สัมมาสติ

นี่ก็เป็นสิ่งที่เขียนค้างไว้ แบบนึกไม่ออกเหมือนกัน จึงเคยไว้เล่าไว้ว่า จิตมักจะทบทวนสภาวะเนืองๆ จึงทำให้รู้ชัดว่า สัมมาสติก็มีความแตกต่างกันระหว่างเสขะกับอเสขะ

.

แบบว่าลืมเขียนแยกสภาวะออกจากกัน โสดาบัน สกิทาคา อนาคามี และที่เขียนตกไปเรื่องการปฏิบัติไม่อดทน ๑ การปฏิบัติอดทน ๑ การปฏิบัติข่มใจ ๑ การปฏิบัติรระงับ ๑

เช่น หลังโสดาบันที่ยังไม่แจ้งนิพพาน ต้องทำยังไงต่อ ตรงนั้นเขียนไว้แล้ว ส่วนโสดาบันที่แจ้งนิพพาน ทำต่อ ยังไม่ได้เขียน

แต่ทั้งสองสภาวะ(ยังไม่แจ้งนิพพานและแจ้งนิพพาน) ก็เป็นเรื่องของมมรค ผล ในสกิทาคามี

หลังจากนั้น จะเป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้นเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพานโดยส่วนเดียว

เมื่อสภาวะดำเนินตามมรรค อนุโลญาณ มรรคญาณ ผลญาณ ในอนาคามี จึงมีเกิดขึ้น เมื่ออินทรีย์ 5 ย่อมแจ้งนิพพานและอริยสัจ 4

ก็คิดว่า เดี๋ยวลบทิ้ง แล้วเขียนแยกสภาวะ เพื่อสะดวกสำหรับผู้ปฏิบัติจะได้รู้ว่า ติดขัดตรงไหนไว้ จะได้รู้ว่าควรทำยังไงต่อ

 

22 มีค. 62

8. รวมวิธีที่ใช้ในการกระทำเพื่อละอุปาทานขันธ์ 5

.

1. มนสิการโดยแยบคาย
พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอที่จะเล็งเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ
ภิ. ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เวทนาเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิ. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ หรือเป็นสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอที่จะเล็งเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ
ภิ. ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน สัญญาเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิ. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอที่จะเล็งเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ
ภิ. ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน สังขารเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิ. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอที่จะเล็งเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ
ภิ. ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิ. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ หรือเป็นสุขเล่า ฯ
ภิ. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ควรหรือหนอที่จะเล็งเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ
ภิ. ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล พวกเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็นไปในภายใน หรือมีในภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา

พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา

พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา

พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา

พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงดังนี้ว่า วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้สดับแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในรูป แม้ในเวทนา แม้ในสัญญา แม้ในสังขาร แม้ในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณรู้ว่า หลุดพ้นแล้วรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ

.

2. มนสิการโดยแยบคาย
ข้อฏิบัติเพื่อ อนุปาทาปรินิพพาน

ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้ปฏิบัติอย่างนี้ คือ ย่อมได้ความวางเฉย(อุเบกขา) ว่า

ถ้ากรรมในอดีตไม่ได้มีแล้วไซร้
อัตตภาพในปัจจุบันก็ไม่พึงมีแก่เรา

ถ้ากรรมในปัจจุบันย่อมไม่มีไซร้
อัตตภาพในอนาคตก็จักไม่มีแก่เรา

เบญจขันธ์ที่กำลังเป็นอยู่ ที่เป็นมาแล้วเราย่อมละได้
เธอย่อมไม่กำหนัดในเบญจขันธ์อันเป็นอดีต
ไม่ข้องอยู่ในเบญจขันธ์อันเป็นอนาคต

ย่อมพิจารณาเห็นบทอันสงบระงับอย่างยิ่งด้วยปัญญาอันชอบ
ก็บทนั้นแล อันภิกษุนั้นทำให้แจ้งแล้ว โดยอาการทั้งปวง

อนุสัย คือมานะ อนุสัยคืออวิชชา เธอยังละ ไม่ได้โดยอาการทั้งปวง เธอย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่

.

3. โยนิสมนสิการ
สิ่งที่มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิตและขณะทำกรรมฐาน
ให้ดูตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น อย่าไปชอบ อย่าไปชัง รู้ลงไป อยู่กับมัน อย่าคิดเปลี่ยนแปลง อย่าคิดแก้ไข อย่าแทกแซงสภาวะ อย่าขัดขืน ดู รู้ อยู่กับมัน มีเท่านี้เอง มันเป็นเรื่องของไตรลักษณ์

ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป
เมื่อภิกษุนั้นเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป มรรคย่อมเกิด ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

.

4. การเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเบื้องต้น
วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดที่หลัง

บุคคลบางคนในโลกนี้
โดยปรกติเป็นคนมีราคะกล้า
ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่ราคะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นคนมีโทสะกล้า
ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โทสะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นคนมีโมหะกล้า
ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โมหะเนืองๆ บ้าง

วิปัสสนา ด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา

ความที่จิตมีการปล่อยธรรมทั้งหลายที่เกิดในวิปัสสนานั้นเป็นอารมณ์ เพราะความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ

ภิกษุเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
เมื่อภิกษุนั้นเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิดขึ้น ภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

.

5. เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น ฯ
สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง

บุคคลบางคนในโลกนี้ โดยปรกติไม่เป็นผู้มีราคะกล้า
ไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่ราคะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นผู้ไม่มีโทสะกล้า
ไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โทสะเนืองๆ บ้าง

โดยปรกติเป็นผู้ไม่มีโมหะกล้า
ไม่ได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดแต่โมหะเนืองๆ บ้าง

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน
ด้วยสามารถความไม่พยาบาท เป็นสมาธิ

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน
ด้วยสามารถแห่งอาโลกสัญญา เป็นสมาธิ ฯลฯ

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน
ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า เป็นสมาธิ

วิปัสสนาด้วยอรรถว่า พิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้นโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ด้วยประการดังนี้

ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมเจริญวิปัสสนาอันมีสมถะเป็นเบื้องต้น เมื่อภิกษุนั้นเจริญวิปัสสนาอันมีสมถะเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิด ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

.

6. เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น ฯ
สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่

บรรลุทุติยฌานมีความผ่องใสแห่งจิตในภายในเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตกวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป

บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดังนี้

บรรลุจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุขเพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติ บริสุทธิ์อยู่

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน
ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะเป็นสมาธิ

วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้น โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ด้วยประการดังนี้

ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมเจริญวิปัสสนาอันมีสมถะเป็นเบื้องต้น
เมื่อภิกษุนั้นเจริญวิปัสสนาอันมีสมถะเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิด ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

โฆษณา

นึกไม่ออก

บางครั้งก็นึกไม่ออกว่า จะเขียนถึงอะไรที่ยังค้างไว้ เกี่ยวกับคำทำนาย

ทำไมผู้ที่ให้คำทำนาย ส่วนมากจะฝันเห็นเหมือนๆกัน คือ

“จะมีหนึ่งนารีขี่ม้าขาว ควงคทามุ่งสู่ดาวสร้างความหวัง”

“หลวงปู่จันทร์เรียน วัดถ้ำสหาย เทศน์สอนศิษย์ ช่วงฉันปานะ. ประมาณปี 2553 ว่า. “…พระศรีอารย์ ท่านเกิดที่โลกนี้นี่ละ. ศาสนาท่านไม่ได้นุ่งห่ม ปฏิบัติแบบนี้. ” หลวงปู่ ดึงผ้าอังสะท่าน. ประมาณได้ว่า. ศาสนาพระศรีอารย์ ไม่ได้ห่มเหลือง ไม่ได้ถือปฏิบัติเช่นศาสนาพุทธกาลนี้”

และคำทำนายต่างๆ เกี่ยวกับพระโพธิสัตว์ไว้

เกี่ยวกับคำทำนายอนาคามี สกทาคามี โสดาบัน ช่วงสืบต่อพระดำรงพระสัทธรรม บอกได้ว่า เป็นผู้หญิง

.

ทำให้นึกถึงพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้

“พรหมจรรย์ไม่ตั้งอยู่นาน

[๕๑๘] ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า พระนางมหาปชาบดีโคตมี ยอมรับครุธรรม ๘ ประการแล้ว พระมาตุจฉาของพระผู้มีพระภาค อุปสมบทแล้ว

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ ก็ถ้าสตรีจักไม่ได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว พรหมจรรย์จักตั้งอยู่ได้นานสัทธรรมจะพึงตั้งอยู่ได้ตลอดพันปี
ก็เพราะสตรีออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว บัดนี้ พรหมจรรย์จักไม่ตั้งอยู่ได้นาน สัทธรรมจักตั้งอยู่ได้เพียง ๕๐๐ ปีเท่านั้น

ดูกรอานนท์ สตรีได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยใด ธรรมวินัยนั้นเป็นพรหมจรรย์ไม่ตั้งอยู่ได้นาน เปรียบเหมือนตระกูลเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่มีหญิงมาก มีชายน้อย ตระกูลเหล่านั้นถูกพวกโจรผู้ลักทรัพย์กำจัดได้ง่าย
อีกประการหนึ่ง เปรียบเหมือนหนอนขยอกที่ลงในนาข้าวสาลีที่สมบูรณ์ นาข้าวสาลีนั้นไม่ตั้งอยู่ได้นาน อีกประการหนึ่ง เปรียบเหมือนเพลี้ยที่ลงในไร่อ้อยที่สมบูรณ์ ไร่อ้อยนั้นไม่ตั้งอยู่ได้นาน

ดูกรอานนท์ บุรุษกั้นทำนบแห่งสระใหญ่ไว้ก่อน เพื่อไม่ให้น้ำไหลไป แม้ฉันใด เราบัญญัติครุธรรม ๘ ประการแก่ภิกษุณี เพื่อไม่ให้ภิกษุณีละเมิดตลอดชีวิต ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ”

เหตุปัจจัย

26 ธค. 61

ที่เคยเรื่องหัวใจวาย แต่ไม่ตาย และเกือบตายอีก 3 ครั้ง แล้วกลายเป็น AF

กับ เริ่มต้นจากไทรอยด์  การรักษาเกือบปกติ

จาก AF จากป่วย เกิดเป็นผลของกรรม

ถ้าไม่ได้ผลของการทำความเพียรมาช่วยไว้ อาจเป็นอัมพาตได้

.

อยากเขียนเกี่ยวเกียบกับผลของการทำความเพียร
การเขียนตัวหนังสืออยู่ในขั้นตอนฝึก
 
ภายในรู้ชัดปกติ  อารมณ์ ความรู้สึกต่างๆ ค่อนข้างเฉย
แต่ภายในนอก(การเดินชีวิต) ต้องใช้เวลาการสื่อสาร
 
.
 
เกี่ยวกับลิ่มเลือดออกในสมอง ขนาด 2-3 cms
มีผลกระทบเรื่องการพูด ความจำต่างๆ
แต่ไม่มีผลกระทบการเป็นอัมพาต
 
หมอบอกว่า รักษาตัว 4 วัน ได้ผลดีมาก 
พูดได้มากขึ้น แต่เขียนยังไม่สะดวก
 
.
เชื่อเรื่องวิบากกรรม ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นไม่บังเอิญ
จึงบอกตัวเองเสมอๆว่า อดทนไว้ 
 
สองอย่างมีสองอย่าง ดีและไม่ดี เป็นเรื่องปกติ
ทำการความเพียรต่อเนื่อง เดินแล้วต่อนั่งสมาธิ
 
แต่สูญเสียการคำพูด ความจำบางส่วน จำไม่ได้
ดีที่ไม่เป็นอัมพาต สติและ สมาธิ ช่วยไว้มาก
 
เมื่อการปฏิบัติสมัยก่อน ทำแบบสบาย นั่งโซฟา
การใช้ชีวิตสะดวก กินแบบสบาย ไม่สำรวม
 
เรื่องราวที่เกิดขึ้นมาแล้ว  ให้เป็นครู
ยังมีที่เรื่องสมาธิ จิตเป็นสมาธิเวลานอน ช่วยไว้ทัน
 
พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า อย่าประมาททั้งการทำเพียรและการดำเนินชีวิต

 

.

ความจำแรกๆ จำไม่ได้ ชื่อของตัวเองคือจำไม่ได้ คำเรียกต่างๆจำไม่ได้
การดำเนินชีวิต ภายในจำได้ แต่เรียกไม่ได้ ออกเสียงไม่ถูก

หลังจากรักษา ความจำที่เกิดขึ้นภายในจำได้
แต่พูดไม่สะดวก บางคำเขียนยาก
หมอบอกว่า ให้ฟังพูดและเขียนบ่อยๆ  ใช้เวลาการรักษากับหมอด้วยที่รพ.

.
สภาวะจำได้ แต่เขียนไม่ได้ พูดไม่ได้
สมถะ สภาวะทั้งหมด พูดและเขียนไม่ได้
แต่สภาวะภายในจำได้ รู้เฉพาะตน
สมาธิต่างๆ ไม่เสื่อม โอภาสเกิดปกติ
รู้ชัดภายในกายและจิต เกิดปกติ

สภาวะปัญญา ไม่เสื่อม จำได้
พระธรรมคำสอนจำได้ ไม่ลืม

แต่สภาวะสัญญาทางโลก จำไม่ค่อยได้

.

เขียนเองทั้งหมด

 

ความน่าอัศจรรย์แห่งจิต

สมัยที่มีสมาธิมาก ก็คิดว่า จิตนี้ช่างน่าอัศจรรย์จริงนัก
เกี่ยวกับการรู้เห็นต่างๆ

มาปัจจุบัน ถึงแม้กำลังสมาธิที่มีอยู่ ไม่มากเท่าเมื่อก่อน ก็ยังเห็นความน่าอัศจรรย์ของจิตอีก ก็มันน่าอัศจรรย์จริงๆ

การเจริญสมถะและวิปัสสนา ประกอบด้วยการอดทน อดกลั้น กดข่มใจ การพยายามระงับทุกขเวทนาต่างๆ ที่มีเกิดขึ้นทั้งกายและใจ

ทุกๆผัสสะที่มีเกิดขึ้นในชีวิต ล้วนเป็นบททดสอบโดยตัวสภาวะเอง แบบถูกทำข้อสอบชนิดที่เรียกว่า ไม่มีการรู้ล่วงหน้า การเจ็บป่วย ก็รวมอยู่ในนั้นด้วย เรียกได้ว่า มาไว เคลมไว ยิ่งกว่าสิ่งใด

สิ่งที่ช่วยได้ มีแค่ สติ สัมปชัญญะ ที่เป็นตัวช่วยหยุด
ซึ่งเป็นผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง

สมาธิมีบทบาทสำคัญ เกี่ยวกับความรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิต เป็นเหตุปัจจัยให้เห็นธรรมตามความเป็นจริง

คุณประโยชน์ของการเจริญสมถะและวิปัสสนา
นั้นมีมากมายยิ่งนัก ส่วนการรู้เห็นนั้นเป็นเช่นไร
ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของผู้ปฏิบัติ

.

เมื่อทำความเพียรมาถึงจุดๆหนึ่ง
ที่มีสภาวะแยกรูปนาม เกิดขึ้นตามความเป็นจริง
กายส่วนกาย จิตส่วนจิต ไม่ปะปนกัน

จิตที่ถูกฝึกอย่างต่อเนื่อง
เวลามีสิ่งใดเกิดขึ้นกับกาย จะส่งผลกระทบต่อจิตน้อยมาก

เมื่อก่อนก็คิดว่าเข้าใจในสภาวะแยกรูปนามในระดับหนึ่งแล้วนะ อันนั้นรู้ชัดขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ พอมาป่วย ทำให้เกิดความรู้ชัดขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง

.
สิ่งที่มีเกิดขึ้นอย่างชัดเจน คือ กายทุกข์(ป่วย)
แต่ใจไม่ทุรนทุรายตามกาย มีแต่ปรับตัวให้เข้ากับอาการที่มีเกิดขึ้น ด้วยเหตุปัจจัยนี้ เวลาที่แพทย์สอบถามอาการทางใจ มักจะไม่ตรงกับอาการทางกายที่ปรากฏ

ซึ่งสภาวะตรงนี้ ก็มีผลต่อการรักษาด้วย
ประมาณว่า อาการทางกาย(ป่วย) แสดงออกอีกอย่าง
แต่อาการที่มีเกิดขึ้นทางจิต(อารมณ์) กลับเป็นอีกอย่าง

เช่น อาการป่วยที่เราเป็นอยู่ อาการที่เกิดขึ้นทางกาย กับ อาการที่เกิดขึ้นทางใจ มันไปกันคนละทาง คือ เวลาหมอซักถามอาการ สิ่งที่เราตอบไป มันคนละเรื่องกับอาการทางกายที่ตรวจด้วยเครื่องมือแพทย์

ไม่ว่าจะเรื่องหัวใจเต้นพริ้ว หมอตรวจเจอเพราะใช้เครื่องมือทางการแพทย์ตรวจ แต่ใจเรากลับไม่เป็นอะไร อาการเหนื่อยมีแค่เวลาเดินขึ้นบันได นอนได้ปกติ ไม่มีกระสับกระส่าย ส่วนจะหลับเร็วหรือหลับช้า ก็เรื่องปกติ ถ้าสมาธิมาก มันก็ดิ่งลงไปเอง ถ้าสมาธิน้อย จะรู้สึกตัวเนืองๆ มันก็รู้อยู่อย่างนั้น จนเกิดความเคยชิน ฉะนั้นหลับหรือไม่หลับ จึงไม่มีปัญหา

.
การทำกรรมฐาน เหมือนอย่างที่หลวงพ่อจรัญท่านเคยเทศนาไว้ คนหายใจยาว ได้ประโยชน์มากกว่าคนหายใจสั้น นี่ก็เพิ่งมาเห็นประโยชน์ในตอนนี้

ตอนที่หมอถามเรื่องการหอบ หรือหายใจไม่เต็มอิ่มมีมั่งมั๊ย
เราบอกว่า ไม่มีค่ะ หายใจปกติ

หมอถามว่า มีเหนื่อยหรือเพลียมั่งมั๊ย
เราบอกว่า เหนื่อยเฉพาะเวลาขึ้นบันได

แบบว่าอาการอ่อนเพลียเราไม่รู้จัก
เรารู้แต่ว่า จิตเป็นสมาธิกับจิตไม่เป็นสมาธิ
ก็เลยไม่รู้จะตอบกับหมอยังไง

ครั้งล่าสุด เมื่อไม่กี่วันมานี้ ไปตามที่หมอรพ.รามนัด
วันนั้น ตอนที่วัดชีพจร และ ค่าออกซิเจนในร่างกาย
ปรากฏว่า ค่าออกซิเจนในร่างกายต่ำ
ครั้งแรกที่วัดที่นิ้วข้างขวา ค่าอยู่ที่ 44
จนท.เลยเปลี่ยนเป็นนิ้วข้างซ้าย ค่าอยู่ที่ 51 เกือบ 52
เขาจึงเรียกพยาบาลให้มาสอบถามอาการ

พยาบาลถามว่า มีเวียนศรีษะ หรือหน้ามืด ใจสั่น
มีอ่อนเพลียหรือมีผิดปกติอะไรมั๊ย

เราบอกว่า ปกตินะ

.
ปรากฏว่า จากที่จะต้องตรวจเป็นคนที่ 7 หมอเรียกตรวจเป็นคนแรก หมอสอบถามอาการต่างๆก่อน แล้วให้ไปตรวจคลื่นหัวใจ

ระหว่างรอ อากาศเย็นสบาย จิตเป็นสมาธิ เหมือนตัดขาดจากภายนอก สักพักมีจนท.มาเรียกให้เข้าพบแพทย์

หมอบอกว่า บางครั้งหัวใจเรามีหยุดเต้น
หมอจะติดเครื่องตามดูอาการ 24 ชม.
เพราะหมอไม่แน่ใจว่า เกิดจากยาที่แพทย์จากรพ.จุฬาภรณ์ให้กินหรือเปล่า เป็นยาบล็อกการเต้นหัวใจ ไม่ให้เต้นเร็ว หรืออาจจะเกิดจากไฟฟ้าในหัวใจเสื่อม

หมอบอกค่าใช้จ่าย (เราก็คิดนะ เสียเงินอีกแล้วเหรอเนี่ย)
หมอบอกว่า ให้ทางแพทย์ที่จุฬาภรณ์ดูก่อน
.

วันนี้ไปพบแพทย์ที่รพ.จุฬาภรณ์ตามนัด
เล่าอาการให้หมอฟังทั้งหมด
รวมทั้งเรื่องอาการหน้ามืดกับอาการวูบ

เวลารู้สึกหน้ามืด จะลืมตาไว้ เพราะถ้าหลับตา มันจะหน้ามืด แล้วถึงจะมีอาการหน้ามืด แต่มันจะมีสติคอยรั้งเอาไว้ ถ้าจะวูบ ก็จะกลับมารู้ที่กาย แบบว่าอธิบายได้ยาก

.
คือ เวลาคนที่จะเป็นลม จะมีเหงื่อออกเยอะมาก
อาการทางกายเวลาที่หน้ามืด ของเราเป็นแบบนั้นทุกอย่าง
แต่ไม่มีเวียนหัว แค่รู้สึกว่า หน้ามืด ทั้งๆที่ลืมตาอยู่

แล้วถ้าหากเป็นมาก จะฟุบหน้าลงกับโต๊ะ
สักพักอาการนั้นจะหายไป

รอดูผลการตรวจครั้งต่อไป

.

ถ้าถามความรู้สึกในตอนนี้ เรามองว่า มันดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนะ แบบไม่ต้องทรมาณมาก ตอนนี้อาการเจ็บหัวใจ เหมือนเริ่มกลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง คือ อาการเหมือนตอนที่เริ่มเป็น เราเองก็ไม่ได้รู้สึกทุกข์ร้อนอะไรกับมัน คือ อยู่กับมันได้

ลืมเล่าเรื่องยา ยาที่กินก็ส่งผลกระทบต่อใจเหมือนกันนะ ทำให้เรามีอาการที่ไม่ค่อยเป็นตัวของตัวเอง อาการเหมือนสมัยที่เกิดสภาวะจิตเสื่อม สมาธิเสื่อมน่ะ คล้ายๆแบบนั้น คือ ฟุ้งซ่าน ทนต่อสิ่งที่มากระทบได้ยาก หงุดหงิดง่ายแบบไม่มีสาเหตุ มีเกิดขึ้นตั้งแต่หลังช๊อตไฟฟ้า ก็สังเกตุมาเรื่อยๆนะ มาแน่ใจตอนที่เริ่มหยุดกินยานี่แหละ ใจเริ่มกลับมาเป็นปกติ กลับมาเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น

วิบากแห่งสังขาร

เกี่ยวกับสภาวะนี่ ต้องแยกให้ถูกนะ อย่านำมาปะปนกัน เช่น กรณีอาการป่วยที่วลัยพรเป็นอยู่ ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น แยกออกเป็น 2 สภาวะ

กล่าวคือ

1. วิบากของสังขาร(อัตภาพร่างกาย)

2. จิตหรือใจ

.
ที่ถูกแยกออกแบบนี้ เพราะเป็นคนละส่วน คนละสภาวะกัน อาการที่มีเกิดขึ้นก็ไม่เหมือนกัน ทุกขเวทนาทางกาย ก็เรื่องของกาย ใจส่วนใจ ยังคงมีสุขที่เกิดจากสมาธิที่เกิดขึ้นเนืองๆ

ถ้านำมาพูดให้เห็นเป็นรูปธรรม คนป่วยส่วนมาก กินข้าวไม่ค่อยได้ นอนไม่ค่อยหลับ ไม่มีสมาธิ บางคนวิตกกังวลมาก ถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้าไปก็มี

แต่เรากลับไม่มีอาการเหล่านั้น ยังคงกินข้าวได้ปกติ จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิเนืองๆเป็นปกติ การนอนปกติ ไม่มีกระสับกระส่าย สภาวะใดเกิดขึ้น แค่รู้ว่ามีเกิดขึ้น ปรับท่านอน ไม่ไปรับรู้ถึงการสั่นสะเทือนของกายที่เกิดจากหัวใจเต้นแรง แปบเดียว จิตเป็นสมาธิ บางครั้งก็ช้า เอาแน่นอนอะไรไม่ได้ ก็แค่นอนเฉยๆ ไม่ต้องไปทำอะไรกับมัน สมาธิจะเกิด เดี่ยวก็เกิดเอง ไม่ต้องไปบังคับให้เกิด

.
คือ ไม่ไปทุกข์กับอาการที่มีเกิดขึ้นทางกาย เพราะรู้ดีว่า เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย มันไม่เที่ยง

กล่าวคือ เป็นการแยกรูป แยกนาม ตามความเป็นจริงโดยตัวสภาวะเอง ไม่ได้คิดจะจับแยก

จึงเป็นที่มาของสิ่งที่นำมาโพส

จิตฺตํํ ทนฺตํ สุขาวหํ
จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้

.
แล้วเจ้าความเจ็บป่วย อาการที่เป็นอยู่เนี่ย กลับมองว่า เหมือนมีตัวกระตุ้น ให้เกิดความรู้สึกตัวเนืองๆ ทำให้ไม่ประมาทในการใช้ชีวิตที่มีอยู่

เราต้องยอมรับความจริงอยู่อย่างหนึ่งว่า ทุกคนล้วนต้องตาย ไม่สามารถปฏิเสธความจริงข้อนี้ไปได้ แล้วทำยังไงจึงจะใช้ประโยชน์จากชีวิตนี้ ที่มีอยู่ในตอนนี้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่ใช้ชีวิตแบบอยู่ไปวันๆ หายใจทิ้งไปวันๆ

.
สิ่งที่เขียน เขียนตามความเป็นจริง เรื่องของกายก็เป็นเรื่องของกาย เป็นวิบากของขันธ์ เขียนเพื่อเรียนรู้ ไม่ใช่เขียนแล้วนำมาเป็นเครื่องกังวล

ใจก็ส่วนใจ คนละส่วนกัน

นี่แหละประโยชน์ที่ไม่สามารถบรรยายออกมาได้หมด ซึ่งเป็นผลของการทำความเพียรแบบเอกอุ แล้วก็ทำอย่างต่อเนื่อง ผลที่ได้รับคุ้มค่าแบบประมาณมิได้

.

เจลสูตร
ว่าด้วยการมีธรรมเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง

[๗๔๑] สมัยหนึ่ง เมื่อพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะปรินิพพานแล้วไม่นาน พระผู้มีพระภาคประทับอยู่แทบฝั่งแม่น้ำคงคา ใกล้อุกกเจลนคร ในแคว้นวัชชี กับพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่

ก็สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคอันภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้ว ประทับนั่งที่กลางแจ้ง ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงชำเลืองดูภิกษุสงฆ์ผู้นิ่งอยู่ แล้วตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บริษัทของเรานี้ปรากฏเหมือนว่างเปล่า เมื่อสารีบุตรและโมคคัลลานะยังไม่ปรินิพพาน สารีบุตรและโมคคัลลานะอยู่ในทิศใด ทิศนั้นของเราย่อมไม่ว่างเปล่า ความไม่ห่วงใยย่อมมีในทิศนั้น.
[๗๔๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้เหล่าใดได้มีมาแล้วในอดีตกาล พระผู้มีพระภาคแม้เหล่านั้น ก็มีคู่สาวกนั้นเป็นอย่างยิ่งเท่านั้น เหมือนกับสารีบุตรและโมคคัลลานะของเรา

พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้เหล่าใด จักมีในอนาคตกาล พระผู้มีพระภาคแม้เหล่านั้น ก็จักมีคู่สาวกนั้นเป็นอย่างยิ่งเท่านั้น เหมือนกับสารีบุตรและโมคคัลลานะของเรา

.
[๗๔๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เป็นความอัศจรรย์ของสาวกทั้งหลาย เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาของสาวกทั้งหลาย สาวกทั้งหลายจักกระทำตามคำสอน และกระทำตามโอวาทของพระศาสดาและจักเป็นที่รักเป็นที่ชอบใจ เป็นที่ตั้งแห่งความเคารพและสรรเสริญของบริษัท ๔ เป็นความอัศจรรย์ของตถาคต เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาของตถาคต

เมื่อคู่สาวกแม้เห็นปานนี้ปรินิพพานแล้วความโศกหรือความร่ำไรก็มิได้มีแก่พระตถาคต เพราะฉะนั้น จะพึงได้ข้อนี้แต่ที่ไหน สิ่งใดเกิดแล้วมีแล้ว ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีความทำลายเป็นธรรมดา การปรารถนาว่า ขอสิ่งนั้นอย่าทำลายเลย ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้.

.
[๗๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ มีแก่นตั้งอยู่ ลำต้นที่ใหญ่กว่าพึงทำลายลง ฉันใด เมื่อภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ซึ่งมีแก่น ดำรงอยู่ สารีบุตรและโมคคัลลานะปรินิพพานแล้ว ฉันนั้นเหมือนกัน

เพราะฉะนั้น จะพึงได้ในข้อนี้แต่ที่ไหน สิ่งใดเกิดแล้ว มีแล้ว ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีความทำลายเป็นธรรมดา การปรารถนาว่า ขอสิ่งนั้นอย่าทำลายไปเลย ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้

เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่เถิด.

.
[๗๔๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่อย่างไร

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อม
พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ …
พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ …
พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ …
พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่อย่างนี้แล.

.
[๗๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุพวกใดพวกหนึ่งในบัดนี้ก็ดี ในกาลที่เราล่วงไปแล้วก็ดี จักเป็นผู้มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ ภิกษุเหล่านี้นั้น ที่เป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา จักเป็นผู้เลิศ.

การทำความเพียร

เกี่ยวกับสภาวะนี่ ต้องแยกให้ถูกนะ อย่านำมาปะปนกัน เช่น กรณีอาการป่วยที่วลัยพรเป็นอยู่ ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น แยกออกเป็น 2 สภาวะ

กล่าวคือ

1. วิบากของสังขาร(อัตภาพร่างกาย)

2. จิตหรือใจ

.
ที่ถูกแยกออกแบบนี้ เพราะเป็นคนละส่วน คนละสภาวะกัน อาการที่มีเกิดขึ้นก็ไม่เหมือนกัน ทุกขเวทนาทางกาย ก็เรื่องของกาย ใจส่วนใจ ยังคงมีสุขที่เกิดจากสมาธิที่เกิดขึ้นเนืองๆ

ถ้านำมาพูดให้เห็นเป็นรูปธรรม คนป่วยส่วนมาก กินข้าวไม่ค่อยได้ นอนไม่ค่อยหลับ ไม่มีสมาธิ บางคนวิตกกังวลมาก ถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้าไปก็มี

แต่เรากลับไม่มีอาการเหล่านั้น ยังคงกินข้าวได้ปกติ จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิเนืองๆเป็นปกติ การนอนปกติ ไม่มีกระสับกระส่าย สภาวะใดเกิดขึ้น แค่รู้ว่ามีเกิดขึ้น ปรับท่านอน ไม่ไปรับรู้ถึงการสั่นสะเทือนของกายที่เกิดจากหัวใจเต้นแรง แปบเดียว จิตเป็นสมาธิ บางครั้งก็ช้า เอาแน่นอนอะไรไม่ได้ ก็แค่นอนเฉยๆ ไม่ต้องไปทำอะไรกับมัน สมาธิจะเกิด เดี่ยวก็เกิดเอง ไม่ต้องไปบังคับให้เกิด

.
คือ ไม่ไปทุกข์กับอาการที่มีเกิดขึ้นทางกาย เพราะรู้ดีว่า เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย มันไม่เที่ยง

กล่าวคือ เป็นการแยกรูป แยกนาม ตามความเป็นจริงโดยตัวสภาวะเอง ไม่ได้คิดจะจับแยก

จึงเป็นที่มาของสิ่งที่นำมาโพส

จิตฺตํํ ทนฺตํ สุขาวหํ
จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้

.
แล้วเจ้าความเจ็บป่วย อาการที่เป็นอยู่เนี่ย กลับมองว่า เหมือนมีตัวกระตุ้น ให้เกิดความรู้สึกตัวเนืองๆ ทำให้ไม่ประมาทในการใช้ชีวิตที่มีอยู่

เราต้องยอมรับความจริงอยู่อย่างหนึ่งว่า ทุกคนล้วนต้องตาย ไม่สามารถปฏิเสธความจริงข้อนี้ไปได้ แล้วทำยังไงจึงจะใช้ประโยชน์จากชีวิตนี้ ที่มีอยู่ในตอนนี้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่ใช้ชีวิตแบบอยู่ไปวันๆ หายใจทิ้งไปวันๆ

.
สิ่งที่เขียน เขียนตามความเป็นจริง เรื่องของกายก็เป็นเรื่องของกาย เป็นวิบากของขันธ์ เขียนเพื่อเรียนรู้ ไม่ใช่เขียนแล้วนำมาเป็นเครื่องกังวล

ใจก็ส่วนใจ คนละส่วนกัน

นี่แหละประโยชน์ที่ไม่สามารถบรรยายออกมาได้หมด ซึ่งเป็นผลของการทำความเพียรแบบเอกอุ แล้วก็ทำอย่างต่อเนื่อง ผลที่ได้รับคุ้มค่าแบบประมาณมิได้

.

เจลสูตร
ว่าด้วยการมีธรรมเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง

[๗๔๑] สมัยหนึ่ง เมื่อพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะปรินิพพานแล้วไม่นาน พระผู้มีพระภาคประทับอยู่แทบฝั่งแม่น้ำคงคา ใกล้อุกกเจลนคร ในแคว้นวัชชี กับพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่

ก็สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคอันภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้ว ประทับนั่งที่กลางแจ้ง ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงชำเลืองดูภิกษุสงฆ์ผู้นิ่งอยู่ แล้วตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บริษัทของเรานี้ปรากฏเหมือนว่างเปล่า เมื่อสารีบุตรและโมคคัลลานะยังไม่ปรินิพพาน สารีบุตรและโมคคัลลานะอยู่ในทิศใด ทิศนั้นของเราย่อมไม่ว่างเปล่า ความไม่ห่วงใยย่อมมีในทิศนั้น.
[๗๔๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้เหล่าใดได้มีมาแล้วในอดีตกาล พระผู้มีพระภาคแม้เหล่านั้น ก็มีคู่สาวกนั้นเป็นอย่างยิ่งเท่านั้น เหมือนกับสารีบุตรและโมคคัลลานะของเรา

พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้เหล่าใด จักมีในอนาคตกาล พระผู้มีพระภาคแม้เหล่านั้น ก็จักมีคู่สาวกนั้นเป็นอย่างยิ่งเท่านั้น เหมือนกับสารีบุตรและโมคคัลลานะของเรา

.
[๗๔๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เป็นความอัศจรรย์ของสาวกทั้งหลาย เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาของสาวกทั้งหลาย สาวกทั้งหลายจักกระทำตามคำสอน และกระทำตามโอวาทของพระศาสดาและจักเป็นที่รักเป็นที่ชอบใจ เป็นที่ตั้งแห่งความเคารพและสรรเสริญของบริษัท ๔ เป็นความอัศจรรย์ของตถาคต เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาของตถาคต

เมื่อคู่สาวกแม้เห็นปานนี้ปรินิพพานแล้วความโศกหรือความร่ำไรก็มิได้มีแก่พระตถาคต เพราะฉะนั้น จะพึงได้ข้อนี้แต่ที่ไหน สิ่งใดเกิดแล้วมีแล้ว ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีความทำลายเป็นธรรมดา การปรารถนาว่า ขอสิ่งนั้นอย่าทำลายเลย ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้.

.
[๗๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ มีแก่นตั้งอยู่ ลำต้นที่ใหญ่กว่าพึงทำลายลง ฉันใด เมื่อภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ซึ่งมีแก่น ดำรงอยู่ สารีบุตรและโมคคัลลานะปรินิพพานแล้ว ฉันนั้นเหมือนกัน

เพราะฉะนั้น จะพึงได้ในข้อนี้แต่ที่ไหน สิ่งใดเกิดแล้ว มีแล้ว ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีความทำลายเป็นธรรมดา การปรารถนาว่า ขอสิ่งนั้นอย่าทำลายไปเลย ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้

เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่เถิด.

.
[๗๔๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่อย่างไร

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อม
พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ …
พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ …
พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ …
พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่อย่างนี้แล.

.
[๗๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุพวกใดพวกหนึ่งในบัดนี้ก็ดี ในกาลที่เราล่วงไปแล้วก็ดี จักเป็นผู้มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ ภิกษุเหล่านี้นั้น ที่เป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา จักเป็นผู้เลิศ.

อุปมารถ 7 ผลัด

ครั้งก่อนอธิบายเรื่อง อุปมารถ 7 ผลัด แต่ตอนหลังมาลบทิ้งไป แบบว่า พอทบทวนเกี่ยวกับสภาวะแล้ว ดูออกจะแปลกๆ

ทำไมถึงไปนำญาณ 16 มาเกี่ยวข้องกับ อุปมารถ 7 ผลัด
ก็ในเมื่อมีวิปัสสนาญาณ 9 ในปฏิสัมภิทามรรค อยู่แล้ว
คนละเรื่อง คนละสภาวะกันเลย

.
พอดีเจอพระสูตร ที่พระสารีบุตรสนทนากับท่านพระปุณณมันตานีบุตร เจอถ้อยคำหนึ่ง เกี่ยวกับปฏิบัติเพื่ออนุปาทาปรินิพพาน

ผู้ที่จะกล่าวแบบนี้ได้ มี 2 ประเภท

1. ปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้เกี่ยวกับข้อปฏิบัติเพื่ออนุปาทาปรินิพพาน

2. แทงตลอดอริยสัจ 4 ด้วยตนเอง

ญาณ 16 ไม่เกี่ยวนะ ถึงบอกว่า คนละเรื่องคนละสภาวะกัน

 

.
ในการเขียนอธิบายครั้งแรก ก็เขียนแบบนี้ ศิล>สีลวิสุทธิ สมาธิ>จิตตวิสุทธิ คือ เขียนแบบหยาบๆ ไม่ได้ลงรายละเอียดทั้งหมด

พอมาเห็นถ้อยคำที่พระสารีบุตรสนทนากับท่านพระปุณณมันตานีบุตรแล้ว มันจะเป็นแบบนี้เลย

“ปุ. ท่านผู้มีอายุ ข้อนี้ก็ฉันนั้น

สีลวิสุทธิ เป็นประโยชน์แก่จิตตวิสุทธิ

จิตตวิสุทธิ เป็นประโยชน์แก่ทิฏฐิวิสุทธิ

ทิฏฐิวิสุทธิ เป็นประโยชน์แก่กังขาวิตรณวิสุทธิ

กังขาวิตรณวิสุทธิ เป็นประโยชน์แก่มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ

มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นประโยชน์แก่ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ

ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นประโยชน์แก่ญาณทัสสนวิสุทธิ

ญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นประโยชน์แก่อนุปาทาปรินิพพาน

ท่านผู้มีอายุ ผมประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค
เพื่ออนุปาทาปรินิพพาน”

๔. รถวินีตสูตร
ภิกษุชาวชาติภูมิยกย่องพระปุณณมันตานีบุตร

http://www.84000.org/tipitaka/_mcu/v.php?B=12&A=4938&Z=5108

.
ถ้าไม่มาเห็นพระสูตรนี้จะนึกไม่ออก
พอเห็นพระสูตรนี้ปั๊บ สภาวะผุดขึ้นมาเลย เป็นแบบนี้นะ

สีลวิสุทธิ ได้แก่ ศีลอันพระอริยะใคร่แล้ว อันไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย  เป็นไทย
อันวิญญูชนสรรเสริญแล้ว อันตัณหาและทิฐิไม่ลูบคลำแล้ว เป็นไปเพื่อสมาธิ ฯ

ก็มีเพียงข้อปฏิบัติเพื่ออนุปาทาปรินิพพานเท่านั้น
ข้อปฏิบัติ ได้แก่ การเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น

 

จิตตวิสุทธิ ไม่ได้หมายถึงสมถะหรือสมาธิเพียงอย่างเดียวนะ
ต้องเฉพาะสมถะที่เป็นสัมมาสมาธิเท่านั้น

ได้แก่ การเจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น

และสุญญตสมาธิ อนิมิตตสมาธิ อัปณิหิตสมาธิ
ที่เกิดจากการเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น

 

ทิฏฐิวิสุทธิ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ

 

กังขาวิสุทธิ ได้แก่ สิ้นสงสัย ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และนิพพาน

 

มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ได้แก่ รู้ว่าทางหรือไม่ใช่ทาง

 

ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ได้แก่ มรรค-อริยมรรค มีองค์ 8

 

ญาณทัสสนวิสุทธิ ได้แก่ แทงตลอดในอริยสัจ 4 ด้วยตนเอง

.

ส่วนมรรค ผล นิพพาน เป็นเรื่องของวิปัสสนาญาณ 9 ในปฏิสัมภิทามรรค ตั้งแต่อุทยัพพยญาณจนถึงสัจจานุโลมิกญาณ เป็นเรื่องของการรู้ตามลำดับ ละตามลำดับ ซึ่งไม่ใช่ข้อปฏิบัติเพื่ออนุปาทาปรินิพพาน

ถ้าไม่เจอพระสูตร รถวินีตสูตร ก็อาจทำให้ไขว้เขวได้เหมือนกัน เพราะของเดิมที่เขาเขียนอธิบายถ่ายทอดกันมา จะเป็นแนวเกี่ยวกับญาณ 16 มากกว่าข้อปฏิบัติเพื่ออนุปาทาปรินิพพาน

.

แค่วิเคราะห์ ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร

โลก

2 ตุลาคม 61

วันนี้ไปพบแพทย์ตามนัด ระหว่างนั่งรอผลเลือด มองออกไปด้านนอก
เห็นคนนอนรถเข็น สายระโยงระยาง มองแล้วก็ปลง ชีวิตคนเรามีแค่นี้เองนะ เกิด แก่ เจ็บ ตาย
เกินจากนั้น ก็เป็นเรื่องของกรรมและการให้ผลของกรรม ที่ได้กระทำลงไป เกิดจากความไม่รู้ที่มีอยู่
กว่าจะรู้ หลงสร้างกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีกมากมาย ไม่ไหวจะเคลียร์

หลังจากหมอตรวจเสร็จ แล้วบอกถึงสิ่งที่จะให้เราทำต่อ พร้อมกับแจ้งราคาค่าใช้จ่าย
เราฟังแล้วก็คิดพิจรณา ชีวิตคนเรานี่ ๑ ชีวิต ราคาถูกกว่าซื้อควายหนึ่งตัว ชีวิตคนเรามีค่าแค่นี้เองเหรอ

เหตุที่ควายราคาแพง ตอนมีชีวิตอยู่ นำไปใช้งานได้ เวลาตาย เนื้อก็นำมาขายได้
ส่วนคนตาย ตายแล้วก็แล้วกัน ให้ฟรี ก็ไม่มีใครอยากได้ ยกเว้นบริจาคที่รพ. เพื่อเป็นอจ.ใหญ่

ทางเลือกสำหรับตัวเอง
หมอบบอกว่ามีสองทางเลือก
เพราะอาการหัวใจที่เป็นอยู่ น่าจะเกิดจากเส้นเลือดอุดตัน

ตามหลักแล้ว ไทรอยด์เป็นพิษ
ถ้าผลเลือดกลับมาปกติ หัวใจจะกลับมาเต้นปกติ
แต่หัวใจเรายังคงเต้นผิดปกติ

.
นี่เปลี่ยนยาละลายลิ่มเลือดตัวใหม่
ตัวเก่ากินแล้วมีผลข้างเคียง

ครูมาสอนคือ ไม่ต่างกับหนูทดลองยา
แต่ทำไงได้ อย่างน้อยไม่ต้องทรมาณแบบเมื่อก่อน

เมื่อก่อน เวลาที่เจ็บหัวใจแต่ละครั้ง
อาการเหมือนจะน็อคอยู่เรื่อย
ตั้งแต่กินยามา อาการเจ็บหัวใจยังมีอยู่
แต่ไม่รุนแรงแบบเมื่อก่อน คือเจ็บแบบยังรับมือได้

 

 

3 ตุลาคา 61

เมื่อคืนเล่าให้เจ้านายฟังถึงสิ่งที่หมอบบอกว่า รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่จะต้องใช้ เป็นค่าส่องกล้องหนึ่งหมื่นบาท
ถ้าเจอสะเก็ดเลือด ค่าช๊อตไฟฟ้าหัวใจ ค่านอนรพ. 1 คืน รวมค่าใช้จ่ายประมาณ ห้าถึงหกหมื่นบาท
ถ้าไม่เจอ ก็ไม่รู้ว่าหมอจะคิดรักษาแบบไหนต่อ

เมื่อวาน หลังจากได้ยาละลายลิ่มเลือดตัวใหม่เพิ่มมาอีกตัว ค่ายาตัวนี้แพงมาก
ยาแค่ 26 เม็ด ราคาประมาณสองพันบาท

ยาตัวนี้กินหลังอาหารเช้า-เย็น หลังจากกินยาตัวนี้ไป มีอาการเจ็บหัวใจ
เมื่อคืนเจ็บหัวใจเกือบทั้งคืน แต่ก็ทนได้ เพราะที่เคยเจ็บมา เคยเจ็บมากกว่านี้

.
สติ สัมปชัญญะ ทำให้เกิดการคิดพิจรณา

เมื่อคืน ขณะที่เจ็บหัวใจ ก็คิดพิจรณาไปด้วย เกี่ยวกับยาที่เคยกิน
กินแล้ว อาการเจ็บหัวใจเบาลง ไม่เกิดบ่อย

พอหมอเพิ่มยาละลายลิ่มเลือดทีไร จะเป็นแบบนี้ทุกที
คือ เจ็บหัวใจมากกว่าเดิม และมีเกิดขึ้นบ่อย

ก็คิดนะว่า เกี่ยวกับสิ่งที่มีเกิดขึ้น มองเป็นเรื่องของสภาวะ
พยายามหลบหลีกสภาวะหนึ่ง ก็มาเจอสภาวะหนึ่งแทน

กล่าวคือ ได้หลีกเลี่ยงการเดินจงกรมกับนั่งสมาธิ(เต็มรูปแบบ)
เพราะความที่ไม่อยากรู้เห็นอะไร แต่หันมานั่งสมาธิบนโซฟาแทน
ผลคือ อาการขาแข็งที่มีเกิดขึ้นเนื่องจากไม่ได้นั่งขัดสมาธิที่พื้น เส้นก็เลยยึด

เช้านี้บอกเจ้านายว่า ตัดสินใจจะใช้กรรมฐานรักษาตัวแบบที่เคยทำมา
จะกลับมาเดินจงกรมต่อด้วยนั่งสมาธิที่พื้น เหมือนที่เคยทำ
คือ มีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า อะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด
ต่อให้พยายามรักษาแค่ไหน ก็หนีไม่พ้น

.
กรรมของการฆ่าปู

เล่าให้เขาฟังว่า น่าจะเป็นผลของกรรมในอดีต ที่เคยฆ่าปู สมัยอยู่ที่ปากน้ำ เป็นคนชอบกินปู
ตอนนั้นซื้อปูทะเลที่ตลาด แม่ค้าบอกว่าปูตายแล้ว ตอนที่ซื้อมาเหมือนปูตายแล้วจริงๆ
แต่ตอนที่นำไปต้มนี่สิ ปูยังไม่ตาย ไต่ขึ้นปากหม้อหนีน้ำร้อน

จับปูขึ้นมา แล้วใช้อีโต้สับครึ่งตัว แล้วนำไปต้มต่อ หลายตัวเหมือนกันนะ
หลังจากนั้นมา เริ่มมีอาการเจ็บหน้าอก แรกๆไม่ได้คิดอะไร สงสัยว่าน่าจะเป็นกล้ามเนื้ออักเสบ
วานให้พี่ที่ทำงานทำ EKG ตรวจคลื่นหัวใจให้ แล้วนำไปขอให้หมอช่วยอ่านค่าให้ หมอบอกว่า ปกติ

.

ในตอนนี้ หลังจากที่หมอบอกว่า อาการที่เป็นอยู่ หมอยังหาสาเหตุไม่ได้ จึงขอส่องกล้อง
เพื่อดูข้างในของหัวใจว่า มีอุดตันตรงไหนหรือเปล่า แต่ความที่ว่าค่ารักษาที่แจ้งมานั้นราคาสูงมาก
เมื่อคืนจึงเสริชหาศูนย์โรคหัวใจ เจอรพ.จุฬาภรณ์

เช้านี้โทรฯติดต่อแผนกศูนย์หัวใจ

จนท.ถามว่า มีบัตรใช้สิทธิอะไรบ้าง
บอกเขาว่า มีบัตรทอง ของรพ.แพทย์ปัญญา

จนท.ซักประวัติคร่าวๆเรื่องการรักษาตัว แล้วให้คำแนะนำว่า ให้ไปติดต่อที่รพ.แพทย์ปัญญาก่อน
ถ้าหมอทางนั้นไม่สามารถรักษาได้ ให้ทางรพ.แพทย์ปัญญา ทำหนังสือส่งตัวมารับการรักษาที่รพ.จุฬาภรณ์
แล้วนำประวัติการรักษาจากรพ.ราม ที่เคยรักษามาทั้งหมดมาด้วย

 

5 ตค. 61

ตกลงสามารถติดต่อรพ.จุฬาภรณ์ได้
แล้วหมอนัดเจอวันที่ 11 ตค.นี้ ในตอนบ่าย

เสริชหาเส้นทาง และวิธีการเดินทาง

ถ้าไปรถเมล์ กลัวเจอจราจรติดขัด
ไปสถานีรถไฟฟ้า ขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน ไปลงจตุจักร

แล้วเดินข้ามไปฝั่งจตุจักร ตัดสินใจนั่งแท็กซี่
เพราะเพิ่งเคยไปเป็นครั้งแรก ไม่รู้ว่าเส้นทางเป็นแบบไหน

.
ที่ไปหาหมอที่จุฬาภรณ์
อย่างแรกเพราะ ค่าใช้จ่ายน่าจะถูกกว่ารพ.รามคำแหง
อีกอย่างจนท.บอกว่า หากมีการตรวจรักษาพิเศษ
ถ้ามีค่าใช้จ่ายสูง สามารถใช้บัตรทองได้
ทางจนท.จะช่วยประสานงานให้

.
อย่างที่สอง คิดว่า ถ้าส่องกล้องก็ดีเหมือนกัน
จะได้รู้ไปเลยว่า ตกลงเกิดจากเส้นเลือดอุดตัน
หรือเป็นเพียงเรื่องของสภาวะ

 

เมื่อคิดพิจรณา จะว่าไปแล้ว อาการเจ็บหน้าอกแต่ละครั้ง ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้น มากน้อยไม่เท่ากัน
ช่างเหมือนกับทุกขเวทนาที่มีเกิดขึ้น ขณะทำกรรมฐาน ไม่แตกต่างกันเลย

เพียงแต่ ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้น ขณะทำกรรมฐาน เกิดที่กายเป็นหลัก
เมื่อยังมีความยึดมั่นถือมั่นในกายอยู่ จึงส่งผลกระทบต่อใจ เจ็บมาก เจ็บน้อย
ขึ้นอยู่กับความยึดมั่นถือมั่น ที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ
เรียกว่า เป็นการรู้เห็นทุกขเวทนาที่มีเกิดขึ้นแบบหยาบๆ

ทีนี้อาการเจ็บหัวใจ ที่ยังไม่รู้ว่าเกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัย ยังหาสาเหตุไม่ได้
เป็นเรื่องของกายมีส่วนประกอบ  แต่ก็ยังน้อยกว่าใจ ซึ่งมองเห็นได้ชัด

โดยเฉพาะผู้ที่ยังมีอวิชชา หากมีความยึดมั่นถือมั่นมาก ผลที่ตามมา
คือ ความกลัว ความวิตกกังวลว่าจะเป็นอะไรหรือเปล่า ซึ่งก่อให้เกิดความเครียด
นับว่าเป็นเหตุดี ที่ตัวเองไม่ได้มีอาการเหล่านั้นเกิดขึ้นแต่อย่างใด

.
ถ้าถามความรู้สึกแล้ว ตั้งแต่กินยาที่หมอให้มา เฉพาะยาสองตัวที่กินประจำ แค่นี้ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว
อย่างน้อยๆ ช่วยบรรเทาอาการเจ็บที่มีเกิดขึ้น แทนที่จะเกิดบ่อย ทำให้เกิดน้อยลง นานๆถึงจะเกิด
แต่ถ้าต้องกินยาระยะยาว ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ยาที่กิน จะส่งผลกระทบอย่างไรกับร่างกายบ้าง
ตรงนี้ก็เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยอีก ถ้ามีเหตุ ผลย่อมมี ไม่ใช่บังเอิญเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

.
รู้สึกไม่ดีกับการกินยาละลายลิ่มเลือด ทุกครั้งที่หมอจ่ายตาตัวนี้เพิ่มมา ผลกระทบที่ตามมาคือ เจ็บหัวใจบ่อยขึ้น
ใจเรานั้น อยากได้ยาแค่ช่วยบรรเทาอาการไว้ แบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องเร่งรักษา ไม่ต้องไปอยากรู้นั่นรู้นี่
เหมือนกับการทำกรรมฐาน ให้ทุกอย่างเป็นไปตามสภาวะ เรามีหน้าที่ คือ มีสติ รู้อยู่กับปัจจุบัน ทำแค่นี้พอ
แล้วตั้งใจทำความเพียรต่อเนื่อง นอกนั้นเป็นเรื่องของเหตุปัจจัย

หากจะตาย จะอายุมาก อายุน้อย เรื่องของอายุ นั้นไม่เกี่ยว
เรื่องของโรคภัยก็ไม่เกี่ยว เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย

โรคภัยมาจากไหน
ล้วนเกิดจากการกระทำ
ที่เกิดจากความไม่รู้ที่มีอยู่ทั้งสิ้น
สิ่งที่กระทำที่มีเกิดขึ้นทางกาย วาจา ใจ ขณะดำเนินชีวิต
ไม่ว่าการกระทำนั้นๆ จะเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม
ทุกๆการกระทำ ล้วนส่งผลกระทบกลับมาให้รับผล
ในรูปแบบของสิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต รวมทั้งโรค ภัย ไข้ เจ็บ

.
เมื่อยังอร่อยกับเนื้อหนังมังสาของผู้อื่น
ทุกๆการบริโภค ล้วนมีข้ออ้าง
ผลกระทบกลับมา ก็ต้องยอมรับ

เมื่อการสำรวมทางกาย วาจา ใจ ยังไม่มากพอ
ทุกๆการกระทำ ล้วนมีข้ออ้าง
ผลกระทบกลับมา ก็ต้องยอมรับ
.
สิ่งที่เกิดขึ้น
มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

หากไม่เคยทำ ผลจะมาจากไหน
เรื่องบังเอิญไม่มีในโลก
พอๆกับของฟรี ไม่มีในโลก

.

ระหว่างหมอกับเรา มีความเห็นไม่ตรงกัน

หมอ ย่อมพยามใช้วิธีการแบบหมอ
คือ ต้องหาช่องทางรู้ให้ได้ว่า คนไข้เป็นอะไร
จึงต้องมีการทดลองเกิดขึ้นตามมา
มีการทดลองแบบถูกกฏหมาย และ ผิดกฏหมาย

สำหรับเรา เมื่อกินยาแล้ว อาการบรรเทาลง แค่นี้ก็พอใจ
ไม่จำเป็นต้องไปค้นหารากเหง้าของอาการ

ประกอบกับค่าใช้จ่าย เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเริ่มจะรับมือไม่ไหว
เราจึงต้องหาทางออกให้กับตัวเอง โดยการหาทางเลือกใหม่
ที่รักษาพื้นฐานเดิม แต่เสียค่าใช้จ่ายน้อยลง

ในตอนแรกยังคิดไม่ได้หรอก เอาสะดวก เอาใกล้ไว้ก่อน

เห็นทุกข์ จึงทำให้เกิดปัญญา

“เห็นทุกข์ จึงเห็นธรรม”

 

6 ตค.61

จากการเจ็บป่วย ทุกขเวทนาที่มีเกิดขึ้น
ไม่แตกต่างกับทุกขเวทนาที่มีเกิดขึ้น ขณะทำกรรมฐาน

ขณะทำกรรมฐาน เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกาย เป็นหลัก
เช่น รูปฌาน(รูปภพ) กายมีอยู่(รูปปรากฏ) 
เวทนาที่เกิดขึ้น มีกายเป็นหลัก ใจเป็นรอง
เพราะเมื่อสมาธิมีกำลังมาก เวทนาย่อมหายไป

.
อรูปฌาน(อรูปภพ) กายหาย(รูปไม่ปรากฏ)
เหลือเพียงใจที่รู้อยู่

เมื่อจิตคลายจากสมาธิ
เวทนาที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องของใจ

.
ความเจ็บป่วย(กามภพ) เช่น การเจ็บหัวใจ
เวทนาที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องของกายและใจ

.
เวลาที่เกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย
เป็นเรื่องของกายและใจ
ไม่ใช่แค่กายหรือใจ อย่างใดอย่างหนึ่ง
แต่มีเกิดขึ้นทั้งสองอย่าง

ทำให้เกิดการคิดพิจรณา เริ่มมองเห็นโลก ในมุมมองใหม่
ค่อยๆเกิดความรู้ชัดทีละนิด “อายตนะ”

.
ทำไมพระพุทธเจ้า เวลาพูดถึงโลก
เหตุปัจจัยใดจึงใช้คำว่า อายตนะ
แทนที่จะทรงตรัสเช่นเดียวกับคำว่าโลก
ความหมายของโลก เหมือนที่คนทั่วๆไปใช้พูดกัน

.
เพราะอาศัยธาตุทั้งหลาย 6 ประการ การก้าวลงสู่ครรภ์ย่อมมี

ภิกษุ ท.! ที่เรากล่าวว่า ธาตุ ๖ อย่าง นั้น
เราอาศัยข้อความอะไรกล่าว?

เราอาศัยข้อความนี้กล่าว คือ ธาตุเหล่านี้มีหก คือ
ปฐวีธาตุ
อาโปธาตุ
เตโชธาตุ
วาโยธาตุ
อากาสธาตุ
วิญญาณธาตุ

.
อายตนะทั้งภายในและภายนอกนี้ มีอย่างละ 6 แล คือ

จักษุและรูป
โสตและเสียง
ฆานะและกลิ่น
ชิวหาและรส
กายและโผฏฐัพพะ
มโนและธรรมารมณ์
เหล่านี้แล อายตนะทั้งภายในและภายนอกอย่างละ 6

.

โลกสูตรที่ ๑๐

[๑๙๖] เทวดาทูลถามว่า
เมื่ออะไรเกิดขึ้น โลกจึงเกิดขึ้น โลกย่อมชมเชยในอะไร
โลกยึดถือซึ่งอะไร โลกย่อมเดือดร้อนเพราะอะไร ฯ

[๑๙๗] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
เมื่ออายตนะ ๖ เกิดขึ้น โลกจึงเกิดขึ้น
โลกย่อมทำความชมเชยในอายตนะ ๖
โลกยึดถืออายตนะ ๖ นั่นแหละ
โลกย่อมเดือดร้อนเพราะอายตนะ ๖ ฯ

 

11 ตค.

วันนี้ไปพบหมอที่รพ.จุฬาภรณ์
 
ความที่ว่า ไม่ได้ไปไหนไกลๆ ต้องเรียนรู้เรื่องการเดินทาง โดยเฉพาะรถไฟฟ้าใต้ดิน แบบเป็นงงมาก ก็ถามกับคนแถวๆนั้นแหละ ขาไปไม่เท่าไหร่ ขากลับนี่ เรียกชื่อสถานีไม่ถูก
 
รถใต้ดินจะใช้เหรียญ ยืนดูคนอื่น เขาใช้แต่บัตรกัน เราก็รอดูว่าเผื่อมีคนใช้เหรียญ หาไม่เจอสักคน ถามคนแถวนั้นว่าใช้ยังไง ไม่เห็นมีรูให้หยอดเหรียญ เขาบอกว่า ใช้แตะลงไป โอเค!!!!
 
ลงหน้าจตุจักร นั่งแท็กซี่ ค่ารถประมาณ 85 บาท เศษที่เหลือยกให้คนขับ เขาขอบคุณใหญ่โต
 
ตอนที่มองเห็นรพ.ครั้งแรก โห!!!! พื้นที่กว้างใหญ่มากๆ มีศูนย์วิจัยด้วย ถามตลอดทางว่าไปทางไหน สำหรับโรคหัวใจ ต้องนั่งรถตู้ไปตึก 17 ไร่ เป็นรถบริการจากทางรพ. แบบดูไฮโซมาก การบริการดีมาก แอร์เย็นกระหน่ำ แบบถูกใจมาก
 
ตอนพบหมอ หมอสอบถามอาการและเหตุที่มีรักษาที่รพ.นี้ ได้เล่าเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะต้องจ่ายให้กับรพ.รามให้ฟัง เราบอกว่า ไม่ได้มีรายได้อะไรมากมาย  แรกๆ พอรับมือไหว แต่นี่ตั้งห้าหมื่น รับมือไม่ไหว ลองหาในกูเกิ้ล เจอรพ.จุฬาภรณ์ จึงคิดว่า ค่าใช้จ่ายพอจะรับมือได้
 
หมอถามเรื่องสิทธิการรักษา
เราบอกว่า จ่ายเงินสด เบิกไม่ได้ แล้วทางจนท.ได้ให้คำแนะนำไว้ว่า หากต้องมียอดค่าใช้จ่ายสูง ทางรพ.จะประสานงานไปกับรพ.แพทย์ปัญญาให้(บัตรทอง) จึงตัดสินใจที่จะมารับการรักษาที่นี่
 
หมอบอกว่า ตกลงรักษาที่นี่ต่อนะ หมอจะได้นัดต่อเนื่อง แล้วก็มีทำแอ็คโค่ มีส่องกล้อง ถ้าไม่เจอลิ่มเลือด หมอจะช๊อตไฟฟ้าที่หัวใจ เพื่อระงับอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจจะไม่ใช่แค่ครั้งเดียว หมอจะให้นอนรพ. 1 คืน แล้วหมอให้พยาบาลไปสอบถามเรื่องราคา
 
ค่าส่องกล้อง ที่รพ.รามคิด 1 หมื่น
ที่รพ.จุฬาภรณ์ 2000 บาท
 
แล้วเรื่องยาละลายลิ่มเลือดตัวใหม่ หมอบอกว่า ยาตัวนี้ ราคาเม็ดละ 100+ เหมือนกัน เราเอาใบเสร้จให้หมอดู ค่ายา ปกติ แบบไม่มียาละลายลิ่มเลือด ราคาประมาณ 1000+ ไม่เกิน 2000 บาท  พอมียาละลายลิ่มเลือดเพิ่มมาอีก 28 เม็ด ราคาทั้งหมด 6000+
 
หมอสั่งยาให้ พร้อมกับถามว่า ถ้าค่ายาประมาณ 2000 บาท ไหวมั๊ย
 
เราบอกว่า ไหวค่ะ
 
หมอนัดอีกสองอาทิตย์ ได้ยาละลายลิ่มเลือดมา 40 เม็ด ยากดการการเต้นของหัวใจ 20 เม็ด
 
ตอนรับยา เภสัชดีมาก เขาถามว่า เคยกินยาตัวนี้หรือยัง(ยากดการเต้นของหัวใจ) 
 
เราบอกว่า ยังไม่เคย พร้อมกับถามว่า มีอะไรหรือเปล่าคะ?
 
เภสัชบอกว่า เห็นมียาช่วยลดการเต้นของหัวใจอยู่แล้ว ยาตัวนี้ออกฤทธิ์คล้ายๆกัน แต่จะแรงกว่า เดี่ยวขอโทรฯถามหมอก่อน
 
สรุป หมอบอกให้กินยาตามที่สั่ง
 
เภสัชบอกว่า ถ้ากินแล้ว มีอาการหน้ามืด ให้มารพ.
เรากล่าวคำขอบคุณเขา
 
ที่นี่จะแยกการตรวจโรค หมอหัวใจรักษาหัวใจอย่างเดียว ไทรอยด์ หมอให้หมอเฉพาะทางแยกรักษาต่างหาก พรุ่งนี้นัดเจาะเลือด และพบหมอรักษาไทรอยด์
 
ขากลับ แท็กซี่บอกว่า ไปลงที่สถานีพหลโยธินมั๊ย อยู่ใกล้เซ็นทรัล 
 
เราบอกว่า ถ้ามั่นใจว่ารถไม่ติด ไปส่งที่นั่นก็ได้
เขาถามว่า แค่สถานีเดียว ไม่นั่งรถเมล์เหรอ
 
เราบอกว่า จากเซ็นทรัล ไปแยกรัชดา คือ เปรียบเทียบกับนั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน  ถ้าขึ้นรถเมล์ ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่ารถไม่ติด แต่รถไฟฟ้าใต้ดิน รับประกันได้
 
สรุป โชเฟอร์ไปส่งที่สถานี้รถไฟฟ้าใต้ดิน จตุจักร
 
.
 
บอกเจ้านายว่า พรุ่งนี้ต้องตื่นตีสี่ ออกจากบ้านตี 5  เพราะหมอนัด 9 โมงเช้า วันนี้ออกจากบ้าน 10 โมงเช้า กว่าจะถึงรพ. ปาเข้าไปบ่ายโมง
 
เขาบอกว่า นั่งเรือสิ ไปลงที่ท่าอโศก เดินอีกประมาณ ไม่เกิน 100 เมตร แล้วขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน แปบเดียวก็ถึงละจตุจักร ออกจากบ้าน 6 โมงเช้าก็ได้ ไม่ต้องรีบ
 
เราก็คิด เออ .. จริงสิ ไปเรือเร็วกว่าติดอยู่บนรถเมล์ รถไฟฟ้ากะเวลาได้ รถเมล์ กะเวลาที่แน่นอนไม่ได้
12 ตค.

สองหมอ ต่างความคิดเห็นในเรื่องการรักษา คนที่อยู่ตรงกลางก็คือ ฉันเอง อย่างที่เคยเกริ่นไว้ เหมือนหนูทดลองยา แต่ก็ต้องทำใจ ถ้าถามว่า แล้วเราทำยังไง?

หมอหัวใจ ไม่คิดค่า DF
หมอไทรอยด์ ไม่คิด DF

ค่ายาราคาถูกกว่าเอกชนยิ่งกว่าครึ่งต่อครึ่ง
.

หมอถามว่า ยังมีอาการใจสั่นอยู่อีกมั๊ย
เราก็ปากไว ไม่คิดก่อนตอบ น่าจะถามหมอก่อนว่า อาการใจสั่น ที่หมอถามมาเป็นแบบไหน ดันตอบไปทันทีว่า ไม่มี มีแต่เจ็บหัวใจ

ตอนที่ขึ้นลงบันไดเลื่อนนั่นแหละ มันรู้สึกเสียวๆขึ้นในใจ เหมือนเวลาเดินข้ามสะพานลอย ก่อนกินยา สะพานลอยเดินข้ามคนเดียวไม่ได้เลยนะ ต้องหาคนเกาะ ไม่งั้นเดินไม่ได้

เพียงแต่ตอนนี้ เดินข้ามสะพานลอย เริ่มเดินคนเดียวได้ ดันมาเป็นตอนขึ้นบันไดเลื่อน แบบมันสูง มันรู้สึกเสียววาบๆ ขึ้นมาในใจ

.

เรื่องหัวใจเต้นผิดจังหวะ หมอหัวใจสั่งยาไทรอยด์ตัวเก่าให้กินต่อ ส่วนยาลดการเต้นของหัวใจ เพิ่มมื้อกลางวันอีกหนึ่งมื้อ ให้กินสามเวลาหลังอาหาร เนื่องจากยังมีอาการเจ็บหัวใจอยู่ แล้วเพิ่มยาลดความดันในหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งยาละลายลิ่มเลือดที่ให้กินต่อ

มาวันนี้ หมอไทรอยด์กลับบอกว่า ยาไทรอยด์กับยาลดการเต้นของหัวใจตัวเก่า ไม่ต้องกิน จะเปลี่ยนยาไทรอยด์ตัวใหม่

เราบอกว่า ยังเจ็บหัวใจอยู่เป็นระยะๆ
หมอบอกว่า มันไม่เกี่ยวกัน เพราะค่าไทรอยด์กลับมาปกติแล้ว

เราก็คิดในใจว่า อ้าว … หมอหัวใจบอกว่า ต้องกินลดการเต้นของหัวใจต่อนะ เพราะยาตัวนี้ ช่วยให้ไม่เจ็บหัวใจ ที่ยังเจ็บหัวใจเป็นระยะๆ เพราะหมอคนเก่าที่เคยรักษามา ไปลดจำนวนการกินลง ถึงแม้ค่าไทรอยด์ จะกลับมาปกติก็ตาม ถ้ายังเจ็บหัวใจอยู่ ให้กินต่อ และเพิ่มเวลากินอีกหนึ่งมื้อ เป็นสามเวลาหลังอาหาร

เมื่อหมอสองคน มีความเห็นไม่ลงรอยกัน คนที่อยู่ตรงกลางอย่างเราล่ะ หากกินยาตามหมอหัวใจสั่ง ถ้าอาการไทรอยด์แย่ลง หมอไทรอยด์อาจบอกว่า ก็บอกแล้วไงให้เลิกกิน

ถ้าไม่กินยาต่อ ตามที่หมอไทรอยด์สั่งมา แล้วอาการหัวใจแย่ลงล่ะ เมื่อคิดพิจรณาแล้ว ก็ปลงตก บอกกับตัวเองว่า อะไรจะเกิด ยังไงมันก็ต้องเกิด ทุกคนเกิดมาที่มาเกี่ยวข้องกัน ล้วนมีกรรมต่อกัน เมื่อคิดแล้ว นึกถึงยาอีกตัว ที่หมอหัวใจสั่งเพิ่มมา แล้วเภสัชบอกว่า การออกฤทธิ์ จะคล้ายๆยาตัวเก่าที่กินอยู่ เภสัชถึงได้โทรฯไปถามหมอหัวใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่หมอหัวใจยืนยันว่า ให้กินทั้งสองตัว

มาคิดๆดูแล้ว ก็ลองงดยาหัวใจตัวเก่า ทำตามที่หมอไทรอยด์สั่ง เพราะยังมียาสำรองอีกตัว ที่กินได้ หมอไทรอยด์ไม่ได้สั่งงด

.
เล่าเรื่องการเดินทาง วันนี้ออกจากที่พักประมาณ 06.40 น. ถึงท่าเรื่อ 06.55 น. เจ้านายบอกตั้งแต่แรกแล้วถ้า ถ้าเกิน 7 โมงเช้า เรือจะไม่ค่อยมี คือ ขาดระยะ

ไม่ได้นั่งเรือนานละ จำไม่ได้แล้วว่า ท่าอโศกอยู่ตรงไหน เลยบอกคนขับว่า ถึงแล้วบอกด้วย เมื่อใกล้จะถึง คนขับบอกว่า ท่าต่อไปเป็นท่าอโศก จากท่าอโศกจะเป็นประตูน้ำ ตอนนี้จำได้ละ พอขึ้นจากท่า เดินอีกนิดหน่อย ถึงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ต้องดูป้าย จำไมไ่ด้ว่า ขึ้นฝั่งซ้ายหรือฝั่งขวา ไปฝั่งจตุจักร ต่อแท็กซี่ถึงรพ. 8 โมงกว่านิดๆ ไปสอบถามเรื่องที่หมอนัดไว้

ทีนี้เจอปัญหาตอนจ่ายเงินและรับยา เขาให้การ์ดสีชมพูมา เราไปนั่งรอหน้าห้องยา เพราะคิดว่า เดี่ยวคงเรียกเหมือนที่อื่นๆ นั่งรอตั้งนาน ไม่เรียกสักที พอดีจนท.เขามอเห็นบัตรที่ถืออยู่ในมือ เขาจึงบอกว่า ถ้าไม่นำบัตรสีชมพูมายื่น ก็จะไมไ่ด้ยา

เราก็นำบัตรไปเสียบไว้ตามที่เขาบอก แล้วนั่งรอเรียกชำระเงิน สักพักเรียกชำระเงิน หลังจ่ายเงิน จนท.บอกว่า ให้ไปรับยาได้

เราก็ทำเหมือนเดิม คือ นั่งรอหน้าห้องยา เพราะคิดว่าเดี่ยวคงจะเรียก รอเกือบชม. คนมาที่หลัง รับยาไปหมดแล้ว เรามองที่เคาท์เตอร์ กะจะไปถามว่า เรียกชื่อเราไปแล้วหรือยัง พอดีมีคนนำใบเสร็จไปยื่นรับยา เราก็ทำแบบเขามั่ง

จนท.ถามว่า ไปอยู่ไหนมา ไม่มารับยา
เราบอกว่า นั่งรออยู่ตรงนี้เป็นชม.แล้ว เพราะคิดว่าต้องรอเรียก จึงจะรับยาได้

จนท.จึงบอกว่า ขอโทษค่ะ
เราบอกว่า เพิ่งเคยมาใช้บริการเป็นครั้งแรก ก็คิดว่าทางรพ. คงให้บริการเหมือนที่อื่นๆ คือ ตึกด้านหลัง ที่ไปมาเมื่อวาน ต้องรอเรียกชื่อ จึงจะรับยาได้ แต่ตึกข้างหน้า ให้บริการคนละแบบ

สรุปแล้ว ถ้าไม่รวมกับการที่เสียเวลารอรับยา ถือว่า เมื่อเดินทางถูกช่องทาง ระยะเวลาที่ใช้ในการการเดินทางดีกว่านั่งรถเมล์ จากนั่งเรือและนั่งแท็กซี่ถึงรพ. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชม.

 

 

ตถาตา

ตั้งแต่รู้ชัดในทุกขัง
เป็นปัจจัยให้รู้ชัดในความไม่เที่ยง
เป็นปัจจัยให้รู้ชัดในอนัตตา
ความรู้สึกที่เกิดขึ้นตามมาคือ ความเบื่อหน่าย
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด
เป็นปัจจัยให้จิตเกิดการปล่อยวาง

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ จึงทำให้เกิดการยอมรับสภาพธรรม
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงได้

แล้วสภาวะก็จะเปลี่ยนไปอีก
มันก็จะเป็นแบบนี้แหละ

ไม่ได้อัพข้อมูล

ช่วงหลังๆ ไม่ได้ลงบันทึกที่เขียนไว้ โดยส่วนมากเขียนไว้แล้ว แต่ไม่ได้นำมาลง
ประมาณว่า สภาวะที่เขียนๆ ก็เรื่องเดิมๆซ้ำๆ อาจจะมีรายละเอียดข้อปลีกย่อยมากขึ้น
แต่เห็นแล้วว่า ก็แค่การรู้เห็นที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ ยังไม่แจ่มแจ้งซะทีเดียว
จึงไม่ได้นำมาลง จนกว่าเห็นว่า นำมาลงได้แล้ว จึงทะยอยนำมาโพส

กรณีของตัวเอง จะมีเกิดขึ้นเป็นแบบนี้นะ

จะรู้ชัดในทุกขัง
เป็นปัจจัยให้รู้ชัดในความไม่เที่ยง
เป็นปัจจัยให้รู้ชัดในอนัตตา
ความรู้สึกที่เกิดขึ้นตามมาคือ ความเบื่อหน่าย
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด
เป็นปัจจัยให้จิตเกิดการปล่อยวาง

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ จึงทำให้เกิดการยอมรับสภาพธรรม
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงได้

แล้วสภาวะก็จะเปลี่ยนไปอีก
มันก็จะเป็นแบบนี้แหละ

 

Previous Older Entries Next Newer Entries

กันยายน 2019
พฤ อา
« ส.ค.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: