สมาธิและปัญญา

บางคนสงสัยว่า สมาธิ กับ ปัญญา อันไหนเกิดก่อนกัน

ถ้านำมากล่าวในแง่ของการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์
ปัญญาในที่นี้หมายเอาเฉพาะ วิปัสสนา

ทั้งสมาธิและปัญญา ไม่ว่าอันไหนเกิดก่อน ใช้ได้หมด
คือไม่จำเป็นที่ต้องทำสมาธิให้เกิดก่อน ปัญญาจึงจะเกิด
ใครเริ่มต้นแบบไหน เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยในแต่ละคน

.

สมาธิเกิดก่อนปัญญา ข้อปฏิบัติได้แก่
การเจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
สมาธิเกิดก่อน ปัญญาเกิดทีหลัง

กล่าวคือ การทำกรรมฐานในรูปแบบต่างๆ
เพื่อให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

เป็นการกระทำเพื่อดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติในวัฏสงสาร
ได้แก่ อวิชชา
ภาษาชาวบ้าน มโนกรรม

.

ปัญญาเกิดก่อนสมาธิ ข้อปฏิบัติได้แก่
การเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดทีหลัง

กล่าวคือ เป็นสภาวะของศิล ที่เป็นไปเพื่อสมาธิ
เป็นเรื่องการพยายามหยุดสร้างเหตุนอกตัว
ไม่กระทำกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีก

เป็นการกระทำเพื่อดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
ได้แก่ ตัณหา
ภาษาชาวบ้าน กายกรรม วจีกรรม

.

สมาธิและปัญญา สามารถมีเกิดขึ้นได้พร้อมๆกัน
ได้แก่ การเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่เคียงกันไป

ถ้ากล่าวในแง่ของการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์
หมายถึง การเจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
และการเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
คือ ทำทั้งสองอย่างไปพร้อมๆกัน

.

กับถ้านำมากล่าวโดยลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
ของการเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่เคียงกันไป

หมายถึง สมถะและวิปัสสนา ที่มีเกิดขึ้นขณะเกิด
อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ
กล่าวโดยย่อ เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ

Advertisements

ธัมมานุธัมมปฏิบัติ

18 กพ. 18

การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย
เพื่อคลายกำหนัด
เพื่อดับสนิท
เพื่อสงบระงับ
เพื่อความรู้ยิ่ง
เพื่อตรัสรู้
เพื่อพระนิพพาน โดยส่วนเดียว

.

อนุพุทธสูตร

[๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ภัณฑคาม แคว้นวัชชี
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระผู้มีพระภาคแล้ว
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทั้งเรา ทั้งท่านทั้งหลายได้แล่นไปแล้ว
ได้ท่องเที่ยวไปแล้วสิ้นกาลนานอย่างนี้

เพราะยังไม่รู้แจ้ง ไม่แทงตลอดซึ่งธรรม ๔ ประการ
ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ

ศีลที่เป็นอริยะ ๑
สมาธิที่เป็นอริยะ ๑
ปัญญาที่เป็นอริยะ ๑
และวิมุตติที่เป็นอริยะ ๑

.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้
ศีลที่เป็นอริยะ
สมาธิที่เป็นอริยะ
ปัญญาที่เป็นอริยะ
และวิมุตติที่เป็นอริยะ
อันเราและท่านทั้งหลายได้ตรัสรู้ ได้แทงตลอดแล้ว ถอนตัณหาในภพขึ้นได้แล้ว
ตัณหาอันนำไปสู่ภพสิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีกต่อไป

.
พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้ จบลงแล้ว
จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปว่า

ธรรมเหล่านี้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญาและวิมุตติ
ซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า อันพระโคตม ศาสดาผู้มียศได้ตรัสรู้แล้ว
พระพุทธเจ้าผู้พระศาสดามีจักษุทรงกระทำที่สุดทุกข์
ตรัสรู้พระธรรมแล้ว ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย
พระองค์เสด็จปรินิพพานแล้ว ด้วยประการฉะนี้ ฯ

จบสูตรที่ ๑

สัญญากลายเป็นปัญญา

สัญญา จะกลายเป็นปัญญา
ต่อเมื่อ รู้แจ้งในอริยสัจ ๔

อริยสัจ ๔ เป็นคำตอบของทุกๆคำตอบ

การรู้ จะรู้แบบหยาบ กลาง และละเอียดในที่สุด

.

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความหลุดพ้นเพราะไม่ถือมั่น เพราะรู้ความเกิด
ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ประการ เลิศว่าการบัญญัตินิพพานอันยอดยิ่งในปัจจุบันแห่งสมณพราหมณ์”

สมัยก่อน ตอนที่อ่านเจอพระธรรมคำสอนนี้
ในตอนนั้น เข้าใจว่า หมายถึง การรู้ชัดใน “ผัสสะ”
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง เพียงอย่างเดียว

กล่าวคือ ผัสสะ ที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

เป็นเรื่องของ กรรม(การกระทำ)
และวิบากกรรม(การให้ผลของการกระทำ)

ผลของกรรม ส่งมาให้รับผลในรูปแบบของ ผัสสะ ที่มีเกิดขึ้น
จึงเป็นปัจจัยให้ สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

หากไม่มีเหตุปัจจัยกับสิ่งนั้นๆ(ผัสสะ)
สิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมไม่ส่งผลกระทบทางใจ
สักแต่ว่า เป็นสิ่งที่มีเกิดขึ้นเท่านั้นเอง

.

เพราะความมีเกิดขึ้นที่แตกต่างระหว่าง
ปัญญากับปัญญินทรีย์

สัญญาต่างๆ ได้มีเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จนกระทั่งเจอเรื่อง สอุปาทิเสนิพพานธาตุ
เกี่ยวกับคำว่า อินทรีย์ ๕ ที่ยังไม่บุบสลาย

“ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นพระอรหันตขีณาสพฯลฯ
อารมณ์ทั้งที่พึงใจและไม่พึงใจ ยังเสวยสุขและทุกข์อยู่ เพราะความที่อินทรีย์ ๕ เหล่าใดเป็นธรรมชาติไม่บุบสลาย อินทรีย์ ๕ เหล่านั้นของเธอยังตั้งอยู่นั่นเทียว”

.
เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดการทบทวนสภาวะเดิมๆ ที่เคยมีเกิดขึ้นในอดีต
เกี่ยวกับ กายสักขี หากไม่มีเหตุปัจจัยให้เจโตวิมุติเสื่อม
เมื่ออนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ มีเกิดขึ้นอีกครั้ง
จึงเป็นอุภโตภาควิมุติ โดยอัตโนมัติ

ส่วนอินทรีย์ ๕ เหล่าใดเป็นธรรมชาติไม่บุบสลาย
อินทรีย์ ๕ เหล่านั้นของเธอยังตั้งอยู่นั่นเทียว”
หมายถึง อินทรีย์ ๕ พละ ๕

ที่ไม่บุบสลาย หมายถึง ไม่มีเหตุปัจจัยให้เสื่อม

ไม่ได้หมายถึง อินทรีย์ ๖ (มีชีวิต)

.

[๙๐๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๖ ประการนี้ ๖ ประการเป็นไฉน?
คือ จักขุนทรีย์ ๑ โสตินทรีย์ ๑ ฆานินทรีย์ ๑ ชิวหินทรีย์ ๑ กายินทรีย์ ๑ มนินทรีย์ ๑ อินทรีย์ ๖ ประการนี้แล.

.

จากที่รู้ว่า สอุปาทเสนิพพานธาตุ
พระอรหันขีณาสพ อารมณ์ทั้งที่พึงใจและไม่พึงใจ
ยังเสวยสุขและทุกข์อยู่

นั้นหมายถึง อุภโตภาควิมุติ

.

แม้ปัญญาอริยะ ก็เสื่อมได้
ปัญญาในที่นี้หมายถึง วิปัสสนาญาณ
กล่าวคือ เมื่อเจโตวิมุติเสื่อม วิปัสสนาญาณย่อมเสื่อม

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายผู้เสื่อมจากอริยปัญญา ชื่อว่าเสื่อมสุด สัตว์เหล่านั้นย่อมอยู่เป็นทุกข์ มีความเดือดร้อน มีความคับแค้น มีความเร่าร้อน ในปัจจุบันทีเดียว เมื่อตายไปแล้วพึงหวังได้ทุคติ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายผู้ไม่เสื่อมจากอริยปัญญา ชื่อว่าไม่เสื่อม สัตว์เหล่านั้นย่อมอยู่เป็นสุข ไม่มีความเดือดร้อน ไม่มีความคับแค้น ไม่มีความเร่าร้อน ในปัจจุบันเทียวแล เมื่อตายไปพึงหวังได้สุคติ ฯ”

.

เหตุปัจจัยที่วิปัสสนาญาณเสื่อม
เพราะวิปัสสนาญาณจะมีเกิดขึ้นได้
ต้องอาศัยกำลังสมาธิจากสมถะ(สัมมาสมาธิ)

.

แต่มีปัญญาชนิดหนึ่ง ที่มีเกิดขึ้นแล้ว แจ้งแล้วด้วยตนเอง
ที่ไม่มีวันเสื่อม ได้แก่ ปัญญินทรีย์ ชำแรกกิเลส
ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ คือ อริยสัจ ๔

.
ต่อมา มีเหตุปัจจัยให้เจอรายละเอียดเพิ่มขึ้น
จาก ปัญญินทรีย์ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ

[๘๖๓] ก็ปัญญินทรีย์เป็นไฉน?
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปัญญา
ประกอบด้วยปัญญาเครื่องกำหนดความเกิดความดับ อันประเสริฐ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ นี้เรียกว่า ปัญญินทรีย์

หมายถึง อริยสัจ ๔
เป็นเหตุปัจจัยให้ความไม่ประมาทในผัสสายตนะ ๖

ตรงนี้เขียนไว้บ่อย
อริยสัจ ๔ กับ ผัสสะ(สมุทัย ตัณหา)
อริยสัจ ๔ กับ ปฏิจจสมุปบาท(สมุทัย อวิชชา)

.

เมื่อรู้ชัดในเรื่องกรรม และวิบากกรรม
และเหตุปัจจัยที่ทำให้เจโตวิมุติเสื่อม
บุคคลนั้น ย่อมสันโดษ มักน้อย
ไม่ประกอบการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ

แรกๆ สำรวม สังวร ระวังในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
พยายามละ โดยต้องใช้เรี่ยวแรง
ในการอดทน อดกลั้น กดข่มใจ

ใช้ความพยายามน้อยลง
กระทบ รู้ชัด”จิตเห็นจิต” โดยอัตโนมัติ
ความรู้สึกมีเกิดขึ้นในใจพอประมาณ

จนกระทั่งไม่ต้องใช้เรี่ยวแรง
กระทบ ดับ กระทบ ดับ

จะดับด้วยกำลังของสมาธิที่มีเกิดขึ้น
หรือดับด้วยเหตุปัจจัยใดก็ตาม
ไม่มีการให้ค่าให้ความหมาย
แค่รู้ว่ามีเกิดขึ้น

เพราะสภาวะเหล่านี้
เคยพบเจอมาหมดแล้ว

.

ท้ายที่สุดนี้

“ความหลุดพ้นเพราะไม่ถือมั่น เพราะรู้ความเกิด ความดับ คุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ประการ”

ตรงนี้ไม่ใช่แค่การรู้ชัด “ผัสสะ” เพียงอย่างเดียว

.

โดยดูจาก

“อุบายเครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ประการ”

หมายถึง ปัญญินทรีย์ อริยสัจ ๔ มรรค มีองค์ ๘

.

กล่าวโดยย่อ

ปัญญา หมายถึง ไตรลักษณ์
ใช้ปราบความเห็นผิด ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕
และการหลุดพ้นจากอุปทานขันธ์ ๕ เพราะเห็นด้วยปัญญา

รู้โดยตามลำดับ ละโดยตามลำดับ
อนิจจัง อนิจจานุปัสสนา อนิมิตตวิโมกข์
ทุกขัง ทุกขานุปัสสนา อัปณิหิตวิโมกข์
อนัตตา อนัตตานุปัสสนา สุญญตวิโมกข์

.

ปัญญินทรีย์ อริยสัจ ๔ เป็นข้อปฏิบัติ
ได้แก่ มรรคมีองค์ ๘

๑. สัมมาทิฏฐิ
๒. สัมมาสังกัปปะ
๓. สัมมาวาจา
๔. สัมมากัมมันตะ
๕. สัมมาอาชีวะ
๖. สัมมาวายามะ
๗. สัมมาสติ
๘. สัมมาสมาธิ

ได้แก่ การเจริญสมถะและวิปัสสนา

.

สภาวะเหล่านี้ ถึงจะเป็นเพียงสภาวะสัญญา
แต่รู้ไว้บ้างก็ดี จะได้ไม่ประมาท

สำหรับผู้ที่มีสมาธิมาก
เมื่อมีเหตุปัจจัยให้จิตเสื่อม สมาธิเสื่อมหายไปหมดสิ้น
จะได้ไม่กล่าวโทษนอกตัว ควรแก้ที่ตัวเอง
หากไม่มีการคลุกคลีด้วยหมูคณะ
การถ่ายเทสมาธิ ย่อมไม่สามารถมีเกิดขึ้นได้
แก้ให้ถูกจุด แก้ที่ตัวเอง การกระทำของตัวเอง

เหตุมี ผลย่อมมี
เหตุไม่มี ผลจะมาจากไหน

.

“ความไม่ประมาทในผัสสายตนะ ๖”

ปัญญินทรีย์และปัญญาวิมุติ

27 มค. 61

หลังซ่อมโซฟาเสร็จ รู้ชัดจิตที่ตั้งมั่นเป็นสมาธิอยู่
ระหว่างนั้น ก็ไม่ได้มีความนึกคิดในเรื่องใด

อ่านเจอเรื่อง ศิล ที่เป็นไทจากตัณหา
ที่มีกลุ่มคนนำมาสนทนากัน

.
ทำให้จิตคิดพิจรณาเรื่อง ปัญญาวิมุติ

พิจรณาไปมา โยงไปหา เพราะเห็นด้วยปัญญา

โยงไปสู่ ปัญญิทรีย์

.
เจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติ
เกิดจากความต่างแห่งอินทรีย์(อินทรีย์ ๕ พละ๕)

.
ซึ่งเคยเขียนค้างไว้ในเดือนธันวาคม ๒๕๖๐
เกี่ยวกับปัญญินทรีย์และอาสวะ(บางเหล่าและทั้งหลาย)
ของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา

เป็นคนละตัว คนละสภาวะกัน

.

.

ซึ่งแยกแยะรายละเอียดได้ดังนี้

คำว่า เพราะเห็นด้วยปัญญา หมายถึง ไตรลักษณ์
อนิจจัง(ไม่เที่ยง)
ทุกขัง(เป็นทุกข์)
อนัตตา(เป็นอนัตตา)

.

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
จักษุเป็นของไม่เที่ยง
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา

สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นท่านทั้งหลาย
พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า
นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา

หูเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ
จมูกเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ
ลิ้นเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ
กายเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ
ใจเป็นของไม่เที่ยง
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา
สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นท่านทั้งหลาย
พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า
นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา

.

เมื่อมีเกิดขึ้นเนืองๆ
อนิจจานุปัสสนา
ทุกขานุปัสสนา
อนัตตานุปัสสนา

ผล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุ
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในหู
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจมูก
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในลิ้น
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกาย
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในใจ
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด
เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น
เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว
รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ.

.

.

๑. มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต
กล่าวคือ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(กามภพ)

.

๒. มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในรูปฌาน อรูปฌาน
กล่าวคือ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(รูปภพ อรูปภพ)

.

๓. มีเกิดขึ้นขณะเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย

หากยังไม่ทำกาละ
เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของสภาวะ
อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

สุญญตวิโมกข์
อนิมิตตวิโมกข์
อัปปณิหิตวิโมกข์

ปัจจเวกขณญาณ

ครั้งที่ ๑. แจ้งแทงตลอดด้วยตนเองใน ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
ผัสสะ กับ อริยสัจ ๔

ครั้งที่ ๒. แจ้งแทงตลอดด้วยตนเองใน อวิชชา สังขาร วิญญาณ
ปฏิจจสมุปทาท กับ อริยสัจ ๔

.

.

ปัญญิทรีย์ การรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔
เกิดที่หลังสภาวะ เพราะเห็นด้วยปัญญา(ไตรลักษณ์)

 

 

 

28 มค. 61

ตอนแรก สับสนเหมือนกันนะ
ระหว่าง ปัญญาวิมุติและปัญญินทรีย์

ที่เคยเขียนๆไปแล้ว ก็สัแต่ว่าเขียน
แต่ยังมีความไม่แน่ใจ แค่เขียนตามสภาวะสัญญาที่มีเกิดขึ้น

เมื่อคืนดึกแล้ว พยายามกำหนดจิตให้ดิ่ง ยังไงก็ไม่ดิ่ง
จิตยังคงเป็นสมาธิพอประมาณ

เมื่อเป็นแบบนี้ นอนกำหนดรู้ไป
มีสัญญาเรื่องสมถะและวิปัสสนา
เจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติเกิดขึ้น

ลุกเข้าห้องน้ำ นั่งเขียนในห้องน้ำ
เช้ามาลองหาตามที่เขียนออกมา
เจอพระสูตรเรื่องสมถะ และวิปัสสนา
ส่วนปัญญินทรีย์ เป็นเรื่องของอินทรีย์ ๕ พละ ๕
คนละสภาวะกับปัญญาวิมุติ

และถ้าไม่เจอพระสูตรเรื่องบุคคล ๗ จำพวก
ว่าด้วยความไม่ประมาทในผัสสะ ๖

ในพระสูตรนี้ มีเขียนไว้ตามลำดับ
ตั้งแต่สัทธานุสารี ธัมมานุสารี
ซึ่งมีเรื่องของอินทรีย์ ๕ พละ ๕ มาเกี่ยวข้อง

จึงทำให้เกิดความมั่นใจมากขึ้นว่า
“อาสวะบางส่วนและทั้งหมดที่สิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา”

หมายถึง การละความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

มีด้วยกัน ๓ ขณะ

๑. มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(กามภพ)

ได้แก่ ศิลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ

ข้อปฏิบัติ
เจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
วิปัสสนาเกิดก่อน สมถะเกิดที่หลัง

.

มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในรูปฌาน,อรูปฌาน
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(รูปภพ,อรูปภพ)

ได้แก่ สัมมาสมาธิ

ข้อปฏิบัติ
เจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง

.

๓. เป็นสภาวะที่มีเกิดขึ้นขณะเกิด อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

ข้อปฏิบัติ
เจริญสมถะและวิปัสสนาเคียงคู่กันไป

สุญญตวิโมกข์
อนิมิตตวิโมกข์
อัปปณิหิตวิโมกข์

.

.

ปัญญาวิมุติ เป็นเรื่องของวิปัสสนา
ที่มีเกิดขึ้นใน อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ
สุญญตวิโมกข์
อนิมิตตวิโมกข์
อัปปณิหิตวิโมกข์
เป็นเหตุปัจจัยให้ละอวิชชา
ได้แก่ ความไม่รู้ในอริยสัจ ๔

.

[๒๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่าง เป็นไปในส่วนแห่งวิชชา
ธรรม ๒ อย่าง เป็นไฉน
คือ สมถะ ๑ วิปัสสนา ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สมถะที่ภิกษุเจริญแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมอบรมจิต
จิตที่อบรมแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมละราคะได้

วิปัสสนาที่อบรมแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมอบรมปัญญา
ปัญญาที่อบรมแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไรย่อมละอวิชชาได้ ฯ

[๒๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่เศร้าหมองด้วยราคะ ย่อมไม่หลุดพ้น
หรือปัญญาที่เศร้าหมองด้วยอวิชชา ย่อมไม่เจริญด้วยประการฉะนี้แล

 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เพราะสำรอกราคะได้ จึงชื่อว่าเจโตวิมุติ
เพราะสำรอกอวิชชาได้ จึงชื่อว่าปัญญาวิมุติ ฯ

– ฉบับหลวง ๒๐/๕๘/๒๗๕-๖.

หมายเหตุ;

“เพราะสำรอกราคะได้ จึงชื่อว่าเจโตวิมุติ”

“ย่อมราคะได้”
กามราคะ ความกำหนัดยินดี ความติดข้องในผัสสายตนะ ๖
รูปราคะ ความกำหนัดยินดี ความติดข้องในรูปฌาน
อรูปราคะ ความกำหนัดยินดี ความติดข้องในอรูปฌาน

หรือจะใช้ตัณหาก็ได้ ความหมายเดียวกัน

.
เพราะสำรอกอวิชชาได้ จึงชื่อว่าปัญญาวิมุติ ฯ
“ย่อมละอวิชชาได้”
ความไม่รู้ในอริยสัจ ๔

.

อวิชชาสูตร
ว่าด้วยอวิชชา

[๑๖๙๔] ภิกษุนั้นนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว
ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า อวิชชาๆ ดังนี้
อวิชชาเป็นไฉน และด้วยเหตุเพียงเท่าไร
บุคคลจึงจะชื่อว่าตกอยู่ในอวิชชา?

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ
ความไม่รู้ในทุกข์
ในเหตุให้เกิดทุกข์
ในความดับทุกข์
ในทางที่จะให้ถึงความดับทุกข์
นี้เรียกว่าอวิชชา

และด้วยเหตุเพียงเท่านี้
บุคคลย่อมชื่อว่าตกอยู่ในอวิชชา

ดูกรภิกษุ เพราะฉะนั้นแหละ เธอพึงกระทำความเพียร
เพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.
จบ สูตรที่ ๗

 

 

29 มค. 61

คำว่า “เพราะสำรอกราคะได้ จึงชื่อว่าเจโตวิมุติ”

“ย่อมราคะได้”
กามราคะ ความกำหนัดยินดี ความติดข้องในผัสสายตนะ ๖
รูปราคะ ความกำหนัดยินดี ความติดข้องในรูปฌาน
อรูปราคะ ความกำหนัดยินดี ความติดข้องในอรูปฌาน

หรือจะใช้ตัณหาก็ได้ ความหมายเดียวกัน

.

สามารถรู้ชัดได้ด้วยกัน ๓ ขณะ

๑. ที่มีเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(กามภพ)

ได้แก่ ศิล ที่เป็นไปเพื่อสมาธิ

ข้อปฏิบัติ
เจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น

[๕๓๗] ภิกษุนั้นย่อมเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอย่างไร ฯ

วิปัสสนา ด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น
โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง
โดยความเป็นทุกข์
โดยความเป็นอนัตตา

ความที่จิตมีการปล่อยธรรมทั้งหลาย
ที่เกิดในวิปัสสนานั้นเป็นอารมณ์

เพราะความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ
ด้วยประการดังนี้ วิปัสสนาจึงมีก่อน สมถะมีภายหลัง

เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า
เจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น ฯ

อีกประการหนึ่ง ภิกษุเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
เมื่อภิกษุนั้นเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิดขึ้น

ภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่
ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

.

ความที่จิตมีการปล่อยธรรมทั้งหลาย ที่เกิดในวิปัสสนานั้นเป็นอารมณ์
เพราะความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ

สมาธิที่มีเกิดขึ้น จากจิตที่ปล่อยวางจากผัสสะ
มีชื่อเรียกตามความรู้ชัดในสภาวะนั้นๆ

จิตที่เกิดการปล่อยวางจากผัสสะ เพราะรู้ชัดในทุกขัง
สมาธิที่มีเกิดขึ้น มีชื่อว่า อัปปณิหิตสมาธิ ๑

.

ภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่
ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

หมายเหตุ;

“ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป”
ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕

.

.

๒. มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ(สัมมาสมาธิ)
ในรูปฌานและอรูปฌาน

ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(รูปภพ,อรูปภพ)

ข้อปฏิบัติ
เจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
สมถะเกิดก่อน วิปัสสนาเกิดที่หลัง

๕๓๕] ภิกษุเจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้นอย่างไร ฯ
ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน
ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะเป็นสมาธิ

วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้น
โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง
โดยความเป็นทุกข์
โดยความเป็นอนัตตา

ด้วยประการดังนี้ สมถะจึงมีก่อน วิปัสสนามีภายหลัง
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น ฯ

.

ยกตย. ในการปฏิบัติเช่น
ขณะทำกรรมฐาน เกิดทุกขเวทนากล้า
ตั้งจิตไว้อย่างเดียวว่า ตายเป็นตาย ไม่ขอลุก
แล้วเกิดสภาวะ กายแตก กายระเบิด ประมาณนี้
นี่คือ การรู้ชัดในทุกขัง แล้วไม่กระทำตามตัณหา
ตัณหาไม่สามารถครอบงำได้

รู้ชัดในทุกขัง ที่มีเกิดขึ้นเนืองๆ(ทุกขานุปัสสนา)
จนกระทั่งจิตเกิดการปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕
เวทนา สักแต่ว่าเวทนา ซ่า แล้วดับหายไป
กายและจิตแยกจากกัน
มีเพียงสองสิ่งที่มีเกิดขึ้น
สิ่งที่เกิดขึ้น(เวทนา) กับใจที่รู้อยู่
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

.

.

๓. มีเกิดขึ้นขณะ เจริญสมถะและวิปัสสนาคู่เคียงกันเป็นไป

อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ ที่มีเกิดขึ้น
กล่าวคือ ความหลุดพ้นจากตัณหา
ได้แก่ อัปปณิหิตวิโมกข์

.

จึงเป็นที่มาของ

ขณะที่วุฏฐาคามินีวิปัสสนาที่กำลังดำเนินไปอยู่
เกิดทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัสจนเหลือจะทน ในที่สุดก็ดับไป
ลักษณาการอย่างนี้เรียกว่า อัปปณิหิตวิโมกข์ คือ ดับทางทุกขัง

ถ้าวุฏฐาคามินีวิปัสสนา เห็นแจ้งชัดในความเป็นทุกข์
มรรคนั้นชื่อ อัปปณิหิตวิโมกข์

.

.

เจโตวิมุติ สำรอกราคะ(ตัณหา)

ปัญญาวิมุติ สำรอกอวิชชา

จริงอยู่ ปัญญาวิมุติ เป็นเรื่องของ ไตรลักษณ์
จะละอาสวะได้ เพราะไตรลักษณ์ที่มีเกิดขึ้น

แต่ปัญญาวิมุติ จะสมบูรณ์ได้
ปัญญินทรีย์ ต้องสมบูรณ์
กล่าวคือ รู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔ ด้วยตนเอง
จึงชื่อว่า เป็นผู้ไม่ประมาท

” ความไม่ประมาทในผัสสายตนะ ๖”

.

“กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี”
หมายถึง กิจในอริยสัจ

.

มรรคมีองค์ ๘ มีทั้งสมถะและวิปัสสนา
เพียงแต่ สมถะเกิดก่อน หรือวิปัสสนาเกิดก่อนเท่านั้นเอง

จะสมถะเกิดก่อนวิปัสสนา หรือวิปัสสนาเกิดก่อนสมถะ
ข้อปฏิบัติแบบไหน เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยของผู้นั้น

การเจริญสมถะล้วนๆ จึงเป็นเพียงวาทะของผู้ไม่รู้
การเจริญวิปัสสนาล้วนๆ จึงเป็นเพียงวาทะของผู้ไม่รู้
ไม่ใช่เรื่องถูก ผิด แต่เป็นเหตุปัจจัยจากความไม่รู้ที่มีอยู่ของผู้พูด

“ปฏิทาวรรค”

 

 

หลายปีที่ผ่านมา
การขีดเขียนสภาวะสัญญาอย่างต่อเนื่อง

โดยการนำผลของการทำความเพียรของตนเอง
และสภาวะต่างๆ ที่มีเกิดขึ้น ขณะทำความเพียร
มาเทียบเคียงกับสภาวะสัญญาต่างๆ ที่มีเกิดขึ้น

ประกอบกับภายหลัง ได้มีการศึกษาพระธรรมคำสอน
ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้ เป็นหลัก

จึงพอจะสรุปได้คร่าวๆดังนี้

คำสอนเป็นอันมาก ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนสาวก
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา
ได้แก่ ผัสสายตนะ ๖

เพื่อให้ผู้ปฏิบัติ
ถ่ายถอนอุปทานขันธ์ ๕ ที่มีอยู่

ถ้าไม่มีอุปทานขันธ์ ๕ เกิดขึ้น
สังโยชน์กิเลสต่างๆ ย่อมไม่สามารถมีเกิดขึ้นได้

.

สำหรับอาสวะหรือกิเลส
พระองค์ไม่ได้ตรัสสอนให้ไปจ้องดู
หรือทำการสอบอารมณ์ตัวเองเพื่อจะรู้ว่า
กิเลสตัวไหนมีหรือไม่มี มีมากหรือน้อยแค่ไหน
เพื่อให้ความสำคัญเรื่อง โสดา สกิทาคา อนาคามี อรหันต์

พระองค์ทรงตรัสสอนไว้ว่า

ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนรอยนิ้วมือ หรือรอยนิ้วหัวแม่มือ
ย่อมปรากฏอยู่ที่ด้ามเครื่องมือของพวกช่างไม้
หรือลูกมือของพวกช่างไม้

แต่เขาก็ไม่มีความรู้ว่า ด้ามเครื่องมือของเรา
วันนี้สึกไปเท่านี้ วานนี้สึกไปเท่านี้ วันอื่นๆ สึกไปเท่านี้ๆ
คงรู้แต่ว่ามันสึกไปๆเท่านั้น, นี้ฉันใด;

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุตามประกอบภาวนาอยู่ ก็ไม่รู้อย่างนี้ว่า
วันนี้ อาสวะของเราสิ้นไปเท่านี้ วานนี้สิ้นไปเท่านี้ วันอื่นๆ สิ้นไปเท่านี้ๆ
รู้แต่เพียงว่า สิ้นไปในเมื่อมันสิ้นไปๆ เท่านั้น, ฉันใดก็ฉันนั้น.
– สตฺตก. อํ. ๒๓ / ๑๒๘ / ๖๘.

.

บางคนอ่านแล้วแล้วจะงง
เมื่อนำไปเทียบเคียงเรื่องสติปัฏฐาน ๔
ตรงนั้นเป็นเรื่องของ สติ สัมปชัญญะ สมาธิ
เป็นเหตุปัจจัยให้ จิตเห็นจิตแจ่มแจ้ง
กล่าวคือ รู้ชัดในกิเลสที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

รู้เป็นปกติ รู้เป็นธรรมชาติ
ไม่ใช่เรื่องของโสดา สกิทาคา อนาคามี อรหันต์

.

หัวใจพระธรรมคำสอน “อริยสัจ ๔”
ทำไมต้องเป็นอริยสัจ ๔

อริยสัจ ๔ เป็นเรื่องของปัญญินทรีย์
ผู้ที่รู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง
ต้องรู้ชัดใน มรรค ผล นิพพาน ที่มีเกิดขึ้นด้วยตนเอง
ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับหรือจากการทำนายทายทักของใครๆ

อริยสัจ ๔ สมุทัย
ที่เป็นเหตุปัจจัยให้เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ ได้แก่ อวิชชา

กล่าวโดยย่อ อวิชชา สังขาร วิญญาณ

.

อริยสัจ ๔ สมุทัย
ที่เป็นเหตุปัจจัยให้ทุกข์ สุข มีเกิดขึ้นในชีวิต ได้แก่ ตัณหา

กล่าวโดยย่อ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
กามภพ รูปภพ อรูปภพ

.

ข้อปฏิบัติเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์
ได้แก่ มรรคมีองค์ ๘

.
รายละเอียดข้อปฏิบัติเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์

ได้แก่ วิธีการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์
ปฏิทาวรรค (ปฏิทา ๔)

 

 

 

ปัญญินทรีย์

26 พ.ย. 2017

[๘๖๙] ก็ปัญญินทรีย์เป็นไฉน?
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปัญญา
ประกอบด้วยปัญญาเครื่องกำหนดความเกิดความดับ อันประเสริฐ
ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ

 

อริยสาวกนั้นย่อมรู้ตามความเป็นจริงว่า
นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
นี้เรียกว่า ปัญญินทรีย์

 

หมายเหตุ;

ปัญญินทรีย์ มีเพียงอย่างเดียว
ได้แก่ อริยสัจ ๔

 

19 ธ.ค. 2017

ปัญญินทรีย์ กับ อาสวะ(บางเหล่าและทั้งหลาย)
ของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา

เป็นคนละตัว คนละสภาวะกัน

 

19 ธ.ค. 2017

ปฏิบัติที่เรียกว่า ลำบาก
และปฏิบัติที่เรียกว่า สบาย
ล้วนเป็นเรื่องของความรู้สึกที่มีเกิดขึ้นทางใจล้วนๆ

ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ปฏิบัติลำบากทั้งรู้ได้ช้า ๑
ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ปฏิบัติลำบากแต่รู้ได้เร็ว ๑

ข้อปฏิบัติ ได้แก่ การเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
(วิปัสสนา/ไตรลักษณ์เกิดก่อน สมถะ/สัมมาสมาธิ เกิดทีหลัง)

สุขาปฏิปทาทันธาภิญญา ปฏิบัติสะดวกแต่รู้ได้ช้า ๑
สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ปฏิบัติสะดวกทั้งรู้ได้เร็ว ๑

ข้อปฏิบัติได้แก่ การเจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น
(สมถะ/สัมมาสมาธิ เกิดก่อน วิปัสสนา/ไตรลักษณ์เกิดทีหลัง)

ทั้งสุขาและทุกขาปฏิปทา จะรู้ช้าหรือรู้เร็ว
เป็นเรื่องของอินทรีย์ ๕ ตัวแปรของสภาวะทั้งหมด คือ ปัญญินทรีย์

กล่าวคือ ถึงแม้จะมี อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณเกิดขึ้นแล้ว
แต่ปัญญินทรีย์อ่อน ได้แก่ การรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔ มีเกิดขึ้นช้า

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ เป็นเหตุปัจจัยให้
ไม่รู้ชัดวิธีการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์
(รู้แค่เปลือก ไม่รู้ถึงที่สุด)
จึงชื่อว่า ปฏิบัติลำบากและปฏิบัติสะดวก แต่รู้ได้ช้า
การแจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔ จะมีเกิดขึ้นได้ ต้องแจ้งใน นิพพาน
ในแง่ของการนำมากระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์(ดับเหตุปัจจัยของการเกิด)

เมื่อแจ้งในนิพพาน ตามความเป็นจริง
ที่สามารถนำมากระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ได้

เป็นเหตุปัจจัยให้แจ้งใน ผัสสะและอริยสัจ ๔
และเป็นเหตุปัจจัยให้แจ้งใน ปฏิจจสมุปบาทและอริยสัจ ๔ ในที่สุด

หัวใจพระธรรมคำสอน ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้
ทุกข์
เหตุแห่งทุกข์
ความดับทุกข์
ทางให้ถึงความดับทุกข์

พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ทรงตรัสรู้อริยสัจ ๔

 

27 ม.ค. 2018

ปัญญินทรีย์ กับ อาสวะ(บางเหล่าและทั้งหลาย)ของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา
เป็นคนละตัว คนละสภาวะกัน

แต่อาสวะบางเหล่าหรือทั้งหลายของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา
คำว่า เพราะเห็นด้วยปัญญา หมายถึง ไตรลักษณ์

อนิจจัง(ไม่เที่ยง)
ทุกขัง(เป็นทุกข์)
อนัตตา(เป็นอนัตตา)

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
จักษุเป็นของไม่เที่ยง
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา

สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นท่านทั้งหลาย
พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า
นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา

หูเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ
จมูกเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ
ลิ้นเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ
กายเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ
ใจเป็นของไม่เที่ยง
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา
สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นท่านทั้งหลาย
พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า
นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา

เมื่อมีเกิดขึ้นเนืองๆ
อนิจจานุปัสสนา
ทุกขานุปัสสนา
อนัตตานุปัสสนา

ผล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุ
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในหู
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจมูก
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในลิ้น
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกาย
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในใจ
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด
เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น
เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว
รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ.

๑. มีเกิดขึ้น ขณะดำเนินชีวิต
กล่าวคือ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(กามภพ)
เป็นการละอุปทานขันธ์ ๕ อย่างหยาบ
๒. มีเกิดขึ้น ขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในรูปฌาน อรูปฌาน
กล่าวคือ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(รูปภพ อรูปภพ)
เป็นการละอุปทานขันธ์ ๕ อย่างกลาง

๓. มีเกิดขึ้นขณะเกิดสภาวะจิตดวงสุดท้าย
หากยังไม่ทำกาละ
เป็นลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของสภาวะ
อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณ

สุญญตวิโมกข์
อนิมิตตวิโมกข์
อัปปณิหิตวิโมกข์
เป็นการละอุปทานขันธ์ ๕ อย่างละเอียด

ปัจจเวกขณญาณ

ครั้งที่ ๑. แจ้งแทงตลอดด้วยตนเองใน ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
ผัสสะ กับ อริยสัจ ๔

ครั้งที่ ๒. แจ้งแทงตลอดด้วยตนเองใน อวิชชา สังขาร วิญญาณ
ปฏิจจสมุปทาท กับ อริยสัจ ๔

ปัญญินทรีย์ การรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔
เกิดที่หลังสภาวะ อาสวะบางเหล่าหรือทั้งหลายของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา(ไตรลักษณ์)

 

 

อาสวะทั้งหลายสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา

และคำว่า “อาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป
เพราะเห็นด้วยปัญญา

.

เพราะเห็นด้วยปัญญา ในที่นี้ หมายถึง ไตรลักษณ์

อนิจจัง
ทุกขัง
อนัตตา

๑. มีเกิดขึ้นจาก การกำหนดรู้ใน
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(กามภพ)
ที่มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิต
เป็นการละอุปทานขันธ์ ๕ ที่มีอยู่
เป็นสภาวะของ ศิล ที่เป็นไปเพื่อสมาธิ

๒. มีเกิดขึ้นจาก การกำหนดรู้ใน
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ(รูปภพ อรูปภพ)
ที่มีเกิดขึ้นขณะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในรูปฌาน อรูปฌาน
เป็นการละอุปทานขันธ์ ๕ ที่มีอยู่
เป็นสภาวะของ สมถะ ที่เป็นสัมมาสมาธิ

.

 

มีเกิดขึ้นเนืองๆ

อนิจจานุปัสสนา
ทุกขานุปัสสนา
อนัตตานุปัสสนา

 
อนิมิตวิโมกข์
อัปปณิหิตวิโมกข์
สุญญตวิโมกข์

มีเกิดขึ้นเฉพาะในสภาวะจิตดวงสุดท้าย(อนุโลมญาณ)
หากยังไม่ทำกาละ เป็นลักษณะอาการหลุดพ้นจากอุปทานขันธ์ ๕
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

หรือที่เรียกว่า มรรคญาณ

กล่าวคือ เมื่อมรรคญาณเกิด
ผลญาณย่อมมีเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

 

 

ศิล สมาธิ ปัญญา

นิสสายวรรคที่ ๑
๑. กิมัตถิยสูตร
[๒๐๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี
ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ศีลที่เป็นกุศลมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอานนท์ศีลที่เป็นกุศล มีความไม่เดือดร้อนเป็นผล
มีความไม่เดือดร้อนเป็นอานิสงส์ ฯ

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความไม่เดือดร้อนมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ
พ. ดูกรอานนท์ ก็ความไม่เดือดร้อนมีความปราโมทย์เป็นผล มีความปราโมทย์เป็นอานิสงส์ ฯ

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ความปราโมทย์มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ
พ. ดูกรอานนท์ ความปราโมทย์มีปีติเป็นผล มีปีติเป็นอานิสงส์

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปีติมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ
พ. ดูกรอานนท์ ปีติมีปัสสัทธิเป็นผล มีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์ ฯ

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปัสสัทธิมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์
พ. ดูกรอานนท์ ปัสสัทธิมีสุขเป็นผล มีสุขเป็นอานิสงส์ ฯ

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็สุขมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ
พ. ดูกรอานนท์ สุขมีสมาธิเป็นผล มีสมาธิเป็นอานิสงส์ ฯ

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็สมาธิมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ
พ. ดูกรอานนท์ สมาธิมียถาภูตญาณทัสนะเป็นผล มียถาภูตญาณทัสนะเป็นอานิสงส์ ฯ

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ยถาภูตญาณทัสนะมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ
พ. ดูกรอานนท์ ยถาภูตญาณทัสนะมีนิพพิทาเป็นผล มีนิพพิทาเป็นอานิสงส์ ฯ

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็นิพพิทามีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ
พ. ดูกรอานนท์ นิพพิทามีวิราคะเป็นผล มีวิราคะเป็นอานิสงส์ ฯ

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็วิราคะมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ
พ. ดูกรอานนท์ วิราคะมีวิมุตติญาณทัสนะเป็นผล มีวิมุตติญาณทัสนะเป็นอานิสงส์

ดูกรอานนท์ ศีลที่เป็นกุศลมีความไม่เดือดร้อนเป็นผล มีความไม่เดือดร้อนเป็นอานิสงส์
ความไม่เดือดร้อน มีความปราโมทย์เป็นผล มีความปราโมทย์เป็นอานิสงส์
ความปราโมทย์ มีปีติเป็นผล มีปีติเป็นอานิสงส์
ปีติมีปัสสัทธิเป็นผล มีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์
ปัสสัทธิมีสุขเป็นผล มีสุขเป็นอานิสงส์
สุขมีสมาธิเป็นผล มีสมาธิเป็นอานิสงส์
สมาธิมียถาภูตญาณทัสนะเป็นผล มียถาภูตญาณทัสนะเป็นอานิสงส์
ยถาภูตญาณทัสนะมีนิพพิทาเป็นผล มีนิพพิทาเป็นอานิสงส์
นิพพิทามี วิราคะเป็นผล มีวิราคะเป็นอานิสงส์
วิราคะมีวิมุตติญาณทัสนะเป็นผล มีวิมุตติญาณทัสนะเป็นอานิสงส์ด้วยประการดังนี้แล

ดูกรอานนท์ ศีลที่เป็นกุศลย่อม ยังความเป็นพระอรหันต์
ให้บริบูรณ์โดยลำดับ ด้วยประการดังนี้แล ฯ

จบสูตรที่ ๑

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=24&A=7521&Z=7566

สัญญา ปัญญา วิญญาณ

๑๖ กค.

วลัยพรคงสร้างเหตุมาเยอะ เจอเจอะไรสารพัด ยังดีที่ยังมีของเก่าสะสมติดตัวมาในชาตินี้

การที่จะรู้ชัดสภาพธรรมต่างๆ ที่มีปรากฏอยู่ในพระธรรมคำสอน

ในการดำเนินชีวิต สิ่งที่พบผ่านมา ประมาณว่า เจอแต่ความทุกข์ ทุกข์จนไม่มีที่จะอยู่ ทุกข์ขนาดแบบคนโบราณพูดไว้ว่า เข็ดจนขี้เยี่ยวแตก เพราะความทุกข์ตัวเดียวแท้ๆ จึงทำให้เข็ดขยาด

การทำความเพียรในช่วงต้นๆ จึงเป็นยอมตาย ยอมมอบกายถวายชีวิต ตายเป็นตาย นี่แหละ เพราะความทุกข์ บีบคั้นตัวเดียวแท้ๆ จึงก่อให้เกิดการทำความเพียร ทำทั้งๆที่ น้ำตานองหน้า มันทุกข์ขนาดนั้นเลย

เพราะความเข็ดขยาด จึงไม่หลงไปกับความมี ความเป็น ความได้อะไรๆในสมมุติ มันไม่เอาเลย

ที่ไม่เอา เพราะไม่อยากทุกข์ ที่คิดว่ามี คิดว่าเป็น ไม่ได้ช่วยทำให้พ้นทุกข์

เป็นโสดาบัน เป็นสกิทาคา เป็นอนาคามี ล้วนยังมีเหตุให้ต้องเกิด แล้วจะเป็นไปทำไม

เพราะเหตุนี้ ความหลงในความมี ความเป็นอะไรๆในสมุตติ จึงไม่มีกำลังมากพอ ที่จะครอบงำได้ คลาดแคล้วจากอุปกิเลสต่างๆมาได้ เพราะใจที่ละจากความมี ความเป็นนี่แหละ

อุปกิเลสต่อมา เจออีก สภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นขณะจิตเป็นสมาธิ เกี่ยวกับความดับต่างๆ ที่ไม่ติดอุปกิเลสตรงนี้ เพราะใจไม่น้อมเข้าสู่ ความมี ความเป็นอะไรๆ แค่รู้ว่า มีเกิดขึ้นได้ เพราะกำลังของสมาธิ ที่รู้ชัด เพราะกำลังของสติ สัมปชัญญะ จึงไม่ถูกความหลงครอบงำเพราะเหตุนี้

อุปกิเลสต่อมา เจอสภาพธรรมบางอย่าง ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ เจอลักษณะอาการที่เหมือนกำลังจะหมดลมหายใจ กำลังจะขาดใจตายประมาณนั้น ชั่วขณะนั้น ใจมันระลึกว่า ตายก็ตายไปเลย จะได้ไม่ต้องเจอทุกข์อีก

พอคิดแบบนั้น มันเหมือนมีอะไรบางอย่าง เป็นแรงดูดมหาศาล ผ่านช่องทางบางอย่าง พอผลุบออกมา ความรู้สึกแรกคือ เหมือนเด็กแรกเกิด ที่คลอดจากแม่ ความรู้สึกเป็นแบบนั้นเลย

หลังจากนั้นมา มีคิดพิจรณาเนืองๆ ความตาย อยู่แค่ปลายจูกนี่เอง หากไม่มีความถือมั่นสิ่งใดอยู่ มันก็ไปอย่างสบาย ไม่อึดอัด ไม่ทรมาณ พอรู้ชัดแบบนี้แล้ว ไม่กลัวตาย

ที่ไม่ติดอุปกิเลสตรงนี้ เพราะใจไม่น้อมเข้าสู่ความมี ความเป็น

ต่อมาภายหลัง จึงรู้ว่า ที่ไม่หลงสภาพธรรมต่างๆที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ เนื่องจาก ใจที่ไม่น้อมเข้าสู่ ความมี ความเป็น ตามคำเรียกต่างๆ

ต่อมา มักมีคำเรียกต่างๆ ที่เป็นพระธรรมคำสอน มีปรากฏขึ้นเป็นระยะๆ แรกๆหลงเหมือนกัน ตอนที่เจอพระธรรมคำสอน เกี่ยวกับคำเรียกนั้นๆ ยึดมั่นเลยนะ คิดว่าจะต้องเป็นแบบที่อ่านเจอ

ที่ไหนได้ มันมีเหตุให้เจอพระธรรมคำสอนต่อไปอีก ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกันกับคำเรียกนั้นๆ

ทีนี้รู้ละว่า ไม่ใช่อย่างที่คิดละ ก็เริ่มเซฟเก็บไว้เรื่อยๆ จนกระทั่ง นำพระธรรมคำสอนทั้งหมดมารวมกัน ก็จะได้ ความหมาย และลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น ตามความเป็นจริงของ คำเรียกนั้นๆ

หลังจากศึกษาพระธรรมคำสอนมาได้สักพัก เริ่มแยกแยะความแตกต่างระหว่าง สัญญา กับปัญญา

สัญญา รู้แล้ว ยังหยุดสร้างเหตุนอกตัวไม่ได้

ปัญญา รู้แล้วเหมือนมีดิสเบรค พยายามที่จะหยุด มากกว่าคิดสร้างเหตุนอกตัว

วิญญาณ มารู้ที่หลังสุด

ศิล สมาธิ ปัญญา

การสร้างเหตุของ การดับเหตุ การเกิด ภพชาติปัจจุบัน
ได้แก่ การดับผัสสะ ที่เกิดขึ้น

ศิล ในที่นี้ หมายถึง การหยุดสร้างเหตุนอกตัว
คือ ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น เหตุจาก ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย

ศิล การสำรวม สังวร ระวัง ในการหยุดสร้างเหตุนอกตัว
เป็นเหตุให้เกิด สมาธิ

สมาธิ คือ ที่ตั้งมั่นแห่งจิต หรือ ฐานที่ตั้งของจิต

สมาธิ เป็นเหตุให้เกิดปัญญา

ปัญญาในที่นี้คือ การเห็นไตรลักษณ์

การหยุดสร้างเหตุนอกตัว เป็นสภาวะศิล ย่อมเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

เมื่อหยุดสร้างเหตุนอกตัวเนืองๆ(ดับผัสสะ)

สมาธิย่อมเกิดขึ้นเนืองๆ ตามเหตุปัจจัย

ปัญญาการเห็นสภาวะไตรลักษณ์ ย่อมเกิดขึ้นเนืองๆ ตามเหตุปัจจัย

นิพพิทาย่อมเกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัย

อานนท์ ! พวกเธอทั้งหลาย
จงมีตนเป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ
อย่าเอาสิ่งอื่นเป็นสรณะเลย;
จงมีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นสรณะ
อย่ามีสิ่งอื่นเป็นสรณะเลย.
มหา. ที. ๑๐/๑๕๙/๑๒๘.

เมื่อยังไม่มีตนเป็นที่เกาะ ไม่มีตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

ตราบนั้น ย่อมไหลไปตามกระแสแห่งแม่น้ำตัณหา

สัญญา กับ ปัญญา

การทำความเพียร

ในเรื่องของการปฏิบัติ การทำความเพียรในอิริยาบทต่างๆ ทำตามรูปแบบต่างๆ ซึ่งแล้วแต่เหตุปัจจัยของแต่ละคน

ผลที่เกิดขึ้นเหมือนๆกันคือ สภาวะสัญญา จะมีความรู้ต่างๆผุดขึ้นมามาก น้อยในแต่ละครั้ง สภาวะเหล่านี้ ล้วนเป็นเพียงสัญญา ยังไม่ใช่ปัญญา

การรู้ จะค่อยๆรู้ไปทีละท่อน ทีละคำ เหมือนการผสมคำให้เกิดเป็นประโยคขึ้นมา

ไม่ว่าคำเรียกเหล่านั้น จะเรียกว่าอะไรก็ตาม หมายถึงสิ่งใดก็ตาม
รู้แล้ว ยังมีการสร้างเหตุนอกตัว ยามที่ผัสสะเกิด

รู้แล้ว ยังมีการสร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิด ที่เกิดขึ้น รู้นั้นๆ เป็นสัญญา

ไม่ว่าคำเรียกเหล่านั้น จะเรียกว่าอะไรก็ตาม หมายถึงสิ่งใดก็ตาม
รู้แล้ว เป็นเหตุให้หยุดการกระทำต่อ ผัสสะ ที่กำลังเกิดขึ้น

ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกยินดี-ยินร้าย ที่เกิดขึ้น นั่นแหละคือ ปัญญาที่แท้จริง

รู้ตรงนี้

Previous Older Entries

กรกฎาคม 2018
พฤ อา
« พ.ค.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: