เพราะเห็นด้วยปัญญา

27 มกราคม

หลังซ่อมโซฟาเสร็จ รู้ชัดจิตที่ตั้งมั่นเป็นสมาธิอยู่
ระหว่างนั้น ก็ไม่ได้มีความนึกคิดในเรื่องใด

อ่านเจอเรื่อง ศิล ที่เป็นไทจากตัณหา
ที่มีกลุ่มคนนำมาสนทนากัน

.
ทำให้จิตคิดพิจรณาเรื่อง ปัญญาวิมุติ

พิจรณาไปมา โยงไปหา เพราะเห็นด้วยปัญญา

โยงไปสู่ ปัญญิทรีย์

.
เจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติ
เกิดจากความต่างแห่งอินทรีย์(อินทรีย์ ๕ พละ๕)

.
ซึ่งเคยเขียนค้างไว้ในเดือนธันวาคม ๒๕๖๐
เกี่ยวกับปัญญินทรีย์และอาสวะ(บางเหล่าและทั้งหลาย)
ของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา

เป็นคนละตัว คนละสภาวะกัน

.

.

ซึ่งแยกแยะรายละเอียดได้ดังนี้

คำว่า เพราะเห็นด้วยปัญญา หมายถึง ไตรลักษณ์
อนิจจัง(ไม่เที่ยง)
ทุกขัง(เป็นทุกข์)
อนัตตา(เป็นอนัตตา)

.

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
จักษุเป็นของไม่เที่ยง
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา

สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นท่านทั้งหลาย
พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า
นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา

หูเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ
จมูกเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ
ลิ้นเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ
กายเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ
ใจเป็นของไม่เที่ยง
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา
สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นท่านทั้งหลาย
พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า
นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา

.

เมื่อมีเกิดขึ้นเนืองๆ
อนิจจานุปัสสนา
ทุกขานุปัสสนา
อนัตตานุปัสสนา

ผล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุ
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในหู
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจมูก
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในลิ้น
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกาย
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในใจ
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด
เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น
เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว
รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ.

.

.

๑. มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต
กล่าวคือ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(กามภพ)

.

๒. มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในรูปฌาน อรูปฌาน
กล่าวคือ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(รูปภพ อรูปภพ)

.

๓. มีเกิดขึ้นขณะเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย

หากยังไม่ทำกาละ
เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของสภาวะ
อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

สุญญตวิโมกข์
อนิมิตตวิโมกข์
อัปปณิหิตวิโมกข์

ปัจจเวกขณญาณ

ครั้งที่ ๑. แจ้งแทงตลอดด้วยตนเองใน ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
ผัสสะ กับ อริยสัจ ๔

ครั้งที่ ๒. แจ้งแทงตลอดด้วยตนเองใน อวิชชา สังขาร วิญญาณ
ปฏิจจสมุปทาท กับ อริยสัจ ๔

.

.

ปัญญิทรีย์ การรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔
เกิดที่หลังสภาวะ เพราะเห็นด้วยปัญญา(ไตรลักษณ์)

 

 

28 มกราคม 2561

ตอนแรก สับสนเหมือนกันนะ
ระหว่าง ปัญญาวิมุติและปัญญินทรีย์

ที่เคยเขียนๆไปแล้ว ก็สัแต่ว่าเขียน
แต่ยังมีความไม่แน่ใจ แค่เขียนตามสภาวะสัญญาที่มีเกิดขึ้น

เมื่อคืนดึกแล้ว พยายามกำหนดจิตให้ดิ่ง ยังไงก็ไม่ดิ่ง
จิตยังคงเป็นสมาธิพอประมาณ

เมื่อเป็นแบบนี้ นอนกำหนดรู้ไป
มีสัญญาเรื่องสมถะและวิปัสสนา
เจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติเกิดขึ้น

ลุกเข้าห้องน้ำ นั่งเขียนในห้องน้ำ
เช้ามาลองหาตามที่เขียนออกมา
เจอพระสูตรเรื่องสมถะ และวิปัสสนา
ส่วนปัญญินทรีย์ เป็นเรื่องของอินทรีย์ ๕ พละ ๕
คนละสภาวะกับปัญญาวิมุติ

และถ้าไม่เจอพระสูตรเรื่องบุคคล ๗ จำพวก
ว่าด้วยความไม่ประมาทในผัสสะ ๖

ในพระสูตรนี้ มีเขียนไว้ตามลำดับ
ตั้งแต่สัทธานุสารี ธัมมานุสารี
ซึ่งมีเรื่องของอินทรีย์ ๕ พละ ๕ มาเกี่ยวข้อง

จึงทำให้เกิดความมั่นใจมากขึ้นว่า
“อาสวะบางส่วนและทั้งหมดที่สิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา”

หมายถึง การละความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

มีด้วยกัน ๓ ขณะ

๑. มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(กามภพ)

ได้แก่ ศิลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ

ข้อปฏิบัติ
เจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดที่หลัง

.

มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในรูปฌาน,อรูปฌาน
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(รูปภพ,อรูปภพ)

ได้แก่ สัมมาสมาธิ

ข้อปฏิบัติ
เจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง

.

๓. เป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้นขณะเกิด อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

ข้อปฏิบัติ
เจริญสมถะและวิปัสสนาเคียงคู่กันไป

สุญญตวิโมกข์
อนิมิตตวิโมกข์
อัปปณิหิตวิโมกข์

.

.

ปัญญาวิมุติ เป็นเรื่องของวิปัสสนา
ที่มีเกิดขึ้นใน อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ
สุญญตวิโมกข์
อนิมิตตวิโมกข์
อัปปณิหิตวิโมกข์
เป็นเหตุปัจจัยให้ละอวิชชา
ได้แก่ ความไม่รู้ในอริยสัจ ๔

.

[๒๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่าง เป็นไปในส่วนแห่งวิชชา
ธรรม ๒ อย่าง เป็นไฉน
คือ สมถะ ๑ วิปัสสนา ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สมถะที่ภิกษุเจริญแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมอบรมจิต
จิตที่อบรมแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมละราคะได้

วิปัสสนาที่อบรมแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมอบรมปัญญา
ปัญญาที่อบรมแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไรย่อมละอวิชชาได้ ฯ

[๒๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่เศร้าหมองด้วยราคะ ย่อมไม่หลุดพ้น
หรือปัญญาที่เศร้าหมองด้วยอวิชชา ย่อมไม่เจริญด้วยประการฉะนี้แล

 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เพราะสำรอกราคะได้ จึงชื่อว่าเจโตวิมุติ
เพราะสำรอกอวิชชาได้ จึงชื่อว่าปัญญาวิมุติ ฯ

– ฉบับหลวง ๒๐/๕๘/๒๗๕-๖.

หมายเหตุ;

“เพราะสำรอกราคะได้ จึงชื่อว่าเจโตวิมุติ”

“ย่อมราคะได้”
กามราคะ ความกำหนัดยินดี ความติดข้องในผัสสายตนะ ๖
รูปราคะ ความกำหนัดยินดี ความติดข้องในรูปฌาน
อรูปราคะ ความกำหนัดยินดี ความติดข้องในอรูปฌาน

หรือจะใช้ตัณหาก็ได้ ความหมายเดียวกัน

.
เพราะสำรอกอวิชชาได้ จึงชื่อว่าปัญญาวิมุติ ฯ
“ย่อมละอวิชชาได้”
ความไม่รู้ในอริยสัจ ๔

.

อวิชชาสูตร
ว่าด้วยอวิชชา

[๑๖๙๔] ภิกษุนั้นนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว
ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า อวิชชาๆ ดังนี้
อวิชชาเป็นไฉน และด้วยเหตุเพียงเท่าไร
บุคคลจึงจะชื่อว่าตกอยู่ในอวิชชา?

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ
ความไม่รู้ในทุกข์
ในเหตุให้เกิดทุกข์
ในความดับทุกข์
ในทางที่จะให้ถึงความดับทุกข์
นี้เรียกว่าอวิชชา

และด้วยเหตุเพียงเท่านี้
บุคคลย่อมชื่อว่าตกอยู่ในอวิชชา

ดูกรภิกษุ เพราะฉะนั้นแหละ เธอพึงกระทำความเพียร
เพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.
จบ สูตรที่ ๗

Advertisements

ปัญญินทรีย์

26 พ.ย. 2017

[๘๖๙] ก็ปัญญินทรีย์เป็นไฉน?
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปัญญา
ประกอบด้วยปัญญาเครื่องกำหนดความเกิดความดับ อันประเสริฐ
ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ

 

อริยสาวกนั้นย่อมรู้ตามความเป็นจริงว่า
นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
นี้เรียกว่า ปัญญินทรีย์

 

หมายเหตุ;

ปัญญินทรีย์ มีเพียงอย่างเดียว
ได้แก่ อริยสัจ ๔

 

19 ธ.ค. 2017

ปัญญินทรีย์ กับ อาสวะ(บางเหล่าและทั้งหลาย)
ของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา

เป็นคนละตัว คนละสภาวะกัน

 

19 ธ.ค. 2017

ปฏิบัติที่เรียกว่า ลำบาก
และปฏิบัติที่เรียกว่า สบาย
ล้วนเป็นเรื่องของความรู้สึกที่มีเกิดขึ้นทางใจล้วนๆ

ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ปฏิบัติลำบากทั้งรู้ได้ช้า ๑
ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ปฏิบัติลำบากแต่รู้ได้เร็ว ๑

ข้อปฏิบัติ ได้แก่ การเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
(วิปัสสนา/ไตรลักษณ์เกิดก่อน สมถะ/สัมมาสมาธิ เกิดทีหลัง)

สุขาปฏิปทาทันธาภิญญา ปฏิบัติสะดวกแต่รู้ได้ช้า ๑
สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ปฏิบัติสะดวกทั้งรู้ได้เร็ว ๑

ข้อปฏิบัติได้แก่ การเจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น
(สมถะ/สัมมาสมาธิ เกิดก่อน วิปัสสนา/ไตรลักษณ์เกิดทีหลัง)

ทั้งสุขาและทุกขาปฏิปทา จะรู้ช้าหรือรู้เร็ว
เป็นเรื่องของอินทรีย์ ๕ ตัวแปรของสภาวะทั้งหมด คือ ปัญญินทรีย์

กล่าวคือ ถึงแม้จะมี อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณเกิดขึ้นแล้ว
แต่ปัญญินทรีย์อ่อน ได้แก่ การรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔ มีเกิดขึ้นช้า

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ เป็นเหตุปัจจัยให้
ไม่รู้ชัดวิธีการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์
(รู้แค่เปลือก ไม่รู้ถึงที่สุด)
จึงชื่อว่า ปฏิบัติลำบากและปฏิบัติสะดวก แต่รู้ได้ช้า
การแจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔ จะมีเกิดขึ้นได้ ต้องแจ้งใน นิพพาน
ในแง่ของการนำมากระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์(ดับเหตุปัจจัยของการเกิด)

เมื่อแจ้งในนิพพาน ตามความเป็นจริง
ที่สามารถนำมากระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ได้

เป็นเหตุปัจจัยให้แจ้งใน ผัสสะและอริยสัจ ๔
และเป็นเหตุปัจจัยให้แจ้งใน ปฏิจจสมุปบาทและอริยสัจ ๔ ในที่สุด

หัวใจพระธรรมคำสอน ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้
ทุกข์
เหตุแห่งทุกข์
ความดับทุกข์
ทางให้ถึงความดับทุกข์

พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ทรงตรัสรู้อริยสัจ ๔

 

27 ม.ค. 2018

ปัญญินทรีย์ กับ อาสวะ(บางเหล่าและทั้งหลาย)ของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา
เป็นคนละตัว คนละสภาวะกัน

แต่อาสวะบางเหล่าหรือทั้งหลายของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา
คำว่า เพราะเห็นด้วยปัญญา หมายถึง ไตรลักษณ์

อนิจจัง(ไม่เที่ยง)
ทุกขัง(เป็นทุกข์)
อนัตตา(เป็นอนัตตา)

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
จักษุเป็นของไม่เที่ยง
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา

สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นท่านทั้งหลาย
พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า
นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา

หูเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ
จมูกเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ
ลิ้นเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ
กายเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ
ใจเป็นของไม่เที่ยง
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา
สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นท่านทั้งหลาย
พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า
นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา

เมื่อมีเกิดขึ้นเนืองๆ
อนิจจานุปัสสนา
ทุกขานุปัสสนา
อนัตตานุปัสสนา

ผล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุ
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในหู
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจมูก
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในลิ้น
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกาย
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในใจ
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด
เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น
เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว
รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ.

๑. มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต
กล่าวคือ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(กามภพ)
เป็นการละอุปทานขันธ์ ๕ อย่างหยาบ
๒. มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในรูปฌาน อรูปฌาน
กล่าวคือ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(รูปภพ อรูปภพ)
เป็นการละอุปทานขันธ์ ๕ อย่างกลาง

๓. มีเกิดขึ้นขณะเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย
หากยังไม่ทำกาละ
เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของสภาวะ
อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

สุญญตวิโมกข์
อนิมิตตวิโมกข์
อัปปณิหิตวิโมกข์
เป็นการละอุปทานขันธ์ ๕ อย่างละเอียด

ปัจจเวกขณญาณ

ครั้งที่ ๑. แจ้งแทงตลอดด้วยตนเองใน ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
ผัสสะ กับ อริยสัจ ๔

ครั้งที่ ๒. แจ้งแทงตลอดด้วยตนเองใน อวิชชา สังขาร วิญญาณ
ปฏิจจสมุปทาท กับ อริยสัจ ๔

ปัญญินทรีย์ การรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔
เกิดที่หลังสภาวะ อาสวะบางเหล่าหรือทั้งหลายของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา(ไตรลักษณ์)

 

 

ปัญญาไตรลักษณ์ – ปัญญาวิมุตติ

ปัญญาไตรลักษณ์

เป็นปัญญาที่เกิดจากการเห็นสภาวะไตรลักษณ์ ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง เป็นเหตุให้รู้ ตามความเป็นจริงว่า ทุกสรรพสิ่งล้วน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ตามเหตุและปัจจัยของสิ่งที่เกิดขึ้น

เกิด-ดับๆๆๆๆๆ อยู่อย่างนั้น เป็นปกติ ถึงแม้จะมีเรา หรือไม่มีเรา เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ก็ตาม

เมื่อตาเห็นรูป … ตากระทบรูป ..เมื่อเกิดผัสสะ หรือการกระทบ การทำงานของอายตนะภายนอกกับภายในจะทำงานร่วมกัน

เช่น เมื่อตามองเห็นสิ่งต่างๆ ย่อมมองเห็นเพียงสภาวะภายนอกที่เกิดขึ้น

แต่สภาวะภายในที่ซ้อนอยู่ย่อมมองไม่เห็น บัญญัติซ้อนปรมัตถ์

เมื่อมีเราเข้าไปเกี่ยวข้องกับสภาวะที่เกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ เป็นเหตุให้ เห็นสภาวะไตรลักษณ์ แบบหยาบๆว่า

ความทนอยู่ไม่ได้ ความบีบคั้น เรียกว่า ทุกข์

ความแปรปรวน ไม่แน่นอน เรียกว่า อนิจจัง

ไม่สามารถบังคับให้เป็นตามที่ต้องการได้ เรียกว่า อนัตตา

เมื่อยังมีเราเข้าไปเกี่ยวข้อง จะเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่ละเอียดมากขึ้นอีก

โดยการไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น ที่เกิดจาก ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย ประกอบด้วยการทำความเพียรต่อเนื่อง

เมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม สภาวะไตรลักษ์ จะเกิดขึ้นตามความเป็นจริง จะไม่มีคำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

เป็นสภาวะไตรลักษณ์ สักแต่ว่า ไตรลักษณ์ เมื่อนั้น จิตจะเกิดการปล่อยวาง โดยไม่ต้องคิดปล่อยวาง

ปัญญาวิมุตติ

เกิดจาก การทำความเพียรต่อเนื่อง แล้วมีสัมมาสมาธิเกิดขึ้น ไม่ว่าสิ่งใดเกิดขึ้นภายในกายและจิต ใช้หลักโยนิโสมนสิการ

เมื่อถึงเวลาเหตุปัจจัยพร้อม จะเกิดสภาวะสุมจเฉทประหาน(เจโมวิมุตติ) ที่เกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย

เป็นเหตุให้แจ้ง สภาวะนิพพาน ตามความเป็นจริง เป็นเหตุให้แจ้ง สภาวะปฏิจจสมุปปบบาท ตามความเป็นจริง 

เป็นการดับเหตุของการเกิด เวียนว่ายในวัฏฏสงสาร จึงมีชื่อเรียกว่า ปัญญาวิมุตติ 

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์]
๑. อานิสังสวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรค

เมื่อใด ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา ๑

มีศีล ๑

เป็นพหูสูต ๑

เป็นธรรมกถึก ๑

เข้าไปสู่บริษัท ๑

แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท ๑

ทรงวินัย ๑

ระลึกชาติก่อนได้หลายชาติ คือ ๑ ชาติบ้าง ๒ ชาติบ้าง ฯลฯ ระลึกชาติก่อนได้หลายชาติพร้อมทั้งลักษณะทั่วไป

และชีวประวัติอย่างนี้ ๑

เห็นหมู่สัตว์ ฯลฯ ด้วยตาทิพย์อันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์
รู้ชัดถึงหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ๑

ทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันไม่มีอาสวะ
เพราะอาสวะสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน ๑

เมื่อนั้น ภิกษุจึงชื่อว่า เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น อย่างนี้
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการนี้แล
จึงชื่อว่าเป็นผู้ก่อให้เกิดความเลื่อมใสได้รอบด้าน และเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง

วิชชาสูตรที่ ๑๐ จบ
อานิสังสวรรคที่ ๑ จบ

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. กิมัตถิยสูตร ๒. เจตนากรณียสูตร
๓. ปฐมอุปนิสสูตร ๔. ทุติยอุปนิสสูตร
๕. ตติยอุปนิสสูตร ๖. สมาธิสูตร
๗. สารีปุตตสูตร ๘. ฌานสูตร
๙. สันตวิโมกขสูตร ๑๐. วิชชาสูตร

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า :๑๖ }

กรกฎาคม 2018
พฤ อา
« พ.ค.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: