แม่น้ำหลายสาย

สิ่งเหล่านี้(การกระทำ) เรากระทำมาหลายชาติๆ เพียงแต่ในชาตินี้ ระลึกไม่ได้ การเขียน ก็เขียนแบบนี้ๆๆๆๆๆ แต่ทว่ารายละเอียดมากขึ้นตั้งแต่หยาบจนกระทั่งละเอียด กว่าจะเข้าสู่ แก่น จนกว่าจะรวบได้ เบื่อหน่าย คลายกำหนัด

แม่น้ำมีหลายสาย(สำนัก)

1. ทำดี ต้องฝืนใจ เชื่อเรื่องกรรม(การกระทำ) และวิบากกรรม(ผลของกรรม) เช่น เจริญสติ

2. สำรวม สังวร อินทรีย์ 5 อิริยบท 4 เช่น ญาณ 16

3. อานาปาสติ เช่น พุทโธ

4. ปริยัติ(พระไตรปิฎก) เช่น อภิธรรม

5. กสิณ

แม่น้ำหลายทั้งสาย(ธรรมานุสารี,สัทธานุสารี,กายสักขี) เข้าสู่เส้นทางสติปัฏฐาน 4 ที่มีชื่อเรื่องแตกต่างกัน(บัญญัติ)

เป็นเรื่องของตามเหตุปัจจัย(กรรมและผลของกรรม และอวิชชาที่มีอยู่)ของแต่ละคน

เพราะอวิชชาที่มีอยู่ เป็นเหตุปัจจัยให้ยึดมั่นถือมั่นในบัญญัติเป็นปัจจัยให้เกิดการกระทำตามความรู้สึกที่มีเกิดขึ้น

จิตเป็นใหญ่ เป็นประธาน
ถ้ารู้ทันตัณหา อุปาทานที่มีเกิดขึ้น ก็ทำงานไม่ได้

ถ้าไม่เกิดสภาวะสัญญาณเสื่อม ก็คงไม่สามารถรวบรวมแบบนี้ได้ เพราะสมองได้รับการกระทบกระเทือน เป็นเรื่องของวิบากกรรม “ทุกขัง”

 

 

โฆษณา

ยิ่งกว่าคำว่า คุ้ม

ปฏิบัติที่ไม่รู้ปริยัติ
เปรียบเสมือนคนที่เดินทาง ขาดแผนที่และเข็มทิศ(คำแนะนำ/เหตุปัจจัย)

แต่จะเดินตรงทาง(ดับ)หรือออกนอกทาง(เกิด)
เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย(กรรมและผลของการ)

ทว่าอะไรจะแพ้ความเพียร มั่นมุ่ง ไม่ท้อถอย
ไม่ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นในชีวิต ยังคงเดินต่อเนื่อง

 

คุ้มค่ายิ่งกว่าคำว่า คุ้ม ที่แลกกับชีวิต(ความรู้สึก)

การระลึกในอดีตชาติ

การระลึกในอดีตชาติ การรู้เห็นจะแตกต่างกันไปตามเหตุปัจจัย ไม่จำเป็นว่าต้องเกิดเป็นคนนั้นนี้ เกิดเป็นอะไรในแต่ละชาติ ทำนองนั้น

สำหรับเรานั้น สิ่งที่รู้เห็น มีตอนเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้ายในครั้งที่ 1 สิ่งที่มองเห็นเป็นเหมือนกำลังถูกดูดเข้าไปในจักรวาล
ระหว่างอยู่กลางทางเดิน ทั้งสองฝั่ง เหมือนมีหนังกลางแปลงขนาดย่อทุกพื้นที่ในจักรวาล แบบเยอะมาก ดูไม่ทันหรอกว่าในแต่ละชาติเกิดเป็นอะไร ใช้ความเร็วสูงมาก มองเห็นแค่รู้ว่าเหมือนจอหนังแบบย่อลง แต่พอจะมองเห็นว่า เหมือนมีหนังฉายอยู่

ก็คิดว่า ไม่รู้ว่าเคยเกิดมีนานเท่าไหร่
ถ้าไม่ทุกข์ ยังไม่ทำความเพียร ก็คงไม่ได้รู้เห็นแบบนี้ได้

ส่วนการระลึกในแต่ละชาติ ที่มองเห็นและจำได้ ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด จึงทำให้เกิดการทำความเพียรหนัก

การรักษาตัว

การป่วย

วันก่อนเล่าให้เจ้านายเรื่องที่พบหมอ ทั้งสองหมอ พูดตรงกัน แนะนำให้เราใส่เรื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจนผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ

เป็นการฝังเครื่องมือคล้ายกับเครื่องกระตุ้นหัวใจ ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยงหัวใจห้องล่างเต้นผิดปกติ (ventricular fibrillation) ซึ่งอาจอันตรายต่อชีวิต โดยเมื่อหัวใจเต้นช้า เครื่องมือจะทำหน้าที่ในการกระตุ้นหัวใจ แต่เมื่อหัวใจเต้นเร็ว เครื่องมือจะปล่อยพลังงานไฟฟ้าในระดับที่เหมาะสมเพื่อกระตุกหัวใจให้กลับมาเต้นปกติทันที ราคาประมาณ 350,000 บาท สำหรับผู้ที่ใช้สิทธิ 30 บาท ไม่ต้องเสียค่าใช้

.
การปฏิบัติตนภายหลังการใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ
เมื่อใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจเข้าไปในร่างกายเรียบร้อยแล้ว ผู้ป่วยต้องพักในหออภิบาลผู้ป่วยเพื่อเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ผู้ป่วยต้องพักอยู่ที่โรงพยาบาล 1-2 วันเพื่อให้แพทย์ดูแลว่าเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจทำงานเรียบร้อยดีและหัวใจผู้ป่วยเต้นถูกจังหวะ

ไม่ควรยกแขนด้านเดียวกับที่ใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจขึ้นสูงเหนือไหล่

หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ใช้แรงมาก

ห้ามยกของหนักเป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือน

พบแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามผลการรักษาตามระยะ โดยแพทย์จะตรวจสอบการทำงานของเครื่องว่าเป็นปกติหรือไม่ โดยปกติแบตเตอรีของเครื่องสามารถให้พลังงานได้ถึง 10 ปี

อาการผิดปกติที่ควรแจ้งให้แพทย์ทราบภายหลังจากใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจแล้ว หากมีอาการต่อไปนี้ควรปรึกษาแพทย์

– มีเลือดออก บวม หรือปวดบริเวณที่ใส่เครื่อง
– มีไข้
– เจ็บหน้าอก
– หายใจติดขัด

.

และที่แน่นอน การผลกระทบ เช่น

– มีเลือดออกหรือมีก้อนเลือดที่เกิดจากการมีเลือดออกและคั่งอยู่ใต้ผิวหนัง หรือติดเชื้อบริเวณที่ใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ

– มีอาการแพ้ยาที่ได้รับระหว่างการใส่เครื่อง

– หลอดเลือดได้รับความเสียหาย

– สายสื่อสัญญาณไฟฟ้าหลุดเลื่อนจากตำแหน่งเดิม

– เนื้อปอดหรือหัวใจเกิดรูรั่ว

– เกิดลิ่มเลือดอุดตันทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดในสมองตีบ กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรือภาวะอื่นซึ่งพบได้น้อยมาก

– เสียชีวิต (โอกาสเกิดน้อยมาก)

.

เรื่องตายจะมีหรือไม่มี ตัดทิ้ง เราไม่สนใจ

เราบอกเจ้านายว่า ผลของการทำกรรมฐาน ทำให้เราเป็นคนที่มีความอดทนต่อทุกขเวทนามากๆ ฉะนั้น เราคิดว่า พอกันทีกับการรักษา และตั้งแต่สมองมีปัญหา เราไม่ต้องความเจ็บปวดต่างๆกับทางกาย เช่น หากมีอาการหัวใจวาย ก็ไม่ต้องเจ็บปวด มันจะแค่ทำให้ทรมาณใจ เป็นช่วงๆ เหมือนคนจะหายใจไม่ออก ก็อาศัยกรรมฐาน ไม่ต้องทำอะไร เวลาจิตเป็นสมาธิ สักพักอาการต่างๆจะหายไปเอง

เรื่องยาที่อาจจะช่วยได้ หมอบอกว่า ใช้ยากับเราไม่ได้ เพราะหัวใจเราเต้นไม่สม่ำเสมอ เดียวเต้นเร็วมาก(160+) บางครั้งเต้นช้า(30+) บางครั้งค่าออกซิเจน 34+ 50+ จึงทำให้เหมือนจะขาดใจตาย และไม่ตาย

จึงบอกเจ้านายว่า ปล่อยไปเถอะ ให้การกำหนดเอา ไม่ต้องทำอะไรกับร่างกายออกแล้ว เบื่อนะ ขอใช้กรรมฐาน ใช้สมาธิเท่านั้น

.

สัญญาเสื่อม

เรื่องสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้น มันก็คุ้ม ตรงที่ทำให้เกิดความแจ่มแจ้งสภาวะที่ไม่เคยเข้าใจว่า นี่คือสภาวะอะไร ทำให้รู้ว่าคืออะไร

ส่วนใครทำกรรมใด เป็นเรื่องของอวิชชาที่มีอยู่

คิดดูละกัน ท้องฟ้า มีกว้างใหญ่ ก็ว่ากว้างแล้วนะ
จักรวาล ก็ว่ากว้างใหญ่ยิ่งกว่าแล้วนะ
ยังไม่บรรจุพอที่จะใส่ภาพอดีตชาติให้มองเห็น

อดีตชาติ

เกี่ยวกับกรรมของการทำสัทธรรมปฏิรูป ระหว่าง ปถุชน กับ โสดาบัน ผลที่ได้รับความแตกต่างกัน

เปรียบระหว่าง บุรุษตาบอด กับ บุรุษตาดี ผลที่ได้รับก็แตกต่าง
โสดาบัน ผลที่ได้คือ ความรู้สึกทางใจ แต่บางคนเขาเลือกทำ แต่บางคนไม่เลือกทำ เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย

ส่วนปถุชน ผลที่ได้คือ สังสารวัฏ เหตุปัจจัยจากอวิชชา(ไม่แจ้งอริยสัจ 4)

 
ท้องฟ้า มีกว้างใหญ่ ก็ว่ากว้างแล้วนะ
จักรวาล ก็ว่ากว้างใหญ่ยิ่งกว่าแล้วนะ
ยังไม่บรรจุพอที่จะใส่ภาพอดีตชาติให้มองเห็น

สัมมาสติ

นี่ก็เป็นสิ่งที่เขียนค้างไว้ แบบนึกไม่ออกเหมือนกัน จึงเคยไว้เล่าไว้ว่า จิตมักจะทบทวนสภาวะเนืองๆ จึงทำให้รู้ชัดว่า สัมมาสติก็มีความแตกต่างกันระหว่างเสขะกับอเสขะ

.

แบบว่าลืมเขียนแยกสภาวะออกจากกัน โสดาบัน สกิทาคา อนาคามี และที่เขียนตกไปเรื่องการปฏิบัติไม่อดทน ๑ การปฏิบัติอดทน ๑ การปฏิบัติข่มใจ ๑ การปฏิบัติรระงับ ๑

เช่น หลังโสดาบันที่ยังไม่แจ้งนิพพาน ต้องทำยังไงต่อ ตรงนั้นเขียนไว้แล้ว ส่วนโสดาบันที่แจ้งนิพพาน ทำต่อ ยังไม่ได้เขียน

แต่ทั้งสองสภาวะ(ยังไม่แจ้งนิพพานและแจ้งนิพพาน) ก็เป็นเรื่องของมมรค ผล ในสกิทาคามี

หลังจากนั้น จะเป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้นเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพานโดยส่วนเดียว

เมื่อสภาวะดำเนินตามมรรค อนุโลญาณ มรรคญาณ ผลญาณ ในอนาคามี จึงมีเกิดขึ้น เมื่ออินทรีย์ 5 ย่อมแจ้งนิพพานและอริยสัจ 4

ก็คิดว่า เดี๋ยวลบทิ้ง แล้วเขียนแยกสภาวะ เพื่อสะดวกสำหรับผู้ปฏิบัติจะได้รู้ว่า ติดขัดตรงไหนไว้ จะได้รู้ว่าควรทำยังไงต่อ

 

22 มีค. 62

8. รวมวิธีที่ใช้ในการกระทำเพื่อละอุปาทานขันธ์ 5

.

1. มนสิการโดยแยบคาย
พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอที่จะเล็งเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ
ภิ. ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เวทนาเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิ. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ หรือเป็นสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอที่จะเล็งเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ
ภิ. ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน สัญญาเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิ. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอที่จะเล็งเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ
ภิ. ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน สังขารเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิ. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอที่จะเล็งเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ
ภิ. ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิ. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ หรือเป็นสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอที่จะเล็งเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ
ภิ. ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล พวกเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็นไปในภายใน หรือมีในภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา

พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา

พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา

พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา

พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้สดับแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในรูป แม้ในเวทนา แม้ในสัญญา แม้ในสังขาร แม้ในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณรู้ว่า หลุดพ้นแล้วรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ

.

2. มนสิการโดยแยบคาย
ข้อฏิบัติเพื่อ อนุปาทาปรินิพพาน

ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้ปฏิบัติอย่างนี้ คือ ย่อมได้ความวางเฉย(อุเบกขา) ว่า

ถ้ากรรมในอดีตไม่ได้มีแล้วไซร้
อัตตภาพในปัจจุบันก็ไม่พึงมีแก่เรา

ถ้ากรรมในปัจจุบันย่อมไม่มีไซร้
อัตตภาพในอนาคตก็จักไม่มีแก่เรา

เบญจขันธ์ที่กำลังเป็นอยู่ ที่เป็นมาแล้วเราย่อมละได้
เธอย่อมไม่กำหนัดในเบญจขันธ์อันเป็นอดีต
ไม่ข้องอยู่ในเบญจขันธ์อันเป็นอนาคต

ย่อมพิจารณาเห็นบทอันสงบระงับอย่างยิ่งด้วยปัญญาอันชอบ
ก็บทนั้นแล อันภิกษุนั้นทำให้แจ้งแล้ว โดยอาการทั้งปวง

อนุสัย คือมานะ อนุสัยคืออวิชชา เธอยังละ ไม่ได้โดยอาการทั้งปวง เธอย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่

.

3. โยนิสมนสิการ
สิ่งที่มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิตและขณะทำกรรมฐาน
ให้ดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น อย่าไปชอบ อย่าไปชัง รู้ลงไป อยู่กับมัน อย่าคิดเปลี่ยนแปลง อย่าคิดแก้ไข อย่าแทกแซงสภาวะ อย่าขัดขืน ดู รู้ อยู่กับมัน มีเท่านี้เอง มันเป็นเรื่องของไตรลักษณ์

ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป
เมื่อภิกษุนั้นเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป มรรคย่อมเกิด ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

.

4. การเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเบื้องต้น
วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดที่หลัง

บุคคลบางคนในโลกนี้
โดยปรกติเป็นคนมีราคะกล้า
ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่ราคะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นคนมีโทสะกล้า
ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โทสะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นคนมีโมหะกล้า
ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โมหะเนืองๆ บ้าง

วิปัสสนา ด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา

ความที่จิตมีการปล่อยธรรมทั้งหลายที่เกิดในวิปัสสนานั้นเป็นอารมณ์ เพราะความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ

ภิกษุเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
เมื่อภิกษุนั้นเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิดขึ้น ภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

.

5. เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น ฯ
สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง

บุคคลบางคนในโลกนี้ โดยปรกติไม่เป็นผู้มีราคะกล้า
ไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่ราคะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นผู้ไม่มีโทสะกล้า
ไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โทสะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นผู้ไม่มีโมหะกล้า
ไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โมหะเนืองๆ บ้าง

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน
ด้วยสามารถความไม่พยาบาท เป็นสมาธิ

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน
ด้วยสามารถแห่งอาโลกสัญญา เป็นสมาธิ ฯลฯ

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน
ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า เป็นสมาธิ

วิปัสสนาด้วยอรรถว่า พิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้นโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ด้วยประการดังนี้

ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมเจริญวิปัสสนาอันมีสมถะเป็นเบื้องต้น เมื่อภิกษุนั้นเจริญวิปัสสนาอันมีสมถะเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิด ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

.

6. เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น ฯ
สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่

บรรลุทุติยฌานมีความผ่องใสแห่งจิตในภายในเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตกวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป

บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดังนี้

บรรลุจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุขเพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติ บริสุทธิ์อยู่

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน
ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะเป็นสมาธิ

วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้น โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ด้วยประการดังนี้

ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมเจริญวิปัสสนาอันมีสมถะเป็นเบื้องต้น
เมื่อภิกษุนั้นเจริญวิปัสสนาอันมีสมถะเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิด ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

นึกไม่ออก

บางครั้งก็นึกไม่ออกว่า จะเขียนถึงอะไรที่ยังค้างไว้ เกี่ยวกับคำทำนาย

ทำไมผู้ที่ให้คำทำนาย ส่วนมากจะฝันเห็นเหมือนๆกัน คือ

“จะมีหนึ่งนารีขี่ม้าขาว ควงคทามุ่งสู่ดาวสร้างความหวัง”

“หลวงปู่จันทร์เรียน วัดถ้ำสหาย เทศน์สอนศิษย์ ช่วงฉันปานะ. ประมาณปี 2553 ว่า. “…พระศรีอารย์ ท่านเกิดที่โลกนี้นี่ละ. ศาสนาท่านไม่ได้นุ่งห่ม ปฏิบัติแบบนี้. ” หลวงปู่ ดึงผ้าอังสะท่าน. ประมาณได้ว่า. ศาสนาพระศรีอารย์ ไม่ได้ห่มเหลือง ไม่ได้ถือปฏิบัติเช่นศาสนาพุทธกาลนี้”

และคำทำนายต่างๆ เกี่ยวกับพระโพธิสัตว์ไว้

เกี่ยวกับคำทำนายอนาคามี สกทาคามี โสดาบัน ช่วงสืบต่อพระดำรงพระสัทธรรม บอกได้ว่า เป็นผู้หญิง

.

ทำให้นึกถึงพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้

“พรหมจรรย์ไม่ตั้งอยู่นาน

[๕๑๘] ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า พระนางมหาปชาบดีโคตมี ยอมรับครุธรรม ๘ ประการแล้ว พระมาตุจฉาของพระผู้มีพระภาค อุปสมบทแล้ว

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ ก็ถ้าสตรีจักไม่ได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว พรหมจรรย์จักตั้งอยู่ได้นานสัทธรรมจะพึงตั้งอยู่ได้ตลอดพันปี
ก็เพราะสตรีออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว บัดนี้ พรหมจรรย์จักไม่ตั้งอยู่ได้นาน สัทธรรมจักตั้งอยู่ได้เพียง ๕๐๐ ปีเท่านั้น

ดูกรอานนท์ สตรีได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยใด ธรรมวินัยนั้นเป็นพรหมจรรย์ไม่ตั้งอยู่ได้นาน เปรียบเหมือนตระกูลเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่มีหญิงมาก มีชายน้อย ตระกูลเหล่านั้นถูกพวกโจรผู้ลักทรัพย์กำจัดได้ง่าย
อีกประการหนึ่ง เปรียบเหมือนหนอนขยอกที่ลงในนาข้าวสาลีที่สมบูรณ์ นาข้าวสาลีนั้นไม่ตั้งอยู่ได้นาน อีกประการหนึ่ง เปรียบเหมือนเพลี้ยที่ลงในไร่อ้อยที่สมบูรณ์ ไร่อ้อยนั้นไม่ตั้งอยู่ได้นาน

ดูกรอานนท์ บุรุษกั้นทำนบแห่งสระใหญ่ไว้ก่อน เพื่อไม่ให้น้ำไหลไป แม้ฉันใด เราบัญญัติครุธรรม ๘ ประการแก่ภิกษุณี เพื่อไม่ให้ภิกษุณีละเมิดตลอดชีวิต ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ”

เหตุปัจจัย

26 ธค. 61

ที่เคยเรื่องหัวใจวาย แต่ไม่ตาย และเกือบตายอีก 3 ครั้ง แล้วกลายเป็น AF

กับ เริ่มต้นจากไทรอยด์  การรักษาเกือบปกติ

จาก AF จากป่วย เกิดเป็นผลของกรรม

ถ้าไม่ได้ผลของการทำความเพียรมาช่วยไว้ อาจเป็นอัมพาตได้

.

อยากเขียนเกี่ยวเกียบกับผลของการทำความเพียร
การเขียนตัวหนังสืออยู่ในขั้นตอนฝึก
 
ภายในรู้ชัดปกติ  อารมณ์ ความรู้สึกต่างๆ ค่อนข้างเฉย
แต่ภายในนอก(การเดินชีวิต) ต้องใช้เวลาการสื่อสาร
 
.
 
เกี่ยวกับลิ่มเลือดออกในสมอง ขนาด 2-3 cms
มีผลกระทบเรื่องการพูด ความจำต่างๆ
แต่ไม่มีผลกระทบการเป็นอัมพาต
 
หมอบอกว่า รักษาตัว 4 วัน ได้ผลดีมาก 
พูดได้มากขึ้น แต่เขียนยังไม่สะดวก
 
.
เชื่อเรื่องวิบากกรรม ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นไม่บังเอิญ
จึงบอกตัวเองเสมอๆว่า อดทนไว้ 
 
สองอย่างมีสองอย่าง ดีและไม่ดี เป็นเรื่องปกติ
ทำการความเพียรต่อเนื่อง เดินแล้วต่อนั่งสมาธิ
 
แต่สูญเสียการคำพูด ความจำบางส่วน จำไม่ได้
ดีที่ไม่เป็นอัมพาต สติและ สมาธิ ช่วยไว้มาก
 
เมื่อการปฏิบัติสมัยก่อน ทำแบบสบาย นั่งโซฟา
การใช้ชีวิตสะดวก กินแบบสบาย ไม่สำรวม
 
เรื่องราวที่เกิดขึ้นมาแล้ว  ให้เป็นครู
ยังมีที่เรื่องสมาธิ จิตเป็นสมาธิเวลานอน ช่วยไว้ทัน
 
พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า อย่าประมาททั้งการทำเพียรและการดำเนินชีวิต

 

.

ความจำแรกๆ จำไม่ได้ ชื่อของตัวเองคือจำไม่ได้ คำเรียกต่างๆจำไม่ได้
การดำเนินชีวิต ภายในจำได้ แต่เรียกไม่ได้ ออกเสียงไม่ถูก

หลังจากรักษา ความจำที่เกิดขึ้นภายในจำได้
แต่พูดไม่สะดวก บางคำเขียนยาก
หมอบอกว่า ให้ฟังพูดและเขียนบ่อยๆ  ใช้เวลาการรักษากับหมอด้วยที่รพ.

.
สภาวะจำได้ แต่เขียนไม่ได้ พูดไม่ได้
สมถะ สภาวะทั้งหมด พูดและเขียนไม่ได้
แต่สภาวะภายในจำได้ รู้เฉพาะตน
สมาธิต่างๆ ไม่เสื่อม โอภาสเกิดปกติ
รู้ชัดภายในกายและจิต เกิดปกติ

สภาวะปัญญา ไม่เสื่อม จำได้
พระธรรมคำสอนจำได้ ไม่ลืม

แต่สภาวะสัญญาทางโลก จำไม่ค่อยได้

.

เขียนเองทั้งหมด

 

ความน่าอัศจรรย์แห่งจิต

สมัยที่มีสมาธิมาก ก็คิดว่า จิตนี้ช่างน่าอัศจรรย์จริงนัก
เกี่ยวกับการรู้เห็นต่างๆ

มาปัจจุบัน ถึงแม้กำลังสมาธิที่มีอยู่ ไม่มากเท่าเมื่อก่อน ก็ยังเห็นความน่าอัศจรรย์ของจิตอีก ก็มันน่าอัศจรรย์จริงๆ

การเจริญสมถะและวิปัสสนา ประกอบด้วยการอดทน อดกลั้น กดข่มใจ การพยายามระงับทุกขเวทนาต่างๆ ที่มีเกิดขึ้นทั้งกายและใจ

ทุกๆผัสสะที่มีเกิดขึ้นในชีวิต ล้วนเป็นบททดสอบโดยตัวสภาวะเอง แบบถูกทำข้อสอบชนิดที่เรียกว่า ไม่มีการรู้ล่วงหน้า การเจ็บป่วย ก็รวมอยู่ในนั้นด้วย เรียกได้ว่า มาไว เคลมไว ยิ่งกว่าสิ่งใด

สิ่งที่ช่วยได้ มีแค่ สติ สัมปชัญญะ ที่เป็นตัวช่วยหยุด
ซึ่งเป็นผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง

สมาธิมีบทบาทสำคัญ เกี่ยวกับความรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิต เป็นเหตุปัจจัยให้เห็นธรรมตามความเป็นจริง

คุณประโยชน์ของการเจริญสมถะและวิปัสสนา
นั้นมีมากมายยิ่งนัก ส่วนการรู้เห็นนั้นเป็นเช่นไร
ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของผู้ปฏิบัติ

.

เมื่อทำความเพียรมาถึงจุดๆหนึ่ง
ที่มีสภาวะแยกรูปนาม เกิดขึ้นตามความเป็นจริง
กายส่วนกาย จิตส่วนจิต ไม่ปะปนกัน

จิตที่ถูกฝึกอย่างต่อเนื่อง
เวลามีสิ่งใดเกิดขึ้นกับกาย จะส่งผลกระทบต่อจิตน้อยมาก

เมื่อก่อนก็คิดว่าเข้าใจในสภาวะแยกรูปนามในระดับหนึ่งแล้วนะ อันนั้นรู้ชัดขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ พอมาป่วย ทำให้เกิดความรู้ชัดขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง

.
สิ่งที่มีเกิดขึ้นอย่างชัดเจน คือ กายทุกข์(ป่วย)
แต่ใจไม่ทุรนทุรายตามกาย มีแต่ปรับตัวให้เข้ากับอาการที่มีเกิดขึ้น ด้วยเหตุปัจจัยนี้ เวลาที่แพทย์สอบถามอาการทางใจ มักจะไม่ตรงกับอาการทางกายที่ปรากฏ

ซึ่งสภาวะตรงนี้ ก็มีผลต่อการรักษาด้วย
ประมาณว่า อาการทางกาย(ป่วย) แสดงออกอีกอย่าง
แต่อาการที่มีเกิดขึ้นทางจิต(อารมณ์) กลับเป็นอีกอย่าง

เช่น อาการป่วยที่เราเป็นอยู่ อาการที่เกิดขึ้นทางกาย กับ อาการที่เกิดขึ้นทางใจ มันไปกันคนละทาง คือ เวลาหมอซักถามอาการ สิ่งที่เราตอบไป มันคนละเรื่องกับอาการทางกายที่ตรวจด้วยเครื่องมือแพทย์

ไม่ว่าจะเรื่องหัวใจเต้นพริ้ว หมอตรวจเจอเพราะใช้เครื่องมือทางการแพทย์ตรวจ แต่ใจเรากลับไม่เป็นอะไร อาการเหนื่อยมีแค่เวลาเดินขึ้นบันได นอนได้ปกติ ไม่มีกระสับกระส่าย ส่วนจะหลับเร็วหรือหลับช้า ก็เรื่องปกติ ถ้าสมาธิมาก มันก็ดิ่งลงไปเอง ถ้าสมาธิน้อย จะรู้สึกตัวเนืองๆ มันก็รู้อยู่อย่างนั้น จนเกิดความเคยชิน ฉะนั้นหลับหรือไม่หลับ จึงไม่มีปัญหา

.
การทำกรรมฐาน เหมือนอย่างที่หลวงพ่อจรัญท่านเคยเทศนาไว้ คนหายใจยาว ได้ประโยชน์มากกว่าคนหายใจสั้น นี่ก็เพิ่งมาเห็นประโยชน์ในตอนนี้

ตอนที่หมอถามเรื่องการหอบ หรือหายใจไม่เต็มอิ่มมีมั่งมั๊ย
เราบอกว่า ไม่มีค่ะ หายใจปกติ

หมอถามว่า มีเหนื่อยหรือเพลียมั่งมั๊ย
เราบอกว่า เหนื่อยเฉพาะเวลาขึ้นบันได

แบบว่าอาการอ่อนเพลียเราไม่รู้จัก
เรารู้แต่ว่า จิตเป็นสมาธิกับจิตไม่เป็นสมาธิ
ก็เลยไม่รู้จะตอบกับหมอยังไง

ครั้งล่าสุด เมื่อไม่กี่วันมานี้ ไปตามที่หมอรพ.รามนัด
วันนั้น ตอนที่วัดชีพจร และ ค่าออกซิเจนในร่างกาย
ปรากฏว่า ค่าออกซิเจนในร่างกายต่ำ
ครั้งแรกที่วัดที่นิ้วข้างขวา ค่าอยู่ที่ 44
จนท.เลยเปลี่ยนเป็นนิ้วข้างซ้าย ค่าอยู่ที่ 51 เกือบ 52
เขาจึงเรียกพยาบาลให้มาสอบถามอาการ

พยาบาลถามว่า มีเวียนศรีษะ หรือหน้ามืด ใจสั่น
มีอ่อนเพลียหรือมีผิดปกติอะไรมั๊ย

เราบอกว่า ปกตินะ

.
ปรากฏว่า จากที่จะต้องตรวจเป็นคนที่ 7 หมอเรียกตรวจเป็นคนแรก หมอสอบถามอาการต่างๆก่อน แล้วให้ไปตรวจคลื่นหัวใจ

ระหว่างรอ อากาศเย็นสบาย จิตเป็นสมาธิ เหมือนตัดขาดจากภายนอก สักพักมีจนท.มาเรียกให้เข้าพบแพทย์

หมอบอกว่า บางครั้งหัวใจเรามีหยุดเต้น
หมอจะติดเครื่องตามดูอาการ 24 ชม.
เพราะหมอไม่แน่ใจว่า เกิดจากยาที่แพทย์จากรพ.จุฬาภรณ์ให้กินหรือเปล่า เป็นยาบล็อกการเต้นหัวใจ ไม่ให้เต้นเร็ว หรืออาจจะเกิดจากไฟฟ้าในหัวใจเสื่อม

หมอบอกค่าใช้จ่าย (เราก็คิดนะ เสียเงินอีกแล้วเหรอเนี่ย)
หมอบอกว่า ให้ทางแพทย์ที่จุฬาภรณ์ดูก่อน
.

วันนี้ไปพบแพทย์ที่รพ.จุฬาภรณ์ตามนัด
เล่าอาการให้หมอฟังทั้งหมด
รวมทั้งเรื่องอาการหน้ามืดกับอาการวูบ

เวลารู้สึกหน้ามืด จะลืมตาไว้ เพราะถ้าหลับตา มันจะหน้ามืด แล้วถึงจะมีอาการหน้ามืด แต่มันจะมีสติคอยรั้งเอาไว้ ถ้าจะวูบ ก็จะกลับมารู้ที่กาย แบบว่าอธิบายได้ยาก

.
คือ เวลาคนที่จะเป็นลม จะมีเหงื่อออกเยอะมาก
อาการทางกายเวลาที่หน้ามืด ของเราเป็นแบบนั้นทุกอย่าง
แต่ไม่มีเวียนหัว แค่รู้สึกว่า หน้ามืด ทั้งๆที่ลืมตาอยู่

แล้วถ้าหากเป็นมาก จะฟุบหน้าลงกับโต๊ะ
สักพักอาการนั้นจะหายไป

รอดูผลการตรวจครั้งต่อไป

.

ถ้าถามความรู้สึกในตอนนี้ เรามองว่า มันดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนะ แบบไม่ต้องทรมาณมาก ตอนนี้อาการเจ็บหัวใจ เหมือนเริ่มกลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง คือ อาการเหมือนตอนที่เริ่มเป็น เราเองก็ไม่ได้รู้สึกทุกข์ร้อนอะไรกับมัน คือ อยู่กับมันได้

ลืมเล่าเรื่องยา ยาที่กินก็ส่งผลกระทบต่อใจเหมือนกันนะ ทำให้เรามีอาการที่ไม่ค่อยเป็นตัวของตัวเอง อาการเหมือนสมัยที่เกิดสภาวะจิตเสื่อม สมาธิเสื่อมน่ะ คล้ายๆแบบนั้น คือ ฟุ้งซ่าน ทนต่อสิ่งที่มากระทบได้ยาก หงุดหงิดง่ายแบบไม่มีสาเหตุ มีเกิดขึ้นตั้งแต่หลังช๊อตไฟฟ้า ก็สังเกตุมาเรื่อยๆนะ มาแน่ใจตอนที่เริ่มหยุดกินยานี่แหละ ใจเริ่มกลับมาเป็นปกติ กลับมาเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น

วิบากแห่งสังขาร

เกี่ยวกับสภาวะนี่ ต้องแยกให้ถูกนะ อย่านำมาปะปนกัน เช่น กรณีอาการป่วยที่วลัยพรเป็นอยู่ ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น แยกออกเป็น 2 สภาวะ

กล่าวคือ

1. วิบากของสังขาร(อัตภาพร่างกาย)

2. จิตหรือใจ

.
ที่ถูกแยกออกแบบนี้ เพราะเป็นคนละส่วน คนละสภาวะกัน อาการที่มีเกิดขึ้นก็ไม่เหมือนกัน ทุกขเวทนาทางกาย ก็เรื่องของกาย ใจส่วนใจ ยังคงมีสุขที่เกิดจากสมาธิที่เกิดขึ้นเนืองๆ

ถ้านำมาพูดให้เห็นเป็นรูปธรรม คนป่วยส่วนมาก กินข้าวไม่ค่อยได้ นอนไม่ค่อยหลับ ไม่มีสมาธิ บางคนวิตกกังวลมาก ถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้าไปก็มี

แต่เรากลับไม่มีอาการเหล่านั้น ยังคงกินข้าวได้ปกติ จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิเนืองๆเป็นปกติ การนอนปกติ ไม่มีกระสับกระส่าย สภาวะใดเกิดขึ้น แค่รู้ว่ามีเกิดขึ้น ปรับท่านอน ไม่ไปรับรู้ถึงการสั่นสะเทือนของกายที่เกิดจากหัวใจเต้นแรง แปบเดียว จิตเป็นสมาธิ บางครั้งก็ช้า เอาแน่นอนอะไรไม่ได้ ก็แค่นอนเฉยๆ ไม่ต้องไปทำอะไรกับมัน สมาธิจะเกิด เดี่ยวก็เกิดเอง ไม่ต้องไปบังคับให้เกิด

.
คือ ไม่ไปทุกข์กับอาการที่มีเกิดขึ้นทางกาย เพราะรู้ดีว่า เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย มันไม่เที่ยง

กล่าวคือ เป็นการแยกรูป แยกนาม ตามความเป็นจริงโดยตัวสภาวะเอง ไม่ได้คิดจะจับแยก

จึงเป็นที่มาของสิ่งที่นำมาโพส

จิตฺตํํ ทนฺตํ สุขาวหํ
จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้

.
แล้วเจ้าความเจ็บป่วย อาการที่เป็นอยู่เนี่ย กลับมองว่า เหมือนมีตัวกระตุ้น ให้เกิดความรู้สึกตัวเนืองๆ ทำให้ไม่ประมาทในการใช้ชีวิตที่มีอยู่

เราต้องยอมรับความจริงอยู่อย่างหนึ่งว่า ทุกคนล้วนต้องตาย ไม่สามารถปฏิเสธความจริงข้อนี้ไปได้ แล้วทำยังไงจึงจะใช้ประโยชน์จากชีวิตนี้ ที่มีอยู่ในตอนนี้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่ใช้ชีวิตแบบอยู่ไปวันๆ หายใจทิ้งไปวันๆ

.
สิ่งที่เขียน เขียนตามความเป็นจริง เรื่องของกายก็เป็นเรื่องของกาย เป็นวิบากของขันธ์ เขียนเพื่อเรียนรู้ ไม่ใช่เขียนแล้วนำมาเป็นเครื่องกังวล

ใจก็ส่วนใจ คนละส่วนกัน

นี่แหละประโยชน์ที่ไม่สามารถบรรยายออกมาได้หมด ซึ่งเป็นผลของการทำความเพียรแบบเอกอุ แล้วก็ทำอย่างต่อเนื่อง ผลที่ได้รับคุ้มค่าแบบประมาณมิได้

.

เจลสูตร
ว่าด้วยการมีธรรมเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง

[๗๔๑] สมัยหนึ่ง เมื่อพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะปรินิพพานแล้วไม่นาน พระผู้มีพระภาคประทับอยู่แทบฝั่งแม่น้ำคงคา ใกล้อุกกเจลนคร ในแคว้นวัชชี กับพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่

ก็สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคอันภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้ว ประทับนั่งที่กลางแจ้ง ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงชำเลืองดูภิกษุสงฆ์ผู้นิ่งอยู่ แล้วตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บริษัทของเรานี้ปรากฏเหมือนว่างเปล่า เมื่อสารีบุตรและโมคคัลลานะยังไม่ปรินิพพาน สารีบุตรและโมคคัลลานะอยู่ในทิศใด ทิศนั้นของเราย่อมไม่ว่างเปล่า ความไม่ห่วงใยย่อมมีในทิศนั้น.
[๗๔๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้เหล่าใดได้มีมาแล้วในอดีตกาล พระผู้มีพระภาคแม้เหล่านั้น ก็มีคู่สาวกนั้นเป็นอย่างยิ่งเท่านั้น เหมือนกับสารีบุตรและโมคคัลลานะของเรา

พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้เหล่าใด จักมีในอนาคตกาล พระผู้มีพระภาคแม้เหล่านั้น ก็จักมีคู่สาวกนั้นเป็นอย่างยิ่งเท่านั้น เหมือนกับสารีบุตรและโมคคัลลานะของเรา

.
[๗๔๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เป็นความอัศจรรย์ของสาวกทั้งหลาย เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาของสาวกทั้งหลาย สาวกทั้งหลายจักกระทำตามคำสอน และกระทำตามโอวาทของพระศาสดาและจักเป็นที่รักเป็นที่ชอบใจ เป็นที่ตั้งแห่งความเคารพและสรรเสริญของบริษัท ๔ เป็นความอัศจรรย์ของตถาคต เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาของตถาคต

เมื่อคู่สาวกแม้เห็นปานนี้ปรินิพพานแล้วความโศกหรือความร่ำไรก็มิได้มีแก่พระตถาคต เพราะฉะนั้น จะพึงได้ข้อนี้แต่ที่ไหน สิ่งใดเกิดแล้วมีแล้ว ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีความทำลายเป็นธรรมดา การปรารถนาว่า ขอสิ่งนั้นอย่าทำลายเลย ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้.

.
[๗๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ มีแก่นตั้งอยู่ ลำต้นที่ใหญ่กว่าพึงทำลายลง ฉันใด เมื่อภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ซึ่งมีแก่น ดำรงอยู่ สารีบุตรและโมคคัลลานะปรินิพพานแล้ว ฉันนั้นเหมือนกัน

เพราะฉะนั้น จะพึงได้ในข้อนี้แต่ที่ไหน สิ่งใดเกิดแล้ว มีแล้ว ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีความทำลายเป็นธรรมดา การปรารถนาว่า ขอสิ่งนั้นอย่าทำลายไปเลย ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้

เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่เถิด.

.
[๗๔๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่อย่างไร

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อม
พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ …
พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ …
พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ …
พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่อย่างนี้แล.

.
[๗๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุพวกใดพวกหนึ่งในบัดนี้ก็ดี ในกาลที่เราล่วงไปแล้วก็ดี จักเป็นผู้มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ ภิกษุเหล่านี้นั้น ที่เป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา จักเป็นผู้เลิศ.

Previous Older Entries

พฤษภาคม 2019
พฤ อา
« เม.ย.    
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: