บทเรียน

สิ่งที่นำมาบอกเล่าผ่านๆมา ล้วนเป็นประสพการณ์จากสิ่งที่ไม่เคยรู้ ก่อนที่จะรู้ ไม่เคยมีใครมาบอกเล่าให้ฟัง ไม่เคยมีตัวอย่างมาให้ดูหรือให้เห็นเป็นตัวอย่าง

เพราะไม่เคยรู้ในสิ่งต่างๆเหล่านี้ การปฏิบัติที่ผ่านๆมา จึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก เป็นเหตุให้ปฏิบัติแล้วเจอแต่ความทุกข์ตลอดทาง

ที่สำคัญ เป็นเหตุให้เลิกปฏิบัติไปหลายครั้งต่อหลายครั้ง กว่าจะมาถึงจุดๆนี้ ที่ได้เรียนรู้โดยสภาวะจนแจ้งชัดในสภาวะต่างๆได้ในระดับหนึ่ง

สภาวะภายนอก

การปฏิบัติ ไม่ได้มีวิธีการยุ่งยาก แต่ที่ยากที่สุดคือ ใจ ยากมากๆในการทำใจที่จะยอมรับในสิ่งที่เราคิดเอาเองว่า เป็นฝ่ายถูกกระทำ และเราต้องยอมให้เขาทำกับเราเช่นนั้น โดยไม่มีการตอบโต้หรือมีข้อโต้แย้งใดๆ

ไม่มีการหลบลี้หนีหน้า ไม่มีการคิดแก้ตัวใดๆ เพียงแต่ให้อยู่กับสภาวะนั้นๆแบบปกติ ภายนอกมองดูเหมือนปกติ ทั้งๆที่ภายใน ใจไม่ปกติ

สภาวะภายใน

การยอมรับในสิ่งที่เราเป็นอยู่ ส่วนมากจะคิดว่า ภายนอกยังไงก็ได้ ภายในเราย่อมรู้ตัวเราเองดีว่าเป็นอย่างไร หากคิดเช่นนี้เป็นเรื่องปกติ เพราะกิเลสยังเป็นนายเรา ยังอยู่เหนือและมีอำนาจมากกว่าเรา เราจึงคิดเช่นนี้

เรียกว่า นอกอย่าง ในอย่าง ลักษณะแบบนี้ ยังไม่ยอมรับตามความเป็นจริง ถ้ายอมรับตามความเป็นจริง นอกกับในต้องเหมือนกัน

สิ่งควรรู้ เรื่องของการปฏิบัติทั้งหมด

ญาณ ๑๖ เป็นเรื่องของไตรลักษณ์ เป็นเรื่องของสติ สัมปชัญญะและสมาธิ

ที่สำคัญที่ขาดไม่ได้คือ เรื่องของกิเลส ตรงนี้สำคัญมากๆ มากกว่าเรื่องอื่นๆในญาณ ๑๖

ผัสสะ ได้แก่ การกระทบ ความหมายตามปริยัติหมายถึง เป็น สภาวะของอายตนะภายนอกและอายตนะภายใน ทำงานร่วมกัน

พูดในแง่ของสภาวะ ได้แก่ สิ่งที่มากระทบ เช่น ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นชิมรส ความรู้สึก ความนึกคิด

เมื่อมีผัสสะหรือการกระทบเกิดขึ้น ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับสิ่งที่มากระทบ ณ ขณะนั้น เรียกว่า ปัจจุบันอารมณ์ หรือปัจจุบันธรรมหรือปัจจุบัน สุดแต่จะให้ค่า

รู้ได้ แต่อย่าเชื่อ

ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ สามารถรู้ได้ แต่จงอย่าเชื่อ เพราะว่าทุกสิ่งล้วนมีเหตุปัจจัยในตัวของสภาวะนั้นๆเอง

แม้กระทั่งตำราหรือหนังสือต่างๆ มีไว้ให้รู้ แต่อย่ายึดติดจนกระทั่งหลงนำไปสร้างเหตุใหม่ของการเกิดให้เกิดขึ้นใหม่ด้วยความไม่รู้

ถ้าอยากจะเชื่อ คงห้ามกันไม่ได้

เพราะเหตุที่ทำมา สภาวะของแต่ละคนจึงแตกต่างกันไป

ตำราก็เช่นเดียวกัน

ผู้ที่เขียนตำรา ย่อมเขียนตามสิ่งที่ตนเองได้รู้ อาจเกิดจากการศึกษามา ได้ยินได้ฟังมา หรือผลจากการปฏิบัติก็ตาม ไม่ว่าจะเรื่องแนวทางการปฏิบัติ หรือแม้กระทั่งเรื่องอื่นๆ ล้วนเป็นอุบายในการปฏิบัติ รู้อย่างไร ย่อมเขียนตามที่รู้ รู้แค่ไหน เขียนได้แค่นั้น

ส่วนใครมีเหตุร่วมกับใคร ย่อมเชื่อในสิ่งที่ผู้นั้นเขียนหรือนำมาบอกเล่าให้ฟัง หากไม่มีเหตุร่วมกัน ย่อมไม่มีวันที่จะมาเชื่อกัน

เหมือนการอ่านหนังสือหรือตำราต่างๆ ผู้อ่าน มีความรู้หรือรู้ได้ด้วยตนเองแค่ไหน ย่อมอ่านแล้วตีความตามตัวหนังสือได้แค่นั้น

โฆษณา

การเริ่มต้นที่แตกต่าง

แนวทางการปฏิบัติของแต่ละคน การเริ่มต้นอาจจะแตกต่างกันไป ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร ถ้ารู้และเข้าใจตรงนี้ได้ จะไม่มีการกล่าวเพ่งโทษในแนวทางการปฏิบัติที่ผิดจากรูปแบบที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติอยู่ หรือจากการอ่าน ตลอดจนการเรียนรู้ที่ได้รู้มา ที่ยังมีการกล่าวเพ่งโทษ ล้วนเกิดจากการให้ค่าที่เกิดจากการยึดมั่นถือมั่นทั้งสิ้น

บางคนเริ่มต้นจากภายใน เช่น

บางคนเริ่มต้นรู้ที่กาย ใช้วิธีดูกาย ดูลมหายใจ ท้องพองยุบ กายเคลื่อนไหว ชีพจรฯลฯ

บางคนเริ่มต้นดูเวทนา ดูความเจ็บปวด สุข ทุกข์ทางเวทนาต่างๆที่เกิดขึ้นในกาย

บางคนเริ่มต้นดูจิต ดูความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้นในจิต

บางคนเริ่มต้นที่ธรรม ความคิด,พิจรณาต่างๆที่เกิดขึ้น ทั้งกุศลและอกุศล

บางคนเริ่มต้นจากภายนอก เช่น

การนำวัตถุต่างๆภายนอกมาเป็นอารมณ์ในการให้จิตจดจ่อรู้อยู่ในสิ่งๆนั้น

บางคนใช้อาหารทั้งที่รับทานได้และรับทานไม่ได้มาเป็นอารมณ์ในการคิดพิจรณา

บางคนใช้กายของผู้อื่นในการคิดพิจรณา หรือนำมาเป็นอารมณ์ให้จิตจดจ่อรู้อยู่ในสิ่งๆนั้น ฯลฯ

การปฏิบัติล้วนมีหลากหลายวิธีการ ไม่ว่าจะจากภายในหรือภายนอก ทั้งนี้ทั้งนั้น ล้วนเกิดจากเหตุที่แต่ละคนเป็นผู้สร้างขึ้นมาหรือทำขึ้นมาเองทั้งสิ้น จึงไม่ใช่เรื่องถูกหรือผิด หรือความผิดปกติใดๆเลย

แต่ที่กล่าวว่าวิธีการนั้นถูกหรือผิด ล้วนเกิดจากการให้ค่าตามความคิดของแต่ละคน ซึ่งไม่ใช่ตามความเป็นจริงของตัวสภาวะที่แท้จริง

เหตุทั้งหมดเกิดจากความยึดมั่นถือมั่น แต่ไม่รู้ว่ายึดเอาไว้อย่างเหนียวแน่น จึงมีการว่ากล่าวการปฏิบัติที่นอกเหนือไปจากที่ตนเองเคยพบเคยเจอ หรือเคยได้ปฏิบัติมา ซึ่งตนเองทำไม่ได้ จึงเป็นเหตุให้เกิดการสร้างเหตุของการเกิดเพราะเหตุนี้

สภาวะล้วนก้าวกระโดดได้ ไม่จำเป็นต้องเรียงไปตามขั้นตอน ที่เรียงไปตามขั้นตอน ล้วนเกิดจากเหตุของคนที่เรียง ทำได้แบบไหน ย่อมเขียนอธิบายออกมาแบบนั้น แต่ลืมไปว่า เหตุของแต่ละคนสร้างมาไม่เหมือนกัน จะให้มาเริ่มต้นเหมือนๆกัน

อาจจะเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ จึงไม่ควรคาดหวังต่อสิ่งที่คิดจะให้กับคนอื่นๆ เมื่อคิดจะให้ จงให้โดยไม่มีข้อแม้ หากยังมีข้อแม้ นั่นคือ กิเลสที่เกิดขึ้นในใจขณะที่กำลังคิดจะให้ เพียงแต่จะดูหรือรู้ทันต่อกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตตนเองได้หรือไม่เท่านั้นเอง

บางคนมีอุปนิสัยในการชอบสอน จึงพยายามถ่ายทอดโดยการนำพระไตรปิฎกมานำทาง แล้วใช้การตีความตามรู้ที่ตัวเองมีอยู่ อาจจะเกิดจากการได้ศึกษาหรือสัญญาเก่าที่ติดตัวมา หรือรู้จากผลของการปฏิบัติของตนเองนำมาสอน

เมื่อยังไม่เข้าใจในเหตุและผล ยังไม่เห็นแจ้งสภาวะตามความเป็นจริง ผู้ที่มีอุปนิสัยชอบสอน จึงมักก่อเหตุของการเกิดเนืองๆเพราะเหตุนี้

บางคนเห็นแจ้งในสภาวะ แต่ไม่เห็นแจ้งในกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตของตัวเอง นี่ก็อีกหนึ่งเหตุที่เป็นการสร้างเหตุของการเกิดให้เกิดขึ้น

เมื่อใดก็ตามที่ยังมีการให้ค่าต่อสภาวะ ถ้าแค่ดู แค่รู้ เมื่อให้ค่า ก็ยอมรับว่าให้ค่า ยอมรับว่ายึดติด แต่ไม่ไปยึดติดจนหลง ย่อมไม่ก่อให้เกิดการกระทำที่เป็นเหตุของการเกิดอย่างแน่นอน

หากรู้แล้ว แล้วคิดว่ารู้ เกิดการยึดติดในรู้นั้นๆ ในสภาวะนั้นๆ ไม่ยอมรับว่าให้ค่าต่อสภาวะ หลงยึดติดเหนียวแน่น เป็นเหตุให้ทั้งโลภะและโมหะครอบงำ กลายเป็นการสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้น เหตุมี ผลย่อมมี จะหนีไปไหนได้

เมื่อไม่ได้ดั่งใจ โทสะย่อมเกิด เป็นเหตุให้เกิดการกล่าววาจาเหน็บแนมแนวทางอื่นหนักมากขึ้นเรื่อยๆ แทนที่จะเป็นการสร้างเหตุของการดับเหตุทั้งปวงที่ตัวเอง กลับเป็นการสร้างเหตุของการเกิดต่อไปเรื่อยๆ มีแต่เหตุและก็เหตุ

สภาวะ คือ สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคน ซึ่งเกิดจากเหตุที่กระทำขึ้นมาเองทั้งสิ้น

สภาวะที่เกิดขึ้นมีทั้งภายในและภานยนอก

ภายใน สภาวะที่เกิดขึ้น ได้แก่กิเลสที่เกิดขึ้นในจิต ที่ให้ค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ( ผัสสะ )

ภายนอก สภาวะที่เกิดขึ้น ได้แก่สิ่งที่เคยกระทำไว้ในอดีตทั้งระลึกได้และไม่อาจะระลึกได้ เป็นผลของเหตุที่ทำไว้ มาในรูปของผัสสะ ( การกระทบ ) ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

ทุกข์ สภาวะคือ ความทนอยู่ไม่ได้

สมุทัย สภาวะคือ การให้ค่า ( กิเลสที่เกิดขึ้นในจิต ) ต่อสภาวะ ( ผัสสะ ) ที่เกิดขึ้น

นิโรธ สภาวะคือ ความดับทุกข์ ได้แก่ การดับเหตุ ( กิเลส ) ที่เป็นต้นเหตุของการเกิดเหตุทั้งปวง ได้แก่การดับเหตุทั้งปวงที่เกิดจากการกระทำของตัวเอง ไม่ว่าจะกาย วาจา ใจ

มรรค สภาวะคือ ทางหรือวิธีการ ได้แก่ การเจริญสติ ( สติ สัมปชัญญะ )

สิ้นสงสัย

การที่จะสิ้นสงสัยทุกๆสภาวะลงไปได้ ต้องเห็นแจ้งด้วยตัวเองเท่านั้น ไม่ใช่เกิดจากคำบอกเล่าของผู้อื่น คำศัพท์หรือคำบัญญัติที่ใช้ในการเรียกสภาวะต่างๆ ใช่ว่าจะชัดเจน ถ้าเป็นการให้ค่าตามความคาดเดา

การคาดเดาก็คือการคาดเดา แต่ไม่ใช่ตามความเป็นจริง ผ่านสภาวะแต่ละสภาวะไปได้ ตัวปัญญาหรือตัวรู้จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ การเกิดของตัวปัญญา เกิดไม่แน่นอน ส่วนมากเกิดในอิริยาบทอื่นๆมากกว่าเกิดขณะนั่งสมาธิ

บางทีเกิดขณะทำงานบ้าน เช่นล้างชาม ถูกบ้าน อะไรก็ได้ที่มีจิตจดจ่อรู้อยู่กับสิ่งที่กำลังทำอยู่ ปัญญาจะเกิดขึ้นเรื่อยๆ เกิดแบบหยาบๆก้อน เหมือนต่อจิ๊กซอ ให้มาทีละคำ แล้วขยายคำให้ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ

เหมือนเรื่อง สัมมาสติ สัมมาสมาธิ อาตาปี สมัปชาโน สติมาฯลฯ หลายๆเรื่องที่ได้เขียนไว้ ล้วนเกิดขึ้นมาเองทั้งสิ้น ไม่ได้ไปท่องจำหรือนำมาจากที่ไหนๆเลย ในตำราก็ไม่มีเขียนบอกไว้ ที่มีเขียนไว้ มีแต่สภาวะหยาบๆ

ไม่สามารถแยกออกมาได้ชัดเจนว่า สติ โดยสภาวะคืออะไร สัมปชัญญะ โดยสภาวะคืออะไร มีลักษณะแบบไหน จะแยกออกจากกันให้เห็นชัดได้อย่างไร เท่าที่อ่านเจอมีแต่บอกว่า สติคืออะไร สัมปชัญญะคืออะไร มีแค่นั้นเอง

เหมือนถอดสมการออกมาทีละขั้น พอรู้ในขั้นของสติ ทำสติให้เป็นมหาสติ คือ สัมมาสติ นี่ชี้ชัดได้เลยว่า อย่างไรจึงชื่อว่า สัมมาสติ สภาวะที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอย่างไร รู้ชัดแบบนี้ได้ สิ้นสงสัย

ต่อมา สัมมาสมาธิ กว่าจะรู้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ต้องเข้าออกสมาธิได้ทุกระดับ ต้องรู้ชัดทุกๆสภาวะของสมาธิ โดยองค์ประกอบมีอะไรบ้าง สภาวะที่เกิดขึ้นมีอะไรบ้าง ต้องแจ้งในสภาวะจริงๆ จึงจะแยกรายละเอียดออกมาได้

จะรู้ทีละขั้น รู้แบบหยาบๆ ไม่แตกต่างจากการรู้ในสภาวะอื่นๆเลย ต้องชำนาญในสภาวะนั้นๆแล้ว จึงจะแจงรายละเอียดต่างๆของสภาวะออกมาได้ ซึ่งเมื่อก่อนเคยนำข้อเขียนของคนอื่นๆมาลง นี่แหละหนาความไม่รู้

สภาวะของสมาธิแต่ละระดับ จะมีความชัดเจนในสภาวะนั้นๆ แม้แต่ฌานแต่ละฌาน ต้องเข้าออกจนชำนาญ ทำได้ทั้งหลับตาและลืมตา เรียกว่า สามารถกำหนดเข้าได้ดังใจนึก จึงจะแยกรายละเอียดต่างๆของสภาวะออกมาได้

สภาวะของฌานต่างๆ ถูกแก้ไขข้อมูลที่เคยเขียนไว้ แก้แล้วแก้อีกกว่าจะจับรายละเอียดที่แท้จริงของสภาวะได้หมด จนตอนนี้เรียกว่าหลับตาพูดได้เลย เพราะมันแจ้งอยู่ในจิต รู้ชัดทุกอิริยาบท ไม่ใช่ไปคัดลอกจากตำรา แล้วนำมาตีความ

สภาวะอื่นๆก็เช่นกัน ถูกแก้ไขตลอด จากแบบหยาบๆ รายละเอียดเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในพระไตรปิฎก เป็นฉบับย่อของสภาวะ ไม่ใช่โดยรายละเอียดของสภาวะที่แท้จริงทั้งหมด การให้ค่าคาดเดาเกิดเพราะเหตุนี้ ทำยังไม่ถึง ยังไม่แจ้ง

ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร ถึงแม้จะไม่เคยอ่านพระไตรปิฎก ยังไงๆก็ยังมีการให้ค่าอยู่ดี เพราะยังมีกิเลส ย่อมมีการให้ค่า

การให้ค่ามีทั้งคุณและโทษ

การให้ค่า ถ้ายอมรับตามความเป็นจริงว่า นี่ให้ค่านะ แล้วแค่ดู แค่รู้กับสภาวะนั้นๆไป มีชอบ มีชัง มีอารมณ์สารพัดของความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น เพียงยอมรับตามความเป็นจริงทีเกิดขึ้นในจิต ไม่โกหกตัวเอง ไม่สร้างภาพ

ยอมรับได้หมดใจว่าตัวเองนี้เป้นยังไง เลวแค่ไหน ยอมรับได้หมด ไม่หาข้ออ้างสร้างเหตุให้ตัวเองดูดี แล้วสภาวะจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง นี่คือ คุณของการให้ค่า เพราะเป็นตัวชี้ชัดว่า ยอมรับตามความเป็นจริงได้แค่ไหน

เมื่อมีคุณ ย่อมมีโทษเป็นเรื่องธรรมดา

การให้ค่า มีโทษต่อเมื่อ ให้ค่ายังไม่พอ ยังก่อให้เกิดการกระทำขึ้นมาอีก สภาวะหรือสิ่งที่เกิดขึ้น ให้ว่าสิ่งๆนั้นไม่ดี เช่น มีคนมาด่าว่าเรา เราให้ค่าตามผัสสะหรือสิ่งที่เกิดขึ้น ให้ค่าว่าเขาด่า จิตมีความโกรธ แทนที่จะยอมรับว่าโกรธ

แล้วแค่รู้ ดูจิตของตัวเองไปว่า รู้สึกอะไรอย่างไรบ้าง กลับก่อเหตุใหม่โดยการตอบโต้ออกไป ก็ไม่ผิดนี่ ใคราจะไปยอม นี่แหละความไม่รู้ โง่กับกิเลสแต่ไม่รู้ว่าโง่ กิเลสมาหลายรูปแบบ เพื่อทดสอบสภาวะ มาทั้งแบบหยาบๆและละเอียด

การถูกคนอื่นด่าเพราะมีเหตุ เคยสร้างเหตุอะไรมาบ้างไม่สามารถไประลึกได้หมดเลย แล้วกี่ภพกี่ชาติที่เคยสร้างเหตุด้านนี้มาล่ะ ระลึกไม่ได้เลยนะ สิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นเหตุที่เคยทำไว้ในอดีต

เวลาที่เดินผ่านไป แค่เข็มนาฬิกากระดิก สภาวะปัจจุบันกลายเป็นอดีตไปทันที แต่ไม่เคยรู้ตรงนี้เลยว่าอดีตกำลังส่งผลมาให้ได้รับในสภาวะที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน เหตุจึงเกิดใหม่ไม่รู้จักจบสิ้นเพราะเหตุนี้ ในเมื่อสร้างเหตุของการเกิด ย่อมมีผลให้ได้รับไปในทางของการเกิด

จึงหลงเวียนว่ายตายเกิด เปลี่ยนร่าง เปลี่ยนเปลือก เปลี่ยนภพไปตลอดเพราะเหตุนี้แหละ นี่แหละโทษของความประมาท ความไม่รู้ รู้แล้วจะสำรวม สังวร ระวังในการสร้างเหตุของการเกิด

ปฏิบัติแบบไหนถึงจะถูก

การปฏิบัติไม่มีคำว่าถูกหรือผิด มีแต่ถูกใจกับไม่ถูกใจในความคิดของแต่ละคน จึงเป็นเหตุของคำว่าปฏิบัติแบบนี้ถูก ปฏิบัติแบบนี้ผิด

การปฏิบัติไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด การเริ่มต้นทำตามความถนัดไปก่อน ถนัดแบบไหนให้ทำแบบนั้น หากไม่เคยมีพื้นฐานด้านการปฏิบัติมาก่อน

เริ่มต้นแบบง่ายๆ เอาจิตจดจ่อดูลมหายใจเข้า   ลมหายใจออก ดูแบบปกติ ไม่ต้องไปเพ่งเพื่อให้รู้ชัดแต่อย่างใด ใหม่ๆอาจจะมีการเพ่งอยู่บ้าง ไม่เป็นไร อาจจะมีอาการตึงๆตามใบหน้า

หาที่นั่งที่นั่ง นั่งได้ตามสะดวก จะนั่งขัดสมาธิหรือนั่งบนเก้าอี้หรือนั่งที่กลางแจ้ง นั่งตรงไหนก็ใช้ได้ นั่งแบบไหนก็ใช้ได้  แรกๆหาที่เงียบๆก่อน เพราะเพิ่งเริ่มต้นฝึกจิต ต้องหาที่สงบเงียบก่อน

นั่งตามถนัดแล้ว หายใจเข้าออกยาวๆสักสองสามครั้ง แล้วเอาจิตจดจ่อรู้ลมหายใจไปสักพัก กี่นาทีก็ได้ จะใช้คำบริกรรมภาวนาหรือใช้การนับตัวเลขกำกับตามลมหายใจเข้า-ออกก็ได้

เราปฏิบัติเพื่อสร้างตัวสติให้มีกำลังแข็งแรง จุดประสงค์คือ ต้องการสร้างตัวสัมปชัญญะให้เกิดขึ้น หากสติไม่แข็งแรงพอ สัมปชัญญะย่อมเกิดขึ้นได้ยาก เมื่อสติแข็งแรง สัมปชัญญะย่อมเกิด

เราปฏิบัติเพื่อสิ่งนี้  เพื่อสร้างสติที่มีอยู่ ทำให้เป็นสัมมาสติ คือ มีทั้ง สติและสัมปชัญญะเกิดขึ้น

การปฏิบัติหรือการใช้ชีวิตทั้งทางโลกและทางธรรม สติ สัมปชัญญะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด สร้างเหตุตรงนี้ให้เกิดขึ้นให้ได้ก่อน ปรับพื้นฐานของจิตตรงนี้ให้แข็งแรงก่อน เรื่องอื่นๆยังไม่ต้องไปนึกถึง สงสัยให้รู้ว่าสงสัย เป็นเรื่องปกติที่จะสงสัย

บัตรเครดิต ไม่ได้ร้ายอย่างที่คิด

นี่แหละ เขาถึงบอกว่า ต้องโง่มาก่อน ถึงจะเข้าใจเรื่องราวต่างๆ การเสียค่าโง่ของแต่ละคนแตกต่างกันไปตามเหตุที่แต่ละคนกระทำมา เรื่องการใช้บัตรเครดิตก็เช่นเดียวกัน

เราฟังมามากนะ เรื่องความเลวร้ายของบัตรเครดิต จริงๆแล้วต้องถามกลับไปยังผู้พูดว่า คุณรู้ข้อมูลและรายละเอียดต่างๆดีแค่ไหน ถ้าไม่รู้จงบอกว่าไม่รู้ แต่อย่าเอาความคาดเดาเข้าไปตัดสินด้วยความไม่รู้

นี่เราเรียนรู้สภาวะเรื่องของบัตรเครดิตด้วยตัวเอง เสียค่าโง่ด้วยเจ้าตัวหงุดหงิด เสียทรัพย์เพิ่มค่าโง่ของเหตุ เสียเพราะความไม่รู้ ฟังคนอื่นมากไป ขาดการเรียนรู้ด้วยตัวเอง

บัตรเคดิตที่ใช้อยู่คือ บัตรอิออน บัตรไม่ได้โกงเรา แต่คนยืมบัตรไปใช้น่ะแหละโกง ตอนนี้เข็ดแล้ว ไม่ให้ใครยืมไปใช้อีกอย่างเด็ดขาด แล้วมาหาว่าบัตรโกง ที่แท้คนน่ะแหละโกงกันเอง

เหตุจากเรื่องนี้ ทำให้รู้เรื่องของบัตรเครดิตเพิ่มมากขึ้น ว่าช่องรายการไหน ค่าอะไร คิดยังไง

๓๑ มีค.๕๔ ชีวิตประจำวัน

ห่วงโซ่

สภาวะที่เกิดขึ้นกับเราในตอนนี้ แต่ละเหตุที่เกิดขึ้น ล้วนมีสภาวะเกี่ยวพันและต่อเนื่องกัน เป็นสภาวะที่เราจะได้คำตอบสำหรับผู้ที่มาขอคำแนะนำกับเรา ซึ่งเราจะต้องผ่านสภาวะนั้นๆหรือเรียนรู้สภาวะนั้นๆก่อนที่เขาเหล่านั้นจะมาขอคำแนะนำ

ไม่ว่าจะเรื่องยืมเงิน เรื่องครอบครัว เรื่องชู้สาว และเรื่องกามราคะกับปฏิฆะ ทำให้เราเห็นสภาวะที่ละเอียดขึ้นไปอีก จากที่ให้ค่าโดยเกิดจากผัสสะ กับไม่ต้องมีผัสสะแต่มันเกิดขึ้นเองในจิต โดยไม่เคยรู้มาก่อนว่าสภาวะแบบนี้ก็มีด้วย

เมื่อคืนอบตัว ๓ รอบ หลังจากนั้นอาบน้ำต้มสมุนไพรต่อ เช้านี้อาการป่วยที่เป็นอยู่เริ่มดีขึ้น แต่เมื่อคืนมีท้องเสีย เนื่องจากดื่มนมสดไป ๒ กล่อง ยังมีถ่ายอยู่บ้าง

เช้า เดิน ๒ ชม. นั่ง ๒ ชม. บ่าย เดิน ๒ ชม. นั่ง ๒ ชม. สมาธิเริ่มตั้งมั่นได้นานมากขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างที่นั่ง ยังมีคนเข้ามาหาบ้าง ใช้เวลาแป๊บๆในการพูดคุย แล้วกำหนดนั่งต่อ จิตยังคงเป็นสมาธิได้อย่างต่อเนื่อง

๓๐ มีค. ๕๔ ชีวิตประจำวัน

เมื่อคืนได้อบตัว เขียนบันทึกเล็กน้อย กว่าจะได้นอนเกือบตีหนึ่ง ขณะที่นอนจิตเป็นสมาธิ รู้สึกตัวเป็นช่วงๆ แล้วรู้สึกตัวว่ามันดิ่ง เราปล่อยไปตามนั้น

เช้ามาต้มน้ำสมุนไพรอาบ อาการป่วยที่เป็นอยู่เริ่มดีขึ้น อาการไอลดน้อยลงกว่าเมื่อวาน รู้สึกสดชื่นมากขึ้น สมาธินี่องค์ประกอบสำคัญที่ใช้ในการรักษาตัว

รอบเช้าเดิน ๑ ชม.ครึ่ง นั่ง ๒ ชม.๕๐ นาที

รอบบ่าย เดิน ๒ ชม. นั่ง ๒ ชม.

สภาวะเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งสมาธิแนบแน่นมากขึ้นเท่าไหร่ ตัวปัญญาย่อมเกิดมากขึ้น แยกแยะรายละอียดของสภาวะต่างๆได้ชัดมากขึ้น รู้ชัดในเหตุและผลมากขึ้นเรื่อยๆ

นับถอยหลัง

นับวัน วันที่เราจะมีโอกาสยืนยาวบนโลกใบนี้ นับวันถอยหลังลงไปเรื่อยๆ นั่นบ่งบอกถึง เวลาที่เราจะได้อยู่บนโลกใบนี้ มันน้อยลงไปเรื่อยๆ สภาวะเรา เราย่อมรู้ดี ว่าเป็นยังไง แค่ไหน เราไม่เคยพลาดกับความรู้สึกล่วงหน้าเช่นนี้

สมาธิมีกำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคืนขนาดมีเรื่องจุกจิกในหัวใจ สมาธิแทนที่จะถดถอย กลับมีกำลังมากมาย เมื่อคืนทั้งคืน ภายนอกเราดูเหมือนหลับ ภายในเราตื่นอยู่ทั้งคืน รู้สึกตัวตลอดเวลา เช้ามาไม่มีอาการง่วงหรือเพลีย

ทั้งๆที่เมื่อคืน มันมีความคิดเกิด เรากว่าจะบันทึกเสร็จ ก็ปาเข้าไปตี ๓ แล้ว ถึงได้เข้านอน ตอนหัวค่ำ สมาธิแรงมากๆ เรารู้ตัวตลอดระหว่างเวลาที่นั่งอยู่ เรียกว่าเมื่อวานสภาวะดีทั้งวัน ทั้งคืน เพราะเหตุนี้เราถึงบอกว่าอายุเราสั้นลงไปเรื่อยๆ

ยิ่งสมาธิมีกำลังมากเท่าไหร่ ยิ่งไม่ได้ถ่ายเทให้ใครด้วย ยิ่งสะสมมากขึ้น เวลาทางโลกสำหรับเรายิ่งลดน้อยลงไปเรื่อยๆ เป็นไปตามสภาวะ ซึ่งเราเคยผ่านสภาวะเช่นนี้มาแล้ว ย่อมรู้ดีว่า สภาวะอะไรจะเกิดขึ้นกับเราอีกต่อไป

สภาวะดีอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้อาการไอยังคงมีอยู่ วันนี้เป็นมากขึ้นกว่าเดิม เป็นไข้ทับฤดูซ้ำสอง ระหว่างนั่งรถเดินทางมาทำงานไอมากๆเลย แต่ไม่ทำให้เราท้อถอยแต่อย่างใด เพียงแต่ทำให้รู้สึกเบื่อหน่ายธาตุขันธ์มากขึ้นเรื่อยๆ

การเจริญสติช่วยเราได้มากๆ พอจิตเป็นสมาธิจะหยุดไอไปเอง เมื่อคืนตอนที่นอน จิตเป็นสมาธิตลอดไม่มีไอ พอสมาธิคลาย ไอมากๆเลย

เช้านี้ เดิน ๒ ชม. นั่ง ๒ ชม. สมาธิแนบแน่นดี รู้สึกตัวได้ตลอด จิตคิดพิจรณาถึงสภาวะที่กำลังเจออยู่ ไม่กล่าวโทษใคร มองเห็นแต่เหตุทั้งภายนอกและภายใน นี่แหละผู้ที่ยังไม่รู้ ส่วนเราแค่ดู แค่รู้ แล้วเจริญสติต่อไป

เรากำลังถูกให้ทำข้อสอบ ถูกกิเลสทดสอบ อยู่ได้ไหมสภาวะเช่นนี้ ต้องอดทนอดกลั้นตัวเองได้มากน้อยแค่ไหน หรืออยู่ได้แบบปกติไม่กระทบกระเทือนเหมือนแท่งศิลา

เรายังทำไม่ได้นะ จิตยังมีกระเพื่อมอยู่ เพียงแต่ไม่กล่าวโทษใคร เพราะมองเห็นอนาคตของผู้ที่กำลังหลงสร้างเหตุไปตามตัณหาราคะของตัวเองกัน เรารอเวลา เจริญสติไปนี่แหละ ไม่คาดเดาว่าสภาวะจะจบลงยังไง

เรามีหน้าที่คือ แค่ดู แค่รู้ รู้สึกอย่างไร รู้ไปตามนั้น ยอมรับตามความเป็นจริงในสิ่งที่เกิดขึ้น อดทน เราอดทนมาตลอดตั้งแต่มาเจริญสติ ต้องมีความอดทน อดกลั้นที่จะไม่สร้างเหตุใดๆออกไป พูดในสิ่งที่ควรพูดเกี่ยวกับสภาวะ

เพราะเรารู้ดีว่า ผลที่เขาจะได้รับกันนั้นมันคืออะไร หากเขายังหลงที่จะสร้างมันต่อไป มันมีผลทั้งชีวิตและการปฏิบัติของแต่ละคน มีผลระยะยาว

ช่วงบ่ายยังมีไอเป็นระยะๆ เบื่อร่างกายมากๆ แต่ไม่เที่ยง ทุกๆสภาวะแปรเปลี่ยนตลอดเวลา ที่รู้ๆในตอนนี้คือรู้สึกเบื่อตัวเอง เบื่ออาการไม่สบายที่เป็นอยู่

รอบบ่าย เดิน ๒ ชม. นั่ง ๔๕ นาที สมาธิแนบแน่นดี รู้ชัดในกายได้ต่อเนื่อง รู้แต่สภาวะภายใน ภายนอกดับสนิท

ชีวิตประจำวัน

๒๗ มีค.๕๔

งานทุกงาน คือ การเจริญสติ

วันอาทิตย์ เป็นวันที่เจริญสติได้มากที่สุด คือ สามารถสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับตัวเองและคนที่อยู่ด้วย

เราทำงานบ้านทั้งวัน เรียกว่า มีสติรู้อยู่ในงานที่ทำได้ตลอด สมาธิเกิดต่อเนื่อง เรียกว่าจิตเป็นสมาธิโดยไม่ต้องไปนั่งสมาธิ กว่าจะนั่งสมาธิเต็มรูปแบบก็โน่นตอนก่อนจะเข้านอน นั่งไปเกือบชม.

สมาธิแนบแน่นดี รู้ตัวตลอด มีช่วงสัปปะหงก มันงุบลงไป ไม่ได้ง่วงแต่อย่างใด รู้สึกตัวตลอด แบ่งแยกสภาวะได้ชัดว่าที่อาการงุบลงไปนั้นเกิดจากกำลังของสมาธิมากเกินสติ ไม่ใช่เกิดจากความง่วงแต่อย่างใด

๒๘ มีค.๕๔

รู้สึกอย่างไร รู้ไปตามนั้น

ยังมีการให้ค่าต่อสภาวะอยู่ แต่ไม่ได้ยึดติดอย่างใด เรียกว่ารู้ไปตามความเป็นจริงในทุกๆความรู้สึกที่เกิดขึ้น แต่ไม่ไปยึดกับสิ่งที่เกิดขึ้นในใจ

ตั้งแต่เช้า สภาวะดีตลอด ( นี่ให้ค่านะ ก็รู้ว่าให้ค่า แต่ไม่ยึด เพราะรู้ว่ามันไม่เที่ยง แต่ยังอดให้ค่าไม่ได้ ) ซึ่งแตกต่างจากเมื่อวันพุธที่ผ่านมา สภาวะในช่วงนั้นห่วยแตกมากๆ ( เมื่อไม่ได้ดั่งใจ เลยให้ค่าว่าห่วยแตก )

ถึงจะรู้สึกกับสภาวะยังไงก็ตาม ไม่ว่าจะดีหรือห่วยสุดๆในความรู้สึก ก็ยังคงทำต่อเนื่อง เพราะรู้ชัดดีแล้วว่า ทุกๆสภาวะมันไม่เที่ยง เราถูกทดสอบตลอดเวลา ไม่ใช่ใครที่ไหนเลย กิเลสในจิตของเรานี่แหละ

เพียงแต่ ทั้งสภาวะภายในและภายนอก เป็นตัวทดสอบเราเอง และอยู่ที่อุปทานที่ยังมีอยู่ว่า จะให้ค่ามากน้อยแค่ไหน แล้วยึดติดกับการให้ค่าที่ให้ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นหรือสภาวะนั้นๆมากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง

เราจะรู้ตามความเป็นจริงต่อสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ( กิเลสในจิตของเราเอง ) ต่อเมื่อเรายอมรับตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ( กิเลสที่เกิดขึ้น ) แล้วเราจะเห็นตัวสภาวะที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ คือ ความไม่เที่ยง

ถ้ายังมองไม่เห็น ความเป็นทุกข์หรือสุข ย่อมเกิดขึ้น เกิดจากการให้ค่า คาดเดาว่าดีหรือไม่ดี แต่ไม่ใช่ตามความเป็นจริง ยิ่งมีการยึดติดต่อการให้ค่ามากเท่าไหร่ โอกาสที่จะก่อเหตุใหม่ให้เกิดขึ้น ย่อมมีมากขึ้นเท่านั้น

แต่สำหรับตัวเราเองนั้น เดี๋ยวนี้เราสามารถอยู่กับปัจจุบันได้ทันมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน จิตกระเพื่อมตามสิ่งที่มากระทบ น้อยลง มีนะยังมีให้ค่า แต่น้อยลง มีให้อภัยต่อคนอื่นๆมากขึ้น คนที่มีเหตุร่วมกับเราทั้งเก่าและใหม่

เพราะรู้และเข้าใจแล้วว่า ตราบใดที่กิเลสยังหนาแน่นอยู่ ด้วยตัวตัณหาความทะยานอยากต่างๆ เป็นเรื่องธรรมดามากๆที่ยังคงหลงสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นไปด้วยความไม่รู้ ต้องโง่มาก่อนที่จะรู้ เราน่ะโง่มาก่อนนะ โง่กับกิเลสตัวเอง

เพราะรู้ซึ้งและเข้าใจในความโง่ดีแล้ว จึงเข้าใจในความโง่ต่อกิเลสของคนอื่นๆที่แสดงออกมา เลยให้การอภัยแก่เขาเหล่านั้นได้อย่างหมดใจ ไม่มีการค้างคาใจแต่อย่างใด เรียกว่า ไม่มีความโกรธแค้น พยาบาทแต่อย่างใด

มีบางครั้งที่เกิดการไม่พอใจ แต่ไม่ถึงขั้นความโกรธ ถ้าโกรธจะมีความพยาบาทแทรกอยู่ แต่ตัวคนโกรธน่ะไม่รู้ตัวหรอก สิ่งที่คนโกรธกระทำออกมาคือ สาปแช่งผู้อื่น ขอให้เขาได้รับทุกข์แบบที่ตัวเองประสบพบเจอ นี่แหละความพยาบาท

ความโกรธชั่วขณะที่ขาดสติ ก่อภพชาติใหม่ได้เพราะเหตุนี้ เหตุเกิดจากความพยาบาทที่เกิดขึ้นในจิต สภาวะตรงนี้จะจบสิ้นลงไปได้ ถ้าต่างให้อภัยแก่กันและกัน คือ การอโหสิกรรมต่อกัน ส่วนใครสร้างเหตุไว้อย่างไร ย่อมรับผลไปตามที่ทำไว้

กรรมส่วนของการอโหสิกรรมที่ให้กัน กรรมทั้งสองฝ่ายนั้นย่อมสิ้นสุดไป แต่กรรมที่เกิดจากการกระทำที่ทำไว้ ยังไม่สิ้นสุด เพราะส่งเป็นผลไปรอที่อนาคตแล้ว ส่วนผู้ที่มาส่งผลกรรมให้แสดงเห็น คือ คนที่มีวิบากร่วมมากับเรานั่นเอง

ส่วนจะเป็นใครหรืออะไรนั้น ไปคาดเดาสภาวะนั้นๆไม่ได้ แต่สภาวะนั้นๆ ย่อมเกิดผลให้ได้รับอย่างแน่นอน ในเมื่อยังมีเหตุอยู่ ผลย่อมมีเกิดขึ้นให้ได้รับอย่างแน่นอน

เช้า เดิน ๑ ชม. นั่ง ๒ ชม. สมาธิเกิดต่อเนื่อง วันนี้สมาธิแรง เพราะมีโอภาสสว่างมากๆ ยิ่งโอภาสสว่างมากเท่าไหร่ นั่นหมายถึงกำลังของสมาธิที่เกิดขึ้น ถึงแม้สมาธิจะแรง แม้จะมีโอภาสเกิด แต่สามารถรู้ชัดในกายและจิตได้ตลอด รู้ต่อเนื่อง

ภายนอกดับเป็นระยะๆ คือ ขาดการรับรู้จากภายนอกเป็นระยะๆ แต่ภายในกายและจิตรู้ได้ตลอด มีความคิดพิจรณาสภาวะที่ผ่านๆมา เดี๋ยวนี้สามารถแยกสภาวะของตัวโทสะได้ละเอียดมากขึ้น จากโทสะสู่ปฏิฆะ จากปฏิฆะที่ผลักดันให้เป็นโทสะ

บ่าย เดิน ๒ ชม. นั่ง ๒ ชม. สภาวะการรู้ชัดอยู่ในกาย มีเวลาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ รู้ชัดและแยกแยะรายละเอียดของสภาวะต่างๆได้มากขึ้น จะรู้แรกๆแบบหยาบๆ แล้วการเรียนรู้จากสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้น ทำให้รู้ชัดยิ่งๆขึ้นไปอีก

การรู้แบบนี้ นับวันทำให้จิตสามารถอยู่กับปัจจุบันได้มากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งอยู่กับปัจจุบันได้มากเท่าไหร่ จิตย่อมส่งออกนอกน้อยลง อุปทานที่เกิดจากการคาดเดาลดน้อยลง มันเป็นไปตามสภาวะของตัวสภาวะเอง โดยไม่ต้องไปกำหนดแต่อย่างใด

การที่ยังมีการกำหนดอยู่ จะมีความอยากแฝงอยู่ เป็นความอยากที่ละเอียด เพียงแต่จะรู้ได้แล้วหรือยังเท่านั้นเอง แรกๆทำเพราะอยาก แต่ไม่รู้ว่าอยาก เมื่อรู้เท่าทันแล้ว ความอยากแบบหยาบๆจหายไป จะเป็นความอยากที่มีสภาวะที่ละเอียดมากขึ้น

สภาวะห่วยแตก

๒๖ มีค๕๔

๒ ถึง ๓ วันานี่ เราโดนกิเลสล้อมเลย มาสารพัด แทนที่กลับมาบ้านจะได้พัก กลายเป็นว่า ถูกทดสอบตลอดเวลา ทำให้รู้สึกรำคาญต่อสิ่งที่เกิดขึ้นมากๆ เรื่องไม่รู้จักจบกันเสียที มีแต่เหตุแล้วก็เหตุ

ความมักมากไม่รู้จักพอ นี่แหละผู้ที่ยังไม่รู้จะเป็นกันแบบนี้ จ้องเพ่งเล็งแต่จะเอาฝ่ายเดียว เอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้คนอื่น กิเลสนี่หนอ

ไม่เที่ยง แล้วก็ไม่เที่ยงตลอดเวลา ตัวโน้น ตัวนี้ผลัดเปลี่ยนกันมาแสดง สิ่งเหล่านี้ล้วนมากระตุ้นให้เราเกิดความเบื่อหน่ายได้มากๆ ธาตุขันธ์ สุขภาพใช่ว่าจะดี ตอนนี้แค่รักษาตามอาการไป

อยากไอ ก็ให้รู้ว่าไอ พยายามกินยาให้ครบสามเวลา ให้ต่อเนื่อง อะไรจะเกิดปล่อยให้เกิด เดี๋ยวผลหมด เหตุย่อมจบลงไปตามเหตุนั้นๆเอง

การปฏิบัติก็งั้นๆ ยังทำทั้งๆที่บางครั้งเบื่อมากๆ แต่ก็ทำ มันรู้ทุกอย่างอยู่แล้ว แบบนี้แหละสภาวะ กิเลสกระตุ้นตลอดเวลา อนุสัยที่นองเนื่อง นี่แหละเหตุของเหตุ

มันจะมาแสดงให้เกิดขึ้นเป็นช่วงๆ เราขี้เกียจย้อนกลับไปอ่านบันทึกว่า ใช้เวลาห่างจากกันเท่าไหร่ที่ไม่ได้นอนทั้งคืน มันจะมีสภาวะไม่ยอมนอนเกิดขึ้นเอง นี่เมื่อคืนวานไม่ได้หลับเลย มันไม่ยอมนอน

เราได้แต่เอาจิตรู้อยู่ในกายแทน นั่งอยู่อย่างนั้นจนสว่าง

Previous Older Entries Next Newer Entries

สิงหาคม 2019
พฤ อา
« ก.ค.    
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: