ญาณทัสสนวิสุทธิ

รู้อริยสัจ ๔ ได้ เรียกว่า ญาณ
เห็นพระนิพพานโดยตนเอง เรียกว่า ทัสสนะ
ได้ความบริสุทธิ์จากกิเลส ซึ่งเป็นมลทิน เรียกว่า วิสุทธิ

ญาณทัสสนวิสุทธิ แปลว่า ความบริสุทธิ์แห่งความรู้ความเห็น
เป็นปัญญา ที่สามารถเห็นพระนิพพานเหมือนกับเห็นได้ด้วยตา
ฉะนั้น จึงเรียกว่า ญาณทัสสนะ

 

คำว่า ทัสสนะ หมายถึง การเห็นทางตาโดยตรง
แต่ความจริงนิพพานนั้น เห็นด้วยตาไม่ได้
เพราะนิพพานไม่ใช่วัตถุสิ่งของ

ฉะนั้น การเห็นนิพพาน จึงเป็นการเห็นด้วยใจ
คล้ายกับการเห็นด้วยตาทีเดียว

ความบริสุทธิ์หมดจดแห่งการรู้เห็นพระนิพพาน
เป็นวิสุทธิที่ปราศจากกิเลส ตัณหาเครื่องมลทินทั้งมวล

 

อาศัยกำลังที่ได้รับจากปฏิทาญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นปัจจัยให้เกิดมรรควิถีขึ้น
ทำหน้าที่ประหาณกิเลสและรู้เห็นพระนิพพาน อันเป็นความรู้ความเห็นที่บริสุทธิ์หมดจด
ญาณนี้เรียกว่า ญารทัสสนวิสุทธิ

 

 

นำมาเฉพาะเนื้อหาที่ควรรู้
จากหนังสือ วิปัสสนาทีปนีฎีกา(หลวงพ่อภัททันตระ)

Advertisements

ปัจจเวกขณญาณ ๑๖

ผู้เป็นบัณฑิต ย่อมปัจจเวกขณะมรรคญาณ,ผลญาณและพระนิพพาน
และย่อมพิจรณากิเลสที่ประหาณแล้ว และกิเลสที่ยังไม่ได้ประหาณ
แต่ผู้ไม่ได้พิจรณาก็มีบ้าง

ญาณที่ต่อจากผลญาณ ก็คือ ปัจจเวกขณญาณ
ได้แก่ โยคีบุคคล ที่เข้าสู่ความดับไปแล้ว

ครั้นรู้สึกตัวขึ้น ก็พิจรณาว่า ตนเป็นอะไรไป
สภาวะอย่างนี้ ทำไมเกิดขึ้นกับตน

หรือพิจรณาในทำนองที่คล้ายคลึงกันนี้
และนึกย้อนหลังไปถึงการกำหนดที่ผ่านมาก่อน
ที่จะเกิดอาการแปลกประหลาดอันนี้ขึ้น
ซึ่งตนไม่เคยได้ประสบมาก่อนเลยในชีวิต

ลักษณะญาณนี้ก็คือ กำหนดพิจรณาอีกครั้งหนึ่ง
ได้แก่ การหวนกลับพิจรณาถึงสภาวะที่ตนเข้าสู่ความดับดังกล่าวมาแล้วในตอนต้น

ปัจจเวกขณะ แปลว่า กำหนดพิจรณาอีกครั้งหนึ่ง
ได้แก่ การหวนกลับพิจรณาถึงสภาวะที่ตนเข้าสู่ความดับดังกล่าวมาแล้วในตอนต้น

บัณฑิตทั้งหลายย่อม พิจรณามรรค,ผล,นิพพาน
เฉพาะท่านที่เป็นพหูสูตรคงแก่เรียน ย่อมพิจรณากิเลสที่ละได้แล้วและที่ยังเหลืออยู่

กล่าวคือ
สำรวจทบทวนดูมรรคว่า
“ข้าพเจ้ามาด้วยมรรคนี้แน่นอนแล้ว” ๑

สำรวจทบทวนดูผลว่า
“ข้าพเจ้าได้อานิสงส์นี้แล้ว” ๑

สำรวจทบทวนดูกิเลสที่ละได้แล้วว่า
“ข้าพเจ้าละกิเลสชื่อนี้ๆได้แล้ว” ๑

สำรวจทบทวนดูกิเลสที่ต้องฆ่าด้วยมรรคทั้ง ๓ เบื้องสูงว่า
“กิเลสชื่อนีๆของข้าพเจ้าที่ยังเหลืออยู่” ๑

และสุดท้าย สำรวจทบทวนดูอมตะนิพพานว่า
“ธรรมนี้ ข้าพเจ้าแทงทะลุโดยอารมณ์แล้ว” ๑

ส่วนโยคีบุคคลนอกนั้น ไม่ได้พิจรณาสอบสวน เพราะไม่รู้ปริยัติ
แต่ทำการกำหนดต่อไป

ญาณความรู้ที่เกิดขึ้น พิจรณาเห็นมรรค,ผล,นิพพาน,
กิเลสที่เหลืออยู่และกิเลสที่ละแล้วโดยอำนาจมรรคทั้ง ๔

หมายเหตุ;

“กิเลสที่เหลืออยู่และกิเลสที่ละแล้วโดยอำนาจมรรคทั้ง ๔”
เป็นเรื่องของ เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่
เป็นเหตุปัจจัยให้ อุปกิเลส มีเกิดขึ้น

ดังพระธรรมคำสอน ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้

สิ้นกิเลสก็แล้วกัน ไม่ต้องรู้ว่าสิ้นไปเท่าไร

ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือน รอยนิ้วมือ หรือรอยนิ้วหัวแม่มือ
ย่อมปรากฏอยู่ที่ด้ามเครื่องมือของพวกช่างไม้ หรือลูกมือของพวกช่างไม้
แต่เขาก็ไม่มีความรู้ว่า ด้ามเครื่องมือของเรา วันนี้สึกไปเท่านี้ วานนี้สึกไปเท่านี้ วันอื่น ๆ สึกไปเท่านี้ ๆ
คงรู้แต่ว่ามันสึกไป ๆ เท่านั้น, นี้ฉันใด ;

ภิกษุ ท. ! เมื่อภิกษุตามประกอบภาวนาอยู่
ก็ไม่รู้อย่างนี้ว่า วันนี้ อาสวะของเราสิ้นไปเท่านี้ วานนี้สิ้นไปเท่านี้ วันอื่น ๆ สิ้นไปเท่านี้ ๆ
รู้แต่เพียงว่า สิ้นไปในเมื่อมันสิ้นไป ๆ เท่านั้น, ฉันใดก็ฉันนั้น.

ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนเรือเดินสมุทร ที่มีเครื่องผูกทำด้วยหวายอยู่ในน้ำตลอดหกเดือนแล้ว
เขายกขึ้นบกในฤดูหนาว เครื่องผูกเหล่านั้นผึ่งอยู่กับลมและแดด ชุ่มแฉะอยู่ด้วยหมอกอันชื้น
ย่อมยุบตัว เปื่อยพังไปโดยไม่ยากเลย, นี้ ฉันใด ;

ภิกษุ ท. ! เมื่อภิกษุตามประกอบการเจริญภาวนาอยู่
สังโยชน์ ทั้งหลาย (ซึ่งเสมือนเครื่องหวายที่อบอยู่กับแดดลมและความชื้น)
ย่อมระงับลง ๆ กระทั่งสูญเสียไป ฉันนั้นเหมือนกัน.

ภิกษุ ท. ! เมื่อภิกษุตามประกอบการเจริญภาวนาอยู่,
โดยแน่นอน เธอไม่ต้องปรารถนา ว่า

“โอหนอ ! จิตของเราถึงหลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่มีอุปาทานเถิด”ดังนี้.
จิตของเธอนั้นก็ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่มีอุปาทานได้เป็นแน่.
ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ?

ข้อนั้นเพราะเหตุว่า เธอมีการเจริญสติปัฏฐานสี่ สัมมัปปธานสี่ อิทธิบาทสี่
อินทรีย์ห้า พละห้า โพชฌงค์เจ็ด อริยมรรคมีองค์แปด.

ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือน ฟองไข่ ๘ ฟอง ๑๐ ฟอง หรือ ๑๒ ฟอง
อันแม่ไก่กกดีแล้ว พลิกให้ทั่วดีแล้ว คือฟักดีแล้ว,

โดยแน่นอน แม่ไก่ ไม่ต้องปรารถนา ว่า
“โอหนอ ! ลูกไก่ของเรา จงทำลายกระเปาะฟอง ด้วยปลายเล็บเท้า
หรือจะงอยปาก ออกมาโดยสวัสดีเถิด” ดังนี้,

ลูกไก่เหล่านั้นก็สามารถทำลายกระเปาะด้วยปลายเล็บเท้า
หรือจะงอยปาก ออกมาโดยสวัสดีได้ โดยแท้, ฉันใดก็ฉันนั้น.

– สตฺตก. อํ. ๒๓/๑๒๘/๖๘.

 

“เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า จักเป็นผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจระงับอยู่
เธอควรศึกษาเช่นนี้แหละ

กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม
ของผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจระงับ จักสงบระงับ

เพราะฉะนั้นแหละ เธอพึงศึกษาว่า
จักนำกายและจิตที่สงบระงับแล้วเท่านั้น เข้าไปในพรหมจารีทั้งหลาย”

วิปัสสนากับขณิกสมาธิ

 

วิปัสสนา

เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น(สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต) ขณะดำเนินชีวิต
และมีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ

 

สิ่งที่เกิดขึ้น(ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)
มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

ที่มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต

พิจารณาเห็นธรรมที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง

โดยความเป็นทุกข์

โดยความเป็นอนัตตา

เป็นที่มีของ “ขณิกสมาธิ” หรือ “วิปัสสนาขณิกสมาธิ”
สามารถกระทำให้แจ้งได้ซึ่ง “พระนิพพาน” ได้เช่นกัน

เกี่ยวกับการบรรลุ มรรค ผล
ไม่ขอนำมากล่าว เพราะ

เมื่อเกิดความถือมั่น ให้ความสำคัญคิดว่า เข้าถึงความเป็นนั่น เป็นนี่
ได้แก่ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์
อุปกิเลส จึงมีเกิดขึ้น เพราะเหตุนี้

ส่วนผู้ใด จะติดกับดักหลุมพรางกิเลส
มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับ

การสร้างเหตุนอกตัว ที่เกิดจาก
ความถือมั่น ที่คิดว่าได้อะไร เป็นอะไร

 

หากกำหนดรู้ว่า เป็นสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่
แล้วตั้งใจทำความเพียรต่อเนื่อง ย่อมหลุดออกจาก กับดักหลุมพรางของกิเลส(อุปกิเลส) อย่างแน่นอน

เมื่อพบเจอสภาวะใดๆ ที่มีเกิดขึ้นอีก(ขณะจิตเป็นสมาธิ)
อุปกิเลส ไม่มีเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

 

สำหรับบางคน ที่อาจจะสงสัยว่า
แล้วอนุสัยกิเลส ที่ยังมีอยู่ล่ะ

ดูจาก ผัสสะ สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต(ตามความเป็นจริง)
และที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ

สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

จึงเป็นที่มาของ ปัจจเวกขณญาณ(การทบทวนกิเลส)

ตุลาคม 2017
พฤ อา
« ก.ย.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: