คำเรียกเดียวกัน แต่คนละความหมาย

30 เมย. 18

คำเรียกเดียวกัน แต่คนละความหมาย

.

คำว่า กำหนด ที่เราใช้พูดประจำนั้น
หมายถึง โยนิโสมนสิการ ได้แก่ ดูตามความเป็นจริง รู้ตามความเป็นจริง ของสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด ให้กำหนดรู้
รู้สึกนึกคิดอะไร หรืออย่างไร ให้กำหนดรู้

ไม่ใช่กำหนดรู้หนอ เห็นหนอฯลฯ อะไรแบบนั้น
พอมาพูดคุยกัน ก็เลยกลายเป็นคุยคนละเรื่อง
พูดยังไง ก็ไม่ลงรอยเดียวกันสักที

ปฏิบัติมาหลายปี ไตรลักษณ์ไม่เคยเห็นแบบแจ่มแจ้งแก่ใจ
แล้วจะทำให้เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัดได้อย่างไร

.

สำหรับผู้ปฏิบัติ วันนี้ปฏิบัติ สภาวะที่เกิดขึ้นเป็นแบบไหน จดจำไว้
วันต่อๆไปในแต่ละวัน จะเหมือนเดิม ไม่เหมือนเดิม รายละเอียดแตกต่างกันไป
หากกำหนดรู้ตามความเป็นจริง จะเห็นว่า สภาวะแต่วันมีเปลี่ยนแปลง
บางครั้งดูเหมือนเดิม แต่มีรายละเอียดแตกต่างกัน

เมื่อทำแบบนี้เนืองๆ กำหนดรู้เนืองๆ
ไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ย่อมประจักษ์แจ้งแก่ใจขึ้นมา
ที่ไตรลักษณ์ไม่ปรากฏให้เห็น เพราะมัวแต่ไปกำหนดผิดที่ ไปรู้หนอ เห็นหนอ
บริกรรมแค่ปาก แต่ไม่ลงไปถึงใจ คือไม่มีการจดจำ แค่มีเกิดขึ้นแล้วปล่อยให้ผ่านไป

.

บางคนยึดติดความรู้ ความเห็นเดิมๆที่เคยมี
พูดอะไรไป ก็วกกลับไปเรื่องเดิมๆ สภาวะเดิมๆ
พูดตามตรง ก็กลัวจะไม่ถูกใจเขา พูดอ้อมๆ เขาก็ไม่เข้าใจ
ความสนิทกันนี่ไม่ดีเลยนะ เพราะทำให้เกิดความเกรงใจกัน
ทำให้ต้องรักษาน้ำใจกัน

ไม่เหมือนกับผู้ปฏิบัติคนอื่นๆ ที่รู้จักกันเพราะเรื่องปฏิบัติ
ที่เขามาขอคำแนะนำ แล้วเราใยังคงห้คำแนะนำอยู่
อันนั้นพูดตามความเป็นจริงได้ ไม่ต้องเกรงใจกัน

สภาวะที่เกิดจากสมาธิ ไม่ใช่ความวิเศษหรือพิเศษอันใดเลย
มันเป็นเรื่องปกติ เป็นความปกติที่มีเกิดขึ้นจากผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง

จะสันตติขาด ฆนบัญญติแตก ให้รู้ชัดขนาดไหน
จะเกิดความรู้ชัดขึ้นมาในใจ อยู่ในอิริยาบทไหน กระทบรู้ขึ้นมาในใจ
สิ่งเหล่านี้ ยังไม่สามารถนำมากระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ได้
เป็นแค่เรื่องปกติของสภาวะเท่านั้นเอง ตัวปัญญายังไม่เกิดเลย

กำหนดตั้งแต่หยาบ ยืน เดิน นั่ง นอน
จนถึงอิริยาบทย่อย กิน ดื่ม ถ่ายฯลฯ
ทำมานานแค่ไหน ไตรลักษณ์เป็นแค่เงา
ควรพิจรณาได้แล้วว่าเพราะอะไร
มันไม่ใช่เรื่องการทำไม่ต่อเนื่อง
แต่เป็นเพราะติดกับดักคำเรียก “กำหนดรู้หนอ เห็นหนอฯลฯ”
รู้หนอ เห็นหนอ ไม่ได้ผิดอะไรด้วย แต่ตัวผู้ปฏิบัติถือมั่นเอง
ติดกับดักสภาวะเดิมๆ ที่เป็นเรื่องของสภาวะที่เกิดจากจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
สภาวะมาสอนความไม่เที่ยง แต่ไม่รู้ไม่เห็น เพราะอโยนิโสมนสิการ

Advertisements

ใบไม้ในป่ากับใบไม้ในกำมือ

26 เมย. 18

ตอนที่ยังไม่รู้
เหมือนใบไม้ในป่า

เมื่อรู้ชัดถึงที่สุดแห่งทุกข์
เหลือแค่ใบไม้ในกำมือ

 

27 เมย. 18

อสุภะ

สมัยก่อน เคยถามพระครูภาวนาว่า การกำหนดอสุภะ ต้องทำยังไง

ท่านบอกว่า ไม่ต้องย้อนกลับไป สภาวะคุณเลยมาแล้ว
ตอนนั้นฟังแบบงงๆ แต่ไม่ได้ถามอะไรท่านต่อ

.

เช้านี้ เล่าให้เจ้านายฟังว่า เมื่อคืนฝันเห็นเรื่องราว นี่หลายชาติมาแล้วนะ พอจะคบกับใครสักคน แค่เริ่มจะชอบกลับอีกฝ่าย ทิ้งหมดเลยนะ ไม่เอาสักคนเดียว เมื่อคืนในฝันก็เช่นกัน

มีช่วงหนึ่ง เห็นร่างกายตัวเองแตกปริ เนื้อภายในฉีก เห็นตัวพยาธิตัวยาว ไชอยู่ในเนื้อเต็มไปหมด ความรู้สึกตอนนั้น รู้สึกเฉยๆ

หาเนื้อสดมาแปะตามร่างกาย เพื่อล่อพยาธิให้ออกมากินเนื้อสด ตอนดึงพยาธิ ตัวงี้ยาวเฟื้อย ยาวมากๆ

.

เจ้านายฟังจนจบ แล้วถามว่า หมายความว่าไง
เราบอกว่า เหมือนดูอสุภะแบบสดๆ ส่วนพยาธิที่ชอนไช ตีความเองว่า น่าจะเกิดจากอาการคันตามตัวเมื่อคืน ก็เลยมีผลกระทบกับความฝันมั๊ง

 

สภาวะ

24  เมย. 18

การขีดเขียนเกี่ยวกับกิเลสและสภาวะต่างๆที่มีเกิดขึ้นกับตน
เมื่อผู้ไม่รู้(ที่มีเหตุปัจจัยต่อกัน) ได้เข้ามาอ่าน
มักจะมีเรื่องราวต่างๆเกิดขึ้นตามมาเสมอ

หากยังคงเขียนเรื่องราวสภาวะที่มีเกิดขึ้นกับตน
คงยากที่จะทำให้ไม่มีเรื่องราวเกิดขึ้นตามมา

แม้กระทั่งในชีวิตจริง คำพูดทุกคำพูด
ถึงจะกล่าวตามความเป็นจริงก็ตาม
หากพูดกับผู้ไม่รู้ มักจะก่อให้เกิดความวุ่นวายตามมา

หลายครั้งต่อหลายครั้ง ที่คิดพิจรณา
จะเห็นว่า “ความเงียบ” เป็นทางออกที่เหมาะสม
ใช้ความอดทนต่อทุกๆการกระทำของผู้อื่นที่กระทำกับเรา
กว่าจะค่อยๆเงียบลงไปได้ ต้องใช้เวลามากเหมือนกัน
คือ หลายปี แต่ยังดีกว่า มีชีวิตที่วุ่นวาย

มีบางคนบอกว่า ทำไมช่วงหลังๆ ไม่มีเขียนสภาวะเหมือนก่อนๆ
เห็นมีแต่ปริยัติทั้งนั้นเลย ซึ่งเขาอ่านแล้ว โดยส่วนมาก ไม่ค่อยเข้าใจ

เราบอกว่า มันเป็นไปตามสภาวะ ก็อย่างที่นำมากล่าวแล้วในตอนต้น
ส่วนเรื่องปริยัติ อ่านเข้าใจหรือไม่เข้าใจ ตรงนั้นไม่ต้องกังวล
เป็นเพียงสัญญาเท่านั้นเอง ขอให้ตั้งใจทำความเพียรต่อเนื่อง
และพยายามหยุดสร้างเหตุนอกตัว

เพราะเมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม ทุกอย่างจะแจ่มแจ้งเอง
โดยไม่ต้องมีใครมาบอกหรือต้องไปถามใคร
สงสัยสิ่งใด ให้กำหนดรู้

ดูวลัยพรเป็นตัวอย่าง สมัยก่อนรู้อะไรซะที่ไหน
ทำกรรมฐานอย่างเดียว คำเรียกต่างๆ แทบจะไม่รู้เลยก็ว่าได้
ยิ่งพระไตรปิฎก เห็นแล้วเวียนหัว เพราะอ่านแล้วไม่เข้าใจ
ปฏิบัติจนกระทั่ง รู้เห็นแจ่มแจ้งด้วยตนเอง
การรู้ปริยัติหรือคำเรียกต่างๆ จะมีเหตุปัจจัยให้รู้เอง

.

กรรมฐาน เมื่อดำเนินตามธรรม
“โลก” หาแก่นสารสาระใดๆ ไม่ได้เลย

ความถือมั่น

16 เมย. 18

ความถือมั่น “กรรมฐาน ตามรูปแบบ”

ไปแพร่ครั้งนี้ ดูเผินๆ เหมือนจะไม่ได้อะไร มีแต่ทำงานบ้าน หัวยุ่ง เหงื่อไหลไคลย้อยเกือบทั้งวัน จะหาเวลาทำกรรมฐานไม่ได้เลย เป็นแบบนี้เกือบจะเหมือนทุกครั้งที่ไปแพร่

ขณะทำงาน รู้ชัดจิตก่อนตั้งมั่นเป็นสมาธิ และขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิจนกระทั่งจางคลายหายไป เกิด-ดับอยู่เนืองๆ หรือที่เรียกว่า ขณิกสมาธิ จิตที่ตั้งมั่นเป็นสมาธิที่มีเกิดขึ้น ตั้งมั่นอยู่ไม่นาน

แม้ขณะที่เข้านอน รู้ชัดก่อนที่จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ รู้สึกวูบลงไป ภายในสว่าง

คืนก่อนที่จะเดินทางกลับกทม. ได้ยินเสียงเหมือนมีคนมาสีซออู้ดังอยู่ข้างตัว เป็นเพลงไทยเดิม จึงนึกขึ้นได้ว่า ตั้งแต่มาแพร่ ไม่เคยทำกรรมฐาน หรือแผ่เมตตา กรวดน้ำเหมือนที่เคยทำประจำทุกวัน

กลับมาถึงกทม.วันนี้ตอนตีห้า พอถึงที่พัก หลังจากนั้นทำสมาธิจนถึงเที่ยง แผ่เมตตา กรวดน้ำ ตั้งจิตอธิษฐาน

เล่าให้เจ้านายฟังว่า เมื่อก่อนเคยสงสัยว่า ที่เคยเกิดขึ้นในสมัยอภิสิทธิ์กับเทพเทือก ที่เผาบ้านเผาเมือง คนทั่วไปตัวเล็กเหมือนคนแคระ ส่วนสองคนนี่ตัวโตเป็นยักษ์ ส่วนเรานั่งอยู่กลางอากาศ กำลังปราบยักษ์สองตัวนั่น วันนั้นจบลงแค่นั้น

อีกครั้งหนึ่ง สมัยยิ่งลักษณ์ คนทั่วไปเป็นสัตว์ ชนิดอื่น ยิ่งลักษณ์กับทักษิณเป็นกระต่าย มีสัตว์ไล่ตามจิกกระต่าย ส่วนเราเป็นคน ได้ช่วยกระต่ายไว้ ใช้ไม้แขวนเสื้อคล้องคอสัตว์ตัวนั้นไว้ กระต่ายหนีออกทางหน้าต่างไปหากระต่ายอีกตัวที่อยู่นอกหน้าต่าง

วันนี้เห็นตัวเองในสมัยหนึ่ง เหตุเกิดที่ประเทศจีน ชาตินั้นเราเกิดเป็นผู้หญิง เป็นพระโพธิสัตว์ ได้กระทำบางอย่าง จนกระทั่งภิกษุจีนรูปหนึ่งเกิดสัมมาทิฏฐิ ภิกษุรูปนี้เป็นผู้มีมีฤทธิ์มาก เรื่องราวที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เกี่ยวกับราชวงค์ กำลังเขียนๆ จู่ๆแว่บขึ้นมา ตั๊กม๊อ รู้สึกตลกดี มาเกี่ยวข้องกันได้ไง รู้สึกสะดุด นึกถึงนิมิตเรื่อง วัดเส้าหลิน ที่มีเกิดขึ้นก่อนหน้านี้มานานมากแล้ว

.

หุหุ .. นึกถึงเพลง ลามะลิลา ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ พอเหลาลงไป กลายเป็นบ้องกัญชา

.

ทั้งหลายทั้งมวล เมื่อถอยห่างจากสภาวะที่มีเกิดขึ้น เป็นปัจจัยให้รู้ชัดในความยึดมั่นถือมั่นในกรรมฐานที่มีรูปแบบ จึงทำให้ไม่ได้แผ่เมตตา กรวดน้ำ ทั้งๆที่สามารถทำได้ แค่กำหนดจิตเท่านั้นเอง

 

 

ความตระหนี่หรือมัจฉริยะ อยู่ในอุปกิเลส ๑๖

เมื่อก่อนเข้าใจว่า ความตระหนี่ กิดจากโลภะ ที่แท้เกิดจากโทสะ

.

มีเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความรู้ชัดในความตระหนี่ที่มีเกิดขึ้นในใจตน เมื่อก่อนก็รู้นะ แต่วันนี้รู้ชัดกว่า

.

มัจฉริยะ หรือความตระหนี่ มี ๕ ชนิด

1.อาวาสมัจฉริยะ (ตระหนี่ที่อยู่, หวงที่อาศัย เช่น ภิกษุหวงเสนาสนะ กีดกันผู้อื่นหรือผู้มิใช่พวกของตน ไม่ให้เข้าอยู่ เป็นต้น)

2.กุลมัจฉริยะ (ตระหนี่ตระกูล, หวงสกุล เช่น ภิกษุหวงสกุลอุปัฏฐาก คอยกีดกันภิกษุอื่นไม่ให้เกี่ยวข้องได้รับการบำรุงด้วย เป็นต้น)

3.ลาภมัจฉริยะ (ตระหนี่ลาภ, หวงผลประโยชน์ เช่น ภิกษุหาทางกีดกันไม่ให้ลาภเกิดขึ้นแก่ภิกษุอื่น)

4.วัณณมัจฉริยะ (ตระหนี่วรรณะ, หวงสรีรวัณณะ คือผิวพรรณของร่างกาย ไม่พอใจให้ผู้อื่นสวยงาม ก็ดี หวงคุณวัณณะ คือ คำสรรเสริญคุณ ไม่อยากให้ใครมีคุณความดีมาแข่งตน หรือไม่พอใจได้ยินคำสรรเสริญคุณความดีของผู้อื่น ก็ดี ตลอดจนแบ่งชั้นวรรณะกัน)

5.ธัมมมัจฉริยะ (ตระหนี่ธรรม, หวงวิชาความรู้ และคุณพิเศษที่ได้บรรลุ ไม่ยอมสอนไม่ยอมบอกผู้อื่น กลัวเขาจะรู้เทียมเท่าหรือเกินตน)

จากพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

ความตระหนี่ทั้งหมดนี้ พูดได้เต็มปากว่า ไม่มีเกิดขึ้นในตนนานมากแล้ว

.

แต่ถ้านำมาอธิบายแบบนี้ ตรงกับที่ราเป็นอยู่ก่อนหน้านั้น คือ เป็นความตระหนี่ในข้าวของๆตน เฉพาะของที่ตนซื้อหามาเอง

อตฺตโนสมฺปตฺตีนํ นิคูหนลกฺขณํ
มีการซ่อนสมบัติของตน เป็นลักษณะ

ตาสํ เยว ปเรหิสาธารณภาว อกฺขมนรสํ
มีการไม่ชอบให้สมบัติของตนเป็นสาธารณแก่ผู้อื่น เป็นกิจ

สงฺโกจนปจฺจุปฏฺฐานํ
มีความหดหู่ หวงแหน ไม่เผื่อแผ่ เป็นผล

อตฺตสมฺปตฺติปทฏฺฐานํ
มีสมบัติของตน เป็นเหตุใกล้

.

ความตระหนี่ในข้อนี้ ละลงได้ เพราะเห็นกว่าอีกฝ่ายอยู่ในฐานะที่แย่กว่า เมื่อเห็นว่าเขาไม่มี จึงทำให้เกิดความเมตตา กรุณา มุทิตา จึงกลายเป็นอุเบกขาไปโดยอัตโนมัติ ประมาณว่า ของนอกกาย พังหรือสุญหายไป สามารถซื้อหาใหม่ได้ ที่สำคัญ อีกฝ่ายแย่กว่าเรา จึงทำให้เกิดการปล่อยวางลงไปได้

เมื่อเกิดความเมตตา ความตระหนี่ การหวงข้าวของๆตนที่ซื้อหามา เมื่อเขานำไปใช้ ความไม่พอใจที่เคยมี จึงหายไป

การที่เห็นว่า อีกฝ่ายแย่กว่าเรานั้น เกิดจาก มานะกิเลส

.

ถ้าพูดถึงกิเลส การรู้เห็นตามความเป็นจริง หรือการรู้ชัดในเรื่องกิเลสนี่ เป็นเรื่องที่ละเอียดซับซ้อนมาก

ทุกๆผัสสะที่มีเกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นมีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด ล้วนก่อให้เกิดประโยชน์กับผู้ที่ละอุบาย ๑- และอุปาทานในโลก อันเป็นเหตุตั้งมั่น ถือมั่น และเป็นอนุสัยแห่งจิต ย่อมงดเว้น ไม่ถือมั่น “สัพพโลเกอนภิรตสัญญา ฯ”

๑. อุบาย คือ ตัณหาและทิฐิ อุปาทาน คือ อุปาทาน ๔

ความมั่นคง

27-3-18

ความมั่นคงทางใจ

.
ตราบใดที่ยังมีอุปทานขันธ์ ๕ กิเลสก็ยังทำงานปกติ ให้กำหนดรู้
เมื่อกำหนดรู้ อย่างน้อย ใจสงบลงไปได้ ไม่ปล่อยให้ก้าวล่วงออกไปทางกาย วาจา
ก็เป็นการดับรอบเฉพาะตน คือ ดับตัณหา
ไม่ไหลตามตัณหา จนถึงขั้นสร้างเหตุนอกตัว
ให้กลายเป็นการสร้างกรรมใหม่ ให้มีเกิดขึ้นอีก

เมื่อเพียรละเนืองๆ โดยการกำหนดรู้ สติ สัมปชัญญะ ย่อมมีกำลังมากขึ้น
จะเริ่มเป็นอัตโนมัติ คือ กระทบ รู้ ไม่ต้องมาคอยกำหนด
หรือใช้ความอดกลั้น กดข่มใจ แบบตอนแรกๆ

สมัยก่อน ตอนที่รู้ชัดและรู้จักว่ากิเลสคืออะไร เราก็ไม่ต่างจากคนอื่นๆ
ใช้การกำหนดรู้ ใช้เรี่ยวแรงอย่างมาก ในการอดทน อดกลั้นกดข่มใจ
ไม่ปล่อยให้เกิดการกระทำตามแรงผลักดันของตัณหา

ถึงจะมีความประมาทพลาดพลั้ง หลงกระทำไปบ้าง
แต่เมื่อรู้ชัดในเรื่องกรรมและผลของกรรม การยับยั้งชั่งใจก็มีมากขึ้น
สติ สัมปชัญญะก็มีมากขึ้น จนปัจจุบันนี้ ไม่ต้องกำหนด
ไม่ต้องใช้เรี่ยวแรงมากมายในการอดทน แบบก่อนๆ

รู้แล้วจะมีแต่ความเบื่อหน่ายในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
คือ กรรม(การกระทำ)และผลของกรรม
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด คือ ไม่ปล่อยใจไหลตามตัณหา
กิเลสที่มีเกิดขึ้น รู้แค่ว่ามีเกิดขึ้น ไม่ทำให้เกิดความทุกข์ใจ
เหมือนตอนที่แรกรู้ชัดเรื่องกิเลส

ตรงนี้คนละเรื่องคนละอย่างกับทางโลก
ทางโลกจะบอกว่าเข็ด ไม่เอาแล้ว นั่นเกิดจากความกลัว พอผ่านไป ก็ทำอีก
แต่ตรงนี้เป็นเรื่องของความเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด
สิ่งที่เกิดขึ้นทางใจ มันต่างกันมากเหมือนหน้ามือกับหลังมือ

ถ้าถามว่า แล้วยังมีหลุดสร้างเหตุนอกตัวมั่งมั๊ย คำตอบคือ ยังมีอยู่ แต่น้อยมาก
และก็ไม่ทำให้เกิดความทุกข์ใจเหมือนก่อนๆ
ก็ทำไปแล้วนี่ ยอมรับผลที่ตามมาก็แล้วกัน
ไม่นำมาวิตกหรือกังวลแต่อย่างใด

อีกอย่างที่ไม่วิตกกังวล เพราะรู้ชัดด้วยตนเองว่า
เมื่อถึงเวลาทำกาละ เรื่องราวเหล่านี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อสภาวะจิตดวงสุดท้าย
จึงไม่รู้สึกกังวลเพราะเหตุนี้ และการไม่โกหกตัวเอง ไม่ปกปิดตนเอง
ตัวเราย่อมรู้จักตัวเองมากที่สุด

.

อุปทานขัธ์ ๕ จะละขาดได้หมดสิ้นไม่มีเหลือ ก็มีแต่พระอรหันต์เท่านั้น

 

ตัวแปรของสภาวะจิตดวงสุดท้าย
ได้แก่ การรู้ชัดอยู่ภายใน
กายในกาย
เวทนาในเวทนา
จิตในจิต
ธรรมในธรรม

จะเรียกว่า มหาสติปัฏฐาน ๔ ก็ได้
หรือจะเรียกว่า วิปัสสนาญาณ ๙ ในปฏิสัมภิทามรรค ก็ได้

กล่าวคือ เป็นลักษณะเด่นเฉพาะที่มีเกิดขึ้นในสัมมาสมาธิเท่านั้น

.
ฉะนั้น การรู้ชัดอยู่ภายใน
กายในกาย ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ
เวทนาในเวทนา ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ
จิตในจิต ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ
ธรรมในธรรม ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ

มีผลกระทบต่อสภาวะจิตดวงสุดท้าย

.

และมีตัณหา เป็นตัวแปรที่สำคัญอันดับต่อมา ประกอบกับมีเกิดมาการคิดพิจรณาเนืองๆ หรือเห็นตามความเป็นจริงของสภาวะต่างๆที่มีเกิดขึ้นว่า

เห็นว่าไม่งามในกาย ๑
(เช่น เห็นว่ากายนี้ไม่งาม เต็มไปด้วยมูตร คูถ ต้องชำระล้าง)

มีความสำคัญว่าเป็นของปฏิกูลในอาหาร ๑
(เช่น กินแล้วก็ถ่าย ถ่ายแล้วก็กิน กินเพื่ออยู่ เพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต ไม่มีความติดในในรสชาติของอาหาร)

มีความสำคัญว่าไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง ๑
(เช่น ไม่เห็นความอภิรมย์ หรือความน่ายินดีใดๆในโลก)

 

พิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง ๑
(เช่น สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่เที่ยง แปรปรวน ตามเหตุและปัจจัย ยึดมั่นถือมั่นอะไรไม่ได้ ย่อมทำให้เกิดความเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด)

มีมรณสัญญาปรากฏขึ้นด้วยดี ณ ภายใน ๑
(เช่น ไม่มีความสะดุ้งหวาดกลัว แม้ยามที่มีภัยมา อาจทำให้ถึงแก่ชีวิต)

กล่าวคือ มีเกิดขึ้นเนืองๆ แม้ขณะมีชีวิตอยู่
และมีเกิดขึ้นอัตโนมัติ ขณะทำกาละ
ตัณหา ย่อมไม่สามารถทำงานได้ ที่ตั้งแห่งวิญญาณย่อมไม่มี

ถ้าตัณหาเกิด กิเลสต่างๆ(สังโยชน์ที่มีอยู่) ย่อมมีเกิดขึ้นทันที
วิญญาณ ฐีติ ๗ และอายตนะ ๒ ย่อมมีเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย
(กรรมและการให้ผลของกรรม)

๑. สัตว์มีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน ได้แก่พวกมนุษย์ และพวกเทพบางพวก พวกวินิบาตบางพวก นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๑

 

๒. สัตว์มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน ได้แก่พวกเทพ ผู้นับเนื่องในชั้นพรหม ผู้บังเกิดด้วยปฐมฌาน และสัตว์ผู้เกิดในอบาย ๔ นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๒

๓. สัตว์มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาต่างกัน ได้แก่พวกเทพชั้นอาภัสสร นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๓

๔. สัตว์ที่มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน ได้แก่พวกเทพ ชั้นสุภกิณหะ นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๔

๕. สัตว์ที่เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆะสัญญา เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๕

๖. สัตว์ที่เข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงชั้นอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๖

๗. สัตว์ที่เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไร
เพราะล่วงชั้นวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๗

ส่วนอายตนะอีก ๒ คือ อสัญญีสัตตายตนะ (ข้อที่ ๑)
และข้อที่ ๒ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ

.

.

ถ้าถามว่า แล้วผู้ที่ยังไม่มีสัมมาสมาธิเกิดขึ้น แต่ทำความเพียรโดยการกำหนดรู้มาตลอด จะมีผลอย่างไร ขณะทำกาละ

คำตอบ ตรงนี้ ผู้ถามยังไม่เข้าใจเรื่องสัมมาสมาธิ
สัมมาสมาธิมีเกิดขึ้นได้ ๒ ลักษณะ

๑. เกิดจากการทำกรรมฐาน

๒. เกิดจากการทำความเพียรโดยใช้การกำหนดรู้
ผู้ที่เพียรดับหรือเพียรละเหตุแห่งทุกข์ ด้วยการกำหนดรู้
ขณะที่จิตปล่อยวางจากความยึดมั่นถือมั่นในผัสสะที่มีเกิดขึ้น
จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ นี่ก็เป็นสัมมาสมาธิเช่นกัน

เห็นโดยความเป็นอนิจจัง ละความยึดมั่นถือมั่น แล้วปล่อยวางจากผัสสะ
จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ เรียกว่า อนิมิตตสมาธิ

เห็นโดยความเป็นทุกขัง ละความยึดมั่นถือมั่น แล้วปล่อยวางจากผัสสะ
จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ เรียกว่า อัปณิหิตสมาธิ

เห็นโดยความเป็นอนัตตา ละความยึดมั่นถือมั่น แล้วปล่อยวางจากผัสสะ
จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ เรียกว่า สุญญตสมาธิ

เพียงแต่ตัวแปรจะเปลี่ยนไป คือ ไม่ใช่สัมมาสมาธิ
แต่เป็นตัณหาเพียงอย่างเดียว

และต้องมีองค์ประกอบเหล่านี้เกิดขึ้นด้วย คือ อาจจะเกิดจากการคิดพิจรณา หรือเกิดจากเห็นตามความเป็นจริงของสภาวะต่างๆที่มีเกิดขึ้นด้วยตนเองว่า

เห็นว่าไม่งามในกาย ๑
มีความสำคัญว่าไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง ๑
พิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง ๑
มีมรณสัญญาปรากฏขึ้นด้วยดี ณ ภายใน ๑

กล่าวคือ มีเกิดขึ้นเนืองๆ แม้ขณะมีชีวิตอยู่
และมีเกิดขึ้นอัตโนมัติ ขณะทำกาละ
ตัณหา ย่อมไม่สามารถทำงานได้ ที่ตั้งแห่งวิญญาณย่อมไม่มี

ถ้าตัณหาเกิด กิเลสต่างๆ(สังโยชน์ที่มีอยู่) ย่อมมีเกิดขึ้นทันที
วิญญาณ ฐีติ ๗ และอายตนะ ๒ ย่อมมีเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย
(กรรมและการให้ผลของกรรม)

 

สัปปายะ

21-3-18

สัปปายะในการทำกรรมฐานของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

สำหรับตัวเอง ใช้งานที่ทำประจำ เป็นตัวทำกรรมฐาน
เช่น เวลารีดผ้า จะดูเวลา รีดกี่นาที เดินไปมาระหว่างรีดผ้า แขวนผ้า

ชอบเย็บกระเป๋าใช้เอง หรือซ่อมแซมเสื้อผ้า
งานบ้านอื่นๆก็เช่นกัน จะอยู่ในอิริยาบทเดิน สลับกับยืน
มองเวลาว่าพอสมควร จึงกำหนดนั่ง จิตเป็นสมาธิทันที มีโอภาสเกิดทุกครั้ง
ได้ทั้งงานบ้าน ได้ทั้งกรรมฐาน

.
แต่สำหรับผู้ที่ยังไม่รู้ชัดในรายละเอียดในแต่ละขณะที่จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
ควรใช้รูปแบบไปก่อน คือ เดินจงกรม ต่อด้วยนั่ง เป็นสมาธิหรือไม่เป็นสมาธิ
มีสภาวะอะไรเกิดขึ้น ให้กำหนดรู้อย่างเดียว

ควรมีสมุดจดบันทึก เขียนทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งในชีวิต
และที่มีเกิดขึ้น ขณะทำกรรมฐาน

 

22-3-18

เมื่อกำลังสมาธิมีมากขึ้น
สภาวะเดิมๆ เริ่มมีเกิดขึ้นอีก

.
สภาวะจิตสัปหงก อาการงุบๆที่มีเกิดขึ้นภายใน
ตั้งชื่อเองว่า จิตสัปหงก บางครั้งก็เรียกเองว่า ทิสากากะ
ที่เรียกแบบนี้ ดูจากสภาวะที่มีเกิดขึ้นตามมาเป็นหลัก

สภาวะจิตดวงสุดท้าย ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
ก่อนที่จะมีสภาวะจิตดวงสุดท้ายเกิดขึ้น จะมีสภาวะจิตสัปหงกเกิดก่อน
คือ จะเกิดอาการงุบๆลงไปที่จิต นับได้ ๑๐ กว่าครั้ง
ทุกครั้งที่งุบลงไป จะเกิดโอภาสสว่างจ้า

.
ครั้งก่อนนั้น จับสภาวะที่มีเกิดขึ้นได้แบบหยาบๆ
วันนี้ รู้ชัดในรายละเอียดมากขึ้น
ทำให้รู้ว่า สภาวะที่เรียกเองว่า จิตสัปหงกนั้น
เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นของจิตตกภวังค์
วูบ สว่าง สงบ วูบ สว่าง สงบ สลับไปมาแบบนี้

ถ้ากำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น มีมากเกินไป
จิตจะเข้าสู่ความดับ

ถ้ากำลังสมาธิมีกำลังมาก แต่ไม่มากเกินไป
สภาวะจิตดวงสุดท้ายจะมีเกิดขึ้น

ถ้ากำลังสมาธิที่เกิดขึ้น ยังมีไม่มากพอ จะแค่เกิดอาการงุบๆลงไป
ทุกครั้งที่งุบลงไป โอภาสจะสว่างจ้า แล้วกลับมารู้ที่กาย

ถ้ามีความยินดี พอใจเกิดขึ้น
สภาวะนี้จะหายไปทันที

ถ้าเป็นเมื่อก่อน ตอนที่ยังไม่รู้
ถ้ามีสภาวะนี้เกิดขึ้น จะรู้สึกดีใจ
ตอนนี้รู้แล้ว รู้สึกเฉยๆ ก็แค่สภาวะเท่านั้นเอง

ชีวิต ลิขิตเอง

18-3-18

สภาวะสัญญาหรือการคิดพิจรณา
บางครั้งทำให้เกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย
เพราะบางครั้ง สัญญาเกิดมาก
ทำให้ไม่สามารถกดข่มจิตลงสู่สมาธิระดับลึกได้

ภาษาชาวบ้าน หมายถึง ไม่หลับ ไม่นอน
บางครั้ง ๒-๓ คืนติดกัน แต่ไม่ได้ทำให้รู้สึกเพลียแต่อย่างใด

สัญญาที่เกิดขึ้น อาจดูเหมือนเขียนแต่เรื่องเดิมๆซ้ำๆ
ตามความเป็นจริง มีรายละเอียดเพิ่มมากขึ้น
มีแต่เรื่องสภาวะต่างๆที่มีเกิดขึ้นขณะทำความเพียร

.
ถ้าให้เลือกระหว่าง จิตคิดพิจรณา หรือสัญญาต่างๆที่มีเกิดขึ้น
ถึงแม้สัญญาที่เกิดขึ้นในบางครั้ง จะทำให้รู้สึกเบื่อหน่ายก็ตาม

กับให้ไปคลุกคลีด้วยหมู่คณะ

ขอเลือกคิดพิจรณา ถึงแม้จะดูเหมือนเดิมๆซ้ำๆ
อย่างน้อย ก็ทำให้ไม่มีเวลาไปคิดเรื่องราวทางโลก
หรือแว่บออกไปนอกตัว ที่ก่อให้เกิดนิวรณ์ต่างๆ

ที่สำคัญ สภาวะสัญญาที่เกิดขึ้นนี้
มีแต่เรื่องทุกข์
เหตุแห่งทุกข์
ความดับทุกข์
และการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์

มีแต่ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด
พิจารณาเห็นในกายว่าไม่งาม
มีความสำคัญในโลกทั้งปวงว่าไม่น่ายินดี
พิจารณาเห็นในสังขารทั้งปวงว่าไม่เที่ยง
เมื่อสภาวะจิตดวงสุดท้ายมีเกิดขึ้น
มรณสัญญาตั้งอยู่ดีแล้วในภายใน

ถึงแม้จะรู้ชัดด้วยตนเองว่า กิเลสที่มีอยู่
ไม่ส่งผลกระทบต่อสภาวะจิตดวงสุดท้ายที่มีเกิดขึ้นก็ตาม

เพราะเบื่อหน่ายในเรื่องของเหตุปัจจัย
ทำให้การคลุกคลีด้วยหมู่คณะ จึงไม่ค่อยมี

ชีวิตนี้ลิขิตเอง

บรรลุอรหันต์แบบฉับพลัน

15-03

การบรรลุอรหันต์แบบฉับพลัน มีหรือไม่

.
พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า

ดูกรปหาราทะ มหาสมุทรลาด ลุ่ม ลึกลงไปโดยลำดับ
ไม่โกรกชันเหมือนเหว ฉันใด ในธรรมวินัยนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
มีการศึกษาไปตามลำดับ
มีการกระทำไปตามลำดับ
มีการปฏิบัติไปตามลำดับ
มิใช่ว่าจะมีการบรรลุอรหัตผลโดยตรง

ดูกรปหาราทะ ข้อที่ในธรรมวินัยนี้
มีการศึกษาไปตามลำดับ
มีการกระทำไปตามลำดับ
มีการปฏิบัติไปตามลำดับ
มิใช่ว่าจะมีการบรรลุอรหัตผลโดยตรง
ฯลฯ

ดูกรปหาราทะ ฉันนั้นเหมือนกัน ธรรมวินัยนี้
ก็เป็นที่พำนักอาศัยแห่งสิ่งมีชีวิตใหญ่ๆ
สิ่งมีชีวิตในธรรมวินัยนี้ มีดังนี้ คือ
พระโสดาบัน ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล
พระสกทาคามี ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล
พระอนาคามี ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล
พระอรหันต์ ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอรหันต์

.

.
[๒๓๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมกล่าวการตั้งอยู่ในอรหัตตผล
ด้วยการไปครั้งแรกเท่านั้นหามิได้

แต่การตั้งอยู่ในอรหัตตผลนั้น ย่อมมีได้

ด้วยการศึกษาโดยลำดับ

ด้วยการทำโดยลำดับ

ด้วยความปฏิบัติโดยลำดับ.

.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การตั้งอยู่ในอรหัตตผล
ย่อมมีได้ด้วยการศึกษาโดยลำดับ
ด้วยการทำโดยลำดับ
ด้วยความปฏิบัติโดยลำดับอย่างไร?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรในธรรมวินัยนี้

เกิดศรัทธาแล้วย่อมเข้าไปใกล้ เมื่อเข้าไปใกล้ย่อมนั่งใกล้

เมื่อนั่งใกล้ย่อมเงี่ยโสตลง เมื่อเงี่ยโสตลงแล้วย่อมฟังธรรม

ครั้นฟังธรรมย่อมทรงธรรมไว้
ย่อมพิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงไว้แล้ว

เมื่อพิจารณาเนื้อความอยู่ ธรรมทั้งหลายย่อมทนได้ซึ่งความพินิจ

เมื่อธรรมทนความพินิจได้อยู่ ฉันทะย่อมเกิด

เมื่อเกิดฉันทะแล้ว ย่อมอุตสาหะ

ครั้นอุตสาหะแล้ว ย่อมไตร่ตรอง

ครั้นไตร่ตรองแล้ว ย่อมตั้งความเพียร

เมื่อมีตนส่งไปแล้ว ย่อมทำให้แจ้งชัดซึ่งบรมสัจจะด้วยกาย

และย่อมแทงตลอดเห็นแจ้งบรมสัจจะนั้นด้วยปัญญา.
.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย

ศรัทธาก็ดี การเข้าไปใกล้ก็ดี
การนั่งใกล้ก็ดี การเงี่ยโสตลงก็ดี
การฟังธรรมก็ดี การทรงธรรมไว้ก็ดี
ความพิจารณาเนื้อความก็ดี
ธรรมอันทนได้ซึ่งความพินิจก็ดี
ฉันทะก็ดี อุตสาหะก็ดี การไตร่ตรองก็ดี
การตั้งความเพียรก็ดี นั้นๆ ไม่ได้มีแล้ว
เธอทั้งหลายย่อมเป็นผู้ปฏิบัติพลาด ย่อมเป็นผู้ปฏิบัติผิด
ดูกรภิกษุทั้งหลาย โมฆบุรุษเหล่านี้
ได้หลีกไปจากธรรมวินัยนี้ ไกลเพียงไร.

บอกเล่าสภาวะ

8-03

สภาวะเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

ไม่ว่าจะทำอะไรก็ทำ ทุกครั้งที่รู้อยู่กับกาย
เมื่อนั่งลง หลับตาลง จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิทันที
รวมทั้งในอิริยาบทนอนด้วย

ในอิริยาบทเดิน รู้ชัดในฝ่าเท้ามากขึ้น
ขณะที่เดิน เท้ากระทบพื้น รู้สึกเสียวฝ่าเท้า
แล้วรู้สึกวาบขึ้นมาในใจ รู้ชัดการแยกขาดออกจากกัน
ของเท้าที่ก้าวเดินในแต่ละขณะ
กล่าวคือ สภาวะเดิมๆเริ่มคืนกลับมา

เดี๋ยวนี้กำลังสมาธิมีมากขึ้น
ทำให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธินานมากขึ้น
ปัจจุบันนี้ ขณะจิตเป็นสมาธิ รู้ชัดอยู่ภายใน
สูงสุด 14 ชม. ต่ำสุด 10 ชม.

.
การที่จะรู้ชัดในรายละเอียดของพระธรรมคำสอน
ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้

ผู้ปฏิบัติจะรู้ชัดสภาวะที่มีเกิดขึ้นทั้งหมดด้วยตนเองก่อน
กล่าวคือ เป็นผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง
เป็นปัจจัยให้รู้ชัดในลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นของคำเรียกนั้นๆ

.
ที่มาของ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ

ทบทวน

6-03

ทบทวนเรื่อง เจโตวิมุติ อันเป็นอริยะที่เป็นแก่น
จะสมบูรณ์ได้ ต้องมีปัญญาวิมุติ ที่มีปัญญินทรีย์สมบูรณ์

ทบทวนเรื่องสภาวะจิตดวงสุดท้าย
ทำให้นึกถึงการปฏิบัติแบบหักด้ามพร้าด้วยเข่า

ที่เป็นแนวทางการปฏิบัติของสำนักโกเอ็นก้า
ซึ่งข้อปฏิบัติทั้งหลายล้วนมีมาจากการปฏิบัติ
ที่เรียกว่า วิปัสสนา ที่มีมาจากพม่า

.

ทำไมข้าพเจ้าจึงเรียกวิธีการปฏิบัติแบบนี้ว่า หักด้ามพร้าด้วยเข่า
เพราะรูปแบบของการฝึก ล้วนเป็นการเตรียมตัวพร้อมขณะทำกาละ
คือ ฝึกเพื่อให้เกิดความรู้ชัดในเวทนา ที่จะมีเกิดขึ้นขณะทำกาละ
เป็นการฝึกพร้อมที่จะตาย ก่อนที่จะตายจริง

แต่ถ้าถามว่า แล้วจะได้ผลมั๊ย?
ตรงนี้ตอบไม่ได้จริง เพราะสภาวะจิตดวงสุดท้ายที่มีเกิดขึ้น
มีความละเอียดมาก ยากที่จะคาดเดาได้

เพราะเป็นเรื่องของจิตใต้สำนึก ที่มีเกิดขึ้น ขณะทำกาละ
จึงทำให้คาดเดาไม่ได้

.
แม้กระทั่งตัวผู้ปฏิบัติ ก็ได้แต่คาดเดาตามความรู้ ความเห็นของตน
แต่ตามความเป็นจริง เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ซึ่งทำให้นึกถึงจุดสูงสุดของเวทนากล้า
คือ กายแตก กายระเบิด ความรู้สึกเหมือนร่างถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ
ตรงนี้แหละ หากไม่รู้เท่าทันหรือไม่รู้ชัดในสภาวะที่มีเกิดขึ้น
กล่าวคือ อโยนิโสมนสิการ ไม่มีการกำหนดรู้
อุปกิเลส ย่อมมีเกิดขึ้นทันที

.
หรือแม้กระทั่ง เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ทันที
ที่วลัยพรตั้งฉายาเองว่า สภาวะจิตดวงสุดท้าย
หากไม่มีการกำหนดรู้ อุปกิเลส ย่อมมีเกิดขึ้นทันที

.
ถึงได้บอกว่า สภาวะจิตดวงสุดท้าย เป็นสภาวะที่ละเอียดมาก
พอๆกับสมถะ(เจโตวิมุติ) และวิปัสสนา(ปัญญาวิมุติ)

 

 

เมื่อคืน เข้าออกสมาธิทั้งคืน ตั้งแต่สี่ทุ่ม จนถึงเก้าโมงเช้า
เกิด-ดับ เกิด-ดับ อยู่อย่างนั้น มีเกิดขึ้นเอง
โดยไม่ได้เจตนาทำให้มีเกิดขึ้นแต่อย่างใด

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นคือ
เสพสุขที่เกิดจากจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

.

เริ่มกำหนดจิตเข้าสู่สมาธิส่วนลึกได้เหมือนก่อนๆมากขึ้น
ทำไมจึงชอบกำหนดจิตเข้าสู่สมาธิส่วนลึก
เหตุผลไม่มีอะไรมาก ชอบเล่นกับสมาธิ

มีครั้งหนึ่ง ตอนที่โอภาสสว่างมาก
มีความรู้สึกเหมือนถูกไฟฟ้าดูด สะดุ้งทั้งตัว
พอสะดุ้ง จิตกลับเข้าสู่สมาธิทันที

อาการไฟดูดครั้งนี้
แรงกว่าเกิดไฟฟ้าสถิตย์

.

รู้สึกดีใจเหมือนกัน ผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง
ที่ทำให้กำลังสมาธิฟื้นคืนกลับมา ถึงจะยังไม่คืนมาทั้งหมดก็ตาม

ถ้าถามว่า ทำไมต้องดีใจด้วย
คำตอบ ดีใจสิ อย่างน้อย กำลังสมาธิที่เกิดขึ้น
ช่วยกดข่มกิเลสไว้ส่วนหนึ่ง จึงไม่ต้องใช้ความพยายามมาก
ในการหยุดสร้างเหตุนอกตัว

.
เวลาที่จิตจะเป็นสมาธิ จะรู้สึกวูบลงไป แล้วสว่าง
บางครั้ง รู้สึกวาบขึ้นมาในใจ แล้วสว่าง
หลับตาลงทุกครั้ง สว่างทุกครั้ง

บางครั้ง มองเห็นภาพภายนอกได้ชัดเจน
เหมือนลืมตามอง ทั้งที่ยังหลับตาอยู่

.
วิธีการพักผ่อน จะอาศัยถีนมิธะ จวนเจียนเหมือนอยากหลับ
คือ ถ้ามีอาการเหมือนง่วงนอน จะใช้ช่วงเวลานั้นเป็นประโยชน์
ไปนั่งทันที พอนั่งลง จะรู้สึกวูบลงไป แล้วโอภาสมีเกิดขึ้นทันที
หมายถึง จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

 

ถ้าถามข้าพเจ้าว่า การปฏิบัติแบบไหนดีที่สุด

.
คำตอบคือ ไม่มีรูปแบบไหนดีที่สุด
มีแต่รูปแบบไหน ถูกจริตใคร
รูปแบบนั้น เป็นสัปปายะเหมาะแก่คนนั้น

.
ถ้าถามว่า ปฏิบัติแล้ว ทำให้รู้โดยตามลำดับ ละโดยตามลำดับ
รูปแบบไหนจึงจะสมเหตุสมผล

คำตอบ สำหรับคนทั่วไป แล้วแต่เหตุปัจจัยในแต่ละคน

สำหรับวลัยพร การเจริญสมถะและวิปัสสนา
ที่ประกอบด้วย โยนิโสมนสิการ

 

Previous Older Entries

กรกฎาคม 2018
พฤ อา
« พ.ค.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: