พระจริง พระเก๊

“ฟังตำรวจพระท่านพูดว่า พระเวลาบิณฑบาต ท่านจะพิจารณาจิตอยู่ภายใน
เวลาตักบาตรของโยม พระที่ให้่พรเสียงดังๆ แล้วยาว มักไม่ใช่พระจริง

พระจริงๆ ท่านจะให้พรสั้นๆ หรือบางรูปท่านก็ไม่ให้พรเลย

จริงไหมครับ”

ที่ตำรวจพระ ท่านพูดแบบนั้น เกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่

พระจริง พระเก๊ ไม่มีอยู่จริง

ที่มีอยู่จริง ที่คิดว่า คือ รูปนาม รูปนามนั้นๆ ก็ไม่มีอยู่จริง

รูปนาม ล้วนเป็นเพียงสมมุติบัญญัติ ที่พระพุทธเจ้า ทรงทิ้งเป็นแนวทางไว้ให้
เพื่อเป็นอุบาย ในการใช้ ดับผัสสะที่เกิดขึ้น

รูปนาม สักแต่ว่า รูปนาม หากมีสติ รู้อยู่
รูปนาม ที่เกิดขึ้น ย่อมดับลงไปตามเหตุปัจจัย

สิ่งที่เกิดขึ้น จึงสักแต่ว่า ธาตุ

แม้กระทั่ง ธาตุ ก็สักแต่ว่า ธาตุ
ธาตุ ก็เป็นสมมุติบัญญัติ

สภาวะตามความเป็นของสิ่งที่เกิดขึ้น
ล้วนเกิด-ดับ ตามเหตุปัจจัยของสิ่งๆนั้น

ฝึกดับผัสสะบ่อยๆ
จะเห็นสภาวะที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง มากขึ้นเรื่อยๆเอง

การสร้างเหตุนอกตัว ที่เกิดจาก ผัสสะ เป็นเหตุปัจจัย
ย่อมลดน้อย ลงไปตามเหตุปัจจัยเอง(ดับผัสสะ)

เรื่องพระให้พรกับโยม ในสถานที่ใดก็ตาม
ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีต่อกัน

พระพุทธเจ้า ทรงให้คำสอนกับใคร ที่ไหน อย่างไร
ขึ้นอยู่กับเหตุที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นๆ

เช่น องคุมาล มีอาวุธอยู่ในมือ ก็ยังทรงสอน ไม่ใช่ไม่สอน

แม้กระทั่ง พระภิกษุ ที่คิดลาสิกขา เพราะ คิดว่า ศิลมากไป(๓๒๗ ข้อ) ทำได้ยาก

พระพุทธเจ้า ยังทรงตรัสว่า งั้นรักษาข้อเดียวได้ไหม คือ ให้รักษาใจ

จิตส่งออกนอกเป็นเหตุแห่งทุกข์(การสร้างเหตุของการเกิด)

เมื่อผัสสะเกิด สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิด
ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีกับสิ่งๆนั้น

เหตุของความไม่รู้ที่มีอยู่ จึงนำความมีตัวตนที่มีอยู่(ตัวกู) เข้าไปเกี่ยวข้อง

สิ่งที่เกิดขึ้น แทนที่จะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ตามเหตุปัจจัย ของสิ่งๆนั้น

เมื่อนำความมีตัวตนเข้าไปเกี่ยวข้อง เป็นเหตุให้ ภพเกิด(มโนกรรม)

เมื่อภพเกิด เหตุของ ความไม่รู้ชัด ในผัสสะที่เกิดขึ้น
เป็นเหตุปัจจัยให้ชาติเกิด(วจีกรรม กายกรรม)

ผลคือ ทุกข์ สุข(โลกธรรม ๘) ที่เกิดขึ้น ในชีวิต

ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขโทมนัส อุปายาส ย่อมเกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัย

อีกหนึ่งอุบาย ที่พระพุทธเจ้า ทรงทิ้งไว้ให้ เพื่อดับผัสสะ ที่เกิดขึ้น

ภิกษุทั้งหลาย ! บาปกรรมแม้ประมาณน้อย
บุคคล บางคนทำแล้ว บาปกรรมนั้น นำเขาไปนรกได้

ส่วนบาปกรรมประมาณน้อยอย่างเดียวกันนั้น บางคนทำแล้ว
กรรมนั้นเป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ไม่ปรากฏผลมาก ต่อไปเลย…

ภิกษุทั้งหลาย ! ใครกล่าวว่า
คนทำกรรม อย่างใดๆ ย่อมเสวยกรรมนั้นอย่างนั้นๆ ดังนี้

เมื่อเป็นอย่างนั้นๆ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมมีไม่ได้
ช่องทางที่จะทำที่สุดทุกข์โดยชอบก็ไม่ปรากฏ

ส่วนใครกล่าวว่า

คนทำกรรม อันจะพึงให้ผล อย่างใดๆ
ย่อมเสวยผลของกรรมนั้นอย่างนั้นๆ ดังนี้

เมื่อเป็นอย่างนี้ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมมีได้
ช่องทางที่จะทำที่สุดทุกข์โดยชอบก็ย่อมปรากฏ.
ติก. อํ. ๒๐/๓๒๐/๕๔๐.

วิธีปฏิบัติ เพื่อบรรลุ มรรค ผล นิพพาน ตามคำสอนพระพุทธเจ้า

อุปัชฌายสูตร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า

เราทั้งหลายจักเป็นผู้คุ้มครองทวาร ในอินทรีย์ทั้งหลาย

เป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ

ประกอบความเพียร เป็นเครื่องตื่นอยู่ เห็นแจ้งกุศลธรรมทั้งหลาย

ประกอบการเจริญโพธิปักขิยธรรมทั้งหลาย ทุกวัน ทุกคืน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v

สิ่งที่เกิดขึ้น(ผัสสะ) สิ่งๆนั้น ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดต่างๆนานา
ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีกับสิ่งๆนั้น

หากมีสติ รู้อยู่ ไม่สร้างเหตุออกไป ตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น
สิ่งที่เกิดขึ้น(ผัสสะ) ย่อมดับลงไปเอง ตามเหตุปัจจัย

รู้กู มีแต่ดับ

กูรู้ มีแต่การสร้างเหตุของการเกิด

สิงหาคม 2017
พฤ อา
« ก.ค.    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: