ศิล สมาธิ ปัญญา

นิสสายวรรคที่ ๑
๑. กิมัตถิยสูตร
[๒๐๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี
ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ศีลที่เป็นกุศลมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอานนท์ศีลที่เป็นกุศล มีความไม่เดือดร้อนเป็นผล
มีความไม่เดือดร้อนเป็นอานิสงส์ ฯ

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความไม่เดือดร้อนมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ
พ. ดูกรอานนท์ ก็ความไม่เดือดร้อนมีความปราโมทย์เป็นผล มีความปราโมทย์เป็นอานิสงส์ ฯ

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ความปราโมทย์มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ
พ. ดูกรอานนท์ ความปราโมทย์มีปีติเป็นผล มีปีติเป็นอานิสงส์

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปีติมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ
พ. ดูกรอานนท์ ปีติมีปัสสัทธิเป็นผล มีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์ ฯ

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปัสสัทธิมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์
พ. ดูกรอานนท์ ปัสสัทธิมีสุขเป็นผล มีสุขเป็นอานิสงส์ ฯ

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็สุขมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ
พ. ดูกรอานนท์ สุขมีสมาธิเป็นผล มีสมาธิเป็นอานิสงส์ ฯ

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็สมาธิมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ
พ. ดูกรอานนท์ สมาธิมียถาภูตญาณทัสนะเป็นผล มียถาภูตญาณทัสนะเป็นอานิสงส์ ฯ

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ยถาภูตญาณทัสนะมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ
พ. ดูกรอานนท์ ยถาภูตญาณทัสนะมีนิพพิทาเป็นผล มีนิพพิทาเป็นอานิสงส์ ฯ

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็นิพพิทามีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ
พ. ดูกรอานนท์ นิพพิทามีวิราคะเป็นผล มีวิราคะเป็นอานิสงส์ ฯ

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็วิราคะมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ฯ
พ. ดูกรอานนท์ วิราคะมีวิมุตติญาณทัสนะเป็นผล มีวิมุตติญาณทัสนะเป็นอานิสงส์

ดูกรอานนท์ ศีลที่เป็นกุศลมีความไม่เดือดร้อนเป็นผล มีความไม่เดือดร้อนเป็นอานิสงส์
ความไม่เดือดร้อน มีความปราโมทย์เป็นผล มีความปราโมทย์เป็นอานิสงส์
ความปราโมทย์ มีปีติเป็นผล มีปีติเป็นอานิสงส์
ปีติมีปัสสัทธิเป็นผล มีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์
ปัสสัทธิมีสุขเป็นผล มีสุขเป็นอานิสงส์
สุขมีสมาธิเป็นผล มีสมาธิเป็นอานิสงส์
สมาธิมียถาภูตญาณทัสนะเป็นผล มียถาภูตญาณทัสนะเป็นอานิสงส์
ยถาภูตญาณทัสนะมีนิพพิทาเป็นผล มีนิพพิทาเป็นอานิสงส์
นิพพิทามี วิราคะเป็นผล มีวิราคะเป็นอานิสงส์
วิราคะมีวิมุตติญาณทัสนะเป็นผล มีวิมุตติญาณทัสนะเป็นอานิสงส์ด้วยประการดังนี้แล

ดูกรอานนท์ ศีลที่เป็นกุศลย่อม ยังความเป็นพระอรหันต์
ให้บริบูรณ์โดยลำดับ ด้วยประการดังนี้แล ฯ

จบสูตรที่ ๑

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=24&A=7521&Z=7566

Advertisements

สัญญา ปัญญา วิญญาณ

๑๖ กค.

วลัยพรคงสร้างเหตุมาเยอะ เจอเจอะไรสารพัด ยังดีที่ยังมีของเก่าสะสมติดตัวมาในชาตินี้

การที่จะรู้ชัดสภาพธรรมต่างๆ ที่มีปรากฏอยู่ในพระธรรมคำสอน

ในการดำเนินชีวิต สิ่งที่พบผ่านมา ประมาณว่า เจอแต่ความทุกข์ ทุกข์จนไม่มีที่จะอยู่ ทุกข์ขนาดแบบคนโบราณพูดไว้ว่า เข็ดจนขี้เยี่ยวแตก เพราะความทุกข์ตัวเดียวแท้ๆ จึงทำให้เข็ดขยาด

การทำความเพียรในช่วงต้นๆ จึงเป็นยอมตาย ยอมมอบกายถวายชีวิต ตายเป็นตาย นี่แหละ เพราะความทุกข์ บีบคั้นตัวเดียวแท้ๆ จึงก่อให้เกิดการทำความเพียร ทำทั้งๆที่ น้ำตานองหน้า มันทุกข์ขนาดนั้นเลย

เพราะความเข็ดขยาด จึงไม่หลงไปกับความมี ความเป็น ความได้อะไรๆในสมมุติ มันไม่เอาเลย

ที่ไม่เอา เพราะไม่อยากทุกข์ ที่คิดว่ามี คิดว่าเป็น ไม่ได้ช่วยทำให้พ้นทุกข์

เป็นโสดาบัน เป็นสกิทาคา เป็นอนาคามี ล้วนยังมีเหตุให้ต้องเกิด แล้วจะเป็นไปทำไม

เพราะเหตุนี้ ความหลงในความมี ความเป็นอะไรๆในสมุตติ จึงไม่มีกำลังมากพอ ที่จะครอบงำได้ คลาดแคล้วจากอุปกิเลสต่างๆมาได้ เพราะใจที่ละจากความมี ความเป็นนี่แหละ

อุปกิเลสต่อมา เจออีก สภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นขณะจิตเป็นสมาธิ เกี่ยวกับความดับต่างๆ ที่ไม่ติดอุปกิเลสตรงนี้ เพราะใจไม่น้อมเข้าสู่ ความมี ความเป็นอะไรๆ แค่รู้ว่า มีเกิดขึ้นได้ เพราะกำลังของสมาธิ ที่รู้ชัด เพราะกำลังของสติ สัมปชัญญะ จึงไม่ถูกความหลงครอบงำเพราะเหตุนี้

อุปกิเลสต่อมา เจอสภาพธรรมบางอย่าง ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ เจอลักษณะอาการที่เหมือนกำลังจะหมดลมหายใจ กำลังจะขาดใจตายประมาณนั้น ชั่วขณะนั้น ใจมันระลึกว่า ตายก็ตายไปเลย จะได้ไม่ต้องเจอทุกข์อีก

พอคิดแบบนั้น มันเหมือนมีอะไรบางอย่าง เป็นแรงดูดมหาศาล ผ่านช่องทางบางอย่าง พอผลุบออกมา ความรู้สึกแรกคือ เหมือนเด็กแรกเกิด ที่คลอดจากแม่ ความรู้สึกเป็นแบบนั้นเลย

หลังจากนั้นมา มีคิดพิจรณาเนืองๆ ความตาย อยู่แค่ปลายจูกนี่เอง หากไม่มีความถือมั่นสิ่งใดอยู่ มันก็ไปอย่างสบาย ไม่อึดอัด ไม่ทรมาณ พอรู้ชัดแบบนี้แล้ว ไม่กลัวตาย

ที่ไม่ติดอุปกิเลสตรงนี้ เพราะใจไม่น้อมเข้าสู่ความมี ความเป็น

ต่อมาภายหลัง จึงรู้ว่า ที่ไม่หลงสภาพธรรมต่างๆที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ เนื่องจาก ใจที่ไม่น้อมเข้าสู่ ความมี ความเป็น ตามคำเรียกต่างๆ

ต่อมา มักมีคำเรียกต่างๆ ที่เป็นพระธรรมคำสอน มีปรากฏขึ้นเป็นระยะๆ แรกๆหลงเหมือนกัน ตอนที่เจอพระธรรมคำสอน เกี่ยวกับคำเรียกนั้นๆ ยึดมั่นเลยนะ คิดว่าจะต้องเป็นแบบที่อ่านเจอ

ที่ไหนได้ มันมีเหตุให้เจอพระธรรมคำสอนต่อไปอีก ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกันกับคำเรียกนั้นๆ

ทีนี้รู้ละว่า ไม่ใช่อย่างที่คิดละ ก็เริ่มเซฟเก็บไว้เรื่อยๆ จนกระทั่ง นำพระธรรมคำสอนทั้งหมดมารวมกัน ก็จะได้ ความหมาย และลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้น ตามความเป็นจริงของ คำเรียกนั้นๆ

หลังจากศึกษาพระธรรมคำสอนมาได้สักพัก เริ่มแยกแยะความแตกต่างระหว่าง สัญญา กับปัญญา

สัญญา รู้แล้ว ยังหยุดสร้างเหตุนอกตัวไม่ได้

ปัญญา รู้แล้วเหมือนมีดิสเบรค พยายามที่จะหยุด มากกว่าคิดสร้างเหตุนอกตัว

วิญญาณ มารู้ที่หลังสุด

ศิล สมาธิ ปัญญา

การสร้างเหตุของ การดับเหตุ การเกิด ภพชาติปัจจุบัน
ได้แก่ การดับผัสสะ ที่เกิดขึ้น

ศิล ในที่นี้ หมายถึง การหยุดสร้างเหตุนอกตัว
คือ ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น เหตุจาก ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย

ศิล การสำรวม สังวร ระวัง ในการหยุดสร้างเหตุนอกตัว
เป็นเหตุให้เกิด สมาธิ

สมาธิ คือ ที่ตั้งมั่นแห่งจิต หรือ ฐานที่ตั้งของจิต

สมาธิ เป็นเหตุให้เกิดปัญญา

ปัญญาในที่นี้คือ การเห็นไตรลักษณ์

การหยุดสร้างเหตุนอกตัว เป็นสภาวะศิล ย่อมเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

เมื่อหยุดสร้างเหตุนอกตัวเนืองๆ(ดับผัสสะ)

สมาธิย่อมเกิดขึ้นเนืองๆ ตามเหตุปัจจัย

ปัญญาการเห็นสภาวะไตรลักษณ์ ย่อมเกิดขึ้นเนืองๆ ตามเหตุปัจจัย

นิพพิทาย่อมเกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัย

อานนท์ ! พวกเธอทั้งหลาย
จงมีตนเป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ
อย่าเอาสิ่งอื่นเป็นสรณะเลย;
จงมีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นสรณะ
อย่ามีสิ่งอื่นเป็นสรณะเลย.
มหา. ที. ๑๐/๑๕๙/๑๒๘.

เมื่อยังไม่มีตนเป็นที่เกาะ ไม่มีตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

ตราบนั้น ย่อมไหลไปตามกระแสแห่งแม่น้ำตัณหา

สัญญา กับ ปัญญา

การทำความเพียร

ในเรื่องของการปฏิบัติ การทำความเพียรในอิริยาบทต่างๆ ทำตามรูปแบบต่างๆ ซึ่งแล้วแต่เหตุปัจจัยของแต่ละคน

ผลที่เกิดขึ้นเหมือนๆกันคือ สภาวะสัญญา จะมีความรู้ต่างๆผุดขึ้นมามาก น้อยในแต่ละครั้ง สภาวะเหล่านี้ ล้วนเป็นเพียงสัญญา ยังไม่ใช่ปัญญา

การรู้ จะค่อยๆรู้ไปทีละท่อน ทีละคำ เหมือนการผสมคำให้เกิดเป็นประโยคขึ้นมา

ไม่ว่าคำเรียกเหล่านั้น จะเรียกว่าอะไรก็ตาม หมายถึงสิ่งใดก็ตาม
รู้แล้ว ยังมีการสร้างเหตุนอกตัว ยามที่ผัสสะเกิด

รู้แล้ว ยังมีการสร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิด ที่เกิดขึ้น รู้นั้นๆ เป็นสัญญา

ไม่ว่าคำเรียกเหล่านั้น จะเรียกว่าอะไรก็ตาม หมายถึงสิ่งใดก็ตาม
รู้แล้ว เป็นเหตุให้หยุดการกระทำต่อ ผัสสะ ที่กำลังเกิดขึ้น

ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกยินดี-ยินร้าย ที่เกิดขึ้น นั่นแหละคือ ปัญญาที่แท้จริง

รู้ตรงนี้

ยิ่งรู้ ยิ่งไม่รู้

นับวัน ยิ่งไม่รู้ เพราะมีแต่ สภาวะ สัญญา

สภาวะปัญญา รู้ครั้งเดียว รู้แล้ว จบจริงๆ จบภพจบชาติ อยู่จบพรหมจรรย์ นี่แค่ปัจจุบันชาติ ยังมีความสุขในการดำเนินชีวิตขนาดนี้

ถึงจะมีความสุขมากมายขนาดไหน ไม่ได้ทำให้หลงยึดติดอย่างไรเลย ในความสุข ความสบาย ความเบื่อหน่าย มักเกิดขึ้นเนืองๆ เบื่อสังขาร ธาตุขันธ์ ที่มีอยู่

เวลากินเสร็จ เมื่อขับถ่ายออกมา ยืนมองสิ่งที่ถูกขับถ่ายออกมา มองเห็นแต่ความเน่าเหม็น เห็นแค่นี้ ยังเหม็นขนาดนี้ ถ้าข้างใน จะเน่าขนาดไหน

จึงพยายามรักษาสุขภาพ กินในสิ่งที่ส่งเสริมสุขภาพ ให้แข็งแรง ฝึกเดินบันได ขึ้นให้ถึงชั้น ๑๕ ยังไม่เคยถึงเลย เหนื่อยมากๆ แต่ยังพยายามตลอด รู้สึกหัวเข่าดีขึ้น

เมื่อก่อน ความที่ว่า ไม่ได้ทำงานประจำแล้ว ไม่ได้เดินขึ้นลงบันได เพียงระยะเวลา สองปี เห็นความผิดปกติ เวลาขึ้นบันได ต้องจับราวบันไดขึ้น เหมือนคนแก่ไม่มีผิด

บางครั้ง ไม่ต้องจับ แต่เวลาเดินขึ้น สังเกตุเห็นอยู่อย่าง คือ ตรงข้อเข่า เหมือนมันฝืนๆ ไม่ใช่ฝืด ต้องขึ้นแล้วหยุด แล้วค่อยยกขาอีกข้างขึ้น เดินขึ้นไวๆแบบก่อนๆไม่ได้

เมื่อก่อน เดินขึ้นลงบันได สบายมาก เพราะที่ทำงาน อยู่ชั้น ๒ ต้องเดินขึ้นลงทุกวัน ได้ออกกำลังเข่าทุกวัน

คุยกับรุ่นน้องคนหนึ่ง เขาไม่เคยทิ้งการออกกำลังกาย เป็นแม่บ้านและทำงานประจำด้วย

เราคุยกันเรื่องงานซักรีด เขาบอกว่า เขาต้องซักรีดถึง ๔ คน มีลูกชายสอง สามี และตัวเขา

เวลาไปทำงาน เขาให้สามีขับรถส่งแค่ป้ายรถเมล์ แล้วเขาเดินต่ออีก ๒ ป้ายรถเมล์ กว่าจะถึงที่ทำงาน เกือบ ๓ ป้ายรถเมล์

การออกกำลังกาย เขาจะวิ่งรอบหมู่บ้าน ครั้งละ ๑ ชม. ขนาดลูกชายเขา ยังยกมือให้แม่ ตัวลูกชายเอง วิ่งไม่เท่าไหร่ ก็เหนื่อยแล้ว

สามีเขาทำงานอยู่การไฟฟ้า เราคุยกันเรื่องเกษียณกับเออรี่ เขาบอกว่า เลือกเกษียณดีกว่า เพราะยังเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ตลอด เงินเดือน ก็ยังได้ตลอดทุกเดือน สามีเขา เงินเดือนแสนกว่าๆ

น้องคนนี้ ชอบเขานะ เขามีวิธีบริหารจัดการทุกอย่างในบ้าน ไหนจะลูก ไหนจะสามี ลูกเขาเรียนหนังสือเก่งทั้งสองคน มีทั้งแม่คอยติวให้ และให้เรียนพิเศษ คนหนึ่งเรียนหมอ คนหนึ่งเรียนวิศวะ

แต่ถ้าถามวลัยพรว่า ถ้าให้มีชีวิตแบบนั้น เอาไหม

ตอบได้ทันทีว่า ไม่เอา ไม่คิดหันหลังกลับไปทางโลกอีกแล้ว ทุกๆครั้ง ที่ผัสสะเกิด บางครั้งสติ ไม่ทัน เห็นเหตุของการเกิด ขนหัวลุกทันที สติไม่ทันอีกแล้วหนอ

ในเมื่อรู้ชัดในเหตุที่มีอยู่ จึงต้องหาเกราะกำบังให้กับตัวเอง โดยเลือกสถานที่ปฏิบัติ ที่มีสัปปายะที่เหมาะกับสภาวะของตนเอง ที่เป็นอยู่

ศิล สมาธิ ปัญญา(สัมมาสมาธิ)

ศิล เบียดเบียนกิเลสอย่างหยาบ ที่จะก้าวล่วง ออกมาทางกาย ทางวาจา

สมาธิ เบียดเบียนกิเลสอย่างกลาง คือ ปริยุฏฐานกิเลส ที่จะก้าวล่วง ออกมาทางใจ

สัมมาสมาธิ เบียดเบียนกิเลสอย่างละเอียด เรียกว่า อนุสัยกิเลส ที่นอนดองอยู่ในขันธสันดาน

ปัญญา   ไตรลักษณ์

สภาวะปัญญา, สัญญา, วิญญาณ

สภาวะที่จิตคิดพิจรณาขณะที่จิตเป็นสมาธิ อาจทำให้เข้าใจสภาวะผิดได้ว่านั่นคือตัวรู้ หรือความรู้ที่เกิดจากตัวปัญญา เป็นตัวปัญญาที่แท้จริง ที่เกิดจากจิตจริงๆ

เหตุที่ทำให้เชื่อเช่นนั้น เพราะในความคิดต่างๆที่เกิดขึ้น ขณะที่เป็นสมาธินั้น ไม่มีความเป็นตัวเราหรือทิฏฐิที่มีอยู่เข้าไปเกี่ยวข้องกับสภาวะที่เกิดขึ้น

เพราะมีคิดๆไปเรื่อยๆไม่ฟุ้งซ่าน ไม่รำคาญ เนื่องจากจิตเป็นสมาธิอยู่ มีแต่เรื่องสภาวะธรรมต่างๆ บัญญัติต่างๆ เหตุต่างๆ จิตจะคิดพิจรณาอย่างนั้น

เมื่ออกมาจากสมาธิ หากสภาวะยังไม่ถึงในความรู้นั้นๆ ต่อให้จะพยายามเขียนสิ่งที่คิดออกมา หลังจากออกมาจากสมาธิแล้ว จะจำไม่ได้ทั้งหมด

แท้จริงแล้ว ไม่ใช่สภาวะของปัญญา เป็นตัวรู้ เป็นความรู้ที่ออกมาจากของจิต แต่เป็นเพียงสภาวะสัญญา ที่เกิดจากสภาวะจิตสำรอกออกมา เป็นในรูปของความรู้ต่างๆทั้งที่เคยได้อ่าน, ได้ฟังและที่ไม่เคยได้อ่านหรือได้ฟังจากที่ไหนๆมาก่อน เกิดจากเหตุปัจจัยที่ทำไว้สะสมเป็นสัญญาและที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่

สภาวะมานะกิเลสจะเนียนละเอียดว่าทิฏฐิกิเลส เหตุเพราะ เมื่อสภาวะสักกายะทิฏฐิถูกทำลายไปหมดสิ้น วิจิกิจฉาถูกทำลายไปหมด มานะกิเลสจะเกิดขึ้นในรูปของความรู้ต่างๆ

ที่กล่าวว่า มานะกิเลส คือ เราดีกว่าเขา เราเลวกว่าเขา หรือเราเสมอกับเขา นี่เป็นสภาวะแบบหยาบของมานะกิเลส
เมื่อสักกายะทิฏฐิถูกทำลายไปลงไป จะไม่มีสิ่งใดดีหรือเลวหรือเสมอกัน แต่สิ่งที่เห็น มีความแตกต่างไปตามเหตุปัจจัยที่ทำไว้

แท้จริงแล้ว ทุกสรรพสิ่งที่มาพบเจอกัน ทั้งเกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกัน ล้วนมีเหตุปัจจัยร่วมกันทั้งทางตรงและทางอ้อม จึงมีผลกระทบต่อจิตยามที่ผัสสะต่างๆเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าจะไม่เคยรู้จักหรือไม่เคยพบกันมาก่อนก็ตาม เหตุมี ผลย่อมมี

ส่วนสภาวะมานะกิเลสที่ละเอียดขึ้นไปอีก คือ ยึดถือสิ่งที่รู้ ไม่สามารถแยกแยะได้ว่า นี่คือ สัญญา นี่คือปัญญา นี่คือวิญญาณ

เหตุเพราะยังมีอุปทานในขันธ์ ๕ อยู่ ที่มีสภาวะละเอียดมากขึ้น ไม่ยึดสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก แต่ยึดสิ่งที่รู้ชัดภายใน โดยไม่รู้ว่ายึด เป็นเหตุให้ไม่สามารถมองเห็นสภาวะตามความเป็นจริงของสภาวะสัญญา และสภาวะของปัญญา

สัมปชัญญะเกิด

เมื่อตัวสัมปชัญญะเกิดในผู้ใดก็ตาม สภาวะของผู้นั้น จิตจะมีแต่การคิดพิจรณาเนืองๆ บางครั้งมีตัวรู้หรือความรู้ต่างๆผุดขึ้นมามากมาย เป็นความรู้แปลกๆที่ไม่เคยร่ำเคยเรียนหรือเคยได้ยินได้ฟังจากผู้ใดมาก่อน สภาวะนี้เกิดจากวิปัสสนูปกิเลส

สภาวะสัญญา

หากไม่รู้ ไปยึดติดกับสิ่งที่ผุดขึ้นมานี้ ย่อมคิดว่า สิ่งๆนี้เป็นปัญญา โดยตัวสภาวะที่แท้จริงของสิ่งที่ผุดขึ้นมา หรือความรู้ต่างๆที่หลั่งไหลออกมามากมาย จนจำไม่ได้ ถึงขนาดต้องจด สภาวะนี้เป็นสภาวะของสัญญา ไม่ใช่สภาวะปัญญาที่แท้จริง

นี่เป็นอีกหนึ่งสภาวะที่เนียนละเอียดของสภาวะมานะกิเลสที่มีอยู่ในขันธสันดาน เนืองนองอยู่ สภาวะถูกกระตุ้นตามเหตุปัจจัยให้เกิด เมื่อไม่รู้ชัดในสภาวะปัญญาที่แท้จริง ย่อมให้ค่าว่าสิ่งที่ถูกรู้หรือความรู้ต่างๆที่เกิดขึ้นนี้เป็นตัวปัญญา

สภาวะปัญญา

สภาวะของปัญญญาที่แท้จริง มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น คือ การเห็นแจ้งไตรลักษณ์ตามความเป็นจริงของสภาวะที่มีอยู่จริง

ซึ่งมีเกิดขึ้นในชีวิตและมีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ

เหตุปัจจัยจาก การกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)

เมื่อเห็นสภาวะไตรลักษณ์ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง จะเห็นแต่โทษ, ภัย, ทุกข์ของการเกิด

เมื่อรู้เห็นเช่นนี้เนืองๆ จิตจะเกิดความเบื่อหน่ายไม่ปรารถนาในการเกิดอีกต่อไป จิตเกิดการปล่อยวางโดยตัวของจิตเอง

วิริยะ หรือความเพียรจะเกิดขึ้นเอง มิใช่เพียรเพราะความอยากหรือฝีนใจทำ เป็นความเพียรที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย

แม้กระทั่งความศรัทธาและปัญญาล้วนไม่แตกต่างกัน เกิดตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่จากการพยายามทำให้เกิดขึ้น

ถ้ามีความพยายามแฝงอยู่ในการกระทำ เพื่อทำให้เกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นเพียงบัญญัติ ไม่ใช่สภาวะปรมัตถ์ตามความเป็นจริงของสภาวะนั้นๆ สภาวะที่เกิดขึ้นจึงพบวิจิกิจฉาเนืองๆ เพราะความอยากเป็นเหตุ

เมื่อใดสักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็นทั้งภายนอกและภายในได้เมื่อไหร่

จึงจะรู้ชัดในสภาวะต่างๆตามความเป็นจริงทั้งภายในและภายนอก

เมื่อนั้นตัวปัญญาจึงจะเกิดขึ้นเองตามสภาวะ เป็นเหตุให้สามารถแยกแยะได้ว่านี่ สัญญา นี่ปัญญา นี่วิญญาณ

 

 

สภาวะวิญญาณ

วิญญาณเป็นเพียงธาตุรู้ รู้ในผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้น

เหตุเพราะมีความไม่รู้อยู่ หรืออวิชชาครอบงำอยู่

เป็นเหตุให้ไม่รู้ชัดในเหตุของผัสสะต่างๆ ว่าผัสสะนั้นๆเกิดจากอะไร และอะไรเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด

ฉะนั้น เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะภายนอกหรือภายใน จึงมีอุปทานขันธ์ ๕ ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เกิดขึ้น เกิดจากสภาวะสักกายะทิฏฐิหรือทิฏฐิกิเลสที่มีอยู่

สภาวะสัญญา มีแต่การสร้างเหตุของการเกิด เพราะยึดติดในสิ่งที่คิดว่ารู้เป็นตัวปัญญา ซึ่งเกิดจากอุปทานขันธ์ ๕ ที่มีอยู่

ถึงแม้ว่าความรู้ต่างๆจะเกิดขณะจิตเป็นสมาธิก็ตาม ล้วนเป็นเพียงสัญญาที่เกิดจากกิเลสที่มีอยู่

สภาวะปัญญา มีแต่การดับที่ต้นเหตุของการเกิด

อย่างหยาบ คือ ดับที่การกระทำ

อย่างละเอียด คือ ดับกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต ที่เป็นต้นเหตุของการกระทำ

ดับถึงที่สุดที่ไม่ต้องดับอีกต่อไป คือ ดับที่อนุสัยที่นองเนืองอยู่ในขันธสันดาน

พระบาลีว่า “อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ”

มีปกติพิจรณาเห็นกายทั้งภายในและภายนอกอยู่เนืองๆ ได้แก่ สักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น ในสิ่งที่เกิดขึ้นภายในและภายนอกอยู่เนืองๆ

สภาวะได้แก่

ภายใน รู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้นในกายและจิต(รูปนาม) เนืองๆ

ภายนอก รู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้นเนืองๆ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นให้แค่ดู แค่รู้ ภายใน รู้สึกนึกคิดยังไง รู้ไปตามนั้น

แต่อย่านำความรู้สึกนึกคิดอยู่นั้น มาก่อให้เกิดการกระทำ

ความคิดห้ามไม่ได้ แต่ห้ามการกระทำได้

รู้สึกได้ คิดได้ เพราะยังมีการยึดมั่นถือมั่น ยังมีกิเลสอยู่ ยอมรับไปตามความเป็นจริง

เหตุที่เป็นแบบนั้นเพราะยังมีเหตุปัจจัยกับสิ่งที่มากระทบหรือผัสสะที่เกิดขึ้น

 

 

 

 

ปัญญาเกิดขึ้นเนืองๆ

สมาธิกับธรรมชาติ

สภาวะของสมาธินับวันปกติมากๆ เหมือนการใช้ชีวิตปกติ ไม่ต้องไปเจาะจงสร้างสมาธิให้เกิดขึ้นเหมือนก่อนๆ แต่สมาธิจะเกิดเอง เป็นเองทุกลมหายใจเข้าออก เพียงแต่กำลังของสมาธิแต่ละช่วงไม่เท่ากัน คือ มีกำลังแนบแน่นไม่แน่นอน แล้วแต่จะเกิด

เมื่อมาถึงสภาวะตรงนี้ ตัวปัญญาจะเกิดขึ้นเนืองๆ เกิดเอง เป็นเอง หากเราไปตั้งใจคิด คิดเท่าไหร่ก็ไม่สามรถรู้ชัดได้ จะเหมือนเรานั่งแกะโจทย์การบ้าน

เพียงแค่ตรึกเท่านั้นพอ ตรึกว่าสภาวะของสภาวะนั้นๆเป็นอย่างไร แล้วเขียนสิ่งที่คิดๆเอาไว้ เพราะตรงนี้จะเป็นปัญญาที่เกิดขึ้นแบบหยาบๆก่อน

เมื่อจิตเบิกบาน อธิบายตรงนี้ยากนะ คือ ไม่มีความเบื่อหน่าย ไม่มีสุข แต่มันจะรู้สึกสดชื่นเบิกบาน ตัวปัญญาจะเกิดขึ้นเอง สิ่งที่เคยตรึกหรือนึกคิดเอาไว้ จะเกิดขึ้นมาเอง แต่หมายถึงว่า สภาวะนั้นๆเราต้องย่ำมาจนชำนาญแล้ว

เพียงแต่ยังไม่สามารถนำมาถ่ายทอดให้เห็นเป็นแบบรูปธรรมได้ พอตัวปัญญาเกิดจะสามารถนำมาถ่ายทอดเป็นรูปธรรมได้ มีลักษณะแบบหยาบๆก่อน เรียกว่า เหมือนจะเขียนซ้ำๆ ยังไม่กระชับ

แล้วต่อไปสภาวะละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ ข้อความที่เขียนจะเริ่มกระชับมากขึ้น เป็นเหตุให้เข้าใจในเนื้อความของพระไตรปิฎกมากขึ้น สิ่งเหล่านั้นที่มีบันทึกในพระไตรปิฎก ล้วนเป็นสภาวะธรรมแบบละเอียด แต่เขียนออกมาแบบกระชับ

สมาธิอบรมปัญญา

ก่อนที่จะเกิดสภาวะสมาธิอบรมปัญญา สภาวะสมาธิอบรมจิตจะเกิดขึ้นก่อนสภาวะตัวปัญญาจะเกิดขึ้น

จิตที่ฟุ้งซ่าน คือ สภาวะของจิตที่ไม่มีสมาธิเกื้อหนุนอยู่

เมื่อจิตฟุ้งซ่านง่าย ย่อมเป็นเหตุให้ เกิดความตั้งมั่นของจิตได้ยาก วิธีปรับอินทรีย์เพื่อให้จิตเกิดสภาวะตั้งมั่นได้ง่าย ให้จิตได้จดจ่อรู้อยู่ในสิ่งที่ชอบได้ก่อน เพื่อจะเป็นเหตุให้หยุดความฟุ้งซ่านได้ชั่วคราว เช่น

หากการใช้คำบริกรรมภาวนาไม่ได้ผล อาจจะทำงานบ้าน อ่านหนังสือที่ชอบ ฯลฯ โดยการเอาสิ่งนอกตัวที่จิตนั้นมีความชอบ นำมาเป็นเหยื่อล่อจิตก่อน เพื่อให้จิตรู้อยู่กับสิ่งที่ทำอยู่ เมื่อจิตจดจ่อรู้อยู่กับสิ่งที่ทำแล้ว เรียกว่า ทำสติให้เกิดขึ้น เมื่อมีสติเกิดขึ้นแล้ว สภาวะสัมปชัญญะย่อมเกิดขึ้น

เมื่อมีทั้งสติและสัมปชัญญะเกิดขึ้น สมาธิย่อมเกิดขึ้นเอง ไม่ต้องไปคาดเดาหรือคิดสงสัยว่า สมาธิที่เกิดขึ้นนี้เป็นมิจฉาสมาธิหรือสัมมาสมาธิ ขอให้ทำสมาธิให้เกิดขึ้นก่อน แล้วค่อยๆปรับเปลี่ยนอินทรีย์ไปเรื่อยๆ

ผลที่ได้รับคือ จิตหยุดฟุ้งซ่านไปชั่วขณะ ไปรู้อยู่กับสิ่งที่กำลังทำอยู่แทน

สภาวะนี้ เรียกว่า สมาธิอบรมจิต

เหตุที่เรียกสภาวะนี้ว่า สมาธิอบรมจิต เนื่องจาก เมื่อจิตได้รับการฝึก เป็นเหตุให้จิตได้เสพสภาวะนี้เนืองๆ จิตย่อมตั้งมั่นได้ง่ายมากขึ้นเรื่อยๆ

อย่าไปสับสนกับสภาวะของปัญญาอบรมสมาธิ

อันนั้นเป็นผลของสภาวะตัวสัมปชัญญะเกิด ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดสภาวะ สัมมาสมาธิ

หากขาดตัวสัมปชัญญะ สภาวะสัมมาสมาธิย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ สติไม่ต้องไปพูดถึง

สติเป็นแกนนำของทุกๆสภาวะ หากขาดสติ ทั้งสภาวะสัมมาสติและสัมมาสมาธิ ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้อย่างเด็ดขาด มรรค๘ ยิ่งไม่ต้องไปพูดถึงเลย สติเป็นตัวที่สำคัญที่สุด เป็นที่ต้องการที่สุดในทุกๆสภาวะ

เมื่อจิตสามารถตั้งมั่นได้เนืองๆ มีกำลังสมาธิมากขึ้นเรื่อยๆ ย่อมรู้ชัดในกายและจิตมากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อรู้ชัดแบบนี้ได้ ตัวปัญญาย่อมเกิดขึ้น สภาวะนี้ เรียกว่า สมาธิอบรมปัญญา

เหตุที่เรียกสถภาวะนี้ว่า สมาธิอบรมปัญญา เกิดเนื่องจาก เมื่อมีสามารถรู้ชัดในกายได้เนืองๆ ปัญญาย่อมเกิดขึ้นเอง

รู้ในกาย

เวลาที่เราคิดอะไรไม่ออก บางทีบางเรื่องเราติดอยู่กับความคิดนั้นๆ อย่างเช่นเรื่องช่างเสริมสวย หรือแม้กระทั่งเรื่องอื่นๆ เราจะชอบนำมาคิดพิจรณาในขณะที่กำลังอยู่ในอิริยาบทนั่ง

จิตเป็นสมาธิก็ส่วนจิต มีความคิดก็ส่วนความคิด พร้อมๆกับรู้ในกายไปด้วย มันจะรู้ทุกส่วนแต่แยกออกไม่ปะปนกัน เวลาอยู่ในอิริยาบทนี้ จะช่วยทำให้เราเกิดปัญญาในการมองปัญหาที่คิดว่าเป็นปัญหา

สุดท้ายก็จะได้คำตอบในการสร้างเหตุว่า ไม่ต้องไปอธิบายอะไร ใครจะคิดอะไรยังไงเกี่ยวกับเรา นั่นเรื่องของเขา เพราะเรารู้ตัวดีว่า เราไม่เคยคิดเอาเปรียบใครๆ เราให้ด้วยจิตที่ปราศจากความโลภจริงๆ ไม่มีกิเลสเจือปนในการให้

ยิ่งอธิบาย ยิ่งรู้สึกว่า มันมีแต่เหตุไม่รู้จบ เราแค่ดู แล้วปลดปล่อยความคิดออกมาในรูปนั่งคิดพิจรณาแบบนี้แหละ ถ้าอยากจะพูด ก็เขียนๆๆๆมันออกไป แต่ไม่ไปสร้างเหตุกับคนอื่นๆ

การเขียน ช่วยให้เราเห็นสภาวะที่กำลังเกิดขึ้นได้ชัดมากขึ้น จริงๆแล้ว เราไม่ต้องไปทำอะไรเลย เราแค่ดู อะไรจะเกิดก็ปล่อย ใครจะเข้ายังไงก็ปล่อย ในเมื่อพูดตามความเป็นจริงไม่ได้ ต้องปล่อย ถ้าไม่ปล่อย มันจะมีแต่เหตุ

ทุกๆสภาวะที่เกิดขึ้น สอนให้เราปล่อยวาง ให้มีสติรู้อยู่กับปัจจุบัน เพราะตราบใดที่ยังคงมีเหตุอยู่ ผลย่อมมาแสดงในรูปของการกระทบเนืองๆ บางครั้งสติทัน มันก็ดับได้ไว อยู่กับปัจจุบันได้ทัน แค่ดู แค่รู้ และยอมรับได้

แต่บางครั้ง มันก็ยังไม่ทัน ทั้งๆที่รู้ ทั้งๆที่เข้าใจในสภาวะทุกอย่างได้ดีว่าควรทำอย่างไร แค่มีสติ มันมีแค่นั้น แค่ยอมรับไป ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม ไม่ต้องไปตามอธิบายให้มากความ ยิ่งอธิบายยิ่งมีแต่เหตุ มันเป็นเรื่องของโลกๆ มีแต่กิเลส

มันไม่เหมือนเรื่องของสภาวะ ถ้าเรามองว่ามันเป็นแค่สภาวะที่มาทดสอบเรา ความมั่นคงของจิต ถ้าทันมันก็จบไปเอง

Previous Older Entries

ตุลาคม 2017
พฤ อา
« ก.ย.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: