อวิชชา สังขาร วิญญาณ

๖ พค. ๖๑

ยังคงมีความรู้สึกประหลาดใจอยู่
หลายครั้งต่อหลายครั้ง เวลาที่สัญญาจะเกิด ที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความรู้ชัดในลัษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของคำเรียกนั้นๆ ไม่มีการเริ่มต้นจากคำเรียกนั้น มักจะเป็นคำเรียกอื่นๆก่อนเสมอ

แล้วจิตจะวิตกวิจารณ์ มือก็คลิกๆหาอ่านโน่นนี่ แล้วมีเหตุปัจจัยให้เจอกับคำเรียกนั้นๆอีกครั้ง(ซึ่งลืมไปแล้ว) พอได้อ่านอีกครั้ง จะมีภาพผุดขึ้นมา เรียงลำดับเหตุปัจจัยของความมีเกิดขึ้นของคำเรียกนั้นๆ

อ่านเจอคำกล่าวทำนองว่า การที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เป็นอนัตตา คือไม่สามารถบังคับ บัญชาได้

อ่านแล้วก็ค้านในใจว่า การบรรลุ มรรค ผล นิพพานนั้น เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย ส่วนอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ใช้ปราบความเห็นผิด ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

.
จากนั้นหานั่นนี่อ่าน เกี่ยวกับหัวใจพระพุทธศาสนาที่มีคนนำมาสนทนากัน ยังคงอ่านไปเรื่อยๆ จนเจอเรื่องโลกธรรม ๘ อีกครั้ง ทำให้เกิดการทบทวนความมีเกิดขึ้นของโลกธรรม ๘ อีกครั้ง

คราวนี้มีภาพผุดขึ้นมา
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ
เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ
เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ
ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปยาส
ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้
ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้

.
หากเป็นโสดาบัน สกิทาคา อนาคามี
สภาวะที่มีเกิดขึ้นขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ จะเป็นแบบนี้
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปยาส แล้ววกกลับไปเริ่มต้นที่ผัสสะใหม่

หากเป็นอรหันต์ จะมีแค่ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา(อุเบกขา)
ส่วนผลของกรรมที่เคยกระทำไว้ ยังคงให้ผลอยู่ ได้แก่ ชรา มรณะ(โลกธรรม ๘) เพียงแต่ผลของกรรมนี้สิ้นไป เพราะไม่สามารถทำให้จิตใจของท่านหวั่นไหวได้ สักแต่ว่ามีเกิดขึ้นเท่านั้นเอง

.

ทำให้หวนนึกถึงสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจ นี่ก็ลืมไปแล้วเหมือนกัน
จนวันนี้มีเหตุปัจจัยให้ไประลึกถึงอีก

“วิธีการปฏิบัติวิปัสสนาวงศ์พระอรหันตะ คือ การตั้งสติกำหนดอย่างแรงกล้าในอนุปัสสนาทั้ง ๔ มีกายานุปัสสนาเป็นต้น ตามที่สมเด็จพระทศพลเจ้าทรงพระกรุณาประทานไว้ในพระสูตรต่างๆ โดยเฉพาะพระมหาสติปัฏฐานสูตร

เมื่ออินทรีย์ทั้ง ๕ มีสัทธินทรีย์เป็นอาทิ พระวิปัสสนาญาณอันประเสริฐ จักเกิดขึ้นในสันดานของผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่มีวาสนาบารมี ตั้งแต่พระวิปัสสนาญาณขั้นต้น จนถึงมรรคญาณ ผลญาณ และปัจจเวกขณญาณในที่สุด”

สมัยที่อ่านในตอนนั้น มีความรู้สึกแปลกใจว่า ทำไมต้องตั้งสติกำหนดอย่างแรงกล้าด้วย แล้วทำไมต้องเฉพาะสติปัฏฐาน ๔ เท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันนี้ เข้าใจละว่าทำไมต้องตั้งสติกำหนดอย่างแรงกล้า

.

จิตกระหวัดไปถึงสภาวะที่เคยมีเกิดขึ้นขณะทำกาละ(หัวใจวาย) ขณะนั้น ถึงแม้ทุกขเวทนาจะแรงกล้า แต่สติคมชัดยิ่งนัก มีความรู้สึกตัวตลอด ใช้การกำหนดรู้หนอ จะได้มีสติรู้ทันเวทนาที่กำลังมีเกิดขึ้น ถ้าไม่ทำแบบนี้ ก็ไม่รู้จะทำแบบไหน

สภาวะที่มีเกิดขึ้นตรงนี้ ทำให้รู้ว่า เพราะเวทนาที่เกิดขึ้นมีกำลังมาก ความรักตัวกลัวตาย ย่อมมีเกิดขึ้นแก่ผู้ที่ยังไม่เบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด

เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร(กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร)
หมายถึง กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่เคยกระทำไว้
บางคนเห็นเป็นภาพปรากฏขึ้นทางตา
ได้ยินเสียงทางหู
ได้กลิ่นทางจมูก
ได้รู้รสทางลิ้น
ได้สัมผัสทางกาย
และทางมโนทวาร

บางคนอ่านแล้วเอ๊ะ ทำไมเหมือนผัสสะ ที่เราเคยพูดถึงบ่อยๆ
ตรงนี้คนละอย่างคนละสภาวะกัน
ผัสสะ เป็นเรื่องของปัจจุบัน เป็นเรื่องผลของกรรมที่เคยกระทำไว้ ส่งมาให้รับผล ในรูปแบบของผัสสะ/สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ สิ่งที่เกิดขึ้น จึงส่งผลกระทบทางใจทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

.
ส่วนตรงนี้เป็นเรื่องของในอดีต คือ กรรมในอดีตที่เคยกระทำไว้ ขณะจะทำกาละ มีสภาวะต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้น แม้กระทั่งการทำกรรมฐานจนเกิดความรู้ชัดขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในรูปฌาน อรูปฌาน

บางที่ใช้คำว่า หวนระลึกถึง บุญ บาป ที่เคยกระทำไว้

.

เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ
วิญญาณตรงนี้หมายถึง วิญญาณ ๖

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลตกอยู่ในอวิชชา
ถ้าสังขารที่เป็นบุญปรุงแต่ง วิญญาณก็เข้าถึงบุญ
ถ้าสังขารที่เป็นบาปปรุงแต่ง วิญญาณก็เข้าถึงบาป
ถ้าสังขารที่เป็นอเนญชาปรุงแต่ง วิญญาณก็เข้าถึงอเนญชา ฯ

.

นี่เป็นความผิดแผกแตกต่างของผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นเรื่องของวิบากกรรม หรือผลของกรรม ได้แก่ โลกธรรม ๘

กับสภาวะที่มีเกิดขึ้นขณะทำกาละ ซึ่งจะเรียกทางอ้อมว่า ผัสสะ ก็ได้
แต่ถ้าเรียกแบบนั้น จะทำให้ความหมายใน อวิชชา สังขาร วิญญาณ เปลี่ยนไป

เพราะอวิชชา สังขาร วิญญาณ ไม่ใช่เรื่องของผลของกรรมที่เป็นโลกธรรม ๘

แต่เป็นเรื่องของกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่เคยกระทำไว้

คนละเรื่อง คนละสภาวะกัน

โฆษณา

ปฏิบัติที่เรียกว่า ลำบากแและสบาย

ปฏิบัติที่เรียกว่า ลำบาก
และปฏิบัติที่เรียกว่า สบาย
ล้วนเป็นเรื่องของความรู้สึกที่มีเกิดขึ้นทางใจล้วนๆ

.

ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ปฏิบัติลำบากทั้งรู้ได้ช้า ๑
ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ปฏิบัติลำบากแต่รู้ได้เร็ว ๑

ข้อปฏิบัติ ได้แก่ การเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
(วิปัสสนา/ไตรลักษณ์เกิดก่อน สมถะ/สัมมาสมาธิ เกิดทีหลัง)

.

สุขาปฏิปทาทันธาภิญญา ปฏิบัติสะดวกแต่รู้ได้ช้า ๑
สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ปฏิบัติสะดวกทั้งรู้ได้เร็ว ๑

ข้อปฏิบัติได้แก่ การเจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น
(สมถะ/สัมมาสมาธิ เกิดก่อน วิปัสสนา/ไตรลักษณ์เกิดทีหลัง)

.

ทั้งสุขาและทุกขาปฏิปทา จะรู้ช้าหรือรู้เร็ว
เป็นเรื่องของอินทรีย์ ๕ ตัวแปรของสภาวะทั้งหมด คือ ปัญญินทรีย์

กล่าวคือ ถึงแม้จะมี อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณเกิดขึ้นแล้ว
แต่ปัญญินทรีย์อ่อน ได้แก่ การรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔ มีเกิดขึ้นช้า

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ เป็นเหตุปัจจัยให้
ไม่รู้ชัดวิธีการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์
(รู้แค่เปลือก ไม่รู้ถึงที่สุด)

จึงชื่อว่า ปฏิบัติลำบากและปฏิบัติสะดวก แต่รู้ได้ช้า

.
การแจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔ จะมีเกิดขึ้นได้ ต้องแจ้งใน นิพพาน
ในแง่ของการนำมากระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์(ดับเหตุปัจจัยของการเกิด)

เมื่อแจ้งในนิพพาน ตามความเป็นจริง
ที่สามารถนำมากระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ได้

เป็นเหตุปัจจัยให้แจ้งใน ผัสสะและอริยสัจ ๔

และเป็นเหตุปัจจัยให้แจ้งใน ปฏิจจสมุปบาทและอริยสัจ ๔ ในที่สุด

.

หัวใจพระธรรมคำสอน ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้
ทุกข์
เหตุแห่งทุกข์
ความดับทุกข์
ทางให้ถึงความดับทุกข์

พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ทรงตรัสรู้อริยสัจ ๔

.

.

ทบทวนสภาวะสัญญา มีรายละเอียดเพิ่ม
แต่กระชับใจความมากขึ้น

มโนกรรม , กายกรรม , วจีกรรม

มโนกรรม , กายกรรม , วจีกรรม

ยังอยู่ในหัวข้อของ เหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน

.

กรรม(การกระทำ) ปัจจุบัน

.

เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปทานจึงมี
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี

กล่าวโดยย่อ
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

สิ่งที่เกิดขึ้น(ผัสสะ) มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด(เวทนา ตัณหา อุปทา ภพ)

ที่มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต
เป็นเรื่องของ มโนกรรม
เรียกว่า กามภพ

.
ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
สภาพธรรมที่มีเกิดขึ้น ทำให้เกิดความยินดี พอใจ
คิดว่าเป็นรูปฌาน หรืออรูปฌาน
เรียกว่า รูปภพ อรูปภพ

เป็นเหตุปัจจัยให้อุปกิเลสมีเกิดขึ้น

.

.

เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี

[๗] ก็ชาติเป็นไฉน ความเกิด ความบังเกิด ความหยั่งลง เกิด เกิดจำเพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชาติ ฯ

หมายถึง กายกรรม วจีกรรม
ไม่ได้หมายถึง การเกิดเป็นตัวตน
จากท้องแม่ที่มีพ่อเป็นเหตุปัจจัยร่วม

.
เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี

เหตุปัจจัยจากความไม่รู้(อวิชชา) ที่มีอยู่
จึงกระทำตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น
โดยการปล่อยให้ก้าวล่วงออกไปทางกาย วาจา

กล่าวคือ สร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น
หรือการนำสภาวะที่มีเกิดขึ้น ตามที่คิดว่าใช่ ไปบอกเล่าให้ผู้อื่นฟัง

จึงกลายเป็นการสร้างกรรมใหม่ ให้มีเกิดขึ้นอีก
เป็นเรื่องของ กายกรรม วจีกรรม

.

.

กล่าวโดยย่อ

ภพ มโนกรรม

ชาติ กายกรรม วจีกรรม

.
เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี

เพราะมโนกรรมเป็นปัจจัย กายกรรม วจีกรรม จึงมี

.

ความรู้สึกนึกคิด ห้ามไม่ให้คิด ห้ามไม่ได้
แต่สามารถกำหนดรู้ได้ คือ รู้ว่ามีเกิดขึ้น
กระทำไว้ในใจ ไม่สร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

เหตุไม่มี ผลจะมาจากไหน
ที่ผลยังมีอยู่(ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ)
เพราะเหตุยังมีอยู่(กรรม/การกระทำ)

ปฏิจจสมุปบาทกับเส้นตรง

กรรม(การกระทำ) ปัจจุบัน สำคัญมาก

.
ปฏิจจสมุปบาท เป็นเรื่องที่มีเกิดขึ้นในชีวิตปัจจุบัน
ตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งตาย จบสิ้นสุดแค่ตรงนั้น
ไม่ได้เป็นวงกลม เหมือนดังภาพที่นำมาเผยแพร่กันในปัจจุบัน

เปรียบเสมือนเส้นตรงเส้นหนึ่ง จะตัดตรงไหนก็ได้

ปฏิจจสมุปบาทก็เป็นเช่นนั้น ดับตรงส่วนไหนก็ได้
ขึ้นอยู่กับการแทงตลอดในสภาวะของคำเรียกนั้นๆ

.

เมื่อนำปฏิจจสมุปบาท มากล่าวในแง่ของการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์
ปฏิจจะ แบ่งออกเป็นสองส่วน

.
๑. การเกิดและการดับเหตุปัจจัยของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ

.
๒. การเกิดและการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน

.

ข้อปฏิบัติเพื่อการดับการดับเหตุปัจจัยของการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ
ได้แก่ อริยมรรค มีองค์ ๘ เป็นเรื่องของการละสังโยชน์
กล่าวคือ ปฏิจจสมุปบาทและอริยสัจ ๔(อวิชชา)

.

ข้อปฏิบัติเพื่อการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
ได้แก่ มรรค มีองค์ ๘ เป็นเรื่องของการละอุปทานขันธ์ ๕
กล่าวคือ ผัสสะและอริยสัจ ๔(ตัณหา)

.

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ จึงเน้นเสมอๆว่า สำหรับผู้ที่เพียรดับเหตุแห่งทุกข์
กรรมปัจจุบันสำคัญมาก เพราะส่งผล

วิถีแห่งการรู้แจ้ง

วิถีแห่งการรู้แจ้ง

แจ้งใน นิพพาน
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

ย่อมแจ้งใน ปฏิจจสมุปบาท
และลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น ทั้ง 12 คำเรียก
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

ย่อมแจ้งใน อริยสัจ 4
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

1.ย่อมแจ้งใน ทุกข์,สุข ที่มีเกิดขึ้นในชีวิต
เกิดจากอะไร เป็นเหตุปัจจัยให้มีเกิดขึ้น

2.ย่อมแจ้งใน จิตดวงสุดท้าย
ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย
การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ
เกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัยให้มีเกิดขึ้น

หากไม่แจ้งในนิพพาน
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

ย่อมไม่แจ้งในปฏิจจสมุปบาท ทั้ง12 อาการ
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

เพราะเหตุปัจจัยนี้
อริยสัจ4 จึงเป็นหัวใจของข้อปฏิบัติ
และเป็นผลของการการปฏิบัติ

ธรรมที่มีอุปการะคุณมากในการปฏิบัติ

ทั้งทางโลก
(การดำเนินชีวิต)

และทางธรรม
(การทำความเพียรเพื่อละเหตุแห่งทุกข์)

ได้แก่

สมถะ
(สัมมาสมาธิ)

วิปัสสนา
(ไตรลัษณ์)

โยนิโสมนสิการ
(การกำหนดรู้ใน ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ/ความรู้สึกนึกคิด ที่มีเกิดขึ้นจากผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย)

จิตดวงสุดท้าย

อวิชชา สังขาร วิญญาณ
ในปฏิจจสมุปบาท

เป็นเรื่องของ จิตดวงสุดท้าย
ก่อนที่จะหมดลมหายใจ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ก็ชาติ เป็นอย่างไรเล่า?

การเกิด การกำเนิด
การก้าวลง การบังเกิด
การบังเกิดโดยยิ่ง ความปรากฏของขันธ์ทั้งหลาย

การที่สัตว์ได้ซึ่งอายตนะทั้งหลาย
ในสัตว์นิกายนั้น ๆ ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ๆ :

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! นี้ เรียกว่า ชาติ

ปฏิจจสมุปบาท

การวาดภาพลักาณะอาการที่มีเกิดขึ้น “ปฏิจจสมุปบาท”

ไม่ได้วาดเป็นวงกลม

การวดภาพปฏิจจะ เป็นวงกรมนั้น
หมายถึง มรณะ(ความตาย) เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดอวิชชา

ความตาย ไม่ได้เป็นเหตุปัจจัยความมีเกิดขึ้นของ อวิชชา

ปฏิจจสมุปบาท เป็นเรื่องของ เหตุและปัจจัยของการเกิด
(การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ)

การวาดภาพปฏิจจะ จึงมีลักษณะดังนี้
การมีเกิดขึ้น และการดับเหตุปัจจัยของการเกิด
ไม่ใช่วาดแบบวงกลม

การเขียนภาพอธิบายปฏิจจสมุปบาท จะเขียนแบบนี้

อิธ ภิกฺขเว อริยสาวโก
ปฏิจฺจสมุปฺปาทญฺเญว สาธุกํโยนิโส มนสิกโรติ
ภิกษุทั้งหลาย !
อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
ย่อมกระทำไว้ในใจโดยแยบคายเป็นอย่างดี
ซึ่ง ปฏิจจสมุปบาท นั่นเทียว ดังนี้ว่า

อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ
เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี

อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ
เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น

อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ
เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ย่อมไม่มี

อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ
เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป

ยะทิทัง
ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ

อวิชฺชาปจฺจยา ภิกฺขเว สงฺขารา
เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย
จึงมีสังขารทั้งหลาย

สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ
เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย
จึงมีวิญญาณ

วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ
เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย
จึงมีนามรูป

นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ
เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย
จึงมีสฬายตนะ

สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส
เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย
จึงมีผัสสะ

ผสฺสปจฺจยา เวทนา
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย
จึงมีเวทนา

เวทนาปจฺจยา ตณฺหา
เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย
จึงมีตัณหา

ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ
เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย
จึงมีอุปาทาน

อุปาทานปจฺจยา ภโว
เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย
จึงมีภพ

ภวปจฺจยา ชาติ
เพราะมีภพเป็นปัจจัย
จึงมีชาติ

ชาติปจฺจยา ชรามรณํ
โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา สมฺภวนฺติ
เพราะมีชาติเป็นปัจจัย
ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส
อุปายาสะทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน

เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ
ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้
ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้

ปฏิจจะ

ปฏิจจสมุปบาท

หากนำมาอธิบายว่าเป็นเรื่องของ อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ถ้าอธิบายแบบนี้ ย่อมมีข้อถกเถียงกันมากมาย

 

 

การอธิบายปฏิจจสมุปบาท ควรใช้พระธรรมคำสอน
ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้

เกี่ยวกับเรื่องกรรม ผลของกรรม

กรรมเก่า ผลของกรรม กรรมใหม่

การกระทำเพื่อดับกรรมใหม่ ไม่ให้มีเกิดขึ้น

สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต(ผัสสะ) มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
(ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ)

ให้กำหนดรู้ ไม่สานต่อ

เขาไม่ทำกรรมใหม่ด้วย รับผลกรรมเก่า แล้วทำให้สิ้นไปด้วย

นี้เป็นปฏิปทาเผากิเลสให้พินาศ ผู้ปฏิบัติพึงเห็นได้เอง

ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา

วิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน

เช่น

==================

พ. ดูกรวัปปะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
อาสวะเหล่าใดก่อทุกข์ เดือดร้อน
เกิดขึ้นเพราะการกระทำทางกายเป็นปัจจัย

เมื่อบุคคลงดเว้นจากการกระทำทางกายแล้ว
อาสวะเหล่านั้นที่ก่อทุกข์ เดือดร้อน ย่อมไม่มีแก่เขา
เขาไม่ทำกรรมใหม่ด้วย รับผลกรรมเก่า แล้วทำให้สิ้นไปด้วย

นี้เป็นปฏิปทาเผากิเลสให้พินาศ ผู้ปฏิบัติพึงเห็นได้เอง
ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา
วิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน

ดูกรวัปปะ ท่านย่อมเห็นฐานะที่เป็นเหตุให้อาสวะ
อันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาพึงไปตามบุคคลในสัมปรายภพนั้นหรือไม่ ฯ

ว. ไม่เห็น พระเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรวัปปะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
อาสวะเหล่าใดก่อทุกข์ เดือดร้อน เกิดขึ้น
เพราะการกระทำทางวาจาเป็นปัจจัย

เมื่อบุคคลงดเว้นจากการกระทำทางวาจาแล้ว
อาสวะเหล่านั้นที่ก่อทุกข์ เดือดร้อน ย่อมไม่มีแก่เขา
เขาไม่ทำกรรมใหม่ด้วย รับผลกรรมเก่า แล้วทำให้สิ้นไปด้วย

นี้เป็นปฏิปทาเผากิเลสให้พินาศ…
วิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน

ดูกรวัปปะ ท่านย่อมเห็นฐานะที่เป็นเหตุให้อาสวะ
อันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนา พึงไปตามบุคคลใน สัมปรายภพนั้นหรือไม่ ฯ

ว. ไม่เห็น พระเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรวัปปะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
อาสวะเหล่าใดก่อทุกข์ เดือดร้อน
เกิดขึ้นเพราะการกระทำทางใจเป็นปัจจัย

เมื่อบุคคลงดเว้นจาก การกระทำทางใจแล้ว
อาสวะที่ก่อทุกข์ เดือดร้อน ย่อมไม่มีแก่เขา
เขาไม่ทำกรรมใหม่ด้วย รับผลกรรมเก่า แล้วทำให้สิ้นไปด้วย

นี้เป็นปฏิปทาเผากิเลสให้พินาศ…
วิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน

ดูกรวัปปะ ท่านย่อมเห็นฐานะที่เป็นเหตุให้อาสวะ
อันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนาพึงไปตามบุคคลในสัมปรายภพนั้นหรือไม่ ฯ

ว. ไม่เห็น พระเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรวัปปะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
อาสวะเหล่าใดก่อทุกข์ เดือดร้อน
เกิดขึ้นเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย

เพราะอวิชชาดับไป วิชชาเกิดขึ้น
อาสวะที่ก่อทุกข์ เดือดร้อน เหล่านั้นย่อมไม่มีแก่เขา
เขาไม่ทำกรรมใหม่ด้วย รับผลกรรมเก่า แล้วทำให้สิ้นไปด้วย

นี้เป็นปฏิปทาเผากิเลสให้พินาศ …
อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน

ที่มาของคาถา เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา

ที่มาของคาถา เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา

โยนิโสมนสิการ/การกำหนดรู้ ตอนที่ 3

คาถาในพระไตรปิฏก : มหาวรรค ภาค ๑ มหาขันธ์
เรื่องสาริปุตตโมคคลานวัตถุ

เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา
เตสํ เหตุํ ตถาคโต อาห
เตสญฺจ โย นิโรโธ
เอวํ วาที มหาสมโณติ ฯ

————–

โดย มหามกุฏราชวิทยาลัย (พ.ศ. ๒๕๒๕, พ.ศ. ๒๕๓๓,
พ.ศ. ๒๕๓๖)

ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ
พระตถาคต ทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น
และความดับของธรรมเหล่านั้น
พระมหาสมณะทรงสั่งสอนอย่างนี้

==========================

อรรถกถาสารีปุตตโมคคัลลานบรรพชา

สองบทว่า น ตฺยาหํ สกฺโกมิ ตัดบทว่า น เต อหํ สกฺโกมิ แปลว่า สำหรับท่าน เราไม่อาจ.
แต่ว่า พระเถระถึงปฏิสัมภิทาญาณในธรรมวินัยนี้ จะไม่อาจเพื่อแสดงธรรมเพียงเท่านี้หามิได้

.

โดยที่แท้ ท่านคิดว่า เราจักปลูกความเคารพในธรรมแก่ผู้นี้
ได้ถือเอาข้อที่การแสดงธรรมในพุทธวิสัยโดยอาการทั้งปวงไม่ใช่วิสัยของท่าน จึงกล่าวอย่างนั้น.

.

บาทคาถาว่า เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา มีความว่า เบญจขันธ์ชื่อว่าธรรมมีเหตุเป็นแดนเกิด.
พระเถระแสดงทุกขสัจแก่สารีบุตรนั้นด้วยคำนั้น.

.

บาทคาถาว่า เตสํเหตุ ํ ตถาคโต อาห มีความว่า สมุทยสัจชื่อว่าเหตุแห่งเบญจขันธ์นั้น
พระเถระแสดงว่า พระตถาคตตรัสสมุทยสัจนั้นด้วย.

.

บาทคาถาว่า เตสญฺจ โย นิโรโธ จ มีความว่า พระตถาคตตรัสความดับคือความไม่เป็นไปแห่งสัจจะแม้ทั้ง ๒ นั้นด้วย
พระเถระแสดงนิโรธสัจแก่สารีบุตรนั้นด้วยคำนั้น.

.

ส่วนมรรคสัจ แม้ท่านไม่ได้แสดงรวมไว้ในคาถานี้ ก็เป็นอันแสดงแล้วโดยนัย.
เพราะว่าเมื่อกล่าวนิโรธ มรรคซึ่งเป็นเหตุให้ถึงนิโรธนั้น ก็เป็นอันกล่าวด้วย.

.

อีกอย่างหนึ่ง ในบาทคาถาว่า เตสญฺจ โย นิโรโธ จ นี้ สัจจะแม้ ๒  เป็นอันพระเถระแสดงแล้วอย่างนี้ว่า
ความดับแห่งสัจจะทั้ง ๒ นั้นและอุบายแห่งความดับแห่งสัจจะทั้ง ๒ นั้น ฉะนี้แล.

บัดนี้ พระเถระเมื่อจะยังเนื้อความนั้นนั่นแลให้รับกัน จึงกล่าวว่า พระมหาสมณะมีปกติตรัสอย่างนี้.
.

บาทคาถาว่า เอเสว ธมฺโม ยทิ ตาวเทว มีความว่า
แม้ถ้าว่า ธรรมที่ยิ่งกว่านี้ไม่มีไซร้ ธรรมเพียงเท่านี้เท่านั้นคือคุณ มาตรว่าโสดาปัตติผลนี้เท่านั้น

“อันข้าพเจ้าจะพึงบรรลุ ถึงอย่างนั้นธรรมนี้นั่นแล อันข้าพเจ้าค้นหาแล้ว”

.

บาทคาถาว่า ปจฺจพฺยถา ปทมโสกํ มีความว่า
พวกข้าพเจ้าเที่ยวค้นหาทางอันไม่มีความโศกใด ท่านทั้งหลายนั่นแล ย่อมตรัสรู้ทางอันไม่มีความโศกนั้น.

อธิบายว่า ทางนั้น อันท่านทั้งหลายบรรลุแล้ว.
.

กึ่งคาถาว่า อทิฏฺฐํ อพฺภุติตํ พหุเกหิ กปฺปนหุเตหิ มีความว่า ทางอันไม่มีความโศกนี้
ชื่ออันข้าพเจ้าทั้งหลายไม่เห็นแล้วทีเดียว ล่วงไปนักหนาตั้งหลายนหุตแห่งกัลป์

“สารีบุตรปริพาชกแสดงข้อที่ตนมีความเสื่อมใหญ่ตลอดกาลนาน เพราะเหตุที่ไม่ได้เห็นทางนั้นด้วยประการดังนี้”

 

.

หมายเหตุ;

 

“ธรรมที่ยิ่งกว่านี้ไม่มีไซร้ ธรรมเพียงเท่านี้เท่านั้นคือคุณมาตรว่าโสดาปัตติผลนี้เท่านั้น
อันข้าพเจ้าจะพึงบรรลุ ถึงอย่างนั้นธรรมนี้นั่นแล อันข้าพเจ้าค้นหาแล้ว”

.
คำว่า ธรรมเพียงเท่านี้เท่านั้น
ได้แก่ ทุกข์(อุปาทานขันธ์ 5) ความดับทุกข์(ดับตัณหา)

.
คำว่า คือคุณมาตรว่าโสดาปัตติผลนี้เท่านั้น
ได้แก่ สภาวะทุกข์และความดับทุกข์ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ผู้ที่อธิบายได้ หรือ อ่านแล้ว หรือ ฟังแล้วเข้าใจ มีเฉพาะผู้ที่ได้โสดาปัตติผลและอริยสาวกเท่านั้น(สภาวะจิตดวงสุดท้าย)


“พวกข้าพเจ้าเที่ยวค้นหาทางอันไม่มีความโศกใด ท่านทั้งหลายนั่นแล ย่อมตรัสรู้ทางอันไม่มีความโศกนั้น.
อธิบายว่า ทางนั้น อันท่านทั้งหลายบรรลุแล้ว”

.

คำว่า ค้นหาทางอันไม่มีความโศกใด
ได้แก่ ค้นหาทางที่ไม่มีชาติ ชรามรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส

.

คำว่า ท่านทั้งหลายนั่นแล ย่อมตรัสรู้ทางอันไม่มีความโศกนั้น.อธิบายว่า ทางนั้น อันท่านทั้งหลายบรรลุแล้ว
ได้แก่ อริยสาวก

“ชื่อ อันข้าพเจ้าทั้งหลายไม่เห็นแล้วทีเดียว ล่วงไปนักหนาตั้งหลายนหุตแห่งกัลป์
สารีบุตรปริพาชกแสดงข้อที่ตนมีความเสื่อมใหญ่ตลอดกาลนาน เพราะเหตุที่ไม่ได้เห็นทางนั้นด้วยประการดังนี้”

.
คำว่า ชื่อ อันข้าพเจ้าทั้งหลายไม่เห็นแล้วทีเดียว ล่วงไปนักหนาตั้งหลายนหุตแห่งกัลป์
ได้แก่ อริยสัจ 4

.

คำว่า มีความเสื่อมใหญ่ตลอดกาลนาน
ได้แก่ ชรา มรณะ

.
คำว่า เพราะเหตุที่ไม่ได้เห็นทางนั้นด้วยประการดังนี้
ได้แก่ ไม่แจ้งอริยสัจ 4

 

พระอัญญาเห็นอะไร

https://walailoo2010.wordpress.com/2011/05/19/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/

 

 

เยธัมมา+โยนิโสมนสิการ

https://walailoo2010.wordpress.com/2019/04/19/%e0%b9%80%e0%b8%a2%e0%b8%98%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b9%82%e0%b8%aa/

Previous Older Entries

กันยายน 2019
พฤ อา
« ส.ค.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: