านบอกว่า ขณะที่เดินจงกรม สมาธิเราเกิดมากเกินไป
ให้เรารู้ไปในอริยบทย่อยให้บ่อยๆ เพื่อจะได้มีสติให้มากขึ้นกว่านี้
สังเกตุเห็นหลายครั้งละ ว่าหลังจากเดินจงกรม
พอมานั่งสมาธิต่อ ทำไมเราถึงเข้าสู่สมาธิได้เร็ว เพราะอย่างนี้นี่เอง

ถ้าเป็นเมื่อก่อน ต้องถามพระอาจารย์ละ เดี๋ยวนี้เลิกถาม
เพราะท่านบอกไว้แล้วว่า ไม่ต้องไปให้ค่าความหมายในสิ่งที่เกิดหรือเห็น ให้ตัดความสงสัยออกไป

ตั้งแต่เจอเวทนาหนที่สองนี่ เรามองเห็นความกลัวที่เรามีอยู่
ไม่เคยกลัวเท่าครั้งไหนๆเลย ครั้งนี้กลัวมากๆ เหมือนความกลัวอันนี้ที่แท้มันมีอยู่แล้ว
เพียงแต่มันถูกซ่อนเอาไว้ แล้วถ้าเกิดต้องตายจริงๆมิขาดสติไปหรือนี่ รู้แต่ว่า ประมาทไม่ได้แล้ว
ความสงสัยต่างๆที่เคยมีมากมาย เดี๋ยวนี้แทบจะไม่มีเลย มันสงบมากๆจนตัวเราเองก็ยังแปลกใจเลย

13 เมย. ’51
ขณะที่เกิดเวทนา พิจรณาเห็นเวทนาตั้งแต่เกิด ขณะที่เกิด และดับลงไป
เวียนวนอยู่อย่างนั้น ดูไปดูมา เหมือนมันวูบหายไป

สักพักเราก็คิดว่าน่าจะพอละ เลยหยิบนาฬิกามาดู วางไว้ข้างตัว
ไม่ได้ตั้งจับเวลา ทุกทีจะตั้งเวลา ที่ไหนได้ ตี 3

ทำไมมันไวอย่างนี้ สรุปก็คือ จิตมันไว มันไปเข้าอยู่ในสมาธิ เพราะเรารู้สึกว่ามีช่วงเวลาที่หายไป
นี่ขนาดพิจรณาเวทนาที่เกิดนะ ว่ามีสติรู้ตัวดีแล้วนา สุดท้ายก็เสียท่าสมาธิอีก มันช่างไม่เที่ยงจริงๆเลย

23 เม.ย. ’51

การที่จิตรวมเป็นหนึ่งในทุกขณะอริยาบทได้ นี่ดีจริงๆ ( พักนี้เกิดถี่มาก )
ช่วยตัดความวุ่นวายภายนอกตัวไปได้มาก ๆ รู้สึกถึงความสว่างโล่งไปหมด

วันนี้ก็ปฏิบัติเหมือนเดิม เดินจงกรม กับรู้ลงไปในอริยาบทย่อยเวลาทำงาน
พอพักเที่ยงก็นั่งสมาธิต่อ เดี่ยวนี้อย่างที่บอกไว้ จิตจะรวมเป็นหนึ่งเข้าสู่สมาธิเร็วมากๆ
เมื่อเข้าสู่สมาธิแล้ว โอภาสจะเกิด เกิดบ่อยมาก (ซึ่งเมื่อก่อน น้อยครั้งที่จะเกิดสว่างมากๆแบบนี้)

วันนี้สติดี จับตรงช่วงที่สว่างมากๆได้ 6 ครั้ง ในเวลานั่ง 1 ช.ม. นอกนั้นสว่างปกติ สว่างตลอด
แต่ก็มีสติรู้ตัวตลอด เวทนาจับได้ตั้งแต่เกิดแล้วก็ทรงๆอาการอยู่อย่างนั้น

ตอนนี้ไม่กลัวเวทนาแล้วไม่ถอยด้วย เพราะรู้ว่า ถ้าสติดี เราเอาเวทนาอยู่ เป็นการฝึกสติ
ถึงแม้ว่าจะยังแยกกายออกจากจิตยังไม่ได้เด็ดขาดได้ตลอดก็ตาม

จำได้มีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่เกิดเวทนา เห็นตั้งแต่เกิดจนดับ เกิดดับ อยู่อย่างนั้น
ขณะนั้นจิตมีสติรู้ตัวอยุ่ตลอดเวลา ไม่เข้าไปรับรู้กับเวทนาที่เกิด มีหน้าที่ดูอย่างเดียว

โอภาสนี่ก็แปลกดีนะ บางทีก็สว่างโล่งไปหมด สว่างมากๆ บางทีก็สว่างเหมือนไฟนีออนนธรรมดา
บางทีก็สว่างแค่ตา เราก็คิดเอาเองว่า อันไหนสว่างมากก็คือสมาธิแรงกว่าระดับอื่นๆ
แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร แค่ดูไปตามความเป็นจริงที่เกิด

30 ก.ค.’51
มันเป็นขั้นเป็นตอนของมันเองนะการปฏิบัตินี่
ยิ่งมีสติ สัมปชัญญะมากเท่าไหร่ จิตยิ่งพัฒนามากขึ้นไปเรื่อยๆ

วันก่อน ปฏิบัติช่วงเย็น ขณะที่นั่งจิตรวมตัวเป็นสมาธิ ทุกทีจะจับไม่ได้เลยเวลามันดับ
แต่ตั้งแต่สติดี มันจับได้ทันทีตอนมันดับ มันดับหมดเลย ไม่รับรู้อะไรเลย เหมือนหนังกำลังฉายแล้วดับไปเดี๋ยวนั้น
สติมันจับได้ทัน ซึ่งเกิดดับกับตัวเราหลายครั้ง เพียงแต่เมื่อก่อนสติมันยังด้อย มันเลยจับไม่ทัน
ดับไปตอนไหนก็ไม่รู้ รู้แต่ตอนที่กำลังคลายตัวออกมา
เที่ยวนี้จับได้เลย ดับปั๊บ สติจับไทนทีว่ามันดับ ขาดวั๊บไปเลย

31 ก.ค.
เป็นมา 2 วันแล้ว สมาธิมันมากเกิน นอนไม่หลับเลย พอหลับตาลง สว่างวาบทันที โอภาสเต็มๆ
ลุกขึ้นเดินจงกรม แล้วก็นั่งสมาธิต่อ นั่งจนถึงตี 2 ถึงกำหนดนอนได้ ไม่งั้นทำยังไงก็ไม่หลับ ไม่กำหนดก็ไม่หลับ

เมื่อคืนก็เป็นอีก ก็ทำแบบเดิมถึงตี 2 สมาธิแบบนี้ไม่ดีเลย เพราะพอนั่งมันจะดิ่งขาดวั๊บไปเลย สติไม่ทัน
จริงๆแล้วครูบาฯส่วนมากท่านจะบอกว่า ถ้าสมาธิมากเกินไปมันไม่ง่วง ไม่ให้นังแต่ให้หาอะไรทำเพื่อเจริญสติ
แต่มันดึกแล้วจะไปทำอะไรได้ เกรงใจคนอื่นเขาเสียงดังก๊อกๆแก๊กๆ งานบ้านน่ะเยอะถ้าจะทำ
คิดแล้วก็ขำ เหมือนขโมยทำ ค่อยๆยก ค่อยๆหยิบ เสียงจะได้ไม่ดัง นึกภาพออกเลย แมวขโมย

3 วันเต็มๆแล้ว มันไม่หลับไม่นอน เมื่อคืนก็นั่งพิจรณาถึงเรื่องการทำงานของขันธ์ 5
(คิดเพื่อไม่ให้สมองมันไปคิดในเรื่องไร้สาระ)

แล้วเราก็คิดว่าการทำงานของขันธ์ 5 มันไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลย
แต่สิ่งที่สำคัญคือจิตต่างหากที่เกิดอุปทานไปยึดมั่นถือมั่นเอง ตรงนี้ต่างหากที่ควรจะแก้ไข
วิธีการแก้ไขก็คือการเจริญสติให้มากขึ้นเท่านั้น

เมื่อมีสติ สัมปชัญญะมากขึ้น ความยึดมั่นถือมั่นในสมมติบัญญัตินั้นๆก็ยิ่งน้อยลง
จากยึดมากก็ยึดน้อยลง สุดท้ายก็จะไม่ยึดมั่นในสิ่งใดๆเลย จะกลายเป็นเห็นสักแต่ว่าเห็น ได้ยินเสียงสักแต่ว่าได้ยินเสียงฯลฯ ความคิดที่เกิดขึ้นก็จะรู้ทันว่าเป็นกุศลหรืออกุศลมันจะแยกแยะได้ทัน

เกือบตายอีกครั้ง?

ปกติจะตั้งนาฬิกาปลุก 6 โมงเช้า
เพิ่งเปลี่ยนเวลาปลุกเป็นตี 5 ครึ่ง

เพียงแค่อยากเปลี่ยนจากอิริยาบทที่เกือบจะนอน
มาเป็นอิริยาบทนั่งสักครึ่งชม. ก่อนลุกขึ้นทำกิจวัตรประจำวัน

เรื่องทำสมาธิ เดี่ยวนี้ไม่ต้องเจาะจงว่าจะทำสมาธิ
จิตเป็นอิสระกับการทำสมาธิ ไม่ยึดติดกับวิธีการแต่อย่างใด
จิตเป็นสมาธิ รู้ชัดว่าจิตเป็นสมาธิ

ตั้งแต่ลืมตาตื่น จนกระทั่งถึงเวลาที่จะต้องนอน
เวลานอน จิตเป็นสมาธิ รู้ชัดว่าจิตเป็นสมาธิ

.

รู้สึกเจ็บหัวใจมาหลายวัน
บางครั้ง ไม่รู้อิริยาบทอื่นๆ จะรู้ชัดที่หัวใจอย่างเดียว

เมื่อคืน ตอนที่รู้สึกตัว เหมือนอยู่ในภวังค์
จะว่าฝันก็ไม่ใช่ จะว่ารู้สึกตัวจริงๆก็ไม่เชิง มันกล้ำกึ่ง

อาการที่เกิดขึ้น เจ็บหัวใจมาก
ความรู้สึกเหมือนอาการขาดใจตายของครั้งแรกกับครั้งที่สองเกิดขึ้นรวมกัน ทั้งเจ็บหัวใจ และเหมือนกำลังถูกดูดเข้าไป

ที่น่าแปลกขึ้นไปอีก อาการทั้งหมด แยกขาดออกจากกัน
เหมือนกับว่า เวทนาครั้งนี้ สักแต่ว่าเวทนา

ขณะที่กำลังจะถูกดูดเข้าไป
เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น ก็หลุดจากสภาวะนั้น

.

ถ้าถามว่า รู้สึกอย่างไรกับสภาวะที่มีเกิดขึ้นในครั้งนี้

คำตอบ เมื่อนั่งทบทวนสภาวะ มันแปลกนะ หลังจากสภาวะจิตดวงสุดท้ายเกิดขึ้น อาการที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น จะมีเกิดขึ้นเหมือนๆกัน
เวลาที่เกิดขึ้น อาจจะใช้เวลาไม่เท่ากัน แต่อาการเกิดขึ้น เหมือนกันมาก

.

ตอนที่เกิดสภาวะจิตดวงสุดท้ายครั้งที่ 1
หลังจากนั้นไม่กี่วัน ก็มีสภาวะเหมือนถูกดูด เกิดขึ้นอีกครั้ง
แต่หลุดออกมาได้ เพราะมีเสียงคนเรียกหน้าห้องทำงาน
ที่ถามว่า ยังไม่กลับอีกเหรอ

ในครั้งนี้ สภาวะจิตดวงสุดท้าย เกิดมาแล้วเกือบหนึ่งปี
เพิ่งจะมาเกิดสภาวะในลักษณะนี้อีกครั้ง
แต่หลุดมาได้เพราะเสียงนาฬิกาปลุก
มันก็แปลกดี

.

แต่อย่างว่าแหละ เรื่องแปลกๆเกี่ยวกับสภาวะนี่เจอมาเยอะนะ
ก็กำหนดรู้ต่อไป รู้ว่ามีเกิดขึ้นเท่านั้นพอ ไม่ต้องไปทำอะไร

ปฏิบัติ ไม่รู้ปริยัติ

เป็นเรื่องของเหตุและปัจจัย

เดิมที วลัยพร เป็นผู้ปฏิบัติ รู้จักสภาวะ/ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น ขณะทำความเพียร
แต่ไม่รู้ปริยัติ พระไตรปิฎก ไม่รู้จักและไม่เคยอ่าน

กล่าวคือ ทำความเพียรอย่างเดียว
เพียรแบบหนักมาก ๒๔ ชม.เลยก็ว่าได้
ทำเพราะเชื่อว่า จะทำให้พ้นจากทุกข์ได้

ท่านที่เป็นอาจารย์ ที่ทำให้ปฏิบัติด้านนี้อย่างจริงจังในครั้งแรก คือ
หลวงพ่อ จรัญ ฐิตธัมโม วัดอัมพวัน สิงห์บุรี

ไม่ได้ปฏิบัติกับท่านโดยตรง
อาศัยฟังท่านเทศน์ เวลาที่ไปปฏิบัติที่วัด
และอ่านหนังสือกฏแห่งกรรม เป็นเรื่องเล่า ที่ท่านได้เล่าไว้

อยู่มาวันหนึ่ง มีเหตุปัจจัยให้ได้รู้เกี่ยวกับการอธิบายความ
ในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นของคำเรียกต่างๆ
หรือที่เรียกว่า ปริยัติ

พอเริ่มรู้ปริยัติ ก็ติดกับดักหลุมพรางของกิเลส แต่ไม่รู้ว่าติด
เป็นครั้งแรกของการปฏิบัติ ที่ติดกับดักหลุมพรางของกิเลส
เกิดจาก การนำสภาวะไปเทียบเคียงกับการอธิบายความในหนังสือ

เริ่มต้นจาก รู้ชัดในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นของ
คำที่เรียกว่า สันตติขาด ฆนบัญญัติแตก
มีความสงสัยเรื่อง อุทยัพพยญาณ และภังคญาณ
โดยการนำสภาวะที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
นำไปเทียบเคียงกับคำอธิบายในหนังสือที่มีอยู่

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะคิดว่า จากที่เคยได้ยิน ได้พูดคุยกับหลายๆคน
มีคำพูดทำนองว่า หากเป็นอริยะ แค่โสดาบัน

ความทุกข์ในชีวิตจะหายไปหมด
จึงทำให้เกิดความอยากเป็นโสดาบัน

แต่ไม่รู้หรอกว่า โสดาบันคืออะไร
ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น เขาก็พูดแต่เรื่องการละกิเลส
กิเลส รูปร่างหน้าตาเป็นยังไง ก็ไม่รู้จัก

หนังสือเกี่ยวกับวิปัสสนาญาณ ญาณ๑๖
ที่วลัยพรได้ครอบครองเป็นเจ้าของอยู่

๑. วิปัสสนาทีปนีฎีกา โดยหลวงพ่อภัททันตระ อาสภมหาเถระ
สำนักวิปัสสนา วิเวกอาศรม ชลบุรี

ได้มาปี ๒๕๕๐ คุณนุ ส่งมาให้(เจอกันในห้องสนทนาลานธรรมจักร)
เป็นผู้ที่วลัยพรได้พูดคุยเกี่ยวกับสภาวะมากที่สุด(ทางโทรฯ)
อยู่มาวันหนึ่ง คุณนุ ได้ส่งหนังสือเล่มนี้มาให้

๒. หนังสือปกแข็ง วิปัสสนากรรมฐาน ภาค ๑ ภาค ๒ จำนวน ๓ เล่ม
เขียนโดย หลวงพ่อโชดก

มีจำหน่ายที่ คณะ ๕ วัดมหาธาตุ ซื้อมาในปี ๕๒
ไม่แน่ใจว่า ปัจจุบัน ยังมีจำหน่ายอยู่มั๊ย

๓. หนังสือปกอ่อน วิปัสสนานิยม เขียนโดย ธนิต อยู่โพธิ์ เปรียญ ๙ ประโยค
ซื้อมาพร้อมกับวิปัสสนากรรมฐาน หลวงพ่อโชดก

๔. คัมภีร์วิสุทธิมรรค โดยพระพุทธโฆษาจารย์
ผู้แปลและเรียบเรียง สมเด็จพระพุฒาจารย์(อาจ อาสภมหาเถระ)
หนังสือเล่มนี้ เล่มใหญ่มาก ทำบุญกับพระมหาสมปอง วัดมหาธาตุ ได้มาปี ๕๓

หนังสือทั้งหมดนี้ สนใจอ่านในตอนแรกๆ หลังจากนั้นไม่ได้อ่าน
มีอยู่เล่มหนึ่ง ที่สนใจอ่านอย่างจริงจัง วิปัสสนาปนีฎีกา
แรกๆอ่าน งงเหมือนกัน คืออะไร และอะไร เป็นยังไง
อะไรประมาณนี้

หลังจาก รู้ชัดสภาวะจิตดวงสุดท้าย(ตาย) มาแล้ว ๒ ครั้ง
จึงอ่านหนังสือเล่มนี้ได้แบบสบายๆ ไม่มีความสงสัยใดๆทั้งสิ้น

ณ ปัจจุบัน จึงได้รู้เห็นว่า วิปัสสนาปนีฎีกา
เหมาะสำหรับ ผู้ที่เพียรเพื่อดับเหตุปัจจัยของการเกิด
เนื้อหาในหนังสือ ไม่มากเกินไป กล่าวคือ สภาวะที่ควรรู้
เป็นเนื้อความที่กระชับ มี ๑๘๖ หน้า เป็นกระดาษ A 4

แต่ผู้ที่จะอ่านและศึกษาได้
ต้องรู้ชัดในลักาณะอาการที่มีเกิดขึ้นของสภาวะจิตดวงสุดท้าย(ความตาย)
ต้องมีเกิดขึ้น ๒ ครั้งขึ้นไป
เพราะครั้งเดียว จะรู้แบบหยาบๆ

ถ้ายังไม่เคยมีสภาวะจิตดวงสุดท้ายเกิดขึ้น
อย่าอ่านหนังสือนี้ เพราะจะทำให้ติดกับดักหลุมพรางของกิเลส

การอธิบายสภาวะบางสภาวะไม่ชัดเจน เช่น
ในการหยิบยกตย.ของ อัปปณิหิตวิโมกข์ กล่าวคือ
ขณะที่วุฏฐาคามินีวิปัสสนากำลังดำเนินอยู่
เกิดทุกขเวทนาขึ้นมาอย่างแสนสาหัส เช่น
เกิดแน่นหน้าอกเรื่อยขึ้นมาถึงลำคอ ในที่สุดก็ดับไป

ลักษณะอาการอย่างนี้ เรียกว่า อัปปณิหิตวิโมกข์
คือ ดับทางทุกขัง หรือเข้าสู่มรรคทางทุกขัง

สำหรับผู้ไม่รู้

เมื่อนำสภาวะไปเทียบเคียง อาจทำให้ ติดกับดัก
ความมี ความเป็นโสดา สกิทาคา อนาคามี อรหันต์

แล้วได้นำสิ่งที่คิดว่ารู้เห็นนั้น ไปสอนหรือแนะนำคนอื่นๆ
กลายเป็นการสร้างกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นอรีก
ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำความเพียร
และสภาวะที่มีเกิดขึ้น ขณะทำความเพียร

พระคุณที่แตกต่าง

พ่อแม่ ให้การเกิด

พระพุทธเจ้า ทำลายการเกิด

 

บนโลกใบนี้  มีเพียง 2 สิ่งที่เกิดขึ้น
เหตุเกิด ผลเกิด
เหตุดับ ผลดับ

 

เป็นกระจกจริง ไม่ใช่กระจก(เจ้าแม่มาจู่)

.

ไร้รูป ไร้นาม(วลัยพร)

 

เล่าให้เจ้านายฟังว่า วันก่อน เจ็บหัวใจมาก
อาการเหมือนครั้งก่อนไม่มีผิด

เขาถามว่า แล้วเป็นไง

เราบอกว่า แว่บแรกที่รู้สึกคือ ดีใจ
ที่จะได้เจอสภาวะจิตดวงสุดท้ายอีก(ความตาย)

พอรู้สึกดีใจปั๊บ อาการที่เจ็บหัวใจมาก หายไปทันที

เราบอกเขาว่า ไม่แน่นะ ถ้าต้องไปอยู่แพร่
วลัยพรอาจจะมีสภาวะจิตดวงสุดท้าย(ตาย) เกิดขึ้นที่นั่น

.

.

สภาวะนี่เป็นเรื่องที่แปลกมาก
ลักษณะก่อนที่จะมีสภาวะจิตดวงสุดท้ายเกิดขึ้น
ที่มีเกิดขึ้นเหมือนๆกันทั้งสองครั้งคือ
ความรู้สึกเบื่อหน่ายในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
ความรู้สึกบีบคั้น ความทนอยู่ได้ยาก
และความเบื่อหน่ายในภพชาติของการเกิด

จะมีเกิดขึ้นแบบนี้ทั้ง 2 ครั้ง

ที่แตกต่างกันคือ ลักษณะที่มีเกิดขึ้นของสภาวะจิตดวงสุดท้าย
ครั้งแรก จากโรคภูมิแพ้ ที่เป็นอยู่

ลักษณะอาการตาย คือ ขาดอากาศหายใจ
เหมือนคนจมน้ำ แล้วหายใจไม่ออก

ก่อนตาย มีดิ้นรน พยายามหายใจ แต่หายใจไม่ออก
ลมหายใจเฮือกสุดท้าย ปลงตกว่า ตายก็ดีเหมือนกัน
เพราะรู้สึกเบื่อหน่ายกับการมีชีวิตอยู่

อาการที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะที่มีเกิดขึ้น รู้ชัดทั้งหมด

ผลของการตายครั้งแรก
ทำให้รู้ชัดในลักษณะอาการของทารกแรกเกิด

เคยทำงานอยู่ห้องคลอด
อาการเหมือนเด็กแรกคลอด ที่หมอใช้เครื่องช่วยดูดออกมา

สภาวะนี้ รู้ชัดในสภาวะ ทุกขัง โดยความเป็นทุกข์ มากที่สุด

ครั้งที่ 2 เจ็บหัวใจมาก แล้วหัวใจวายตาย
ก่อนตาย ไม่มีดิ้นรน รู้ทุกขณะที่เจ็บหัวใจ รู้สึกเจ็บมาก
ปลายเท้าสั่นระริก เหมือนปลาที่ถูกทุบหัว

ลมหายใจเอือกสุดท้าย ปลงตกว่า ตายก็ดีเหมือนกัน
เพราะรู้สึกเบื่อหน่ายกับการมีชีวิตอยู่

อาการที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะที่มีเกิดขึ้น รู้ชัดทั้งหมด

สภาวะนี้ รู้ชัดในสภาวะอนัตตา มากที่สุด
เห็นกายและจิต แยกขาดออกจากกัน
อาการที่เกิดขึ้นกับกาย ใจรู้อยู่ ไม่ป่ะปนกัน

ผลของการตายครั้งที่ 2
ทำให้รู้ชัดว่า การที่ต้องตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย
เวียนว่ายตายเกิดใน 31 ภพภูมิ ล้วนเกิดจาก
ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 ที่มีเกิดขึ้น ขณะลมหายใจเฮือกสุดท้าย

Previous Older Entries

ธันวาคม 2017
พฤ อา
« พ.ย.    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: