พรหมจรรย์

อุปัฑฒสูตร

ความเป็นผู้มีมิตรดี เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้น

[๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิคมของชาวศักยะชื่อสักระ ในแคว้นสักกะของชาวศากยะทั้งหลาย ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี
นี้เป็นกึ่งหนึ่งแห่งพรหมจรรย์เทียวนะ พระเจ้าข้า.

[๕] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ เธออย่าได้กล่าวอย่างนั้น
เธออย่าได้กล่าวอย่างนั้น

ก็ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี
นี้เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้นทีเดียว

ดูกรอานนท์ อันภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี พึงหวังข้อนี้ได้ว่า
จักเจริญอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘
จักกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘.

[๖] ดูกรอานนท์ ก็ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี
ย่อมเจริญอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘
ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า?

ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ
อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ

ย่อมเจริญสัมมาสังกัปปะ …
สัมมาวาจา …
สัมมากัมมันตะ …
สัมมาอาชีวะ …
สัมมาวายามะ …
สัมมาสติ …
สัมมาสมาธิ
อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ

ดูกรอานนท์ ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี
ย่อมเจริญอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘
ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล.

[๗] ดูกรอานนท์ ข้อว่า ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี
เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้นทีเดียวนั้น พึงทราบโดยปริยายแม้นี้

ด้วยว่าเหล่าสัตว์ผู้มีชาติเป็นธรรมดา
ย่อมพ้นไปจากชาติ

ผู้มีชราเป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจากชรา
ผู้มีมรณะเป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจากมรณะ

ผู้มีโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เป็นธรรมดา
ย่อมพ้นไปจากโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส
เพราะอาศัยเราผู้เป็นกัลยาณมิตร

ดูกรอานนท์ ข้อว่า ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี
เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้นทีเดียวนั้น พึงทราบโดยปริยายนี้แล.

http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=19&A=26&Z=51

Advertisements

มรรคกับอริยมรรค(ใหม่)

ความแตกต่างระหว่าง มรรคมีองค์ ๘ กับ อริยมรรค มีองค์ ๘

มรรค มีองค์ ๘ กับ สติปัฏฐาน ๔(โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ) เป็น ปัจจุบันธรรม เป็นสภาวะ ที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะ ขณะผัสสะเกิด ในชีวิตแต่ละขณะๆๆๆๆๆ(วิธีการดับภพชาติปัจจุบัน/นิพพาน)

อริยมรรค มีองค์ ๘ กับ มหาสติปัฏฐาน ๔(โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ) เป็น สภาวะที่เกิดขึ้น ขณะ จิตตั้งมั่นอยู่ ในขณะที่ปฏิบัติ เต็มรูปแบบ (วิธีการการดับภพชาติ การเวียนว่ายตายเกิด ในวัฏฏสงสาร/นิพพาน)

จะรู้วิธีการ ต้องแจ้งในสภาวะนิพพาน ตามความเป็นจริงก่อน

เมื่อแจ้งในสภาวะนิพพาน ตามความเป็นจริง เป็นเหตุให้แจ้งในสภาวะ ปฏิจจสมุปบาท ตามความเป็นจริง

เมื่อแจ้งใน สภาวะปฏิจจสมุปบาท ตามความเป็นจริง เป็นเหตุให้แจ้งใน สภาวะโยโนิโสมนสิการ ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นวิธีการปฏิบัติ เพื่อไปให้ถึง ที่สุดแห่งทุกข์(นิพพาน)

ถ้าเห็นตามความเป็นจริง ที่เกิดขึ้นของ สภาวะโยนิโสมนสิการ จะรู้เหมือนๆกันว่า โยนิโสมนสิการ เป็นธรรมที่มีอุปการะคุณมากที่สุด ทั้งทางโลก(ตัดภพชาติปัจจุบัน) และทางธรรม(ตัดภพชาติ การเวียนว่าย ในวัฏฏสงสาร)

โยนิโสมนสิการ จึงเป็นธรรมที่มีอุปการะคุณมากที่สุด เพราะเป็นเหตุของเกิด โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ

โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ ที่เกิดขึ้น ล้วนเกิดจาก โยนิโสมนสิการ เป็นเหตุปัจจัย

การใช้หลักโยนิโสมนสิการ สภาวะไตรลักษณ์ ย่อมเกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย โดยไม่ต้องไปน้อมเอา หรือคิดเพื่อทำให้เกิดขึ้นแต่อย่างใด

ถ้าต้องการเป็นโสดาบันบุคคล(โสดาปัตติมรรรค-โสดาปัตติผล) ในชาตินี้ ใช้หลักโยนิโสมนสิการ ทั้งการดำเนินชีวิตและการปฏิบัติ ย่อมถึงที่สุดแห่งทุกข์ ได้แน่นอน

โยนิโสมนสิการกับปัญญา เป็นคนละสภาวะกัน

โยนิโสมนสิการ เป็นเหตุของการเกิดปัญญา คือ สัมมาทิฏฐิ

แม้พวกสัตว์มีแพะ แกะ โค กระบือ อูฐ เป็นต้น ไม่สามารถมีโยนิโสมนสิการได้ เพราะ สัตว์ ไม่สามารถแยกแยะสภาวะที่เกิดขึ้นภายในจิตได้

สัตว์ จึงไม่สามารถ สร้างโยนิโสมนสิการ ให้เกิดขึ้นกับตัวเองได้ เหตุเพราะ ไม่สามารถหยุดสร้างเหตุ ที่เกิดจาก ความรู้สึกนึกคิด ของตนได้

ฉะนั้น สัตว์ จึงไม่สามารถปฏิบัติ ตามหลักวิธีการ โยนิโสมนสิการได้

ส่วนมนุษย์ สามารถใช้หลักโยนิโสมนสิการ ในการดำเนินชีวิตและการปฏิบัติได้ เนื่องจาก สามารถปฏิบัติตามได้ ถึงแม้ไม่ได้รู้สภาวะโยนิโสมนสิการ ตามความเป็นจริง ด้วยตนเอง

ตัวอย่างของ สภาวะโยนิโสมนสิการ

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v … 14&A=10912

มรรค มีองค์ ๘ และ อริยมรรค มีองค์ ๘

เหตุไม่มี ผลย่อมไม่มี

พยายามระวังมากขึ้น แต่ไม่เครียด

นอกนั้น ไม่มีอะไร ไม่ได้อยากได้อะไรเป็นอะไร เพราะ ไม่อยากเกิด การเกิดน่ากลัวมากๆ

รู้แล้ว จึงไม่อยาก ไม่รู้จะอยากไปทำไม เพราะรู้ว่า เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม จะรู้เอง

หัวใจของการปฏิบัติ

จิ.เจ.รุ.นิ ได้แก่ จิต เจตสิก รูป นิพาาน

รู้ชัดเรื่องจิต รู้ชัดเรื่องเจตสิก สิ่งที่เกิดขึ้นกับจิต บางคนเรียก กิริยาของจิต หมายถึง ฝ่ายกุศลและอกุศล และอุเบกขา ที่เกิดขึ้นกับจิต

รู้ชัดในเรื่องรูป ย่อมรู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต หรือที่เรียกว่า ผัสสะ

รู้ชัดเรื่องนิพพาน ย่อมรู้วิธีการดับเหตุแห่งทุกข์ ได้แก่ เหตุของการเกิดทั้งนอกและใน หมายถึง ภพชาติปัจจุบัน และการเวียนว่าย ในวัฏฏสงสาร

นั่นคือ มรรค มีองค์ ๘ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ ปัจจุบัน ขณะ หรือ เมื่อผัสสะเกิด ทุกๆขณะ หมายถึง สัมมาสติ ขณะผัสสะเกิด สามารถรู้ชัดอยู่ภายใน กาย เวทนา จิต ธรรม คือ รู้ชัดทั้งภายนอก(สิ่งที่เกิดขึ้นนอกตัว) ภายใน(สิ่งที่เกิดขึ้นในตัว)

เป็นเหตุของ ฝ่ายดับ การเกิดภพชาติปัจจุบัน(ปัจจุบัน ขณะ) เนื่องจาก เป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ(มรรค มีองค์ ๘ เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะ)

เหตุของฝ่ายเกิดภพชาติ ได้แก่ การสร้างเหตุทางมโนกรรม วจีกรรม กายกรรม ตามความรู้สึกยินดี/ยินร้าย/กิเลส(โลภะ โทสะ โมหะ) ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ โดยมีผัสสะ หรือสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะ เป็นเหตุปัจจัย

อริยมรรค มีองค์ ๘ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ ปัจจุบันธรรม หมายถึง สัมมาสมาธิ หรือ ขณะจิตตั้งมั่นอยู่ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เป็นเหตุให้ สามารถรู้ชัดอยู่ภายในกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม

เป็นเหตุของ ฝ่ายดับ การเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร

เหตุของฝ่ายเกิด ได้แก่ มิจฉาสมาธิ หมายถึง ขาดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม(สัมปชัญญะ) ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่(อัปปนาสมาธิ/ฌาน)

กายในกาย หมายถึง ขณะจิตเป็นสมาธิ สามารถรู้ชัดในสิ่งที่เกิดขึ้นภายในกายได้ เช่น รู้ลมหายใจเข้าออก รู้ชัดที่จมูก โพรงจมูก ที่จมูก ปลายจมูก ท้องพองยุบ ตามลมหายใจเข้าออก รู้ชัดที่ลิ้นปี่ กำลังเคลื่อนไหว ตามลมหายใจเข้าออก รู้ชัดที่ชีพจรตามส่วนต่างๆของร่างกาย รู้ชัดที่กายนั่งอยู่ฯลฯ

หมายถึง ไม่ว่า มีอะไรเกิดขึ้นกับกาย จะรู้หมด อากาศร้อนเย็น ก็รู้ ลมพัดถูกกายก็รู้ ขึ้นอยู่กับ กำลังสมาธิและสติ ที่เกิดขึ้นขณะนั้นๆ

เมื่อมีความสมดุลย์ ระหว่าง สมาธิกับสติ เป็นเหตุให้ สัปมชัญญะ หรือความรู้สึกตัวย่อมเกิดขึ้น เป็นเหตุให้ สามารถรู้ชัดในสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นทั้งภายนอกและภายใน ขณะจิตตั้งมั่นอยู่

เวทนาในเวทนา หมายถึง ทุกขเวทนา ที่เกิดขึ้นกับกาย เช่น ความปวดเมื่อยที่เกิดขึ้น ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่

จิตในจิต หมาถึง ขณะจิตเป็นสมาธิ กิเลส ก็สามารถเกิดขึ้นได้ เช่น ความกำหนัดในกาม เกิดเอง ดับเอง ไม่ต้องไปกำหนดเพื่อให้หายแต่อย่างใด กิเลสนี้ เป็นสภาวะที่ละเอียด

ธรรมในธรรม หมายถึง ขณะจิตเป็นสมาธิ ความคิด ก็สามารถเกิดขึ้นได้ สุดแต่ว่า มีเหตุปัจจัยอะไรอยู่ ขณะความคิดเกิด รู้ว่าคิด แต่ไม่รู้สึกรำคาญแต่อย่างใด เกิดเอง ดับเอง ไม่ต้องไปกำหนดเพื่อให้หายแต่อย่างใด

เมื่อมีมิจฉาสมาธิ เป็นเหตุให้ สัมมาทิฏฐิ(อริยมรรค) ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เป็นเหตุให้ มีการเกิด เวียนว่ายในวัฏฏสงสาร

ถ้าหมั่นสร้างเหตุของการดับ ณ ปัจจุบันขณะ หมายถึง มรรค มีองค์ ๘

อริยมรรค มีองค์ ๘ ย่อมเกิดขึ้นเอง ตามเหตุปัจจัย

หยุดสร้างเหตุนอกตัว ทำความเพียรต่อเนื่อง นี่คือ หัวใจของการปฏิบัติทั้งในและนอก

นอกนั้น ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัย ที่มีอยู่ และที่กำลังสร้างให้เกิดขึ้นใหม่

พึงสำรวม สังวร ระวัง เพราะ ชีวิตนี้ น้อยนัก จงใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตัวเอง ก่อนที่จะหมดลมหายใจ โดยไม่คิดทำประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับตัวเอง

การทำบุญ ทำทาน ให้ประโยชน์สูงสุดแค่ สวรรค์ แต่เป็นเหตุของการลดความตระหนี่ถี่เหนียวของตนเอง

การหยุดสร้างเหตุนอกตัว ไม่ยอมทำตามกิเลสที่เกิดขึ้น และทำความเพียรต่อเนื่อง มากน้อย ตั้งใจทำ นี่คือ ประโยชน์สูงสุด ได้แก่ นิพพาน ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิด ให้ทุกข์อยู่ร่ำไป

ไม่ต้องใช้เงิน ใช้แค่กายที่มีอยู่และใช้ใจที่อดทน กดข่ม ไม่สร้างเหตุตามกิเลสที่เกิดขึ้น

มรรค

มรรค

ละนันทิ จิตหลุดพ้น

กัสสป ! หนทางมีอยู่ ปฏิปทามีอยู่
ซึ่งผู้ปฏิบัติตามแล้ว จักรู้ได้เอง จักเห็นได้เอง.
สี. ที. ๙/๒๐๙-๒๑๐/๒๖๕.

ภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดงซึ่ง มิจฉาปฏิปทา และสัมมาปฏิปทา แก่พวกเธอ
เธอทั้งหลาย จงฟังซึ่งข้อความนั้น.

ภิกษุทั้งหลาย ! มิจฉาปฏิปทา เป็นอย่างไรเล่า ?
มิจฉาปฏิปทานี้คือ มิจฉาทิฐิ มิจฉาสังกัปปะ
มิจฉาวาจา มิจฉากัมมันตะ มิจฉาอาชีวะ
มิจฉาวายามะ มิจฉาสติ มิจฉาสมาธิ.

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่า มิจฉาปฏิปทา.

ภิกษุทั้งหลาย ! สัมมาปฏิปทา เป็นอย่างไรเล่า ?
สัมมาปฏิปทานี้คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ
สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ
สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ.

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่า สัมมาปฏิปทา.
มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๒-๒๓/๖๕-๖๗.

หลายๆคน เมื่ออ่านข้อความเหล่านี้ อาจจะมีความสงสัย อะไรคือ มิจฉา อะไรคือ สัมมา แล้วจะรู้ได้อย่างไร?

ถึงแม้เป็นตัวหนังสือ ล้วนมีสภาวะ หรือสิ่งที่เกิดขึ้น แฝงหรือซ้อน ซ่อนอยู่ ในคำเรียกนั้นๆ ไม่แตกต่างกับคำเรียกอื่นๆ เช่น ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ถ่ายฯลฯ

การที่จะรู้หรือเห็น ตามความเป็นจริง ของสภาวะ หรือ คำเรียกต่างๆ ที่มีปรากฏอยู่
ต้องอาศัย การทำความเพียร หรือ การปฏิบัติ อย่างต่อเนื่อง

เมื่อถึงเวลา เหตุปัจจัยพร้อม เป็นเหตุให้ รู้หรือเห็นตามความเป็นจริง ของสภาวะที่แท้จริง ของสิ่งที่เกิดขึ้น หรือคำเรียกต่างๆ

บทความต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ เห็นอยู่ ที่ได้ศึกษา ได้อ่าน หรือได้ฟังมาก็ดี
ผู้เขียน หรือ ผู้พูด รู้แค่ไหน ย่อมเขียนหรือพูด ได้แค่นั้น ตามเหตุปัจจัยของผู้นั้น ที่มีอยู่(กิเลส) และเป็นอยู่(การสร้างเหตุ)

ผู้มีศรัทธา หรือ ผู้มีปัญญา(สัญญาเก่า) ไม่ใช่การได้เปรียบ หรือเสียเปรียบ หรือ นำมาวัดผล ของการปฏิบัติ ได้เลย

แต่การทำความเพียรอย่างต่อเนื่อง และการสร้างเหตุ ที่เป็นตัววัดผล ซึ่งเป็นเหตุให้เกิด การรู้เห็นตามความเป็นจริง ของสภาวะนั้นๆได้

คำสอนของพระผู้มีพระภาค ทรงสอนตามเหตุปัจจัย หรือสภาวะของคนนั้น ใช่ว่า นำมาปฏิบัติตาม จะได้ผลเหมือนกันหรือไม่ แล้วแต่เหตุปัจจัยที่มีอยู่ และที่กำลังสร้าง ให้เกิด ขึ้นมาใหม่

มรรค หรือ วิธีการ จึงไม่ใช่เรื่องยาก หรือง่าย แต่ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย ของผู้ปฏิบัติ

คำว่า แม้อรหันต์ผู้ปัญญาวิมุตติ ต่างก็เป็นได้เพียง แค่มัคคานุคา (ผู้เดินตาม มรรคมาทีหลัง) นี้

หมายถึง แม้แต่พระอรหันต์ ก็ไม่พ้นจากเหตุปัจจัย แรกเริ่มปฏิบัติ ก่อนจะบรรลุถึง ความเป็นอรหันต์ หรือ ผู้สิ้นกิเลส

คำว่า มัคคานุตา หรือ ผู้เดินตาม มรรค มาทีหลัง หมายถึง โยคี ผู้ปฏิบัติทุกรูปทุกนาม เริ่มต้นครั้งแรก ย่อมดำเนินตามเหตุปัจจัยของตนที่มีอยู่ จึงชื่อว่า ผู้เดินตาม

เดินตามหรือปฏิบัติตามเหตุปัจจัยของตน คือ มีเหตุให้ต้องปฏิบัติ เช่น ประสพกับความทุกข์/สุข ในชีวิต หรือ ปฏิบัติเพราะ ความศรัทธาในตัวผู้สอน
หรือ อ่านบทความนั้นๆ แล้วเกิดความอยากลองเรียนรู้ ด้วยตนเองฯลฯ

สิ่งต่างๆเหล่านี้ เรียกว่า ผู้เดินตาม คือ เดินตามทางที่ผู้อื่น ได้เดินมาแล้ว ซึ่งเกิดจาก เหตุปัจจัยที่มีอยู่กับ สิ่งนั้นหรือ แนวทางนั้นๆ ซึ่งแปรเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัยของโยคี หรือผู้ปฏิบัติ

“แม้อรหันต์ผู้ปัญญาวิมุตติ ต่างก็เป็นได้เพียง แค่มัคคานุคา (ผู้เดินตาม มรรคมาทีหลัง)”

เวลาดูความหมาย ควรดูคำทั้งหมด ในรูปประโยค

คำว่า มรรค มี ๒ ความหมาย 

๑. มรรค หมายถึง วิธีการ หรือ แนวทางปฏิบัติ

ได้แก่ แนวทางปฏิบัติของแต่ละคน จึงชื่อว่า ผู้เดินตาม โดยเริ่มต้นจาก การแนะนำของผู้อื่นก็ดี หรือ เริ่มต้นจากการอ่านก็ดี แตกต่างไปตามเหตุปัจจัย ของแต่ละคน

๒. มรรค หมายถึง มรรค มีองค์ ๘

ฉะนั้น คำว่า มรรค มาทีหลัง จึงหมายถึง โยคี ผู้ปฏิบัติ ทำความเพียรจนกว่า สัมมาทิฏฐิเกิด มรรค มีองค์ ๘ ย่อมเกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัย

จึงชื่อว่า มรรค หรือ มรรค มีองค์ ๘ มาทีหลัง

พระอรหันต์ ก็ไม่พ้นจากเหตุปัจจัยนี้

หมายเหตุ:

เวลาพูดเรื่อง “มรรค” จะดูองค์ประกอบของประโยคทั้งหมด มรรคในแต่ละประโยค แตกต่างไปตามเหตุปัจจัย

ถ้าถามว่า แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า ความหมายของมรรค แต่ละคำนั้น อันใดถูกต้องตามสภาวะ หรือผิดจากความเป็นจริง

อย่างที่เคยพูดๆไว้บ้างแล้ว จะรู้ว่าถูกหรือผิดนั้น ให้ดูการกระทำ หากนำไปสร้างเหตุนอกตัว เป็นเหตุให้เกิด วิวาทะกับผู้อื่น

นั่นแหละคือ ผิด ผิดจากความเป็นจริง สภาวะที่แท้จริง จะไม่ไปทะเลาะกับใคร มีแค่รู้ แล้วจบ

ใครจะเห็นต่างยังไง นั่นเหตุของเขา เพราะ เป็นเพียงสภาวะสัญญาเท่านั้นเอง สติเป็นตัวขุดแคะงัดแงะขึ้นมา

คำว่าถูกหรือผิด ล้วนเป็นเพียง ความรู้สึกนึกคิด ที่เกิดจาก สัญญาของแต่ละคน แตกต่างไปตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ และที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่

เหมือนเวลาที่ใครส่งอะไรมาให้อ่าน ก็อ่าน แต่ไม่เก็บเข้ามาเป็นอารมณ์ รู้ของแต่ละคน แตกต่างกันไป สิ่งที่เขารู้ บางสิ่ง ใช่ว่า เราจะรู้ ฉะนั้น รู้ไว้ ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม มีแต่ได้ ไม่มีเสีย

มรรคกับอริยมรรค

ยิ่งประกาศ ยิ่งโดน

อยากมี อยากได้ อยากเป็นอะไรๆในบัญญัติ แม้กระทั่ง ปฏิบัติเพื่ออะไรก็ตาม หากเป็นเหตุของการไม่เกิดอีกต่อไป

ความคิด ถ้ากระทำไว้ในใจ มนสิการไว้ในใจ อย่าแสดงตน หรือป่าวประกาศออกมา

การประกาศ หรือ การแสดงตน ด้วยการกระทำเช่นนี้ เหมือนลูกหนี้ พร้อมจะชักดาบเจ้าหนี้ ตลอดเวลา

เหตุนี้ เจ้าหนี้จึงรุมทวง เพราะ กลัวไม่ใช้หนี้

ไม่สำคัญ

ใครจะเห็น หรือ รู้สึกอย่างไร ไม่ใช่เรื่องสำคัญ นั่นคือ เหตุปัจจัยที่มีอยู่

จงดูตัวเอง เป็นหลัก ดูความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง ดี/ชั่ว ถูก/ผิด บาป/บุญ กุศล/อกุศลฯลฯ นั่นแหละ เหตุที่ยังมีอยู่

แค่รู้

ฝึกแค่รู้ เลยแค่รู้ ล้วนเกิดจากการปรุงแต่ง ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่

ดี/ไม่ดี แค่รู้ บาป/บุญ แค่รู้ ฯลฯ ทุกๆคำเรียก แค่รู้ รู้ไว้ ใช่ว่า ใส่บ่า แบกหาม รู้แบบนี้

รู้นอก คือ เหตุปัจจัย ที่มีอยู่

รู้ใน มีแต่ดับ แล้วก็ดับ ดับต้นเหตุของการเกิด

มรรค มีองค์๘/อริยมรรค มีองค์ ๘

เมื่อพระองค์ทรงรู้ ได้ทรงถ่ายทอดสภาวะเหล่นั้นไว้ เพียงแต่ สภาวะนั้นๆ ในคำสอน หรือที่มีในตำราปรากฏอยู่ ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย ของบุคคลในยุคนั้น สมัยนั้น

เป็นเหตุให้ ผู้ที่เดินตาม จะรู้ หรือเข้าถึงสภาวะได้ ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่มีอ

ยู่ และที่กำลังสร้าง ให้เกิด ขึ้นมาใหม่คำว่า มรรค มีองค์๘ และ อริยมรรค มีองค์ ๘ จึงมีเกิดขึ้น ซึ่งโดยเนื้อแท้ของสภาวะ

เมื่อกล่าวถึง มรรค มีองค์ ๘ กับ อริยมรรค มีองค์ ๘ เป็นตัวเดียวกัน เพียงแยกออกจากกัน เพื่อให้เห็นสภาวะ เป็นรูปธรรม ได้ชัดเจนมากขึ้น

เฉกเช่นเดียวกันกับ สติปัฏฐาน ๔ กับ มหาสติปัฏฐาน ๔

มรรค มีองค์ ๘ กับ สติปัฏฐาน ๔ เป็น ปัจจุบันธรรม เป็นสภาวะ ที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะ ขณะผัสสะเกิด ในชีวิตแต่ละขณะๆๆๆๆๆ

อริยมรรค มีองค์ ๘ กับ มหาสติปัฏฐาน ๔ เป็น สภาวะที่เกิดขึ้น ขณะ จิตตั้งมั่นอยู่ ในขณะที่ปฏิบัติ เต็มรูปแบบ

เรื่องของสภาวะ เป็นเรื่องที่ละเอียดมากๆ เกี่ยวกับจิตล้วนๆ ซึ่งแรกๆ ต้องอาศัยการรู้ชัดภายในกายและจิตนำทาง จึงจะรู้ หรือ เข้าถึงจิตที่แท้จริงได้

การที่รู้ชัด ในรายละเอียดของสภาวะต่างๆได้ ต้องอาศัยกำลังของสมาธิ เป็นบาท สติ เป็นตัวขุดค้ยสัญญาต่างๆขึ้นมา โดยมีสัมปชัญญะ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะจิตเป็นสมาธิอยู่ จึงจะรู้ชัดในสภาวะต่างๆได้

สภาวะสัญญา เหตุของความไม่รู้ที่ยังมีอยู่ แรกๆของการเกิดสภาวะนี้ ย่อมให้ค่าตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่ คิดว่า เป็น สภาวะของปัญญา เป็นสภาวะของ อุปกิเลส ที่ยังมีอยู่

อาศัย หยุดสร้างเหตุนอกตัว และ การทำความเพียรต่อเนื่อง

การสร้างเหตุนอกตัว ส่งผลต่อสภาวะ เมื่อทำความเพียร เป็นเหตุให้ สามารถรู้ชัดอยู่ภายในกายและจิตได้เนืองๆ(สัมมาสมาธิ) เพราะ นิวรณ์ต่างๆ ถูกระงับลงไป ตามเหตุปัจจัย

เป็นเหตุให้ จิตถูกขัดเกลาอย่างต่อเนื่อง เป็นเหตุให้ รู้ชัดว่า สภาวะนี้ เป็นวิญญาณ หรือ สัญญา หรือ ปัญญา ถึงแม้ว่า โยคี จะไม่รู้ปริยัติ ก็ตาม

ธันวาคม 2017
พฤ อา
« พ.ย.    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

คลังเก็บ

%d bloggers like this: