มรรค มีองค์ ๘ และ อริยมรรค มีองค์ ๘

เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี

พยายามระวังมากขึ้น แต่ไม่เครียด

นอกนั้น ไม่มีอะไร ไม่ได้อยากได้อะไรเป็นอะไร เพราะ ไม่อยากเกิด การเกิดน่ากลัวมากๆ

รู้แล้ว จึงไม่อยาก ไม่รู้จะอยากไปทำไม เพราะรู้ว่า เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม จะรู้เอง

หัวใจของการปฏิบัติ

จิ.เจ.รุ.นิ ได้แก่ จิต เจตสิก รูป นิพาาน

รู้ชัดเรื่องจิต รู้ชัดเรื่องเจตสิก สิ่งที่เกิดขึ้นกับจิต บางคนเรียก กิริยาของจิต หมายถึง ฝ่ายกุศลและอกุศล และอุเบกขา ที่เกิดขึ้นกับจิต

รู้ชัดในเรื่องรูป ย่อมรู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต หรือที่เรียกว่า ผัสสะ

รู้ชัดเรื่องนิพพาน ย่อมรู้วิธีการดับเหตุแห่งทุกข์ ได้แก่ เหตุของการเกิดทั้งนอกและใน หมายถึง ภพชาติปัจจุบัน และการเวียนว่าย ในวัฏฏสงสาร

นั่นคือ มรรค มีองค์ ๘ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ ปัจจุบัน ขณะ หรือ เมื่อผัสสะเกิด ทุกๆขณะ หมายถึง สัมมาสติ ขณะผัสสะเกิด สามารถรู้ชัดอยู่ภายใน กาย เวทนา จิต ธรรม คือ รู้ชัดทั้งภายนอก(สิ่งที่เกิดขึ้นนอกตัว) ภายใน(สิ่งที่เกิดขึ้นในตัว)

เป็นเหตุของ ฝ่ายดับ การเกิดภพชาติปัจจุบัน(ปัจจุบัน ขณะ) เนื่องจาก เป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ(มรรค มีองค์ ๘ เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะ)

เหตุของฝ่ายเกิดภพชาติ ได้แก่ การสร้างเหตุทางมโนกรรม วจีกรรม กายกรรม ตามความรู้สึกยินดี/ยินร้าย/กิเลส(โลภะ โทสะ โมหะ) ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ โดยมีผัสสะ หรือสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะ เป็นเหตุปัจจัย

อริยมรรค มีองค์ ๘ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ ปัจจุบันธรรม หมายถึง สัมมาสมาธิ หรือ ขณะจิตตั้งมั่นอยู่ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เป็นเหตุให้ สามารถรู้ชัดอยู่ภายในกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม

เป็นเหตุของ ฝ่ายดับ การเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร

เหตุของฝ่ายเกิด ได้แก่ มิจฉาสมาธิ หมายถึง ขาดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม(สัมปชัญญะ) ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่(อัปปนาสมาธิ/ฌาน)

กายในกาย หมายถึง ขณะจิตเป็นสมาธิ สามารถรู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้นภายในกายได้ เช่น รู้ลมหายใจเข้าออก รู้ชัดที่จมูก โพรงจมูก ที่จมูก ปลายจมูก ท้องพองยุบ ตามลมหายใจเข้าออก รู้ชัดที่ลิ้นปี่ กำลังเคลื่อนไหว ตามลมหายใจเข้าออก รู้ชัดที่ชีพจรตามส่วนต่างๆของร่างกาย รู้ชัดที่กายนั่งอยู่ฯลฯ

หมายถึง ไม่ว่า มีอะไรเกิดขึ้นกับกาย จะรู้หมด อากาศร้อนเย็น ก็รู้ ลมพัดถูกกายก็รู้ ขึ้นอยู่กับ กำลังสมาธิและสติ ที่เกิดขึ้นขณะนั้นๆ

เมื่อมีความสมดุลย์ ระหว่าง สมาธิกับสติ เป็นเหตุให้ สัปมชัญญะ หรือความรู้สึกตัวย่อมเกิดขึ้น เป็นเหตุให้ สามารถรู้ชัดในสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นทั้งภายนอกและภายใน ขณะจิตตั้งมั่นอยู่

เวทนาในเวทนา หมายถึง ทุกขเวทนา ที่เกิดขึ้นกับกาย เช่น ความปวดเมื่อยที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

จิตในจิต หมาถึง ขณะจิตเป็นสมาธิ กิเลส ก็สามารถเกิดขึ้นได้ เช่น ความกำหนัดในกาม เกิดเอง ดับเอง ไม่ต้องไปกำหนดเพื่อให้หายแต่อย่างใด กิเลสนี้ เป็นสภาวะที่ละเอียด

ธรรมในธรรม หมายถึง ขณะจิตเป็นสมาธิ ความคิด ก็สามารถเกิดขึ้นได้ สุดแต่ว่า มีเหตุปัจจัยอะไรอยู่ ขณะความคิดเกิด รู้ว่าคิด แต่ไม่รู้สึกรำคาญแต่อย่างใด เกิดเอง ดับเอง ไม่ต้องไปกำหนดเพื่อให้หายแต่อย่างใด

เมื่อมีมิจฉาสมาธิ เป็นเหตุให้ สัมมาทิฏฐิ(อริยมรรค) ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เป็นเหตุให้ มีการเกิด เวียนว่ายในวัฏฏสงสาร

ถ้าหมั่นสร้างเหตุของการดับ ณ ปัจจุบันขณะ หมายถึง มรรค มีองค์ ๘

อริยมรรค มีองค์ ๘ ย่อมเกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย

หยุดสร้างเหตุนอกตัว ทำความเพียรต่อเนื่อง นี่คือ หัวใจของการปฏิบัติทั้งในและนอก

นอกนั้น ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัย ที่มีอยู่ และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่

พึงสำรวม สังวร ระวัง เพราะ ชีวิตนี้ น้อยนัก จงใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตัวเอง ก่อนที่จะหมดลมหายใจ โดยไม่คิดทำประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับตัวเอง

การทำบุญ ทำทาน ให้ประโยชน์สูงสุดแค่ สวรรค์ แต่เป็นเหตุของการลดความตระหนี่ถี่เหนียวของตนเอง

การหยุดสร้างเหตุนอกตัว ไม่ยอมทำตามกิเลสที่เกิดขึ้น และทำความเพียรต่อเนื่อง มากน้อย ตั้งใจทำ นี่คือ ประโยชน์สูงสุด ได้แก่ นิพพาน ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิด ให้ทุกข์อยู่ร่ำไป

ไม่ต้องใช้เงิน ใช้แค่กายที่มีอยู่และใช้ใจที่อดทน กดข่ม ไม่สร้างเหตุตามกิเลสที่เกิดขึ้น

ปริยัติ

ปริยัติ เกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัย ไม่ได้อยากรู้ เพราะสิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นเพียง สภาวะสัญญา ที่ใช้ในการถ่ายทอดออกไป

เวลารู้ ไม่ใช่รู้ครั้งเดียวจบ จะค่อยๆรู้แบบตัวต่อ ต้องทำความเพียรต่อเนื่อง สภาวะเหล่านี้จะเกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย ไม่สามารถเจาะจงได้ว่า จะเกิดขึ้นเมื่อใด

เหมือนเรียนหนังสือ เรียนไปทีละบท ทีละตอน หนังสือสามารถเปิดอ่านล่วงหน้าได้ แต่สภาวะที่เกิดขึ้นภายในจิต คาดเดาไม่ได้ เปิดอ่านก็ไม่ได้ มีความอยากรู้ก็ไม่ได้ เรียกว่า มีกิเลสแทรกไม่ได้ ต้องแล้วแต่เหตุปัจจัยจริงๆ

ทั้งหมดนี้ ขึ้นอยู่กับการทำความเพียรต่อเนื่อง และการหยุดสร้างเหตุนอกตัว ที่เกิดจาก ความรู้สึกยินดี/ยินร้าย

 

สภาวะปัญญา รู้แล้ว จบจริงๆ จบภพ จบชาติ(ปัจจุบัน ขณะ)

ส่วนอยู่จบพรหมจรรย์ สังโยชน์ ๑๐ ต้องถูกประหานหมดสิ้น ที่เกิดจาก สภาวะสมุจเฉทประหาน ซึ่งเกิดขึ้นใน สภาวะสัมมาสมาธิิเท่านั้น

เกิดขึ้นใน ปัจจุบันธรรม ไม่ใช่ใน ปัจจุบัน ขณะ

 

หากยังไม่เบื่อการเกิด สร้างเหตุของ การดับภพชาติปัจจุบัน ได้แก่ ปัจจุบัน ขณะ

หากไม่อยากเกิดอีกต่อไป ต้องสร้างทั้งเหตุของปัจจุบัน ขณะ และ ปัจจุบันธรรม ขาดอย่างใด อย่างหนึ่ง สภาวะย่อมย่อหย่อน สภาวะสมุจเฉทประหาน ย่อมเกิดขึ้นได้ยาก

 

แก้ที่เหตุ ที่ตัวเองยังมีอยู่และเป็นอยู่
เมื่อแก้ได้ ใจย่อมสงบ ไม่ว่อกแว่ก ทางย่อมตรง ไม่คดเคี้ยว ไม่วกวน

รู้ที่จิต จบที่จิต

 

 

ปัจจุบันขณะ กับปัจจุบันธรรม

การดำเนินชีวิต

ปัจจุบันขณะ เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นในการดำเนินชีวิต

ปัจจุบัน ขณะ ได้แก่ สัมมาสติ  หมายถึง เมื่อทำกิจใดๆอยู่ก็ตาม แม้กระทั่งผัสสะเกิด เป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกยินดี/ยินร้าย แต่ไม่ได้สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดถึง ขณะนั้น เป็นเหตุให้เกิดการรู้ชัดอยู่ใน กาย เวทนา จิต ธรรม(สติปักฐาน ๔/มรรค มีองค์ ๘)

 

 

การปฏิบัติ 

ปัจจุบันธรรม เป็นสภาวะที่เกิดขึ้น ขณะที่กำลังปฏิบัติอยู่(ทำสมาธิ)

ปัจจุบันธรรม ได้แก่ สภาวะที่เกิดขึ้น ในสัมมาสมาธิ หมายถึง มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ เป็นเหตุให้รู้ชัดอยู่ภายใน กายในกาย เวทนาในเวทนา ธรรมในธรรม จิตในจิต(มหาสติปัฏฐาน/อริยมรรค มีองค์ ๘)

๒๖ สค.๕๕ (ควรจำ)

๒๖ สค.๕๕ (ควรจำ)

ทำตามสภาวะ

เวลาให้คำแนะนำ   คือ เข้าใจ  ก็อย่างที่บอก เหตุมันก็เดิมๆซ้ำๆนี่แหละ เพียงแค่เปลี่ยนฉาก เปลี่ยนบุคคลเข้ามา ในรูปของผัสสะ เหมือนเล่นละครสลับฉาก ยังไงก็อย่างนั้น

ถ้าแค่ดู แค่รู้ ไม่ว่าจะรู้สึกนึกคิดยังไงก็ตาม ไม่ลงไปเล่นด้วย สิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมดับลงไปตามเหตุปัจจัยเอง

หน้าที่เรา คือ อยู่กับปัจจุบัน พยายามหักห้ามใจตัวเอง อย่าคล้อยตามกิเลสที่เกิดขึ้นในใจ จนกระทั่ง หลงสร้างเหตุให้เกิดขึ้นมาใหม่อีก ภพชาติไม่จบไม่สิ้นเพราะเหตุนี้

การปฏิบัติ เดินจงกรม นั่งสมาธิ ทำต่อเนื่องไป ไม่ต้องไปกังวลเรื่องเวลา มากน้อยแล้วแต่เหตุปัจจัย เมื่อถึงเวลา ธรรมะหรือสภาวะจัดสรรให้เอง

หมั่นทบทวนเรื่อง เวลานั่งสมาธิ เมื่อสมาธิเกิด สามารถรู้กายได้หรือเปล่า หรือพอเป็นสมาธิแล้ว ไม่รู้เรื่องอะไรเลย หรือมันดับเงียบหายไป ถ้าเป็นแบบนี้ ให้เพิ่มเดิน ก่อนนั่ง

หรือ เกิดสลับกัน รู้สึกตัวบ้าง ไม่รู้สึกตัวบ้าง จนกระทั่งครบเวลาที่ตั้งไว้ อันนี้ไม่เป็นไร ไม่ต้องเพิ่มหรือลดอะไร

 หลักสำคัญ

หยุดสร้างเหตุทางกายกรรม วจีกรรม เป็นการดับเหตุของการเกิดภพชาติปัจจุบัน

ไม่สานต่อ ไม่มีเหตุ ย่อมไม่มีผล ที่ยังมีผลมาให้ได้รับอยู่เนืองๆ เกิดจาก เหตุทางมโนกรรมที่ยังมีอยู่  ให้แค่ดู แค่รู้ยอมรับไป

การเดินจงกรม นั่งสมาธิ เป็นวิธีการสร้างเหตุ ของการดับที่ต้นเหตุของการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร ได้แก่ อนุสัยกิเลส หรือสังโยชน์ ๑๐ ที่มีอยู่

เพียงหยุดสร้างเหตุนอกตัว ปฏิบัติต่อเนื่อง สภาวะภายนอกส่งผลสภาวะภายใน เรียกว่า หนุนนำให้สภาวะภายใน ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

สภาวะทั้งชีวิตจริง และการปฏิบัติ โดยเนื้อแท้แล้ว ไม่ได้มีอะไรเลย ที่มีให้เหตุให้เกิดขึ้นเนืองๆ เกิดจาก การนำ “เรา” ที่มีอยู่ ลงไปคลุกเคล้าหรือไปมีส่วนร่วมกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ไม่ว่าจะเรื่องราว สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ถ้าแค่ดู แค่รู้ ตามความเป็นจริง ของสิ่งที่เกิดขึ้น เรื่องราวนั้นๆ ย่อมจบลงไปเอง

หากเราไม่ไปสานต่อ หรือมีส่วนร่วม ตบมือข้างเดียว ไม่ดังหรอก ที่มันดังสนั่น เพราะ ตัวเองน่ะผิด แก้ต้องแก้
ที่ตัวเอง นอกตัว แค่ดู แค่รู้ ไปแก้ไขอะไร ไม่ได้เลยจริงๆ

แม้กระทั่ง สิ่งที่เกิดขึ้น ขณะปฏิบัติ มีสิ่งใดเกิดขึ้น แค่ดู แค่รู้ไปตามความเป็นจริง สิ่งๆนั้น เกิดขึ้น ย่อมดับลงไปเอง ตามเหตุปัจจัย

พระผู้มีพระภาค ทรงวางแนวทางไว้ให้แล้ว ใช้ได้ตลอดชีวิต ทั้งนอก(สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต)

และใน(ขณะปฏิบัติเต็มรูปแบบ) นั่นคือ โยนิโสมนสิการ ตามความเป็นจริง

สิ่งใดที่ใช้ความรู้สึกนึกคิดส่วนตัว ลงไปแทรกแซง สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น  นั่นแหละคือ มิจฉาทิฏฐิ

แม้กระทั่งเรื่องสภาวะญาณต่างๆ ที่มีปรากฏ นำมาสอบอารมณ์ ล้วนเป็นเพียง สิ่งที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ ไม่ใช่เป็นสิ่งรู้เห็นวิเศษอันใดเลย เป็นสภาวะปกติ ที่เกิดขึ้นในสภาวะสัมมาสมาธิ

เมื่อยังมีความไม่รู้ ในความจริงของสภาวะสัมมาสมาธิ พอมีสิ่งใดเกิดขึ้น นำไปเทียบเคียงกับตำรา ผลตามมาคือ อุปกิเลส เป็นเหตุให้ หลงสร้างเหตุใหม่ ให้เกิดขึ้น เพราะ ความไม่รู้ที่มีอยู่

สิงหาคม 2017
พฤ อา
« ก.ค.    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: