สภาวะปัญญา, สัญญา, วิญญาณ

สภาวะที่จิตคิดพิจรณาขณะที่จิตเป็นสมาธิ อาจทำให้เข้าใจสภาวะผิดได้ว่านั่นคือตัวรู้ หรือความรู้ที่เกิดจากตัวปัญญา เป็นตัวปัญญาที่แท้จริง ที่เกิดจากจิตจริงๆ

เหตุที่ทำให้เชื่อเช่นนั้น เพราะในความคิดต่างๆที่เกิดขึ้น ขณะที่เป็นสมาธินั้น ไม่มีความเป็นตัวเราหรือทิฏฐิที่มีอยู่เข้าไปเกี่ยวข้องกับสภาวะที่เกิดขึ้น

เพราะมีคิดๆไปเรื่อยๆไม่ฟุ้งซ่าน ไม่รำคาญ เนื่องจากจิตเป็นสมาธิอยู่ มีแต่เรื่องสภาวะธรรมต่างๆ บัญญัติต่างๆ เหตุต่างๆ จิตจะคิดพิจรณาอย่างนั้น

เมื่ออกมาจากสมาธิ หากสภาวะยังไม่ถึงในความรู้นั้นๆ ต่อให้จะพยายามเขียนสิ่งที่คิดออกมา หลังจากออกมาจากสมาธิแล้ว จะจำไม่ได้ทั้งหมด

แท้จริงแล้ว ไม่ใช่สภาวะของปัญญา เป็นตัวรู้ เป็นความรู้ที่ออกมาจากของจิต แต่เป็นเพียงสภาวะสัญญา ที่เกิดจากสภาวะจิตสำรอกออกมา เป็นในรูปของความรู้ต่างๆทั้งที่เคยได้อ่าน, ได้ฟังและที่ไม่เคยได้อ่านหรือได้ฟังจากที่ไหนๆมาก่อน เกิดจากเหตุปัจจัยที่ทำไว้สะสมเป็นสัญญาและที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่

สภาวะมานะกิเลสจะเนียนละเอียดว่าทิฏฐิกิเลส เหตุเพราะ เมื่อสภาวะสักกายะทิฏฐิถูกทำลายไปหมดสิ้น วิจิกิจฉาถูกทำลายไปหมด มานะกิเลสจะเกิดขึ้นในรูปของความรู้ต่างๆ

ที่กล่าวว่า มานะกิเลส คือ เราดีกว่าเขา เราเลวกว่าเขา หรือเราเสมอกับเขา นี่เป็นสภาวะแบบหยาบของมานะกิเลส
เมื่อสักกายะทิฏฐิถูกทำลายไปลงไป จะไม่มีสิ่งใดดีหรือเลวหรือเสมอกัน แต่สิ่งที่เห็น มีความแตกต่างไปตามเหตุปัจจัยที่ทำไว้

แท้จริงแล้ว ทุกสรรพสิ่งที่มาพบเจอกัน ทั้งเกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกัน ล้วนมีเหตุปัจจัยร่วมกันทั้งทางตรงและทางอ้อม จึงมีผลกระทบต่อจิตยามที่ผัสสะต่างๆเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าจะไม่เคยรู้จักหรือไม่เคยพบกันมาก่อนก็ตาม เหตุมี ผลย่อมมี

ส่วนสภาวะมานะกิเลสที่ละเอียดขึ้นไปอีก คือ ยึดถือสิ่งที่รู้ ไม่สามารถแยกแยะได้ว่า นี่คือ สัญญา นี่คือปัญญา นี่คือวิญญาณ

เหตุเพราะยังมีอุปทานในขันธ์ ๕ อยู่ ที่มีสภาวะละเอียดมากขึ้น ไม่ยึดสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก แต่ยึดสิ่งที่รู้ชัดภายใน โดยไม่รู้ว่ายึด เป็นเหตุให้ไม่สามารถมองเห็นสภาวะตามความเป็นจริงของสภาวะสัญญา และสภาวะของปัญญา

สัมปชัญญะเกิด

เมื่อตัวสัมปชัญญะเกิดในผู้ใดก็ตาม สภาวะของผู้นั้น จิตจะมีแต่การคิดพิจรณาเนืองๆ บางครั้งมีตัวรู้หรือความรู้ต่างๆผุดขึ้นมามากมาย เป็นความรู้แปลกๆที่ไม่เคยร่ำเคยเรียนหรือเคยได้ยินได้ฟังจากผู้ใดมาก่อน สภาวะนี้เกิดจากวิปัสสนูปกิเลส

สภาวะสัญญา

หากไม่รู้ ไปยึดติดกับสิ่งที่ผุดขึ้นมานี้ ย่อมคิดว่า สิ่งๆนี้เป็นปัญญา โดยตัวสภาวะที่แท้จริงของสิ่งที่ผุดขึ้นมา หรือความรู้ต่างๆที่หลั่งไหลออกมามากมาย จนจำไม่ได้ ถึงขนาดต้องจด สภาวะนี้เป็นสภาวะของสัญญา ไม่ใช่สภาวะปัญญาที่แท้จริง

นี่เป็นอีกหนึ่งสภาวะที่เนียนละเอียดของสภาวะมานะกิเลสที่มีอยู่ในขันธสันดาน เนืองนองอยู่ สภาวะถูกกระตุ้นตามเหตุปัจจัยให้เกิด เมื่อไม่รู้ชัดในสภาวะปัญญาที่แท้จริง ย่อมให้ค่าว่าสิ่งที่ถูกรู้หรือความรู้ต่างๆที่เกิดขึ้นนี้เป็นตัวปัญญา

สภาวะปัญญา

สภาวะของปัญญญาที่แท้จริง มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น คือ การเห็นแจ้งไตรลักษณ์ตามความเป็นจริงของสภาวะที่มีอยู่จริง

ซึ่งมีเกิดขึ้นในชีวิตและมีเกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิ

เหตุปัจจัยจาก การกำหนดรู้(โยนิโสมนสิการ)

เมื่อเห็นสภาวะไตรลักษณ์ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง จะเห็นแต่โทษ, ภัย, ทุกข์ของการเกิด

เมื่อรู้เห็นเช่นนี้เนืองๆ จิตจะเกิดความเบื่อหน่ายไม่ปรารถนาในการเกิดอีกต่อไป จิตเกิดการปล่อยวางโดยตัวของจิตเอง

วิริยะ หรือความเพียรจะเกิดขึ้นเอง มิใช่เพียรเพราะความอยากหรือฝีนใจทำ เป็นความเพียรที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย

แม้กระทั่งความศรัทธาและปัญญาล้วนไม่แตกต่างกัน เกิดตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่จากการพยายามทำให้เกิดขึ้น

ถ้ามีความพยายามแฝงอยู่ในการกระทำ เพื่อทำให้เกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นเพียงบัญญัติ ไม่ใช่สภาวะปรมัตถ์ตามความเป็นจริงของสภาวะนั้นๆ สภาวะที่เกิดขึ้นจึงพบวิจิกิจฉาเนืองๆ เพราะความอยากเป็นเหตุ

เมื่อใดสักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็นทั้งภายนอกและภายในได้เมื่อไหร่

จึงจะรู้ชัดในสภาวะต่างๆตามความเป็นจริงทั้งภายในและภายนอก

เมื่อนั้นตัวปัญญาจึงจะเกิดขึ้นเองตามสภาวะ เป็นเหตุให้สามารถแยกแยะได้ว่านี่ สัญญา นี่ปัญญา นี่วิญญาณ

 

 

สภาวะวิญญาณ

วิญญาณเป็นเพียงธาตุรู้ รู้ในผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้น

เหตุเพราะมีความไม่รู้อยู่ หรืออวิชชาครอบงำอยู่

เป็นเหตุให้ไม่รู้ชัดในเหตุของผัสสะต่างๆ ว่าผัสสะนั้นๆเกิดจากอะไร และอะไรเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด

ฉะนั้น เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะภายนอกหรือภายใน จึงมีอุปทานขันธ์ ๕ ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เกิดขึ้น เกิดจากสภาวะสักกายะทิฏฐิหรือทิฏฐิกิเลสที่มีอยู่

สภาวะสัญญา มีแต่การสร้างเหตุของการเกิด เพราะยึดติดในสิ่งที่คิดว่ารู้เป็นตัวปัญญา ซึ่งเกิดจากอุปทานขันธ์ ๕ ที่มีอยู่

ถึงแม้ว่าความรู้ต่างๆจะเกิดขณะจิตเป็นสมาธิก็ตาม ล้วนเป็นเพียงสัญญาที่เกิดจากกิเลสที่มีอยู่

สภาวะปัญญา มีแต่การดับที่ต้นเหตุของการเกิด

อย่างหยาบ คือ ดับที่การกระทำ

อย่างละเอียด คือ ดับกิเลสที่เกิดขึ้นในจิต ที่เป็นต้นเหตุของการกระทำ

ดับถึงที่สุดที่ไม่ต้องดับอีกต่อไป คือ ดับที่อนุสัยที่นองเนืองอยู่ในขันธสันดาน

พระบาลีว่า “อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ”

มีปกติพิจรณาเห็นกายทั้งภายในและภายนอกอยู่เนืองๆ ได้แก่ สักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น ในสิ่งที่เกิดขึ้นภายในและภายนอกอยู่เนืองๆ

สภาวะได้แก่

ภายใน รู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้นในกายและจิต(รูปนาม) เนืองๆ

ภายนอก รู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้นเนืองๆ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นให้แค่ดู แค่รู้ ภายใน รู้สึกนึกคิดยังไง รู้ไปตามนั้น

แต่อย่านำความรู้สึกนึกคิดอยู่นั้น มาก่อให้เกิดการกระทำ

ความคิดห้ามไม่ได้ แต่ห้ามการกระทำได้

รู้สึกได้ คิดได้ เพราะยังมีการยึดมั่นถือมั่น ยังมีกิเลสอยู่ ยอมรับไปตามความเป็นจริง

เหตุที่เป็นแบบนั้นเพราะยังมีเหตุปัจจัยกับสิ่งที่มากระทบหรือผัสสะที่เกิดขึ้น

 

 

 

 

Advertisements

ภังคญาณ

ภังคญาณ แปลว่า ปัญญาพิจรณาเห็นแต่ความดับของรูปนามฝ่ายเดียว ดังบาลีว่า

” อารมฺมณํ ปฏิสงฺขา ภงฺคานุปสฺสเน ปญฺญา วปสฺสเน ญาณํ ”

ปัญญาที่พิจรณานามรูปแล้ว ตามเห็นเฉพาะความดับไปของรูปนามฝ่ายเดียว ชื่อว่า ภังคญาณ

เมื่อวิปัสสนาญาณได้เกิดขึ้น จิตได้อารมณ์ปรมัตถ์ ทิ้งอารมณ์บัญญัติ ดังหลักฐานว่า

ภาวนาย ปน วฑฺฒมานาย ปญฺญตฺตึ สมติกฺกมิตฺวา สภาเวเยว จิตฺตํ ติฏฺฐติ

เมื่อภาวนากำลังดำเนินอยู่ จิตก้าวล่วงบัญญัติแล้ว ดำรงอยู่ในปรมัตถ์ล้วนๆ เมื่อปฏิบัติถึงญาณนี้ อารมณ์ที่กำหนดและจิตที่รู้ จะปรากฏว่า หายไปๆ
แต่ผู้ปฏิบัติจะเห็นว่า รูปหายไปก่อน จิตหายไปทีหลัง อันที่แท้นั้นหายไปพร้อมกัน การที่เป็นเช่นนั้น เพราะจิตก่อนดับไป จิตหลังตามรู้ ดังหลักฐานรับรองไว้ว่า

เยน จิตฺเตน ตํ รูปารมฺมณํ ขยโต ทิฏฺฐ ตสฺส จิตฺตสฺส ปเรน จิตฺเตน ภงฺคํ อนุปสฺสติ

จิตใดเห็นรูปารมณ์นั้น โดยความสิ้นไปเสื่อมไป ผู้ปฏิบัติย่อมตามเห็นความดับไปของจิตนั้นด้วยจิตอื่น

สภาวะหรือลักษณะอาการที่เกิดขึ้น

เมื่อมาถึงสภาวะนี้ จะไม่มีการใช้บัญญัติต่างๆเป็นอารมณ์ เช่น การใช้คำบริกรรมหรือการใช้การกำหนดต่างๆ จะหายไปหมด หายไปเอง ถึงแม้จะพยายามกำหนดหรือพยายามนำคำบริกรรมขึ้นมาใช้
จิตก็จะไม่ยึดติดกับคำบริกรรมหรือคำกำหนดนั้นๆ เพราะจิตจะไปรู้ที่สภาวะหรืออาการที่เกิดขึ้นโดยตรง ตามที่สภาวะนั้นๆเกิดขึ้นหรือเป็นอยู่

เช่น ท้องพอง จะกำหนดว่าพองหนอ จิตมันจะไม่ยอมกำหนดตาม แต่จะรู้ลงไปตรงๆตามความเป็นจริงของสภาวะหรืออาการที่เกิดขึ้น

การที่พยายามใส่คำบริกรรมลงไป หรือเมื่อพยายามกำหนดว่าพองหนอลงไป จะเหมือนการกำหนดลงไปบนความว่างเปล่า เหมือนอาการท่องปากเปล่า

แม้แต่การบริกรรมพุทโธตามลมหายใจเข้าออกก็เช่นกัน อาการที่เกิดขึ้นไม่แตกต่างจากการใช้พองหนอ ยุบหนอ
ไม่ส่งผลกระทบไปถึงจิต หรือรู้เข้าไปถึงจิตแต่อย่างใด

สภาวะเมื่อมาถึงจุดๆนี้ จะมีสภาวะอารมณ์เป็นปรมัตถ์ เช่น ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบท ยืน เดิน นั่ง นอน จะรู้ชัดอยู่ในอิริยาบทนั้นๆโดยมิต้องกำหนดอารมณ์บัญญัติขึ้นมาแต่อย่างใด

ในอิริยาบทเดินจะสังเกตุเห็นได้ง่ายๆของแรกๆที่สภาวะนี้ได้เกิดขึ้นคือ เวลาเดินจะรู้สึกเสียววาบๆที่ฝ่าเท้าตลอดเวลาที่เดิน ต่อมาจะรู้ชัดที่ฝ่าเท้า โดยไม่ต้องกำหนดคำบริกรรมหรือต้องกำหนดรู้แต่อย่างใด
ต่อมา อาการเสียววาบๆที่ฝ่าเท่าจะหายไป จะเป็นการรู้ในสภาวะโดยตรง รู้แบบธรรมชาติ รู้ชัดที่ฝ่าเท้าตลอดเวลา ไม่ว่าจะก้าวย่างทำอะไรหรือไปไหนก็ตาม จะรู้ชัดขึ้นมาเอง โดยมิต้องกำหนดรู้หรือต้องใช้คำบริกรรมแต่อย่างใด

การนั่ง เมื่อนั่ง จะรู้อยู่ในการเคลื่อนไหวของกายโดยตรง เช่น รู้ลมหายใจเข้าออก รู้ท้องพองยุบ รู้เสียงชีพจรเต้น รู้การเคลื่อนไหวในส่วนอื่นๆของกาย จะรู้ชัดอยู่อย่างนั้น โดยไม่ต้องใช้การกำหนดรู้หรือต้องใช้คำบริกรรมภาวนาแต่อย่างใด

การยืน ยืนก็รู้ว่ายืน รู้เท้าที่ยืนแนบพื้นชัดเจน รู้กายชัดเจน เรียกว่า รู้สึกตัวทั่วพร้อม โดยมิต้องใช้การกำหนดรู้หรือบริกรรมใดๆ

การนอน นอนก็รู้ชัดในการนอน

ในอิริยาบทย่อยอื่นๆ จะรู้ชัดในสิ่งที่กำลังทำหรือรู้ชัดอยู่ในอิริยาบทนั้นๆ

เรียกว่า ทุกๆอริยิบท ถึงแม้จะไม่ใช้คำบริกรรมหรือการกำหนดรู้ก็ตาม ก็ไม่ต้องไปจดจ้อง ไม่ต้องไปเอาจิตจดจ่อเพื่อที่จะรู้ แต่จิตเขาจะรู้เองโดยสภาวะของตัวเขาเอง

ทั้งหมดนี้ จะรู้ชัดได้มากน้อยแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับกำลังของสติ สัมปชัญญะ ส่วนจะรู้อยู่ในสภาวะนั้นๆได้นานแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับกำลังสมาธิขณะนั้นๆ ว่ามีกำลังแนบแน่นได้มากน้อยแค่ไหน
เพียงแต่สภาวะนี้ จะไม่มีการใช้อารมณ์บัญญัติหรือคำบริกรรมภาวนาใดๆแล้ว จิตเขาจะรู้ชัดลงไปตรงๆกับสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงของเขาเอง

จุดเด่นของสภาวะนี้ คือ เพราะไม่มีอะไร หายไปหมด

เพราะไม่มีอะไร คือ ไม่การใช้การกำหนดรู้ ไม่มีคำบริกรรมภาวนาใดๆทั้งสิ้น

หายไปหมด คือ แรกๆมีการใช้การกำหนดรู้ ใช้คำบริกรรมภาวนา พอปฏิบัติมาถึงสภาวะนี้แล้ว ทั้งการกำหนดรู้ และคำบริกรรมภาวนาต่างๆ หรือแม้กระทั่งการเอาจิตจดจ่อ จดจ้องเพื่อที่จะรู้ลงไปก็ตาม จะหายไปหมดสิ้นเองเมื่อมาถึงสภาวะนี้

และเมื่อมาถึงสภาวะนี้แล้ว สภาวะต่อๆไป จะมีสภาวะเป็นสภาวะปรมัตถ์ตลอด จะไม่มีการหวนกลับไปหาการใช้บัญญัติเป็นอารมณ์หรือการใช้การกำหนดรู้โดยการใช้บัญญัติอีกต่อไป

เรียกว่า ไม่มีการใช้การกำหนดรู้หรือไม่มีการใช้การบริกรรมหรือคำบริกรรมภาวนาต่างๆอีกต่อไปนั่นเอง มันจะแค่รู้อยู่ในสภาวะนั้นๆตามความเป็นจริงของสภาวะที่เกิดขึ้น

ธันวาคม 2017
พฤ อา
« พ.ย.    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: