ชื่อว่า สิ้นสงสัยในนิพพาน

งดงาม “ผัสสะ”
ผู้ใดที่แจ้งนิพพาน ย่อมแจ้งผัสสะ
ชื่อว่า สิ้นสงสัยในนิพพาน
.
๗. ปรายนสูตร
[๓๓๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี
ก็สมัยนั้น เมื่อภิกษุผู้เถระหลายรูปกลับจากบิณฑบาตภายหลังภัต นั่งประชุมกันอยู่ที่โรงกลม ได้เกิดการสนทนากันขึ้นในระหว่างว่า
ดูกรอาวุโสทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ในปัญหาของเมตเตยยมาณพ ในปรายนสูตรว่า
ผู้ใดทราบส่วนสุดทั้งสองด้วยปัญญาแล้ว ไม่ติดอยู่ในส่วนท่ามกลาง
เรากล่าวผู้นั้นว่าเป็นมหาบุรุษ ผู้นั้นก้าวล่วงเครื่องร้อยรัดในโลกนี้ได้แล้ว ดังนี้ ฯ
ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ส่วนสุดที่ ๑ เป็นไฉนหนอ ส่วนสุดที่ ๒ เป็นไฉน อะไรเป็นส่วนท่ามกลาง อะไรเป็นเครื่องร้อยรัด ฯ
  .
เมื่อสนทนากันอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้กล่าวกะภิกษุผู้เถระทั้งหลายว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย
ผัสสะเป็นส่วนสุดที่ ๑
เหตุเกิดขึ้นแห่งผัสสะเป็นส่วนสุดที่ ๒
ความดับแห่งผัสสะเป็นส่วนท่ามกลาง
ตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด
เพราะว่าตัณหาย่อมร้อยรัดผัสสะและเหตุเกิดขึ้นแห่งผัสสะนั้น เพราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งภพนั้นๆ
ด้วยเหตุเท่านี้แล ภิกษุชื่อว่าย่อมรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ย่อมกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้
เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันเทียว ฯ
.
เมื่อภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ภิกษุอีกรูปหนึ่งได้กล่าวกะภิกษุผู้เถระทั้งหลายว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย
อดีตเป็นส่วนสุดที่ ๑ อนาคตเป็นส่วนสุดที่ ๒ ปัจจุบันเป็นส่วนท่ามกลาง ตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด
เพราะว่าตัณหาย่อมร้อยรัดอดีตอนาคต และปัจจุบันนั้นไว้ เพราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งภพนั้นๆ
ด้วยเหตุเท่านี้แล ภิกษุชื่อว่าย่อมรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ย่อมกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้
เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันเทียว ฯ
.
เมื่อภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ภิกษุอีกรูปหนึ่งได้กล่าวกะภิกษุผู้เถระทั้งหลายว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย
สุขเวทนาเป็นส่วนสุดที่ ๑ ทุกขเวทนาเป็นส่วนสุดที่ ๒ อทุกขมสุขเวทนาเป็นส่วนท่ามกลาง ตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด
เพราะว่าตัณหาย่อมร้อยรัดสุขเวทนา ทุกขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนานั้นไว้ เพราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งภพนั้นๆ
ด้วยเหตุเท่านี้แล ภิกษุชื่อว่าย่อมรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ย่อมกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้
เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันเทียว ฯ
.
เมื่อภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ภิกษุอีกรูปหนึ่งได้กล่าวกะภิกษุผู้เถระทั้งหลายว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย
นามเป็นส่วนสุดที่ ๑ รูปเป็นส่วนสุดที่ ๒ วิญญาณเป็นส่วนท่ามกลาง ตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด
เพราะว่าตัณหาย่อมร้อยรัดนาม รูป และวิญญาณนั้นไว้ เพราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งภพนั้นๆ
ด้วยเหตุเท่านี้แล ภิกษุชื่อว่าย่อมรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้
เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันเทียว ฯ
.
เมื่อภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ภิกษุอีกรูปหนึ่งได้กล่าวกะภิกษุผู้เถระทั้งหลายว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย
อายตนะภายใน ๖ เป็นส่วนสุดที่ ๑ อายตนะภายนอก ๖ เป็นส่วนสุดที่ ๒ วิญญาณเป็นส่วนท่ามกลาง ตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด
เพราะว่าตัณหาย่อมร้อยรัดอายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ และวิญญาณนั้นไว้ เพราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งภพนั้นๆ
ด้วยเหตุเท่านี้แล ภิกษุชื่อว่าย่อมรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้
เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันเทียว ฯ
.
เมื่อภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ภิกษุอีกรูปหนึ่งได้กล่าวกะภิกษุผู้เถระทั้งหลายว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย
สักกายะเป็นส่วนสุดที่ ๑ เหตุเกิดสักกายะเป็นส่วนสุดที่ ๒ ความดับสักกายะเป็นส่วนท่ามกลาง ตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด 
เพราะว่าตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัดสักกายะ เหตุเกิดสักกายะ และความดับสักกายะนั้นไว้ เพราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งภพนั้นๆ
ด้วยเหตุเท่านี้แล ภิกษุชื่อว่าย่อมรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้
เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันเทียว ฯ
.
เมื่อภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ภิกษุอีกรูปหนึ่งได้กล่าวกะภิกษุผู้เถระทั้งหลายว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย พวกเราทั้งปวงเทียวได้พยากรณ์ตามปฏิภาณของตนๆ มาเถิด เราทั้งหลายจักพากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ แล้วจักกราบทูลเนื้อความนั้นให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาคจักทรงพยากรณ์แก่พวกเรา โดยประการใด  เราทั้งหลายจักทรงจำข้อที่ทรงพยากรณ์นั้นไว้ โดยประการนั้น ภิกษุผู้เถระทั้งหลายรับคำของภิกษุนั้นแล้ว
ครั้งนั้น ภิกษุผู้เถระทั้งหลายได้พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้วได้กราบทูลการที่สนทนาปราศรัยทั้งหมดนั้นแด่พระผู้มีพระภาค แล้วทูลถามว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คำของใครหนอเป็นสุภาษิต พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
คำของเธอทั้งปวงเป็นสุภาษิตโดยปริยาย อนึ่ง เราหมายเอาข้อความที่กล่าวไว้ในปัญหาของเมตเตยยมาณพ ในปรายนสูตรว่า
ผู้ใดทราบส่วนสุดทั้ง ๒ ด้วยปัญญา แล้วไม่ติดอยู่ในส่วนท่ามกลาง เรากล่าวผู้นั้นว่า เป็นมหาบุรุษ ผู้นั้นก้าวล่วงเครื่องร้อยรัดในโลกนี้ได้แล้ว ดังนี้ ฯ
.เธอทั้งหลายจงฟังข้อความนั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ผัสสะเป็นส่วนสุดที่ ๑
เหตุเกิดผัสสะเป็นส่วนสุดที่ ๒
ความดับผัสสะเป็นส่วนท่ามกลาง
ตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด 
เพราะว่าตัณหาย่อมร้อยรัดผัสสะ เหตุเกิดผัสสะ และความดับผัสสะนั้นไว้ เพราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งภพนั้นๆ
ด้วยเหตุเท่านี้แล ภิกษุจึงชื่อว่าย่อมรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้
เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันเทียว ฯ
.
หมายเหตุ;
ในภิกษุทั้งหมด มีภิกษุเพียงรูปเดียว ที่อธิบายโดยสภาวะปรมัติถ์ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้”ผัสสะ”
ภิกษุที่เหลืออธิบายโดยอัตตวาทุปาทาน(บัญญัติ)
นึกถึง วาทะเกี่ยวกับเที่ยง สูญ ใครทำใครนั้นได้รับผล(ตามความที่มองเห็นหรือเกิดจากให้ค่า) นึกไม่ออกว่าเรียกว่าอะไร  เคยอ่านผ่านตามา

 

ย้อนอดีต

กว่าจะรู้คำเรียกแต่ละคำเรียก ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริงของคำเรียกนั้นๆ

ทุกครั้งที่มีเหตุปัจจัยให้รู้ จะอุทานว่า ป๊าดดดดด!!!! กว่าจะรู้ ผ่านมาตั้งกี่ปีมาแล้วเนี่ย
ได้แต่เรียกตามสภาวะ แบบใช้ลักษณะอาการที่มีเกิดขึ้นเป็นหลัก

สังเกตุเห็นอยู่อย่างหนึ่ง ทุกครั้งที่มีสภาวะที่เรียกว่า การระเบิดเกิดขึ้น ไม่ว่าจะทางกายหรือทางจิต
หลังจากนั้น จิตจะเข้าสู่โหมดความสงบ สัญญาต่างๆจะดับหายไปชั่วขณะ อาจจะหายไปหลายวัน หรือหายไปเป็นอาทิตย์ ไม่แน่นอน

พอออกจากความสงบ กลับมารู้อยู่กับปัจจุบัน สัญญาต่างๆจะมีเกิดขึ้นมากมาย
เหมือนมีคนอีกคนในตัวมาพูดให้ฟัง อธิบายให้ฟัง พร้อมๆกับเป็นการทบทวนสภาวะไปด้วย
คืนนั้นจะรู้สึกตัวเกือบทั้งคืน ทุกครั้งที่รู้สึกตัว จิตจะมีการคิดพิจรณาตลอด

เมื่อคืนก็เช่นกัน มีอาการแบเดิมทั้งคืน จิตคิดพิจรณาตลอด อธิบายเป็นฉากๆ
สิ่งที่ใช้เรียกเองตามสภาวะมาตลอด ก็เพิ่งรู้นะว่า มีชื่อเรียกด้วย ซึ่งมีปรากฏเป็นร่องรอยที่ยังมีให้เห็นอยู่ในพระธรรมคำสอน ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้
ทั้งๆที่เคยอ่านผ่านตามาบ้าง แต่ ณ ตอนนั้น ยังไม่รู้ พอถึงเวลาที่จะรู้ จะมีเหตุปัจจัยให้รู้เอง

เช่น ที่ใช้คำทับศัพท์ในการอธิบายเกี่ยวกับนิพพานว่า นิพพานคือความดับภพ ภพดับคือนิพพาน
หมายถึงการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน ได้แก่ ดับตัณหา
และ การดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติในสังสารวัฏ ได้แก่ ดับอวิชชา

ทั้งสองสภาวะที่เคยใช้อธิบายมาตลอด ไม่เคยรู้มาก่อนว่า มีคำเรียกเฉพาะสภาวะด้วยนะ
เพิ่งรู้เมื่อวานนี้เอง ธรรมฐิติญาณ และ ญาณในพระนิพพาน

พระพุทธเจ้าทรงดับขันธ์ ปรินิพพานไปนานแล้ว
แต่พระธรรมก็ยังคงอยู่ เพียงแต่จะมีใครรู้เห็นเท่านั้นเอง

พระธรรมนี้เป็นอกาลิโก ผู้ปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง
คือ ไม่ได้เกิดจากการอ่าน หรือการฟังแล้วจำมา หรือจากการศึกษา แต่เป็นผลของการทำความเพียรต่อเนื่อง

.

หลายวันมานี่ เป็นโดเรม่อน ย้อนเวลาไปหาอดีต จะกี่ชาติ สภาวะล้วนเดิมๆ สุข เศร้า เคล้าน้ำตา แต่ไม่เคยรู้มาก่อน

เห็นแล้ว ปลงอนิจจัง ชีวิตมีแค่นี้เองนะ
เกิดมา แรกเริ่มต้องโง่ก่อน กว่าจะรู้ได้ว่ากระทำแต่เรื่องเดิมๆซ้ำๆ ไม่รู้กี่กัปป์ กี่กัลป์ กี่อสงไขย โลภะ โทสะ โมหะ ตัณหา อุปทาน ครบถ้วน

ใครใคร่เกิด มีแต่การแสวงหานอกตัว
สำหรับผู้ที่ถึงจุดอิ่มตัวในภพชาติของการเกิด รู้สึกเบื่อหน่ายภพชาติของการเกิด รู้สึกเบื่อหน่ายในเหตุปัจจัยที่มีอยู่
ย่อมแสวงหาแต่ในตัว รู้ในตัว ไม่วิ่งออกนอกตัว จนกระทั่งแจ่มแจ้งด้วยตนเอง ก็หยุดได้ในที่สุด หยุดนอก รู้ใน หยุดใน รู้นอก รู้แล้วหยุด

ตัณหาเมื่อกำเริบ ย่อมหยุดการแสวงหา
เหมือนตำข้าวสารกรอกหม้อ ทำแค่พอกิน
หากใครมาขอกิน ให้เหมือนกัน ให้ข้าวเปลือก แล้วไปตำกินกันเอง สอนให้ช่วยตัวเอง ไม่ใช่แบมือขอย่างเดียว
คือ ทำให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า ทำยังไงถึงมีข้าวกิน ทำยังไงถึงทำให้ข้าวเปลือกกลายเป็นข้าวสารได้

.

คำว่า สิ้นตัณหา กับ คำว่า สิ้นกิเลส นั้นต่างกัน
ระหว่างตัณหากับกิเลส ที่ละได้ยากกว่าคือ กิเลส
กิเลส นองเนืองอยู่ในขันธสันดานดาน
ทั้งรู้ได้ยากและแยกได้ยาก

ตัณหา เห็นได้ง่าย รู้ได้ง่าย ได้แก่ ความติดใจ จนกระทั่งกลายเป็นความอยาก

เช่น มันว่ากู กูต้องว่ามัน

เมื่อยากได้สิ่งของ แต่ไม่มีปัญญาซื้อ
แต่อยากได้มาก ก็เลยขโมย

เห็นสามี ภรรยาของคนอื่น แล้วเกิดความชอบใจ อยากได้เป็นของตัวเอง เมื่อไม่สามารถครอบครองได้ ก็เป็นชู้แทน
ฯลฯ

.

ตัณหา สามารถกำหนดรู้ได้ หากรู้ทันตัณหาได้
กิเลสที่มีอยู่ ย่อมไม่สามารถทำอะไรได้
อุปมาเหมือนคนเป็นอัมพาต ได้แต่กรอกตาไปมา

ที่กิเลสสามารถทำให้กระทำเรื่องราวต่างๆขึ้นมาได้
ล้วนเกิดจากแรงผลักดันของตัณหา มีตัณหาเป็นแรงขับเคลื่อน

กิเลสกับตัณหา จึงเป็นคนละตัว คนละสภาวะกัน
กิเลสมีเกิดขึ้นก่อน ตัณหาเกิดที่หลัง

ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ
สิ่งที่เกิดขึ้น มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
หากกระทำไว้ในใจ ไม่สร้างเหตุออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น
ตัณหาที่มีเกิดขึ้น เช่น ความอยากตอบโต้ อยากสารพัดอยาก กระทำไว้ในใจ

เมื่อกระทำแบบนี้เนืองๆ
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ย่อมมีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง
จิตย่อมเกิดการปล่อยวางโดยตัวสภาวะเอง มิต้องบังคับให้เกิดการปล่อยวางแต่อย่างใด

เมื่อสิ้นกิเลส ตัณหาที่มีอยู่ ย่อมไม่สามารถทำอะไรได้ ย่อมสิ้นตามไปด้วย

ทาน-ทมะ-สัญญมะ

1-4-18

ภิกษุทั้งหลาย ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า
ผลวิบากแห่งกรรม ๓ อย่างนี้แล ที่ทำให้เรามีฤทธิ์มาก…
มีอานุภาพมาก… คือ

(๑) ทาน การให้

(๒) ทมะ การบีบบังคับใจ,

(๓) สัญญมะ การสำรวมระวัง, ดังนี้

อิติวุ. ขุ. ๒๕/๒๔๐/๒๐๐.

.

หมายเหตุ:

เมื่อรู้ชัดในสภาวะผัสสะ/สิ่งที่เกิดขึ้นว่า
เพราะเหตุใด สิ่งที่เกิดขึ้น จึงมีผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิด ความรู้สึกนึกคิด

ทำให้รู้ว่า
สิ่งที่เคยกระทำไว้ทาง กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม
ส่งมาในรูปของ ผัสสะ ที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะๆๆๆ

การรู้ชัด ในผัสสะ ที่เกิดขึ้น เช่นนี้ได้
สามารถรู้ด้วยการฟัง รู้ด้วยการอ่าน รู้ด้วยการภาวนา

.

เป็นเหตุให้ เกิดการกระทำเช่นนี้ ทุกๆครั้งที่ผัสสะเกิด
(สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด)

ผลแห่งวิบากกรรม ๓(ผลของการกระทำดังนี้) หมายถึง

๑. ทาน การให้ หมายถึง การให้อภัย
ให้อภัยต่อการกระทำของผู้อื่น ที่มีกับตน

๒. ทมะ การบีบบังคับใจ หมายถึง อดทน อดกลั้น กดข่มใจ
กล่าวคือ ไม่สร้างเหตุออกไปทาง(ไม่ปล่อยให้ก้าวล่วงออกไป) ทางกาย วาจา ให้กลายเป็นการสร้างกรรมใหม่(กายกรรม วจีกรรม) ให้มีเกิดขึ้น
ตามแรงผลักดันของกิเลส ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ

๓. สัญญมะ การสำรวมระวัง, ดังนี้
หมายถึง เมื่อกระทำได้เช่นนี้(การหยุดสร้างเหตุนอกตัว)
เป็นเหตุให้ เกิดความสำรวม สังวร คือ ระวัง ทุกๆครั้งที่ผัสสะเกิด
จนกระทั่งมีเกิดขึ้นเป็นอัตโนมัติ โดยไม่ต้องระวังอีกต่อไป

 

คำถามทุกคำถาม เกี่ยวกับการปฏิบัติ
“กำหนดรู้” เป็นคำตอบทุกเรื่องราว
เกินจากนั้น เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยที่มีอยู่ในแต่ละคน

 

กระชับสุด สั้นสุด

สิ่งใดเกิดขึ้น ดูที่ใจ รู้ที่ใจ ยอมรับไปตามความเป็นจริง

หยุดสร้างเหตุออกไปตามแรงผลักดันของกิเลส
ที่เกิดขึ้นจากความไม่รู้ชัดในผัสสะเป็นปัจจัย
คิดก็ให้รู้ว่าคิด แต่อย่าสร้างเหตุออกไป

.
สิ่งที่ควรทำ

หมั่นทำกรรมฐาน สร้างเหตุของการรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิต
เท่าที่โอกาสหรือสภาวะเอื้ออำนวย

หากหยุดสร้างเหตุภายนอก ไม่ว่าจะด้วยความรู้สึกนึกคิดใดๆก็ตาม
เมื่อหยุดการกระทำได้ ทุกๆสภาวะจะดำเนินไปตามเหตุปัจจัยเอง

หากยังไม่หยุด สภาวะจะหมุนๆวนๆ เดิมๆซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่

เหตุมี ผลย่อมมี
เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี

 

 

 

 

ปฏิบัติที่เรียกว่า ลำบากแและสบาย

ปฏิบัติที่เรียกว่า ลำบาก
และปฏิบัติที่เรียกว่า สบาย
ล้วนเป็นเรื่องของความรู้สึกที่มีเกิดขึ้นทางใจล้วนๆ

.

ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ปฏิบัติลำบากทั้งรู้ได้ช้า ๑
ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ปฏิบัติลำบากแต่รู้ได้เร็ว ๑

ข้อปฏิบัติ ได้แก่ การเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
(วิปัสสนา/ไตรลักษณ์เกิดก่อน สมถะ/สัมมาสมาธิ เกิดทีหลัง)

.

สุขาปฏิปทาทันธาภิญญา ปฏิบัติสะดวกแต่รู้ได้ช้า ๑
สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ปฏิบัติสะดวกทั้งรู้ได้เร็ว ๑

ข้อปฏิบัติได้แก่ การเจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น
(สมถะ/สัมมาสมาธิ เกิดก่อน วิปัสสนา/ไตรลักษณ์เกิดทีหลัง)

.

ทั้งสุขาและทุกขาปฏิปทา จะรู้ช้าหรือรู้เร็ว
เป็นเรื่องของอินทรีย์ ๕ ตัวแปรของสภาวะทั้งหมด คือ ปัญญินทรีย์

กล่าวคือ ถึงแม้จะมี อนุโลมญาณ มรรคญาณ ผลญาณเกิดขึ้นแล้ว
แต่ปัญญินทรีย์อ่อน ได้แก่ การรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔ มีเกิดขึ้นช้า

ด้วยเหตุปัจจัยนี้ เป็นเหตุปัจจัยให้
ไม่รู้ชัดวิธีการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์
(รู้แค่เปลือก ไม่รู้ถึงที่สุด)

จึงชื่อว่า ปฏิบัติลำบากและปฏิบัติสะดวก แต่รู้ได้ช้า

.
การแจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔ จะมีเกิดขึ้นได้ ต้องแจ้งใน นิพพาน
ในแง่ของการนำมากระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์(ดับเหตุปัจจัยของการเกิด)

เมื่อแจ้งในนิพพาน ตามความเป็นจริง
ที่สามารถนำมากระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ได้

เป็นเหตุปัจจัยให้แจ้งใน ผัสสะและอริยสัจ ๔

และเป็นเหตุปัจจัยให้แจ้งใน ปฏิจจสมุปบาทและอริยสัจ ๔ ในที่สุด

.

หัวใจพระธรรมคำสอน ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้
ทุกข์
เหตุแห่งทุกข์
ความดับทุกข์
ทางให้ถึงความดับทุกข์

พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ทรงตรัสรู้อริยสัจ ๔

.

.

ทบทวนสภาวะสัญญา มีรายละเอียดเพิ่ม
แต่กระชับใจความมากขึ้น

ผัสสะและอริยสัจ ๔

เมื่อนำปฏิจจสมุปบาท มากล่าวในแง่ของการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์

๒. การเกิดและการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน

ข้อปฏิบัติเพื่อการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
ได้แก่ มรรค มีองค์ ๘ เป็นเรื่องของการละอุปทานขันธ์ ๕
กล่าวคือ ผัสสะและอริยสัจ ๔(ตัณหา)

.

เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปทานจึงมี
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี

กล่าวโดยย่อ
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

.
อริยสัจ๔

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐมีสี่อย่างเหล่านี้
สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ?

สี่อย่าง คือ ความจริงอันประเสริฐ คือ ทุกข์

ความจริงอันประเสริฐ คือ เหตุให้เกิดทุกข์

ความจริงอันประเสริฐ คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์

และความจริงอันประเสริฐ คือ
ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์

.
ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ
คือ ทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?

ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นห้าอย่าง
คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า
ความจริงอันประเสริฐ คือ ทุกข์

.

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ
คือ เหตุให้เกิดทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?

ตัณหาอันใดนี้ ที่เป็นเครื่องนำให้มีการเกิดอีก
อันประกอบด้วยความกำหนัด
เพราะอำนาจแห่งความเพลิน
มักทำให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ ได้แก่
ตัณหาในกาม(กามตัณหา)
ตัณหาในความมีความเป็น(ภวตัณหา)
ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น(วิภวตัณหา)

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า
ความจริงอันประเสริฐ คือ เหตุให้เกิดทุกข์

.

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ
คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์
เป็นอย่างไรเล่า ?

ความดับสนิทเพราะความจางคลายดับไป
โดยไม่เหลือของตัณหานั้น

ความสละลงเสีย ความสลัดทิ้งไป ความปล่อยวาง
ความไม่อาลัย ถึงซึ่งตัณหานั้นเอง อันใด

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐ
คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์

.

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ
คือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์
เป็นอย่างไรเล่า ?

หนทางอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์แปดนี้นั่นเอง ได้แก่สิ่งเหล่านี้

สัมมาทิฏฐิ(ความเห็นชอบ)
สัมมาสังกัปปะ(ความดำริชอบ)
สัมมาวาจา(การพูดจาชอบ)
สัมมากัมมันตะ(การงานชอบ)
สัมมาอาชีวะ(การเลี้ยงชีพชอบ)
สัมมาวายามะ(ความเพียรชอบ)
สัมมาสติ(ความระลึกชอบ)
สัมมาสมาธิ(ความตั้งใจมั่นชอบ)

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐ
คือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์

.

ภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล
คือ ความจริงอันประเสริฐสี่อย่าง

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้
พวกเธอพึงทำความเพียร เพื่อให้รู้ตามเป็นจริงว่า

นี้เป็นทุกข์
นี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์
นี้เป็นความดับไม่เหลือของทุกข์
นี้เป็นทางดำเนิน ให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ ดังนี้เถิด

.

หมายเหตุ;

ข้อปฏิบัติ

เจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
(วิปัสสนา/ไตรลักษณ์เกิดก่อน สมถะ/สมาธิเกิดทีหลัง)

เกิดจากการกำหนดรู้ผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิตประจำวัน

 

 

สุขและทุกข์

สุข,ทุกข์ เกิดจาก

๑. เป็นเรื่องของกรรมและการให้ผลของกรรม(ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ)

๒. เป็นเรื่องของความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕(อุปทานขันธ์ ๕)

ทุกสรรพสิ่งที่เกิดขึ้น เกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่ของสิ่งๆนั้น

 

อุจเฉทวาทะ กล่าวว่า ตายแล้วสูญ

 

นัตถิวาทะ กล่าวว่า อะไรๆไม่มี ผลของบุญบาป(สมมุติ)ก็ไม่มี
กล่าวคือ ผลของเหตุ ได้แก่ การกระทำนั้น ไม่มี

 

อกิริยวาทะ กล่าวว่า ไม่เป็นอันทำ คือ ทำอะไร ไม่เป็นกรรม
ได้แก่ ทำอะไร ล้วนชื่อว่า ไม่ใช่เหตุ

 

 

จึงเป็นที่มาของ คำว่า นัตถิวาทะ
กล่าวคือ ผลของเหตุ หรือการกระทำนั้น ชื่อว่า ไม่มี

เป็นเหตุที่มาของ คำว่า อุจเฉทวาทะ
กล่าวคือ ตายแล้วสูญ

 

คำว่า อุจเฉทวาทะ นัตถิวาทะ และอกิริยวาทะ
มีเกิดขึ้น เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่
เป็นเหตุปัจจัยให้ไม่รู้ชัดในผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

 

 

 

 

ปฐมโกสลสูตรที่ ๙

ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง
บัญญัตินิพพานอันยอดยิ่งในปัจจุบันมีอยู่

ความหลุดพ้นแห่งจิตเพราะไม่ถือมั่น
เพราะรู้ความเกิด ความดับ คุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัดผัสสายตนะ ๖ ประการ ตามความเป็นจริง
นี้เลิศกว่าสมณพราหมณ์ผู้บัญญัตินิพพานอันยอดยิ่งในปัจจุบัน

ผัสสะ

ผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้น)

มองให้มาก พูดให้น้อย
รู้สึกนึกคิดอย่างไร กระทำไว้ในใจ

เหตุไม่มี ผลจะมาจากไหน
ที่ผลยังมีอยู่ เพราะเหตุยังมีอยู่

.

ผัสสะ

เป็นเรื่องของ กรรม(การกระทำ) และผลของกรรม(วิบากกรรม)

กรรมเก่า(การกระทำที่เคยทำไว้ในอดีต)
ส่งมาให้รับผล(วิบากกรรม) ในรูปแบบของ สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต

ทุกๆผัสสะที่มีเกิดขึ้น ส่งผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

.

กรรมในอดีต แก้ไม่ได้
ที่แก้ได้ คือ ปัจจุบัน

โดยการกำหนดรู้ในความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น
กระทำไว้ในใจ ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

กล่าวคือ ไม่สร้างกรรมใหม่ ให้มีเกิดขึ้นอีก
โดยการไม่ปล่อยให้ก้าวล่วงออกไปทางกาย วาจา

.

ความดับแห่งกรรม ได้แก่ ความดับผัสสะ

ปฏิทาเพื่อความดับแห่งกรรม ได้แก่ มรรคมีองค์ ๘

ข้อปฏิบัติ ได้แก่ โยนิโสมนสิการ

 

 

ความโง่เขลา เบาปัญญา

สมัยก่อน ถ้าพูดถึงเรื่อง ความดับแห่งผัสสะ

เรามักจะบอกว่า การดับผัสสะ เป็นไปไม่ได้หรอก
การที่ผัสสะดับได้ มีแต่ในคนตายเท่านั้น

เพราะรู้ในสมัยก่อน เข้าใจแค่เปลือกของผัสสะ
กล่าวคือ ผัสสะ เป็นการทำงานของอายตนะภายนอกและภายใน
เช่น ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียฯลฯ

รู้แค่เปลือก จะนำเรื่อง “ผัสสะ”
มากระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ได้อย่างไร

ผัสสะ

ผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้น)
มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
(เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ)

ผัสสะที่มีเกิดขึ้น
เป็นเรื่องของกรรม(กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม)

และผลของกรรมที่ส่งมาให้รับผล
ในรูปแบบของ ผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นในชีวิต

เหตุปัจจัยจาก อวิชชาที่มีอยู่
เป็นเหตุปัจจัยให้ ไม่รู้ชัดในผัสสะ
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

เป็นเหตุปัจจัยให้ ไม่รู้ว่า เพราะอะไร
ทำไมผัสสะ(สิ่งที่มีเกิดขึ้น) ในแต่ละขณะ
บางครั้ง รู้สึกเฉยๆ
บางครั้งทำให้มีความรู้สึกนึกคิดเกิดขึ้น

เพราะเหตุปัจจัยจากความไม่รู้ชัดในผัสสะ
เมื่อเกิดความรู้สึกนึกคิด
เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่
จึงไม่มีการกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)

ปล่อยให้ก้าวล่วงออกไปทางกาย วาจา
จึงเป็นการสร้างกรรมใหม่ ให้มีเกิดขึ้นอีก

===============

ภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดงซึ่งกรรมทั้งหลาย
ทั้งใหม่และเก่า (นวปุราณกัมม) กัมมนิโรธ และกัมมนิโรธคามินีปฏิปทา. ….

ภิกษุทั้งหลาย ! กรรมเก่า (ปุราณกัมม) เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! จักษุ (ตา) …. โสตะ (หู) …. ฆานะ (จมูก) …. ชิวหา (ลิ้น) …. กายะ (กาย) …. มนะ (ใจ)

อันเธอทั้งหลาย พึงเห็นว่าเป็นปุราณกัมม (กรรมเก่า)
อภิสังขตะ (อันปัจจัยปรุงแต่งขึ้น)
อภิสัญเจตยิตะ (อันปัจจัย ทำให้เกิดความรู้สึกขึ้น)
เวทนียะ (มีความรู้สึกต่ออารมณ์ได้).
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่า กรรมเก่า.

ภิกษุทั้งหลาย ! กรรมใหม่ (นวกัมม) เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อที่บุคคลกระทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ในกาลบัดนี้ อันใด,
อันนี้เรียกว่า กรรมใหม่.

ภิกษุทั้งหลาย ! กัมมนิโรธ (ความดับแห่งกรรม)เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อที่บุคคลถูกต้องวิมุตติ เพราะความดับแห่งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันใด,
อันนี้เรียกว่า กัมมนิโรธ.

ภิกษุทั้งหลาย ! กัม ม นิโ รธค ามินีปฏิปทา (ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งกรรม) เป็นอย่างไรเล่า ?
กัมมนิโรธคามินีปฏิปทานั้น คือ อริยอัฏฐังคิกมรรค
(อริยมรรคมีองค์แปด) นี้นั่นเอง ได้แก่
สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) สัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ) สัมมาวาจา (การพูดจาชอบ)
สัมมากัมมันตะ(การทำการงานชอบ) สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีวิตชอบ)
สัมมาวายามะ (ความพากเพียรชอบ) สัมมาสติ(ความระลึกชอบ) สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมั่นชอบ).
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่า กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา.

ภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยประการดังนี้แล (เป็นอันว่า)
กรรมเก่า เราได้แสดงแล้วแก่เธอทั้งหลาย กรรมใหม่เราก็แสดงแล้ว,
กัมมนิโรธ เราก็ได้แสดงแล้ว,
กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา เราก็ได้แสดงแล้ว.

ภิกษุทั้งหลาย ! กิจใด ที่ศาสดาผู้เอ็นดู แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล
อาศัยความเอ็นดูแล้ว จะพึงทำแก่สาวกทั้งหลาย,
กิจนั้น เราได้ทำแล้วแก่พวกเธอ.

ภิกษุทั้งหลาย ! นั่นโคนไม้, นั่นเรือนว่าง.
พวกเธอจงเพียรเผากิเลส, อย่าได้ประมาท,
อย่าเป็นผู้ที่ต้องร้อนใจ ในภายหลังเลย.
นี้แล เป็นวาจาเครื่องพร่ำสอนของเรา แก่เธอทั้งหลาย.
สฬา. สํ. ๑๘/๑๖๖/๒๒๗-๒๓๑.

============

ผัสสะ

 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย

ผัสสะเป็นส่วนสุดที่ ๑

เหตุเกิดผัสสะเป็นส่วนสุดที่ ๒

ความดับผัสสะเป็นส่วนท่ามกลาง

ตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด

เพราะว่าตัณหาย่อมร้อยรัดผัสสะ

เหตุเกิดผัสสะ และความดับผัสสะนั้นไว้

พราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งภพนั้นๆ

ด้วยเหตุเท่านี้แล

ภิกษุจึงชื่อว่าย่อมรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง

กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ เ

มื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง

กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้

ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันเทียว ฯ

ผัสสะ

กระจ่างในเรื่องกรรม

กรรม ผลของกรรม

กรรมเก่า ผลของกรรม กรรมใหม่

ต้องรู้ชัดใน ปฏิจจสมุปบาทในส่วนของผัสสะ

และอริยสัจ ๔

===========================

ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นห้าอย่าง
คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า
ความจริงอันประเสริฐ คือ ทุกข์
เหตุให้เกิดทุกข์
ตัณหาอันใดนี้ ที่เป็นเครื่องนำให้มีการเกิดอีก
อันประกอบด้วยความกำหนัด
เพราะอำนาจแห่งความเพลิน
มักทำให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ ได้แก่
กามตัณหา(ตัณหาในกาม)
ภวตัณหา(ตัณหาในความมีความเป็น)
วิภวตัณหา(ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น)

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า
ความจริงอันประเสริฐ คือ เหตุให้เกิดทุกข์

ความดับไม่เหลือของทุกข์
ความดับสนิทเพราะความจางคลายดับไป
โดยไม่เหลือของตัณหานั้น ความสละลงเสีย
ความสลัดทิ้งไป ความปล่อยวาง
ความไม่อาลัยถึงซึ่งตัณหานั้นเอง อันใด

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐ
คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์

ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์
หนทางอันประเสริฐ
ประกอบด้วยองค์แปดนี้นั่นเอง ได้แก่สิ่งเหล่านี้
ความเห็นชอบ(สัมมาทิฏฐิ)
ความดำริชอบ(สัมมาสังกัปปะ)
การพูดจาชอบ(สัมมาวาจา)
การงานชอบ(สัมมากัมมันตะ)
การเลี้ยงชีพชอบ(สัมมาอาชีวะ)
ความเพียรชอบ(สัมมาวายามะ)
ความระลึกชอบ(สัมมาสติ)
ความตั้งใจมั่นชอบ(สัมมาสมาธิ)

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐ
คือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์

=======================================

เป็นเหตุปัจจัยให้รู้ชัดว่า ทำไมสิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต ในแต่ละขณะๆๆๆ
จึงมีผลกระทบทางใจทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดและเฉยๆ

เป็นเหตุปัจจัยให้รู้ชัดว่า ทุกข์ สุข ที่มีเกิดขึ้นในชีวิต
ในแต่ละขณะๆๆๆๆ เกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัย

รวมทั้งวิธีดับกรรม(ไม่ทำกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีก)

Previous Older Entries

พฤศจิกายน 2019
พฤ อา
« ก.ย.    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: