วิปัสสนากับขณิกสมาธิ

 

วิปัสสนา

เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น(สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต) ขณะดำเนินชีวิต
และมีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ

 

สิ่งที่เกิดขึ้น(ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)
มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

ที่มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต

พิจารณาเห็นธรรมที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง

โดยความเป็นทุกข์

โดยความเป็นอนัตตา

เป็นที่มีของ “ขณิกสมาธิ” หรือ “วิปัสสนาขณิกสมาธิ”
สามารถกระทำให้แจ้งได้ซึ่ง “พระนิพพาน” ได้เช่นกัน

เกี่ยวกับการบรรลุ มรรค ผล
ไม่ขอนำมากล่าว เพราะ

เมื่อเกิดความถือมั่น ให้ความสำคัญคิดว่า เข้าถึงความเป็นนั่น เป็นนี่
ได้แก่ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์
อุปกิเลส จึงมีเกิดขึ้น เพราะเหตุนี้

ส่วนผู้ใด จะติดกับดักหลุมพรางกิเลส
มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับ

การสร้างเหตุนอกตัว ที่เกิดจาก
ความถือมั่น ที่คิดว่าได้อะไร เป็นอะไร

 

หากกำหนดรู้ว่า เป็นสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยที่ยังมีอยู่
แล้วตั้งใจทำความเพียรต่อเนื่อง ย่อมหลุดออกจาก กับดักหลุมพรางของกิเลส(อุปกิเลส) อย่างแน่นอน

เมื่อพบเจอสภาวะใดๆ ที่มีเกิดขึ้นอีก(ขณะจิตเป็นสมาธิ)
อุปกิเลส ไม่มีเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

 

สำหรับบางคน ที่อาจจะสงสัยว่า
แล้วอนุสัยกิเลส ที่ยังมีอยู่ล่ะ

ดูจาก ผัสสะ สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต(ตามความเป็นจริง)
และที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ

สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

จึงเป็นที่มาของ ปัจจเวกขณญาณ(การทบทวนกิเลส)

กับดักและญาณ ๑๖

นับตั้งแต่ทุกคนที่ได้เข้าสู่เส้นทางของการปฏิบัติ ไม่ว่าจะรูปแบบไหน หรือแบบใดๆก็ตาม สิ่งที่ทุกคนจะได้เจอคือ

ความไม่เที่ยง ได้แก่ ความแปรเปลี่ยนตลอดเวลาของสิ่งที่เกิดขึ้น

ความเบื่อหน่าย เหตุเกิดจาก การไม่ได้ดั่งใจ ไม่เป็นไปตามที่คาดเดา คาดคิด คาดหวัง

ความวางเฉย เหตุเกิดจาก การคาดเดาแล้วไม่เป็นไปตามที่คิด เป็นเหตุให้เกิดความเบื่อหน่าย จนกระทั่งจิตปล่อยวางลงไปเอง

ทั้ง ๓ สภาวะนี่จะเจอตลอดเวลา แรกๆจะเห็นแบบหยาบๆ จนกระทั่่งละเอียด และ กับดักของกิเลสที่มีอยู่ตลอดเวลาในเส้นทางนี้ เพียงแต่จะมองเห็นหรือเปล่าเท่านั้นเอง

ต้องผิดพลาดก่อนที่จะรู้ จึงเป็นที่มาของคำว่า โง่ก่อนถึงจะรู้ ไม่ใช่กับใครหรืออะไรที่ไหน แต่โง่กับกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตของแต่ละคนนั่นเอง ถ้าสติไม่ทันต่อกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต จะกลายเป็นคนโง่ไปทันที

โง่แต่ไม่รู้ว่าโง่ กว่าจะรู้ตัวอีกที คือ ทำผิดพลาดไปแล้ว ต้องปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามความเป็นจริง ไปคิดแก้ไขอะไรไม่ได้ เหมือนเรื่องในอดีต ไปแก้ไขอะไรไม่ได้ ที่แก้ได้คือ ปัจจุบัน

เดิมๆซ้ำๆ

ทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้นจะเป็นสภาวะเดิมๆซ้ำๆ เพียงแต่เปลี่ยนฉาก เปลี่ยนบรรยากาศ เปลี่ยนตัวละครที่มาแสดงตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ต่อสิ่งๆนั้น

หากสภาวะนั้นๆสิ้นสุดลง สภาวะใหม่จะเกิดต่อ จะเกิดเดิมๆซ้ำๆจนกว่าสภาวะนั้นๆจะจบสิ้นลงไปด้วยตัวของสภาวะเอง คือ หมายถึงการหมดเหตุปัจจัยที่มีกับสิ่งที่เกิดขึ้น

สิ่งที่สำคัญที่สุดในญาณ ๑๖

การรู้และเข้าใจในรูป,นาม สมมุติ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

การเห็นไตรลักษณ์ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

การเห็นอนิจจานุปัสสนา ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

การเห็นนิพพาน ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

การเห็นเกิด,ดับ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

แม้กระทั่งเห็นในสัจจานุโลมิกญาณ ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

แม้กระทั่งการเห็นอริยสัจจ์ ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

ฯลฯ

เรียกว่าไม่ว่าจะรู้หรือเห็นอะไรก็ตาม ล้วนไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะสิ่งเหล่านั้น สามารถรู้ได้โดยสุตตมยปัญญา คือ การอ่าน,การฟัง

รู้จากจินตามยปัญญา โดยการน้อมเอา คิดเอาเอง

หรือแม้กระทั่งรู้โดยภาวนามยปัญญา ที่เกิดสภาวะสมุจเฉทประหาณจริงๆก็ตาม

เหตุเพราะว่า เมื่อรู้สิ่งต่างๆเหล่านี้ได้ ไม่ว่าจะรู้โดยวิธีใดก็ตาม สิ่งแรกที่ทุกคนจะต้องเจอคือ หลุมพรางของกิเลส ที่เนียนและละเอียดมาก นี่แหละสภาวะของอุปกิเลสที่แท้จริง

สภาวะนี้จะเนียนมากๆหลอกให้เชื่อและสามารถทำให้ยึดติดได้มากกว่าการเจออุปกิเลสในครั้งแรกๆ แต่ทุกคนสามารถหลุดหรือผ่านจากสภาวะอุปกิเลสนี้ไปได้ เพียงเจริญสติอย่างต่อเนื่อง อย่าหยุด ถึงแม้ว่าจะคิดว่าได้อะไร เป็นอะไรก็ตาม

คิดอะไร รู้สึกอย่างไร รู้ไปตามนั้น เพราะยังมีกิเลสอยู่ เป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะสภาวะที่คิดว่าผ่านญาณ ๑๖ หรือรู้แจ้งเห็นจริงในอริยสัจจ์ จะเป็นเรื่องของกิเลส มีแต่กิเลสล้วนๆ ไม่ได้มีเรื่องอื่นๆเลย

สิ่งใดที่คิดว่ารู้ คิดว่าถูก คิดว่าใช่ สิ่งที่รู้เหล่านั้น ล้วนเป็นการให้ค่าตามบัญญัติทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเห็นตามความเป็นจริงหรือเกิดจากการให้ค่าต่อสภาวะที่เกิดขึ้น แล้วเกิดการคาดเดาเอาเองก็ตาม

แม้กระทั่งการนำมาพูดว่ามีแต่สิ่งที่รู้และสิ่งที่ถูกรู้ก็ตาม หากยังมีการนำสิ่งต่างๆเหล่านั้นมาสร้างเหตุของการเกิด นั่นคือ ยังมีตัวความเป็นตัวตนในการให้ค่าในสิ่งที่ทั้งรู้และถูกรู้

ที่มาของคำว่า ญาณ ๑๖

เรื่องราวของญาณ ๑๖ ล้วนเป็นเรื่องของสภาวะหรือสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งจะต้องพบเจอในการปฏิบัติและในชีวิตจริง

สภาวะที่สำคัญของญาณ ๑๖

สิ่งสำคัญที่ควรรู้ไว้ว่า สภาวะที่เป็นยอดของสภาวะของญาณทั้ง ๑๖ ญาณ ที่เป็นสัญลักษณ์ว่าได้ผ่านญาณทั้ง ๑๖ มาแล้ว สิ่งนี้ต่างหากที่สำคัญ

สภาวะที่สำคัญจะมีเพียงสภาวะเดียว คือ ปัจจเวกขณญาณ ซึ่งจะเกิดขึ้น หลังจากเกิดสภาวะสมุจเฉทประหาณเท่านั้น

ในสภาวะอื่นๆจะไม่มีการเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด เพราะผู้ที่เกิดสภาวะนี้จะต้องสูญเสียทุกๆสิ่งที่มีอยู่ไปจนหมดสิ้น เปรียบเทียบง่ายๆ เช่นเป็นพระราชา แต่ต้องกลายเป็นขอทานที่ไม่มีอะไรเลย แม้แต่ผ้าปิดกาย

ถ้าพูดในแง่ของสภาวะ ได้แก่ คนที่มีกำลังของสมาธิล้นเหลือ สามารถรู้ใจผู้อื่น รู้เหตุการณ์ล่วงหน้า รู้เห็นวิเศษต่างๆมากมาย ฯลฯ สิ่งต่างๆเหล่านี้จะหายไปจนหมดสิ้น แม้กระทั่งสมาธิจะหายไปจนหมดสิ้น ไม่มีเหลือแม้แต่สักนิดเดียว

สิ่งที่เหลืออยู่จะมีเพียงกำลังของสติ สัมปชัญญะที่มีอยู่ตามความเป็นจริง และกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนมากๆ

สภาวะที่เจอนี้ อาจทำให้ทุกข์สุดๆ ทุกข์เพราะความไม่รู้ เนื่องจากยังมีการให้ค่าต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ยังมีการยึดติดในสิ่งที่คิดว่ามีได้แก่ สมาธิและการรู้เห็นอันวิเศษต่างๆที่หายไปจนหมดสิ้น

นี่คือ สภาวะที่นำมากล่าวนี้ คือสภาวะของผู้ที่ผ่านญาณ ๑๖ เป็นครั้งแรก ซึ่งทุกๆคนที่ผ่านสภาวะญาณ ๑๖ เป็นครั้งแรก จะต้องเจอทุกคน ไม่มีข้อยกเว้นแต่อย่างใด

สภาวะที่ผ่านครั้งแรกจะไม่รู้ว่าคืออะไร เพราะไม่เคยมีใครมาบอกหรือพูดให้ฟัง ถึงแม้จะรู้ปริยัติหรือไม่รู้ปริยัติเลยก็ตาม เวลาเจอสภาวะนี้จะมีความไม่รู้เกิดขึ้นเหมือนกันหมดทุกคน

จะรู้ชัดในสภาวะนี้ได้ว่าเป็นอะไร คืออะไร ต่อเมื่อสภาวะนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ ๒ ทีนี้การปฏิบัติที่เหลือจะเป็นไปด้วยความสะดวกสบาย เพราะละทิ้งบัญญัติต่างๆไปเสียได้ คือ รู้ในบัญญัติ แต่ไม่ยึดติดในบัญญัติ จะพูดแค่สิ่งที่ควรพูด

ไม่มีการว่ากัน เพราะสิ่งต่างๆที่ทุกคนเจอ ล้วนต้องเจอเหมือนกันหมด แตกต่างแค่เหตุที่ต้องเจอเท่านั้นเอง สร้างเหตุอย่างไร ผลย่อมมาแสดงให้ได้รับในรูปของเหตุที่เกิดขึ้นในชีวิตของผู้นั้น หากเข้าใจแล้ว จะแก้ที่ตัวเอง ไม่ไปกล่าวโทษนอกตัว

ปัจจเวกขณญาณ

สภาวะการเกิดปัจจเวกขณญาณครั้งที่ ๑

ลักษณะอาการที่เกิดขึ้นในตัวของผู้ปฏิบัติ

คือ สมาธิที่มีอยู่จะหายไปหมดจนไม่มีเหลือแม้แต่สักนิดเดียว จะมีเหลือแต่สติ สัมปชัญญะ ตามความเป็นจริงที่มีอยู่

เหตุที่สมาธิไม่มีเหลือเลย เกิดเนื่องจากเป็นสภาวะทบทวนกิเลส

หากสมาธิยังคงมีมาก จะเห็นสภาวะกิเลสที่มีเหลืออยู่อย่างแท้จริงไม่ได้ เนื่องจากกำลังของสมาธิกดข่มกิเลสเอาไว้

เนื่องจากไม่มีกำลังของสมาธิหล่อเลี้ยงจิต

จะเกิดสภาวะจิตเห็นจิต เห็นกิเลสที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน ยามที่เกิดผัสสะหรือเกิดการกระทบทุกๆครั้ง แม้กระทั่งไม่มีการกระทบเกิดขึ้นก็ตาม จะเห็นสภาวะกิเลสที่ละเอียดลึกลงไปอีก

การเกิดครั้งแรก

ด้วยความไม่รู้ในเรื่องของสภาวะ ไม่มีการเขียนบันทึกจากใครๆ หรืออาจจมีการเขียน แต่ตัวผู้เขียนไม่รู้ว่าสภาวะนั้นๆคืออะไร จะรู้สึกทุกข์ใจ ทรมาณมากๆ

เพราะเมื่อไม่มีสมาธิหล่อเลี้ยงจิต จะมองเห็นกิเลสยามเกิดการกระทบได้อย่างชัดเจน ต้องใช้กำลังสติที่มีอยู่ในการรู้อยู่กับปัจจุบันให้ได้ เพื่อที่จะไม่ก่อให้เกิดเหตุใหม่ที่เป็นการสร้างเหตุกับคนอื่นๆให้เกิดขึ้น

หลวงตามหาบัว

ได้เคยพูดไว้เรื่องการสูญเสียสมาธิของท่าน ที่จู่ๆก็หายไปจนหมดสิ้น แต่ท่านไม่ได้พูดถึงเรื่องสภาวะของญาณ หรือคำเรียก แต่อาการที่เกิดขึ้นเหมือนๆกันคือ สมาธิหายไปหมด เหลือแค่สติ สัมปชัญญะ

ซึ่งตัวท่านเองก็บอกว่ารู้สึกทรมาณมากๆ เหมือนคนเริ่มต้นการภาวนาใหม่ ที่ไม่มีอะไรเลย เรียกว่าเริ่มต้นใหม่หมดในการทำจิตให้เป็นสมาธิ

สภาวะตอกย้ำ

เมื่อผ่านครั้งที่ ๑ มาได้ จะรู้แน่ชัดได้ว่าสภาวะที่เกิดขึ้นใช่สภาวะของปัจจเวกขณญาณจริงหรือไม่ จะรู้ได้ต่อเมื่อมีสภาวะนั้นเกิดขึ้นอีก

การเกิดสภาวะปัจจเวกขณญาณครั้งที่ ๒

ครั้งนี้จะมีสภาวะเหมือนครั้งแรก แต่แตกต่างตรงที่ กำลังของสมาธิ ครั้งแรกจะหายไปหมด เรียกว่าเหี้ยนเตียนไม่เหลือสักนิดเดียว

ครั้งที่ ๒ กำลังของสมาธิจะเหลือแค่แผ่วๆ อาการเหมือนคนใกล้จะหมดลมหายใจ แต่ยังหายใจได้อยู่ สมาธิที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จะแผ่วเบามากๆ เหมือนแทบจะไม่มี ครั้งนี้ไม่ทรมาณเพราะรู้แล้วว่าสภาวะที่เกิดขึ้นนี้คืออะไร

พอผ่านสภาวะครั้งที่ ๒

สมาธิจะกลับมามีกำลังมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งหนักหน่วงแนบแน่นทุกครั้งที่เกิด โดยไม่ต้องเริ่มฝึกทำสมาธิใหม่เหมือนการผ่านครั้งแรก กิเลสเบาบางลงไปอย่างเห็นได้ชัด ดูจากทั้งผัสสะที่เกิดขึ้น และไม่มีผัสสะเป็นเหตุปัจจัย

สิงหาคม 2017
พฤ อา
« ก.ค.    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: