พระอาจารย์นโมอรหันต์ ๘ ( อรหันตอธิษฐาน )

พระอรหันต์อริยเจ้าผู้ทรงคุณวิเศษสุดในพระพุทธศาสนา เมื่อถึงคราที่ท่านจะดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพานไปนั้น ท่านมีใจกรุณาปรารถนาจะให้ผู้คนทั้งหลาย เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาโดยยิ่ง

ทั้งต้องการแสดงให้เห็นว่า พระบวรพุทธศาสนาที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประดิษฐานไว้นี้ เป็นศาสนาที่มีธรรมวิเศษทรงไว้ซึ่งความมหัศจรรย์ ยากที่คนชั้นสามัญชนทั่วไปจะเข้าใจได้ทั่วถึง

หรือองค์พระอรหันต์ท่านจะปรารภเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตามที ก่อนหน้าที่ท่านจะดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพาน ท่านย่อมจะตั้งจิตอธิษฐานเพื่อให้เกิดปาฏิหารย์ ด้วยประธานกถาว่า ปาฏิเหรฺ โหตุ

ซึ่งแปลว่า ขอให้ปาฏิหารย์จงบังเกิดมี แก่สรีระศพของเรา แล้วท่านก็จะสำรวมจิตอธิษฐานให้สรีระศพของท่านเกิดปาฏิหารย์เป็นอัศจรรย์ต่างๆ สุดแต่ว่าท่านจะปรารถนาให้มีปาฏิหารย์เป็นประการใด

ในพระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา แสดงเรื่องปาฏิหารย์คราวดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพานของพระอรหันต์ไว้มากมายหลายกรณี เช่น

พระอรหันต์บางท่าน อธิษฐานให้ศพของตนยืนอัญชลีประณมหัตถ์ นมัสการไปทางทิศที่เป็นที่สถิตอยู่ของสมเด็จพระบรมครูเจ้าก็มี

พระอรหันต์บางท่าน อธิษฐานให้ศพของตนนั่งท่ามกลางมหาสันนิบาตก็มี

และพระอรหันต์บางท่านเข้าเานอภิญญา แล้วเหาะทะยานขึ้นฟ้าไปประดิษฐานบนนภากาศ อธิษฐานให้เกิดเตโชธาตุเผาไหม้ศพของตนบนนภากาศนั่นเอง

ในกรณีนี้ พึงเห็นอุทาหรณ์ เช่น การอธิษฐานของพระอรหันต์อานัทเถรเจ้า เมื่อคราวที่ท่านดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพานบนนภากาศเหนือแม่น้ำโรหิณีมหานที ท่านอธิษฐานให้เกิดเตโชธาตุลุกขึ้นเผาไหม้บรมศพของท่าน

จนเหลือแต่อัฐธาตุตกจากนภากาศลงมา ณ สองฝั่งริมแม่น้ำโรหิณีมหานที เป็นปาฏิหารย์มหัศจรรย์ นี่คืออำนาจอรหันตอธิษฐาน

Advertisements

พระอาจารย์นโมอรหันต์ ๗ ( เทวดาอธิษฐาน )

ปวงเทวัญชั้นฟ้าผู้สัมมาทิฏฐิทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเทพบุตรหรือเทพนารี บรรดาที่มีจิตรักใคร่ห่วงใยในพระพุทธศาสนา เมื่อได้ทราบด้วยทิพปัญญาว่า พระอรหันต์ขีณาสพเจ้าองค์ใด

ท่านดับขันธ์นิพพานไปเฉยๆ โดยมิได้อธิษฐานจิตให้เกิดปาฏิหารย์ไว้แต่ประการใดเลย บรมศพของท่านปรากฏแก่คนทั้งหลาย เหมือนกับซากศพของคนที่ถึงกาลกิริยาตายไปตามธรรมดาน่าอนาถใจ

เทวดาผู้มีสัมมาทิฏฐิน้ำใจงามนั้น ต้องการจะยกย่องพระบวรพุทธศาสนา ให้ปวงเทวัญชั้นฟ้าและบรรดามนุษย์ เกิดศรัทธาปสันนาการโดยยิ่ง จึงเข้าไปนมัสการถวายสักการะบูชาบรมศพพระอรหันต์นั้น

ตั้งจิตอธิษฐานด้วยประธานกถาแล้ว ก็สำรวมจิตอธิษฐานให้บรมศพพระอรหันต์ บังเกิดปาฏิหารย์เป็นมหัศจรรย์ต่างๆ สุดแต่ว่าเทวดานั้นจะปรารถนาให้มีปาฏิหารย์เป็นประการใด

ในกรณีที่เทวดาสัมมาทิฏฐิอธิษฐาน เพื่อให้บรมศพพระอรหันต์เกิดมีปาฏิหารย์นี้ พึงเห็นอุทาหรณ์ เช่น

การอธิษฐานของสมเด็จพระอมรินทราธิราชผู้เป็นเทวาธิบดีในสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งทรงอธิษฐานให้เกิดเตโชธาตุเผาไหม้บรมศพของท่านพระอัญญาโกณทัญญอรหันต์ ผู้เป็นพระปฐมเวไนยมหาสาวกใหญ่เป็นหนึ่งในพระพุทธศาสนา

เมื่อครั้งที่ท่านดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพาน ณ ฟากฟ้าป่าหิมวันต์ นี่คืออำนาจเทวดาอธิษฐาน

พระอาจารย์นโมอรหันต์ ๖ ( มนุษย์อธิษฐาน )

แท้จริงพระอรหันต์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นพระอรหันต์ผู้ได้ฌานอภิญญา หรือพระอรหันต์ผู้สุกขวิปัสสกะธรรมดา เมื่อถึงคราที่ท่านดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพาน ย่อมเกิดปาฏิหารย์แก่บรมศพของท่านได้ ด้วยอำนาจอธิษฐาน ๓ ประการ

คือ มนุษย์อธิษฐาน ๑ เทวดาอธิษฐาน ๑ อรหันตอธิษฐาน ๑ ซึ่งมีอรรถอธิบายดังต่อไปนี้

มนุษย์สัตบุรุษหญิงชายหรือบรรพชิตทั้งหลาย ที่มีใจกอปรด้วยคุณธรรม ปรารถนาจะยกย่องพระบวรพุทธศาสนา เมื่อทราบข่าวว่ามีพระอรหันต์ท่านดับขันเข้าสู่พระนิพพาน จึงถือเอาดอกไม้ธูปเทียนสุมาลัย เข้าไปถวายสักการะ ณ ที่ประดิษฐานศพพระอรหันต์นั้น

แล้วสำรวมจิตอธิษฐานว่า ข้าแต่พระอรหันต์ผู้ทรงคุณใหญ่ ด้วยเดชะแห่งน้ำใจอันเปี่ยมด้วยความเลื่อมใสในพระอรหันต์ของข้านี้ หากว่าสรีระร่างที่ประดิษฐานอยู่เบื้องหน้านี้ เป้นบรมศพของพระอรหันต์มหาขีณาสวเจ้าแท้จริงแล้วไซร้

ขอจงให้มีปาฏิหารย์เป็นมหัศจรรย์ขึ้นในกาลบัดนี้ด้วยเถิดประเพณีธรรมอันประเสริฐจักจำเริญยิ่งใหญ่ ปวงเทวัญชั้นฟ้าและบรรดามนุษย์ที่ได้เห็นปาฏิหารย์ จักเกิดศรัทธาปสันนาการโดยยิ่ง

ครั้นสำรวมจิตอธิษฐานด้วยประธานกถาฉะนี้ แล้วตั้งจิตอธิษฐาน ให้เกิดปาฏิหารย์ต่างๆ สุดแต่ว่าจะปรารถนาให้เกิดอย่างใด เช่น ปรารถนาจะให้บรมศพพระอรหันต์เกิดปาฏิหารย์ลอยขึ้นไปบนนภากาศก็ตั้งจิตอธิษฐานต่อไปว่า

“ขอให้ซากศพของพระอรหันต์มหาขีนาสวเจ้านี้ จงมีปาฏิหารย์ลอยขึ้นไปบนนภากาศอยู่นาน จนกว่าผู้คนและเทวดาทั้งหลายได้เห็นเป็นอัศจรรย์แล้ว จึงลอยกลับลงมาประดิษฐาน ณ ที่เดิม”

กาลเมื่อจบคำอธิษฐานของมนุษย์ผู้มีใจงามนั้น ฉับพลันบรมศพของพระอรหันต์ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ย่อมจะเกิดปาฏิหารย์ไปบนนภากาศตามคำอธิษฐานทุกประการ จะได้ประดิษฐานนิ่งเฉยอยู่ธรรมดา

หรือว่าจะมีอาการผิดแผกแตกต่างไปจากคำอธิษฐานนั้นไม่ได้ ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ย่อมเป็นเครื่องชี้ขาดให้เห็นความแตกต่างกันระหว่างบรมศพพระอรหันต์แท้กับซากศพพระอรหันต์เถื่อน

คือ หากว่าเป็นซากศพพระอรหันต์เถื่อนหรือพระอรหันต์เทียม ซึ่งได้แก่ซากศพของผีที่ยังเป็นปถุชนคนธรรมดาสามัญอยู่แท้ๆ แต่เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่เข้าใจว่าตนได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ หรือซากศพของผีที่ถูกคนโง่เขลาเบาปัญญา

พากันแต่งตั้งให้เป็นพระอรหันต์ ซากศพของผีอรหันต์เถื่อนเหล่านี้ แม้จะมีมนุษย์สัตบุรุษกอปรด้วยน้ำใจงามเป็นหมื่นเป็นพัน พากันเข้าไปนมัสการแล้วอธิษฐานต่อหน้าศพ เพื่อให้เกิดปาฏิหารย์ตามที่กล่าวมา

แม้จะอธิษฐานด้วยจิตแรงกล้าเพียงไร ซากศพผีตายพระอรหันต์เถื่อนนั้น ก็ย่อมมีสภาพการณ์เหมือนกับเป็นผีดื้อ นอนทื่อมะลื่อเฉยอยู่อย่างนั้น จะเกิดปาฏิหารย์เคลื่อนไหวให้ชื่นใจบ้าง แม้แต่สักนิดนึงก็หามิได้

โดยนัยตรงกันข้าม คือ หากว่าเป็นบรมศพพระอรหันต์ที่แท้จริงแล้ว ก็ย่อมจะเกิดมีปาฏิหารย์ตามคำมนุษย์อธิษฐานทุกประการ นี่คืออำนาจมนุษย์อธิษฐาน

บรรดาอธิษฐานตามที่กล่าวมานี้ คือ มนุษย์อธิษฐาน เทวดาอธิษฐาน และอรหันตอธิษฐานนั้น เตโชธาตุที่เกิดขึ้นเผาไหม้ท่านพระอาจารย์นโมเถรอรหันต์ จนสรีระกายของท่านย่อยยับยุบลงไปโดยพลัน นับได้ว่าเป็นเตโชธาตุที่เกิดจากอรหันตอธิษฐานอันศักสิทธิ์โดยแท้

คือ เมื่อท่านอาจารย์พระนโมเถระบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานอยู่ในถ้ำ จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ แล้วออกไปแสดงธรรมเทศนาที่วิหารทุกวันธรรมสวนะ เพื่อทดแทนคุณของชาวบ้านที่อุตส่าห์นำภัตตาหารไปถวายท่านเป็นเวลานานหลายปี

แต่จะมีผู้ใดใครคนหนึ่งซึ่งรู้ว่าท่านเป็นพระอรหันต์ ก็ไม่มีเลย เพื่อที่จะเฉลยให้ผู้มีบุญคุณเหล่านั้นได้ทราบว่าท่านเป็นพระอรหันต์ จะได้เกิดศรัทธาปสันนาการในทานที่พวกเขาอุตส่าห์กระทำมา และเกิดศรัทธาปสันนาการในพระพุทธศาสนายิ่งขึ้นไป

จวบจนอายุของท่านก็กษัยกาลลงพอดี ในราตรีปฐมยามนั้น ก่อนจะดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพาน ท่านจึงกระทำอรหันตอธิษฐานอันศักดิ์สิทธิ์ ให้เตโชธาตุเกิดขึ้นเผาไหม้สรีระกาย เพื่อให้ผู้คนทั้งหลายได้เห็นปาฏิหารย์มหัศจรรย์

ก็เมื่อเตโชธาตุอันเกิดจากอรหันตอธิษฐานอันศักดิ์สิทธิ์ฉะนี้ บรรดาผู้ที่วิ่งเข้าไปเพื่อจะช่วยดับไฟเตโชธาตุนั้น ใครเล่าจะวิ่งถลันเข้าไปดับทัน

พระอาจารย์นโมอรหันต์ ๕

เมื่อสดับความจากพระอาจารย์ใหญ่ดั่งนี้ พระนโมภิกขุ ผู้มีวาสนาบารมีที่อบรมสั่งสมมาแต่ปางก่อน ก็จำต้องบทจรเดินทางไปพบพระติรงคมหาเถระอีกครั้งหนึ่ง แต่พอไปถึงก็แทบสิ้นศรัทธา

ด้วยว่าบรรดาศิษยานุศิษย์ของพระมหาเถระต่างพากันกีดกันไม่ให้เข้าพบ โดยบอกเป็นคำขาดว่า เข้าพบไม่ได้ พระมหาเถระท่านสั่งไว้ ไม่ให้ใครเข้าพบรบกวน เนื่องด้วยท่านกำลังบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานงานใหญ่

พระนโมภิกขุผู้มีปัญญาไว จึงให้เข้าไปกราบเรียนท่านว่า ที่มาขอเข้าพบนี่ ก็เพราะมีกิจสำคัญเนื่องด้วยวิปัสสนากรรมฐานงานใหญ่เหมือนกัน ไม่ทันนานเท่าใด ก็มีคำสั่งจากพระติรงคมหาเถรคณาจารย์ใหญ่อนุญาตให้เข้าพบได้

เมื่อได้สนทนาปราศรัยทราบความเป็นไปโดยตลอดแล้ว พระนโมภิกขุก็ฝากตัวเป็นศิษย์ขอเรียนกรรมฐานกับท่านทันที พระติรงคมหาเถระก็มีจิตกรุณาสั่งสอนวิธีการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแบบวิปัสสนาวงศ์พระอรหันตะ

ที่ตนรับมาจากท่านพระเขมมหาเถระผู้ทรงอภิญญาญาณนั้นไว้ด้วยความเต็มใจ พระนโมภิกขุปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่นี่นไม่นานเท่าใด พิจรณาเห็นว่าไม่เป็นที่สัปปายะ จึงนมัสการลาพระอาจารย์ติรงคมหาเถระผู้มีพระคุณใหญ่

เดินมุ่งหน้าไปแวะสำนักมหาวิหารของพระอาจารย์เฒ่าบอกเล่าความเป็นไปให้ท่านหายห่วงใยก่อน แล้วจึงบทจรบ่ายหน้าไปยังวิหารปัจจันตชนบทที่ตนเคยพักอาศัยเป็นสุขสบาย ด้วยความตั้งใจว่า จะเข้าถ้ำบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานให้สำเร็จผลจงได้

ครั้นเดินทางมาถึงวิหารนั้นแล้ว ก็แจ้งความให้พระมิงกุลโตผู้เป็นศิษย์และประชาชนชาวบ้านได้ทราบทั่วกัน พร้อมกับขอความกรุณาให้ช่วยอนุเคราะห์ในเรื่องอาหารบิณพบาตเหมือนเช่นเดิม แล้วก็รีบเข้าถ้ำที่เคยอยู่มา เริ่มปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานทันที

ทิวาราตรีล่วงไปช้านาน นับได้ประมาณ ๗ ปี วันนี้ เป็นวันธรรมสวนะ ที่วิหารปัจจันตชนบทใกล้ถ้ำนั้น มีชาวบ้านทายกทายิกาพากันมาทำบุญทำทานมากมาย ในขณะที่เขาเหล่านั้น กำลังจัดแจงภัตตาหารล้วนแต่ประณีต

เพื่อนำไปถวายพระนโมเถระผู้เป็นเจ้าที่เข้ากรรมฐานอยู่ในถ้ำ อันเป็นกิจวัตรประจำวันที่ช่วยกันทำมานานหลายปี

แล้วอยู่ๆพวกเขาได้เห็นเจ้ากูพระนโมเถระนั้น ท่านเดินเข้ามายังวิหารด้วยอาการผ่องใส ก็เกิดโกลาหลตื่นเต้นยินดีปรีดากันยกใหญ่ ต่างพากันเข้าไปกราบนมัสการท่านอย่างชลมุนวุ่นวาย บ้างก็ไต่ถามความเป็นไปอยู่อึงคะนึง

เมื่อทำการถวายทานให้พระสงฆ์ฉันภัตตาหารเสร็จสิ้นลงแล้ว ท่านก้บอกว่า ต่อไปนี้ ทุกๆวันธรรมสวนะ ท่านจะออกจากถ้ำมาแสดงธรรมแก่ชาวบ้าน ณ ที่นี้ เพื่อเป็นการทดแทนบุญคุณ ที่เฝ้าผลัดเปลี่ยนเวียนเวรส่งภัตตาหารไปให้ท่าน

เป็นเวลานานหลายปี และโดยเหตุที่พระธรรมเทศนาที่จะแสดงนี้ จะมีประโยชน์แก่ชาวโลกต่อไปในวันข้างหน้า ฉะนั้น จึงขอให้พระมิงกุลโตญศิษย์ของท่าน ช่วยจดบันทึกข้อความสำคัญในพระธรรมเทศนานั้นด้วย

นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา พอถึงวันธรรมสวนะ ท่านพระอาจารย์นโมเถระก็ออกจากถ้ำมาแสดงพระธรรมเทศนาว่าด้วยเรื่องการปฏิบัติวิปัสสนา ตามวิธีการวิปัสสนาวงศ์พระอรหันตะ ซึ่งมีใจความที่เป็นสาระสำคัญว่า

เมื่อโยคีบุคคลผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร เข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแล้ว พระวิปัสสนาญาณจักเกิดขึ้นในขันธสันดานตามลำดับ นับตั้งแต่นามรูปปริจเฉทญาณ จนถึงมรรคผลญาณและปัจจเวกขณญาณเป็นที่สุด

แล้วพระพุทธบุตรนโมเถระก็อธิบายสภาวะแห่งวิปัสสนาญาณเหล่านั้น ออกไปอย่างกว้างขวางพิศดารยิ่งนัก โดยยกเอาคัมภีร์วิสุทธิมรรค และข้อความที่ปรากฏมีในพระบาลีมหาสติปัฏฐานสูตรพร้อมทั้งอรรถกถาฎีกามาเป็นหลักใหญ่

แล้วก็ลงท้ายด้วยคำว่าพระปริยัติและพระปฏิบัติธรรมต้องตรงกัน พระปฏิเวธธรรมคือมรรคผลนิพพานจึงจะบังเกิดขึ้นได้

ชาวบ้านปัจจันตชนบททั้งหลายที่ประณมมือแต้ ฟังพระธรรมเทศนาว่าด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอันลึกซึ้งอยู่นั้น ก็ฟังรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง แต่ว่าฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเสียมากกว่า ก็ไม่มีใครเคยปฏิบัติวิปัสสนา จะให้ฟังเรื่องวิปัสสนาและสภาวะแห่งพระวิปัสสนาญาณรู้เรื่องได้อย่างไร

ถึงกระนั้น พวกเขาก็ไม่ว่าอะไร พยายามสดับรับฟังอยู่ได้ทุกวัน ด้วยความเคารพเลื่อมใสในองค์พระอาจารย์นโมเถระเป็นสำคัญ

ในวันธรรมสวนะสุดท้าย เมื่อจบการแสดงพระธรรมเทศนาแล้ว พระอาจารย์นโมเถระก็กวักมือเรียกพระมิงกุลโตญผู้เป็นศิษย์ ให้นำเอาบันทึกพระธรรมเทศนาเรื่องการปฏิบัติวิปัสสนา ที่ท่านแสดงติดต่อกันหลายวันธรรมสวนะนั้น มาพิจรณาตรวจตราแก้ไขจนถูกต้องดีแล้ว ก็บอกว่า จงเก็บรักษาไว้ให้ดี นี่คือวิธีการปฏิบัติวิปัสสนาพระอรหันตะ

แล้วก็หันมาถามชาวบ้านที่มาประชุมกันอยู่ที่นั่นว่า บรรดาท่านทั้งหลายเคยได้ยินคำว่าพระอรหันต์บ้างหรือไม่ ครั้นได้รับคำตอบว่าเคยได้ยิน

ท่านจึงถามต่อไปว่า แล้วท่านทั้งหลาย มีใครเคยเห็นองค์พระอรหันต์กันบ้างหรือไม่ เมื่อได้รับคำตอบว่าไม่เคยเห็น ท่านจึงถามต่อไปว่า อยากจะเห็นองค์พระอรหันต์หรือไม่

เขาเหล่านั้นตอบพร้อมกันว่า อยากเห็น ท่านจึงบอกว่า ถ้าเช่นนั้น เพลาปฐมราตรีนี้ ขอให้ท่านทั้งหลายไปประชุมกันดูที่ปากถ้ำ ก็คงจะได้เห็นองค์พระอรหันต์

ราตรีนั้น ครั้นถึงเพลาปฐมยาม ท่านพระมิงกุลโตญพร้อมกับประชาชนชาวบ้านมากหลาย ได้พากันมายืนอออยู่ที่ปากถ้ำ สนทนาไต่ถามกันอยู่พึมพัมอยู่ว่า องค์พระอรหันต์ที่ท่านอาจารย์พระนโมเถระบอกให้มาคอยดูนั้น จะเป็นท่านผู้ใด มาจากไหน รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร

บางคนก็ว่าคงเป็นพระอรหันต์ท่านเหาะมาจากฟ้าป่าหิมพานต์โพ้น และบางคนก็ว่า ไม่ใช่ คงจะเป็นท่านอาจารย์นโมเถระพระผู้เป็นเจ้าของเราเสียละกระมัง เพราะเท่าที่สังเกตุ วันนี้เห็นเจ้ากูมีกายินทรีย์ผ่องใสยิ่งนัก

ในขณะที่ชาวบ้านกำลังวิพากย์วิจารณ์กันอยู่นั้น ก็ให้มีอันเป็นเกิดโอภาสแสงสว่างจ้าขึ้นมาในบริเวณถ้ำ แล้วในท่ามกลางแสงสว่างนั้น ก็พลันปรากฏร่างของพระอาจารย์นโมเถระ กำลังนั่งตั้งกายตรงดำรงสติมั่น และหลับตาในท่านั่งกรรมฐานอยู่

แลดูงามสง่าน่าเคารพบูชาเลื่อมใสยิ่งนัก ปรากฏให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แก่ตามหาชนอยู่ชั่วครู่ใหญ่ แล้วก็เกิดเตโชธาตุคือไฟ ลุกขึ้นลามเลียมชายจีวรและกายท่านอย่างน่าตกใจ ผู้คนทั้งหลายเห็นเหตุร้ายเช่นนั้น ก็พากันวิ่งถลันเข้าไปเพื่อจะช่วยดับไฟ

แต่ก็สายไปเสียแล้ว ด้วยว่า เตโชธาตุนั้น เมื่อตั้งขึ้นและเลียมไหม้อยู่ชั่วอึดใจแล้ว ก็ไพโรจน์โชติช่วงชัชวาลเข้าสังหารเผาผลาญสรีระร่างกายของท่านอาจารย์นโมเถระพระผู้เป็นเจ้า ให้ย่อยยับยุบลงโดยเร็วพลันทันใด

เมื่อผู้คนทั้งหลายวิ่งเข้าไปถึงนั้น ก็ได้เห็นแต่เพียงอัฐิธาตุของท่านเหลือเป็นกองขาวโพลนอยู่ ในกรณีนี้ ถึงแม้ว่าผู้คนเหล่านั้น จะพากันวิ่งถลันเข้าไปทันการ ก็คงไม่สามารถที่จะช่วยกันดับไฟที่เผาไหม้ได้อย่างเด็ดขาด

เพราะเตโชธาตุนั้นมิใช่ไฟธรรมดา แต่เป็นเตโชธาตุที่เกิดจากปาฏิหารย์ของพระอรหันต์ ที่ท่านอธิษฐานไว้ก่อนจะดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพาน

พระอาจารย์นโมอรหันต์ ๔

เมื่อถึงแล้วก็เข้าไปที่สำนักจตุภูมิกะวิหาร พบหมู่สงฆ์ที่นั่นไต่ถามได้ความว่า เป็นพระสงฆ์ที่สืบเชื้อสายวิปัสสนาวงศ์พระอรหันตะแท้จริงแล้ว ก็ให้ดีอกดีใจ ยิ่งเมื่อได้สนทนากันถึงเรื่องวิชาความรู้ทางพระพุทธศาสนา

ก็เห็นว่าท่านเหล่านั้นเป็นผู้มีปัญญาว่องไว สามารถทรงจำพระไตรปิฎกโดยเฉพาะพระวินัยปิฎกไว้ได้ทั้งสิ้น

แต่เมื่อไต่ถามถึงวิธีการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแบบวิปัสสนาวงศ์พระอรหันตะ ว่ามีวิธีการปฏิบัติกันอย่างไร พระสงฆ์เหล่านั้นก็ให้มีอาการซื่อบื้อ คือ นั่งอัดอั้นตันปัญญา ไม่สามารถหาคำตอบมาให้ได้ด้วยกันทุกรูป

ครั้นค่อยสอบถามความเป้นไปว่าเหตุไรจึงไม่ทราบ ก็ได้ความว่า พระสงฆ์ในจตุภูมิกะวิหาร แม้จะเป็นผู้สืบเชื้อสายมาจากวิปัสสนาวงศ์พระอรหันตะก็จริง แต่บัดนี้ต่างก็พากันมาละทิ้งวิปัสสนาธุระเสียนานแล้ว ทุกรูปหันมาสนใจในคันถธุระ

ไม่มีผู้ใดปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามเยี่ยงท่านบุรพาจารย์เลย เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงไม่ทราบว่าวิธีการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแบบวิปัสสนาวงศ์พระอรหันตะนั้น ท่านทำกันอย่างไร

ครั้นได้ความอย่างนี้ พระนโมภิกขุจึงต้องแบกเอาความผิดหวัง เดินทางกลับมายังมหาวิหารตามคำสั่งของพระอาจารย์อีกครั้งหนึ่ง แล้วกราบเรียนให้ท่านทราบทุกประการ

พระอาจารย์มหาเถระเฒ่าผู้มีจิตกรุณานั่งนิ่งฟังความจบแล้ว จึงกล่าวว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นก็แล้วไป แต่ไม่เป็นไรอย่าเพิ่งท้อถอย เราอยู่ทางนี้ก็พยายามสืบถามอยู่ บังเอิญมีผู้มาบอกว่า พระอาจารย์ติรงคมหาเถระผู้มีเกียรติยศใหญ่

เป็นคณะปาโมกข์ปกครองสงฆ์อยู่ที่วิหารไกลโพ้น และเป็นสหายกับเรา บัดนี้ เขาปลงภาระในด้านคันถธุระเสียทั้งสิ้น หันมาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอย่างเข้มงวดกวดขัน นัยว่าได้อาจารย์ดีถึงขั้นพระอรหันต์ ผู้ทรงอภิญญาเหาะเหินเดินอากาศได้ มาแนะวิธีการปฏิบัติวิปัสสนาให้

ถ้ากระไร เธอจงรีบเดินทางไปพบพระติรงคมหาเถระสหายเรานั้นเถิด บางทีอาจจะได้วิธีการปฏิบัติวิปัสสนาที่แท้จริงก็ได้

พระอาจารย์นโมอรหันต์ ๓

กาลครั้งนั้น ยังมีพระภิกษุหนุ่มรูปหนึ่ง นามว่า พระนโมภิกขุ อายุเพิ่งได้ ๒๕ พรรษา ๕ เป็นผู้มีวาสนาบารมีที่สั่งสมอบรมมาแต่ปางบรรพ์ นับเป็นเวลานานได้เป็นพันมหากัปขึ้นไป

เกิดมาในชาตินี้ จึงได้มีโอากาสเข้าบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา หลังจากเรียนเอาพระไตรปิฎกบาลีอรรถกถา จนมีความรู้เชี่ยวชาญดี

แล้ววาสนาบารมีที่เคยสั่งสมไว้ก็เข้ามาตักเตือนใจ ให้มีความปรารถนาใคร่จะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จึงออกเดินทางจากมหาวิหารเมืองใหญ่ในอมรปุระธานี มุ่งหน้าไปยังปัจจันตชนบท เพื่อแสวงหาสถานที่สำหรับปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

พบเห็นถ้ำใกล้วิหารแห่งหนึ่ง จึงกำหนดไว้ในใจ แล้วเข้าไปในวิหารเพื่อขอาศัยพักชั่วคราว

พระภิกษุเจ้าถิ่นที่อยู่ในวิหารนั้นมีนามว่า พระมิงกุลโตญภิกขุ ซึ่งยังเป็นพระนวกะอยู่ เมื่อเห็นพระอาคันตุกะมาขอพักอาศัย ก็ให้การต้อนรับด้วยความยินดี

ต่อมา พอได้ทราบว่า พระนโมภิกขุที่มาขอพักอาศัยนั้น ท่านเป็นผู้มีความรู้สูงระดับพระอาจารย์ ผ่านการศึกษาพระบาลีไตรปิฎกอรรถกถามาแล้ว ก็ยิ่งยินดีปรีดาฝากตัวเป็นศิษย์เรียนพระธรรมวินัยและมอบถวายความเป็นใหญ่ในวิหารนั้นให้ท่านด้วยความเต็มใจ

ท่านพระนโมภิกขุซึ่งมีแผนการอย่างหนึ่งอยู่ในใจ เมื่อรับมอบความเป็นใหญ่ในวิหารแห่งนั้นแล้ว ก็อุตสาหะทำหน้าที่เผยแพร่พระพุทธศาสนา ด้วยการแสดงพระธรรมเทศนาในบุญกิริยาวัตถุกถาเป็นต้น

บอกทางกุศลและทางสวรรค์ให้แก่ชาวบ้านปัจจันตชนบทถิ่นนั้นอยู่เนืองๆ โดยเหตุที่ท่านเป็นผู้มีความรู้สูง ทั้งมีปฏิภาณโวหารกล้าในการแสดงพระธรรมเทศนา

ไม่ช้านานเท่าใด ประชาชนพุทธบริษัทในละแวกบ้านนั้นก็มีความเคารพเลื่อมใสท่านอย่างสนิทใจ พากันออกปากปวารณาว่า

หากพระผู้เป็นเจ้าต้องการสิ่งใด ขอจงอย่าได้เกรงอกเกรงใจ จงกรุณาบอกมาเถิด จะจัดการถวายให้ตามความประสงค์ทั้งสิ้น ท่านก็น้อมรับคำปวารณาไว้ด้วยความยินดี

วันหนึ่งเมื่อถึงกาลอันสมควรแล้ว พระนโมภิกขุ จึงจัดให้มีการประชุมชาวบ้านทายกทายิกาพร้อมหน้า แล้วบอกความประสงค์ว่า การที่ท่านเดินทางมานี่ มีความประสงค์จะเข้ไปบำเพ็ญวิปัสสนาอยู่ในถ้ำใหญ่ใกล้วิหาร แต่ขัดข้องด้วยอาหารบิณฑบาต

หากญาติโยมพุทธบริษัทเป็นคุณงามความดีของท่านอยู่บ้างแล้ว ขอจงสงเคราะห์ท่าน ด้วยการผลัดเปลี่ยนเวียนเวรกันนำอาหารบิณฑบาตไปให้ที่ถ้ำนั้น จงทุกวันเถิด จะได้หรือไม่

ชาวบ้านทั้งหลายที่เคยปวารณาไว้ ก็พากันให้คำตอบว่า การเพียงเท่านี้จะเป็นไรไปเล่า ขออาราธนาพระผู้เป็นเจ้าจงเข้าถ้ำไปบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานตามประสงค์เถิด เรื่องอาหารบิณฑบาตนั้นไม่ต้องห่วง จะช่วยกันจัดส่งไปถวายทุกวันมิให้ขาด

ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา พระอาจารย์นโมภิกขุก็เดินทางเข้าถ้ำไปบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานง่วนอยู่เพียงองค์เดียว

ทิวาวารผ่านไปประมาณ ๓ ปี พระนโมภิกขุผู้มีวิริยะอุตสาหะในการบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานก็ออกจากถ้ำมายังวิหาร ด้วยอาการหม่นหมองของคนผิดหวัง เพราะการบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานของท่านไม่ประสบผลสำเร็จสมความมุ่งหมาย

คือว่า ไม่ได้ผล พระวิปัสสนาญาณแม้แต่สักญาณหนึ่งเดียวไม่บังเกิดขึ้นเลย ก็จะเกิดขึ้นอย่างไรได้เล่า เพราะท่านปฏิบัติเอาเอง ไม่มีครูบาอาจารย์แนะนำให้ จริงอยู่ แม้ท่านจะมีความรู้สูง เรียนจบพระบาลีไตรปิฎกอรรถกถา

แต่นั่นเป็นเรื่องคันถธุระ สำหรับวิปัสสนาธุระแล้ว จะต้องมีครูบาอาจารย์แนะนำหลักการปฏิบัติที่ถูกต้องให้ จึงจะปฏิบัติได้ผลสมความมุ่งหมาย

เมื่อได้พักผ่อนที่วิหารนั้นพอสมควรแล้ว พระนโมผู้มีจิตมุมานะไม่ท้อถอยก็ออกเดินทางจากวิหารปัจจันตชนบทนั้น มุ่งหน้าไปหาพระอาจารย์ของตน ณ มหาวิหารในเมืองอมรปุระ เล่าเรื่องของท่านให้ฟังโดยตลอดแล้ว

ก็กราบเรียนถามว่า จะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอย่างไร จึงจะได้ผลสมใจ

ท่านพระคณาจารย์ใหญ่ผู้มีวัยชราอายุเกือบ ๘๐ พรรษา ก็ตอบว่า เราก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ได้ฟังมานานแล้วว่า พระสงฆ์ที่สืบเชื้อสายวิปัสสนาวงศ์พระอรหันตะ พากันอาศัยอยู่ในวิหารจตุภูมิกะริมแม่น้ำอิรวดี

เธอจงเดินทางไปสืบความที่วิหารจตุภูมิกะ กรุงรตนปุระนั่นเถิด อาจจะพบวิธีการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ตามแบบวิปัสสนาวงศ์อรหันตะก็ได้ ไปสืบถามได้ความอย่างไรแล้ว จงกลับมาแจ้งแก่เราด้วย

พระนโมภิกขุ ผู้มีความปรารถนาจะได้วิธีการบำเพ็ญวิปัสสนาฐาน ก็จำต้องเดินทางจากสำนักมหาวิหารตามคำแนะนำของพระอาจารย์ มุ่งหน้าไปยังกรุงรตนปุระธานี

ธันวาคม 2017
พฤ อา
« พ.ย.    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: