กรรมของใคร ของคนนั้น

เล่าให้เจ้านายถึงเรื่องสภาวะต่างๆ
บอกกับเขาว่า เรื่องคำอธิบายในคำเรียกต่างๆ

หากบอกเล่าเรื่องราว ที่มาของคำเรียกนั้นๆ ที่มีเหตุปัจจัยให้ได้รู้
ก็ต้องบอกเล่าเรื่องราวสภาวะด้วย

ทีนี้ผู้ที่มีเหตุปัจจัยต่อกัน เคยกระทำกรรมาร่วมกัน
มาชาตินี้ มาพบเจอกันอีก ถึงจะเป็นโลกโซเชี่ยลก็ตาม

หากเคยสร้างเหตุเคยว่ากันมา
กรรมนั้นๆยังไม่มีการอโหสิกรรม
ก็มาสร้างให้เป็นกรรมใหม่ เกิดขึ้นอีก(ว่ากัน)

หากเคยสร้างเหตุให้มาฟังกัน
มาชาตินี้ ก็มีเหตุให้มาฟังกันอีก

.

อันตัวเราเอง หากไม่หยิบยกคำจากที่อื่นๆมาเป็นตย.
แล้วนำมาชี้ว่า เป็นแบบนี้ แบบนั้น
ตามที่เราได้พบเห็นมา ขณะเป็นสมาธิ

.

เมื่อเราเองยังมีสร้างเหตุตรงนี้อยู่
เราวิพากย์ วิจารณ์เขา เขาย่อมมวิพากย์ วิจารณ์เรา
ไม่ว่าจะกระทำด้วยเหตุปัจจัยใดก็ตาม

เรามีเหตุผลในการกระทำนั้นๆ
เขาเองก็มีเหตุผลที่กระทำนั้นๆเช่นกัน

เมื่อเห็นผลกระทบกลับมา(กรรมและผลของกรรม)
ก็ค่อยๆละมาเรื่อยๆ หลีกเลี่ยงการเอ่ยเจาะจง
ใช้วิธีการนำคำอธิบายนั้นๆมาอย่างเดียว
ไม่มีการเขียนที่มาแบบก่อนๆว่าเป็นของใคร

ขึ้นชื่อว่า มีเหตุ ผลย่อมมีอยู่

ตรงนี้ไม่ได้เล่าให้เจ้านายฟัง

.

มีหลายครั้งเหมือนกัน ที่เขียนไว้ว่า
จะไม่เขียนบอกเล่าเรื่องราวสภาวะ
(แต่ตอนนั้นมีบุคคลอื่นเกี่ยวข้อง)

ทีนี้เวลาอธิบายสภาวะของคำเรียกต่างๆ
จำเป็นต้องบอกเล่าที่มาของการรู้ชัดในสภาวะของคำเรียกนั้นๆ

เมื่อคิดพิจรณาดังนี้แล้ว
สัญญาต่างๆที่มีเกิดขึ้นในแต่ละขณะๆ
สั้นบ้าง(บางวัน) ยาวบ้าง(หลายวัน)
หรือไม่มีเกิดขึ้นเลยอาจจะวันเดียว หรือหลายๆวัน

ที่ไม่โพสอะไรเกี่ยวกับสภาวะต่างๆ บางครั้งเงียบหายไป
เพราะสัญญาเกี่ยวกับพระธรรมคำสอน ไม่มีเกิดขึ้น

รู้สึกเฉยๆนะ บางวันเงียบสงบ บางวันสัญญากระจาย
เวลาที่มีเกิดขึ้นนานพลอยทำให้เกิดความรำคาญ
เพราะไม่ได้อยากรู้อะไรอีก

สิ่งที่ควรจะรู้ ที่เป็นหัวใจพระธรรมคำสอน ก็รู้จนหมดสิ้นแล้ว
รายละเอียดอิ่นๆ ที่ไม่ใช่เรื่องการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์
จะรู้ไปทำไม เช่นเรื่อง พระอรหันต์ ประเภทปัญาวิมุติอะไรเงี้ย

ไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องรู้ เพราะไม่เคยคิดสอนใคร นิดเดียวก็ไม่มี
เอาตัวเองให้ไปรอดตลอดฝั่งดีกว่า ทำไมต้องแบกอะไรๆไปด้วย
นี่ คิดแบบนี้นะ รู้สึกแบบนี้ เรื่องพวกนี้ไม่ใช่สาระ

.

อีกอย่าง เวลาสัญญาเกิด จะมีเกิดขึ้นเฉพาะเวลาที่จิตเป็นสมาธิ
หากไม่เป็นสมาธิ ไม่เคยมีเกิดขึ้น

จะให้คิดพิจรณาเองน่ะรึ
ฝันไปเถอะ ก็ไม่ได้อยากรู้อะไรนี่ คิดไปทำไม

เสียเวลาค้นหา หาไปก็เท่านั้น
เดี๋ยวก็นำมาตีความเข้าข้างตามทิฏฐิของตน

.

นี่เจอมาหมดแล้วนะ ถึงได้กล้าพูดแบบนี้
เวลาจิตวิตกวิจารณ์เรื่องอะไรขึ้นมา
แค่รู้ว่ามีเกิดขึ้นอย่างเดียว ไม่ไปค้นหา

.
เมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม
จะมีเหตุให้เจอพระธรรมคำสอน อธิบายคำเรียกนั้นๆ
โดยไม่ต้องมาคิดว่า ใช่หรือไม่ใช่

.
ประมาณว่า ไม่มีความเที่ยงแท้แน่นอน จึงไม่เกิดความอยากรู้อะไรๆ
เพราะรู้ดีกว่า ถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม

ถึงไม่ได้อยากรู้อะไร
เดี๋ยวมีเหตุปัจจัย ให้รู้ชัดในคำเรียกต่างๆ
ที่มีปรากฏอยู่ในพระธรรมคำสอน

.

สิ่งที่รู้แล้ว มีเกิดขึ้นในตนแล้ว
และสิ่งที่ยังไม่รู้ ก็ไม่เคยขวนขวายที่จะรู้

.

ไม่ได้มี ไม่ได้เป็นอะไรในสมมุติทั้งสิ้น
ที่ทำความเพียรทุกวันนี้ มีจุดประสงค์เดียว
คือ กระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์(ภพชาติของการเกิด) ที่มีอยู่

ถึงแม้จะดับไม่ได้โดยสิ้นเชิงทันที
แต่ไม่เคยท้อถอยยังคงเพียรละเนืองๆ
หยุด มากกว่าสานต่อ

บางวันมีพลาดพลั้ง แค่รู้ว่า เหตุมี ผลย่อมมี
เวลารับผล ก็แค่รู้ว่า ไม่มีเหตุ ผลจะมาจากไหน

บางครั้ง มีภาพผุดขึ้นมา เหมือนดูหนังเงียบ
บอกถึงเรื่องราว

ที่มีผลเป็นแบบนี้ๆ เพราะเคยกระทำกรรมใดไว้
เป็นเรื่องในปัจจุบันชาตินี้แหละ ที่ลืมไปหมดแล้ว

เพียรละเนืองๆ
ถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม ไม่ต้องเพียรละอีกต่อไป

เหมือนสภาวะในอดีต กระทบปุ๊บ รู้ปั๊บ ดับทันที
โดยไม่ต้องใช้เรี่ยวแรง

จากที่เคยเจอมา ของแบบนี้มันเสื่อมได้

ไม่เหมือนการเพียรละ ในปัจจุบันที่ทำอยู่
ค่อยๆเบาบางลงไปตามเหตุปัจจัย
จนกระทั่งดับไม่มีเหลือในที่สุด

เชื่อมั่นในภาวะจิตดวงสุดท้าย(วิโมกข์ ๓)
เป็นคำตอบของทุกๆคำตอบ(เหตุปัจจัยของการเกิด)

ไม่ควร

คำว่า ไม่ควร ที่เกี่ยวกับ
การกระทำเพื่อละเหตุแห่งทุกข์
.
ไม่ควรประมาณในบุคคลอื่น
เพราะกรรมและการให้ผลของกรรม
เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล จึงไม่ควรประมาณในผู้อื่น
.
ชีวิตของแต่ละคน มีความเป็นไปอย่างไร
ขึ้นอยู่กับการกระทำของบุคคลนั้นๆ
ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับผู้อื่นไปตัดสินว่า
ทำกรรมแบบนี้ ต้องได้รับผลแบบนั้นๆ
ซึ่งไม่ใช่ ตามความเป็นจริงของบุคคลนั้น
การประมาณบุคคลอื่น
เป็นการทำลายมรรค มีองค์ ๘
========
ตรัสกับพระอานนท์ปรารภเหตุนางมิคสาลากล่าวแย้งพระพุทธเจ้า
เรื่องการพยากรณ์ความเป็นอริยบุคคล
ระหว่างบิดาของตนเองผู้ประพฤตพรหมจรรย์
และเพื่อนของบิดาผู้ไม่ได้ประพฤติพรหมจรรย์
แต่พระพุทธเจ้าพยากรณ์ทั้ง ๒ บุคคลว่า
เป็นสกทาคามีได้กายดุสิตเหมือนกัน.
อานนท์ ! … เพราะกระแสแห่งธรรมย่อมถูกต้องบุคคล
ใครเล่าจะพึงรู้เหตุนั้นได้ นอกจากตถาคต.
อานนท์ ! เพราะเหตุนั้นแหละ
เธอทั้งหลาย อย่าได้เป็นผู้ชอบประมาณในบุคคล
และอย่าได้ถือประมาณในบุคคล
เพราะผู้ถือประมาณในบุคคลย่อมทำลายคุณวิเศษของตน
เราหรือผู้ที่เหมือนเราพึงถือประมาณในบุคคลได้.
-บาลี ทสก. อํ. ๒๔/๑๕๐/๗๕.
.
หมายเหตุ;
ทำลายคุณวิเศษของตน
หมายถึง มรรค มีองค์ ๘
=============
.
สภาวะที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้
.
สติ ความระลึกได้ ถึงพระธรรมคำสอน(ที่ผุดขึ้นมา)
จะเป็นตัวบอก
หรือเป็นภาพต่างๆผุดขึ้นมา
แสดงให้เห็นถึง กรรมและผลของกรรมที่เคยกระทำไว้
(เราเคยว่าเขา/ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เขาจึงว่าเรา)
เช่น เมื่อคำพูดหรือการโพสใดๆก็ตาม
ถึงแม้จะเป็นธรรมะก็ตาม
ถ้ามีการเอ่ยถึงบุคคลอื่น
ประมาณว่า อย่างงั้น อย่างงี้
นี่เป็นการประมาณในบุคคลอื่น
คือ บุคคลกระทำกรรมเช่นใด
เขาเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นๆ ตามความเป็นจริง
เพราะความไม่รู้ที่อยู่ จึงนำกรรมของผู้อื่น
มาสร้างให้เป็นกรรมใหม่ มีเกิดขึ้นอีก
ทุกสิ่งไม่เที่ยง แปรปรวนตลอดเวลา
ทุกข์ ความบีบคั้น ความทนอยู่ได้ยาก
ทุกข์มาก ทุกข์น้อย ขึ้นอยู่กับความถือมั่นที่มีอยู่
อนัตตา ไมได้เกิดจากการดลบันดาลจากใครๆให้มีเกิดขึ้น
เกิดเพราะเหตุ ดับเพราะเหตุ
ไม่ว่าจะมีเราหรือไม่มีเราเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ก็ตาม
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมดำเนินไปตามเหตุและปัจจัยของสิ่งๆนั้นอยู่แล้ว
.
หากตัณหามีกำลังมากกว่าสติ
เพราะอวิชชาที่มีอยู่
จึงหลงกระทำตามตัณหาที่มีเกิดขึ้น
ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ
จึงควรทำความเพียร(สมถะ-วิปัสสนา)
ต่อเนื่องเพราะเหตุนี้
.
ความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่น ไม่หวั่นไหว ในพระพุทธเจ้า ว่า
“เพราะเหตุอย่างนี้ ๆพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ไกลจากกิเลส
ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ
เป็นผู้ไปแล้วดว้ยดี เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง
เป็นผู้สามารถฝึกคนที่ควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า
เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ด้วยธรรม
เป็นผู้มีความจำเริญ จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์” ดังนี้.
..
มีตนเป็นที่เกาะ
โดยการเจริญสมถะและวิปัสสนา
.
มีธรรมเป็นที่เกาะ มีความศรัทธาหยั่งลงมั่นในพระธรรม
มีสติ ระลึกรู้ ถึงกรรมที่ได้กระทำลงไปด้วยความประมาที่มีอยู่
พระธรรมคำสอน ที่ผุดขึ้นมา เป็นตัวบอกว่า ประมาทในเรื่องอะไร
บางครั้ง เป็นภาพผุดขึ้นมา
ให้รู้ว่า ผลของกรรมนี้ๆ เกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัย
จึงเป็นปัจจัยให้ ตั้งใจเพียรละเนืองๆ ในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
และเชื่อมั่นว่า เมื่อถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม
ย่อมอยู่ท่ามกลางของสิ่งที่มีเกิดขึ้น(โลกธรรม ๘) ได้อย่างปกติ
โดยดูตัวอย่างจาก พระอริยสาวกในสมัยพุทธกาล
.
.
การกระทำให้ดู ให้เห็น เป็นตัวอย่าง
ดีกว่าการสร้างกรรมทางกาย วาจา(สอนผู้อื่น)
เพราะตราบใดที่อวิชชายังมีอยู่
ภพชาติของการเกิด ย่อมมีอยู่
เอาตัวเองยังไม่รอด
จึงไม่เคยคิดจะสอนใคร
.
.
ยิ่งใครมาเรียก อาจารย์
มานะ นี่พองหรา ตัวกู ของกู อย่างกับงูพิษ
พร้อมฉกตัวเองและผู้อื่นได้ทุกเมื่อ
.
คิดถึงภพชาติของการเกิดแล้ว
ขนพองสยองเกล้า
เพราะรู้รสชาติของภพชาติการเกิดว่า
มีเกิดขึ้นได้อย่างไร
จึงไม่มีมีความคิดเกิดขึ้นแม้แต่นิดเดียว
ในการที่จะสอนใครๆ
พูดง่ายๆ วิสัยของความเป็นครู ข้าพเจ้าไม่มี
.
.
เมื่อมีผู้มาขอแนะนำ
คำแนะนำที่จะบอกเป็นส่วนมาก
จะเป็นเรื่องของ การทำความเพียร(สมถะ-วิปัสสนา)
ที่คนๆนั้น เป็นผู้เลือกรูปแบบเอง
แต่เราจะเล่าให้ฟังว่า กว่าจะมาถึงในวันนี้
เริ่มต้นจากการปฏิบัติแบบไหน
ซึ่งไม่ต่างจากการเริ่มต้นของคนอื่นๆ
.
และโยนิโสมนสิการ
นี่จะเน้นมาก เพราะหากทำได้
เห็นผลไวกว่า การเจริญสมถะ-วิปัสสนา
ในแง่ของ การเพียรเพื่อละเหตุแห่งทุกข์ ในระดับหนึ่ง
เป็นเรื่องของ กรรม ผลของกรรม กรรมเก่า กรรมใหม่
.
หากต้องการให้ผลยิ่งๆขึ้นไป
ต้องเจริญสมถะ-วิปัสสนา
ส่วนการให้ผลนั้น คาดเดาไม่ได้
เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยที่มีอยู่
และที่ทำให้มีเกิดขึ้นใหม่
ที่แน่ๆ หากทำจริง
ย่อมได้รับผลตามที่กระทำนั้น แน่นอนที่สุด

ความไม่รู้กับสรวมหัวโขน

ความไม่รู้คู่กับการสรวมหัวโขน(โลกธรรม ๘)

บางคนอ่านแล้ว อาจจะตีความตามทิฏฐิของตน

.

ความไม่รู้คู่กับการสรวมหัวโขน(โลกธรรม ๘)

หมายถึง ตราบใดที่ยังมีอวิชชา(ความไม่รู้)
ย่อมคู่กับ การสรวมหัวโขน

กล่าวคือ ตกอยู่ในวังวนของโลกธรรม ๘

ตัวข้าพเจ้าเอง ก็ยังคงเป็นเช่นนั้น
เพียงแต่ ข้าพเจ้าเพียรละ มากกว่าสานต่อ ให้มีเกิดขึ้นอีก

ในปัจจุบัน ข้าพเจ้ารู้ทันปัจจุบันธรรม มากขึ้น
การเพียรละ ไม่ต้องใช้เรี่ยวแรง
ในการอดทน อดกลั้น กดข่มใจเหมือนก่อนๆ

อาจจะมีความประมาทพลาดพลั้งบ้าง
ที่รู้ว่าประมาท เพราะจะมีครุ่นคิดถึงสิ่งที่ได้กระทำลงไป

บางครั้งมีคำตอบให้กับตัวเอง
เป็นภาพเรื่องราวนั้นๆผุดขึ้นมา
เรื่องของกรรมและการให้ผลของกรรม

.

ตัวหนังสือ แก้ไข ปรับเปลี่ยนเขียนใหม่ได้
ถึงแม้กรรมนี้จะให้ผลก็ตาม
(เราว่าเขา เขาว่าเรา เรื่องธรรมดา)

เมื่อรู้ว่า เหตุเกิดจากตรงไหนๆ
ก็ค่อยๆละตรงนั้น ไม่ได้ลำบากอะไร
เพราะรู้แล้วว่า เกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัย

ตัวหนังสือ ก็แค่ตัวหนัง
ไม่เหมือนตัวตน คนจริงๆ

.

สำหรับผู้ไม่รู้ชัดในผัสสะ

การกระทำทางกาย วาจา
ที่กระทำลงไปตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต

กรรมตรงนี้ ร้ายแรงกว่า
เพราะเป็นการสร้างกรรมใหม่ ให้มีเกิดขึ้นอีก
จะกลับไปแก้ไขใหม่ ก็แก้ไม่ได้

เวลากรรมส่งให้รับผล
เมื่อไม่รู้ชัดในผัสสะที่มีเกิดขึ้น
ย่อมสานต่อ ให้กลายเป็นการสร้างกรรมใหม่
ให้มีเกิดขึ้นอีกเนืองๆ

คือ ไม่ใช่แค่ไม่กี่ครั้ง
แต่กระทำบ่อยๆ คือ เนืองๆ

เพื่อความไม่ประมาท

กำลังหาคำว่า เพราะเห็น(อริยสัจ) ด้วยปัญญา
ที่ได้ลบทิ้งไป โดยไม่ได้เซฟเก็บไว้

เหตุที่หา เพราะจะนำมาเขียนใหม่ว่า
คำว่า เพราะเห็น ด้วยปัญญา
ปัญญาในที่นี้หมายถึงสภาวะใด

เพราะหากนำมาอธิบายตามคำวงเล็บว่า
เพราะเห็น(อริยสัจ) ด้วยปัญญา

เท่ากับเป็นการตีความขัดกับพระธรรมคำสอน
ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้เกี่ยวกับบุคคล 7 จำพวก
“อาสวะทั้งหลายหรืออาสวะนั้นๆ ของผู้นั้นสิ้นไป
เพราะเห็น ด้วยปัญญา”

.

อาสวะทั้งหลายสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา
การที่วงเล็บบอกว่า การเห็นนั้นๆ หมายถึงเห็นอริยสัจ

การที่จะรู้ชัดว่า อาสวะทั้งหลายหรืออาสวะนั้นๆสิ้นไป
เป็นเรื่องของ ปัจจเวกที่มีเกิดขึ้น(ความรู้ชัดในผัสสะ)
คนละเรื่องกับอริยสัจ ๔

และการเห็นด้วยปัญญา
ในที่นี้หมายถึง ไตรลักษณ์

หากไตรลักษณ์ไม่มีเกิดขึ้น
จะรู้มั๊ยว่า กิเลสที่มีอยู่ตามความเป็นจริงนั้น
มันเกิดขึ้นในลักษณะอาการแบบไหน

อาสวะหรือกิเลสต่างๆ
จะรู้ได้ ต้องอาศัยสภาวะไตรลักษณ์ที่มีเกิดขึ้น
ความยึดมั่นถือมั่น ในตัวกู ของกูที่มีอยู่
เป็นตัวคำตอบ

.

“ทำได้พอประมาณในส่วนปัญญา”

นี่ก็ ไตรลักษณ์.

.

.

“ย่อมทำให้แจ้งชัดซึ่งบรมสัจจะด้วยกาย
และย่อมแทงตลอดเห็นแจ้งบรมสัจจะนั้นด้วยปัญญา.”

นี่คือ สมถะ-วิปัสสนา
ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ชัดเจน

ความเบื่อหน่าย

คลาดแคล้วอุปกิเลส
การทำความเพียร
เพราะเบื่อการตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย
ไม่มีจุดประสงค์อื่นๆ จึงทำให้คลาดแคล้วอุปกิเลส
บางครั้งอาจมีเกิดขึ้นบ้าง แต่ไม่นาน
เพราะความเบื่อหน่าย มีกำลังมากกว่าตัณหา
มากกว่าความอยากมี อยากเป็นนั่นนี่
เมื่อรู้ว่า ทำอย่างไร จึงจะพ้นการเวียนว่ายตายเกิด
ยิ่งรู้ชัด ยิ่งเกิดกำลังใจ เพียรเพื่อละ

เห็นแล้ว…

สภาวะเก่าๆ ที่เคยเขียนไว้

การอธิบายความ ลักษณะที่มีเกิดขึ้น
ของคำเรียกหลายๆคำเรียก ต้องแก้ใหม่

เรื่องการบันทึกเรื่องราวสภาวะ
ไม่คิดว่าจะมีคนสนใจอ่าน

คิดว่า หลายๆคนที่เข้ามาอ่าน
คงไม่รู้ว่า เป็นการจดบันทึกสภาวะ
ที่พบเจอ ขณะทำความเพียร

คำเรียกหรือการอธิบายรายละเอียดต่างๆ
เรารู้แค่ไหน จะเขียนตามที่เข้าใจ ณ ขณะนั้นๆ
ไม่มีใจคิดที่จะสอนใคร

ตอนแรก ว่าจะกลับไปแก้ไขสิ่งที่ขีดเขียนไว้
โอ้ มันเยอะมาก เพราะเริ่มต้นจากความไม่รู้มาก่อน
แล้วมีเหตุปัจจัยให้ ค่อยๆรู้ชัดในรายละเอียดอื่นๆ
จนสมบูรณ์ในที่สุด

ไม่ได้รู้ทีเดียวจบ
เป็นเพียงสัญญา รู้ทีละนิด
จนหมดที่จะรู้ (ไม่มีสัญญานั้นๆเกิดขึ้นอีก)

นั่นแหละ ความสมบูรณ์
ในการอธิบายลักาณะอาการที่มีเกิดขึ้นของคำเรียกนั้นๆ

ถ่ายเทสมาธิ

เดี๋ยวนี้ กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น มีมากกว่าเมื่อก่อน
มามีมามะ มาไวๆ
เรากำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนบนโซฟา(โซฟาปรับเอนนอนตามนน.ตัวได้)
เจ้านายกำลังนั่งทำงานอยู่

เราบอกว่า มามีมามะ มาไวๆ
เขาเลิกทำงานทันที รู้ว่าเราเรียกเพราะอะไร

เขานอนที่โซฟาอีกตัว ที่อยู่ติดกัน
แล้วเอาขาข้างหนึ่งมาก่าย

วึ่บๆๆๆ สมาธิไหลไปที่เขา
เขาบอกว่า สมาธิดีมากเลย

เราบอกว่า เดี่ยวนี้สมาธิมีกำลังมากกว่าเมื่อก่อน
เราไม่อยากรู้เห็นอะไรอีกแล้ว มาช่วยถ่ายเทไป

ประกาศอีกครั้ง

บทความที่เขียนไว้ทั้งหมด เป็นการจดบันทึกสภาวะที่ตนเองได้พบเจอมา ขณะกำลังทำความเพียร

สำหรับข้อมูลเก่าๆ ในปีก่อนๆโน้น มีผู้ไม่รู้อีกมากมาย

นำบทความเก่าๆ ไปวิพากย์ วิจารณ์กัน อันนั้นให้อภัยสำหรับผู้ไม่รู้

หากรู้แล้ว จะไม่กระทำกันแบบนั้นอย่างเด็ดขาด

การที่พูดเองเออเอง ตัดสินใจปรุงแต่งกันเอง และไม่รู้ที่มาที่ไป ของบล็อกนี้

การกระทำดังกล่าว จึงเป็นการสร้างกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีกของผู้นั้น นี่แหละความไม่รู้

ทั้งๆที่เคยเขียนบอกไว้แล้วว่า ข้อมูลเก่าๆ ที่เกี่ยวกับสภาวะต่างๆ อย่าไปอ่าน

ถ้าจะอ่าน ในอ่านของปีปัจจุบัน นี่คือ สภาพธรรมตามความเป็นจริง

เรื่องราวในอดีต ให้ดูเรื่อง การทำความเพียร ไม่ใช่ไปดูว่า เขียนอะไร ยังไง อะไรแบบนั้น

หาสาระใดๆไม่ได้เลย แทนที่จะเกิดประโยชน์ กลับกลายเป็นโทษสำหรับผู้ที่เข้ามาอ่านแล้วนำไปวิพากย์ วิจารณ์

อย่ากระทำลับหลังแบบนั้น

สงสัยอะไร ถามกันต่อหน้า

 

แล้วประเภทที่เข้ามาแสดงความคิดเห็น โดยลอกตำรามา  ต้องอย่างงั้นอย่างงี้

ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ มีเกิดขึ้น ก็ยังไม่รู้สึกตัว

ข้าพเจ้าได้แต่มองแบบปลงอนิจจัง มีแต่เรื่องนอกแนว  หาใช่พระธรรมคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ไม่

 

 

 

 

 

 

เคลียร์บทความเก่าๆ

บางทีไปอ่านเจอ คนที่นำบทความเก่าที่ได้เคยเขียนไว้ แล้วนำไปวิพากย์วิจาณ์

เวลามอง ใจก็คิด นี่แหละความไม่รู้

ทั้งๆที่เราเคยเขียนไว้ชัดเจนแล้วว่า ให้อ่านปัจจุบัน เรื่องราวเก่าๆ ไม่ต้องไปอ่าน

เรื่องราวสภาวะที่เขียนอยู่นี่ เป็นการเขียนตามความเป็นจริง

สำหรับผู้ไม่รู้ ก็คือไม่รู้ หลงนำไปสร้างใหม่ให้มีเกิดขึ้นกันอีก น่าเห็นใจจริงๆ

ตัวกูรู้นี่ มันยิ่งใหญ่นะ เพราะอวิชชาแท้ๆ

จึงหลงกระทำตามตัณหาความทะยานอยาก คนอื่นผิด กูถูกอยู่คนเดียว

เมื่อคิดพิจรณาแล้ว เห็นว่า สภาวะเก่าๆที่เคยเขียนไว้ เป็นภัยต่อผู้ไม่รู้

เริ่มกลับมาทะยอยลบทิ้งไป อย่างน้อยๆ เป็นการช่วยไม่ให้ตัวเองเป็นภัยต่อผู้อื่น

ในการที่เขาเหล่านั้น นำสภาวะเก่าๆที่เคยเขียนไว้ ไปสร้างเหตุแห่งทุกข์ให้มีเกิดขึ้นใหม่กับพวกเขาเหล่านั้น

สัมมาสมาธิ

ถ้าจะฟังเรื่อง สมาธิ
จากมิจฉาสมาธิ เป็นสัมมาสมาธิ
ให้ฟัง หลวงพ่อ พุธ ฐานิโย


ถ้าจะศึกษาเรื่อง สัมมาสมาธิ
ให้ศึกษาพระธรรมคำสอน ในพระไตรปิฎก
ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนพระโมคคัลานะ
ลักษณะเด่นของสัมมาสมาธิ “ธรรมเอกผุด”

ในโมคคัลลานสังยุตต์ พระไตรปิฎกฉบับหลวง
เล่มที่ ๑๘ ข้อที่ ๕๒๓ หน้า ๒๘๓

สัมมาสมาธิ

เมื่อสัมมาสมาธิเกิด
(สมาธิที่มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้นร่วมด้วย)

เป็นเหตุปัจจัยให้ วิญญาณ/ธาตุรู้ มีเกิดขึ้น
(ธรรมเอกผุด ลักษณะที่เด่นชัดของสัมมาสมาธิ)

เป็นเหตุปัจจัยให้ รู้ชัดในลักษณะอาการ
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของ
คำที่เรียกว่า รูปฌาน ได้แก่

……

ปฐมฌาน
จงดำรงจิตไว้ในปฐมฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในปฐมฌาน
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในปฐมฌาน

……

ทุติยฌาน
จงดำรงจิตไว้ในทุติยฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในทุติยฌาน
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในทุติยฌาน

…..

ตติยฌาน
จงดำรงจิตไว้ในตติยฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในตติยฌาน
จงตั้งจิตไว้ในตติยฌาน

….

จตุถฌาน
จงดำรงจิตไว้ในจตุตถฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในจตุตถฌาน
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในจตุตถฌาน

กล่าวคือ เข้าออกสมาธิโดยความชำนาญ
รู้ชัดในลัษณะอาการที่มีเกิดขึ้นของ ผัสสะ
ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิใน รูปฌาน

….

อรูปฌาน ได้แก่

อากาสานัญจายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในอากาสานัญจายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ในอากาสานัญจายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
อากาสานัญจายตนฌาน

…..

วิญญาณัญจายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในวิญญาณัญจายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นใน
วิญญาณัญจายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
วิญญาณัญจายตนฌาน

….

อากิญจัญญายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในอากิญจัญญายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นใน
อากิญจัญญายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
อากิญจัญญายตนฌาน

….

เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
จงดำรงจิตไว้ในเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นใน
เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

จงตั้งจิตไว้ให้มั่นใน
เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

….

อนิมิตตเจโตสมาธิ
จงดำรงจิตไว้ในอนิมิตตเจโตสมาธิ

จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในอนิมิตตเจโตสมาธิ
จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในอนิมิตตเจโตสมาธิ

หมายเหตุ;

อนิมิตเจโตสมาธิ หมายถถึง นิโรธสมาบัติหรือสัญญาเวทยิตนิโรธ

ขณะที่กำลังเกิดสภาวะสัญญาเวทยิตนิโรธ
กายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร ดับทั้งหมด

….

สัมมาวิมุติ

สุญญตสมาธิ
อนิมิตตสมาธิ
อัปปณิหิตสมาธิ

ได้แก่ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เมื่อกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)
ความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

กระทำไว่ในใจ ไม่สร้างเหตุออกไป(กาย วาจา)
ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

ชั่วขณะจิต จิตที่เกิดการปล่อยวาง
จาก ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

จิตย่อมตั้งมั่น
สุญญตสมาธิ
อนิมิตตสมาธิ
อัปปณิหิตสมาธิ

จึงมีเกิดขึ้น ตามควาเป็นจริง

เป็นที่มาของ คำเรียกเหล่านี้

ขณิกสมาธิ ที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดวิปัสสนาสมาธิ
และวิปัสสนาเจโตสมาธิ(ฌาน)

สัมมาสมาธิ มีลักษณะเจาะจง มีความเด่นชัด
ในลักษณะของสัมมาสมาธิ ได้แก่ ธรรมเอกผุด

ลักษณะที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของคำที่เรียกว่า ธรรมเอกผุด ที่มีเกิดขึ้นขณะจิตเป็นสมาธิ
ในสัมมาสมาธินั้น หมายถึง วิญญาณ/ธาตุรู้

เมื่อมีธรรมเอกผุด หรือวิญญาณ/ธาตุรู้เกิดขึ้น
เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความรู้ชัดในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น
ทุกขณะ ในแต่ละขณะ(ผัสสะ) ที่จิตเป็นสมาธิอยู่
ที่มีเกิดขึ้นในรูปเฌาน อรูปฌาน
ฌานสมาบัติและนิโรธสมาบัติ

กล่าวคือ
สิ่งที่เกิดขึ้น กับใจที่รู้อยู่

ที่เกินจากนั้น
ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่

เมื่อกำหนดรู้
อุปกิเลสต่างๆ ย่อมมีเกิดขึ้นไม่ได้

….

ที่มาของพระธรรมคำสอน ที่มีชื่อเรียกว่า วิโมกข์ ๘
ที่มีร่องรอยปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก

[๖๖] ดูกรอานนท์ วิโมกข์ ๘ ประการเหล่านี้ ๘ ประการเป็นไฉน คือ

๑. ผู้ได้รูปฌาน ย่อมเห็นรูป
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๑

๒. ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปในภายใน
ย่อมเห็นรูปในภายนอก
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๒

๓. ผู้ที่น้อมใจเชื่อว่า กสิณเป็นของงาม
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๓

๔. ผู้บรรลุอากาสานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า
อากาศหาที่สุดมิได้

เพราะล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆสัญญา
เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา โดยประการทั้งปวง
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๔

๕. ผู้ที่บรรลุวิญญาณัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่า
วิญญาณหาที่สุดมิได้

เพราะล่วงชั้นอากาสานัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง
เป็นวิโมกข์ที่ ๕

๖. ผู้ที่บรรลุอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า
ไม่มีอะไร

เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๖

๗. ผู้ที่บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ
เพราะล่วงอากิญจัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๗

๘. ผู้ที่บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ
เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง
นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๘

Previous Older Entries

มิถุนายน 2017
พฤ อา
« พ.ค.    
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: