เรื่องเล่าหนังสือ

25 กค. 62 เรื่องเล่า หนังสือ

ตั้งแต่ป่วยสมอง กิจกรรมที่ทำเป็นประจำในวันธรรมดา

ทุกเช้า หลังเจ้านายไปทำงาน เราจะทำสมาธิ โดยไม่เจาะจงว่าจะทำสมาธิ นั่งบนโซฟา รู้ลมหายใจบ้าง รู้กายที่เคลื่อนไหวบ้าง จิตคิดพิจรณาบ้าง แปบเดียว จะรู้สึกวูบหรือวาบขึ้นมา มีโอภาส บ้างครั้งกายหายเป็นส่วนๆ บ้างครั้งรู้สึกตัวว่านั่งอยู่ แล้วเข้าสู่ความดับ เป็นแบบนี้ทั้งวัน ตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึงบ่ายสามหรือบ่ายสี่ ทำแบบนี้เป็นเรื่องปกติ ตอนนั้นความจำเสื่อม บทสวดต่างๆจำไม่ได้ ก็ปล่อยไป ไม่มีการมานั่งท่องจำต่างๆ

ตั้งแต่ได้ยาฉีดละลายลิ่มเลือด ความจำต่างๆกลับมาทีละนิด จะเพิ่มอีกหนึ่งคือ เวลาจิตคลายจากเป็นสมาธิ จะแผ่เมตตา กรวดน้ำ อธิษฐาน จำได้มั่ง ไม่ได้มั่ง เช่น ถึงตรงถึงอะไร นึกไม่ปล่อยก็ปล่อย ทำแบบนี้ตลอด

กลางคืน เวลานอน ใช้โซฟาเป็นที่นั่งสมาธิและเป็นที่นอน
เรียกว่า ทำสมาธิทั้งกลางวันและกลางคืน

สำหรับผู้ที่จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิแบบอัตโนมัติ ไม่ต้องตั้งใจว่าจะทำสมาธิ แค่หายใจเข้าออกปกติ ไม่ต้องใช้คำบริกรรมใดๆ หายใจเข้า จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิทันที แยกรูป,นาม

เหมือนมีคนสองคนอยู่ในร่างเดียวกัน เสียงเล่าการทำความเพียรตั้งแต่เริ่ม จนถึงปัจจุบัน ในแต่ละคืน มีเรื่องเล่าให้ฟังทุกวัน ไม่ซ้ำกัน เคยคิดจะจดไว้ เหมือนที่เคยทำ แต่ทำไม่ได้ เพราะแค่คิดว่า จะจด เสียงที่ได้ยินอยู่ ดับหายไป แล้วกลับมารู้ที่กายที่นั่งอยู่ ก็ลองทำอีก เจอเหมือนเดิม จดไม่ได้ พอคิดจะจดไว้ เสียงเล่าอยู่ดับทันที่ ถ้าไม่ไปยุ่งอะไร เสียงนั้นๆก็เล่าต่อ พอเช้ามา เรื่องที่ฟังมานั้น จำไม่ได้ จะเป็นแบบนี้มาตลอด

พอเช้ามา เรื่องที่ฟังมานั้น จำไม่ได้ จะเป็นแบบนี้มาตลอด

จนกระทั่งเมื่อคืนวันก่อนโน้น ฝันว่ายืนอยู่หน้าห้องๆ เป็นกระจกใส แต่มองไม่เห็นภายใน มีประตูบานใหญ่ เปิดประตูออกไป เป็นห้องที่ใหญ่และกว้างมากๆ เหมือนห้องสมุด เต็มไปด้วยหนังสือ เรียงเรียบร้อยเป็นชั้นๆ หลายห้อง มองภายนอกเหมือนหนังสือที่เลยเห็นทั่วๆไป แต่ไม่มีชื่อหนังสือ

พอหยิบหนังสือแล้วเปิดดู
ถ้าเป็นหนังสือทั่วๆไป ต้องมีตัวหนังสือ แต่หนังสือนี้ ไม่มีตัวหนังสือ มีแต่เสียงออกมาแทน เหมือนเรื่องเล่าออกมาแทนตัวหนังสือ

เสียงหนังสือ ไม่มีเพศ(ชาย,หญิง) เป็นแค่เสียงเท่านั้น หนังสือทั้งหมดในห้องนี้ เปิดเล่มไหน จะมีแต่เสียงเล่า

เราก็หยิบหนังสืออกมาจากชั้น แบบมีเยอะมาก เรียงเป็นชั้นๆ เราก็หยิบชั้นบนมั่ง ชั้นล่างมั่น หยิบได้ไม่กี่เล่ม(แบบว่าหนังสือลอยมาที่มือ) แล้วก็กลับมารู้สึกตัวที่นั่งอยู่

พิจรณาถึงสิ่งที่รู้เห็นว่า มันเหมือนทบทวนสภาวะต่างๆที่เจอมา เจออะไรมาก พระธรรมคำสอนต่างๆ ทำไมเราถึงมีความรู้มากมาย แล้วทำไมถึงเลือกเฉพาะบางพระสูตรแค่ไม่กี่เล่ม แต่มันเป็นเรียบเรียงสภาวะตั้งแต่ขั้นต่ำสัทธานุสารี จนถึงการพิจรณาอริยสัจ 4 ความเกิดและความดับ ก็ไม่เข้าใจนะว่าทำไมเราถึงรู้ว่าต้องเป็นเล่มไหน จาก 84000 ขันธ์ หยิบมาแค่ 7 เล่ม ช่วงหลังได้มาเพิ่มอีก

ก่อนหน้า ตอนที่เห็นพระสูตร จะเห็นตัวสภาวะเกิดขึ้นในตัวหนังสือ ก็เลยคิดว่า แล้วจะเขียนให้ใครๆจะเข้าใจได้ เราไม่ค่อยถนัดนะ ที่ไม่ถนัดเพราะสภาวะเราตอนนี้ไม่เอื้อ เกี่ยวกับการสะกดคำ แบบว่า การเขียนตามลำดับ ยังทำตามใจไม่ได้ การเขียนก็ต้องทบทวนแล้วทบทวนอีก บางครั้งกว่าจะรู้ว่า มันไม่ตรงกับสภาวะนะ ก็ต้องหยุดเขียน ลบไปก่อน ไม่ก็แก้ใหม่

แล้วจู่ๆ ได้พระสูตร ที่มองผ่านๆ บางคนอาจจะคิดว่า ไม่ใช่เรื่องการดับทุกข์ อาจทำให้คนอ่านแบบผ่านๆ ไม่ได้ประโยชน์อะไร

จึงทำให้เราช่องทางวิธีการเขียนให้คนที่ไม่รู้ปริยัติ หรือไม่ได้การศึกษา โดยศึกษาผ่านการเล่าเรื่องราวต่างๆ เหมือนที่พระพุทธเจ้าเคยกระทำไว้ในอดีต เวลาที่พระพุทธเจ้าจะสอนพระภิกษุ บางครั้งพระองค์ทรงเล่าเรื่องโน้น เช่น สภาวะในอดีตที่พระองค์ประสบเจอด้วยตัวพระองค์ แล้วพระองค์ทรงบัญญัติไว้ว่า สภาวะนี้เรียกว่าอะไร ทำนองนี้

โฆษณา

ควรแก่การงาน

เป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือ ในเฟสที่เรื่องต่างๆให้อ่าน อ่านหมดแหละทั้งสิ่งที่คนรู้จักหรือคนไม่รู้จัก เขียนอะไรมา เราก็อ่าน

วันนี้อ่านเจอเรื่องเล่าในอดีตที่นำมาแชร์ เป็นเรื่องของบุคคลหนึ่ง เขาเขียนเล่าเรื่องที่เขาเจอมา เราอ่านแล้ว ความรู้สึกแรกคือ คล้ายๆกับสภาวะต่างๆที่เราพบเจอตั้งแต่ป่วย stroke ด้วยเฉพาะครั้งล่าสุด จึงทำให้เรารู้ว่า ทำไมเราถึงรู้ปริยัติ ทั้งๆที่ไม่เคยศึกษามาก่อน

ทุกๆคืน เมื่อเป็นสมาธิที่พระุทธเจ้าทรงตรัสถึงว่า

“บรรลุจตุตถฌาน … เรานั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้”

ผลของการเจริญสติปัฏฐาน 4 จนถึงสภาวะแยกรูปนาม ตามความเป็นจริง จะมีเพียงสองสิ่งที่มีเกิดขึ้น คือ สิ่งที่มีเกิดขึ้น(ผัสสะ) กับใจที่รู้อยู่ กล่าวคือ การรู้ชัดอยู่ภายในกาย เวทนา จิต ธรรม เรียกย่อๆเองว่า กายและจิต

แรกๆเหมือนมีอีกตัวเรา มาเล่าเรื่องเหล่าๆต่างๆ เกี่ยวกับสภาวะต่างๆที่เราพบผ่านด้วยตนเอง มีแต่เรื่องการพิจรณาตั้งแต่แรกเรื่อง แล้วก็มาลำดับในแต่ละขณะๆๆๆ โดยแค่ใจแค่รู้อยู่ พอเช้ามา จะลืมที่ฟังมาเกือบทั้งคืนนั้น ลืมสนิท แบบจำไม่ได้ว่าฟังเรื่องอะไรมั่ง

.

ตรงนี้ ลองอ่านดูนะ เรื่องในนี้จะคล้ายๆเรื่องที่เรากำลังจะเล่าต่อไป แต่การรู้เห็นที่เรารู้เห็นมา จะแปลกต่างจากคนที่คนนี้เล่ามา

แค่ตรงนี้

“วิชาที่เรียนทั้งหมดจะเขียนด้วยภาษาบาลีหรือภาษาพระตัวงอๆ คดไปคดมา ก็ไม่รู้ว่าฉันอ่านได้อย่างไร ฉันรู้แต่เพียงว่า พอฉันขึ้นไปข้างบน ตำราอะไรฉันก็อ่านออกหมด บางทีฉันอยากอ่านหนังสือที่พระพุทธเจ้าให้หมดทั้งเล่ม”

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1152069588326569&id=100005706160221

เรื่องเล่าต่อจาก “วิมุตติญาณทัสสนะ(ปัจจเวกขณะญาณ)ของอนาคามี”

23/07/2019

เรื่องเล่าต่อจาก “วิมุตติญาณทัสสนะ(ปัจจเวกขณะญาณ)ของอนาคามี”

น้องคนนี้รู้จักกันมาน่าจะ 10 ปี เขาติดตามเรามาตลอด(ไม่ใช่คนที่ปฏิบัติอยู่กับเรา)
แต่เราไม่เคยบอกเขาว่า สภาวะของเราอยู่ตรงไหน คิดแค่ว่า ถ้าเขาอ่านมาตลอด เขาจะรู้วิธีข้อปฏิบัติต่างๆ เราคิดแค่นั้น

ที่ไม่บอก เคยเจอประสพการณ์มาก่อน แบบหวังดีนะ สนิทกันมากก็เลยบอกว่า สภาวะโสดาบัน คือเราดูจากสภาวะของเขา ไม่ใช่แค่ปริยัติอย่างเดียว
ทีนี้เขาคาดหวังว่า โสดาบันจะต้องเป็นคนแบบนี้ๆ ตามที่เขาเคยอ่านเจอมา ซึ่งแตกต่างจากเรา

เมื่อเขาไม่เข้าใจ … ช่างนะ ผ่านมาละ คนนี้เขาไม่ได้ศรัทธาพระพุทธเจ้า ศรัทธาเฉพาะสิ่งที่เคยอ่านมา ส่วนเรารู้ชัดเรื่องสภาวะ ปริยัติ(บัญญัติ)อ่อน จะอธิบายให้เขาเข้าใจ มันจึงทำได้ยากสำหรับเรา(ในสมัยนั้น)

.

ส่วนน้องคนนี้ เขายังทำกรรมฐานมาตลอด  ตอนนั้นเขาปล่อยตัวทุกอย่าง ไม่แต่งตัว ไม่แต่งหน้า ใช้ชีวิตสันโดษ(ทั้งๆที่เขาเป็นคนมีฐานะ)
สภาวะที่มีเกิดขึ้นขณะการทำกรรมฐาน จะกลายๆกับเรา แต่ว่า สภาวะจิตดวงสุดท้ายยังไม่มีเกิดขึ้นกับเขา

ช่วงหนึ่ง เราเห็นเขาเปลี่ยนไป ดูจากสิ่งที่เขาเขียนเล่ามา
จากที่เขาคงเห็นว่า เราไม่บอกอะไร ไม่อธิบายอะไร ในสิ่งที่ต้องการ
เขาอยากฟังจากปากของเราเรื่องโสดาบัน เขาอยากเป็นโสดาบัน
เพียงแต่เขาไม่รู้ว่า สภาวะที่เขารู้เห็นอยู่และการปฏิบัตินั้น จะใช่โสดาบันมั๊ย
คือเขาต้องการฟังจากปากของเราว่า สภาวะของเขาเป็นโสดาบัน แต่เราไม่พูด

เรานึกไม่ถึงว่า จะความอยากของเขา ทำให้เขาเป็นทุกข์
เราเพิ่งมารู้ที่หลังว่า เขาเป็นทุกข์

เขาเขียนขออโหสิกรรมที่เขาเคยปิดบังความจริงที่เขาเคยกระทำไว้
คือ การพูดโกหกสภาวะกับอาจารย์ที่สอนกรรมฐานให้กับเขา
ไม่พูดสภาวะที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง เรื่องญาณ 16
นี่เขาไม่เขียนคำสารภาพไว้ เราก็คงไม่รู้

ทำไมเขาถึงเขียนขออโหสิกรรม
เขาได้อ่านเรื่องสภาวะของแต่ละคน ที่ทำให้การปฏิบัติอยู่ที่
เราเคยเขียนไว้ว่า ถ้าคนไหนทำกรรมฐานแล้วอยู่ที่ ไม่ก้าวหน้าไปกว่านี้ ให้ตรวจสอบการกระทำของตัวเอง
เช่น มีความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า ให้ถอนคำอธิษฐานนั้นออก
เรารู้สึกว่าเคยเขียนไว้นะตามหนังสือวิปัสสนาปฏิปทาของหลวงพ่อภัธทันตระ
หลังจากเราถอนคำอธิษฐาน สภาวะก้าวหน้าจนเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย

ต่อมา เขาไปรู้จักคนหนึ่งๆ คนนั้นเป็นคนที่สมาธิมาก
สมัยนั้น ก่อนที่เราเป็นป่วยstroke

เขาเขียนว่า คนที่เขารู้จักคนนี้จะเป็นคนนำทางให้กับเขา ของต้องการพี่เลี้ยง
ทำไมเขาเขียนแบบนั้น เพราะเขาจาดการศึกษาที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้ ตนเป็นที่เกาะ  มีพระธรรมเป็นที่พึ่ง
กล่าวคือ ใช้ตัวเป็นที่พึ่งของตัวเองในเรื่องการปฏิบัติ แล้วใช้พระธรรมที่พระพุทธเจ้าเป็นทางในการคิดพิจรณา

ตั้งนั้นมา เขาเริ่มเปลี่ยนไป เขาจะกระทำหลายๆสิ่งให้ตรงข้ามที่เราบอกไว้
ก็เหมือนที่เขาเขียนไว้นั้นว่า เขาต้องการพูดจาเพราะ พูดอ่อนหวาน ไม่ใช่แบบที่เราพูด
หลังๆเราปล่อยนะ แค่เขียนไปว่า สภาวะใครจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่แค่การทำกรรมฐานเพียงอย่างเดียว ขึ้นอยู่กับการกระทำของแต่ละคนด้วย
จนกระทั่งเราป่วยไทรอยด์เป็นพิษ และหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ตอนแรกเราไม่รู้หรอกนะว่า เขาเป็นโรคเดียวกับเรา
เรารู้ที่หลังจากที่เขาเขียนเล่าไว้ เพียงแต่สภาวะที่มีเกิดขึ้นระหว่างเรากับเขานั้นแตกต่างกัน

ของเรานั้น เล่าตามสภาวะว่า ก็เหมือนกับตอนที่เกิดสภาวะจิตดวงสุดท้ายครั้งแรก
ตอนที่มีเกิดขึ้น เราก็ไม่รู้หรอกนะว่ามันคืออะไร จนกระทั่งแจ้งนิพพาน ก็รู้ว่าสภาวะที่ตัวเองเจอมานั้นคืออะไร
แต่เรายังคงเขียนมาเรื่อยๆ แต่ไม่บอกใครๆว่า มันคืออะไร ตอนหลังจึงเริ่มเขียนสภาวะจิตดวงสุดท้าย
แล้วมารู้ที่หลังมา มีคนหลายๆคนที่มีสภาวะจิตดวงสุดท้ายเกิดขึ้นเหมือนกับที่เจอกับเรา
มีหลายๆคนเข้ามา ส่งข้อความมาหาก็มี แต่เราก็ยังปิดปาก เพราะรู้อ่อนปริยัติ รู้แต่สภาวะ

วิมุตติญาณทัสสนะ(ปัจจเวกขณะญาณ)ของอนาคามี

สภาวะนี้เรียกว่า “อริยสัจ 4” หลุดมือ
เปรียบเสมือน ได้ของที่หายาก และมีค่าที่ไม่มีประมาณ แต่ความไม่รู้ที่มีอยู่ กลับมองว่าเป็นไม่มีค่า แล้วปล่อยหลุดจากมือ เพราะการกระทำของตัวเขาเอง

อย่าเรียกว่า อวิชชาเลย
ถ้าใช้เรียกตามตรงสภาวะ เรียกว่า นิวรณ์
นิวรณ์บดบัง ทำให้วิชชาไม่เกิด

เราเองก็เพิ่งรู้วันนี้นี้แหละว่านี้
สภาวะ/การป่วย ผ่านๆมา มันคืออะไร
ถ้ารู้ว่า มันคือ วิมุตติญาณทัสสนะ(ปัจจเวกขณะญาณ)ของอนาคามี เราก็คงบอกตั้งแต่รู้ทันที

.
อะไรเกิดขึ้น เรากำหนดตลอด รู้อะไรก็เขียนๆ จะทรมาณแค่ไหนก็อดทน ไม่มีคิดเพ่งนอกตัว มองแต่ว่า เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี ที่ผลยังมีอยู่ เกิดจากเหตุที่ยังมีอยู่

.
ช่วยไม่ได้จริงๆ ถ้าเรารู้ว่า สภาวะ(การป่วย/ชาวบ้าน) คืออะไร ก็คงบอกว่า อีกนิดเดียว อดทนไว้ เพราะเราก็ยังไม่รู้ ก็เลยไม่บอกว่ามันคือสภาวะอะไร

.
มีอีกนะ เราเคยเขียนเนืองๆว่า สภาวะใดเกิดขึ้นให้กำหนดรู้ อย่าไปชอบ อย่าไปชัง ให้กำหนดรู้ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง แล้วสภาวะที่มีเกิดขึ้นจะแจ่มแจ้งออกมาจากใจ

เมื่อไม่พยายามกำหนด เอาแต่โทษนอกตัว ต้องเป็นอย่างงั้นอย่างงั้น เราน่ะเหรอ ปล่อยนะ พูดไปก็แค่นั้น เพราะเคยร่วมกันมาเพียงแค่นี้

ทางสองทาง เราเคยบอกแล้วว่า ทางที่เราเดินคนเดียว ไม่ใช่เดินเป็นกลุ่ม ไม่ใช่สนุกสนาน เราก็ทำให้ดูเห็นเป็นตัวอย่าง แทนที่จะมองเราเรื่องการทำความเพียร ดันมองเป็นอย่างอื่น แค่คิดยังไม่พอ ยังกระทำทางกาย วาจา ออกมา

แล้วไงล่ะ “อริยสัจ 4” มีคนหลายอยากได้ยิ่งนัก ปล่อยให้หลุดมือแบบง่ายดาย

.

เรียกว่า บุญมี แต่กรรมบัง
สายไปละ มันผ่านไปละ แก้ก็ไม่ได้

จำได้มั๊ย ที่เราเคยเขียนไว้ว่า สภาวะจิตดวงสุดท้ายครั้งที่ 1 มีหลายคนที่ผ่านตรงสภาวะนี้ ต้องเจออะไรกัน นั่นมันเป็นเรื่องของวิบากของแต่ละคน

บางคนผ่านสบาย ที่มีเกิดขึ้นขณะทำกรรมฐาน
พระพุทธเจ้าเรียกว่า สุขาปฏิปทา

บางคนทุกขัง/การเจ็บป่วย ที่มีเกิดขึ้นในชีวิต(แบบยอมตาย)
พระพุทธเจ้าเรียกว่า ทุกขาปฏิปทา

เปรียบเทียบกับผลไม้ที่สุกงอมที่จะหลุ่นจากต้น
หากโยนิโสมนสิการ จะรู้ชัดสภาวะที่มีเกิดขึ้นว่า
พิจารณาเห็นในกายว่าไม่งาม
มีความสำคัญในอาหารว่าเป็นของปฏิกูล
มีความสำคัญในโลกทั้งปวงว่าไม่น่ายินดี
พิจารณาเห็นในสังขารทั้งปวงว่าไม่เที่ยง
อนึ่ง มรณสัญญาของเธอตั้งอยู่ดีแล้วในภายใน

แต่อดทนไม่ไหว หันกลับไปเสพกาม
สนุกสนานเพลิดเพลินกับโลก

.
ก็นะ กรรมตัวเดียว จะโทษใคร
หรือยังเพ่งโทษเราอยู่ ก็ตามสบาย

เราพูดตามความเป็นจริง
ถ้าชอบคนปากหวาน พูดเพราะ ประสาโลกๆ นั่นไม่ใช่เรา

ผจญภัยและกลับมาปัจจุบัน

กลับมาปัจจุบัน

เปรียบเทียบของสภาวะที่มีเกิดขึ้น

ครั้งแรกป่วยสมอง ทำให้เข้าสู่ความว่าง 

ครั้งที่สอง ตอนที่เกิดอาการสมองที่กลับมาเป็นอีกครั้ง ถ้าไทรอยด์ไม่กลับมาเป็นพิษ เราก็คงไม่ได้สนใจอะไร คงไม่ไปรพ. เมื่อไม่ได้การรักษา ลิ่มเลือดไม่รู้อีกกี่ก้อน ที่เกิดจากเลือดข้น จะหลุดเข้าเส้นเลือดในสมอง นึกภาพไม่ออกว่าจะมีอะไรเกิดตามมาอีก

.

เรื่องของหมอ เอาเป็นว่า กรรมของใครก็ของคนนั้น
ใครจะเป็นอะไรอย่างไร ร่วมทั้งเราด้วย
ล้วนเกิดจาก กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม
อาจจะไม่ใช่ผลของปัจจุบัน
แต่อาจเกิดจากในอดีต สมัยไหนก็ไม่รู้

จากการป่วย ทำให้เรารู้ว่า เป็นคนที่อึดมาก เกิดจากการทำกรรมฐาน แต่ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายของสังขาร เดิมก็มีอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งกว่าเบื่อ ยิ่งกว่าเบื่อ ทำไงละ เหตุมี ผลก็ยังมี
ยาฉีดละลายลิ่มเลือด ช่วยให้มีความรู้สึกต่อผัสสะที่มีเกิดขึ้น อย่างน้อยจะได้ป้องกันตัวเวลาที่เกิดการอันตรายที่มีเกิดขึ้นกับร่างกาย ที่เคยพูดถึงแก้วแตก แล้วเศษแก้วตำ ก็ไม่รู้สึก นี่อันตราย

อาการสมอง ควาวามรู้สึกต่างๆ ที่ยังมีเป็นอยู่ ก็เกิด ดับ อยู่อย่างนั้น บางครั้งเกิดยาว บางครั้งสั้น ไม่แน่นอน

ดตามความเป็นจริงคือ ดีสุดๆ ผัสสะก็สักแต่ว่า

.

ครั้งแรก 13-16 ธค. 61
การป่วยครั้งนี้ เกิดจากหมอหยุดยาละลายลิ่มเลือด ทำให้เลือดข้น จนเป็นลิ่มหลุดเข้าเส้นเลือดสมอง
ถ้ามองสภาวะ ครั้งแรกการป่วยสมอง ทำให้ความจำเสื่อม(สภาวะสัญญาเสื่อม)
ถ้าใครอยากรู้ว่าสภาวะสัญญาเสื่อมที่มีเกิดขึ้นเป็นแบบนั้น ให้ทำสมาธิจนถึงเนวสัญญาฯ จึงจะเข้าใจ แล้วต้องเป็นสัมมาสมาธิ จึงจะรู้ได้
เนวสัญญาเนวสัญญา ที่มีเกิดขึ้น สิ่งที่มีเกิดขึ้น(ผัสสะ) สักแต่ว่ามีเกิดขึ้น กระทบ(เกิด) ดับ อยู่แบบนั้น
ไม่สามารถบังคับร่างกายให้การเคลื่อนไหวตามที่ต้องการได้ กายก็สักแต่ว่ากาย ทุกสิ่งสักแต่ว่า
ต้องรอเวลากำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น คลายตัวก่อน จึงจะเคลื่อนกายตามไปปกติ

มันเหมือนกับอาการป่วยสมองครั้งนี้ บางครั้งเข้าสู่ความว่าง ได้แค่ดู ทำอะไรไม่ได้
เมื่อมีตัวตนเกิดขึ้น จะพูดหรืออะไร จะสั้นหรือยาว ขึ้นอยู่กับอาการที่เกิดขึ้น

การป่วยครั้งนี้ ทำให้สิ่งที่เรียกว่า บัญญัติ หรือคำเรียกต่างๆ ถูกทำลาย
สำหรับทางโลก จะทำให้มีปัญหาเรื่องการสื่อสาร เช่น การพูด พูดเหมือนคนติดอ่าง เพราะต้องคิดก่อนที่จะพูด
ที่บอกว่าพูดการคิด หมายถึง นึกถึงการออกเสียง ทำให้พูดช้า

สำหรับทางธรรม ไม่มีปัญหา กลับดีสำหรับผู้ปฏิบัติ เน้น ต้องผู้ปฏิบัติเท่านั้น
เวลาอ่านพระธรรมต่างๆที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ เข้าสู่ปรมัตถ์โดยอัตโนมัติ คือ มองผ่านจากตัวอักษร เห็นอาการที่มีเกิดขึ้นของคำเรียกนั้นๆ
เราก็ได้แค่มอง ทำอะไรไม่ได้ เกิดจากการสื่อสารผ่านตัวหนังสือ การเขียนตัวหนังสือต้องใช้เวลา จึงทำให้ไม่กล้าเขียนสิ่งที่รู้เห็น กลัวว่าจะสื่อสารผิด
จึงเป็นที่มาของการเขียน ที่เราเขียนว่า ปริยัติเพี้ยน

ครั้งที่สอง 11-18 มิย. 62
การป่วยครั้งนี้ จะคล้ายครั้งแรก แต่ไม่ได้เกิดจากหมอหยุดยา
แต่เกิดจากหมอให้กินยาละลายลิ่มเลือด แต่ไม่มีการติดตามผลเลือด บอกเราแค่ว่า ถ้ามีผิดปกติให้มารพ.
กว่าจะรู้ว่าผิดปกติ ก็ทำให้ป่วยสมองเป็นอีกครั้ง ที่เกิดจากเลือดข้น แล้วกลายเป็นลิ่ม ลิ่มเลือดจากหัวใจหลุดเข้าเส้นเลือดสมอง
อาการก่อนเป็นนั้นทางกาย จะมีเกิดขึ้นเหมือนกับครั้งแรก ตอนตีสี่ เหมือนเวลาเดิมๆ จะลุกเข้าห้องน้ำ แล้วขาอ่อน ขึ้นเดินไม่ไหว
ใช้มือเกาะขอบโต๊ะ แล้วพยุงตัวช่วยการเดิน อาการครั้งนี้ ไม่มีอาการปวดหัวข้างซ้าย แต่เวียนหัว คลื่นไส้
แล้วจู่ๆรู้สึกหนาวเข้าใจ แบบหนาวๆมากๆ เหมือนคนนอนหน้าหนาวแล้วไม่ได้ใส่ผ้า อาการแบบนั้น

ตอนที่เกิดอาการสมองที่กลับมาเป็นอีกครั้ง ถ้าไทรอยด์ไม่กลับมาเป็นพิษ เราก็คงไม่ได้สนใจอะไร คงไม่ไปรพ.
เมื่อไม่ได้การรักษา ลิ่มเลือดไม่รู้อีกกี่ก้อน ที่เกิดจากเลือดข้น จะหลุดเข้าเส้นเลือดในสมอง นึกภาพไม่ออกว่าจะมีอะไรเกิดตามมาอีก

การรักษาครั้งนี้ หมอให้ยาฉีดละลายลิ่มเลือด 13 เข็ม เพื่อให้เลือดไม่ข้น
ยาที่ฉีดครั้งนี้ ทำให้เกิดความรู้ชัดในต่อผัสสะที่มีเกิดขึ้น รวมทั้งความรู้สึกทางกายและใจ
อาการเหมือนการคลายออกจากเนวสัญญาฯ เหลืออยู่ที่กิญจัญญายตนะ
จิตจะมีแต่การคิดพิจรณา จากสิ่งหนึ่งไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง เช่น
พระสูตรในแต่ละพระสูตร พูดตามความเป็นจริง หมายถึง พระธรรมคำสอนที่พระพุทธทรงตรัสสอนไว้
เวลาอ่าน มองเผินๆ หากอ่านตามตัวอักษร จะมองว่า เรื่องเล่า แค่ถ่ายทอดออกมาแค่นั้น ตามความเป็นจริงนั้น ไม่ใช่
เมื่อเห็นทะลุตัวอักษร ทุกคำพูดที่พระเจ้าตรัสนั้น เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของคำเรียกนั้นๆ

พระสูตรในแต่ละสูตร จะว่าไปแล้ว พระสูตรที่เราเลือกไว้ บอกไม่ถูก เอาเป็นว่าเรื่องของเหตุปัจจัย
เพราะพระสูตร(เรื่องเล่าจากพระพุทธเจ้า) มีทั้งหมด 6 พระสูตร
เริ่มตั้งแต่ สุริยสูตร เกี่ยวกับ สัทธานุสารี ธัมมนุสา เป็นสิ่งที่ทุกคนควรรู้ไว้
พระสูตร   ๔. มหาสุทัสสนสูตร (๑๗)    พระโสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ(สัทธานุสารี ธัมมานุสารี เกิด 7 ชาต)
พระสูตร ๙. เทวธาวิตักกสูตร ชาติปัจจุบันที่ตรัสู้เป็นพระพุทธเจ้า
และอีกสามพระสูตร จบเรื่องเล่าทั้งหมด  อริยสัจ4 สรุปย่อ ทุกข์(เกิด) และความดับทุกข์

ทำไมสัทธานุสารี ธัมมานุสารี  ที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้นั้น ทำไมเขียนเหมือนกัน แต่มาความแตกตต่างตัวสภาวะที่มีเกิดขึ้น
เกิดจาก “จิต” จากเริ่มจาก จิตเล็กๆ ที่มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต นี่ก็สัทธานุสารี ธัมมานุสารี
เข้าสู่จิตที่ใหญ่ขึ้น รูปฌาน อรูปฌาน นี่ก็สัทธานุสารี ธัมมาสารี ต้องนี้เข้าสู่อินทรีย์ 5
เวลาเรียก เรียกเหมือนกัน แตกต่างเกี่ยวกับอินทรีย์ 5

ภพชาติของการเกิด จะเกิดนั้น หรือเกิดสั้น ขึ้นอยู่กับอินทรีย์ 5
ถ้าเป็นจิตเล็กๆ ก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดเนิ่นนานเหมือนเรื่องเล่า

พระองค์ทรงบัญญัติจากจิตเล็กๆ(เกิดนาน) ที่มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิต
ไปสู่จิตใหญ่(เกิดสั้น) ที่มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ต้องนี่ต้องผ่านการอบรมกายและอบรมจิต ได้แก่ สมถะและวิปัสสนา

 

 

เป็นที่มาของภาพใหญ่เกี่ยวกับโสดาบันทั้งหมด(ภพชาติของการเกิด) 

 
สอุปาทิเสสสูตร(ยกมาแสดงบางส่วน)
อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลกระทำพอประมาณในสมาธิ ในปัญญา
บุคคลนั้นเป็นเอกพีชี เพราะสังโยชน์สิ้นไป บังเกิดยังภพมนุษย์นี้ครั้งเดียว จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๗ ผู้เป็นสอุปาทิเสสะกระทำกาละ พ้นจากนรก พ้นจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน พ้นจากเปรตวิสัยพ้นจากอบาย ทุคติ และวินิบาต

อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลกระทำพอประมาณในสมาธิ ในปัญญา
บุคคลนั้นเป็นโกลังโกละ เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป ท่องเที่ยวอยู่ ๒-๓ ตระกูล แล้วจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๘ … ฯ

อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลกระทำพอประมาณในสมาธิ ในปัญญา
บุคคลนั้นเป็นสัตตักขัตตุปรมโสดาเพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป ท่องเที่ยวอยู่ยังเทวดาและมนุษย์ ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่งแล้วจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
ดูกรสารีบุตร นี้บุคคลจำพวกที่ ๙ … ฯ
เสขสูตรที่ ๓ (ยกมาแสดงบางส่วน)
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีล เป็นผู้ทำพอประมาณในสมาธิ เป็นผู้ทำพอประมาณในปัญญา เธอย่อมล่วงสิกขาบทเล็กน้อยบ้าง ย่อมออกจากอาบัติบ้าง
ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะไม่มีใครกล่าวความเป็นคนอาภัพ เพราะเหตุล่วงสิกขาบทนี้แต่ว่าสิกขาบทเหล่าใด เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ สมควรแก่พรหมจรรย์ เธอเป็นผู้มีศีลยั่งยืน และมีศีลมั่นคงในสิกขาบทเหล่านั้น สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย
เธอเป็นพระสัตตักขัตตุปรมโสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓ หมดสิ้นไปท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์อย่างมากเจ็ดครั้ง แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
เธอเป็นพระโกลังโกละโสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓ หมดสิ้นไป ท่องเที่ยวไปสู่๒ หรือ ๓ ตระกูล (ภพ) แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
เธอเป็นพระเอกพิชีโสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓ หมดสิ้นไป มาเกิดยังภพนี้ภพเดียวเท่านั้นแล้ว จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
ว่าด้วยอินทรีย์ 5
เอกาภิญญาสูตร
ความเป็นพระอริยบุคคลระดับต่างๆ
เป็นพระโสดาบันผู้เอกพิชี เพราะอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนกว่าอินทรีย์ของพระสกทาคามี
เป็นพระโสดาบันผู้โกลังโกละ เพราะอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนกว่าอินทรีย์ของพระโสดาบันผู้เอกพิชี
เป็นพระโสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ เพราะอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนกว่าอินทรีย์ของพระโสดาบันผู้โกลังโกละ
เป็นพระโสดาบันผู้ธัมมานุสารี เพราะอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนกว่าพระโสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ
เป็นพระโสดาบันผู้สัทธานุสารี เพราะอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนกว่าอินทรีย์ของพระโสดาบันผู้ธัมมานุสารี.

แม่น้ำหลายสาย

สิ่งเหล่านี้(การกระทำ) เรากระทำมาหลายชาติๆ เพียงแต่ในชาตินี้ ระลึกไม่ได้ การเขียน ก็เขียนแบบนี้ๆๆๆๆๆ แต่ทว่ารายละเอียดมากขึ้นตั้งแต่หยาบจนกระทั่งละเอียด กว่าจะเข้าสู่ แก่น จนกว่าจะรวบได้ เบื่อหน่าย คลายกำหนัด

แม่น้ำมีหลายสาย(สำนัก)

1. ทำดี ต้องฝืนใจ เชื่อเรื่องกรรม(การกระทำ) และวิบากกรรม(ผลของกรรม) เช่น เจริญสติ

2. สำรวม สังวร อินทรีย์ 5 อิริยบท 4 เช่น ญาณ 16

3. อานาปาสติ เช่น พุทโธ

4. ปริยัติ(พระไตรปิฎก) เช่น อภิธรรม

5. กสิณ

แม่น้ำหลายทั้งสาย(ธรรมานุสารี,สัทธานุสารี,กายสักขี) เข้าสู่เส้นทางสติปัฏฐาน 4 ที่มีชื่อเรื่องแตกต่างกัน(บัญญัติ)

เป็นเรื่องของตามเหตุปัจจัย(กรรมและผลของกรรม และอวิชชาที่มีอยู่)ของแต่ละคน

เพราะอวิชชาที่มีอยู่ เป็นเหตุปัจจัยให้ยึดมั่นถือมั่นในบัญญัติเป็นปัจจัยให้เกิดการกระทำตามความรู้สึกที่มีเกิดขึ้น

จิตเป็นใหญ่ เป็นประธาน
ถ้ารู้ทันตัณหา อุปาทานที่มีเกิดขึ้น ก็ทำงานไม่ได้

ถ้าไม่เกิดสภาวะสัญญาณเสื่อม ก็คงไม่สามารถรวบรวมแบบนี้ได้ เพราะสมองได้รับการกระทบกระเทือน เป็นเรื่องของวิบากกรรม “ทุกขัง”

 

 

ยิ่งกว่าคำว่า คุ้ม

ปฏิบัติที่ไม่รู้ปริยัติ
เปรียบเสมือนคนที่เดินทาง ขาดแผนที่และเข็มทิศ(คำแนะนำ/เหตุปัจจัย)

แต่จะเดินตรงทาง(ดับ)หรือออกนอกทาง(เกิด)
เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย(กรรมและผลของการ)

ทว่าอะไรจะแพ้ความเพียร มั่นมุ่ง ไม่ท้อถอย
ไม่ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นในชีวิต ยังคงเดินต่อเนื่อง

 

คุ้มค่ายิ่งกว่าคำว่า คุ้ม ที่แลกกับชีวิต(ความรู้สึก)

การระลึกในอดีตชาติ

การระลึกในอดีตชาติ การรู้เห็นจะแตกต่างกันไปตามเหตุปัจจัย ไม่จำเป็นว่าต้องเกิดเป็นคนนั้นนี้ เกิดเป็นอะไรในแต่ละชาติ ทำนองนั้น

สำหรับเรานั้น สิ่งที่รู้เห็น มีตอนเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้ายในครั้งที่ 1 สิ่งที่มองเห็นเป็นเหมือนกำลังถูกดูดเข้าไปในจักรวาล
ระหว่างอยู่กลางทางเดิน ทั้งสองฝั่ง เหมือนมีหนังกลางแปลงขนาดย่อทุกพื้นที่ในจักรวาล แบบเยอะมาก ดูไม่ทันหรอกว่าในแต่ละชาติเกิดเป็นอะไร ใช้ความเร็วสูงมาก มองเห็นแค่รู้ว่าเหมือนจอหนังแบบย่อลง แต่พอจะมองเห็นว่า เหมือนมีหนังฉายอยู่

ก็คิดว่า ไม่รู้ว่าเคยเกิดมีนานเท่าไหร่
ถ้าไม่ทุกข์ ยังไม่ทำความเพียร ก็คงไม่ได้รู้เห็นแบบนี้ได้

ส่วนการระลึกในแต่ละชาติ ที่มองเห็นและจำได้ ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด จึงทำให้เกิดการทำความเพียรหนัก

การรักษาตัว

การป่วย

วันก่อนเล่าให้เจ้านายเรื่องที่พบหมอ ทั้งสองหมอ พูดตรงกัน แนะนำให้เราใส่เรื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจนผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ

เป็นการฝังเครื่องมือคล้ายกับเครื่องกระตุ้นหัวใจ ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยงหัวใจห้องล่างเต้นผิดปกติ (ventricular fibrillation) ซึ่งอาจอันตรายต่อชีวิต โดยเมื่อหัวใจเต้นช้า เครื่องมือจะทำหน้าที่ในการกระตุ้นหัวใจ แต่เมื่อหัวใจเต้นเร็ว เครื่องมือจะปล่อยพลังงานไฟฟ้าในระดับที่เหมาะสมเพื่อกระตุกหัวใจให้กลับมาเต้นปกติทันที ราคาประมาณ 350,000 บาท สำหรับผู้ที่ใช้สิทธิ 30 บาท ไม่ต้องเสียค่าใช้

.
การปฏิบัติตนภายหลังการใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ
เมื่อใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจเข้าไปในร่างกายเรียบร้อยแล้ว ผู้ป่วยต้องพักในหออภิบาลผู้ป่วยเพื่อเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ผู้ป่วยต้องพักอยู่ที่โรงพยาบาล 1-2 วันเพื่อให้แพทย์ดูแลว่าเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจทำงานเรียบร้อยดีและหัวใจผู้ป่วยเต้นถูกจังหวะ

ไม่ควรยกแขนด้านเดียวกับที่ใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจขึ้นสูงเหนือไหล่

หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ใช้แรงมาก

ห้ามยกของหนักเป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือน

พบแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามผลการรักษาตามระยะ โดยแพทย์จะตรวจสอบการทำงานของเครื่องว่าเป็นปกติหรือไม่ โดยปกติแบตเตอรีของเครื่องสามารถให้พลังงานได้ถึง 10 ปี

อาการผิดปกติที่ควรแจ้งให้แพทย์ทราบภายหลังจากใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจแล้ว หากมีอาการต่อไปนี้ควรปรึกษาแพทย์

– มีเลือดออก บวม หรือปวดบริเวณที่ใส่เครื่อง
– มีไข้
– เจ็บหน้าอก
– หายใจติดขัด

.

และที่แน่นอน การผลกระทบ เช่น

– มีเลือดออกหรือมีก้อนเลือดที่เกิดจากการมีเลือดออกและคั่งอยู่ใต้ผิวหนัง หรือติดเชื้อบริเวณที่ใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ

– มีอาการแพ้ยาที่ได้รับระหว่างการใส่เครื่อง

– หลอดเลือดได้รับความเสียหาย

– สายสื่อสัญญาณไฟฟ้าหลุดเลื่อนจากตำแหน่งเดิม

– เนื้อปอดหรือหัวใจเกิดรูรั่ว

– เกิดลิ่มเลือดอุดตันทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดในสมองตีบ กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรือภาวะอื่นซึ่งพบได้น้อยมาก

– เสียชีวิต (โอกาสเกิดน้อยมาก)

.

เรื่องตายจะมีหรือไม่มี ตัดทิ้ง เราไม่สนใจ

เราบอกเจ้านายว่า ผลของการทำกรรมฐาน ทำให้เราเป็นคนที่มีความอดทนต่อทุกขเวทนามากๆ ฉะนั้น เราคิดว่า พอกันทีกับการรักษา และตั้งแต่สมองมีปัญหา เราไม่ต้องความเจ็บปวดต่างๆกับทางกาย เช่น หากมีอาการหัวใจวาย ก็ไม่ต้องเจ็บปวด มันจะแค่ทำให้ทรมาณใจ เป็นช่วงๆ เหมือนคนจะหายใจไม่ออก ก็อาศัยกรรมฐาน ไม่ต้องทำอะไร เวลาจิตเป็นสมาธิ สักพักอาการต่างๆจะหายไปเอง

เรื่องยาที่อาจจะช่วยได้ หมอบอกว่า ใช้ยากับเราไม่ได้ เพราะหัวใจเราเต้นไม่สม่ำเสมอ เดียวเต้นเร็วมาก(160+) บางครั้งเต้นช้า(30+) บางครั้งค่าออกซิเจน 34+ 50+ จึงทำให้เหมือนจะขาดใจตาย และไม่ตาย

จึงบอกเจ้านายว่า ปล่อยไปเถอะ ให้การกำหนดเอา ไม่ต้องทำอะไรกับร่างกายออกแล้ว เบื่อนะ ขอใช้กรรมฐาน ใช้สมาธิเท่านั้น

.

สัญญาเสื่อม

เรื่องสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้น มันก็คุ้ม ตรงที่ทำให้เกิดความแจ่มแจ้งสภาวะที่ไม่เคยเข้าใจว่า นี่คือสภาวะอะไร ทำให้รู้ว่าคืออะไร

ส่วนใครทำกรรมใด เป็นเรื่องของอวิชชาที่มีอยู่

คิดดูละกัน ท้องฟ้า มีกว้างใหญ่ ก็ว่ากว้างแล้วนะ
จักรวาล ก็ว่ากว้างใหญ่ยิ่งกว่าแล้วนะ
ยังไม่บรรจุพอที่จะใส่ภาพอดีตชาติให้มองเห็น

อดีตชาติ

เกี่ยวกับกรรมของการทำสัทธรรมปฏิรูป ระหว่าง ปถุชน กับ โสดาบัน ผลที่ได้รับความแตกต่างกัน

เปรียบระหว่าง บุรุษตาบอด กับ บุรุษตาดี ผลที่ได้รับก็แตกต่าง
โสดาบัน ผลที่ได้คือ ความรู้สึกทางใจ แต่บางคนเขาเลือกทำ แต่บางคนไม่เลือกทำ เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย

ส่วนปถุชน ผลที่ได้คือ สังสารวัฏ เหตุปัจจัยจากอวิชชา(ไม่แจ้งอริยสัจ 4)

 
ท้องฟ้า มีกว้างใหญ่ ก็ว่ากว้างแล้วนะ
จักรวาล ก็ว่ากว้างใหญ่ยิ่งกว่าแล้วนะ
ยังไม่บรรจุพอที่จะใส่ภาพอดีตชาติให้มองเห็น

Previous Older Entries

กันยายน 2019
พฤ อา
« ส.ค.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: