ผัสสะและอริยสัจ ๔

เมื่อนำปฏิจจสมุปบาท มากล่าวในแง่ของการกระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์

๒. การเกิดและการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน

ข้อปฏิบัติเพื่อการดับเหตุปัจจัยของการเกิดภพชาติปัจจุบัน
ได้แก่ มรรค มีองค์ ๘ เป็นเรื่องของการละอุปทานขันธ์ ๕
กล่าวคือ ผัสสะและอริยสัจ ๔(ตัณหา)

.

เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปทานจึงมี
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี

กล่าวโดยย่อ
ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ

.
อริยสัจ๔

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐมีสี่อย่างเหล่านี้
สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ?

สี่อย่าง คือ ความจริงอันประเสริฐ คือ ทุกข์

ความจริงอันประเสริฐ คือ เหตุให้เกิดทุกข์

ความจริงอันประเสริฐ คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์

และความจริงอันประเสริฐ คือ
ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์

.
ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ
คือ ทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?

ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นห้าอย่าง
คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า
ความจริงอันประเสริฐ คือ ทุกข์

.

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ
คือ เหตุให้เกิดทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?

ตัณหาอันใดนี้ ที่เป็นเครื่องนำให้มีการเกิดอีก
อันประกอบด้วยความกำหนัด
เพราะอำนาจแห่งความเพลิน
มักทำให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ ได้แก่
ตัณหาในกาม(กามตัณหา)
ตัณหาในความมีความเป็น(ภวตัณหา)
ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น(วิภวตัณหา)

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า
ความจริงอันประเสริฐ คือ เหตุให้เกิดทุกข์

.

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ
คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์
เป็นอย่างไรเล่า ?

ความดับสนิทเพราะความจางคลายดับไป
โดยไม่เหลือของตัณหานั้น

ความสละลงเสีย ความสลัดทิ้งไป ความปล่อยวาง
ความไม่อาลัย ถึงซึ่งตัณหานั้นเอง อันใด

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐ
คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์

.

ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ
คือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์
เป็นอย่างไรเล่า ?

หนทางอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์แปดนี้นั่นเอง ได้แก่สิ่งเหล่านี้

สัมมาทิฏฐิ(ความเห็นชอบ)
สัมมาสังกัปปะ(ความดำริชอบ)
สัมมาวาจา(การพูดจาชอบ)
สัมมากัมมันตะ(การงานชอบ)
สัมมาอาชีวะ(การเลี้ยงชีพชอบ)
สัมมาวายามะ(ความเพียรชอบ)
สัมมาสติ(ความระลึกชอบ)
สัมมาสมาธิ(ความตั้งใจมั่นชอบ)

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐ
คือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์

.

ภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล
คือ ความจริงอันประเสริฐสี่อย่าง

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้
พวกเธอพึงทำความเพียร เพื่อให้รู้ตามเป็นจริงว่า

นี้เป็นทุกข์
นี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์
นี้เป็นความดับไม่เหลือของทุกข์
นี้เป็นทางดำเนิน ให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ ดังนี้เถิด

.

หมายเหตุ;

ข้อปฏิบัติ

๑. เจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น
(สมถะ/สมาธิเกิดก่อน วิปัสสนา/ไตรลักษณ์เกิดทีหลัง)

เกิดจากการกำหนดรู้ผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นขณะดำเนินชีวิตประจำวัน

.

หรือ

๒. เจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
(วิปัสสนา/ไตรลักษณ์เกิดก่อน สมถะ/สมาธิเกิดทีหลัง)

เกิดจากการการทำความเพียรเพื่อให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ

.

และ

๒. การเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่เคียงกันไป
(ทำทั้งข้อ๑ และข้อ ๒)

Advertisements

สุขและทุกข์

สุข,ทุกข์ เกิดจาก

๑. เป็นเรื่องของกรรมและการให้ผลของกรรม(ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ)

๒. เป็นเรื่องของความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕(อุปทานขันธ์ ๕)

ทุกสรรพสิ่งที่เกิดขึ้น เกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่ของสิ่งๆนั้น

 

อุจเฉทวาทะ กล่าวว่า ตายแล้วสูญ

 

นัตถิวาทะ กล่าวว่า อะไรๆไม่มี ผลของบุญบาป(สมมุติ)ก็ไม่มี
กล่าวคือ ผลของเหตุ ได้แก่ การกระทำนั้น ไม่มี

 

อกิริยวาทะ กล่าวว่า ไม่เป็นอันทำ คือ ทำอะไร ไม่เป็นกรรม
ได้แก่ ทำอะไร ล้วนชื่อว่า ไม่ใช่เหตุ

 

 

จึงเป็นที่มาของ คำว่า นัตถิวาทะ
กล่าวคือ ผลของเหตุ หรือการกระทำนั้น ชื่อว่า ไม่มี

เป็นเหตุที่มาของ คำว่า อุจเฉทวาทะ
กล่าวคือ ตายแล้วสูญ

 

คำว่า อุจเฉทวาทะ นัตถิวาทะ และอกิริยวาทะ
มีเกิดขึ้น เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่
เป็นเหตุปัจจัยให้ไม่รู้ชัดในผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

 

 

 

 

ปฐมโกสลสูตรที่ ๙

ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง
บัญญัตินิพพานอันยอดยิ่งในปัจจุบันมีอยู่

ความหลุดพ้นแห่งจิตเพราะไม่ถือมั่น
เพราะรู้ความเกิด ความดับ คุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัดผัสสายตนะ ๖ ประการ ตามความเป็นจริง
นี้เลิศกว่าสมณพราหมณ์ผู้บัญญัตินิพพานอันยอดยิ่งในปัจจุบัน

ผัสสะ

ผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้น)

มองให้มาก พูดให้น้อย
รู้สึกนึกคิดอย่างไร กระทำไว้ในใจ

เหตุไม่มี ผลจะมาจากไหน
ที่ผลยังมีอยู่ เพราะเหตุยังมีอยู่

.

ผัสสะ

เป็นเรื่องของ กรรม(การกระทำ) และผลของกรรม(วิบากกรรม)

กรรมเก่า(การกระทำที่เคยทำไว้ในอดีต)
ส่งมาให้รับผล(วิบากกรรม) ในรูปแบบของ สิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต

ทุกๆผัสสะที่มีเกิดขึ้น ส่งผลกระทบทางใจ
ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด

.

กรรมในอดีต แก้ไม่ได้
ที่แก้ได้ คือ ปัจจุบัน

โดยการกำหนดรู้ในความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น
กระทำไว้ในใจ ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่มีเกิดขึ้น

กล่าวคือ ไม่สร้างกรรมใหม่ ให้มีเกิดขึ้นอีก
โดยการไม่ปล่อยให้ก้าวล่วงออกไปทางกาย วาจา

.

ความดับแห่งกรรม ได้แก่ ความดับผัสสะ

ปฏิทาเพื่อความดับแห่งกรรม ได้แก่ มรรคมีองค์ ๘

ข้อปฏิบัติ ได้แก่ โยนิโสมนสิการ

 

 

ความโง่เขลา เบาปัญญา

สมัยก่อน ถ้าพูดถึงเรื่อง ความดับแห่งผัสสะ

เรามักจะบอกว่า การดับผัสสะ เป็นไปไม่ได้หรอก
การที่ผัสสะดับได้ มีแต่ในคนตายเท่านั้น

เพราะรู้ในสมัยก่อน เข้าใจแค่เปลือกของผัสสะ
กล่าวคือ ผัสสะ เป็นการทำงานของอายตนะภายนอกและภายใน
เช่น ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียฯลฯ

รู้แค่เปลือก จะนำเรื่อง “ผัสสะ”
มากระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ได้อย่างไร

ผัสสะ

ผัสสะ(สิ่งที่เกิดขึ้น)
มีผลกระทบทางใจ ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
(เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ)

ผัสสะที่มีเกิดขึ้น
เป็นเรื่องของกรรม(กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม)

และผลของกรรมที่ส่งมาให้รับผล
ในรูปแบบของ ผัสสะ ที่มีเกิดขึ้นในชีวิต

เหตุปัจจัยจาก อวิชชาที่มีอยู่
เป็นเหตุปัจจัยให้ ไม่รู้ชัดในผัสสะ
ที่มีเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

เป็นเหตุปัจจัยให้ ไม่รู้ว่า เพราะอะไร
ทำไมผัสสะ(สิ่งที่มีเกิดขึ้น) ในแต่ละขณะ
บางครั้ง รู้สึกเฉยๆ
บางครั้งทำให้มีความรู้สึกนึกคิดเกิดขึ้น

เพราะเหตุปัจจัยจากความไม่รู้ชัดในผัสสะ
เมื่อเกิดความรู้สึกนึกคิด
เหตุปัจจัยจากอวิชชาที่มีอยู่
จึงไม่มีการกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)

ปล่อยให้ก้าวล่วงออกไปทางกาย วาจา
จึงเป็นการสร้างกรรมใหม่ ให้มีเกิดขึ้นอีก

===============

ภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดงซึ่งกรรมทั้งหลาย
ทั้งใหม่และเก่า (นวปุราณกัมม) กัมมนิโรธ และกัมมนิโรธคามินีปฏิปทา. ….

ภิกษุทั้งหลาย ! กรรมเก่า (ปุราณกัมม) เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! จักษุ (ตา) …. โสตะ (หู) …. ฆานะ (จมูก) …. ชิวหา (ลิ้น) …. กายะ (กาย) …. มนะ (ใจ)

อันเธอทั้งหลาย พึงเห็นว่าเป็นปุราณกัมม (กรรมเก่า)
อภิสังขตะ (อันปัจจัยปรุงแต่งขึ้น)
อภิสัญเจตยิตะ (อันปัจจัย ทำให้เกิดความรู้สึกขึ้น)
เวทนียะ (มีความรู้สึกต่ออารมณ์ได้).
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่า กรรมเก่า.

ภิกษุทั้งหลาย ! กรรมใหม่ (นวกัมม) เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อที่บุคคลกระทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ในกาลบัดนี้ อันใด,
อันนี้เรียกว่า กรรมใหม่.

ภิกษุทั้งหลาย ! กัมมนิโรธ (ความดับแห่งกรรม)เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อที่บุคคลถูกต้องวิมุตติ เพราะความดับแห่งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันใด,
อันนี้เรียกว่า กัมมนิโรธ.

ภิกษุทั้งหลาย ! กัม ม นิโ รธค ามินีปฏิปทา (ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งกรรม) เป็นอย่างไรเล่า ?
กัมมนิโรธคามินีปฏิปทานั้น คือ อริยอัฏฐังคิกมรรค
(อริยมรรคมีองค์แปด) นี้นั่นเอง ได้แก่
สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) สัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ) สัมมาวาจา (การพูดจาชอบ)
สัมมากัมมันตะ(การทำการงานชอบ) สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีวิตชอบ)
สัมมาวายามะ (ความพากเพียรชอบ) สัมมาสติ(ความระลึกชอบ) สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมั่นชอบ).
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่า กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา.

ภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยประการดังนี้แล (เป็นอันว่า)
กรรมเก่า เราได้แสดงแล้วแก่เธอทั้งหลาย กรรมใหม่เราก็แสดงแล้ว,
กัมมนิโรธ เราก็ได้แสดงแล้ว,
กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา เราก็ได้แสดงแล้ว.

ภิกษุทั้งหลาย ! กิจใด ที่ศาสดาผู้เอ็นดู แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล
อาศัยความเอ็นดูแล้ว จะพึงทำแก่สาวกทั้งหลาย,
กิจนั้น เราได้ทำแล้วแก่พวกเธอ.

ภิกษุทั้งหลาย ! นั่นโคนไม้, นั่นเรือนว่าง.
พวกเธอจงเพียรเผากิเลส, อย่าได้ประมาท,
อย่าเป็นผู้ที่ต้องร้อนใจ ในภายหลังเลย.
นี้แล เป็นวาจาเครื่องพร่ำสอนของเรา แก่เธอทั้งหลาย.
สฬา. สํ. ๑๘/๑๖๖/๒๒๗-๒๓๑.

============

ผัสสะ

 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย

ผัสสะเป็นส่วนสุดที่ ๑

เหตุเกิดผัสสะเป็นส่วนสุดที่ ๒

ความดับผัสสะเป็นส่วนท่ามกลาง

ตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด

เพราะว่าตัณหาย่อมร้อยรัดผัสสะ

เหตุเกิดผัสสะ และความดับผัสสะนั้นไว้

พราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งภพนั้นๆ

ด้วยเหตุเท่านี้แล

ภิกษุจึงชื่อว่าย่อมรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง

กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ เ

มื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง

กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้

ย่อมเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันเทียว ฯ

ผัสสะ

กระจ่างในเรื่องกรรม

กรรม ผลของกรรม

กรรมเก่า ผลของกรรม กรรมใหม่

ต้องรู้ชัดใน ปฏิจจสมุปบาทในส่วนของผัสสะ

และอริยสัจ ๔

===========================

ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นห้าอย่าง
คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า
ความจริงอันประเสริฐ คือ ทุกข์
เหตุให้เกิดทุกข์
ตัณหาอันใดนี้ ที่เป็นเครื่องนำให้มีการเกิดอีก
อันประกอบด้วยความกำหนัด
เพราะอำนาจแห่งความเพลิน
มักทำให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ ได้แก่
กามตัณหา(ตัณหาในกาม)
ภวตัณหา(ตัณหาในความมีความเป็น)
วิภวตัณหา(ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น)

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า
ความจริงอันประเสริฐ คือ เหตุให้เกิดทุกข์

ความดับไม่เหลือของทุกข์
ความดับสนิทเพราะความจางคลายดับไป
โดยไม่เหลือของตัณหานั้น ความสละลงเสีย
ความสลัดทิ้งไป ความปล่อยวาง
ความไม่อาลัยถึงซึ่งตัณหานั้นเอง อันใด

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐ
คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์

ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์
หนทางอันประเสริฐ
ประกอบด้วยองค์แปดนี้นั่นเอง ได้แก่สิ่งเหล่านี้
ความเห็นชอบ(สัมมาทิฏฐิ)
ความดำริชอบ(สัมมาสังกัปปะ)
การพูดจาชอบ(สัมมาวาจา)
การงานชอบ(สัมมากัมมันตะ)
การเลี้ยงชีพชอบ(สัมมาอาชีวะ)
ความเพียรชอบ(สัมมาวายามะ)
ความระลึกชอบ(สัมมาสติ)
ความตั้งใจมั่นชอบ(สัมมาสมาธิ)

ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐ
คือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์

=======================================

เป็นเหตุปัจจัยให้รู้ชัดว่า ทำไมสิ่งที่มีเกิดขึ้นในชีวิต ในแต่ละขณะๆๆๆ
จึงมีผลกระทบทางใจทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดและเฉยๆ

เป็นเหตุปัจจัยให้รู้ชัดว่า ทุกข์ สุข ที่มีเกิดขึ้นในชีวิต
ในแต่ละขณะๆๆๆๆ เกิดจากอะไรเป็นเหตุปัจจัย

รวมทั้งวิธีดับกรรม(ไม่ทำกรรมใหม่ให้มีเกิดขึ้นอีก)

ความนึกคิด

ผัสสะ

หากกำลังทำความเพียรอยู่
จิตมีวิตก วิจารณ์ ถึงสิ่งใดก็ตาม

หากความนึกคิดที่เกิดขึ้น ไปหาอดีตบ้าง หาอนาคตบ้าง
เพลิดเพลินกับความคิด ไม่มีความรู้สึกรำคาญแต่อย่างใด

สภาพธรรมนี้ คือ ถูกโมหะครอบงำ ตัณหาเกิด
จึงเพลิดเพลินกับความนึกคิด ที่ไปหาอดีตบ้าง อนาคตบ้าง

หากความนึกคิดที่เกิดขึ้น ไปหาอดีตบ้าง หาอนาคตบ้าง
ความนึกคิดที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกรำคาญ
ประมาณว่า จะคิดอะไรนักหนา

อาการที่เกิดขึ้น ที่มีลักษณะแบบนี้ เรียกว่า ฟุ้งซ่าน
เพราะซ่านไปในอารมณ์ จึงทำให้เกิดความรำคาญ

หากความนึกคิดที่เกิดขึ้น ไปหาอดีตบ้าง หาอนาคตบ้าง
ถ้ากำหนดรู้ว่ามีความนึกคิดไปอดีตบ้าง อนาคตบ้าง
พิจรณาว่า เป็นธรรมดาของเหตุและปัจจัยที่ยังมีอยู่
ไม่เอามาเป็นอารมณ์ แค่รู้ว่ามีเกิดขึ้น

ความนึกคิดที่เกิดขึ้น ก็ไม่เที่ยง เกิดก็เพราะเหตุ

ดับหายไปเอง ตามเหตุปัจจัยของสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้น

จิตย่อมตั้งมั่นเอง ตามเหตุปัจจัย
โดยไม่ต้องพยายามกระทำเพื่อให้จิตเกิดความตั้งมั่น แต่อย่างใด

===========================

[๕๓๗] ภิกษุนั้นย่อมเจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอย่างไร ฯ
วิปัสสนา ด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น
โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง
โดยความเป็นทุกข์
โดยความเป็นอนัตตา

ความที่จิตมีการปล่อยธรรมทั้งหลายที่เกิดใน
วิปัสสนานั้นเป็นอารมณ์

เพราะความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ
ด้วยประการดังนี้ วิปัสสนาจึงมีก่อน สมถะมีภายหลัง

เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า
เจริญสมถะ มีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น ฯ

========================

จริงๆแล้ว ตัวที่เป็นปัญหา คือ ตัวตัณหา ความอยากให้ใจสงบ
พอกำหหนดว่า คิดหนอ รู้หนอ มันก็ดับหายไปด้วยกำลังของการบริกรรม

พอคำบริกรรมหาย ความนึกคิดก็กลับมาอีกแล้ว
เมื่อไปจดจ่ออยู่กับความนึกคิดตรงนี้ จึงทำให้เกิดความรำคาญ
ความอยากให้หาย จึงทำให้เกิดเป็นทุกข์

การคิดในสิ่งที่น้อมเองว่า คิดไม่ดี

เช่น คิดปรามาสพระพุทธเจ้า
นี่ก็ทำให้เกิดความฟุ้งซ่านได้
เพราะถือมั่นกับคำว่า ไม่ดี อกุศล

แท้จริงแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้น ที่เป็นปัจจัยให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
ล้วนเป็นเหตุและปัจจัยที่มีอยู่ของผู้นั้น กับผัสสะที่เกิดขึ้น
เป็นปัจจัยให้เกิดผลกระทบทางใจ

เพียงตั้งใจทำความเพียรต่อเนื่อง
ความนึกคิดที่ติดข้องสิ่งใดอยู่ จะค่อยๆหายไป
เมื่อยังมีเหตุปัจจัยอยู่ ก็มีความนึกคิดใหม่ เกิดขึ้นแทน

ที่คิดว่า หายไปแล้ว มันแค่หายไปชั่วระยะหนึ่ง
วันเวลาผ่านไป จนลืมไปว่า ไม่เคยมีความนึกคิดนี้ๆ เกิดขึ้น
สิ่งที่เคยมีเกิดขึ้น คิดว่า ไม่มีแล้ว หายไปหมดแล้ว
วันดีคืนดี กลับมาโชว์ตัวหราอีกครั้ง

——————————–

สภาพธรรมที่ละเอียดขึ้นไปอีก

อนุรุทธสูตรที่ ๒

[๕๗๐] ครั้งนั้นแล ท่านพระอนุรุทธะได้เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่
อยู่ ได้ปราศรัยกับท่านพระสารีบุตร ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว

จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วกล่าวว่า ขอโอกาสเถิดท่านสารีบุตร
ผมตรวจดูตลอดพันโลกด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์

ก็ผมปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน ตั้งสติไม่หลงลืม
กายสงบระงับไม่ระส่ำระสาย จิตตั้งมั่น เป็นเอกัคคตา
เออก็ไฉนเล่า จิตของผมจึงยังไม่พ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น

ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า ดูกรท่านอนุรุทธะ การที่ท่านคิดอย่างนี้ว่า
เราตรวจดูตลอดพันโลก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ดังนี้
เป็นเพราะมานะของท่าน

การที่ท่านคิดอย่างนี้ว่า ก็เราปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน
ตั้งสติมั่นไม่หลงลืม กายสงบระงับไม่ระส่ำระสาย
จิตตั้งมั่นเป็นเอกัคคตาดังนี้ เป็นเพราะอุทธัจจะของท่าน

ถึงการที่ท่านคิดอย่างนี้ว่า เออก็ไฉนเล่า
จิตของเรายังไม่พ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น ดังนี้
ก็เป็นเพราะกุกกุจจะของท่าน เป็นความดีหนอ

ท่านพระอนุรุทธะจงละธรรม ๓ อย่างนี้
ไม่ใส่ใจธรรม ๓ อย่างนี้ แล้วน้อมจิตไปในอมตธาตุ

ครั้งนั้นแล ท่านพระอนุรุทธะต่อมาได้ละธรรม ๓ อย่างนี้
ไม่ใส่ใจถึงธรรม ๓ อย่างนี้ น้อมจิตไปในอมตธาตุ

ครั้งนั้นแล ท่านพระอนุรุทธะ หลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว
เป็นผู้ไม่ประมาท มีตนอันส่งไปอยู่

ไม่นานนัก ได้ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม
ที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องกันนั้น
ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่

รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำ ได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี

ก็แหละ ท่านพระอนุรุทธะ ได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง
ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย ฯ

ผัสสะ

เวลาคิดพิจรณาสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง

คิดแล้ว รู้สึกเศร้าใจนะ

ยังดีนะ ที่ชีวิตหักเห มาสู่เส้นทางพระธรรมคำสอน

ดูพระพุทธเจ้า เป็นตัวอย่าง

ปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน ที่ทรงแสดงไว้
ที่สามารถนำมากระทำเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์ได้

ทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้น ยิ่งตอกย้ำความมั่นคงในใจ
เห็นเส้นทางที่เดินอยู่ ชัดเจนมาก
ไม่มีวันหวนกลับไปหาเส้นทางที่เคยเดินผ่านมา

ช่วงนี้เจอเจ้าหนี้รุมทึ้งอีกละ
บางครั้งสุดจะทานทนกับการกระทำของผู้อื่น(ความไม่รู้ของผู้นั้น)

บางครั้งบอกตัวเองว่า เหนื่อยใจก็ต้องทน
รู้สึกนึกคิดอย่างไร ก็ต้องอดทนไว้
เพราะไม่มีใครมายืนด่าหรือเบียดเบียนเราได้ตลอดชีวิต
แค่ความรู้สึกทางใจ เดี๋ยวมันก็หายไป

แต่การกระทำนี่สิ หากกระทำไปแล้ว
กลายเป็นการสร้างกรรมใหม่ทันที
เมื่อไม่อยากเกิด ต้องอดทน

เราคงทำกับเขาเหล่านั้นไว้เยอะ
ไม่รู้กี่กัปป์กี่กัลป์ กี่อสงไขย ที่เคยกระทำต่อกันไว้

เมื่อพญามารรู้
เจ้าหนี้ทั้งหลาย ย่อมมารุมทึ้ง เป็นเรื่องธรรมดา
แต่ใจนี่สิ ไม่ธรรมดา เหตุปัจจัยจากกิเลส ที่ยังมีอยู่

ไม่ว่าจะเจอสิ่งใด จะยากลำบากใจขนาดไหน
สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่มีวันทำให้เปลี่ยนใจ เปลี่ยนเส้นทางเดิน
ยังคงแน่วแน่ไปข้างหน้า ไม่มีวันจมแช่อยู่กับโลกอีกต่อไป

มาไว เคลมไว

เรื่องของอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด

มาไว เคลมไวจริงๆ

มันเกิดแปบๆ แต่หากถูกสะสมเนืองๆ
โอกาสปะทุ การระเบิดอารมณ์ มีเกิดขึ้นได้ง่าย

เหมือนมีมีดมาจิ้มๆ เจ็บนิดๆ
แรกๆรำคาญ มันน่ารำคาญ
จนสะสมให้กลายเป็นความโกรธ
พอโกรธ เริ่มโมโห
ประมาณว่า จะมายุ่งอะไรกันนักหนา
โมโหมากๆ ต้องด่า
บางคนถึงขั้นลงไม้ลงมือ

ทั้งหมด เป็นเรื่องของความไม่รู้ที่มีอยู่
การที่จะระงับ ยับยั้งการกระทำได้
ขึ้นอยู่กับสติ สัมปชัญญะ สมาธิ ที่มีเกิดขึ้น ขณะนั้นๆ

สมาธิที่เกิดขึ้น ยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งดี
เพราะช่วยกดข่มกิเลสไปส่วนหนึ่ง
เหมือนความรู้สึกนั้นๆจะดับหายไป
แต่ไม่ได้หายไปไหนหรอก
แต่เกิดจากสมาธิที่มีเกิดขึ้น
บดบังสภาพธรรมที่มีเกิดขึ้นไปชั่ว ขณะหนึ่ง
ถ้าไม่รู้ชัดสภาพะรรมต่างๆ ที่มีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ
อาจเป็นเหตุปัจจัยให้ หลงสภาพธรรมต่างๆได้

รู้สึกนึกคิดอย่างไร
หากยอมรับตามความเป็นจริง
เป็นปัจจัยให้รู้ชัดว่า กิเลสที่มีเกิดขึ้น มีมากน้อยแค่ไหน

ทั้งๆที่ สรุปแล้ว ทั้งหมด เป็นเรื่องของใจ
หากรู้เท่าทันต่อสิ่งที่เกิดในใจได้
สิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมจางคลายดับหายไปตามเหตุและปัจจัย

ตอนนี้ ถึงจะรู้ชัดในผัสสะ
รู้ชัดสิ่งที่เรียกว่า กิเลส ที่มีเกิดขึ้นในใจ

ถึงจะรู้ชัด แต่กำลังสติ สัมปชัญญญะ ที่มีอยู่
ยังไม่สามารถรับมือกับกิเลสที่มีเกิดขึ้น ในแต่ละขณะได้ทั้งหมด
ก็ทำให้รู้สึกเหนื่อยใจ ทำให้รู้สึกเบื่อหน่าย

บางครั้งเหมือนคนโรคจิต
อยากด่าเดี๋ยวนั้น
เหมือนบางที่ ใช้วิธีปาจาน
เสียงจานที่แตก สะใจจัง อะไรประาณนั้น

เพราะรู้ ได้แต่อดทนอดกลั้น
บางครั้ง สักนิดหนึ่งก็ยังดี
แล้วยอมรับผลที่กลับมา

ตราบใดที่ลมหายใจยังมีอยู่
ปลอบใจตัวเองเนืองๆว่า
เออน่า เพียรละ เดี๋ยวทุกสิ่งก็สงบลงเอง(ใจ)

แต่ตามความเป็นจริง วลัยพรไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป
เพราะรู้ว่า สิ่งที่รู้ ถึงจุดอิ่มตัวแล้ว
ไม่ต้องรู้อะไรอีกแล้ว

สิ้นชาติจบพรหมจรรย์

อุทายิสูตร

[๔๕๘] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิคมของชนชาวสุมภะ ชื่อเสตกะ
ในแคว้นสุมภะ ครั้งนั้น ท่านพระอุทายีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ ครั้นแล้วได้
กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า.

[๔๕๙] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์นัก พระเจ้าข้า ไม่เคยมีมา มีขึ้น
ความรัก
ความเคารพ
ความละอายใจ
และความเกรงกลัว

ของข้าพระองค์ซึ่งมีอยู่ในพระผู้มีพระภาคมากเพียงไร
ด้วยว่า ข้าพระองค์เมื่อเป็นคฤหัสถ์ผู้ครองเรือนอยู่ในกาลก่อน
ก็มิได้กระทำความคุ้นเคยกับพระธรรมมากนัก
มิได้กระทำความคุ้นเคยกับพระสงฆ์มากนัก

ข้าพระองค์เห็นความรัก
ความเคารพ
ความละอายใจ
ความเกรงกลัว ในพระผู้มีพระภาค จึงออกบวชเป็นบรรพชิต

พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์ว่า
อย่างนี้รูป อย่างนี้ความเกิดแห่งรูป
อย่างนี้ความดับแห่งรูป
อย่างนี้เวทนา …
อย่างนี้สัญญา …
อย่างนี้สังขาร …
อย่างนี้วิญญาณ อย่างนี้ความ
เกิดแห่งวิญญาณ อย่างนี้ความดับแห่งวิญญาณ.

[๔๖๐] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์อยู่ในเรือนว่าง
พิจารณาถึงความเกิดและความเสื่อมแห่งอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้
ได้รู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธนี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.

[๔๖๑] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมที่ข้าพระองค์บรรลุแล้วและมรรคที่ข้าพระองค์ได้แล้วนั้น
อันข้าพระองค์เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
จักน้อมนำ ข้าพระองค์ผู้อยู่โดยอาการอย่างนั้นๆ ไป
เพื่อความเป็นอย่างนั้น

โดยที่ข้าพระองค์จักรู้ชัดว่า
ชาติสิ้นแล้ว
พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี คือ
สติสัมโพชฌงค์ ที่ข้าพระองค์ได้แล้วนั้น อันข้าพระองค์เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
จักน้อมนำข้าพระองค์ผู้อยู่โดยอาการอย่างนั้นๆ ไป เพื่อความเป็นอย่างนั้น

โดยที่ข้าพระองค์จักรู้ชัดว่า
ชาติสิ้นแล้ว
พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯลฯ

อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ที่ข้าพระองค์ได้แล้วนั้น อันข้าพระองค์เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว จักน้อมนำ
ข้าพระองค์ผู้อยู่โดยอาการนั้นๆ ไป เพื่อความเป็นอย่างนั้น โดยที่ข้าพระองค์จักรู้ชัดว่า ชาติสิ้น
แล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี
มรรคที่ข้าพระองค์ได้แล้วนี้แล อันข้าพระองค์เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
จักน้อมนำข้าพระองค์ผู้อยู่โดยอาการนั้นๆ ไป เพื่อความเป็นอย่างนั้น
โดยที่ข้าพระองค์จักรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.
[๔๖๒] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดีละๆ อุทายี มรรคที่เธอได้แล้วนั้นแล
อันเธอเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว จักน้อมนำเธอผู้อยู่โดยอาการนั้นๆ ไป เพื่อความเป็นอย่างนั้น
โดยที่เธอจักรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=19&A=2749&Z=2791

หมายเหตุ;

มรรค-อริยมรรค

Previous Older Entries

ธันวาคม 2017
พฤ อา
« พ.ย.    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: