ปัจจุบันธรรม

2 มกราคม

บางสิ่งบางอย่าง สามารถใช้เหตุผลในการปฏิเสธได้
แต่บางสิ่งบางอย่าง ไม่สามารถใช้เหตุผลในการปฏิเสธได้
แต่ธรรมมะ จัดสรรให้เอง คือ ส่งผลกระทบน้อยมาก

กรรมเป็นเรื่องละเอียด
บางสิ่งหลีกเลี่ยงได้
บางสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ใช้ปราบความเห็นผิด
ความยึดมั่นถือมั่นในอุปทานขันธ์ ๕

ว่างจากอะไร ว่างจากความยึดมั่นถือมั่นใน
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

 

5 มกราคม

คาดเดาไม่ได้เลย
เพราะเป็นเพียงแค่ ความรู้สึกนึกคิด

ชีวิตดีมาก จนรู้สึกดีกับชีวิต
แต่กลับไม่ปรารถนาการมีชีวิตอยู่

ทุกครั้งที่รู้สึกดีกับชีวิตที่สงบ ราบเรียบ
จิตจะเกิดการคิดพิจรณา ดีแล้วยังไง
ภาพต่างๆ จะผุดขึ้นมาทันที “ภพชาติของการเกิด”
ทำให้ความเบื่อหน่ายมีเกิดขึ้นทันที

มีเกิดขึ้นแบบนี้เนืองๆ

 

เล่าเรื่องราวกับการเขียนออกมา ไม่เหมือนกัน มีรายละเอียด ข้อปลีกย่อย แตกต่างกัน

.

บอกเจ้านายว่า เวลาเล่าสภาวะให้ฟัง ให้กดบันทึกไว้ เพราะที่เขียนๆน่ะ ไม่ละเอียดเหมือนกับที่เล่าให้ฟัง

เขาบอกว่า กลัวเราพูดไม่ออก
เราบอกว่า เมื่อก่อนน่ะเคยเป็น เดี่ยวนี้ไม่ละ
และ ให้ทำ you tube ส่วนตัว

เขาบอกว่า เดี๋ยวลองดู

.

วันนี้เรื่องที่เล่าให้ฟัง เกิดจากคำถามของเขา ที่ถามเกี่ยวกับพระอรหันต์ ประเภทสอุปาทิเสนิพพานธาตุและอนุปาทานิพพานธาตุ ทำให้จิตเกิดการคิดพิจรณา ทบทวนสภาวะต่างๆ ไล่มาเรื่อยๆ ตั้งแต่ต้นจนจบที่สภาวะจิตดวงสุดท้าย ที่เคยมีเกิดขึ้น ๒ ครั้ง

ตอนที่จิตเสื่อม สมาธิเสื่อม เพราะรู้ชัดด้วยตนเองว่า ทำยังไงจิตจึงตั้งมั่นเป็นสมาธิ พยายามทำความเพียรต่อเนื่อง จนปัจจุบัน กำลังสมาธิเริ่มกลับมามีกำลังมากขึ้น ถึงไม่มากเท่าเมื่อก่อนก็ตาม

ทำให้รู้ชัดว่า ทำไมพระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ไม่ต้องไปรู้ว่า ละกิเลสไปมากน้อยแค่ไหน แค่ให้รู้ว่าละไปแล้วเท่านั้นพอ

เพราะกำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น ช่วยกดข่มกิเลสไว้บางส่วน กิเลสที่มีเกิดขึ้น จึงไม่ใช่ตามความเป็นจริง

ทำให้รู้ว่า ทำไมพระพุทธเจ้าจึงแยกปถุชนกับอริยะ ไม่ใช่แค่เรื่องสังโยชน์ แต่เป็นเรื่องของ จิต ความรู้ชัดในจิต จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง บุคคลที่รู้ชัดดังนี้ จะให้หวนหลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมที่เคยเป็น ไม่สามารถกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้ เพราะจิตนั้นเปลี่ยนไปแล้ว ภายในเปลี่ยน ภายนอกกลับเป็นปกติ

จากที่กิน ด้วยความอยาก เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง พิจรณาก่อนที่จะกิน กินเพื่ออยู่ กินง่าย เลี้ยงง่าย กินตามสัปปายะ กินเพื่อหล่อเลี้ยงธาตุขันธ์ ไม่ได้กินเพื่อสนองกิเลส ตัณหาแต่อย่างใด

จากที่เคยขับถ่ายเพราะต้องขับถ่าย เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง พิจรณาทุกครั้งที่ขับถ่าย ขับถ่ายเพราะอะไร ทำไมถึงต้องขับถ่าย

สี่(เซ็กส์) จากในอดีตที่เคยมี กลับกลายเป็นละขาด ความเป็นสามีภรรยา ล้วนทำให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ นี่สามี นี่ภรรยา แสดงความเป็นเจ้าของ ผิดลูก ผิดเมีย ตามใจตัณหา

นอน จากที่เคยนอนแบบถูกโมหะครอบงำ กลับกลายเป็นนอนทุกครั้ง รู้ชัดจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ คำว่า หลับ จึงหายไปจากชีวิต

ที่สำคัญ การให้อภัย เริ่มเป็นอัตโนมัติ ให้อภัยได้อย่างง่ายดาย เพราะไม่รู้เขาจึงทำ ถ้าเขารู้ เขาจะไม่ทำ เราเขาล้วนไม่แตกต่างกัน แตกต่างกันตรงที่ รู้ กับ ไม่รู้

ความเป็นกลาง เริ่มมีมากขึ้น โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากแบบก่อนๆ

นอกตัว คนทุกคนแตกต่างกันไป ล้วนเกิดจากความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ เหตุปัจจัยจากความไม่รู้ที่มีอยู่ จึงกระทำตามโลภะ โทสะ โมหะ ได้อย่างง่ายดาย โดยมีตัณหาเป็นแรงขับเคลื่อน

 

สภาวะที่พบเจอ เป็นการสั่งสมประสพการณ์
สัญญาต่างๆที่มีเกิดขึ้น เป็นตัวถ่ายถอนความยึดมั่นถือมั่นที่มีอยู่

.

สำหรับผู้ที่เจริญสติปัฏฐาน
เรื่องราวของกิเลส แรกๆเป็นเรื่องที่ให้ความสนใจมาก

นิพพาน คือ ความสิ้นกิเลส อย่างงั้นรึ
พระอรหันต์ คือ ผู้ที่หมดกิเลส อย่างงั้นรึ
สุญญตา อย่างงั้นรึ

ล้วนเกิดจากความไม่รู้ที่มีอยู่
จึงตีความหมายตามความเห็นของตน
เป็นเหตุปัจจัยให้โฟกัสผิดจุด

เมื่อโฟกัสผิดจุด จึงติดกับดักความมี ความเป็นไปโดยไม่รู้ตัว

.

โสดาบัน
สกิทาคา
อนาคามี

โดยเฉพาะ อรหันต์
ก็สอุปาทิเสสนิพพานธาตุเป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ ทำ
กิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระลงได้แล้ว มีประโยชน์ของตนอันบรรลุแล้ว มีสังโยชน์ในภพนี้สิ้นรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ

ภิกษุนั้นย่อมเสวยอารมณ์ทั้งที่พึงใจและไม่พึงใจ ยังเสวยสุขและทุกข์อยู่ เพราะความที่อินทรีย์ ๕ เหล่าใดเป็นธรรมชาติไม่บุบสลาย อินทรีย์ ๕ เหล่านั้นของเธอยังตั้งอยู่นั่นเทียว

และ
ก็อนุปาทิเสสนิพพานธาตุเป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นพระอรหันตขีณาสพอยู่จบพรหมจรรย์ ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระลงได้แล้ว มีประโยชน์ของตนอันบรรลุแล้ว มีสังโยชน์ในภพสิ้นรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ

เวทนาทั้งปวงในอัตภาพนี้แหละของภิกษุนั้น เป็นธรรมชาติอันกิเลสทั้งหลายมีตัณหาเป็นต้นให้เพลิดเพลินมิได้แล้ว จัก (ดับ) เย็น

.

อ่านแล้วแปลกใจมั๊ย ทำไมอรหันต์ จึงยังมีความยินดี ยินร้าย
และมีตัณหาเป็นต้นให้เพลิดเพลินมิได้แล้ว จัก (ดับ) เย็น

.

เพราะที่กล่าวมานี้ ล้วนเป็น ปัจจุบันธรรม

 

 

 

8 มกราคม

วันก่อนเขียนเรื่อง โสดา สกิทาคา อนาคามี อรหันต์ ว่าเป็นเรื่องของปัจจุบันธรรม แต่ยังขาดรายละเอียดที่จะนำมาอ้างอิงได้ ถึงแม้จะมีพระธรรมคำสอนบางพระธรรมคำสอน ที่ทรงตรัสไว้ก็ตาม

วันนี้อ่านเจอในหนังสือ อังคีรสปุตฺโต เกี่ยวกับสัจจกนิครนถ์ทูลถามปัญหากับพระพุทธเจ้า

.
นำมาหาในพระไตรปิฎก ในกูเกิ้ล

.

๕. จูฬสัจจกสูตร

เรื่องสัจจกนิครนถ์สนทนากับพระอัสสชิเถระ
เหตุที่พระสาวกเป็นผู้ทำตามคำสอนและเป็นพระอรหันต์

.
[๔๐๑] สัจจกนิครนถ์ ทูลถามว่า ด้วยเหตุเท่าไร สาวกของพระโคดม จึงชื่อว่าเป็นผู้ทำตามคำสั่งสอน ทำถูกตามโอวาท ข้ามความสงสัยเสียได้ ปราศจากความแคลงใจอันเป็นเหตุให้กล่าวว่าข้อนี้เป็นอย่างไร ถึงความแกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น อยู่ในคำสอนของศาสดาตน?

พ. ดูกรอัคคิเวสสนะ สาวกของเราในธรรมวินัยนี้
ย่อมเห็นเบญจขันธ์นั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า

รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันใดอันหนึ่ง
ทั้งที่ล่วงไปแล้ว ทั้งที่ยังไม่มาถึง ทั้งเกิดขึ้นเฉพาะในบัดนี้
ที่เป็นภายในก็ดี ที่เป็นภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี
เลวก็ดี ประณีตก็ดี ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี
ทั้งหมดก็เป็นแต่รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่ได้เป็นนั่น นั่นไม่ใช่ตนของเรา ดังนี้.

ดูกรอัคคิเวสสนะ ด้วยเหตุเท่านี้แหละ
สาวกของเราจึงชื่อว่าเป็นผู้ทำตามคำสั่งสอน ทำถูกตามโอวาท
ข้ามความสงสัยเสียได้ ปราศจากความแคลงใจ
อันเป็นเหตุให้กล่าวว่าข้อนี้เป็นอย่างไร
ถึงความแกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น
อยู่ในคำสอนของศาสดาตน.

.

[๔๐๒] ส. ข้าแต่พระโคดม ด้วยเหตุเท่าไร ภิกษุชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ มีอาสวะสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีกิจที่ควรทำได้สำเร็จแล้ว ปลงภาระเสียแล้ว มีประโยชน์ตนถึงแล้วโดยลำดับ มีสัญโญชน์อันจะนำไปสู่ภพสิ้นแล้ว พ้นวิเศษแล้ว เพราะรู้ชอบ?

 

พ. ดูกรอัคคิเวสสนะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เห็นเบญจขันธ์ด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า

รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ อันใดอันหนึ่ง
ทั้งที่ล่วงไปแล้ว ทั้งที่ยังไม่มาถึง ทั้งเกิดขึ้นเฉพาะในบัดนี้
ที่เป็นภายในก็ดี ที่เป็นภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี
เลวก็ดี ประณีตก็ดี ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี
ทั้งหมดก็เป็นแต่รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่ได้เป็นนั่น นั่นไม่ใช่ตนของเรา ดังนี้
จึงพ้นแล้วเพราะไม่ถือมั่น.

ดูกรอัคคิเวสสนะ ด้วยเหตุเท่านี้แหละ ภิกษุชื่อว่าเป็นพระอรหันต์
มีอาสวะสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว
ปลงภาระเสียแล้ว มีประโยชน์ตนถึงแล้วโดยลำดับ
มีสัญโญชน์อันจะนำไปสู่ภพสิ้นแล้ว พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบ.

ดูกรอัคคิเวสสนะ ภิกษุที่รู้พ้นวิเศษแล้วอย่างนี้แหละ
ประกอบด้วยคุณอันยอดเยี่ยม ๓ ประการ คือ
ความเห็นอันยอดเยี่ยม ๑
ความปฏิบัติอันยอดเยี่ยม ๑
ความพ้นวิเศษอันยอดเยี่ยม ๑.

เมื่อมีจิตพ้นกิเลสแล้วอย่างนี้
ย่อมสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ตถาคตว่า
พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ตรัสรู้แล้ว
ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อให้ตรัสรู้

พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงฝึกพระองค์แล้ว
ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อฝึก

พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงสงบได้แล้ว
ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อสงบ

พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงข้ามพ้นแล้ว
ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อข้ามพ้น

พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงดับสนิทแล้ว
ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อความดับสนิท.

.

หมายเหตุ;

ปัจจุบันธรรม

“สาวกของพระโคดม จึงชื่อว่าเป็นผู้ทำตามคำสั่งสอน”

พ. ดูกรอัคคิเวสสนะ สาวกของเราในธรรมวินัยนี้
ย่อมเห็นเบญจขันธ์นั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า

รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันใดอันหนึ่ง
ทั้งที่ล่วงไปแล้ว ทั้งที่ยังไม่มาถึง ทั้งเกิดขึ้นเฉพาะในบัดนี้
ที่เป็นภายในก็ดี ที่เป็นภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี
เลวก็ดี ประณีตก็ดี ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี
ทั้งหมด ก็เป็นแต่รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่ได้เป็นนั่น นั่นไม่ใช่ตนของเรา ดังนี้.

.

ขณะทำกาละ

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นเบญจขันธ์
ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า

รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ อันใดอันหนึ่ง
ทั้งที่ล่วงไปแล้ว ทั้งที่ยังไม่มาถึง ทั้งเกิดขึ้นเฉพาะในบัดนี้
ที่เป็นภายในก็ดี ที่เป็นภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี
เลวก็ดี ประณีตก็ดี ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี
ทั้งหมด ก็เป็นแต่รูป เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ
นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่ได้เป็นนั่น นั่นไม่ใช่ตนของเรา ดังนี้
จึงพ้นแล้วเพราะไม่ถือมั่น.

.

หากยังไม่ทำกาละ เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของสภาวะ อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

Advertisements

กำลังสมาธิมีมากขึ้น

เห็นการเปลี่ยนแปลง กายและจิตแยกจากกัน ณ ปัจจุบันธรรม

.

งงเหมือนกัน เป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เห็นครั้งก่อน ไม่ชัดเท่าครั้งนี้

เล่าให้เจ้านายฟัง บอกว่า สภาวะของเรามีการเปลี่ยนแปลงอีกแล้วนะ

เมื่อวาน ตอนเช้า ไปร่วมทำบุญกับผู้คนในคอนโด
ช่วงบ่าย เข้าร่วมประชุม

ช่วงเช้ากับช่วงบ่าย ไม่มีอะไร

ช่วงเย็น จนถึงตอนดึก มีงานเลี้ยง จับสลาก
ได้ไปร่วมงานเลี้ยงกับเขา ที่บอกว่าเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดจากการพูดคุยกับคนในงาน

เวลาที่พูดคุย ปากมันพูดแบบไม่คิดอะไร เหมือนพูดคุยปกติ ที่เปลี่ยนไปคือภายใน เรื่องจิต จิตสงบ กายส่วนกาย จิตส่วนจิต แยกจากกัน ทั้งๆที่ไม่ได้ทำกรรมฐานหรือนั่งสมาธิ แต่สภาวะที่เกิดขึ้น เหมือนเวลาทำสมาธิ และทุกผัสสะที่มีเกิดขึ้น มีคิดพิจรณาเนืองๆ

มีสภาวะเดิมที่เคยเป็น มีเกิดขึ้นอีก อาการสมาธิถ่ายเทไปหาคนอื่น(คนที่พูดคุยด้วย) มีอาการตึงหนังหัวไปหมด ก็รู้ละว่า สมาธิกำลังถ่ายเทไปหาอีกฝ่าย ครั้งนี้ไม่ตกใจเหมือนเมื่อก่อน

สมัยที่สมาธิน้อย จะไม่มีอาการแบบนี้เกิดขึ้น
ตอนนี้สมาธิมีมากขึ้น ดูจากโอภาส เดี่ยวนี้ ไม่ว่าจะทำอะไร อิริยาบทใดก็ตาม หากหลับตาลง สว่างพรึ่บทันที(โอภาส) กำลังสมาธิที่มีเกิดขึ้น ถึงจะมีมาก แต่ยังไม่มากเท่าเมื่อก่อน

และทำให้รู้ว่า เมื่อมีสมาธิมาก อาการสมาธิถ่ายเทไปหาผู้อื่น จะมีเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ หากอีกฝ่ายเป็นผู้รับ นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ไม่ชอบการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ เพราะไม่อยากกลับไปเป็นเหมือนเดิม ในสมัยที่กำลังสมาธิที่มีมาก เสื่อมหายไปหมดสิ้น เพราะถูกอีกฝ่าย ดึงไปหมด

ในกรณีที่เจอครั้งนี้ ไม่รู้สึกอะไรเหมือนครั้งก่อน เพราะอีกฝ่ายไม่ได้เจตนา และอาจไม่รู้เรื่องการถ่ายเทสมาธิ เพียงแต่ทำให้เกิดการระวังตัวมากขึ้น

.

บอกเจ้านายว่า ปีหน้า ไม่ไปร่วมอีกแล้ว
เขาถามว่า ทำไมล่ะ

เราบอกว่า ที่ไปร่วมนั้น คิดว่าไม่เป็นไร แล้วอยากพบป่ะผู้ที่อยู่ร่วมกัน จากที่พูดคุยกับหลายๆคน ถึงแม้จะระยะสั้นๆ ทำให้รู้ว่า ทุกผัสสะที่มีเกิดขึ้น กลับกลายเป็นการสอบอารมณ์ตัวเองไปโดยอัตโนมัติ ทำให้รู้ชัดในจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง มันเป็นของมันเอง ทั้งๆที่ไม่มีเรื่องพวกนี้อยู่ในหัว

เมื่อไม่ได้สนใจเรื่องความมี ความเป็น มุ่งเพียรละเหตุแห่งทุกข์ จึงทำให้ไม่อยากรู้เรื่องนี้(จิต) ที่มีเกิดขึ้นอัตโนมัติ เมื่อไม่อยากรู้ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปร่วมงานอีก ไม่ได้ปฏิเสธต่อการรู้ตรงนี้ แค่รู้สึกเบื่อหน่ายต่อการรู้ ไม่อยากรู้อะไรทั้งนั้น

สำหรับเราเป็นแบบนี้ กรณีคนอื่นๆ อาจไม่เหมือนกัน แล้วแต่เหตุปัจจัยของแต่ละคน

มรรค มีองค์ ๘ และ อริยมรรค มีองค์ ๘

เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี

พยายามระวังมากขึ้น แต่ไม่เครียด

นอกนั้น ไม่มีอะไร ไม่ได้อยากได้อะไรเป็นอะไร เพราะ ไม่อยากเกิด การเกิดน่ากลัวมากๆ

รู้แล้ว จึงไม่อยาก ไม่รู้จะอยากไปทำไม เพราะรู้ว่า เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม จะรู้เอง

หัวใจของการปฏิบัติ

จิ.เจ.รุ.นิ ได้แก่ จิต เจตสิก รูป นิพาาน

รู้ชัดเรื่องจิต รู้ชัดเรื่องเจตสิก สิ่งที่เกิดขึ้นกับจิต บางคนเรียก กิริยาของจิต หมายถึง ฝ่ายกุศลและอกุศล และอุเบกขา ที่เกิดขึ้นกับจิต

รู้ชัดในเรื่องรูป ย่อมรู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต หรือที่เรียกว่า ผัสสะ

รู้ชัดเรื่องนิพพาน ย่อมรู้วิธีการดับเหตุแห่งทุกข์ ได้แก่ เหตุของการเกิดทั้งนอกและใน หมายถึง ภพชาติปัจจุบัน และการเวียนว่าย ในวัฏฏสงสาร

นั่นคือ มรรค มีองค์ ๘ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ ปัจจุบัน ขณะ หรือ เมื่อผัสสะเกิด ทุกๆขณะ หมายถึง สัมมาสติ ขณะผัสสะเกิด สามารถรู้ชัดอยู่ภายใน กาย เวทนา จิต ธรรม คือ รู้ชัดทั้งภายนอก(สิ่งที่เกิดขึ้นนอกตัว) ภายใน(สิ่งที่เกิดขึ้นในตัว)

เป็นเหตุของ ฝ่ายดับ การเกิดภพชาติปัจจุบัน(ปัจจุบัน ขณะ) เนื่องจาก เป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ(มรรค มีองค์ ๘ เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะ)

เหตุของฝ่ายเกิดภพชาติ ได้แก่ การสร้างเหตุทางมโนกรรม วจีกรรม กายกรรม ตามความรู้สึกยินดี/ยินร้าย/กิเลส(โลภะ โทสะ โมหะ) ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ โดยมีผัสสะ หรือสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะ เป็นเหตุปัจจัย

อริยมรรค มีองค์ ๘ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ ปัจจุบันธรรม หมายถึง สัมมาสมาธิ หรือ ขณะจิตตั้งมั่นอยู่ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เป็นเหตุให้ สามารถรู้ชัดอยู่ภายในกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม

เป็นเหตุของ ฝ่ายดับ การเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร

เหตุของฝ่ายเกิด ได้แก่ มิจฉาสมาธิ หมายถึง ขาดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม(สัมปชัญญะ) ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่(อัปปนาสมาธิ/ฌาน)

กายในกาย หมายถึง ขณะจิตเป็นสมาธิ สามารถรู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้นภายในกายได้ เช่น รู้ลมหายใจเข้าออก รู้ชัดที่จมูก โพรงจมูก ที่จมูก ปลายจมูก ท้องพองยุบ ตามลมหายใจเข้าออก รู้ชัดที่ลิ้นปี่ กำลังเคลื่อนไหว ตามลมหายใจเข้าออก รู้ชัดที่ชีพจรตามส่วนต่างๆของร่างกาย รู้ชัดที่กายนั่งอยู่ฯลฯ

หมายถึง ไม่ว่า มีอะไรเกิดขึ้นกับกาย จะรู้หมด อากาศร้อนเย็น ก็รู้ ลมพัดถูกกายก็รู้ ขึ้นอยู่กับ กำลังสมาธิและสติ ที่เกิดขึ้นขณะนั้นๆ

เมื่อมีความสมดุลย์ ระหว่าง สมาธิกับสติ เป็นเหตุให้ สัปมชัญญะ หรือความรู้สึกตัวย่อมเกิดขึ้น เป็นเหตุให้ สามารถรู้ชัดในสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นทั้งภายนอกและภายใน ขณะจิตตั้งมั่นอยู่

เวทนาในเวทนา หมายถึง ทุกขเวทนา ที่เกิดขึ้นกับกาย เช่น ความปวดเมื่อยที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

จิตในจิต หมาถึง ขณะจิตเป็นสมาธิ กิเลส ก็สามารถเกิดขึ้นได้ เช่น ความกำหนัดในกาม เกิดเอง ดับเอง ไม่ต้องไปกำหนดเพื่อให้หายแต่อย่างใด กิเลสนี้ เป็นสภาวะที่ละเอียด

ธรรมในธรรม หมายถึง ขณะจิตเป็นสมาธิ ความคิด ก็สามารถเกิดขึ้นได้ สุดแต่ว่า มีเหตุปัจจัยอะไรอยู่ ขณะความคิดเกิด รู้ว่าคิด แต่ไม่รู้สึกรำคาญแต่อย่างใด เกิดเอง ดับเอง ไม่ต้องไปกำหนดเพื่อให้หายแต่อย่างใด

เมื่อมีมิจฉาสมาธิ เป็นเหตุให้ สัมมาทิฏฐิ(อริยมรรค) ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เป็นเหตุให้ มีการเกิด เวียนว่ายในวัฏฏสงสาร

ถ้าหมั่นสร้างเหตุของการดับ ณ ปัจจุบันขณะ หมายถึง มรรค มีองค์ ๘

อริยมรรค มีองค์ ๘ ย่อมเกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย

หยุดสร้างเหตุนอกตัว ทำความเพียรต่อเนื่อง นี่คือ หัวใจของการปฏิบัติทั้งในและนอก

นอกนั้น ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัย ที่มีอยู่ และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่

พึงสำรวม สังวร ระวัง เพราะ ชีวิตนี้ น้อยนัก จงใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตัวเอง ก่อนที่จะหมดลมหายใจ โดยไม่คิดทำประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับตัวเอง

การทำบุญ ทำทาน ให้ประโยชน์สูงสุดแค่ สวรรค์ แต่เป็นเหตุของการลดความตระหนี่ถี่เหนียวของตนเอง

การหยุดสร้างเหตุนอกตัว ไม่ยอมทำตามกิเลสที่เกิดขึ้น และทำความเพียรต่อเนื่อง มากน้อย ตั้งใจทำ นี่คือ ประโยชน์สูงสุด ได้แก่ นิพพาน ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิด ให้ทุกข์อยู่ร่ำไป

ไม่ต้องใช้เงิน ใช้แค่กายที่มีอยู่และใช้ใจที่อดทน กดข่ม ไม่สร้างเหตุตามกิเลสที่เกิดขึ้น

ปริยัติ

ปริยัติ เกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัย ไม่ได้อยากรู้ เพราะสิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นเพียง สภาวะสัญญา ที่ใช้ในการถ่ายทอดออกไป

เวลารู้ ไม่ใช่รู้ครั้งเดียวจบ จะค่อยๆรู้แบบตัวต่อ ต้องทำความเพียรต่อเนื่อง สภาวะเหล่านี้จะเกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย ไม่สามารถเจาะจงได้ว่า จะเกิดขึ้นเมื่อใด

เหมือนเรียนหนังสือ เรียนไปทีละบท ทีละตอน หนังสือสามารถเปิดอ่านล่วงหน้าได้ แต่สภาวะที่เกิดขึ้นภายในจิต คาดเดาไม่ได้ เปิดอ่านก็ไม่ได้ มีความอยากรู้ก็ไม่ได้ เรียกว่า มีกิเลสแทรกไม่ได้ ต้องแล้วแต่เหตุปัจจัยจริงๆ

ทั้งหมดนี้ ขึ้นอยู่กับการทำความเพียรต่อเนื่อง และการหยุดสร้างเหตุนอกตัว ที่เกิดจาก ความรู้สึกยินดี/ยินร้าย

 

สภาวะปัญญา รู้แล้ว จบจริงๆ จบภพ จบชาติ(ปัจจุบัน ขณะ)

ส่วนอยู่จบพรหมจรรย์ สังโยชน์ ๑๐ ต้องถูกประหานหมดสิ้น ที่เกิดจาก สภาวะสมุจเฉทประหาน ซึ่งเกิดขึ้นใน สภาวะสัมมาสมาธิิเท่านั้น

เกิดขึ้นใน ปัจจุบันธรรม ไม่ใช่ใน ปัจจุบัน ขณะ

 

หากยังไม่เบื่อการเกิด สร้างเหตุของ การดับภพชาติปัจจุบัน ได้แก่ ปัจจุบัน ขณะ

หากไม่อยากเกิดอีกต่อไป ต้องสร้างทั้งเหตุของปัจจุบัน ขณะ และ ปัจจุบันธรรม ขาดอย่างใด อย่างหนึ่ง สภาวะย่อมย่อหย่อน สภาวะสมุจเฉทประหาน ย่อมเกิดขึ้นได้ยาก

 

แก้ที่เหตุ ที่ตัวเองยังมีอยู่และเป็นอยู่
เมื่อแก้ได้ ใจย่อมสงบ ไม่ว่อกแว่ก ทางย่อมตรง ไม่คดเคี้ยว ไม่วกวน

รู้ที่จิต จบที่จิต

 

 

ปัจจุบันขณะ กับปัจจุบันธรรม

การดำเนินชีวิต

ปัจจุบันขณะ เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นในการดำเนินชีวิต

ปัจจุบัน ขณะ ได้แก่ สัมมาสติ  หมายถึง เมื่อทำกิจใดๆอยู่ก็ตาม แม้กระทั่งผัสสะเกิด เป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกยินดี/ยินร้าย แต่ไม่ได้สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดถึง ขณะนั้น เป็นเหตุให้เกิดการรู้ชัดอยู่ใน กาย เวทนา จิต ธรรม(สติปักฐาน ๔/มรรค มีองค์ ๘)

 

 

การปฏิบัติ 

ปัจจุบันธรรม เป็นสภาวะที่เกิดขึ้น ขณะที่กำลังปฏิบัติอยู่(ทำสมาธิ)

ปัจจุบันธรรม ได้แก่ สภาวะที่เกิดขึ้น ในสัมมาสมาธิ หมายถึง มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ เป็นเหตุให้รู้ชัดอยู่ภายใน กายในกาย เวทนาในเวทนา ธรรมในธรรม จิตในจิต(มหาสติปัฏฐาน/อริยมรรค มีองค์ ๘)

๒๖ สค.๕๕ (ควรจำ)

๒๖ สค.๕๕ (ควรจำ)

ทำตามสภาวะ

เวลาให้คำแนะนำ   คือ เข้าใจ  ก็อย่างที่บอก เหตุมันก็เดิมๆซ้ำๆนี่แหละ เพียงแค่เปลี่ยนฉาก เปลี่ยนบุคคลเข้ามา ในรูปของผัสสะ เหมือนเล่นละครสลับฉาก ยังไงก็อย่างนั้น

ถ้าแค่ดู แค่รู้ ไม่ว่าจะรู้สึกนึกคิดยังไงก็ตาม ไม่ลงไปเล่นด้วย สิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมดับลงไปตามเหตุปัจจัยเอง

หน้าที่เรา คือ อยู่กับปัจจุบัน พยายามหักห้ามใจตัวเอง อย่าคล้อยตามกิเลสที่เกิดขึ้นในใจ จนกระทั่ง หลงสร้างเหตุให้เกิดขึ้นมาใหม่อีก ภพชาติไม่จบไม่สิ้นเพราะเหตุนี้

การปฏิบัติ เดินจงกรม นั่งสมาธิ ทำต่อเนื่องไป ไม่ต้องไปกังวลเรื่องเวลา มากน้อยแล้วแต่เหตุปัจจัย เมื่อถึงเวลา ธรรมะหรือสภาวะจัดสรรให้เอง

หมั่นทบทวนเรื่อง เวลานั่งสมาธิ เมื่อสมาธิเกิด สามารถรู้กายได้หรือเปล่า หรือพอเป็นสมาธิแล้ว ไม่รู้เรื่องอะไรเลย หรือมันดับเงียบหายไป ถ้าเป็นแบบนี้ ให้เพิ่มเดิน ก่อนนั่ง

หรือ เกิดสลับกัน รู้สึกตัวบ้าง ไม่รู้สึกตัวบ้าง จนกระทั่งครบเวลาที่ตั้งไว้ อันนี้ไม่เป็นไร ไม่ต้องเพิ่มหรือลดอะไร

 หลักสำคัญ

หยุดสร้างเหตุทางกายกรรม วจีกรรม เป็นการดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน

ไม่สานต่อ ไม่มีเหตุ ย่อมไม่มีผล ที่ยังมีผลมาให้ได้รับอยู่เนืองๆ เกิดจาก เหตุทางมโนกรรมที่ยังมีอยู่  ให้แค่ดู แค่รู้ยอมรับไป

การเดินจงกรม นั่งสมาธิ เป็นวิธีการสร้างเหตุ ของการดับที่ต้นเหตุของการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร ได้แก่ อนุสัยกิเลส หรือสังโยชน์ ๑๐ ที่มีอยู่

เพียงหยุดสร้างเหตุนอกตัว ปฏิบัติต่อเนื่อง สภาวะภายนอกส่งผลสภาวะภายใน เรียกว่า หนุนนำให้สภาวะภายใน ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

สภาวะทั้งชีวิตจริง และการปฏิบัติ โดยเนื้อแท้แล้ว ไม่ได้มีอะไรเลย ที่มีให้เหตุให้เกิดขึ้นเนืองๆ เกิดจาก การนำ “เรา” ที่มีอยู่ ลงไปคลุกเคล้าหรือไปมีส่วนร่วมกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ไม่ว่าจะเรื่องราว สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ถ้าแค่ดู แค่รู้ ตามความเป็นจริง ของสิ่งที่เกิดขึ้น เรื่องราวนั้นๆ ย่อมจบลงไปเอง

หากเราไม่ไปสานต่อ หรือมีส่วนร่วม ตบมือข้างเดียว ไม่ดังหรอก ที่มันดังสนั่น เพราะ ตัวเองน่ะผิด แก้ต้องแก้
ที่ตัวเอง นอกตัว แค่ดู แค่รู้ ไปแก้ไขอะไร ไม่ได้เลยจริงๆ

แม้กระทั่ง สิ่งที่เกิดขึ้น ขณะปฏิบัติ มีสิ่งใดเกิดขึ้น แค่ดู แค่รู้ไปตามความเป็นจริง สิ่งๆนั้น เกิดขึ้น ย่อมดับลงไปเอง ตามเหตุปัจจัย

พระผู้มีพระภาค ทรงวางแนวทางไว้ให้แล้ว ใช้ได้ตลอดชีวิต ทั้งนอก(สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต)

และใน(ขณะปฏิบัติเต็มรูปแบบ) นั่นคือ โยนิโสมนสิการ ตามความเป็นจริง

สิ่งใดที่ใช้ความรู้สึกนึกคิดส่วนตัว ลงไปแทรกแซง สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น  นั่นแหละคือ มิจฉาทิฏฐิ

แม้กระทั่งเรื่องสภาวะญาณต่างๆ ที่มีปรากฏ นำมาสอบอารมณ์ ล้วนเป็นเพียง สิ่งที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ ไม่ใช่เป็นสิ่งรู้เห็นวิเศษอันใดเลย เป็นสภาวะปกติ ที่เกิดขึ้นในสภาวะสัมมาสมาธิ

เมื่อยังมีความไม่รู้ ในความจริงของสภาวะสัมมาสมาธิ พอมีสิ่งใดเกิดขึ้น นำไปเทียบเคียงกับตำรา ผลตามมาคือ อุปกิเลส เป็นเหตุให้ หลงสร้างเหตุใหม่ ให้เกิดขึ้น เพราะ ความไม่รู้ที่มีอยู่

พฤษภาคม 2018
พฤ อา
« เม.ย.    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: