ยุคพระเขมมหาเถรอภิญญา ๑

กาลเมื่อวิปัสสนาวงศ์ ประดิษฐานมั่นคงอยู่ในแผ่นดินสุวรรณภูมิ ยั่งยืนมาเป็นเวลาช้านานนับได้เกือบ ๒๐๐๐ ปี ตั้งแต่สองพระอรหันต์ท่านพระโสณะอรหันต์และพระอุตตระอรหันต์นำมาประดิษฐานไว้เป็นเบื้องแรก เมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๕ เป็นต้นมา

บรรดาพุทธบริษัทศิษยานุศิษย์ผู้มีจิตหวั่นเกรงภัยในวัฏสงสาร ปรารถนาจะได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ก็พากันอุตสาหะบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานสืบต่อวิปัสสนาวงศ์ตลอดมาไม่ขาดสาย

จวบจนถึงสมัยพระธรรมทัสสีอรหันต์ ทำการยกย่องปกป้องพระพุทธศาสนา และขยายวิปัสสนาวงศ์ให้กว้างขวางออกไปในปีพุทธศักราช ๑๕๔๑ ซึ่งในตอนนี้นิยมเรียกวิปัสสนาวงศ์ดั้งเดิม เพิ่มเติมเป็นว่า วิปัสสนาวงศ์พระอรหันต์

แล้วก็มีพระสงฆ์เถรานุเถระพากันสืบต่อวิปัสสนาวงศ์นั้น โดยเข้มงวดกวดขันตลอดมาอีกเป็นลำดับ ตราบเท่าจนถึงรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าสุธรรมราชามหาบดี แห่งกรุงรตนปุระธานี

เมื่อปีพุทธศักราช ๒๑๘๓ ก็ยังปรากฏนามพระสงฆ์ที่สืบเชื้อสายวิปัสสนาวงศ์พระอรหันต์ ในราชทินนามที่สมเด็จพระเจ้าสุธรรมราชามหาบดีผู้เป็นใหญ่พระราชทานให้ว่า พระชมพูทีปธชมหาเถระ

ครั้นพระชมพูทีปธชมหาเถระล่วงลับดับขันธ์ไป บรรดาพระสงฆ์ที่สืบเชื้อสายวิปัสสนาวงศ์พระอรหันตะ ก็ยังคงมีกระจัดกระจายในประเทศต่างๆ แถบสุวรรณภูมิอยูบ้าง เช่น เหล่าพระสงฆ์สำนักจตุภูมิกวิหาร

คือ วิหารสี่ชั้น ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่ริมฝั่งอิรวดีมหานทีในปีพุทธศักราช ๒๑๙๐ เป็นต้น แต่ไม่มีผลการปฏิบัติวิปัสสนาปรากฏให้เป็นที่ประจักษ์ชัดออกมาเลยว่า ท่านเหล่านั้นปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จนได้บรรลุมรรคผลสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลชั้นนั้นชั้นนี้

ซึ่งเป็นเครื่องชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปของวิปัสสนาธุระ ว่ามีสภาวะค่อยเสื่อมถอยน้อยลงไปทุกที มิหนำซ้ำ ในช่วงระยะเวลานี้ ความเป็นไปด้สนคันถธุระกลับมีสภาวะเจริญขึ้นแพร่หลายขยายเป็นวงกว้างออกไป

ทั้งนี้ ก็เพราะว่า บรรดามหาชนตลอดจนสมเด็จพระราชาธิบดีในประเทศทั้งหลาย ต่างพอใจสนับสนุนยกย่องพระสงฆ์ที่เอาใจใส่ในด้านคันถธุระ

พระสงฆ์รูปใดมีอุตสาหะศึกษาเล่าเรียนพระไตรปิฎกบาลีอรรถกถาจนมีความรู้สามารถเป็นที่ประจักษ์แล้ว ท่านรูปนั้นย่อมไม่แคล้วที่จะได้รับเกียรติยศชื่อเสียงและลาภสักการะใหญ่

ในระยะนี้ จึงปรากฏว่าพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาทุกรูปทุกนาม ต่างก็ทำความพยายามในด้านคันถธุระ จนบางท่านมีสมรรถนะสูงเด่นเป็นผู้ทรงจำพระไตรปิฎก ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ไว้ได้

และบางท่านมีปัญญาแจ่มใสสามารถปริวรรตบาลีภาษาออกมาเป็นภาษาของตนๆ ตลอดจนบางท่านสามารถรจนาพระคัมภีร์ไว้ให้เป็นประโยชน์ในพระพุทธศาสนา เช่นนี้ก็มีอยู่

เมื่อเจ้ากูทั้งหลายกลับมาเห็นค่านิยมในคันถธุระยิ่งกว่าวิปัสสนาธุระไปเสียอย่างนี้ จึงหาผู้ที่สนใจในการบำเพ็ญวิปัสสนาได้ยากเต็มที สภาพการณ์เช่นนี้นานวันเข้า วิปัสสนาวงศ์พระอรหันตะก็ค่อยซบเซาเสื่อมลงไปและเสื่อมลงไป แล้วในที่สุดก็เสื่อมลงไปจนเกือบไร้ร่องรอย

เมื่อเอ่ยถึงวิปัสสนาขึ้นมาคราใด ก็พลอยให้เกิดความพิศวงสงสัยขึ้นในใจว่า วิปัสสนาวงศ์คงจะเสื่อมสูญไปจากโลกนี้แล้วหรือไฉน

Advertisements

ยุคพระเขมมหาเถรอภิญญา ๒

สมัยนั้น ปรากฏมีพระภิกษุสองรูปเป็นสหายกัน รูปหนึ่งมีนามว่า พระเขมภิกขุ กับอีกรูปหนึ่งมีนามว่า พระติรงคภิกขุ ตั้งแต่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา เธอทั้งสองก็ตั้งใจศึกษาพระบาลีไตรปิฎกอรรถกถาตลอดจนนานาพระคัมภีร์

จนมีความรู้สูงสุดตามหลักสูตรการศึกษาในสมัยนั้น แล้วปรึกษากันว่า ต่อไปนี้ เราทั้งสองจะทำอะไรกันดี พระเขมภิกขุผู้มีบุพวาสนาก็ว่า เราทั้งสองควรจะตั้งหน้าบำเพ็ญวิปัสสนาธุระต่อไป เพื่อบรรลุมรรคผลนิพพานในชาตินี้ให้จงได้

พระติรงคภิกขุได้ฟังก็หัวเราะ แล้วค้านว่า อะไรกัน มรรคผลนิพพานสมัยนี้มีที่ไหนกัน มรรคผลนิพพานเป็นของไกลเกินฝัน หากจะมีอยู่ ก็เห็นมีแต่ในพระคัมภีร์ ปัจจุบันนี้ไม่มีใครเขาสนใจเรื่องวิปัสสนาหรือมรรคผลนิพพานกันแล้ว

เรามาเป็นพระอาจารย์ด้านคันถธุระบอกพระคัมภีร์กันดีกว่า ต่อไปภายหน้าจะได้เป็นใหญ่มีเกียรติยศชื่อเสียงเกรียงไกร

พระเขมภิกขุหนุ่มผู้มีใจหนักแน่นประดุจผา ได้ฟังดังนั้นก็ส่ายหน้ากล่าวย้ำว่า มรรคผลนิพพานในสมัยนี้ จะมีหรือไม่มี ใครเล่าจะรู้ได้ หากว่าไม่มีการบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน กล่าวเท่านั้นแล้ว ท่านก็เดินทางออกจากมหาวิหารบ่ายหน้าเข้าป่าไป

ฝ่ายติรงคภิกขุสหายผู้ใฝ่ใจด้านคันถธุระ หวังจะเป็นผู้มีเกียรติยศชื่อเสียงในวันข้างหน้า ก็อุตสาหะทำหน้าที่เป็นพระอาจารย์บอกพระคัมภีร์ในมหาวิหาร ซึ่งมีพระสงฆ์นักศึกษานับจำนวนเป็นพันๆ

ทิวาวารผ่านไปหลายสิบปี ท่านก็ได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นมาเรื่อยๆ จนเป็นพระคณาจารย์ชั้นมหาเถระ บรรดาศิษย์พากันยกย่องว่าท่านเป็นผู้มีความรู้สูงเด่นหนักหนา เมื่อพระมหาเถระผู้เป็นคณะปาโมกข์ปกครองสงฆ์ในวิหาร ถึงมรณกาล

ล่วงลับดับสังขารไป พระติรงคมหาเถระก็ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นพระคณะปาโมกข์ ปกครองสงฆ์สืบแทนท่านคณะปาโมกข์องค์เก่าที่ล่วงลับเข้าไปสู่ปากพญามุจจุราช

กาลต่อมา ปรากฏว่าท่านเป็นผู้มีชื่อเสียงกว้างไกล เป็นพระคณาจารย์ใหญ่ที่มีศิษยานุศิษย์มากมายหลายรุ่นหลายสมัย เป็นที่เคารพสักการะของมหาชนทั่วไป จึงเป็นอันว่า บัดนี้พระติรงคมหาเถระได้ก้าวขึ้นถึงความสุดยอดด้านคันถธุระ

โดยเป็นพระคณาจารย์ใหญ่มีเกียรติยศชื่อเสียงเกรียงไกรสมใจปรารถนาแล้ว

สายัณห์สมัยนั้น วันหนึ่งพระติรงคมหาเถระผู้เป็นใหญ่ ซึ่งบัดนี้วัยเข้าเกณฑ์ชรา ๗๐ พรรษาเศษแล้ว ท่านได้มีโอกาสต้อนรับอาคันตุกภิกขุผู้มีพรรษาเสมอกันรูปหนึ่ง ซึ่งเป็นสหายจากกันไปนานหลายสิบปี อาคันตุกภิกขุรูปนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน

โดยที่แท้คือ พระเขมภิกขุที่บอกว่าจะบำเพ็วิปัสสนาแล้วหายหน้าเข้าป่าไปนั่นเอง เมื่อได้พบปะสนทนากัน ณ ที่รโหฐานโดยลำพังตัวต่อตัวแล้ว แทนที่จะสนทนากันให้สนุกสนานด้วยเรื่องเก่าๆสมัยยังหนุ่มอยู่

แต่เจ้ากูพระเขมภิกขุผู้มาจากป่ากลับชักชวนให้เข้าปฏิบัติวิปัสสนาท่าเดียว โดยอ้างว่าตัวท่านจะเป็นพระอาจารย์บอกพระกรรมฐานให้เอง

พระติรงคมหาเถระคณาจารย์ใหญ่จะเลื่อมใสเชื่อฟังคำก็หาไม่ ครั้นจะปฏิเสธไปตรงๆก็เกรงจะเสียน้ำใจกัน จึงกล่าวอ้างว่า ตนแก่แล้ว เกิดมาชาตินี้ได้มีเกียรติยศชื่อเสียงเท่านี้ ก็เป็นที่พอใจแล้วจะเอาอะไรกันอีก

เมื่อเห็นว่าสุดที่จะเคี่ยวเข็ญให้สหายกันเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานได้แล้ว พระเขมมหาเถระจึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นไม่เป็นไร แต่ขอร้องให้จดจำวิธีการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานไว้ จะได้เป็นประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาต่อไป

จะเอาไว้ใช้ประกอบการสอนด้านคันถธุระก็ได้ หรือว่าเผื่อไว้ในวันข้างหน้า หากมีผู้มีวาสนามาขอเรียนวิธีการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จะได้บอกเขาได้อย่างถูกต้อง โดยบอกเขาไปทำนองนี้ว่า

“เราพระเขมาภิกขุ เรียนเอาวิธีปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมาจากวิปัสสนาวงศ์พระอรหันตะ ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากพระโสณะอรหันต์และพระอุตตระอรหันต์ กับทั้งพระธรรมทัสสีอรหันต์ แต่ครั้งบุรพกาล

วิธีปฏิบัติวิปัสสนาวงศ์พระอรหันตะ คือ การตั้งสติกำหนดอย่างแรงกล้าในอนุปัสสนาทั้ง ๔ มีกายานุปัสสนาเป็นต้น ตามที่สมเด็จพระทศพลเจ้า ทรงพระกรุณาประทานไว้ในพระสูตรต่างๆ โดยเฉพาะพระมหาสติปัฏฐานสูตร

เมื่ออินทรีย์ทั้ง ๕ มีลัทธินทรีย์เป็นอาทิ เสมอกันเป็นอันดีแล้ว พระวิปัสสนาญาณอันประเสริฐจักเกิดขึ้นในสันดานของผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่มีวาสนาบารมี ตั้งแต่พระวิปัสสนาญาณขั้นต้น จนถึงมรรคผลญาณ และปัจจเวกขณญาณเป็นที่สุด”

พระเขมมหาเถระพุทธบุตรผู้ชำนาญในพระวิปัสสนาญาณ บอกวิธีการบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานอย่างย่อๆ ฉะนี้ แล้วก็อธิบายวิธีปฏิบัติตลอดจนสภาวะพระวิปัสสนาญาณโดยพิศดารพอสมควร

เสร็จแล้วจึงถามขึ้นว่า จำได้หรือไม่เล่า ที่เราบอกมานี่ เมื่อเห็นสหายเก่ารับคำด้วยดี ก็ลุกขึ้นจัดแจงห่มจีวรอันเก่าคร่ำคร่าพร้อมกับบอกว่า จะขอลากจากไปแล้ว ต่อไปคงไม่ได้พบกันอีก เพราะฉะนั้น จึงขอให้เดินไปส่งที่ชายป่าใกล้มหาวิหารด้วย

พระติรงคมหาเถรคณาจารย์ใหญ่ผู้มีวัยชราตกกระ ซึ่งมีสรีระอ้วนพีสีกายและเกสาขาวงามสง่า ตามปกติชอบนั่งบนอาสนะบอกพระคัมภีร์ ไม่ชอบเดินเหิรไปไหน ทั้งถือตนเป็นผู้มีเกียรติยศใหญ่ ไม่เคยเดินออกไปส่งอาคันตุกะผู้ใดมาก่อน

เมื่อได้ฟังสหายเก่ามาอ้างว่า ต่อไปภายหน้าคงจะไม่ได้พบกันเช่นนั้น ก็จำต้องพยุงสังขารอันชราเดินตามมาส่งถึงบริเวณชายป่า แล้วพระเขมมหาเถระก็หยุดเดิน หันหลังกลับมามองหน้าจ้องๆแล้วถามขึ้นอีกว่า

จำได้แน่นอนแล้วหรือ วิธีการปฏิบัติวิปัสสนาที่เราบอกไว้นั่นน่ะ พระติรงคมหาเถระก็รับรองว่า จำได้สิ เอาเถอะน่าไม่ต้องเป็นห่วง ขอให้เดินทางโดยสวัสดีเถิด

พระเขมมหาเถระผู้มาจากแดนไกล จึงกล่าวเป็นครั้งสุดท้ายว่า จำได้ก็ดีแล้ว นั่นเป็นวิธีปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อให้ได้บรรลุมรรคผลนิพพานอันประเสริฐ เอาเถิดต่อจากนี้ เราจะแสดงผลดีผลพลอยได้เล็กน้อย

ของผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจนบรรลุมรรคผลนิพพานว่าจะเป็นประการใด ขอจงตั้งใจดูให้ดีๆ ว่าเท่านี้แล้ว พระเขมมหาเถระผู้เชี่ยวชาญในอภิญญาญาณ ก็อธิษฐานให้เกิดอิทธิวิธอภิญญา เหาะทะยานขึ้นฟ้าหายวับไปต่อหน้า

พระคณจารย์ใหญ่ได้เห็นอิทธิฤทธิ์ปฏิหารย์นั้น ก็ให้มีอันพลันผงะหงายดวงตาโตเกือบเท่าไข่ห่าน เพ่งมองอยู่ด้วยอาการตกตะลึง นึกไม่ถึงว่าจะเป็นไปได้เช่นนั้น

เมื่อกลับมาถึงมหาวิหารแล้ว ก็มีบัญชาให้มีการประชุมใหญ่โดยพลัน มอบหมายหน้าที่การงานให้แก่ท่านผู้สมควรหมดสิ้น ก็บอกว่า เราจะเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจนกว่าจะถึงวันตายในมหาวิหารแห่งนี้ หากไม่มีกิจจำเป็นจริงๆแล้วไซร้

ขออย่าให้ใครจงอย่าได้มารบกวน แล้วท่านก็เริ่มต้นบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ตามวิธีการวิเศษในวิปัสสนาวงศ์พระอรหันตะ ที่ท่านพระเขมมหาเถระกรุณาบอกไว้นั้น ส่วนผลของการปฏิบัติจะเป็นประการใด ใครเล่าจะกล้าไปถามท่านได้

จากหนังสือ วิปัสสนาทีปนีฎีกา หลวงพ่อภัททันตะ อาสภมหาเถระ

ตุลาคม 2017
พฤ อา
« ก.ย.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

คลังเก็บ

%d bloggers like this: