สังโยชน์กิเลสกับจิตใต้สำนึก

.

วันนี้มีภาพเรื่องราวต่างๆ ปรากฏขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธนั้น
ในภาพนั้นเราเป็นผู้หญิง เป็นผู้ที่มีอทิธิฤทิธิ์มากมาย ใครๆก็สู้ไม่ได้
ไม่ขอเล่ารายละเอียดต่างๆ

สภาวะที่มีเกิดขึ้น เป็นเรื่องของ ความยินดีพอใจในผัสสะ(กามภพ)
รูป รส กลิ่น เสียง โผฏทัพพะ ธรรมารมณ์

ในนิมิตนั้น เหมือนเรื่องราวมีเกิดขึ้นจริง
แต่ท้ายสุด จิตกลับมีการคิดพิจรณาว่า
วังวนนี้ยืดยาวจริง ไม่ขออยู่ในวังวนนี้อีก
แล้วกลับมารู้ที่กาย

.

สภาวะจิตใต้สำนึก เป็นอะไรที่อธิบายได้ยาก
ที่แน่ๆ นิมิตช่วงหลังๆ ใจมันเป็นเป็นแบบนี้ “ไม่เอา”
เป็นการตอกย้ำชัดๆว่า จะลืมตา หรือหลับตา
สภาวะ “ไม่เอา” ชัดมากขึ้น

การทำความเพียร
สภาวะ(ทางใจ) ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

สภาวะของวลัยพร จะหนักไปทางทุกขัง
มากกว่าสภาวะอนิจจัง และอนัตตา

การเขียนเรื่องราวของสภาวะ(ที่จดบันทึกไว้)
จึงค่อนข้างหนักไปทาง ความทุกข์ และ ความเบื่อหน่าย
.

เจ้านาย สภาวะจะหนักไปทางอนิจจัง
มากกว่าทุกขังและอนัตตา

การทำความเพียรของเจ้านาย
จึงเป็นแบบสบายๆสไตล์เจ้านาย

ประมาณว่า ทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้
เพราะสภาวะ สัมมาสมาธิ ที่มีเกิดขึ้นแล้ว ไม่มีการเสื่อม
กล่าวคือ ถ้าสมาธิ(ฌาน)เสื่อม แต่ญาณไม่เสื่อม

การทำสมาธิของเจ้านายทุกวันนี้
แค่รู้ลมหายใจปกติ จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิทันที
นั่งแต่ละครั้ง เป็นชม.

.

ทั้งนี้ในสมัยก่อน เขาทำตามที่เราให้คำแนะนำ
และเราพาเขาไปเข้ากรรมฐาน ไปด้วยกัน
สมัยก่อนไปบ่อยมาก หลายปีมาแล้ว ที่ไม่ได้ไปอีก

เราบอกเขาว่า ไม่เป็นไร
ชีวิตไม่ค่อยมีอะไร จะเป็นแบบนี้แหละ
ไม่มีตัวบีบบังคับให้ทำความเพียร

ตอนนี้เขาจะอัดเสียงระหว่างที่พูดคุยเกี่ยวกับสภาวะ
บางครั้งเขาให้เราเล่าเรื่องที่เขาอยากรู้
บางครั้ง เขานั่งอ่าน สิ่งที่เราเขียนไว้
และอัดเสียงบันทึกไปด้วย

.

เคยบอกเขาว่า สภาวะที่เล่าให้ฟัง จำไว้ใส่ใจไว้นะ
วันใดเขามาปฏิบัติแบบจริงจัง
เขาเจะเข้าใจในสิ่งที่เราเขียนบันทึกไว้
เกี่ยวกับสภาวะทั้งหมด

เพราะทุกคน ไม่ว่าจะปฏิบัติในรูปแบบไหน
ต้องเจอเหมือนกันหมด เหมือนที่เราเขียนไว้ทุกอย่าง
ทุกคนต้องผ่านสภาวะจิตดวงสุดท้าย(ความตาย)
ต้องยอมตายเท่านั้น จึงจะผ่านสภาวะนี้ได้

.

เคยบอกเขาว่า ถ้าวันไหน เราไม่ตื่นขึ้นมา
ปลุกยังไงก็ไม่ตื่น ปล่อยให้เรานอนแบบนั้น
จะหลายวัน เป็นอาทิตย์ เป็นเดือน เป็นปี
หากร่างกายยังปกติ อย่าทำอะไรกับร่างของเรา

ถ้า 1 ปี ผ่านไป เรายังไม่ตื่น
ให้โทรฯเรียก รถจากรพ. ที่เราได้บริจาคร่างกายไว้
ถ้าทางรพ.ไม่ต้องการ ให้นำไปเผาที่วัด ไม่ต้องเก็บไว้
และไม่ต้องจัดพิธีใดๆทั้งสิ้น

กับทางบ้าน ได้บอกน้องไว้แล้วว่า
ถ้าเราไม่ตื่น ให้เจ้านายโทรฯบอกน้องสาวด้วย
แล้วทางบ้าน ไม่ต้องทำอะไรกับร่างของเรา
เราบอกน้องสาวไว้หมดแล้ว

.

เจ้านายเคยชิมลาง สภาวะจิตดวงสุดท้าย ๑ ครั้ง
แต่ไม่ผ่าน เพราะยังไม่มีความเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด
จึงเกิดความหวาดเสียว ต่อสภาวะที่มีเกิดขึ้น
(ยืนอยู่ปากเหว)

เขาถามว่า อีกนานไหม กว่าจะมีเกิดขึ้นอีก
เราบอกว่า เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย กำหนดเวลาไม่ได้หรอก

.

ครั้งแรก ที่เราเจอสภาวะจิตดวงสุดท้าย(ความตาย)
คงต้องดูในบันทึก เพราะจำไม่ได้
แต่จดจำสภาวะได้ดี

เป็นครั้งแรก ที่รู้ชัดใน จิตดวงสุดท้าย ก่อนขาดใจตาย
อาการเหมือน คนจมน้ำตาย แล้วขาดอากาศหายใจ
เหมือนตายแล้ว เกิดใหม่ทันที

เป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัส ชีวิตแรกเกิด
ตอนที่ออกจากท้องแม่ คลอดโดยใช้เครื่องดูดช่วยดูดออก
ที่รู้ชัด เพราะเคยทำงานอยู่ตึกสูติ รู้โดยอาชีพ
เมื่อมาเจอกับตนเอง จึงรู้ชัด

.

ครั้งที่สอง จำได้แม่นมาก
เป็นวันที่ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงสวรรคต
13 ตค. 59

เป็นครั้งแรก ที่รู้ชัดในอาการของหัวใจวาย

รู้ชัดทุกขณะที่เกิดขึ้น เจ็บหัวใจมาก
ปลายเท้าสั่นระริก เหมือนปลาที่ถูกทุบหัว
สั่่นแบบนั้นเลย แล้วก็ขาดใจ

ในการตายครั้งนี้ ทำให้รู้ว่า ตายแล้วไปไหน
ลมหายใจเฮือกสุดท้าย ระลึกถึงสิ่งใด
ไปเกิดตามนั้นทันที ๓๑ ภพภูมิ

บุคคลที่จะเชื่อว่า โลกนี้ โลกหน้ามีจริง
ก็ต่อเมื่อ ได้พบเจอกับตัวเอง จึงจะเชื่อแบบหมดใจ
นี่แหละ เป็นการตาย ก่อนที่จะตายจริง

.

สัมมาทิฏฐิที่ยังมีอาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลคืออุปธิ เป็นอย่างไร

คือ ความเห็นว่า
ทานที่ให้แล้วมีผล
ยัญที่บูชาแล้วมีผล
การเซ่นสรวงที่เซ่นสรวงแล้วมีผล
ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วมี
โลกนี้มี โลกหน้ามี
มารดามีคุณ บิดามีคุณ
สัตว์ที่เป็นโอปปาติกะมี
สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติปฏิบัติชอบ
ทำให้แจ้งโลกนี้และโลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่งเอง
แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งก็มีอยู่ในโลก

นี้เป็นสัมมาทิฏฐิที่ยังมีอาสวะ
เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลคืออุปธิ

สมาธิ

ถามจ้านายว่า แรกๆปฏิบัติ ทำไมต้องอาศัยรูปแบบ

เจ้านายตอบว่า เพราะจิตไม่มีที่เกาะ ต้องหาสิ่งที่ทำให้จิตมีที่เกาะ

เราบอกว่า เพราะความไม่รู้ไง

เจ้านายหัวเราะ พร้อมกับบอกว่า ใช่

.

เมื่อจิตเป็นสมาธิเนืองๆ ตั้งแต่ลืมตา
จนกระทั่งเวลานอน คำว่า หลับ ไม่มีเกิดขึ้นอีก
นอนสักแต่ว่านอน เป็นเพียงกิริยาภายนอก

.

ความรู้ชัด ของลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น
ก่อนจิตเกิดเป็นสมาธิ
จิตกำลังเป็นสมาธิ
สิ่งที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
และอาการจางคลายของกำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น

.

เมื่อมาถึงจุดๆนี้ ไม่ต้องอาศัยรูปแบบหรือวิธีการ
ไม่มีความพยายามใดๆ เพื่อทำให้จิตเกิดความตั้งมั่นเป็นสมาธิ
เป็นสมาธิ ที่เป็นไทจากตัณหา

กล่าวคือ เป็นสมาธิ ที่ไกลจากกิเลสทั้งหลาย
ไม่ต้องใช้ความพยาม เพื่อให้จิตตั้งมั่น
ไม่ต้องใช้ความเพียรข่มห้ามกิเลส

.

ทุกๆการเคลือนไหวของกาย และใจที่รู้อยู่
ล้วนเป็นการทำความเพียร

เป็นการรู้ปกติ
โดยไม่ต้องเจาะจงหรือพยายามที่จะรู้

ผัสสะเกิด กระทบปุ๊บ รู้ชัดทันที

นิพพิทา

นิพพิทา ผู้ที่เบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด
ล้วนเป็นผู้ที่ไม่กลัวตาย ปรารถนาความตายเป็นที่สุด

เป็นปัจจัยให้ เกิดความรู้ชัดในรายละเอียดต่างๆ
ที่มีเกิดขึ้น ขณะเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย

เป็นสภาวะของอนุสัยกิเลส
เป็นเรื่องของ จิตใต้สำนึก
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ปราศจากความมีตัวตน เข้าไปแทรกแซงสภาวะ

.

ความตาย จะมาสมมุติไม่ได้
การสมมุติ ความตายขึ้นมา
เป็นเพียงการกระทำตามตัณหา

.

วินาทีเฉียดตาย
ทำให้รู้ว่า หากถึงคราวตาย ยังไงก็ต้องตาย
หากยังไม่ถึงคราวตาย ยังไงก็ไม่ตาย

ข้ามถนน มองทั้งซ้ายและขวา เห็นถนนโล่ง
ขณะกำลังเดินข้ามถนน ถึงกลางถนน
เสียงบีบแตร หยุดเดินทันที
ชั่วขณะนั้น ทุกอย่างสงบเงียบ

แล้วมีเสียงรถวิ่งสวนกัน
มีเสียงตะโกนว่า อยากตายหรือไง
ด้านหน้า เป็นรถกระบะ
ด้านกลัง เป็นรถเมล์

.

เคยคิดทบทวนว่า ทำไมตอนนั้น ใจถึงสงบมาก
ไม่มีการตกใจ หรือรู้สึกหวาดกลัวใดๆ
การที่หยุดเดิน ไม่แน่ว่าจะทำให้รอดได้

.

ตายครั้งที่ 1 รู้ชัดในการเกิด
รู้ว่า ขณะที่แม่คลอดออกมานั้น
มีลักษณะอาการที่เกิดขึ้นเป็นแบบไหน

.

ตายครั้งที่ 2 รู้ชัดในความตาย
รู้ว่า ขณะที่ลมหายใจเฮือกสุดท้าย ก่อนหมดลมหายใจ
จิตระลึกถึงสิ่งใด ไปเกิดภพภูมินั้นทันที

เมื่อที่ตั้งแห่งวิญญาณไม่มี การมาและการไป ย่อมไม่มี
นี่คือ ผลของการทำความเพียรที่ทำมาทั้งหมด
มีค่ามากกว่าทัรพย์สินใดๆในโลก

กรรมของใคร ของคนนั้น

เล่าให้เจ้านายถึงเรื่องสภาวะต่างๆ
บอกกับเขาว่า เรื่องคำอธิบายในคำเรียกต่างๆ

หากบอกเล่าเรื่องราว ที่มาของคำเรียกนั้นๆ ที่มีเหตุปัจจัยให้ได้รู้
ก็ต้องบอกเล่าเรื่องราวสภาวะด้วย

ทีนี้ผู้ที่มีเหตุปัจจัยต่อกัน เคยกระทำกรรมาร่วมกัน
มาชาตินี้ มาพบเจอกันอีก ถึงจะเป็นโลกโซเชี่ยลก็ตาม

หากเคยสร้างเหตุเคยว่ากันมา
กรรมนั้นๆยังไม่มีการอโหสิกรรม
ก็มาสร้างให้เป็นกรรมใหม่ เกิดขึ้นอีก(ว่ากัน)

หากเคยสร้างเหตุให้มาฟังกัน
มาชาตินี้ ก็มีเหตุให้มาฟังกันอีก

.

อันตัวเราเอง หากไม่หยิบยกคำจากที่อื่นๆมาเป็นตย.
แล้วนำมาชี้ว่า เป็นแบบนี้ แบบนั้น
ตามที่เราได้พบเห็นมา ขณะเป็นสมาธิ

.

เมื่อเราเองยังมีสร้างเหตุตรงนี้อยู่
เราวิพากย์ วิจารณ์เขา เขาย่อมมวิพากย์ วิจารณ์เรา
ไม่ว่าจะกระทำด้วยเหตุปัจจัยใดก็ตาม

เรามีเหตุผลในการกระทำนั้นๆ
เขาเองก็มีเหตุผลที่กระทำนั้นๆเช่นกัน

เมื่อเห็นผลกระทบกลับมา(กรรมและผลของกรรม)
ก็ค่อยๆละมาเรื่อยๆ หลีกเลี่ยงการเอ่ยเจาะจง
ใช้วิธีการนำคำอธิบายนั้นๆมาอย่างเดียว
ไม่มีการเขียนที่มาแบบก่อนๆว่าเป็นของใคร

ขึ้นชื่อว่า มีเหตุ ผลย่อมมีอยู่

ตรงนี้ไม่ได้เล่าให้เจ้านายฟัง

.

มีหลายครั้งเหมือนกัน ที่เขียนไว้ว่า
จะไม่เขียนบอกเล่าเรื่องราวสภาวะ
(แต่ตอนนั้นมีบุคคลอื่นเกี่ยวข้อง)

ทีนี้เวลาอธิบายสภาวะของคำเรียกต่างๆ
จำเป็นต้องบอกเล่าที่มาของการรู้ชัดในสภาวะของคำเรียกนั้นๆ

เมื่อคิดพิจรณาดังนี้แล้ว
สัญญาต่างๆที่มีเกิดขึ้นในแต่ละขณะๆ
สั้นบ้าง(บางวัน) ยาวบ้าง(หลายวัน)
หรือไม่มีเกิดขึ้นเลยอาจจะวันเดียว หรือหลายๆวัน

ที่ไม่โพสอะไรเกี่ยวกับสภาวะต่างๆ บางครั้งเงียบหายไป
เพราะสัญญาเกี่ยวกับพระธรรมคำสอน ไม่มีเกิดขึ้น

รู้สึกเฉยๆนะ บางวันเงียบสงบ บางวันสัญญากระจาย
เวลาที่มีเกิดขึ้นนานพลอยทำให้เกิดความรำคาญ
เพราะไม่ได้อยากรู้อะไรอีก

สิ่งที่ควรจะรู้ ที่เป็นหัวใจพระธรรมคำสอน ก็รู้จนหมดสิ้นแล้ว
รายละเอียดอิ่นๆ ที่ไม่ใช่เรื่องการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์
จะรู้ไปทำไม เช่นเรื่อง พระอรหันต์ ประเภทปัญาวิมุติอะไรเงี้ย

ไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องรู้ เพราะไม่เคยคิดสอนใคร นิดเดียวก็ไม่มี
เอาตัวเองให้ไปรอดตลอดฝั่งดีกว่า ทำไมต้องแบกอะไรๆไปด้วย
นี่ คิดแบบนี้นะ รู้สึกแบบนี้ เรื่องพวกนี้ไม่ใช่สาระ

.

อีกอย่าง เวลาสัญญาเกิด จะมีเกิดขึ้นเฉพาะเวลาที่จิตเป็นสมาธิ
หากไม่เป็นสมาธิ ไม่เคยมีเกิดขึ้น

จะให้คิดพิจรณาเองน่ะรึ
ฝันไปเถอะ ก็ไม่ได้อยากรู้อะไรนี่ คิดไปทำไม

เสียเวลาค้นหา หาไปก็เท่านั้น
เดี๋ยวก็นำมาตีความเข้าข้างตามทิฏฐิของตน

.

นี่เจอมาหมดแล้วนะ ถึงได้กล้าพูดแบบนี้
เวลาจิตวิตกวิจารณ์เรื่องอะไรขึ้นมา
แค่รู้ว่ามีเกิดขึ้นอย่างเดียว ไม่ไปค้นหา

.
เมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม
จะมีเหตุให้เจอพระธรรมคำสอน อธิบายคำเรียกนั้นๆ
โดยไม่ต้องมาคิดว่า ใช่หรือไม่ใช่

.
ประมาณว่า ไม่มีความเที่ยงแท้แน่นอน จึงไม่เกิดความอยากรู้อะไรๆ
เพราะรู้ดีกว่า ถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม

ถึงไม่ได้อยากรู้อะไร
เดี๋ยวมีเหตุปัจจัย ให้รู้ชัดในคำเรียกต่างๆ
ที่มีปรากฏอยู่ในพระธรรมคำสอน

.

สิ่งที่รู้แล้ว มีเกิดขึ้นในตนแล้ว
และสิ่งที่ยังไม่รู้ ก็ไม่เคยขวนขวายที่จะรู้

.

ไม่ได้มี ไม่ได้เป็นอะไรในสมมุติทั้งสิ้น
ที่ทำความเพียรทุกวันนี้ มีจุดประสงค์เดียว
คือ กระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์(ภพชาติของการเกิด) ที่มีอยู่

ถึงแม้จะดับไม่ได้โดยสิ้นเชิงทันที
แต่ไม่เคยท้อถอยยังคงเพียรละเนืองๆ
หยุด มากกว่าสานต่อ

บางวันมีพลาดพลั้ง แค่รู้ว่า เหตุมี ผลย่อมมี
เวลารับผล ก็แค่รู้ว่า ไม่มีเหตุ ผลจะมาจากไหน

บางครั้ง มีภาพผุดขึ้นมา เหมือนดูหนังเงียบ
บอกถึงเรื่องราว

ที่มีผลเป็นแบบนี้ๆ เพราะเคยกระทำกรรมใดไว้
เป็นเรื่องในปัจจุบันชาตินี้แหละ ที่ลืมไปหมดแล้ว

เพียรละเนืองๆ
ถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม ไม่ต้องเพียรละอีกต่อไป

เหมือนสภาวะในอดีต กระทบปุ๊บ รู้ปั๊บ ดับทันที
โดยไม่ต้องใช้เรี่ยวแรง

จากที่เคยเจอมา ของแบบนี้มันเสื่อมได้

ไม่เหมือนการเพียรละ ในปัจจุบันที่ทำอยู่
ค่อยๆเบาบางลงไปตามเหตุปัจจัย
จนกระทั่งดับไม่มีเหลือในที่สุด

เชื่อมั่นในภาวะจิตดวงสุดท้าย(วิโมกข์ ๓)
เป็นคำตอบของทุกๆคำตอบ(เหตุปัจจัยของการเกิด)

ไม่ควร

คำว่า ไม่ควร ที่เกี่ยวกับ
การกระทำเพื่อละเหตุแห่งทุกข์
.
ไม่ควรประมาณในบุคคลอื่น
เพราะกรรมและการให้ผลของกรรม
เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล จึงไม่ควรประมาณในผู้อื่น
.
ชีวิตของแต่ละคน มีความเป็นไปอย่างไร
ขึ้นอยู่กับการกระทำของบุคคลนั้นๆ
ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับผู้อื่นไปตัดสินว่า
ทำกรรมแบบนี้ ต้องได้รับผลแบบนั้นๆ
ซึ่งไม่ใช่ ตามความเป็นจริงของบุคคลนั้น
การประมาณบุคคลอื่น
เป็นการทำลายมรรค มีองค์ ๘
========
ตรัสกับพระอานนท์ปรารภเหตุนางมิคสาลากล่าวแย้งพระพุทธเจ้า
เรื่องการพยากรณ์ความเป็นอริยบุคคล
ระหว่างบิดาของตนเองผู้ประพฤตพรหมจรรย์
และเพื่อนของบิดาผู้ไม่ได้ประพฤติพรหมจรรย์
แต่พระพุทธเจ้าพยากรณ์ทั้ง ๒ บุคคลว่า
เป็นสกทาคามีได้กายดุสิตเหมือนกัน.
อานนท์ ! … เพราะกระแสแห่งธรรมย่อมถูกต้องบุคคล
ใครเล่าจะพึงรู้เหตุนั้นได้ นอกจากตถาคต.
อานนท์ ! เพราะเหตุนั้นแหละ
เธอทั้งหลาย อย่าได้เป็นผู้ชอบประมาณในบุคคล
และอย่าได้ถือประมาณในบุคคล
เพราะผู้ถือประมาณในบุคคลย่อมทำลายคุณวิเศษของตน
เราหรือผู้ที่เหมือนเราพึงถือประมาณในบุคคลได้.
-บาลี ทสก. อํ. ๒๔/๑๕๐/๗๕.
.
หมายเหตุ;
ทำลายคุณวิเศษของตน
หมายถึง มรรค มีองค์ ๘
=============
.
สภาวะที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้
.
สติ ความระลึกได้ ถึงพระธรรมคำสอน(ที่ผุดขึ้นมา)
จะเป็นตัวบอก
หรือเป็นภาพต่างๆผุดขึ้นมา
แสดงให้เห็นถึง กรรมและผลของกรรมที่เคยกระทำไว้
(เราเคยว่าเขา/ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เขาจึงว่าเรา)
เช่น เมื่อคำพูดหรือการโพสใดๆก็ตาม
ถึงแม้จะเป็นธรรมะก็ตาม
ถ้ามีการเอ่ยถึงบุคคลอื่น
ประมาณว่า อย่างงั้น อย่างงี้
นี่เป็นการประมาณในบุคคลอื่น
คือ บุคคลกระทำกรรมเช่นใด
เขาเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นๆ ตามความเป็นจริง
เพราะความไม่รู้ที่อยู่ จึงนำกรรมของผู้อื่น
มาสร้างให้เป็นกรรมใหม่ มีเกิดขึ้นอีก
ทุกสิ่งไม่เที่ยง แปรปรวนตลอดเวลา
ทุกข์ ความบีบคั้น ความทนอยู่ได้ยาก
ทุกข์มาก ทุกข์น้อย ขึ้นอยู่กับความถือมั่นที่มีอยู่
อนัตตา ไมได้เกิดจากการดลบันดาลจากใครๆให้มีเกิดขึ้น
เกิดเพราะเหตุ ดับเพราะเหตุ
ไม่ว่าจะมีเราหรือไม่มีเราเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ก็ตาม
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมดำเนินไปตามเหตุและปัจจัยของสิ่งๆนั้นอยู่แล้ว
.
หากตัณหามีกำลังมากกว่าสติ
เพราะอวิชชาที่มีอยู่
จึงหลงกระทำตามตัณหาที่มีเกิดขึ้น
ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ
จึงควรทำความเพียร(สมถะ-วิปัสสนา)
ต่อเนื่องเพราะเหตุนี้
.
ความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่น ไม่หวั่นไหว ในพระพุทธเจ้า ว่า
“เพราะเหตุอย่างนี้ ๆพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ไกลจากกิเลส
ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ
เป็นผู้ไปแล้วดว้ยดี เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง
เป็นผู้สามารถฝึกคนที่ควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า
เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ด้วยธรรม
เป็นผู้มีความจำเริญ จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์” ดังนี้.
..
มีตนเป็นที่เกาะ
โดยการเจริญสมถะและวิปัสสนา
.
มีธรรมเป็นที่เกาะ มีความศรัทธาหยั่งลงมั่นในพระธรรม
มีสติ ระลึกรู้ ถึงกรรมที่ได้กระทำลงไปด้วยความประมาที่มีอยู่
พระธรรมคำสอน ที่ผุดขึ้นมา เป็นตัวบอกว่า ประมาทในเรื่องอะไร
บางครั้ง เป็นภาพผุดขึ้นมา
ให้รู้ว่า ผลของกรรมนี้ๆ เกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัย
จึงเป็นปัจจัยให้ ตั้งใจเพียรละเนืองๆ ในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
และเชื่อมั่นว่า เมื่อถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม
ย่อมอยู่ท่ามกลางของสิ่งที่มีเกิดขึ้น(โลกธรรม ๘) ได้อย่างปกติ
โดยดูตัวอย่างจาก พระอริยสาวกในสมัยพุทธกาล
.
.
การกระทำให้ดู ให้เห็น เป็นตัวอย่าง
ดีกว่าการสร้างกรรมทางกาย วาจา(สอนผู้อื่น)
เพราะตราบใดที่อวิชชายังมีอยู่
ภพชาติของการเกิด ย่อมมีอยู่
เอาตัวเองยังไม่รอด
จึงไม่เคยคิดจะสอนใคร
.
.
ยิ่งใครมาเรียก อาจารย์
มานะ นี่พองหรา ตัวกู ของกู อย่างกับงูพิษ
พร้อมฉกตัวเองและผู้อื่นได้ทุกเมื่อ
.
คิดถึงภพชาติของการเกิดแล้ว
ขนพองสยองเกล้า
เพราะรู้รสชาติของภพชาติการเกิดว่า
มีเกิดขึ้นได้อย่างไร
จึงไม่มีมีความคิดเกิดขึ้นแม้แต่นิดเดียว
ในการที่จะสอนใครๆ
พูดง่ายๆ วิสัยของความเป็นครู ข้าพเจ้าไม่มี
.
.
เมื่อมีผู้มาขอแนะนำ
คำแนะนำที่จะบอกเป็นส่วนมาก
จะเป็นเรื่องของ การทำความเพียร(สมถะ-วิปัสสนา)
ที่คนๆนั้น เป็นผู้เลือกรูปแบบเอง
แต่เราจะเล่าให้ฟังว่า กว่าจะมาถึงในวันนี้
เริ่มต้นจากการปฏิบัติแบบไหน
ซึ่งไม่ต่างจากการเริ่มต้นของคนอื่นๆ
.
และโยนิโสมนสิการ
นี่จะเน้นมาก เพราะหากทำได้
เห็นผลไวกว่า การเจริญสมถะ-วิปัสสนา
ในแง่ของ การเพียรเพื่อละเหตุแห่งทุกข์ ในระดับหนึ่ง
เป็นเรื่องของ กรรม ผลของกรรม กรรมเก่า กรรมใหม่
.
หากต้องการให้ผลยิ่งๆขึ้นไป
ต้องเจริญสมถะ-วิปัสสนา
ส่วนการให้ผลนั้น คาดเดาไม่ได้
เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยที่มีอยู่
และที่ทำให้มีเกิดขึ้นใหม่
ที่แน่ๆ หากทำจริง
ย่อมได้รับผลตามที่กระทำนั้น แน่นอนที่สุด

ความไม่รู้กับสรวมหัวโขน

ความไม่รู้คู่กับการสรวมหัวโขน(โลกธรรม ๘)

บางคนอ่านแล้ว อาจจะตีความตามทิฏฐิของตน

.

ความไม่รู้คู่กับการสรวมหัวโขน(โลกธรรม ๘)

หมายถึง ตราบใดที่ยังมีอวิชชา(ความไม่รู้)
ย่อมคู่กับ การสรวมหัวโขน

กล่าวคือ ตกอยู่ในวังวนของโลกธรรม ๘

ตัวข้าพเจ้าเอง ก็ยังคงเป็นเช่นนั้น
เพียงแต่ ข้าพเจ้าเพียรละ มากกว่าสานต่อ ให้มีเกิดขึ้นอีก

ในปัจจุบัน ข้าพเจ้ารู้ทันปัจจุบันธรรม มากขึ้น
การเพียรละ ไม่ต้องใช้เรี่ยวแรง
ในการอดทน อดกลั้น กดข่มใจเหมือนก่อนๆ

อาจจะมีความประมาทพลาดพลั้งบ้าง
ที่รู้ว่าประมาท เพราะจะมีครุ่นคิดถึงสิ่งที่ได้กระทำลงไป

บางครั้งมีคำตอบให้กับตัวเอง
เป็นภาพเรื่องราวนั้นๆผุดขึ้นมา
เรื่องของกรรมและการให้ผลของกรรม

.

ตัวหนังสือ แก้ไข ปรับเปลี่ยนเขียนใหม่ได้
ถึงแม้กรรมนี้จะให้ผลก็ตาม
(เราว่าเขา เขาว่าเรา เรื่องธรรมดา)

เมื่อรู้ว่า เหตุเกิดจากตรงไหนๆ
ก็ค่อยๆละตรงนั้น ไม่ได้ลำบากอะไร
เพราะรู้แล้วว่า เกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัย

ตัวหนังสือ ก็แค่ตัวหนัง
ไม่เหมือนตัวตน คนจริงๆ

.

สำหรับผู้ไม่รู้ชัดในผัสสะ

การกระทำทางกาย วาจา
ที่กระทำลงไปตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต

กรรมตรงนี้ ร้ายแรงกว่า
เพราะเป็นการสร้างกรรมใหม่ ให้มีเกิดขึ้นอีก
จะกลับไปแก้ไขใหม่ ก็แก้ไม่ได้

เวลากรรมส่งให้รับผล
เมื่อไม่รู้ชัดในผัสสะที่มีเกิดขึ้น
ย่อมสานต่อ ให้กลายเป็นการสร้างกรรมใหม่
ให้มีเกิดขึ้นอีกเนืองๆ

คือ ไม่ใช่แค่ไม่กี่ครั้ง
แต่กระทำบ่อยๆ คือ เนืองๆ

เพื่อความไม่ประมาท

กำลังหาคำว่า เพราะเห็น(อริยสัจ) ด้วยปัญญา
ที่ได้ลบทิ้งไป โดยไม่ได้เซฟเก็บไว้

เหตุที่หา เพราะจะนำมาเขียนใหม่ว่า
คำว่า เพราะเห็น ด้วยปัญญา
ปัญญาในที่นี้หมายถึงสภาวะใด

เพราะหากนำมาอธิบายตามคำวงเล็บว่า
เพราะเห็น(อริยสัจ) ด้วยปัญญา

เท่ากับเป็นการตีความขัดกับพระธรรมคำสอน
ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้เกี่ยวกับบุคคล 7 จำพวก
“อาสวะทั้งหลายหรืออาสวะนั้นๆ ของผู้นั้นสิ้นไป
เพราะเห็น ด้วยปัญญา”

.

อาสวะทั้งหลายสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา
การที่วงเล็บบอกว่า การเห็นนั้นๆ หมายถึงเห็นอริยสัจ

การที่จะรู้ชัดว่า อาสวะทั้งหลายหรืออาสวะนั้นๆสิ้นไป
เป็นเรื่องของ ปัจจเวกที่มีเกิดขึ้น(ความรู้ชัดในผัสสะ)
คนละเรื่องกับอริยสัจ ๔

และการเห็นด้วยปัญญา
ในที่นี้หมายถึง ไตรลักษณ์

หากไตรลักษณ์ไม่มีเกิดขึ้น
จะรู้มั๊ยว่า กิเลสที่มีอยู่ตามความเป็นจริงนั้น
มันเกิดขึ้นในลักษณะอาการแบบไหน

อาสวะหรือกิเลสต่างๆ
จะรู้ได้ ต้องอาศัยสภาวะไตรลักษณ์ที่มีเกิดขึ้น
ความยึดมั่นถือมั่น ในตัวกู ของกูที่มีอยู่
เป็นตัวคำตอบ

.

“ทำได้พอประมาณในส่วนปัญญา”

นี่ก็ ไตรลักษณ์.

.

.

“ย่อมทำให้แจ้งชัดซึ่งบรมสัจจะด้วยกาย
และย่อมแทงตลอดเห็นแจ้งบรมสัจจะนั้นด้วยปัญญา.”

นี่คือ สมถะ-วิปัสสนา
ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ชัดเจน

ความเบื่อหน่าย

คลาดแคล้วอุปกิเลส
การทำความเพียร
เพราะเบื่อการตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย
ไม่มีจุดประสงค์อื่นๆ จึงทำให้คลาดแคล้วอุปกิเลส
บางครั้งอาจมีเกิดขึ้นบ้าง แต่ไม่นาน
เพราะความเบื่อหน่าย มีกำลังมากกว่าตัณหา
มากกว่าความอยากมี อยากเป็นนั่นนี่
เมื่อรู้ว่า ทำอย่างไร จึงจะพ้นการเวียนว่ายตายเกิด
ยิ่งรู้ชัด ยิ่งเกิดกำลังใจ เพียรเพื่อละ

เห็นแล้ว…

สภาวะเก่าๆ ที่เคยเขียนไว้

การอธิบายความ ลักษณะที่มีเกิดขึ้น
ของคำเรียกหลายๆคำเรียก ต้องแก้ใหม่

เรื่องการบันทึกเรื่องราวสภาวะ
ไม่คิดว่าจะมีคนสนใจอ่าน

คิดว่า หลายๆคนที่เข้ามาอ่าน
คงไม่รู้ว่า เป็นการจดบันทึกสภาวะ
ที่พบเจอ ขณะทำความเพียร

คำเรียกหรือการอธิบายรายละเอียดต่างๆ
เรารู้แค่ไหน จะเขียนตามที่เข้าใจ ณ ขณะนั้นๆ
ไม่มีใจคิดที่จะสอนใคร

ตอนแรก ว่าจะกลับไปแก้ไขสิ่งที่ขีดเขียนไว้
โอ้ มันเยอะมาก เพราะเริ่มต้นจากความไม่รู้มาก่อน
แล้วมีเหตุปัจจัยให้ ค่อยๆรู้ชัดในรายละเอียดอื่นๆ
จนสมบูรณ์ในที่สุด

ไม่ได้รู้ทีเดียวจบ
เป็นเพียงสัญญา รู้ทีละนิด
จนหมดที่จะรู้ (ไม่มีสัญญานั้นๆเกิดขึ้นอีก)

นั่นแหละ ความสมบูรณ์
ในการอธิบายลักาณะอาการที่มีเกิดขึ้นของคำเรียกนั้นๆ

Previous Older Entries

สิงหาคม 2017
พฤ อา
« ก.ค.    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: